Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สาระความรู้พื้นฐาน รายวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ

สาระความรู้พื้นฐาน รายวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ

Published by jureeporn.chu, 2023-02-22 17:15:35

Description: สาระความรู้พื้นฐาน

Search

Read the Text Version

สาระความรู้พื้ นฐาน การโคลนนิ่ง รายวิชา เทคโนโลยีชีวภาพ รหัสวิชา พว02017 เอกสารเล่มนี้ใช้เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนเท่านั้น กศน.อำเภอเชียงของ

การโคลนนิ่ง โคลนนิ่ง (cloning) หรือการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้ เพศ เป็นวิธีการที่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดใช้ในการเพิ่มจำนวน คำว่า \"โคลน\" (clone) มาจากภาษากรีกว่า klon มีความ หมายว่า กิ่งก้าน แขนง โดยทั่วไปสัตว์และพืชชั้นสูง จำเป็นต้องขยายพันธุ์โดยวิธีใช้เพศ แต่สัตว์ และพืชชั้นต่ำ สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบใช้เพศและไม่ใช้เพศ ส่วนสิ่ง มีชีวิตเซลล์เดียว เช่น แบคทีเรีย สามารถเพิ่มจำนวน โดย ไม่ใช้เพศ ซึ่งเรียกว่า การแบ่งตัว สิ่งมีชีวิตพวกโพรโทซัว เช่น พารามีเซียม สามารถเพิ่มจำนวนได้ ทั้งแบบใช้เพศ และไม่ใช้เพศ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของพืชและ สัตว์มีทั้งการขยายพันธุ์แบบใช้เพศและไม่ใช้เพศ ผลของ การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศทำให้ได้เซลล์หรือสิ่งมีชีวิต เกิดขึ้นมาใหม่ ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันหมด ซึ่งเรียกว่า โคลน

การโคลนนิ่ง โคลนมีความหมายหลายอย่าง เมื่อพูดถึงการปลูก พืชแล้ว โคลนหมายถึง ลูกหลานของพืช ที่เกิดจากการ ขยายพันธุ์ โดยการตอน การปักชำ การทาบกิ่ง การติดตา และที่กำลังนิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเลี้ยงเนื้ อเยื่อ ใน วงการพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) การ เพิ่มจำนวนดีเอ็นเอหรือ ยีน (gene) ก็ต้องอาศัยการ โคลนยีนเช่นเดียวกัน การโคลนนิ่งโดยใช้เซลล์ร่างกาย (somatic cell) เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสามารถ ทำสำเร็จแล้วในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิด โดยไม่ ต้องมีการนำไข่ และตัวอสุจิมาปฏิสนธิกัน สัตว์โคลนตัว ใหม่ที่เกิดมาจะมีรูปร่าง เพศ และพันธุ์ เหมือนตัวต้นแบบ (donor) ที่นำมาทำโคลนนิ่ง แต่จะมีส่วนที่แตกต่างกัน อย่างหนึ่งคือปริมาณของไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอ (mitochondrial DNA) ซึ่งเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดมากับ vไซโทพลาซึม (cytoplasm) ของผู้รับ (recipient)

ประวัติการโคลนนิ่ง โดยปกติการสืบพันธุ์ของคนหรือสัตว์ต้องอาศัยการผสม กันระหว่างตัวอสุจิกับไข่ หลังจากผสมกันแล้วจะแบ่งตัวพัฒนา เป็นตัวอ่อน แล้วคลอดออกมาเป็นคนหรือสัตว์ ซึ่งจะมีลักษณะ ทางพันธุกรรมเหมือนพ่อและแม่อย่างละครึ่ง แต่การโคลนนิ่ง จะต่างจากการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ เพราะการโคลนนิ่งเป็น กระบวนการสร้างสิ่งมีชีวิต ให้มีลักษณะทางกายภาพ และ พันธุกรรม เหมือนกัน โดยไม่ต้องใช้เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (อสุจิ) และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ไข่) มาผสมกัน แต่จะนำเซลล์จาก สัตว์ ที่ต้องการโคลนนิ่งมาใช้เป็นเซลล์ต้นแบบ (donor cell) แล้วฉีดเข้าไปในไข่ที่กำจัดนิวเคลียสออกแล้ว ทำให้ลูกที่ ได้มีเพศ และพันธุกรรมเหมือนกับเซลล์ต้นแบบ

ประวัติการโคลนนิ่ง การโคลนนิ่งเริ่มมีขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2495 โดยนัก วิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน คือ ดร.ทอมัส คิง (Thomas King) และคณะ ซึ่งได้ทำการทดลองโคลนนิ่งกบ โดยการแยก นิวเคลียสของตัวอ่อนกบออกมา และย้ายไปไว้ในไข่กบที่ยังไม่ ปฏิสนธิ ซึ่งกำจัดนิวเคลียสออกไปแล้ว ผลปรากฏว่าไข่ดังกล่าว สามารถเจริญเติบโตขึ้นเป็นลูกอ๊อด ต่อมา นักวิจัยคณะนี้ ได้ พัฒนาเทคนิคการโคลนนิ่ง ที่เรียกว่า การถ่ายโอนนิวเคลียส (nuclear transfer) ซึ่งวิธีนี้ยังคงเป็นที่นิยมใช้อยู่จนถึง ปัจจุบัน ทั้งนี้ วิธีการโคลนนิ่งในช่วงแรกนิยมใช้เซลล์ของตัว อ่อนที่เกิด จากการปฏิสนธิตามธรรมชาติเป็นเซลล์ต้นแบบ ต่อ มา นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ทำการทดลองโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยง ลูกด้วยน้ำนม โดยใช้เซลล์ตัวอ่อนของสัตว์ชนิดต่างๆ เป็นเซลล์ ต้นแบบ จนได้ลูกสัตว์โคลนนิ่งเกิดมา ได้แก่ แกะ โค หนูถีบจักร แพะ หนูขาว กระต่าย ลิงวอก ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ เชื่อกันว่า เซลล์ร่างกายนั้น ไม่สามารถนำมาโคลนนิ่งเพื่อผลิต สัตว์ตัวใหม่ให้เกิดมาได้ แต่จากความพยายามในการวิจัย โดย การใช้เซลล์ร่างกายเป็นเซลล์ต้นแบบ เพื่อการโคลนนิ่ง

ประวัติการโคลนนิ่ง ผู้บุกเบิกจนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ใน พ.ศ. 2540 คือ ดร.เอียน วิลมุต (Ian Wilmut) และคณะ ซึ่ง ปฏิบัติงานอยู่ที่สถาบันวิจัยรอสริน ประเทศสกอตแลนด์ ได้รายงาน การเกิดมาของ \"ดอลลี่\" (Dolly) ลูกแกะโคลนนิ่งจากการใช้เซลล์ เต้านมของแกะโตเต็มวัยที่มีอายุ 6 ปีเป็นเซลล์ต้นแบบ จากนั้น เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ศึกษาวิจัยทดลองนำเซลล์จาก ส่วนต่างๆ ของร่างกายในสัตว์อีกหลายชนิดมาทำเป็นเซลล์ต้นแบบ จนได้ลูกสัตว์เกิดมา เช่น โค กระบือ สุกร แมว ม้า ล่อ กระทิง หนู ขาว หนูถีบจักร กระต่าย เฟอร์เร็ต* (ferret) *สัตว์จำพวกหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายพังพอน เลี้ยงไว้สำหรับไล่กระต่าย และหนู

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย วิธีการโคลนนิ่งสัตว์โดยใช้เซลล์ร่างกายมีขั้นตอนดังนี้ 1. การเตรียมเซลล์ต้นแบบ 2. การเตรียมไซโทพลาซึมผู้รับ 3. การฉีดเซลล์ต้นแบบเข้าไปในไซโทพลาซึมผู้รับ 4. การเชื่อมเซลล์ต้นแบบให้ติดกับไซโทพลาซึมผู้รับ 5. การกระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัว 6. การเลี้ยงตัวอ่อนโคลนนิ่งในหลอดแก้ว 7. การถ่ายโอนตัวอ่อนโคลนนิ่งสู่แม่ตัวรับ ในที่นี้เพื่อให้เห็นรายละเอียดขั้น ตอนชัดเจน จะยกตัวอย่างการ โคลนนิ่งโค โดยใช้เซลล์ใบหูเป็นเซลล์ต้นแบบ ดังต่อไปนี้

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย 1. การเตรียมเซลล์ต้นแบบ (Donor cell preparation) โดยทั่วไปวิธีการโคลนนิ่งสัตว์สามารถใช้เนื้ อเยื่อจากส่วน ต่างๆ ของร่างกายสัตว์มาทำเป็นเซลล์ต้นแบบ เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้ อ ตับ ไต ไขกระดูก โดยมีข้อกำหนดในเบื้องต้นคือ เนื้ อเยื่อ เหล่านั้นต้องยังไม่เน่าเปื่ อย ซึ่งหมายความว่า เซลล์ ที่ อยู่ภายในเนื้ อเยื่อยังมีชีวิตอยู่ เพราะต้องการนำเนื้ อเยื่อเหล่านี้ ไปเพาะเลี้ยงในห้องทดลอง เพื่อให้เซลล์ที่อยู่ภายในเนื้ อเยื่อ เจริญขึ้นมา แสดงการเจริญของเซลล์ไฟโบรบราสต์กำลังขยาย ๑๐๐ เท่า ออกจากหนังหู (สีดำ)

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย การโคลนนิ่งโคนิยมใช้หนังหูของโคนำมาเพาะเลี้ยง เพื่อให้ได้เซลล์ สำหรับทำเป็นเซลล์ต้นแบบ สาเหตุที่ใช้หนังหู เพราะเก็บได้ง่าย และไม่ ทำให้บาดแผลอักเสบหลังการเก็บ โดยมีวิธีทำคือ นำโคที่ต้องการโคลนนิ่ง มาเข้าซองบังคับ ซึ่งจะล็อกคอและหัวของโค ให้อยู่นิ่ง เพื่อทำการเก็บใบหู ด้วยการทำความสะอาดไขมันหรือสิ่งสกปรก ออกจากติ่งใบหูทั้งด้านบน และล่าง (บริเวณเดียวกับที่เจาะหูของสตรีเพื่อใส่ตุ้มหู) จากนั้นโกนขนที่ หนังหูทั้ง 2 ด้านและเช็ดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ แล้วใช้เครื่องเจาะรูหู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 มิลลิเมตร เจาะหูเพียงรูเดียว หลังจากนั้น นำชิ้นใบหูที่ได้ เก็บไว้ในหลอดน้ำเกลือ ที่แช่ในถังน้ำแข็งในขณะนำกลับเข้า ห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถแช่หนังหูไว้ได้ไม่เกิน ๑๒ ชั่วโมง ระหว่างการ ขนส่ง การปฏิบัติในห้องปฏิบัติการจะนำชิ้นใบหูมาเช็ดด้วยแอลกอฮอล์อีก 2 ครั้ง หลังจากนั้นในขั้นตอนต่อจากนี้ไป จะทำในตู้ปลอดเชื้อ เพื่อ ป้องกันการติดเชื้อ คือ ใช้มีดผ่าตัดลอกหนังหูด้านบนและล่างออกจาก กระดูกอ่อน แล้วตัดส่วนที่เป็นหนังขนาดประมาณ 1×××1 ตาราง มิลลิเมตร นำไปวางบนจานเลี้ยงเซลล์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 มิลลิเมตร และปิดชิ้นหนังหูด้วยกระจกแก้วที่ปลอดเชื้อ เพื่อไม่ให้หนังหู ลอย เติมน้ำยาเลี้ยงเซลล์ 5 มิลลิลิตร แล้วนำหนังหูไปเลี้ยงในตู้อบเลี้ยง เซลล์ที่มีอุณหภูมิ 38.5 องศาเซลเซียส นาน 4 วัน จากนั้นนำเซลล์ที่เลี้ยง ออกมาส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูการเจริญเติบโตและตรวจ สอบว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ หากไม่มีการติดเชื้อจะทำการเลี้ยงต่อ โดยจะ เปลี่ยนน้ำยาที่ใช้เลี้ยงเซลล์ทุก 3 วัน ลักษณะของ เซลล์ที่เจริญขึ้นมาใหม่ เป็นรูปกระสวยเรียงติดกัน เรียกเซลล์นี้ว่า เซลล์ไฟโบรบราสต์ (fibrobrast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่เป็นหน่วยย่อยของผิวหนังหรือกล้ามเนื้ อ

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย เซลล์ไฟโบรบราสต์กำลังขยาย ๒๐๐ เท่า เมื่อเซลล์เจริญขึ้นมากแล้ว จะแยกเซลล์ออกไปเลี้ยงในจานเลี้ยง เซลล์ใหม่ เพื่อเพิ่มปริมาณเซลล์ให้มีจำนวนมากขึ้น ตามปกติ จะแยก เซลล์ไปเลี้ยงในจานเลี้ยงเซลล์ 2 ครั้งเพื่อเลี้ยงให้ได้ 10 จาน ซึ่งจะได้ เซลล์เจริญขึ้นมาอย่างน้อย 10 ล้านเซลล์ และนำเซลล์ไปแบ่งใส่หลอด แช่แข็งเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลวให้ได้อย่างน้อย 50 หลอด เมื่อ ต้องการโคลนนิ่ง จะต้องนำหลอดเก็บเซลล์ออกมาละลายในน้ำอุ่น แล้ว นำเซลล์ออกมาเลี้ยงในจานเลี้ยงเซลล์ 1-2 วันก่อนใช้งาน จากนั้นใช้ น้ำยาย่อย เซลล์แยกให้เป็นเซลล์เดี่ยวๆ และคัดเลือกเซลล์ที่มีรูปร่าง กลมปกติ และมีขนาดไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป (ขนาด 14-16 ไมครอน) เพื่ อใช้เป็นเซลล์ต้นแบบสำหรับการโคลนนิ่ง

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย 2. การเตรียมไซโทพลาซึมผู้รับ (Recipient cytoplasm preparation) ในการโคลนนิ่งจำเป็นต้องใช้ไซโทพลาซึมของไข่สุก ที่พร้อม ปฏิสนธิมาทำให้นิวเคลียส ของเซลล์ต้นแบบโปรแกรมตัวเองใหม่ (reprogramming) เพื่อให้กลับมามีสภาพ เหมือนกับนิวเคลียส ของตัวอ่อนระยะแรก ซึ่งในกรณีการโคลนนิ่งโค ก็จำเป็นต้องใช้ไข่ โค มาทำเป็นไซโทพลาซึมผู้รับ โดยไข่จะอยู่ภายในรังไข่ ซึ่งสามารถ เก็บ โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์เจาะดูดจากโค ที่มีชีวิตได้ทุกๆ สัปดาห์ แต่วิธีนี้ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงโค นอกจากนี้ เข็ม ที่ใช้เจาะไข่ และเครื่องอัลตราซาวนด์ ก็มีราคาแพง ทำให้ไข่มีต้นทุน สูง จึงใช้วิธีเก็บรังไข่โค จากโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำ ในระหว่างที่ นำเข้าห้องปฏิบัติการ ควรเก็บรังไข่ไว้ในน้ำเกลือ ที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นนำรังไข่มาดูดไข่อ่อน ที่อยู่ในถุงไข่ ขนาด 3-7 มิลลิเมตร ด้วยเข็มฉีดยาเบอร์ 18 ที่ต่อกับกระบอกฉีดยา ขนาด 10 มิลลิลิตร ไข่ที่ได้ยังเป็นไข่อ่อน จึงจำเป็นต้องนำมาเลี้ยงในน้ำยาสำหรับเลี้ยง ไข่ให้สุก ในตู้อบเลี้ยงเซลล์เป็นเวลา 20-21 ชั่วโมง เพื่อให้ไข่เจริญ เป็นไข่สุก ซึ่งจะมีโพลาร์บอดีที่ 1 (1st polar body) ออกมาจากไซ โทพลาซึม เมื่อไข่สุกแล้ว จึงนำมาทำการกำจัดนิวเคลียสออกไป ซึ่ง ต้องทำภายใต้กล้องจุลทรรศน์หัวกลับ กำลังขยาย 200 เท่า โดย การใช้เข็มตัดเปลือกไข่ ที่อยู่เหนือโพลาร์บอดีที่ 1 แล้วใช้เข็มกดให้ ไซโทพลาซึมออกมาตรงเปลือกไข่ ที่ถูกตัด ไข่ที่ได้จะมีไซโทพลาซึม ที่พร้อมสำหรับการโคลนนิ่ง การดูดไข่โคจากรังไข่ที่ได้จากโรงฆ่าสัตว์

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย 3. การฉีดเซลล์ต้นแบบเข้าไปในไซโทพลาซึมผู้รับ (Injecting donor cell into recipient cytoplasm) หลังจากที่กำจัดนิวเคลียสออกจากไข่และแยกเซลล์ต้นแบบที่เลี้ยง ไว้ให้เป็นเซลล์เดี่ยวๆ แล้ว จึงฉีดเซลล์ต้นแบบ 1 เซลล์ เข้าไปในไข่ ซึ่ง ต้องทำภายใต้กล้องจุลทรรศน์หัวกลับกำลังขยาย 200 เท่า โดยการ ดูดเซลล์ต้นแบบเข้าไว้ในหลอดแก้วขนาด 16-18 ไมครอน แล้วสอด ผ่านรอยตัดเปลือกไข่เข้าไป หลังจากนั้นฉีดปล่อยเซลล์ต้นแบบให้ เข้าไปอยู่ชิดกับผนังไซโทพลาซึมไข่ เซลล์ต้นแบบที่ถูกย่อยออกเป็นเซลล์เดี่ยว ด้วยน้ำยาย่อยเซลล์

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย 4. การเชื่อมเซลล์ต้นแบบให้ติดกับไซโทพลาซึมผู้รับ (Fusion donor cell with recipient cytoplasm) หลังจากฉีดเซลล์ต้นแบบเข้าไปในไข่แล้ว จำเป็นต้องเชื่อมเซลล์ ต้นแบบกับไข่ให้ติดกันด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เพื่อหลอมเซลล์ต้นแบบให้ เข้ามาอยู่ภายในไซโทพลาซึมของไข่ โดยจัดให้เซลล์ต้นแบบ อยู่ในระนาบ เดียวกับ อิเล็กโทรด จ่ายกระแสไฟฟ้า ทั้ง 2 ด้าน แล้วจ่ายกระแสไฟฟ้า 30 โวลต์ นาน 15 ไมโครวินาที โดยทำ 2 ครั้งเพื่อเชื่อมเซลล์ให้ติดกัน หลังจากเชื่อมเซลล์เสร็จแล้วจะนำไข่ทั้งหมดไปพักไว้ในน้ำยานาน 40-50 นาที แล้วนำไข่แต่ละใบมาตรวจสอบว่า เชื่อมกับเซลล์ต้นแบบเรียบร้อย แล้วหรือไม่ การเชื่ อมเซลล์ ต้นแบบกับไข่ด้วยกระแสไฟฟ้า

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย 5. การกระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัว (Activation for cell division) ในธรรมชาติ เมื่อเกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิกับไข่ ตัวอสุจิจะส่ง สัญญาณกระตุ้นให้ไข่เกิดการแบ่งตัว แต่ในกรณีของการโคลนนิ่งจะไม่มี ตัวอสุจิเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงต้องกระตุ้นเทียมด้วยสารเคมี เพื่อให้ เซลล์แบ่งตัว โดยคัดเลือกไข่ที่เชื่อมกับเซลล์ต้นแบบแล้ว และนำไป กระตุ้นโดยการเก็บไว้ในน้ำยาที่มีเอทานอล 7% นาน 5 นาที จากนั้น นำ ไปเลี้ยงต่อในน้ำยาที่มีไซโคลเฮกซิไมด์ (cycloheximide) 10 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และไซโทชาลาซินดี (cytochalasin D) 1.25 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ในตู้อบเลี้ยงเซลล์ที่มีอุณหภูมิ 38.5 องศา เซลเซียส ภายใต้บรรยากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ 5% นาน 5 ชั่วโมง

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย 6. การเลี้ยงตัวอ่อนโคลนนิ่งในหลอดแก้ว (In vitro culture of cloned embryo) ไข่ที่ผ่านการกระตุ้นให้แบ่งตัวแล้ว นำมาเลี้ยงในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน โค ในตู้อบเลี้ยงเซลล์ที่อุณหภูมิ 38.5 องศาเซลเซียส ภายใต้บรรยากาศที่มี ออกซิเจน 5% คาร์บอนไดออกไซด์ 5% และ ไนโตรเจน 90% นาน 2 วัน จากนั้น คัดเลือกตัวอ่อนระยะ 8 เซลล์ไปเลี้ยงในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนโค ในตู้ อบเลี้ยงเซลล์ ที่อุณหภูมิ 38.5 องศาเซลเซียส ภายใต้บรรยากาศที่มี คาร์บอนไดออกไซด์ 5% นาน 5 วัน โดยเลี้ยงร่วมกับเซลล์บุท่อนำไข่ของโค เนื่ องจากเซลล์บุท่อนำไข่ สามารถหลั่งสารที่ช่วยให้ตัวอ่อนเจริญเติบโต โดยรวมแล้ว จะเลี้ยงตัวอ่อนในหลอดแก้ว นาน 7 วัน ซึ่งจะได้ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซีสต์ (blastocyst) ที่พร้อมฝังตัวในมดลูก หลังจากนั้น จึง ทำการถ่ายโอนตัวอ่อน ไปยังมดลูกแม่โคตัวรับ ตัวอ่อนโคระยะบลาสโทซีสต์ หลังจากเลี้ยงในหลอดแก้ว 7 วัน

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย 7. การถ่ายโอนตัวอ่อนโคลนนิ่งสู่แม่ตัวรับ (Transfer cloned embryo to recipient) โคที่จะนำมาเป็นตัวรับจะเป็นพันธุ์ใดก็ได้ โดยคัดเลือกเอาเฉพาะแม่โคที่ มีระบบสืบพันธุ์ที่สมบูรณ์ดี มีการเป็นสัดสม่ำเสมอ และปลอดโรค ติดต่อ โคสาวที่มีอายุระหว่าง 16-18 เดือนจะดีที่สุด เพราะโคสาวจะมี อัตราตั้งท้องหลังถ่ายโอนตัวอ่อนสูงกว่าโค ที่เคยมีลูกมาแล้ว ก่อน ถ่ายโอนตัวอ่อนต้องเลี้ยงโคตัวรับให้พร้อมล่วงหน้า 3-4 เดือน เพื่อให้ โคมีสุขภาพดี สามารถใช้ฮอร์โมนกระตุ้นให้โคเป็นสัดพร้อมกันครั้งละ หลายๆ ตัว ภาพเขียนแสดงการย้ายฝากตัวอ่อน 1-2 ใบใส่ ปีกมดลูกของโค

การโคลนนิ่ง โดยใช้เซลล์ร่างกาย ในขั้นตอนการผลิตตัวอ่อนโคโคลนนิ่งจะเลี้ยงตัวอ่อนไว้ 7 วัน ดังนั้น ต้องคัดเลือกโคตัวรับที่เป็นสัดมาแล้ว 7 วัน เพื่อให้ผนังมดลูก ตรงกันกับอายุของตัวอ่อน ทำให้หลังจากถ่ายโอนตัวอ่อนจะมีโอกาสตั้ง ท้องสูง การถ่ายโอนตัวอ่อนโคลนนิ่งจำนวน 1-2 ใบเข้าสู่ปีกมดลูกของโค โดยการสอดท่อถ่ายโอนตัวอ่อนเข้าทางปากมดลูก ซึ่งไม่ต้องมีการผ่าตัด หลังจากนั้นนับไปอีก 30 วัน จะตรวจการตั้งท้องด้วยอัลตราซาวนด์ โค ตัวใดที่ตั้งท้องจะแยกออกมาเลี้ยง และล้วงตรวจการตั้งท้องทุกๆ เดือน จนกว่าจะครบกำหนดเกิดมา โดยปกติโคมีระยะเวลาตั้งท้อง 280-285 วัน อัตราการตั้งท้อง หลังการถ่ายโอนตัวอ่อนโคลนนิ่ง ในระยะ 2 เดือน แรกคือ ร้อยละ 30-40 และอัตราการตั้งท้องจนครบกำหนดมีประมาณ ร้อยละ 10

ความสำเร็จของการ โคลนนิ่งในประเทศไทย เทคนิควิธีการโคลนนิ่งโคดังที่กล่าวมา มีนักวิทยาศาสตร์จำนวน มากนำไปใช้จนประสบความสำเร็จอย่างแพร่หลาย สำหรับประเทศไทย สามารถโคลนนิ่งลูกโคจากเซลล์ใบหูโคพันธุ์แบรงกัสเพศเมีย ได้ลูกโคชื่อ ว่า อิง เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2543 นับเป็นลูกโคโคลนนิ่งตัวแรก ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตัวที่ ๖ ของโลก นอกจากนี้ ยังมีลูก โคพันธุ์บราห์มันเทาเพศเมีย ชื่อว่า นิโคล เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2544 จากการใช้เซลล์ใบหูโคบราห์มันเทาเพศเมีย ลูกโคทั้งอิงและนิโคล เป็นผลงานของดร.รังสรรค์ พาลพ่าย และคณะ ขณะปฏิบัติงาน ที่คณะ สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อิง (ตัวสีดำ) ลูกโคโคลนนิ่งตัวแรกของประเทศไทย

เอกสารเล่มนี้ใช้เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนเท่านั้น กศน.อำเภอเชียงของ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook