ใบความรู้ เรอ่ื ง ระบบหมุนเวยี นเลือด (circulatory system) ระบบหมุนเวียนเลือด เป็นระบบท่ีท�ำหน้าท่ีหมุนเวียนเลือดไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อล�ำเลียงแก๊สออกซิเจน และสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย พร้อมกับน�ำ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละของเสียไปยังบริเวณที่ร่างกายขบั ออก ระบบหมนุ เวียนเลอื ด แบง่ เปน็ 2 ระบบ ดังนี้ 1. ระบบหมุนเวียนเลือดวงจรเปิด (open circulatory system) พบได้ในสตั ว์ พวกแมลงกงุ้ หอย และดาวทะเล เปน็ ระบบทเี่ ลอื ดไมไ่ ดอ้ ยใู่ นหลอดเลอื ดตลอดเวลา โดยมหี วั ใจหรอื หวั ใจเทยี ม(เป็นหลอดเลือดที่โป่งพองออก) ท�ำหน้าท่ีสูบฉีดเลือดไปตามหลอดเลือด เข้าสู่ช่องว่างภายในล�ำตัวเรียกว่า ฮีโมซีล (hemocoel) เลือดจะออกจากหลอดเลือดสัมผัสกับเซลล์หรือเน้ือเย่ือโดยตรง เพ่ือแลกเปลีย่ นแก๊สและสารอาหาร 2. ระบบหมุนเวียนเลือดวงจรปิด (closed circulatory system) พบในสัตว์พวก หมึก ไส้เดือนดนิ และสตั ว์มกี ระดูกสันหลงั เปน็ ระบบทเี่ ลอื ดอยู่ในหลอดเลอื ดตลอดเวลา เลอื ดจะไม่สมั ผัสกบั เซลลห์ รอื เน้อื เย่ือโดยตรง และมีการแลกเปลย่ี นสารบรเิ วณหลอดเลือดฝอยระบบหมุนเวียนเลือดวงจรเปิด ระบบหมุนเวียนเลือดวงจรปดิ หัวใจ หวั ใจ ช่องว่างภายในล�าตวั หลอดเลอื ด เลอื ดของเหลวจะปะปนกนัรูเปดิ หลอดเลือด หัวใจเทยี ม ด้านบนหวั ใจเทยี ม หลอดเลอื ด ดา้ นลา่ ง ภาพ 1 ระบบหมนุ เวียนเลือดวงจรเปดิ และปิดของสัตว์ ทม่ี า : Pearson Education. สบื ค้นเมอื่ 28 มีนาคม 2556, จากhttp://www.scimath.org/images/uploads/upload2/picture41333414649361.jpg 1
อวยั วะทสี่ ำ� คัญในระบบหมนุ เวียนเลอื ดของมนุษย์ คือ หัวใจ หลอดเลอื ด และเลอื ด 1. หัวใจ (heart) หวั ใจอยภู่ ายในชอ่ งอก ระหวา่ งปอดทงั้ 2 ขา้ ง คอ่ นไปทางซา้ ยเลก็ นอ้ ย เปน็ อวยั วะทม่ี สี ว่ นประกอบ ส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อ มีขนาดประมาณใหญ่กว่าก�ำปั้นมือของเจ้าของเล็กน้อย มีเย่ือบุเป็นถุงหุ้มรอบ เรียกว่า เยอ่ื ห้มุ หวั ใจ (pericardium) หัวใจท�ำหนา้ ท่สี ูบฉดี เลือดไปเล้ียงสว่ นต่างๆ ของร่างกาย ซูพีเรีย เวนาคาวา เอออตาร์ พัลโมนารี อารเ์ ทอรี พลั โมนารี อาร์เทอรี พัลโมนารี เวน พัลโมนารี เวน หวั ใจหอ้ งบนขวา หวั ใจหอ้ งบนซ้าย ล้นิ พัลโมนารี เซมลิ ูนาร์ ลิ้นไบคสั ปิด ลิ้นไตรคัสปดิ ล้ินเออติค เซมิลูนาร์ หวั ใจห้องล่างซา้ ย อินฟีเรยี เวนาคาวา หัวใจห้องล่างขวา เอออตาร์ ภาพ 2 สว่ นประกอบของหวั ใจ ท่ีมา : Pearson school. สืบคน้ เมื่อ 28 มีนาคม 2556, จาก http://www.pearsonschool.com/index.cfm?locator=PS12Y9 หัวใจของมนุษย์ประกอบด้วยกลา้ มเนื้อทแ่ี ขง็ แรง มี 4 หอ้ ง ดังน้ี 1. หวั ใจหอ้ งบนขวา (right atrium) มหี นา้ ทรี่ บั เลอื ดทใ่ี ชแ้ ลว้ หรอื เลอื ดทมี่ แี กส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ สงู จากศรี ษะและแขน ซ่ึงล�ำเลียงมากับหลอดเลือดซูพีเรีย เวนาคาวา (superior vena cava) กบั รับเลอื ด จากอวยั วะภายในและขา ทลี่ ำ� เลยี งมากบั หลอดเลอื ดอนิ ฟเี รยี เวนาคาวา (inferior vena cava) แลว้ ลำ� เลยี ง ไปยังหัวใจห้องล่างขวา ระหว่างหัวใจห้องบนขวา และห้องล่างขวามี ลิ้นไตรคัสปิด (tricuspid valve) ท�ำหน้าที่ปอ้ งกนั ไมใ่ ห้เลอื ดในหวั ใจห้องลา่ งขวาไหลย้อนกลบั สหู่ วั ใจห้องบนขวา 2. หวั ใจหอ้ งลา่ งขวา (right ventricle) มหี นา้ ทรี่ บั เลอื ดจากหวั ใจหอ้ งบนขวา แลว้ สง่ ไปฟอกทป่ี อด โดยหลอดเลือดพัลโมนารี อาร์เทอรี (pulmonary artery) ซ่ึงจะพบลิ้นพัลโมนารี เซมิลูนาร ์ (pulmonary semilunar valve) ทำ� หนา้ ทปี่ ้องกนั ไมใ่ หเ้ ลอื ดไหลยอ้ นกลับสู่หวั ใจหอ้ งลา่ งขวา 3. หวั ใจหอ้ งบนซา้ ย (left atrium) มหี นา้ ทรี่ บั เลอื ดทฟ่ี อกแลว้ จากปอด ทลี่ ำ� เลยี งมากบั หลอดเลอื ด พลั โมนารเี วน (pulmonary vein) ระหว่างหวั ใจห้องบนซา้ ยและล่างซ้าย มีล้นิ ไบคัสปดิ (bicuspid valve หรือ mitral valve) ท�ำหนา้ ทีป่ อ้ งกันไม่ใหเ้ ลอื ดในหัวใจหอ้ งลา่ งซา้ ยไหลย้อนกลบั สูห่ ัวใจหอ้ งบนซ้าย2
ชุดการสอน ชุดท่ี 2 ระบบหมุนเวยี นเลอื ด 4. หัวใจหอ้ งลา่ งซ้าย (left ventricle) มผี นงั กลา้ มเนอ้ื หนาที่สดุ เพราะท�ำหน้าทร่ี ับเลอื ดจากหวั ใจห้องบนซา้ ยแลว้ สูบฉดี เลือดไปเล้ยี งสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย โดยสง่ ออกไปทางหลอดเลือดเอออรต์ า (aorta)ซึง่ จะพบล้นิ เอออร์ติค เซมิลนู าร์ (aortic semilunar valve) ทำ� หนา้ ทีป่ ้องกนั ไม่ใหเ้ ลือดไหลย้อนกลับสู่หัวใจหอ้ งล่างซ้าย ถงุ ลมปอด พลั โมนารี อารเ์ ทอรี พลั โมนารี เวน น�ำเลอื ดไปฟอกทปี่ อด รบั เลอื ดท่ีฟอกแล้ว อนิ ฟีเรยี เวนาคาวา และ ซพู เี รีย เวนาคาวา จากปอด รบั เลือดที่มอี อกซเิ จนต�่ำ เอออรต์ ามาจากส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกาย น�ำเลอื ดไปเลยี้ ง ส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย เซลล์รา่ งกาย ภาพ 3 ทิศทางการไหลเวียนเลือด ทีม่ า : มหาวทิ ยาลัยมหิดล. สบื คน้ เมื่อ 29 มนี าคม 2556, จาก http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/respiration/res2.jpgเซอร์ วลิ เลียม ฮารว์ ี (Sir William Harvey) เป็นชาวอังกฤษคนแรกท่ศี ึกษาคน้ คว้าเกีย่ วกบั การหมนุ เวยี นของเลอื ดและพบวา่ เลือดของมนษุ ย์ไหลไปทางเดยี ว ไมม่ กี ารไหลสวนทางกนัมารเ์ ซลโล มลั พิกิ (Marcello Malpighi) เป็นผูพ้ บหลอดเลอื ดฝอยเปน็ คนแรกหลอดเลอื ดทั้งหมดในร่างกายของเราหากน�ำมาเชอ่ื มตอ่ กันจะพันรอบโลกไดเ้ กอื บจะ 2 รอบคร่ึงโอ้โฮ ! หลอดเลือดของเรารวมกนั แลว้ ยาวจริงๆ ค่ะเพื่อนๆ 3
2. หลอดเลอื ด (blood vessel) หลอดเลอื ดมอี ยทู่ วั่ รา่ งกาย ทำ� หนา้ ทลี่ ำ� เลยี งเลอื ดออกจากหวั ใจ นำ� สารอาหารและแกส๊ ออกซเิ จนไปเล้ียงส่วนต่างๆ ท่ัวร่างกาย และเป็นเส้นทางให้เลือดจากอวัยวะต่างๆ น�ำของเสียและ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กลับเขา้ สหู่ วั ใจ หวั ใจ หลอดเลือดฝอยหลอดเลอื ดอารเ์ ทอรี หลอดเลอื ดเวน ภาพ 4 หลอดเลือดทไี่ ปเลีย้ งอวยั วะตา่ งๆ ทัว่ ร่างกาย ท่ีมา : มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่ สืบค้นเมื่อ 30 มนี าคม 2556, จาก http://www.med.cmu.ac.th/dept/vascular/human/lesson/lesson2.php หลอดเลอื ดในร่างกายมนุษย์มี 3 ชนิด ไดแ้ ก่ 1. หลอดเลือดอารเ์ ทอรี (arterial blood vessel) เป็นหลอดเลอื ดทน่ี ำ� เลอื ดออกจากหัวใจไปสู่ เซลล์ต่างๆ ของรา่ งกาย มีผนงั หนาและแขง็ แรง จงึ ยืดหยุน่ ไดด้ ี สามารถขยายตัวเพื่อรบั แรงดันเลอื ดได้ ไม่มี ลน้ิ กน้ั ภายในหลอดเลือด เลอื ดท่ีอยใู่ นหลอดเลอื ดอารเ์ ทอรีเปน็ เลอื ดท่มี ปี ริมาณแก๊สออกซเิ จนสงู มีสแี ดง จงึ มกั เรยี กว่า เลือดแดง ยกเว้น หลอดเลือดอารเ์ ทอรที ่ีน�ำเลือดออกจากหัวใจห้องลา่ งขวาไปยังปอดท่เี รยี ก ว่า พัลโมนารี อาร์เทอรี เป็นเลือดท่ีมีปริมาณแก๊สออกซิเจนต�่ำ มีสีคล้�ำ เรียกว่า เลือดด�ำ หลอดเลือด อารเ์ ทอรที ่ีใหญ่ท่ีสดุ คอื หลอดเลอื ดเอออรต์ า 2. หลอดเลอื ดเวน (venous blood vessel) เปน็ หลอดเลอื ดทนี่ ำ� เลอื ดจากสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย กลบั สหู่ วั ใจ เนอื่ งจากแรงดนั ภายในหลอดเลอื ดตำ่� มาก จงึ ตอ้ งอาศยั การหดตวั ของกลา้ มเนอ้ื เพอื่ เพมิ่ แรงดนั ภายในหลอดเลือด และมีลิ้นก้ันภายในเพ่ือป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ ภายในหลอดเลือดจะเป็นเลือดท่ีมี ปริมาณแก๊สออกซิเจนต�่ำ มีสีคล้�ำ ยกเว้น หลอดเลือดที่น�ำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายท่ีเรียกว่า พลั โมนารี เวน จะเป็นเลอื ดทีม่ ปี ริมาณแก๊สออกซิเจนสูง มสี ีแดง4
ชดุ การสอน ชดุ ท่ี 2 ระบบหมุนเวยี นเลือด ลน้ิ เปดิ ล้นิ ปิด ภาพ 5 ลน้ิ ภายในหลอดเลือดเวน ที่มา : The Merck Manual. สืบค้นเมอื่ 30 มีนาคม 2556, จากhttp://www.merckmanuals.com/media/home/figures/CVS_one_way_valves_veins.gifทศิ ทางของเลอื ด ล้ินเปดิ (ไปยงั หวั ใจ) กลา้ มเนื้อหดตวั ลิ้นปิด ภาพ 6 การหดตวั ของกล้ามเนอ้ื เพื่อเพิ่มแรงดันภายในหลอดเลือดเวน ที่มา : Class connection. สืบคน้ เม่อื 30 มีนาคม 2556, จาก http://www.classconnection.s3. amazonaws.com/38/flashcards/1293038/png/veins1336067960916.png 3. หลอดเลือดฝอย (capillary) เป็นหลอดเลือดท่ีเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดอาร์เทอรีและ หลอดเลอื ดเวน สานเป็นร่างแหแทรกอยตู่ ามเนอื้ เยือ่ ตา่ งๆ ของร่างกาย มขี นาดเล็ก ผนังบางมาก ผนงั ของหลอดเลือดฝอยเป็นบริเวณที่มีการแลกเปล่ียนแก๊สและสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์โดยการแพร ่ (simple diffusion) การแพร่ คือ กระบวนการที่โมเลกุลของสารเคล่ือนที่จากบริเวณที่มี ความเขม้ ขน้ มากกวา่ ไปยงั บริเวณทม่ี คี วามเขม้ ขน้ นอ้ ยกวา่ ตวั อยา่ งเชน่ ใน เลอื ดมคี วามเขม้ ขน้ ของกลโู คสมากกวา่ ในเซลลร์ า่ งกาย กลโู คสจงึ แพรอ่ อก จากเลอื ดผ่านผนังของหลอดเลอื ดฝอยเขา้ สเู่ ซลล์รา่ งกาย 5
หลอดเลือดอารเ์ ทอรี หลอดเลอื ดฝอย หลอดเลือดเวน ภาพ 7 หลอดเลอื ดฝอย ทีม่ า : กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 48 ตารางเปรยี บเทียบความแตกต่างระหวา่ งหลอดเลือดอารเ์ ทอรี หลอดเลอื ดเวน และหลอดเลอื ดฝอย สิ่งเปรยี บเทยี บ หลอดเลือดอารเ์ ทอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลอื ดฝอย 1. ทิศทางการไหลของ ไหลออกจากหัวใจ ไหลเข้าสู่หัวใจ ระหวา่ งหลอดเลอื ด เลอื ดในหลอดเลือด อารเ์ ทอรีและ หลอดเลือดเวน 2. หนา้ ที่ของหลอดเลอื ด นำ� เลอื ดไปเล้ยี ง นำ� เลอื ดจากอวัยวะ แลกเปล่ยี นสารตา่ งๆ 3. ความเรว็ ของกระแส อวัยวะต่างๆ กลับสหู่ ัวใจ ชา้ ทส่ี ุด เลือด ปานกลาง 4. ล้นิ ทีก่ ้ันภายใน เรว็ ทสี่ ุด หลอดเลอื ด 5. ความหนาของผนงั ไม่มี มี ไมม่ ี หลอดเลือด 6. การมองเหน็ จาก มี 3 ช้ันและหนาทส่ี ดุ มี 3 ช้นั และบาง บางทสี่ ดุ ภายนอก 7. ลักษณะของเลือด ไม่เหน็ มองเหน็ ง่าย ไมเ่ หน็ 8. การลำ� เลยี งเลือดใน มปี ริมาณแกส๊ มปี ริมาณแกส๊ มที ั้งแก๊สออกซเิ จนและ หลอดเลอื ด ออกซิเจนสูง ยกเว้น คารบ์ อนไดออกไซด์ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์สงู หลอดเลอื ดทนี่ �ำเลอื ด สงู ยกเวน้ 9. แรงดนั เลอื ด จากหัวใจหอ้ งล่างขวา หลอดเลือดทน่ี �ำ ไปฟอกที่ปอด เลือดจากปอดมาสู่ หัวใจห้องบนซ้าย การบีบตวั ของหวั ใจ 1 . ก า ร ห ด ตั ว ข อ ง แรงดันทม่ี าจากหลอดเลอื ด กล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ อาร์เทอร์รี หลอดเลอื ด 2. ลน้ิ ปอ้ งกนั การไหล ยอ้ นกลับ สูงสุด ตำ่� สดุ ปานกลาง6
ชุดการสอน ชุดที่ 2 ระบบหมุนเวียนเลอื ดความดนั เลือด (blood pressure) ความดันเลือด หมายถึง ความดันในหลอดเลือด เมื่อหวั ใจบีบตวั สูบฉีดเลือดเขา้ สู่หลอดเลือด ซึ่งเรยี กวา่ ความดนั เลอื ดซสิ โตลคิ (systolic blood pressure) และเมอ่ื หวั ใจพกั คลายตวั ซงึ่ เรยี กวา่ ความดนั เลอื ดไดแอสโตลิค (diastolic blood pressure) ดงั นนั้ การรายงานผลความดันเลอื ด จงึ ประกอบด้วยตวั เลข 2 ตัวเสมอ โดยจะบันทกึ ความดนั ซิสโตลิกเป็นตัวแรก ส่วนความดนั ไดแอสโตลกิ จะบนั ทึกเป็นตวั ตาม เช่นวัดความดนั เลอื ดได้ 120/80 มลิ ลิเมตรของปรอท หมายความวา่ ความดนั ซิสโตลคิ คอื 120 มลิ ลิเมตรของปรอท สว่ นความดันไดแอสโตลคิ คือ 80 มลิ ลเิ มตรของปรอท ความดนั เลอื ดสงู สดุ ขณะที่หัวใจบบี ตัวของคนปกตใิ นวยั หน่มุ สาวอยู่ในชว่ ง 90 – 120 มลิ ลิเมตรของปรอท สว่ นความดนั เลอื ดตำ่� สดุ ขณะทห่ี วั ใจคลายตวั ของคนปกตใิ นวยั หนมุ่ สาวอยใู่ นชว่ ง 60 - 80 มลิ ลเิ มตรของปรอท ผทู้ ค่ี วามดนั เทา่ กบั หรอื สงู กวา่ 140/90 มลิ ลเิ มตรของปรอท จดั เปน็ ผมู้ คี วามดนั เลอื ดสงู มคี วามเส่ยี งตอ่ การเปน็ โรคหวั ใจ ความดันเลอื ดของคนปกติ จะมากหรอื น้อยข้นึ อยกู่ บั ปัจจยั ดงั ต่อไปน้ี 1. อายุ อายุยิ่งมากความดันเลอื ดจะมากขึ้น 2. เพศ ความดนั เลือดในผู้หญิงจะต�่ำกวา่ ผ้ชู ายเลก็ นอ้ ย 3. ขนาดของรา่ งกาย คนอ้วนจะมีความดนั เลอื ดมากกวา่ คนผอม 4. อารมณ์ โกรธ และกลวั ความดนั เลอื ดจะสูง 5. การออกกำ� ลังกาย ท�ำใหค้ วามดนั เลือดเพ่ิมข้ึน 6. แรงดงึ ดดู ของโลก อยูใ่ นท่ีสูงจะมคี วามดนั เลือดสูงกว่าในทตี่ ่ำ� 7. โรคบางชนดิ เชน่ โรคอว้ น โรคเบาหวาน โรคไตเรือ้ รัง ความดนั เลอื ดจะสงู 8. ภาวะไขมันเกาะผนงั หลอดเลือด กอ่ ใหเ้ กดิ โรคหลอดเลอื ดตีบ ความดันเลือดจะสงู เคร่ืองมือทใ่ี ช้วดั ความดันเลอื ด คือ สฟกิ โมมาโนมิเตอร์ (sphygmomanometer) มหี นว่ ยเปน็มิลลิเมตรของปรอท ภาพ 8 แสดงการวดั ความดันเลือด ที่มา : สยามเฮลท์. สบื คน้ เม่ือ 31 มีนาคม 2556, จาก http://www.siamhealth.net/public_html/images/cardio/hypertension_measurement.jpg ภาพ 9 สฟิกโมมาโนมเิ ตอร์ทีม่ า : คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล.สืบค้นเมอื่ 31 มนี าคม 2556, จากhttp://www.pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/picture/0174-3.gif 7
3. เลือด (blood) ร่างกายของมนษุ ยม์ ขี องเหลวประมาณร้อยละ 60 - 70 ของนำ�้ หนกั ตวั โดยเป็นเลอื ดประมาณ ร้อยละ 7 น�้าเลอื ด เซลลเ์ มด็ เลือดขาวและเกลด็ เลือด เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง ภาพ 10 สว่ นประกอบของเลอื ด ที่มา : Animated Dissection of Anatomy for Medicine. สบื ค้นเม่อื 3 เมษายน 2556, จาก http://www.pennmedicine.org/health_info/images/19432.jpg เซลลเ์ ม็ดเลอื ดท่มี ี ออกซิเจนสงู หลอดเลือด เซลล์เม็ดเลือดขาว น�า้ เลือด เกล็ดเลอื ด ภาพ 11 ส่วนประกอบภายในหลอดเลือด ทมี่ า : Encyclopedia Britannica. สบื ค้นเม่อื 3 เมษายน 2556, จาก http://www.media-3.web.britannica.com/eb-media/71/91871-004-DA6BA042.jpg การบริจาคเลอื ด เลอื ดในร่างกายเรามีอยู่ประมาณ 4,000 cm3 การบริจาคเลอื ด แต่ละครั้งจะบริจาคเพยี ง 300 – 400 cm3 หรือ 6 – 7% ของเลอื ดใน รา่ งกาย ดงั นนั้ จงึ ไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ อนั ตรายแกร่ า่ งกาย แตก่ ลบั จะเปน็ ผลดเี พราะ เป็นการกระตุ้นใหไ้ ขกระดูกสร้างเมด็ เลือดขึน้ มาใหมเ่ พ่อื ชดเชยสว่ นทีเ่ สียไป ทำ� ใหก้ ารหมุนเวียนเลือดและไขกระดูกท�ำงานไดด้ ี8
ชดุ การสอน ชดุ ท่ี 2 ระบบหมุนเวยี นเลอื ด เลอื ดของมนษุ ยป์ ระกอบด้วยองคป์ ระกอบตา่ งๆ ดังนี้ 1. น�ำ้ เลอื ดหรอื พลาสมา (plasma) นำ�้ เลอื ดเปน็ ของเหลวใสสเี หลอื งออ่ น ทำ� หนา้ ทล่ี ำ� เลยี งโมเลกลุ ของสารตา่ งๆ ทไ่ี ดจ้ ากการสลายตวัของอาหารทย่ี อ่ ยแลว้ เช่น กลโู คส ไขมัน วติ ามนิ และเกลือแร่ รวมถึงของเสียจากกระบวนการภายในเซลล์เชน่ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ กถ็ กู นำ� ออกมาโดยพลาสมาเชน่ กนั สารเหลา่ นล้ี ะลายอยเู่ พยี งรอ้ ยละ 10 สว่ นอกี ร้อยละ 90 เปน็ นำ้� ภาพ 12 น้ำ� เลือด ท่มี า : Australian Red Cross Blood Service. สบื คน้ เมอื่ 3 เมษายน 2556, จาก http://www.mytransfusion.com.au/sites/default/files/FFP.JPG 2. เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง (red blood cell หรือ erythrocyte) เซลลเ์ มด็ เลอื ดแดงมลี กั ษณะกลม แบน ตรงกลางเวา้ เขา้ หากนั เมด็ เลอื ดแดงเกดิ ใหมจ่ ะมนี วิ เคลยี สแต่เมื่อโตเต็มที่อยู่ในกระแสเลือดนิวเคลียสจะสลายไป เพ่ือเพ่ิมพื้นท่ีในการล�ำเลียงแก๊สออกซิเจน เซลล์เม็ดเลือดแดงสร้างจากไขกระดูก มีอายุประมาณ 100 - 120 วัน แล้วจึงถูกท�ำลายท่ีม้ามและตับ โดยไขกระดกู จะสร้างเซลล์เมด็ เลอื ดแดงขึ้นมาใหม่เป็นการทดแทนไปเรือ่ ยๆ เซลล์เม็ดเลือดแดงมีส่วนประกอบส�ำคัญ คือ ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) เป็นโปรตีนท่ีมี ธาตเุ หลก็ เปน็ องคป์ ระกอบซง่ึ รวมตวั กบั โมเลกลุ ของแกส๊ ออกซเิ จน เซลลจ์ งึ มสี แี ดงสด ถา้ ไมม่ อี อกซเิ จนเซลล์จะมีสีแดงคล�้ำ ฮีโมโกลบินจะจับกับแก๊สออกซิเจนในปอด และปล่อยออกซิเจนในขณะท่ีเลือดเดินทางไปตามเสน้ เลอื ดฝอยท่มี อี ยทู่ ว่ั ร่างกาย ภาพ 13 เซลล์เม็ดเลอื ดแดงท่มี อี อกซเิ จนสูง ทีม่ า : Science Being. สืบค้นเมอื่ 5 เมษายน 2556, จาก http://www.sciencebeing.com/wp-content/uploads/2014/05/red-blood-cells.jpg 9
3. เซลลเ์ มด็ เลือดขาว (white blood cell หรอื leucocyte) เซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างมาจากไขกระดูกและม้าม ถูกก�ำจัดที่ตับและม้าม มีขนาดใหญ่กว่า เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง เปน็ เซลลท์ ี่มนี วิ เคลียสตลอดชีวติ เซลล์เมด็ เลอื ดขาวมหี ลายชนดิ บางชนิดทำ� หนา้ ท่ีจบั และทำ� ลายเชอื้ โรค หรอื สง่ิ แปลกปลอมทเ่ี ขา้ สรู่ า่ งกาย บางชนดิ ทำ� หนา้ ทสี่ รา้ งแอนตบิ อดี ซง่ึ เปน็ สารประเภท โปรตีน ท�ำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรค หรือส่ิงแปลกปลอมท่ีเข้าสู่ร่างกาย จ�ำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ เปล่ียนแปลงไปจากปกติ อาจเป็นดัชนบี ่งช้คี วามเจ็บปว่ ยของร่างกาย เซลล์เม็ดเลอื ดขาวเวา้ เข้าไปเพอ่ื โอบล้อมเซลล์แบคทีเรยี เซลล์เม็ดเลือดขาวย่อยสลาย เซลลแ์ บคทเี รียทีอ่ ยู่ในถงุ เซลลเ์ ม็ดเลือดขาวกำ� จดั เซลล์แบคทีเรยี ออกนอกเซลล์ ภาพ 14 เซลลเ์ มด็ เลือดขาวชนดิ ก�ำลงั จับและทำ� ลายแบคทเี รยี ทมี่ า : Alila medical media.สืบค้นเม่ือ 5 เมษายน 2556, จาก http://www.alilamedicalimages.org/wp-content/uploads/wppa/118.jpg?ver=1 4. เกล็ดเลือด (blood platelet) เกลด็ เลอื ดเปน็ ชน้ิ สว่ นของเซลลท์ ม่ี รี ปู รา่ งไมแ่ นน่ อน หลดุ จากเซลลช์ นดิ หนง่ึ ทส่ี รา้ งขน้ึ ทไ่ี ขกระดกู มอี ายสุ น้ั ประมาณ 10 วนั หนา้ ทข่ี องเกลด็ เลอื ด คอื ชว่ ยใหเ้ ลอื ดแขง็ ตวั ทำ� ใหเ้ ลอื ดหยดุ ไหลเมอื่ เกดิ บาดแผล โดยสรา้ งสารเปน็ รา่ งแหปดิ ปากแผลไว้ เกล็ดเลือด ภาพ 15 เกลด็ เลือด ท่มี า : มนี า โอวรารมิ ท์. 2546 :9810
ชุดการสอน ชดุ ที่ 2 ระบบหมุนเวยี นเลือด เซลลเ์ มด็ เลอื ดแดง หลอดเลอื ดฉีกขาด เกลด็ เลือดรวมตวั ล่ิมเลือด สารทีเ่ ปนรา่ งแหเกลด็ เลือด ภาพ 16 การสรา้ งสารท่ีเปน็ รา่ งแหเพอ่ื ปิดปากแผลของเกลด็ เลือด ทม่ี า : Medicine Net. สบื ค้นเมอ่ื 6 เมษายน 2556, จาก http://www.images.medicinenet.com/images/illustrations/blood_clot.jpgแอนติบอดี (antibody) แอนตบิ อดี หมายถงึ กลมุ่ ของโปรตนี ในนำ�้ เลอื ดหรอื นำ�้ เหลอื งทรี่ า่ งกายสรา้ งขน้ึ มาทำ� หนา้ ทที่ ำ� ลายเชื้อโรคทีจ่ ำ� เพาะเจาะจง คุม้ กนั ได้เฉพาะโรค ดังน้นั เมื่อมนษุ ยม์ ภี มู คิ ้มุ กันตอ่ โรคชนิดน้นั จะไม่ป่วยหรือเปน็โรคชนิดนั้นอีก การสรา้ งแอนติบอดีของรา่ งกาย แบ่งได้เป็น 2 ประเภท 1. แอนตบิ อดกี อ่ เอง เป็นแอนติบอดที ร่ี า่ งกายสรา้ งขน้ึ เอง เมอ่ื ไดร้ บั การกระตนุ้ จากสารแปลกปลอมหรอื เปน็ พษิ ทเี่ ขา้ สู่ร่างกายแล้วมีผลใหร้ า่ งกายตอบสนอง (antigen) เช่น การไดร้ บั วัคซีน วคั ซนี คอื เชอ้ื โรคหรอื จลุ นิ ทรยี ท์ ตี่ ายแลว้ หรอื สารสกดั จากเชอื้ โรคหรอื สารพษิ ทถ่ี กู ทำ� ใหอ้ อ่ นกำ� ลงัลง โดยนำ� มากระตนุ้ ใหร้ า่ งกายสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ตอ่ ตา้ นเชอ้ื นน้ั ๆ เชน่ วคั ซนี โรคโปลโิ อ อสี กุ อใี ส ไอกรน เปน็ ตน้ ข้อดขี องแอนตบิ อดกี อ่ เอง คือ ทำ� ให้ร่างกายเกดิ แอนติบอดีอยู่นาน แตม่ ีข้อเสียคอื ต้องใช้เวลาให้ร่างกายมกี ารตอบสนองต่อวัคซนี ซ่งึ ใชเ้ วลาประมาณ 4 - 7 วัน 2. แอนตบิ อดีรบั มา เป็นการให้แอนติบอดีแก่ร่างกายโดยตรง โดยการฉีดเซรุ่ม เช่น เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มป้องกันโรคบาดทะยัก เป็นต้น เพื่อใช้ส�ำหรับรักษาโรคบางชนิดท่ีแสดงอาการรุนแรงเฉยี บพลนั การผลติ เซรมุ่ ทำ� ไดโ้ ดยฉดี เชอ้ื โรคทอี่ อ่ นกำ� ลงั ลงเขา้ ไปในสตั วพ์ วกกระตา่ ย หรอื มา้ เพอ่ื ใหร้ า่ งกายของสตั วด์ งั กลา่ วสรา้ งแอนตบิ อดขี น้ึ มาตอ่ ตา้ นเชอื้ โรคนน้ั ๆ แลว้ นำ� นำ้� เลอื ดเฉพาะสว่ นทเ่ี ปน็ นำ้� ใสๆ เรยี กวา่ เซรมุ่ (serum) ซงึ่ มีแอนตบิ อดอี ยู่มาฉีดใหก้ บั ผู้ปว่ ยเป็นการท�ำใหร้ า่ งกายได้รับแอนตบิ อดีโดยตรง สามารถป้องกนั โรคไดท้ ันทว่ งที ขอ้ ดีของแอนติบอดีรับมา คอื แอนติบอดจี ะท�ำปฏิกิรยิ าทันที สว่ นขอ้ เสีย คอื แอนตบิ อดจี ะอยไู่ ด้ไม่นาน และผปู้ ่วยอาจแพ้เซรุ่มจากสตั ว์ได้ การนำ� วคั ซีนหรือเซรุม่ เข้าสรู่ ่างกาย สามารถทำ� ได้หลายวธิ ี ได้แก่ - การฉีด เชน่ การฉีดเซรุม่ แก้พิษงู การฉีดวัคซีนปอ้ งกันวณั โรค - การกิน เช่น วัคซีนปอ้ งกนั โรคโปลโิ อ - การพน่ เชน่ วัคซีนป้องกนั ไขห้ วดั ใหญ่ชนิดพ่นจมูก - การปลูกฝี เช่น การปลกู ฝีเพ่ือป้องกนั ไข้ทรพษิ 11
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดของสตั ว์ 1. กลุม่ สตั วท์ ่ียงั ไมม่ ีระบบหมุนเวยี นเลอื ด โพรโทซัว เช่น อะมีบา พารามีเซียม และสัตว์ชั้นต�่ำ เช่น ไฮดรา พลานาเรีย หนอนตัวแบน ไมม่ รี ะบบหมนุ เวยี นเลอื ด จงึ ใช้พ้ืนทผ่ี วิ ล�ำตวั แลกเปล่ยี นสารกบั ส่งิ แวดลอ้ มโดยตรง 2. แมลง แมลงมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด หัวใจของแมลงมีลักษณะเป็นท่อของหลอดเลือด อย่บู รเิ วณดา้ นบนของลำ� ตวั หวั ใจมีรเู ปดิ เป็นระยะๆ เพอื่ ใหเ้ ลอื ดผา่ นเข้าไปภายในท่อได้ ท่อน้ีจะบีบตวั ดนั เลอื ดออกไปยงั หลอดเลอื ดทแี่ ยกออกจากหวั ใจ และไปสสู่ ว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายนอกหลอดเลอื ด ซง่ึ เปน็ ชอ่ ง วา่ งภายในลำ� ตัวของแมลง เลอื ดจึงสัมผัสกับเนอ้ื เย่ือโดยตรง หลอดเลือด รูเปิด หัวใจ ภาพ 17 ระบบหมุนเวยี นเลือดของแมลง ทีม่ า : Pearson Education. สืบคน้ เมื่อ 9 เมษายน 2556, จาก http://www.scimath.org/images/uploads/upload2/picture41333414649361.jpg 3. ไส้เดือนดนิ ไสเ้ ดอื นดนิ เปน็ สตั วพ์ วกแรกทมี่ รี ะบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบวงจรปดิ มหี วั ใจเทยี มซง่ึ เปน็ หลอดเลอื ด ทโ่ี ป่งพอง ท�ำหน้าที่สูบฉีดเลอื ดให้ไหลเวยี นไปตามหลอดเลือดไดเ้ หมอื นกับหวั ใจ หลอดเลือดด้านบน หัวใจเทียม หลอดเลือดดา้ นลา่ ง ภาพ 18 ระบบหมุนเวยี นเลือดของไสเ้ ดือนดนิ ทมี่ า : Brooks Cole Thomson Learning. สบื คน้ เมื่อ 9 เมษายน 2556, จาก http://www.smartsite.ucdavis.edu/access/content/user/00002950/bis10v/week9/eworm- circulation.gif 12
ชุดการสอน ชุดท่ี 2 ระบบหมนุ เวียนเลอื ด 4. ปลา ปลามรี ะบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปดิ มีหัวใจ 2 ห้อง เลอื ดท่ีมีออกซเิ จนตำ่� จากสว่ นต่างๆ ของร่างกายจะเข้าทางหวั ใจหอ้ งบนแล้วเคลื่อนทลี่ งสูห่ วั ใจห้องล่าง จากน้นั จะถกู สบู ฉดี ต่อไปยังเหงอื ก ภายในเหงอื กจะมหี ลอดเลอื ดฝอยจำ� นวนมาก ทำ� หนา้ ทแ่ี ลกเปลย่ี นแกส๊ ออกซเิ จนทม่ี ากบั นำ้� ทำ� ใหเ้ ลอื ดมปี รมิ าณออกซิเจนสงู ข้ึน จากน้นั เลือดท่ีมีออกซเิ จนสงู จะถูกสง่ ตอ่ ไปเล้ียงสว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย กลายเป็นเลือดทีม่ ีออกซเิ จนตำ�่ ไหลกลับสู่หวั ใจห้องบนอีกครง้ั หลอดเลอื ดฝอย (ออกซเิ จนสงู ) หลอดเลือดอาร์เทอรี หลอดเลอื ดอาร์เทอรี หลอดเลือดเวนกลุม่ หลอดเลือดฝอย หลอดเลอื หดหอวััวใาใจรจห์เหทอ้้อองงรบลี นา่ ง ท่ีเหงอื ก (ออกซิเจนต�่ำ) ภาพ 19 ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดของปลาท่ีมา : Addison Wesley Longman. สบื คน้ เม่ือ 10 เมษายน 2556, จาก http://www.anselm.eduเลอื ดท่มี อี อกซเิ จนต่�ำ หวั ใจห้องบน หวั ใจห้องลา่ ง เหงือกเลอื ดท่มี อี อกซเิ จนตำ�่ รา่ งกาย เลือดทม่ี ีออกซิเจนสูงเลือดทีผ่ ่านหัวใจของผมเป็นเลอื ดที่มอี อกซิเจนต�ำ่ เท่านน้ั ครบั 13
5. สัตวส์ ะเทินน�ำ้ สะเทินบก สัตว์สะเทินน�้ำสะเทินบกมีหัวใจ 3 ห้อง ประกอบด้วย หัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องบนซ้าย สว่ นหัวใจห้องลา่ งมีเพยี งหอ้ งเดียว ทำ� หนา้ ที่รับทง้ั เลือดทมี่ ีออกซเิ จนสูงและมีออกซเิ จนตำ่� เลอื ดทมี่ อี อกซเิ จนตำ่� จากสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายไหลกลบั เขา้ สหู่ อ้ งบนขวา สว่ นเลอื ดทมี่ อี อกซเิ จน สูง ท่ีได้รับมาจากการแลกเปล่ียนแก๊สท่ีปอดหรือผิวหนังจะเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย เมื่อเลือดไหลลงสู่หัวใจ หอ้ งลา่ ง เลอื ดจะปะปนกนั (mix blood) หวั ใจหอ้ งลา่ งบบี ตวั เลอื ดทป่ี ะปนกนั ไปเลย้ี งสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย รวมถงึ สง่ ไปยงั ปอดหรอื ผวิ หนงั เพอื่ แลกเปลย่ี นแกส๊ ใหก้ ลายเปน็ เลอื ดทมี่ อี อกซเิ จนสงู กลบั เขา้ สหู่ อ้ งบนซา้ ย อีกครัง้ เลอื ดทม่ี อี อกซิเจนตำ่� หวั ใจหอ้ งบนขวา หวั ใจหอ้ งลา่ ง ผวิ หนัง,ปอด เลือดทีม่ ีออกซเิ จนตำ�่ รา่ งกาย หัวใจหอ้ งล่าง หัวใจหอ้ งบนซ้าย เลือดท่มี อี อกซิเจนสงู หัวใจ 3 หอ้ ง (เลือดผสม) สตั ว์ครง่ึ บกครงึ่ น�า้ ลักษณะของเลือด ออกซเิ จนสงู คาร์บอนไดออกไซด์สูง ปะปนกนั ภาพ 20 ระบบหมุนเวยี นเลอื ดของสัตวค์ รึ่งบกคร่งึ น�้ำ ทม่ี า : National Science Foundation. สบื คน้ เมือ่ 12 เมษายน 2556, จาก https://www.nsf.gov/news/mmg/media/images/reptile_hearts2_f.jpg14
ชดุ การสอน ชุดที่ 2 ระบบหมนุ เวียนเลือด 6. สัตว์เล้อื ยคลาน สัตว์เลอ้ื ยคลานมีหัวใจ 4 หอ้ งไม่สมบรู ณ์ คือ มหี วั ใจหอ้ งบน 2 หอ้ ง และหัวใจหอ้ งล่าง 2 หอ้ ง แตผ่ นงั กนั้ หวั ใจหอ้ งลา่ งไมส่ มบรู ณ์ ยกเวน้ จระเขท้ มี่ ผี นงั กน้ั หวั ใจหอ้ งลา่ งสมบรู ณ์ จงึ มหี วั ใจ 4 หอ้ งสมบรู ณ์เลือดท่ีมีออกซิเจนสูงจากหัวใจห้องบนซ้ายกับเลือดที่มีออกซิเจนต่�ำจากหัวใจห้องบนขวาจะไหลปะปนกันในห้องล่างได้เล็กน้อย เลือดท่ีมีออกซิเจนสูงท่ีมีเลือดออกซิเจนต�่ำผสมอยู่บ้างจะไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของรา่ งกายแลว้ กลบั เขา้ สหู่ วั ใจหอ้ งบนขวา สว่ นเลอื ดทมี่ อี อกซเิ จนตำ�่ ทมี่ เี ลอื ดออกซเิ จนสงู ผสมอยบู่ า้ งจะออกจากหอ้ งล่างขวาไปฟอกที่ปอด หัวใจ 3 ห้อง (เลอื ดปะปนกัน) สัตวเ์ ลอื้ ยคลานลักษณะของเลือด ออกซเิ จนสงู คาร์บอนไดออกไซด์สูง ปะปนกนั ภาพ 21 ระบบหมนุ เวยี นเลือดของสตั ว์เล้ือยคลานที่มา : National Science Foundation. สืบค้นเมอ่ื 12 เมษายน 2556, จากhttps://www.nsf.gov/news/mmg/media/images/reptile_hearts2_f.jpg 15
7. นกและสตั ว์เลยี้ งลกู ด้วยนม นกและสตั ว์เล้ียงลูกด้วยนม มหี ัวใจ 4 ห้องสมบรู ณ์ มรี ะบบหมนุ เวยี นเลอื ดเหมือนคน หวั ใจ 4 หอ้ งสมบูรณ์ นกและสตั ว์เล้ียงลกู ดว้ ยนม ลักษณะของเลอื ด ออกซิเจนสงู คาร์บอนไดออกไซด์สงู ปะปนกนั ภาพ 22 ระบบหมนุ เวยี นเลือดของนกและสตั ว์เลี้ยงลกู ด้วยนม ทีม่ า : National Science Foundation. สืบค้นเมอื่ 12 เมษายน 2556, จาก https://www.nsf.gov/news/mmg/media/images/reptile_hearts2_f.jpg สรปุ • ปลามีหวั ใจ 2 หอ้ ง • สตั วส์ ะเทนิ นำ�้ สะเทินบกมีหวั ใจ 3 ห้อง • สตั ว์เลอ้ื ยคลานมหี วั ใจ 3 ห้อง ยกเวน้ จระเขม้ ีหวั ใจ 4 ห้องสมบรู ณ์ • นกและสัตวเ์ ลี้ยงลูกดว้ ยนมมหี ัวใจ 4 หอ้ ง16
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: