ชวี ติ กบั สงั คมไทย หวั ข้อเรื่อง (Topic) 2.1 ความหมายของโครงสร้างทางสงั คม 2.2 องคป์ ระกอบโครงสร้างของสังคม 2.3 สถาบันทางสังคมทีส่ าคัญ 2.4 ลักษณะท่ีสาคัญของโครงสร้างสงั คม
หวั ขอ้ เรอ่ื ง (Topic) 2.5 ความหมายของการจดั ระเบียบทางสงั คม 2.6 ระดบั ของการจดั ระเบียบทางสังคม 2.7 องคป์ ระกอบสาคัญของการจัดระเบียบ ทางสงั คม
ชีวติ กบั สงั คมไทย โครงสรา้ งทางสงั คม มาจากคาในภาษาองั กฤษว่า “Social structure” เป็นพนั ธะที่ผกู มดั ผคู้ น และเป็นพลงั ใหก้ บั ชมุ ชนตอ้ งปฏิบตั ิตามโครงสรา้ งนนั้ ๆ โดยท่ีโครงสรา้ งทางสงั คมดงั กล่าวมีอานาจเหนือ ความคิดและการกระทา ตลอดจนอุปนิสยั ของมนษุ ยใ์ นสงั คมลว้ นขนึ้ อยกู่ บั คา่ นิยมหรือคณุ คา่ ทางสงั คม ซงึ่ มีโครงสรา้ งทางสงั คมเป็นปัจจยั หลกั ❖ โครงสรา้ งทางสังคมมลี กั ษณะ 1. เป็นสง่ิ ทม่ี นุษยส์ รา้ งขนึ้ 2. เป็นรูปแบบการปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งมนุษย์ทคี่ งทนถาวร 3. มีรูปแบบหรอื รูปรา่ งท่สี ามารถเขยี นเป็นแผนภูมไิ ด้ 4. สะทอ้ นใหเ้ ห็นความแตกตา่ งในเรอ่ื งอานาจ ความมีเกยี รติ และความเป็นเจา้ ของทรพั ยากร ทางดา้ นเศรษฐกิจ
ชีวติ กบั สังคมไทย 2.2.1 องคก์ ารสังคม องคก์ ารสงั คมเป็นกระบวนการจดั ระเบียบสงั คมของสมาชิกในสงั คม และกลุ่ม ของสมาชกิ ของสงั คมท่ีไดจ้ ดั ระเบยี บสงั คมแลว้ 1. กระบวนการจดั ระเบียบสงั คมของสมาชิกในสงั คมเป็นทั้งการสรา้ งและการสอนระเบียบ ของ สงั คมใหก้ บั สมาชิกในสงั คม 2. กลมุ่ สมาชิกของสงั คมที่ไดจ้ ดั ระเบยี บสงั คมแลว้ มีความซบั ซอ้ นของโครงสรา้ งแตกต่างกนั แตม่ ีองคป์ ระกอบพนื้ ฐานรว่ มกนั คอื ความสมั พนั ธท์ างสงั คม แบบแผน พฤติกรรมและภาระหนา้ ที่ 2.2.2 สถาบันสงั คม สถาบันสงั คมเป็นแบบอย่างในการคิดของสมาชิกในสงั คม ไดแ้ ก่ ความเชื่อ ค่านิยม อดุ มการณ์ คณุ ธรรม และแบบอยา่ งในการกระทาส่งิ ตา่ ง ๆ ของสมาชิก ไดแ้ ก่ บรรทดั ฐานทางสงั คม ซง่ึ มีความจาเป็นใน การดารงอยขู่ องสงั คม และสงั คมไดส้ รา้ งสรรคส์ ะสมถา่ ยทอดสบื ตอ่ มา
ชวี ติ กับสงั คมไทย แผนผังโครงสรา้ งของสังคม
ชวี ติ กบั สงั คมไทย 2.3.1 สถาบันครอบครวั สถาบนั ครอบครวั ประกอบดว้ ยกลมุ่ สงั คมในครอบครวั เชน่ บดิ า มารดา บตุ ร วงศาคณาญาติ ทเี่ กี่ยวขอ้ งโดยสายโลหิต หรอื การสมรส หรอื มีบตุ รบญุ ธรรม 1. หน้าทข่ี องสถาบนั ครอบครวั (1) ผลติ สมาชกิ ใหมใ่ หแ้ กส่ งั คม เพอื่ ทดแทนสมาชกิ ของสงั คมทส่ี นิ้ ชวี ติ ลง (2) เลยี้ งดูสมาชกิ ใหม่ใหม้ ีชวี ิตรอด เนอื่ งจากทารกแรกเกิดและเด็กไม่สามารถดูแล ตนเองได้ (3) ถ่ายทอดวฒั นธรรมของสงั คมไปสูส่ มาชิกใหม่ ซ่ึงเป็นกระบวนการขดั เกลาทาง สงั คมเพอื่ ใหเ้ ด็กเตบิ โตเป็นสมาชกิ ท่ีดขี องสงั คม (4) หนา้ ทีอ่ น่ื ๆ ไดแ้ ก่ การสนองความตอ้ งการทางจิตใจ ทาหนา้ ทใี่ หค้ วามรกั ความ อบอุ่น
ชีวิตกบั สังคมไทย 2. แบบแผนพฤตกิ รรมในการประพฤติปฏบิ ัติตน ของสมาชิก สถาบันครอบครัวประกอบไปด้วยแบบแผน พฤตกิ รรมซง่ึ เป็นบรรทดั ฐานทางสงั คม เชน่ ประเพณีการหมั้น การ แต่งงาน เป็นตน้ ในสังคมแต่ละแห่งย่อมมีแบบแผนพฤติกรรม แตกตา่ งกนั ไปตามวฒั นธรรมของสงั คม สถาบันครอบครัว 3. สญั ลักษณแ์ ละค่านิยม สญั ลกั ษณข์ องสถาบนั ครอบครวั ท่ีสาคญั คือ แหวนหมัน้ แหวน แตง่ งาน เป็นตน้ ในแตล่ ะสงั คมยอ่ มมีคา่ นิยมตา่ งกนั ตามวฒั นธรรมของสงั คม เช่น สงั คมสมยั ใหม่ สามี และภรรยามีคา่ นิยม ในการหาเลยี้ งครอบครวั เท่าเทียมกนั
ชวี ติ กับสงั คมไทย 2.3.2 สถาบันการศึกษา สถาบนั การศึกษา หมายถึง สถาบนั สงั คมซ่ึงเกี่ยวขอ้ งกบั แบบแผนการขัดเกลาและการ ถ่ายทอดวฒั นธรรม การใหค้ วามรูแ้ ละการฝึกทกั ษะอาชพี เพอื่ เป็นสมาชกิ ทด่ี ีของสงั คม 1. หน้าทขี่ องสถาบันการศึกษา (1) ถ่ายทอดความรู้ วฒั นธรรม และทกั ษะอนั จาเป็นในการดารงชีพของสมาชิกในสงั คม (2) สรา้ งบคุ ลกิ ภาพทางสงั คมใหแ้ ก่สมาชิก (3) การกาหนดสถานภาพทางสงั คมและชนชนั้ ทางสงั คม สถานภาพจากสถาบนั การศกึ ษา (4) หนา้ ที่ในการผลิตกาลงั แรงงานทางเศรษฐกิจตามความตอ้ งการทางสงั คม (5) หนา้ ท่ีในการสรา้ งกลมุ่ เพอ่ื นเป็นหนา้ ที่แฝงของสถาบนั การศกึ ษา
ชีวติ กบั สังคมไทย 2. แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก สถาบนั การศกึ ษา ประกอบไปดว้ ยแบบแผนพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การจดั ระบบการเรียนการสอน การเปลี่ยนแปลง หลกั สตู ร เป็นตน้ 3. สัญลักษณ์และค่านิยม สญั ลกั ษณ์ ของสถาบนั การศกึ ษา เชน่ เข็มเครอ่ งหมายของโรงเรียน มหาวิทยาลยั เป็นตน้ แตล่ ะสงั คมยอ่ มมีปรชั ญาและ คา่ นิยมทางการศกึ ษาตา่ งกนั สถาบันการศึกษา
ชวี ิตกับสังคมไทย 2.3.3 สถาบนั ศาสนา สถาบันทีท่ าหน้าทชี่ ่วยสนองความต้องการด้านเสรมิ กาลังใจให้แก่สมาชกิ สังคม เพือ่ ให้ใช้ชีวิตด้วยความปกติสุขโดยปฏบิ ตั ิ ในมคตคิ วามเชือ่ ความศรทั ธา 1. หน้าทขี่ องสถาบันศาสนา (1) สรา้ งความเป็นปึกแผน่ ใหแ้ กส่ งั คม (2) สรา้ งเสรมิ และถา่ ยทอดวฒั นธรรมแก่สงั คม (3) ควบคมุ สมาชกิ ใหป้ ฏิบตั ิตามบรรทดั ฐานของสงั คม (4) สนองความตอ้ งการทางจิตใจแกส่ มาชกิ เมื่อ สมาชิกเผชญิ กบั ปัญหาตา่ ง ๆ สถาบนั ศาสนา
ชีวิตกับสงั คมไทย 2. แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก โดยท่ัวไปแบบแผน พฤติกรรม ในการปฏบิ ตั ขิ องสมาชิกในสงั คม ยอ่ มเป็นไปตามหลกั ธรรม ประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนา นน้ั ๆ มีความสาคญั ในการสรา้ งความรูส้ กึ เป็นอนั หนึ่งอนั เดยี วกนั ของสมาชกิ ในสงั คม 3. สัญลักษณแ์ ละค่านิยม สญั ลกั ษณข์ องสถาบนั ศาสนาย่อมแตกต่างกันไปตามศาสนาท่ี สมาชกิ ยอมรบั นบั ถือ สาหรบั คา่ นิยมของสถาบนั ศาสนายอ่ มแตกตา่ งกนั ไปตามหลกั ธรรมของศาสนานนั้
ชวี ติ กบั สงั คมไทย 2.3.4 สถาบันเศรษฐกจิ หมายถงึ สถาบนั สงั คมทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั แบบแผนการสนองความตอ้ งการเกย่ี วกบั ความจาเป็นทาง วตั ถทุ เี่ กยี่ วขอ้ งกบั การผลติ การกระจายสนิ คา้ และบรกิ ารไปสูผ่ บู้ รโิ ภค ซ่ึงเป็นปจั จยั สาคญั ในการดารงชวี ิต 1. หน้าทขี่ องสถาบนั เศรษฐกจิ (1) ผลิตสนิ คา้ เพอื่ สนองความตอ้ งการของสมาชิกในสงั คม ซง่ึ ประกอบไปดว้ ยสินคา้ พนื้ ฐาน จนถงึ สินคา้ อานวยความสะดวก (2) การกระจายสนิ คา้ ท่ีผลิตไดไ้ ปสสู่ มาชกิ ในสงั คม (3) การกระจายบริการตา่ ง ๆ ไปสสู่ มาชิกในสงั คม (4) การกาหนดสถานภาพทางสงั คมและชนชน้ั ทางสงั คม (5) สถาบนั ทางเศรษฐกิจกอ่ ใหเ้ กิดหนา้ ท่ีสาคญั คือ เป็นพนื้ ฐานอานาจทางการเมือง
ชวี ิตกบั สังคมไทย 2. แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติ ปฏบิ ตั ติ นของสมาชกิ เชน่ แบบแผนในการผลิตสินคา้ แบบ แผนของการประกอบอาชพี ตา่ ง ๆ เชน่ อาชพี เกษตรกรรมและ อาชพี อตุ สาหกรรมมีแบบแผนการประกอบอาชพี ตา่ งกนั สถาบนั เศรษฐกจิ 3. สัญลักษณ์และค่านิยม ส่วนใหญ่เป็ น สญั ลักษณ์ขององค์การของสถาบันเศรษฐกิจน้ัน ๆ เช่น เคร่ืองหมายทางการค้า สาหรับค่านิยมและความเช่ือ เกี่ยวขอ้ งกบั เศรษฐกิจยอ่ มแตกตา่ งกนั ไปตามวัฒนธรรมของ แตล่ ะสงั คม สถาบนั เศรษฐกจิ
ชวี ิตกบั สงั คมไทย 2.3.5 สถาบนั ทางการเมืองการปกครอง หมายถึง สถาบันสังคมที่เป็ นแบบแผนเกี่ยวข้องกับการสนอง ความต้องการของ สมาชิกในการดารงชีวิตตามกฎระเบียบของสงั คม ควบคุมให้กล่มุ คนอยู่ในสังคมอย่างสงบสขุ 1. องคก์ รของสถาบนั การเมอื งทส่ี าคัญ มีดงั นี้ (1) ฝ่ายนิติบญั ญตั ิ คอื องคก์ รที่ทาหนา้ ที่ออกกฎหมาย (2) ฝ่ายบริหาร คอื องคก์ รที่ทาหนา้ ที่ในการบริหารและการบริการใหแ้ ก่สมาชกิ โดยสว่ นรวม (3) ฝ่ายตลุ าการ คอื องคก์ รท่ีทาหนา้ ที่ตีความกฎหมายในกรณีที่สมาชิกในสงั คมเกิดความ ขดั แยง้ ระหวา่ งกนั (4) ฝ่ายองคก์ รอิสระ คือ องคก์ รท่ีประกอบดว้ ยคณะบุคคลที่ตงั้ ขน้ ดว้ ยวิธีปลอดจากอานาจ อิทธิพลของบคุ คลท่ีมีสว่ นไดร้ บั ผลประโยชนก์ บั กิจการอนั เป็นหนา้ ท่ีขององคก์ ร อิสระนนั้
ชวี ิตกบั สังคมไทย สถาบนั การเมอื งการปกครอง 2. หน้าที่ของสถาบันการเมืองการปกครอง (1) สรา้ งระเบียบกฎเกณฑใ์ หแ้ กส่ งั คม (2) วนิ ิจฉยั ขอ้ ขดั แยง้ ระหว่างสมาชิกในสงั คม มอี งคก์ ารทางตลุ าการคอยใหค้ วามยตุ ธิ รรมแก่ สมาชกิ ที่มคี วามขดั แยง้ ตอ่ กนั (3) หนา้ ท่ใี นการบริหารองคก์ ารของรฐั บาลกลางและรฐั บาลทอ้ งถ่นิ (4) การป้องกนั และรกั ษาความปลอดภยั ทง้ั ภายในสงั คมและจากภายนอกสงั คม
ชีวติ กบั สงั คมไทย 1. มีการรวมกลุ่มของคนในสังคม ซ่ึงแต่ละกลุ่มท่ีรวมกันต่างมีหน้าที่รบั ผิดชอบและ ประสทิ ธิภาพ ในการทางานตามท่ีกลมุ่ ไดก้ าหนดเปา้ หมายไว้ 2. มีแนวทางในการปฏิบตั ิอยา่ งเหมาะสมหรือมีกฎเกณฑร์ ะเบียบแบบแผนเป็นแนวทางให้ ยดึ ถือรว่ มกนั โดยยดึ หลกั ประโยชนส์ งู สดุ ของสงั คม 3. มีจดุ หมายในการปฏิบตั กิ ิจกรรมตา่ ง ๆ ที่ดแี ละมีความเหมาะสมที่จะนามาใชก้ ับสงั คมนน้ั 4. มีการเคล่ือนไหวเปลี่ยนแปลงได้ กล่าวคือ โครงสร้างของสังคมจะมีการเคลื่อนไหว เปล่ียนแปลงท้ังในแง่ของการเพ่ิมขึน้ หรือลดลง หรือรูปแบบของความสมั พนั ธ์ของบคุ คลภายในสงั คม
ชีวิตกบั สังคมไทย ❖ มีผู้ให้คานยิ ามของคาว่า “การจัดระเบยี บทางสงั คม” ดงั นี้ (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2532 : 354) การจดั ระเบียบทางสงั คม เป็นการจดั หน่วยหรอื กลมุ่ ของ สงั คม เป็นสว่ นยอ่ ยอยา่ งมีระบบ โดยคานึงถึงเรอ่ื ง เพศ อายุ เครอื ญาติ อาชพี ทรพั ย์สิน เอกสทิ ธิ์ อานาจ สถานภาพ ฯลฯ แต่ละสว่ นย่อยมีหนา้ ท่ีเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธ์กัน โดยมีแบบอย่างกฎหมาย ระเบียบ รวมท้ัง ประเพณีเป็นแนวดาเนินหรอื ปฏิบตั ิ อาจสรุปไดว้ า่ การจดั ระเบยี บทางสงั คม หมายถึง การกาหนดมาตรฐานรูปแบบ หรือแนวทาง การปฏิบตั ิตนในการแสดงพฤติกรรมของสมาชิก เพื่อใหค้ วามสมั พนั ธข์ องสมาชิกในสงั คมดาเนิ นไปดว้ ย ความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย เกิดความสงบสขุ ในสงั คม
ชวี ิตกบั สังคมไทย 2.6.1 ระดับบคุ คล ระดบั บคุ คลเป็นระดบั ขน้ั พนื้ ฐานที่สดุ ของความสมั พนั ธ์ทางสงั คม ซึ่งจะเกิดขึน้ เมื่อบคุ คลสอง คนมีความสมั พนั ธบ์ างประการตอ่ กนั อาจจะเป็นความสมั พนั ธไ์ ดท้ ง้ั แบบเป็นกนั เองและไม่เป็นกนั เอง 2.6.2 ระดับกลมุ่ ระดบั กลมุ่ เป็นความสมั พนั ธข์ องสมาชิกตา่ ง ๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่ม อนั จะทาให้เกิดความม่นั คง ของ กลมุ่ หรือการเปลี่ยนแปลงของกลมุ่ 2.6.3 ระดบั สังคม ระดบั สงั คมจะเป็นการจดั ระเบียบความสมั พนั ธข์ องสงั คมท้งั หมด มักจะมีการจดั ระเบียบทาง สงั คมท่ีชดั เจน และมีความเก่ียวขอ้ งซง่ึ กนั และกนั
ชวี ติ กับสงั คมไทย 2.7.1 บรรทัดฐานทางสงั คม (Social Norms) หรอื ปทัสถานทางสงั คม 1. ความหมายของบรรทัดฐานทางสังคม บรรทดั ฐานทางสงั คม หมายถึง ระเบียบ แบบแผน กฎเกณฑ์ หรือขอ้ บงั คบั ท่ีใชเ้ ป็นแนวทางในการปฏิบตั ิ ร่วมกนั ของสมาชิกซึ่งเป็นที่ยอมรบั เพื่อใหเ้ กิดความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย และความสงบสุขในการอยู่ รว่ มกนั ในสงั คม 2. ประเภทของบรรทัดฐานของสังคม โดยท่วั ไปจะแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คือ (1) วิถปี ระชา (Folkways) หรือวิถีชาวบา้ นหรอื ขนบประเพณี หมายถึง แนวทางในการปฏิบตั ิ ตา่ ง ๆ ที่ทุกคนยอมรบั ปฏิบตั ิกนั จนเกิดความเคยชนิ เป็นปกติวิสยั ในชวี ิตประจาวนั ทาให้เกิดความสะดวก สบายแกส่ มาชิกในการปฏบิ ตั ิ ถา้ สมาชกิ ละเมิดหรือฝ่าฝืนกจ็ ะไม่กอ่ ใหเ้ กิดขอ้ ขดั แยง้ หรือ ความเสยี หายตอ่ สงั คมแตป่ ระการใด ดงั นน้ั การละเมิดหรอื ฝ่าฝืนจงึ ไดร้ บั การลงโทษเพยี งเลก็ นอ้ ย
ชีวติ กบั สังคมไทย (2) จารีต (Mores) หรอื กฎแห่งศีลธรรม หรือวินัยแห่งจรรยา เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ที่ อา้ งกฎ ศลี ธรรมทางศาสนาและคา่ นิยมของสังคมในการกาหนดความถูกผิดของการปฏิบัติ สังคมจึงมีการบั งคับให้ สมาชิกปฏิบัติตามอยา่ งเครง่ ครดั ถา้ สมาชิกในสงั คมไมป่ ฏบิ ตั ิตามก็จะเกิดผลเสียหายต่อสังคมมาก จึงมีการ ลงโทษผลู้ ะเมิดหรอื ฝ่ าฝืนอยา่ งรุนแรง (3) กฎหมาย (Law) หมายถงึ คาส่งั หรือขอ้ หา้ มของรฐั ที่กาหนดหรือควบคมุ พฤติกรรมของ สมาชิก ในสงั คมใหเ้ ป็นไปในทางท่ีถกู ตอ้ งดีงาม และจะตอ้ งมีการบังคบั ใหป้ ฏิบตั ิตาม โดยมีเจา้ หน้าที่หรืออานาจ ของ รฐั อยา่ งเป็นทางการคอยควบคมุ ตรวจตราดแู ลในการปฏบิ ตั ขิ องสมาชิกในสงั คมอกี ดว้ ย
ชีวิตกบั สงั คมไทย 2.7.2 สถานภาพทางสังคม (Social Status) มนุษย์ทีอ่ ยู่รว่ มกนั ในสงั คมลว้ นมีสว่ นเกี่ยวขอ้ งสมั พนั ธ์ซ่ึงกนั และกนั อยู่ตลอดเวลา ในหลาย ลกั ษณะ และหลายรูปแบบแตกต่างกันไปตามสถานภาพหรือฐานะของบุคคล ซ่ึงมีส่วนสาคัญย่ิงต่อ ความสมั พนั ธแ์ ละการกระทาระหว่างกันทางสงั คม อันจะทาใหเ้ กิดความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ยในการอยู่ รว่ มกนั 1. ความหมายของสถานภาพทางสังคม - พจนานุกรมศพั ท์สงั คมวิทยา ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน (2532 : 383) กลา่ วว่า สถานภาพ หมายถงึ ฐานะหรอื เกยี รติภูมิของบคุ คล หรอื ของกลมุ่ ในชมุ ชน เป็นตาแหนง่ ของบคุ คลหน่งหรือกลุ่มหน่ึงท่ี ไดร้ บั ค วามนยิ มนบั ถอื จากสาธารณชน สถานภาพจะสูงต่าเพียงไรขึน้ อยู่กับองค์ประกอบท่ีถือว่าสาคญั เชน่ อาชพี รายได้ เชอื้ ชาติ ศาสนา วงศ์สกุล ฯลฯ - สรุปไดว้ า่ สถานภาพ หมายถงึ ตาแหน่งหนา้ ที่หรอื ฐานะของบคุ คลท่ีไดม้ าจากการท่ีบคุ คล ตา่ ง ๆ มีความสมั พนั ธก์ บั บคุ คลหรือกลมุ่ คนอื่น ๆ และจะเป็นตวั กาหนดสิทธิหน้าท่ี หรือความรบั ผิดชอบ ของบคุ คลนน้ั ๆ ที่มีตอ่ บคุ คลและสงั คมสว่ นรวม
ชีวติ กบั สังคมไทย 2. ประเภทของสถานภาพ นักสงั คมวิทยาไดแ้ บ่งสถานภาพของบคุ คลออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) สถานภาพโดยกาเนิดหรือสถานภาพท่ีได้รับการกาหนดให้ (Ascribed Status) เป็น สถานภาพที่บุคคลไดม้ าโดยสังคมเป็นผกู้ าหนดใหจ้ ากการท่ีบคุ คลนั้นไปมีส่วนร่วมอยใู่ นกลุ่มหรือในสังคมใด สังคม หนึง่ หรอื อาจจะไดม้ าจากเงอ่ื นไขทางชีวภาพของมนษุ ย์ ไดแ้ ก่ (ก) เพศ เป็นลกั ษณะทางชีวภาพและทางกายภาพ ซ่ึงบุคคลไมส่ ามารถจะเลือกไดแ้ ตธ่ รรมชาติ จะเป็นผกู้ าหนดให้ ไมว่ า่ หญิงหรือชาย บุคคลในแตล่ ะเพศน้นั ยอ่ มจะไดร้ ับการฝึกฝนอบรมให้มีบุคลิกและทา หนา้ ท่ีแตกตา่ งกนั (ข) อายุ นับเป็ นขอ้ เท็จจริงทางชีวภาพและทางกายภาพท่ีแน่นอนเช่นเดียวกบั เพศท่ีสามารถ กาหนดสถานภาพของบคุ คลไดช้ ดั เจน ตงั้ แตเ่ กดิ ทกุ สังคมจะใชอ้ ายุเป็นพืน้ ฐานสาหรบั การกาหนดสถานภาพ และบางสงั คมก็ใหค้ วามสาคญั ของอายเุ ป็นอยา่ งมาก
ชวี ิตกับสังคมไทย (ค) ความสมั พนั ธ์ทางครอบครวั บคุ คลทุกคนท่ีเกิดมายอ่ มมีความผกู พนั อยู่กบั สมาชิกตา่ ง ๆ ที่ มีความสมั พนั ธก์ นั ในครอบครวั ชใี้ หเ้ ห็นถงึ ความเป็นวงศาคณาญาติซง่ึ กนั และกนั ได้ (ง) เชอื้ ชาติและผวิ เป็นลกั ษณะท่ีสามารถปรากฏใหเ้ ห็นไดช้ ัดเจนตง้ั แตแ่ รกเกิดซงึ่ สามารถ ถา่ ยทอดจากคนหนึง่ ตอ่ ไปยงั ลกู หลานได้ (จ) ถ่นิ กาเนดิ บคุ คลท่ีเกิดขนึ้ มาในถิ่นกาเนิดใดยอ่ มไดร้ บั สถานภาพว่าเป็ นคนท้องถิ่นนัน้ เช่น คนท่ีเกิดในประเทศไทยยอ่ มไดร้ บั สถานภาพเป็นคนไทยหรอื เป็นชาวเอเชีย (ฉ) ชน้ั ทางสงั คม เป็นตวั กาหนดสถานภาพของบคุ คลอีกอยา่ งหน่ึง บคุ คลท่ีเกิดอยู่ในชนั้ สงั คม อยา่ งไรก็ยอ่ มจะไดส้ ถานภาพเชน่ นน้ั เชน่ เกิดในชนั้ ผดู้ ี
ชีวติ กบั สงั คมไทย (2) สถานภาพโดยการกระทาหรอื สถานภาพโดยความสามารถ (Achieved Status) เป็น สถานภาพท่ีบคุ คลไดม้ าภายหลงั โดยตอ้ งอาศยั ความรูจ้ ากความสามารถของตนเองจนประสบความสาเร็จ จงึ จะไดร้ บั สถานภาพนนั้ ไดแ้ ก่ (ก) การสมรส จะเป็นสถานภาพที่บคุ คลไดม้ าหลงั จากท่ีผา่ นการสมรสแลว้ มีสญั ลกั ษณบ์ ่งบอก ถงึ การมีสถานภาพดว้ ย ซง่ึ อาจเป็นเครื่องแตง่ กาย หรือคานาหนา้ ช่อื (ข) การเป็นบดิ าหรอื มารดา เป็นสถานภาพท่ีบคุ คลไดร้ บั เม่ือมีบตุ รแลว้ ซง่ึ จะนับรวมถงึ การท่ีรบั เดก็ มาเป็นบตุ รบญุ ธรรมดว้ ย
ชวี ิตกบั สังคมไทย (ค) การศึกษา เป็ นตัวกาหนดสถานภาพของบุคคลอีกอย่างหนึ่งที่บุคคลจะต้องใช้ ความพยายาม โดยผ่านการศึกษาเลา่ เรียนจนจบหลกั สูตรกจ็ ะได้รับสถานภาพตามวุฒิในระดับ การศึกษานั้น ๆ (ง) อาชีพ ในระบบสังคมตา่ ง ๆ บุคคลย่อมจะได้รับสถานภาพตามประเภทของอาชีพ ทีต่ นเองทาอยู่ เช่น กรรมกร ช่างฝี มือ นักมวย ศิลปิ นในแขนงตา่ ง ๆ ข้าราชการ เป็ นต้น (จ) การเมือง เป็ นตัวกาหนดสถานภาพของบุคคลอีกอย่างหนึ่งตามที่บุคคลสนใจและ อยู่ในวงการเมือง เช่น สมาชิกพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รฐั มนตรี นายกรัฐมนตรี
ชีวติ กบั สังคมไทย 2.7.3 บทบาททางสงั คม (Social Role) บทบาท หมายถงึ การกระทาหรือการแสดงพฤตกิ รรมตามหนา้ ท่คี วามรบั ผดิ ชอบและความคาดหวัง ของสถานภาพตา่ ง ๆ ท่ีบุคคลมีอยเู่ ป็นมูลฐานเพอื่ ใหเ้ ป็นไปตามระเบียบแบบแผนท่ีกาหนดไวต้ ราบเท่าท่ีบุคคล นนั้ ดารงตาแหนง่ นน้ั ๆ อยู่ บทบาทของบุคคลในสงั คมยอ่ มขึน้ อยูก่ บั สถานภาพและคณุ สมบัติส่วนตวั ของบุคคล ซ่ึงความ แตกตา่ งในบทบาทของแตล่ ะบุคคลยอ่ มเป็นไปตามลกั ษณะของสถานภาพ อปุ นิสยั ความคดิ ความเชือ่ ความรู้ ความสามารถ ความพอใจ การฝึกอบรม ลักษณะทางพนั ธุกรรมท่ีไดร้ บั ถ่ายทอดมา สภาพทางร่างกาย และ จิตใจของบคุ คลนน้ั
ชวี ิตกบั สงั คมไทย ❖ บทบาทขัดแย้งกนั (Role Conflict) การที่บคุ คลมีความสมั พนั ธต์ อ่ กนั ทางสงั คม และจะตอ้ งปฏิบตั ิตนตามเกณฑม์ าตรฐานที่สงั คม ยอมรบั ทาใหบ้ คุ คลอาจมีสถานภาพตา่ ง ๆ ท่ีจะตอ้ งปฏบิ ตั ิพรอ้ ม ๆ กนั หรือในเวลาเดียวกัน ทาใหย้ ากที่ จะตดั สินใจไดว้ ่าควรจะปฏบิ ตั ิตามสถานภาพใดก่อนหลงั จงึ จะดีและเหมาะสมตอ่ ตนเองและผูอ้ ่ืน ➢เช่น สามเี ป็ นตารวจจราจร พบว่าภรรยาไดท้ าผดิ กฎหมายการจราจร ในสถานการณเ์ ชน่ นี้ ทาให้ตารวจคนนี้อึดอดั ใจในการท่ีจะเลือกกระทาตามสถานภาพทง้ั สองท่ีตนมีอยู่ คอื อยูใ่ นตาแหน่งท่ีเป็นตารวจที่ตอ้ งปฏิบตั ิตามกฎหมาย และในตาแหน่งของสามีที่จะ ชว่ ยเหลอื ภรรยา ลกั ษณะเชน่ นีเ้ รียกวา่ เกิดบทบาทขัดกนั ซ่งึ การแกไ้ ขสถานการณ์นีบ้ ุคคลนนั้ จะตอ้ งใช้ วิจารณญาณในการตดั สนิ ใจ ว่าสมควรท่ีจะปฏิบตั ิอยา่ งไรจงึ จะเหมาะสมและเกิดผลดที ี่สุด
ชวี ิตกับสงั คมไทย 2.7.4 การจัดลาดับชั้นทางสังคม (Social Stratification) และการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Mobility) การจดั ลาดับชนั้ ทางสงั คมหรอื การแบง่ ชนชน้ั ทางสงั คมอันมีพืน้ ฐานมาจากธรรมชาติของ มนุษย์ท่แี ต่ละบคุ คลมคี วามแตกต่างกนั ทงั้ ทางดา้ นรา่ งกายและสติปัญญา ซ่ึงมีผลทาใหค้ นแต่ละกลุ่ม ชนชนั้ มวี ถิ ีชวี ติ และการปฏบิ ตั ิแตกตา่ งกนั ไป 1. ความหมายของการจดั ลาดับชั้นทางสังคม พจนานกุ รมศพั ทส์ งั คมวิทยาฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน (2532 : 385) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของ การจดั ลาดบั ชน้ั ทางสงั คมไวว้ า่ หมายถงึ การแบง่ คนในสงั คมออกเป็นชว่ งชนั้ สูงตา่ ต่างกนั ไป และเป็นที่รู้ สงั เกต ไดอ้ าจเรียกเป็นชนชนั้ วรรณะ ฐานนั ดร เป็นตน้ การแบ่งชนชั้นทางสงั คม หมายถงึ กระบวนการที่ทาใหบ้ คุ คลหรอื ครอบครวั ของคนในสงั คมมี ความแตกต่างกนั ในดา้ นตาแหนง่ ฐานะ ชอ่ื เสยี ง เกยี รติยศ อานาจ หนา้ ท่ี สทิ ธิพิเศษ การยกย่อง นับถือ ความสะดวกสบาย เป็นตน้
ชวี ติ กับสังคมไทย 2. หลกั เกณฑใ์ นการจัดลาดับช้ันทางสังคม (1) วงศ์ตระกูลหรือครอบครัว (Family) หมายความว่า บุคคลท่ีถือกาเนิดในวงศต์ ระกูลหรือ ครอบครวั ใด บคุ คลนนั้ ยอ่ มไดร้ บั ตาแหนง่ ทางวรรณะ (Caste) หรอื ชนชน้ั (Class) ตามที่สงั คมไดจ้ ดั เอาไว้ (2) ส่ิงแวดล้อม (Environment) บคุ คลอาจไดช้ น้ั ทางสงั คม (Social Class) จากสิ่งแวดลอ้ ม ซงึ่ ประกอบดว้ ย สถานะทางเศรษฐกิจ การศกึ ษา การอาชพี และสถานท่ีอยอู่ าศยั 3. การแบ่งชนช้ันในบุคคลของสงั คมไทย ระบบการแบง่ ชนชน้ั ของบคุ คลในสงั คมไทยสว่ นใหญ่เป็นผลมาจากระบบชนชน้ั ในสมัยศักดินา หรือราชาธิปไตยผสมกบั ระบบชนชน้ั ในปัจจุบนั การแบ่งชนช้ันของสงั คมไทยโดยท่วั ไปถือเอา เกียรติ (Prestige) หรือฐานะทางสงั คมเป็นเกณฑ์ โดยใชป้ ัจจยั แตล่ ะอยา่ ง ดงั นี้ (อทุ ยั หิรญั โต, 2522 : 86–88)
ชีวติ กับสงั คมไทย ระบบการแบง่ ชนชน้ั ของบคุ คลในสงั คมไทยสว่ นใหญเ่ ป็นผลมาจากระบบชนชน้ั ในสมัยศักดินา หรือราชาธิปไตยผสมกับระบบชนชน้ั ในปัจจบุ ัน การแบ่งชนชนั้ ของสงั คมไทยโดยท่ัวไปถือเอา เกียรติ (Prestige) หรอื ฐานะทางสงั คมเป็นเกณฑ์ โดยใชป้ ัจจยั แตล่ ะอยา่ ง ดงั นี้ (อุทยั หิรญั โต, 2522 : 86–88) (1) ตระกูล เชน่ ราชตระกูล ตระกูลเจา้ พระยา ตระกูลเศรษฐี เป็นตน้ (2) ความสาเร็จในวงราชการ เช่น ดารงตาแหน่งสงู ในวงราชการหรอื ตาแหน่งท่ีมีเกยี รติ (3) ฐานะทางเศรษฐกจิ คอื มคี วามร่ารวย (4) การศกึ ษา ใครไดร้ บั การศกึ ษาสงู กม็ โี อกาสไดเ้ ป็นชนชน้ั สงู (5) ชนิดของอาชพี เชน่ อาชพี รบั ราชการมีเกยี รติ เป็นเจา้ เป็นนายคน เป็นตน้
Search
Read the Text Version
- 1 - 31
Pages: