48 ว. 7.2 ป.6/1(60) 63. ข้อมลู ใดตอ่ ไปน้ี ได้มาจากการสำรวจอวกาศโดยใชก้ ล้องจนั ทรา 1. การตรวจพบคลน่ื วทิ ยุที่แผ่มจากบริเวณรอบ ๆ ทางชา้ งเผือก 2. ภาพดาราจกั รทเี่ กิดจากสองดาราจกั รพุ่งชนกัน ประกอบดว้ ย แก๊ส ฝ่นุ และดาวฤกษ์ 3. การตรวจพบแหลง่ กำเนิดรังสเี อกซ์บริเวณหลุมดำท่ีอย่ใู จกลางกาแล็กซที างช้างเผอื ก 4 ภาพพ้นื ผวิ ของดวงจันทร์ท่ีมีลักษณะเป็นหลุมบ่อ หบุ เหว และภูเขาใหญ่น้อยจำนวนมาก ว 7.2 ป.6/1(61) 64. ข้อมูลที่ไดจ้ ากการใช้ประโยชนข์ องดาวเทยี ม 2 ดวงเป็นดงั นี้ ดาวเทียม ข้อมูลท่ไี ดจ้ ากการใชป้ ระโยชน์ดาวเทยี ม A ภาพถา่ ยแสดงปริมาณและสัดส่วนของพื้นทป่ี า่ ไม้ ปริมาณและสัดสว่ นของแหลง่ นำ้ และลักษณะภมู ปิ ระเทศ B ภาพถ่ายแสดงอุณหภูมิของพื้นผวิ โลก อุณหภมู ขิ อง ชั้นบรรยากาศ ความหนาแน่นของเมฆ ลกั ษณะของพายุ หมุนเขตร้อน และทิศทางการเคลือ่ นตัวของพายุ จากข้อมลู ดาวเทยี ม A และ B เป็นดาวเทียมประเภทใด ตามลำดบั 1. ดาวเทยี มสอื่ สาร และดาวเทยี มอตุ ุนยิ มวิทยา 2. ดาวเทียมสำรวจทรพั ยากรโลก และดาวเทยี มอตุ ุนยิ มวทิ ยา 3. ดาวเทียมอุตนุ ยิ มวิทยา และดาวเทยี มดาราศาสตร์ 4. ดาวเทยี มสำรวจทรัพยากรโลก และดาวเทียมดาราศาสตร์
49 เฉลยชุดที่ 2 ข้อ เฉลย ขอ้ เฉลย ข้อ เฉลย 3 1 3 26 1 51 1 3 2 1 27 2 52 2 2 3 4 28 4 53 1 3 4 3 29 4 54 3 2 5 4 30 ไม่ใช่ ใช่ ใช่ 55 2 4 6 1 31 3 56 4 3 7 1 32 3 57 2 8 4 33 3 58 9 3 34 4 59 10 2 35 2 60 11 1 36 2 61 12 2 37 2 62 13 2 38 4 63 14 4 39 4 64 15 3 40 1 16 4 41 1 17 4 42 3 18 2 43 4 19 1 44 3 20 4 45 4 21 ใช่ ไมใ่ ช่ ไมใ่ ช่ 46 ไม่ใช่ ใช่ ไม่ใช่ 22 3 47 2 23 ใช่ ใช่ ใช่ 48 3 24 2 49 3 25 4 50 1
50 ชดุ ที่ 3 ปกี ารศึกษา 2562
51 ว.1.1 ป.4/1 (62) บรรยายโครงสร้างและลักษณะของสิ่งมชี ีวติ ท่ี เหมาะสมกับการดำรงชวี ติ ซง่ึ เป็นผลมาจาก การปรบั ตัวของส่ิงมีชวี ิตในแต่ละแหลง่ ท่ีอยู่ 1. ทดลองปลกู พชื ชนิดหนึง่ ท่ีเจริญเติบโตไดด้ ีในดนิ ท่อี ุ้มน้ำน้อย โดยปลกู พืช ใน 2 กระถาง ซึ่งบรรจดุ ินท่ีมีลกั ษณะต่างกัน ดังตาราง กระถาง ลกั ษณะของดนิ A สีดำ เนือ้ ละเอยี ด ไมส่ ากมือ เมื่อเปยี กจะเหนียวติดมือ B สนี ำ้ ตาล เนอ้ื หยาบปานกลาง สากมือ เมื่อเปยี กจะไม่ตดิ น้ิวมือ พืชในกระถางใดจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า และดนิ ในกระถางนน้ั คือดินชนดิ ใด 1. กระถาง A และ ดนิ เหนยี ว 2. กระถาง A และ ดินรว่ น 3. กระถาง B และ ดนิ รว่ น 4. กระถาง B และ ดนิ ทราย ว.1.1 ป.5/2 (62) อธบิ ายความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิง่ มีชีวิตกับ สง่ิ มีชีวิต และความสัมพนั ธร์ ะหว่างส่ิงมีชวี ติ กับ สิ่งไม่มีชวี ิต เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวติ 2. ศึกษาปรมิ าณฝุ่นละอองในบริเวณ A และ B โดยบนั ทกึ ปริมาณฝุน่ ละออง 2 ประเภท ไดแ้ ก่ ละอองเกสรดอกไม้และเขมา่ ทีต่ ิดบนสติกเกอร์ดักฝ่นุ จำนวน 2 ครง้ั แต่ละครงั้ บนั ทึกห่างกนั เปน็ เวลา 2 เดือน ได้ผลดังตาราง ปรมิ าณฝุ่นละออง (หนว่ ยตอ่ 100 ตารางหน่วย) ประเภท ฝนุ่ ละออง บรเิ วณ A บรเิ วณ B บนั ทึก ครง้ั ที่ 1 บันทึก คร้ังท่ี 2 บันทกึ ครงั้ ท่ี 1 บนั ทกึ คร้ังท่ี 2 ละอองเกสรดอกไม้ 25 50 4 3 เขม่า 8 10 35 70 จากข้อมูล ขอ้ ใดเปน็ การเปลี่ยนแปลงท่อี าจเกดิ ขน้ึ ในช่วงท่ีทำการศึกษา 1. บรเิ วณ A มกี ารปล่อยควันจากโรงงานน้อยลง 2. บริเวณ B มกี ารปลอ่ ยควนั จากโรงงานน้อยลง 3. บรเิ วณ A มีการทำสวนและมีจำนวนดอกไม้ท่ีบานมากข้ึน 4. บรเิ วณ B มีการทำสวนและมีจำนวนดอกไมท้ ่บี านมากข้ึน
52 ว.1.1 ป.5/3 (62) เขียนโซ่อาหารและระบุบทบาทหน้าทขี่ อง ส่ิงมีชีวิตทเ่ี ปน็ ผู้ผลติ และผบู้ รโิ ภคในโซ่อาหาร 3. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่ิงมชี ีวิตในระบบนเิ วศ เปน็ ดังแผนภาพ จากแผนภาพ ข้อใดกลา่ วถกู ต้อง 1. เหยย่ี วกนิ ทง้ั พืชและสตั ว์เป็นอาหาร 2. แมลงและหนู เป็นผูบ้ ริโภคลำดับท่ี 1 3. หากนกเอี้ยงหายไปจากระบบนิเวศนี้ แมลงจะลดจำนวนลงด้วย 4. หากเกดิ โรคระบาดในตน้ ข้าว จะส่งผลกระทบต่อผบู้ รโิ ภคลำดับท่ี 1 เทา่ นั้น ว.1.2 ป.4/1 (62) บรรยายหน้าท่ขี องราก ลำต้น ใบ และดอกของ พืชดอก โดยใชข้ ้อมูลทีร่ วบรวมได้ 4. นักเรียนสังเกตการบานของดอกไมช้ นดิ หน่ึงพบวา่ ดอกไม้จะเริ่มบานในช่วงเวลาสายของทุกวนั แต่ในวนั ที่ท้องฟา้ มืด ครึ้ม ดอกไมจ้ ะไมบ่ านในเวลาดังกลา่ ว การตอบสนองของสัตว์ในข้อใด มสี ิ่งเรา้ เหมือนกบั สถานการณข์ ้างต้น 1. ก้งิ กือมว้ นตวั เม่อื ถูกสัมผัส 2. สุนัขกระดกิ หางเมื่อได้ยนิ เสียงเจา้ ของ 3. รูมา่ นตาของแมวหดเล็กลงเม่อื อยู่ในท่สี ว่าง 4. ปลากัดเพศเมยี วา่ ยเข้าหาเม่ือเหน็ ปลากัดเพศผู้ 5. วงจรชวี ติ ของแมลงชนิดหนึ่งเป็นดงั แผนภาพ
53 แมลงชนดิ น้ีเปน็ ศัตรูพืชของข้าว การกาํ จัดแมลงในระยะตา่ ง ๆ มีวิธีการแตกตา่ งกัน ดงั นี้ • ระยะไข่ : เก็บทำลายกลุ่มไข่ • ระยะหนอน : ใชแ้ มลงชนิดอ่ืนมากนิ หนอน • ระยะดกั แด้ : ไถพรวนดินเพ่ือกําจัดดักแด้ • ระยะตัวเต็มวัย : ใช้กาวดักจับตวั เต็มวยั จากสถานการณ์ ข้อใดเป็นวธิ ีการกําจดั แมลงชนดิ น้ไี ด้สอดคลอ้ งกับช่วงเวลา 1. เกบ็ ทำลายกลุ่มไข่ในช่วงเวลา D 2. ใชก้ าวดักจับตัวเตม็ วยั ในชว่ งเวลา B 3. ไถพรวนดนิ เพอ่ื กําจัดดักแด้ ในชว่ งเวลา C 4. ใช้แมลงชนิดอื่นมากนิ หนอน ในช่วงเวลา A ว.1.2 ป.4/2 (62) จำแนกพืชออกเปน็ พืชดอกและพืชไมม่ ีดอก โดยใชก้ ารมีดอกเป็นเกณฑ์ โดยใช้ขอ้ มลูที่ รวบรวมได้ 6. มะละกอ เป็นพชื ท่มี ีรากเป็นระบบรากแกว้ ลำตน้ ไม่พบข้อปล้อง และมีเส้นใบแบบร่างแห ดอกของมะละกอมี 3 ชนิด ซ่ึงมสี ว่ นประกอบดังตาราง ชนดิ กลีบเลย้ี ง ส่วนประกอบของดอก กลบี ดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย ก มี มี มี มี ข มี มี ไม่มี มี ค มี มี มี ไมม่ ี เมือ่ ขยายพันธโุ์ ดยใชเ้ มล็ดจากตน้ แม่พนั ธมุ์ กั พบวา่ มะละกอตน้ ใหม่ทไ่ี ด้จะมลี กั ษณะ ไมเ่ หมอื นต้นแม่พันธุ์ เกษตรกรจึง นยิ มขยายพันธุ์มะละกอด้วยวิธีการตอนก่ิง ซงึ่ จะ เลือกใช้กิ่งของตน้ ที่โตเต็มทีแ่ ลว้ จากข้อมูล ขอ้ ความต่อไปนี้ถกู ต้องใชห่ รอื ไม่ ขอ้ ความ ใช่ หรอื ไมใ่ ช่ 1 การตอนกิ่งเปน็ การขยายพันธพุ์ ืชทที่ ำใหไ้ ด้มะละกอลักษณะ เหมือนต้นแมพ่ นั ธท์ุ ุก ใช่ / ไม่ใช่ ประการ และทำให้ได้ตน้ มะละกอที่โตเตม็ ที่ เร็วกว่าการเพาะดว้ ยเมล็ด 2 ดอกมะละกอชนิด ก จัดเป็นดอกสมบรู ณ์เพศ สว่ นดอกมะละกอ ชนดิ ข และ ค จดั เป็น ใช่ / ไม่ใช่ ดอกไม่สมบรู ณเ์ พศ 3 มะละกอจัดเป็นพืชใบเลย้ี งเดี่ยว ใช่ / ไม่ใช่
54 ว.1.2 ป.6/1 (62) ระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ของสารอาหารแตล่ ะประเภทจากอาหารที่ตนเองรับประทาน 7. ตารางแสดงผลการทดสอบสาร ชนดิ อาหาร ผลการสอบ ถูกับกระดาษ หยดสารละลายไอโอดนี A ไม่เปลย่ี นแปลง โปรง่ แสง B เปลยี่ นเปน็ สนี ำ้ เงนิ เข้ม โปรง่ แสง C ไมเ่ ปลยี่ นแปลง ไม่โปร่งแสง D เปลยี่ นเป็นสีน้ำเงนิ เขม้ โปร่งแสง ข้อใดระบุองค์ประกอบของอาหารแตล่ ะชนิดได้สอดคล้องกับผลการทดสอบ 1. อาหารชนิด A มแี ปง้ และไขมนั เป็นองคป์ ระกอบ 2. อาหารชนดิ B มแี ป้งเป็นองคป์ ระกอบ 3. อาหารชนิด C มไี ขมนั เป็นองคป์ ระกอบ 4. อาหารชนิด D มีแป้งและไขมนั เปน็ องคป์ ระกอบ ว.1.2 ป.6/3 (62) ตระหนกั ถึงความสำคัญของสารอาหาร โดยการเลอื กรับประทานอาหารทม่ี สี ารอาหารครบถ้วน ในสดั สว่ นท่เี หมาะสมกับเพศและวยั รวมท้งั ปลอดภยั ต่อสุขภาพ 8. ขอ้ มลู ของสารแต่งสี 4 ชนดิ ท่มี วี ธิ ีการผลิตและตวั อย่างผลิตภณั ฑ์ที่อนญุ าตให้ใส่ สารแตง่ สี เป็นดังน้ี สารแตง่ สี วิธกี ารผลติ ตวั อย่างผลติ ภัณฑ์ A สังเคราะห์จากสารเคมี นำ้ อัดลม ไอศกรีม ลอดช่อง B สังเคราะหจ์ ากสารเคมี จานพลาสติก กระเป๋าหนัง สีทาบ้าน C สกัดสารจากใบพืชด้วยน้ำ น้ำสมุนไพร ขนมชน้ั ขา้ วเหนียว D สกัดสารจากใบพชื ด้วยสารเคมี ผา้ มดั ยอ้ ม ด้ายสำหรบั ทอผ้า ผ้าดิบ ถ้านกั เรยี น 3 คน นําสารแต่งสีไปใช้ประโยชน์ดงั นี้ • การฟ์ ิลดน์ ําสารแตง่ สี D มาวาดลวดลายลงบนกระเป๋าผา้ • จัสมินใส่สารแตง่ สี B ปริมาณ 1 หยด ลงในสว่ นผสมของวนุ้ กะทิ • โทนีใ่ สส่ ารแตง่ สี A และ C ในปรมิ าณนอ้ ยมาก ลงในแป้งทำขนมปัง จากข้อมลู นักเรยี นคนใดเลือกใชส้ ารแต่งสไี ด้ถูกต้องและปลอดภยั 1. โทนีเ่ ท่านน้ั 2. การฟ์ ิลดเ์ ท่านน้ั 3. จสั มินและโทน่ี 4. การฟ์ ิลด์และโทนี่
55 ว.1.2 ป.6/4 (62) สรา้ งแบบจำลองระบบย่อยอาหาร และบรรยายหนา้ ทขี่ องอวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร รวมทงั้ อธิบายการย่อยอาหารและการดูดซมึ สารอาหาร 9. แผนภาพแสดงอวัยวะในระบบย่อยอาหาร เปน็ ดังน้ี ปาก → กระเพาะอาหาร → อวยั วะA → อวยั วะ B → ทวารหนัก จากแผนภาพข้างตน้ ข้อใดกลา่ วถกู ตอ้ ง 1. แป้งจะถูกย่อยทก่ี ระเพาะอาหาร และถูกดูดซึมเขา้ สูร่ ่างกายที่อวัยวะ A 2. กากอาหารจะผา่ นอวยั วะ B โดยไมม่ ีการดูดซึมแลว้ เพือ่ ขับออกผ่านทางทวารหนกั 3. เลือดจากหวั ใจไปยงั อวยั วะ B จะมปี รมิ าณแกส๊ ออกซิเจนสูง เนื่องจากผา่ นการแลกเปลี่ยนแกส๊ ที่ปอด 4. เลือดจากอวยั วะ A เข้าสู่หัวใจจะมีปริมาณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดต์ ำ่ เพราะมีการสรา้ งพลังงานจากสารอาหาร ว.1.3 ป.4/4 (62) บรรยายลกั ษณะเฉพาะทสี่ งั เกตไดข้ องสัตว์มี กระดูกสนั หลงั ในกลุ่มปลา กลุ่มสัตว์สะเทนิ น้ำ สะเทนิ บก กลุ่มสัตว์เล้อื ยคลาน กลุ่มนก และ กลุ่มสัตว์เล้ียงลกู ด้วยนม และยกตัวอยา่ ง สง่ิ มชี ีวติ ในแต่ละกลมุ่ 10. ศึกษาการเปล่ยี นแปลงอุณหภมู ิร่างกายของสตั ว์ 3 ชนิด โดยใหส้ ัตว์อยู่ในหอ้ งที่มีอุณหภมู ิ 20 องศาเซลเซยี ส เป็น เวลา 3 ช่วั โมง จากนั้นใหส้ ตั ว์พกั 1 ชัว่ โมง ในห้องท่มี ี อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส แล้วจงึ นําสัตวไ์ ปอยูใ่ นห้องท่ีมี อณุ หภูมิ 30 องศาเซลเซียส เปน็ เวลา 3 ชัว่ โมง บนั ทกึ อุณหภูมริ ่างกายของสตั วก์ ่อนและหลังการทดลอง ได้ผลดงั ตาราง อณุ หภมู ิรา่ งกายของสัตว์ในแตล่ ะหอ้ ง ชนดิ ของสัตว์ หอ้ งอุณหภมู ิ 20 องศาเซลเซียส ห้องอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส กอ่ นทดลอง หลงั ทดลอง กอ่ นทดลอง หลังทดลอง A 39 39 39 39 B 25 20 25 30 C 37 37 37 37 เมอ่ื ศึกษาลักษณะภายในและภายนอกเพ่ิมเตมิ สามารถจำแนกสตั ว์ A B และ C ไดเ้ ป็น 2 กลมุ่ ซง่ึ มีลกั ษณะ ดงั นี้ กลมุ่ ท่ี 1 : หายใจดว้ ยปอดผวิ หนังเรียบ ออกลูกเป็นตัว มตี ่อมสร้างนำ้ นม กลุม่ ท่ี 2 : หายใจดว้ ยปอดและผิวหนัง ผวิ หนงั เปียกชน้ื ไม่มีเกล็ด ออกลูกเปน็ ไข่ จากขอ้ มลู ขอ้ ใดระบุชนดิ ของสัตวแ์ ตล่ ะกลุม่ ได้ถูกต้อง 1. กลมุ่ ที่ 1 ไดแ้ ก่ สตั วช์ นิด A และ B 2. กลมุ่ ที่ 1 ไดแ้ ก่ สัตวช์ นดิ C เทา่ น้นั 3. กลุม่ ที่ 2 ได้แก่ สัตวช์ นดิ B เทา่ น้ัน 4. กลมุ่ ท่ี 2 ได้แก่ สัตวช์ นดิ A และ C
56 ว.2.1 ป.4/1 (62) เปรียบเทยี บสมบตั ิทางกายภาพดา้ นความแขง็ สภาพยดื หยุ่น การนำ ความรอ้ น และ การนำ ไฟฟ้าของวัสดุ โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์จากการทดลองและระบุการนำ สมบัติ เรอื่ งความแข็ง สภาพยดื หย่นุ การนำความร้อน และการนำไฟฟา้ ของวัสดุไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบชิน้ งาน 11. ทดสอบสมบตั ิของเสน้ เอ็นยดึ A B และ C ท่มี ีขนาดเท่ากัน และมีความยาวเริ่มต้น 17 เซนตเิ มตรโดยผกู เส้นเอน็ ยืดเข้ากบั คานไม้ ดังภาพ แขวนตุ้มนำ้ หนกั มวล 2 กโิ ลกรัม ที่ขอเก่ียว ของเสน้ เอ็นยืดแต่ละเสน้ แลว้ บันทกึ ความยาวของเส้นเอน็ ยึด ขณะแขวน และ หลังจากนาํ ตุ้มนำ้ หนักออก ได้ผลดัง ตาราง ชนิดของเสน้ เอน็ ยดึ ความยาวของเส้นเอ็นยดื (เซนตเิ มตร) ขณะแขวนต้มุ น้ำหนัก หลงั นาํ ตุม้ น้ำหนกั ออก A 19 19 B 18 17 C 20 18 จากข้อมลู ขอ้ ใดเรียงลำดับเส้นเอ็นยดึ ทมี่ ีสภาพยดื หยุน่ จากมากไปนอ้ ยไดถ้ ูกตอ้ ง 1. เสน้ เอน็ ยดึ B A และ C 2. เสน้ เอน็ ยึด B C และ A 3. เสน้ เอน็ ยดึ A C และ B 4. เสน้ เอน็ ยดึ C A และ B ว.2.1 ป.4/1 (62) เปรียบเทียบสมบตั ิทางกายภาพด้านความแขง็ สภาพยดื หยุน่ การนำ ความร้อน และ การนำ ไฟฟ้าของวัสดุ โดยใช้หลักฐานเชิง ประจกั ษ์จากการทดลองและระบุการนำ สมบัติ เรอ่ื งความแข็ง สภาพยืดหยนุ่ การนำความรอ้ น และการนำไฟฟ้าของวสั ดุไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบชนิ้ งาน 12. ทดสอบสมบัติการนําไฟฟ้าของวตั ถุ A B และ C โดยต่อวงจรไฟฟ้าดังภาพ เมื่อกดสวติ ช์ พบว่า หลอดไฟฟ้าสวา่ งเพยี ง 1 หลอด
57 วัตถุ A B และ C ควรเปน็ วัสดุประเภทใด วตั ถุ B วตั ถุ C วตั ถุ A ตัวนาํ ไฟฟา้ ตวั นาํ ไฟฟา้ ฉนวนไฟฟ้า ตัวนาํ ไฟฟ้า 1. ฉนวนไฟฟา้ ตวั นําไฟฟ้า ฉนวนไฟฟา้ 2. ฉนวนไฟฟา้ ฉนวนไฟฟ้า ฉนวนไฟฟา้ 3. ตัวนาํ ไฟฟา้ 4. ตวั นําไฟฟา้ ว.2.1 ป.4/3 (62) เปรยี บเทียบสมบัติของสสารทั้ง 3 สถานะ จากขอ้มูลทไ่ี ด้จากการสังเกตมวล การต้องการ ท่ี อยู่ รูปรา่ ง และปริมาตรของสสาร 13. นําสาร A ใสใ่ นภาชนะปดิ ใบหนึง่ แลว้ นาํ ไปวางไวใ้ นบรเิ วณท่มี อี ุณหภูมิแตกต่างกนั พบว่าสาร A เกดิ การเปลย่ี นสถานะแตกตา่ งกัน ดงั ภาพ จากข้อมูล ขอ้ สรุปใดถูกต้อง 1. สาร A ทสี่ ถานะ X และ Z จะมมี วลไม่เท่ากนั 2. สาร A ทีส่ ถานะ X มีปริมาตรมากกว่าที่สถานะ Y 3. ถ้าลดอณุ หภูมิของสาร A ที่สถานะ Y สารจะเปลยี่ นเป็นสถานะ Z 4. สาร A ที่สถานะ Y จะมีการจดั เรียงตัวของอนุภาคอย่หู ่างกนั มากทสี่ ุด ว.2.1 ป.5/3 (62) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสารเมอ่ื เกิด การเปล่ียนแปลงทางเคมี โดยใชห้ ลักฐาน เชงิ ประจักษ์ 14. นกั เรียนคนหนงึ่ เตรียมเครอื่ งดมื่ น้ำอัญชันมะนาว โดยมีข้ันตอนดังนี้ 1) ต้มนำ้ ใหเ้ ดือดแลว้ ใสด่ อกอัญชนั สนี ำ้ เงิน จะได้นำ้ อญั ชันทีม่ สี นี ้ำเงนิ 2) ใช้ผา้ ขาวบางกรองเพอื่ แยกเอาน้ำอัญชนั ซึง่ มีสนี ำ้ เงิน 3) เติมนำ้ ตาลทรายลงไปในน้ำอญั ชัน ได้เป็นน้ำอัญชนั ท่ีมสี ีนำ้ เงนิ 4) เตมิ น้ำมะนาวลงไปได้เปน็ นำ้ อัญชันมะนาวท่ีมีสมี ว่ ง จากข้อมูล ขั้นตอนใดมีสารใหมเ่ กดิ ข้นึ 1. ข้นั ตอนท่ี 1 2. ขนั้ ตอนที่ 2 3. ขน้ั ตอนท่ี 3 4. ขั้นตอนท่ี 4
58 ว 2.1 ป.6/1 (62) อธบิ ายและเปรยี บเทียบการแยกสารผสมโดยการหยบิ ออก การรอ่ น การใช้แม่เหล็กดึงดูด การ รนิ ออกการกรอง และการตกตะกอนโดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์ รวมทั้งระบุวิธีแกป้ ญั หาในชวี ติ ประจำวนั เก่ียวกับ การแยกสาร 15. สาร A B C และ D เป็นสารทไ่ี มล่ ะลายน้ำ และมขี นาดของสารเมื่อเปรยี บเทยี บกับขนาดรูของตะแกรงกบั ขนาดรู ของวัสดทุ ี่ใช้กรองสาร เป็นดังนี้ ชนดิ ของสาร ขนาดของสารเม่ือเปรียบเทยี บกบั ขนาดรขู องตะแกรง ขนาดรขู องวัสดทุ ใี่ ช้กรองสาร A ขนาดของสารใหญ่กวา่ รขู องตะแกรง ขนาดของสารใหญ่กวา่ วสั ดทุ ใ่ี ช้กรองสาร B ขนาดของสารเลก็ กวา่ รูของตะแกรง ขนาดของสารเล็กกวา่ วัสดทุ ี่ใชก้ รองสาร C ขนาดของสารใหญ่กว่ารูของตะแกรง ขนาดของสารใหญ่กวา่ วัสดุที่ใชก้ รองสาร D ขนาดของสารเล็กกว่ารูของตะแกรง ขนาดของสารใหญ่กว่าวัสดทุ ี่ใช้กรองสาร ถ้านํานำ้ ทม่ี สี าร 4 ชนดิ น้ีผสมอยู่ มากรอง โดย เทใส่ในภาชนะที่ ภายในประกอบด้วยตะแกรง และ วสั ดทุ ่ีใช้กรองสาร ดังภาพ จากข้อมูล สารชนดิ ใดติดคา้ งอยบู่ นวัสดุทใี่ ชก้ รองสาร 1. สาร B เทา่ นน้ั 2. สาร D เท่านั้น 3. สาร A และสาร C 4. สาร B และสาร D ว 2.2 ป.4/2 (62) ใช้เครอื่ งช่งั สปริงในการวัดนำ้ หนกั ของวัตถุ 16. พิมจะประดิษฐก์ ระทง โดยมีวัตถุ A และ B ให้เลือกเพื่อไปทำฐานของกระทง ซึ่งวัตถทุ ้งั สองมีนำ้ หนักดังตาราง และถา้ นําวตั ถทุ งั้ สองไปวางในน้ำ จะมีแรงพยุง ของนำ้ กระทำต่อวัตถดุ งั ตาราง วตั ถุ นำ้ หนกั (นวิ ตัน) แรงพยุงของน้ำ (นิวตนั ) A 2.5 2 B3 3 พิมควรเลือกวัตถุชนิ้ ใดไปทำฐานของกระทง เพราะเหตุใด 1. วัตถุ A เพราะมีน้ำหนกั น้อยกวา่ วัตถุ B 2. วตั ถุ 4 เพราะแรงลัพธข์ องแรงพยุงกบั นำ้ หนกั ไมเ่ ปน็ ศนู ย์ 3. วัตถุ B เพราะมนี ้ำหนักมากกวา่ วตั ถุ A 4. วตั ถุ B เพราะแรงลพั ธข์ องแรงพยุงกับนำ้ หนักเปน็ ศนู ย์
59 ว 2.2 ป.5/1 (62) อธิบายวิธกี ารหาแรงลพั ธ์ของแรงหลายแรง ในแนวเดยี วกนั ทก่ี ระท าตอว่ ัตถใุ นกรณที ่วี ัตถุ อยู่ น่งิ จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ 17. ศกึ ษาการเคล่ือนท่ีของวตั ถุบนพน้ื ยางและพื้นกระจก โดยผลักวตั ถแุ ล้วปล่อยมือใหว้ ัตถเุ คลอื่ นที่บนพืน้ ชนดิ หน่งึ จากตำแหนง่ เร่ิมตน้ บนั ทกึ ตำแหนง่ สุดท้ายทวี่ ัตถเุ คล่อื นทไ่ี ปได้ จากนั้น ทดลองซํา้ โดยผลักให้วตั ถมุ คี วามเร็วเริ่มตน้ เท่าเดิม แตเ่ ปลยี่ นเป็นพ้ืน อีกชนิดหนึง่ ผลเป็นดงั ภาพ การทดลองครัง้ ใดมีแรงเสยี ดทานนอ้ ยกวา่ และครั้งดงั กล่าวใช้พ้นื ชนดิ ใด 1. คร้งั ท่ี 1 และใช้พ้นื ยาง 2. ครั้งท่ี 1 และใช้พืน้ กระจก 3. คร้ังท่ี 2 และใช้พ้นื ยาง 4. ครัง้ ที่ 2 และใช้พืน้ กระจก ว 2.3 ป.4/1 (62) จำแนกวัตถเุ ป็นตัวกลางโปรง่ ใส ตัวกลางโปร่ง แสง และวตั ถทุ ึบแสง จากลกั ษณะการมองเห็น ส่งิ ตา่ ง ๆ ผา่ นวตั ถนุ ้ันเปน็ เกณฑ์ โดยใช้ หลักฐานเชงิ ประจักษ์ 18. ศึกษาการมองเห็นแสงผ่านวัตถุ A B C และ D โดยวางเทียนไขและวัตถุกน้ั แสงคร้ังละ 2 ชนดิ ในแนวเดียวกนั ณ ตำแหนง่ ท่ี 1 และ 2 ดงั ภาพ สังเกตแสงจากเทยี นไขผ่านวัตถุกนั้ แสงท่ีงสอง จากนั้นทำการทดลองซ้ำโดยเปลีย่ นวัตถุกน้ั แสง ผลเป็นดังตาราง การทดลอง วัตถกุ น้ั แสง แสงจากเทียนไขผ่านวัตถุกั้นแสง ตำแหนง่ ที่ 1 ตำแหน่งท่ี 2 เห็นชัดเจน เห็นไม่ชดั เจน ไม่เห็น ครัง้ ท่ี 1 A B ครง้ั ท่ี 2 A C คร้ังที่ 3 B C ครง้ั ท่ี 4 B D
60 จากข้อมูล ขอ้ ความต่อไปนี้ถูกตอ้ งใช่หรอื ไม่ ขอ้ ความ ใช่ หรอื ไม่ใช่ 1 วตั ถุ A และ B เป็นวัตถุทบึ แสง ใช่ / ไมใ่ ช่ 2 วตั ถุ C เปน็ ตวั กลางโปร่งใส และวตั ถุ D เป็นตวั กลางโปร่งแสง ใช่ / ไมใ่ ช่ 3 ถ้าไม่ทำการทดลองครั้งท่ี 3 ก็สามารถสรปุ ได้ว่า วัตถุ B เปน็ ตวั กลางชนิดใด ใช่ / ไมใ่ ช่ ว 2.3 ป.5/2 (62) ระบุตัวแปร ทดลอง และอธิบายลักษณะและ การเกดิ เสียงสูง เสียงตำ่ 19. มาลที ดสอบการเกิดเสยี งจากการตีระนาดของเล่น ซง่ึ ลูกระนาดแตล่ ะแผน่ มีความหนาเทา่ กนั โดยกําหนดแผน่ ลูก ระนาด X Y และ Z ดังภาพ จากนัน้ มาลีตคี ร้ังท่ี 1 ทแ่ี ผน่ Y แล้วฟงั เสยี งทเี่ กิดขนึ้ ถา้ มาลตี ้องการใหเ้ กดิ เสยี งครั้งท่ี 2 เปน็ เสียงแหลมกว่าและดังกวา่ ครัง้ ท่ี 1 มาลคี วรตที แ่ี ผน่ ใด และตลี กู ระนาดอยา่ งไร 1. ตีทีแ่ ผน่ X ดว้ ยแรงน้อยกว่าเดมิ 2. ตที แี่ ผ่น X ดว้ ยแรงมากกว่าเดมิ 3. ตีทีแ่ ผ่น Z ดว้ ยแรงนอ้ ยกวา่ เดมิ 4. ตีท่แี ผน่ Z ด้วยแรงมากกว่าเดิม ว 2.3 ป.6/3 (62) ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวธิ ีทีเ่ หมาะสมในการอธิบายวธิ ีการและผลของการตอ่ เซลลไ์ ฟฟ้าแบบอนกุ รม 20. ตอ่ วงจรไฟฟ้าท่ีมีหลอดไฟฟ้า 3 หลอด แบบอนุกรม พบวา่ หลอดไฟฟ้าสวา่ งทัง้ 3 หลอด แผนภาพของวงจรไฟฟ้าดังกล่าวสอดคล้องกับข้อใด และถ้าถอดหลอดไฟฟา้ ในวงจรนี้ ออก 1 หลอด จะเหลือหลอด ไฟฟ้าที่ยงั คงสวา่ งอยู่จำนวนเท่าใด แผนภาพวงจรไฟฟา้ จำนวนหลอดไฟฟา้ ที่ยังคงสว่างอยู่ 1. 0 2. 2 3. 0 4. 2
61 ว 3. 1 ป.6/1 (62)สร้างแบบจำลองท่ีอธิบายการเกิด และเปรยี บเทียบปรากฏการณส์ รุ ยิ ุปราคาและจนั ทรุปราคา 21. แบบจำลองแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก ขณะเกิดสรุ ยิ ปุ ราคา โดยมีเงามดื และเงามัวของดวง จันทรต์ กลงบนพื้นโลก ดังภาพ กําหนดให้ A B C และ D เป็นตำแหนง่ ของผ้สู งั เกตการเกิดสรุ ิยปุ ราคาบนพน้ื โลก หมายเหตุ : ภาพไม่ไดส้ ดั ส่วนตามความเปน็ จริง ตำแหน่งใดท่ผี ู้สังเกตบนพ้ืนโลกจะเหน็ สุริยุปราคาบางส่วน และอยู่ในช่วงฤดรู อ้ น 1. ตำแหน่ง A 2. ตำแหน่ง B 3. ตำแหนง่ C 4. ตำแหนง่ D ว 3. 1 ป.6/2 (62)อธิบายพฒั นาการของเทคโนโลยอี วกาศ และยกตัวอยา่ งการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน จากขอ้ มูลที่รวบรวมได้ 22. เจนทดลองปล่อยจรวดกระดาษซ่ึงมีลักษณะดงั ภาพ โดยใส่ผงยาลดกรดและน้ำในปริมาณที่ตา่ งกัน เพ่ือทำใหเ้ กิด แกส๊ ในปริมาณตา่ งกนั แลว้ วดั ความสงู ของจรวด ทีข่ ึน้ ไปได้สูงสดุ ได้ผลการทดลองดังตาราง คร้ังท่ี ปริมาณของผงยาลดกรดและนำ้ ความสูงทจ่ี รวดข้นึ ไปได้สงู สุด(เมตร) 1 ผงยาลดกรด 1 ส่วน น้ำ 2 ส่วน 0.5 2 ผงยาลดกรด 2 ส่วน นำ้ 2 ส่วน 2.0 3 ผงยาลดกรด 2 สว่ น นำ้ 3 สว่ น 0.7 ถ้าเจนปรบั การทดลองนโี้ ดยใชผ้ งยาลดกรด 1 ส่วน กับ น้ำ 3 ส่วน ความสูงทจี่ รวดขึน้ ไปไดส้ ูงสดุ จะเปน็ อยา่ งไร 1. นอ้ ยกวา่ 0.5 เมตร 2. ระหวา่ ง 0.5 ถงึ 0.7 เมตร 3. ระหวา่ ง 0.7 ถงึ 2.0 เมตร 4. มากกว่า 2.0 เมตร
62 ว 3.2 ป.6/1 (62) เปรียบเทยี บกระบวนการเกดิ หินอัคนี หนิ ตะกอน และหนิ แปร และอธบิ ายวฏั จกั รหนิ จาก แบบจำลอง 23. นกั เรยี นสำรวจหนิ บรเิ วณนำ้ ตกแห่งหนง่ึ พบหินท่มี ีเหลี่ยมมมุ หลากหลายขนาด เม่ือเดินสำรวจตอ่ ไปเรื่อย ๆ ตาม ลำธารที่ไหลจากน้ำตกมายังหมบู่ า้ น พบว่าหนิ มี ลักษณะกลมมนและมขี นาดเล็กลง ซงึ่ เป็นผลจากการเปลย่ี นแปลงตาม ธรรมชาติ จากสถานการณ์ กระบวนการใดทที่ ำใหร้ ูปรา่ งและขนาดของหนิ ทีพ่ บในลำธาร เกิดการเปลย่ี นแปลง 1. การผพุ ังของหินจากฝนกรด 2. การหดตวั ของหินเม่ือได้รับความเย็น 3. การแตกของหินจากแรงดันของรากตน้ ไม้ 4. การกรอ่ นของหนิ จากการพดั พาของกระแสนำ้ ว 3.2 ป.6/4 (62) เปรยี บเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสมุ รวมทง้ั อธิบายผลท่มี ีต่อสงิ่ มีชีวติ และ สิ่งแวดล้อม จากแบบจำลอง 24. เดก็ ชาย A และ B อาศยั อย่ใู นหมู่บ้านแหง่ หนงึ่ ที่มที ะเลสาบขนาดใหญ่ ซึง่ ทำใหเ้ กดิ ลมพัดในหม่บู ้าน โดยตำแหน่ง บา้ นของเดก็ ชายทง้ั สองคน แสดงดังแผนภาพ จากสถานการณ์ หากไม่มีลมจากแหล่งอื่นมาเกยี่ วข้อง ในชว่ งเวลากลางคนื เด็กชาย A และ เดก็ ชาย B จะสงั เกตเหน็ ศรลมหนา้ บา้ นของตนเองหันหัวลูกศรไปในทิศทางใด ทศิ ทางของหัวลูกศร หน้าบา้ นของเดก็ ชาย A หน้าบ้านของเด็กชาย B 1. ช้ีไปทางทิศตะวนั ออก ช้ไี ปทางทิศใต้ 2. ชไ้ี ปทางทิศตะวนั ตก ช้ีไปทางทิศเหนือ 3. ชีไ้ ปทางทิศเหนือ ชีไ้ ปทางทิศตะวนั ตก 4. ชไ้ี ปทางทิศใต้ ช้ีไปทางทิศตะวนั ออก
63 เฉลยชุดที่ 3 ข้อ เฉลย 14 23 32 43 53 6 ใช่/ ใช่ /ไมใ่ ช่ 74 84 93 10 3 11 2 12 3 13 2 14 4 15 2 16 4 17 2 18 ไม่ใช่/ใช่/ไมใ่ ช่ 19 2 20 1 21 1 22 1 23 4 24 2 25 -
64 ทป่ี รึกษา รายชอ่ื คณะทำงาน นายธนู อกั ษร นางกลุ ยา สอาดมว่ ง ศึกษาธิการจงั หวดั สงิ ห์บุรี นางประมวล ศรสี ธุ รรมศักด์ิ ผอู้ ำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมนิ ผล ศธจ.สงิ หบ์ รุ ี นางสาววนดิ า รองแก้ว ศกึ ษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ ศธจ.สงิ ห์บุรี นายณฐั พล กองทอง นักวชิ าการ ชำนาญการ ศธจ.สิงห์บรุ ี ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการ ศธจ.สิงห์บรุ ี คณะทำงาน ครโู รงเรยี นศรีอุดมวทิ ยา นายวันชยั ศรีเพชร ครโู รงเรยี นอดุ มศิลป์ นางอรพินท์ เตะ๊ ขันหมาก ครโู รงเรียนวิจิตรศึกษา นายนรี นาท เสอื เอีย่ ม ครโู รงเรยี นอนิ ทโมลีประทาน นายกติ ิศักดิ์ แสงอินทร์ ครโู รงเรยี นอุดมทรัพย์ นางสาววาสิตา แน่นอน ครโู รงเรยี นอนิ ทโมลปี ระทาน นางสาวนริศรา จันทร์พงษ์แกว้ ผู้รวบรวมเปน็ รูปเล่ม เจ้าหน้าทธี่ รุ การ กลุ่มนเิ ทศ ติดตามและประเมนิ ผล ศธจ.สิงห์บรุ ี นายสิงหราช นยิ มรส
Search