ในชวี ิตของเราตอ้ งสมั พนั ธอ์ ย่กู บั บคุ คลหลายประเภท แตล่ ะ ประเภทลว้ น มปี ทสั ถานใน การปฏิบตั ติ า่ งกนั ออกไป ความสมั พนั ธ์ ระหว่างบคุ คล โดยอาศยั ระดบั ความสมั พนั ธเ์ ป็ นเกณฑ์ จากผวิ เผนิ ไปสู่ ลกึ ซึ้ง
1. ระดบั คนรจู้ กั 2. ระดบั เพ่ือน 3. ระดบั ลกึ ซ้ึง
คนรจู้ กั นน้ั เป็ นความสมั พนั ธท์ ี่ผวิ เผนิ การ สื่อสารกนั มกั เป็ นเรื่องของขอ้ เท็จจริง และจาก ขอ้ เท็จจริงก็จะประเมนิ ว่า ควรจะสรา้ ง ความสมั พนั ธใ์ นระดบั ตอ่ ไปหรือไม่ คนรจู้ กั กนั นนั้ จะใชย้ ทุ ธวิธใี นการส่อื สาร เพ่ือหาขอ้ เท็จจริง จากกนั และกนั ใน 3 ประเภท
ประเภทแรก เป็ นการตงั้ รบั หมายถึง ใชก้ ารสงั เกตการกระทาํ ของคนอ่ืน แทนท่จี ะซกั ถามหรือเขา้ ไปรว่ มในสถานการณ์ ประเภทที่สอง แบบรกุ หมายถึง การเขา้ ไปจดั การกบั สถานการณท์ างสงั คม เพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ มลู มากขนึ้ เชน่ ใชก้ ารคยุ การถาม หรือการสมั ภาษณ์ ประเภทที่สาม แบบปฏิสมั พนั ธ์ หมายถึง ใชก้ ารสอื่ สารเพ่ือแลกเปลี่ยน ขอ้ เท็จจริงและความคิดเห็นระหว่างกนั และกนั ควบค่กู นั ไปกบั การสงั เกต จาก ขอ้ มลู ที่ไดม้ าไมว่ ่าจะโดยวิธีใด คนเราจะใชข้ อ้ มลู เหลา่ นนั้ เพ่ือกรองว่าเราจะ สมั พนั ธก์ บั คนผนู้ นั้ ตอ่ ไปในระดบั ใด ความสมั พนั ธอ์ าจเป็ นไปในระดบั เดมิ หรือ เพิ่มระดบั ไปสคู่ วามลกึ ซึ้ง หากขอ้ มลู ที่รบั มากอ่ ใหเ้ กิดความพอใจ แตห่ ากขอ้ มลู ที่ รบั มาเป็ นขอ้ มลู ทไ่ี มน่ า่ พอใจเราก็อาจเลือกท่จี ะไมพ่ บกนั ตอ่ ไปอกี
คาํ ว่าเพ่ือนเป็ นคาํ ท่ีพดู งา่ ยแตใ่ หค้ วามหมายยาก เพราะเพ่ือนเป็ น บทบาทที่เกดิ ขน้ึ ไดใ้ นคสู่ มั พนั ธท์ กุ ประเภท ตง้ั แตเ่ พอื่ น กบั เพือ่ นจริง ๆ เพ่ือนในระหว่างสามภี รรยา นายกบั ลกู นอ้ ง ครกู บั ศิษย์ หรือ แมแ้ ตพ่ อ่ แมก่ บั ลกู เมอื่ เอ่ยถึงคาํ ว่าเพ่ือน นกั มนษุ ยสมั พนั ธไ์ ดเ้ สนอ ว่า หมายถึงความสมั พนั ธ์ ท่ีมลี กั ษณะพิเศษ ดงั นี้ (Reardon, 1987)
2 .1 เพ่ือนมีสถานะพิเศษในชีวิต 2 .2 เพ่ือนมีฐานอยบู่ นความเท่าเทียมกนั 2 .3 เพ่ือนตอ้ งยอมรบั ซ่ึงกนั และกนั
เป็ นคนที่เราไวใ้ จและเป็ นทีย่ อมรบั ยิ่งไปกว่านนั้ ความสมั พนั ธ์ ระหว่างเพื่อนเป็ น ความสมั พนั ธแ์ บบ ไมเ่ อาเปรียบ ทง้ั นม้ี ไิ ด้ หมายความวา่ คนเราจะ ไมร่ บั สง่ิ ใดจากเพ่ือน แตก่ ารไดส้ ่งิ ใดจาก เพ่ือนนนั้ เป็ นการไดม้ าโดยไมท่ าํ ใหอ้ ีกฝ่ ายหนงึ่ รสู้ ึกว่าตน ถกู บงั คบั หรือขเู่ ข็ญ
หมายถึงว่า ระหว่างเพื่อนไมม่ ใี ครมอี าํ นาจหรือ อิทธพิ ลเหนอื ใคร แมว้ ่าอีกคนหนงึ่ จะมสี ถานภาพเหนอื กวา่ และตรงจดุ นเี้ ป็ นสาเหตุ หนง่ึ ที่ทาํ ใหบ้ คุ คลมเี พ่ือนทมี่ สี ถานภาพทางสงั คมหรือเศรษฐกจิ ตา่ ง จากตนเองมาก ๆ ได้ เนอื่ งจากอาจเกดิ ความขดั แยง้ ระหว่างบทบาท ขนึ้
ซึ่งจะรไู้ ดจ้ ากการสงั เกตพฤตกิ รรมของอีกฝ่ ายหนง่ึ ว่าคลอ้ ยตาม กฎของความเป็ นเพือ่ นหรอื ไม่ กฎของความเป็ นเพือ่ น โดยทวั่ ไป ประกอบดว้ ย • เมอื่ มขี า่ วใด ๆ เกยี่ วกบั ความสาํ เร็จก็บอกใหเ้ พอื่ นรู้ • แสดงการสนบั สนนุ ทางอารมณ์ • เสนอความชว่ ยเหลอื เมอ่ื ตอ้ งการ • พยายามทาํ ใหม้ คี วามสขุ เมอื่ อยรู่ ว่ มกนั • เสนอตวั ทาํ งานแทนถา้ เพื่อนขาดไป
ความสมั พนั ธใ์ นระดบั นเี้ ป็ น ความสมั พนั ธท์ ่ีเกดิ ขนึ้ ซาํ้ ๆ เปิ ดตวั ตน ตอ่ กนั และกนั สงู มเี รื่องของอารมณเ์ ขา้ มาเกย่ี วขอ้ งมาก ความสมั พนั ธเ์ ชน่ นปี้ รากฏอย่ใู นสาม-ี ภรรยา พ่อแม-่ ลกู พี่-นอ้ ง เพื่อนสนทิ ครู่ กั หรือลกั ษณะอ่ืน ๆ มขี อ้ คน้ พบท่ีนา่ สนใจสาํ หรบั ความสมั พนั ธป์ ระเภทน้ี ดงั นี้
3.1 ค่สู มั พนั ธร์ ะดบั ลกึ ซ้ึงมกั คาดหวงั จากกนั และกนั สงู เกนิ กวา่ ขอบเขตทเี่ ป็ นจริง เมอ่ื ไมเ่ ป็ นไปตามท่คี าดก็มกั กลา่ วโทษอีกฝ่ ายหนง่ึ 3.2 ความสมั พนั ธร์ ะดบั นม้ี ไิ ดข้ น้ึ อยกู่ บั คสู่ มั พนั ธอ์ ย่างเดยี ว การสอ่ื สารจากคนอื่น ๆ ก็มี อิทธิพลตอ่ ความสมั พนั ธน์ นั้ ดว้ ย 3.3 ความสมั พนั ธร์ ะดบั ลึกซึ้งทเี่ รียกว่าความรกั นนั้ จาํ แนกไดเ้ ป็ น 3 ประเภทยอ่ ยและ แตล่ ะประเภทก็มลี กั ษณะตา่ งกนั ดงั น้ี 3.4 พฤตกิ รรมทสี่ ่อื ใหเ้ ห็นความสมั พนั ธล์ กึ ซ้ึงนน้ั เป็ นไดท้ ง้ั ภาษาถอ้ ยคาํ และทา่ ทาง ภาษาเหลา่ นส้ี อ่ ใหเ้ ห็นว่า ค่สู มั พนั ธม์ คี วามใกลช้ ดิ กนั ทง้ั กายและใจ อาจเห็นไดจ้ าก การมองตา การใชเ้ วลาอย่รู ว่ มกนั มาก การย้ิม การยืนใกลก้ นั หรือการสมั ผสั เป็ น ตน้
ความสมั พนั ธร์ ะดบั ลกึ ซ้ึงที่เรียกว่าความรกั นนั้ จาํ แนกไดเ้ ป็ น 3 ประเภทยอ่ ยและแตล่ ะประเภทก็มลี กั ษณะตา่ งกนั ดงั น้ี 3.3.1 รกั แบบหลงไหล 3.3.2 รกั แบบความจริง 3.3.3 รกั แบบเอื้ออาทร
ซึ่งปรกตจิ ะอยนู่ อกเหนอื การควบคมุ เป็ นเร่ืองของอารมณแ์ ท้ มากกว่าเหตผุ ล มกั กระตนุ้ ใหเ้ กดิ การตอบสนองอย่างฉบั พลนั พฤตกิ รรมระหว่างคสู่ มั พนั ธม์ กั พยากรณไ์ มไ่ ด้ และไมเ่ ป็ นฐาน ความสมั พนั ธท์ ่ียงั่ ยืน การไดอ้ ย่รู ว่ มกนั เป็ นประจาํ หรือการที่ไดม้ ี ความสมั พนั ธท์ างเพศสมา่ํ เสมอจะทาํ ใหค้ วามตน่ื เตน้ อนั เกดิ จาก ความหลงไหลลดลง
เป็ นความรกั ท่ีพฒั นามาจากแบบแรก เกดิ ขน้ึ ทีละนอ้ ยและอยภู่ ายใต้ การควบคมุ ของคนท่ีเขา้ มาเกยี่ วขอ้ ง มกี ารตอบแทนกนั และกนั มอง ความสมั พนั ธใ์ นลกั ษณะสมดลุ
เป็ นรกั ที่เกดิ จากแรงจงู ใจภายใน ซึ่งจะมสี ว่ น เพิ่มชวี ิตชวี าใหก้ บั ความรกั แบบท่ีสอง
การท่ีบคุ คลจะเลือกมคี วามสมั พนั ธก์ บั ใครเป็ นสง่ิ ที่นกั จิตวิทยา สงั คมใหค้ วามสนใจมาก นกั วิชาการในสาขานไี้ ดพ้ ฒั นาทฤษฎีและ ขอ้ คิดเห็นเพอื่ นาํ มาอธิบาย ดงั นี้ (Organ & Hamner, 1982) • 1. ทฤษฎอี ธิบายการเกิดความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คล • 2. สาเหตโุ ดยทวั่ ไปของการเกดิ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คล
1.1 ทฤษฎกี ารแลกเปลยี่ น 1.2 ความคลา้ ยคลึงของเจตคติ 1.3 การเติมความแตกต่างใหส้ มบรู ณ์ 1.4 การเปรยี บเทียบทางสงั คม 1.5 ตวั แบบเสรมิ แรง
ทฤษฎีนไ้ี ดอ้ ธบิ ายการเกิดความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลในรปู ของกาํ ไรและตน้ ทนุ โดยท่ี กาํ ไร หมายถึง สงิ่ ท่ีเราไดจ้ ากการมคี วามสมั พนั ธก์ บั บคุ คลอื่น ขณะที่ ตน้ ทนุ หมายถึง สิ่งท่ีไมน่ า่ พอใจในการสรา้ งความสมั พนั ธน์ น้ั เชน่ ความลา้ เบ่ือ วิตกกงั วล เป็ นตน้ คนเราจะประเมนิ กาํ ไรจาก ความสมั พนั ธโ์ ดยอาศยั มาตรฐาน 2 ประการ • ประการแรก ไดแ้ ก่ ระดบั ของการเปรียบเทยี บในอดตี ซ่ึงเป็ นส่ิงท่เี คยไดร้ บั จากการมี ความสมั พนั ธใ์ นอดตี เมอื่ เปรียบเทียบกบั ปัจจบุ นั • ประการทส่ี อง ไดแ้ ก่ ระดบั การเปรียบเทียบกบั ทางเลอื กอ่ืน ๆ ในปัจจบุ นั ในขอ้ นห้ี มายถึงวา่ บคุ คลจะเลอื กสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั ผใู้ ดตอ้ งคาํ นงึ แลว้ วา่ ระหวา่ งคนตา่ ง ๆ ทีแ่ วดลอ้ มอยู่ ผใู้ ดจะทาํ ใหไ้ ดส้ งิ่ ทต่ี อ้ งการ มากท่สี ดุ ไมว่ า่ ความสมั พนั ธก์ บั คนปัจจบุ นั จะทาํ ใหไ้ ดผ้ ลดแี ค่ไหนก็ ตาม หากบคุ คลคิดวา่ การสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั คนใหมใ่ หผ้ ลดกี วา่ เขาก็มีแนวโนม้ ที่จะไป สรา้ งความสมั พนั ธก์ บั คนใหมห่ รือกลมุ่ ใหม่ ในทางตรงขา้ มแมค้ วามสมั พนั ธใ์ นปัจจบุ นั จะทาํ ให้ ไมพ่ อใจขนาดใดก็ตามบคุ คลจะยงั คงความสมั พนั ธน์ น้ั ไว้ หากเปรียบเทียบแลว้ วา่ การไปสรา้ ง ความสมั พนั ธก์ บั คนใหมอ่ าจทาํ ใหไ้ ดผ้ ลรา้ ยกวา่ เดมิ
ทฤษฎีนอ้ี ธบิ ายว่า ผทู้ ่ีมเี จตคตคิ ลา้ ยกนั จะดงึ ดดู เขา้ หากนั และเป็ น องคป์ ระกอบสาํ คญั ของการคบหากนั
ในบางกรณีพบว่าความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลเกดิ ขน้ึ ไดแ้ มจ้ ะมี ความแตกตา่ งกนั โดย สน้ิ เชงิ ลกั ษณะเชน่ นอ้ี ธิบายดว้ ยหลกั ของ การเตมิ ใหส้ มบรู ณ์ โดยทฤษฎีนก้ี ลา่ วว่า ลกั ษณะที่ แตกตา่ งกนั ของ บคุ คลนน้ั หากสามารถตอบสนองความตอ้ งการของอีกฝ่ ายหนงึ่ ได้ ความตา่ งจะกลายเป็ นเสมอื นสิง่ ดงึ ดดู ใจอีกฝ่ ายหนงึ่ ใหเ้ ขา้ มาสรา้ ง ความสมั พนั ธด์ ว้ ย ทฤษฎนี สี้ อดคลอ้ งกบั ทฤษฎีการแลกเปล่ยี น เนอ่ื งจากลกั ษณะของอีกฝ่ ายหนง่ึ จะถือว่า เป็ นกาํ ไรของอีกฝ่ ายหนง่ึ ท่ีมไิ ดเ้ ป็ นเจา้ ของลกั ษณะนน้ั
ทฤษฎีนอี้ ธิบายว่า คนเราแตล่ ะคนมคี วามตอ้ งการท่ีจะประเมนิ ตนเอง ดงั นน้ั จึงตอ้ งการทดสอบตนเองกบั คนอืน่ ๆ เพ่ือทราบว่า สง่ิ ท่ีเรามหี รือเราคิดหรือ เราเป็ นสอดคลอ้ งกบั ความเป็ นจริง ทาง สงั คมหรือไม่ และการที่จะกระทาํ เชน่ นไี้ ดจ้ าํ เป็ นทจ่ี ะตอ้ งสรา้ ง ความสมั พนั ธก์ บั คนอ่ืน ๆ
ทฤษฎีนเ้ี สนอว่า ความดงึ ดดู ระหว่างบคุ คลนนั้ สว่ นหนงึ่ มาจาก ประสบการณท์ ่ีไดร้ บั การเสริมแรงเมอ่ื มคี วามสมั พนั ธก์ บั บคุ คลอ่ืน ทฤษฎีนเี้ สนอว่า คนเราจะชอบบคุ คลท่ีมคี วามสมั พนั ธอ์ ยกู่ บั สิง่ เรา้ ท่ี ทาํ ใหเ้ ราพอใจ นกั ทฤษฎีนต้ี งั้ ขอ้ เสนอว่า ปฏิกริ ิยาซึ่งเป็ นความชอบ พอที่เราจะตอบสนองตอ่ บคุ คล หรือวตั ถเุ กดิ ขนึ้ ไดโ้ ดยการวาง เงอื่ นไขดว้ ยความใกลก้ นั ในแงข่ องพ้ืนท่ีหรือเวลา ตวั อย่างเชน่ เรา อาจมคี วามสมั พนั ธท์ ี่ดตี อ่ ใครคนหนง่ึ ไดเ้ พียง เพราะเขามาปรากฏ ตวั อย่ใู นขณะท่ีเรามปี ระสบการณท์ ่ีนา่ ยินดแี ละพึงพอใจ
สาํ หรบั สาเหตโุ ดยทวั่ ไปทค่ี วรจะนาํ มาพจิ ารณาประกอบดว้ ย 2.1 การมีจดุ มงุ่ หมายที่สอดคลอ้ งกนั 2.2 ความตอ้ งการใฝ่ สมั พนั ธ์ 2.3 ความพอใจในกิจกรรมของผอู้ ่ืน 2.4 การสง่ เสรมิ สถานภาพสว่ นตวั 2.5 การลดความวิตกกงั วล 2.6 การใชค้ วามสมั พนั ธก์ บั คนอื่นเป็ นเครอ่ื งมือสาํ หรบั การ บรรลจุ ดุ มงุ่ หมายสว่ นตวั
การมคี วามสมั พนั ธท์ ่ีดกี บั ใครนน้ั อาจเกดิ ขน้ึ ไดเ้ พราะการมองเห็น ประโยชนซ์ ่ึงอาจไดร้ บั ทง้ั ทางตรงและทางออ้ ม ท่ีเป็ นเชน่ นน้ั เพราะว่า ทง้ั คมู่ จี ดุ มงุ่ หมายที่เขา้ กนั ได้
หากรบั รวู้ ่าการมคี วามสมั พนั ธก์ บั ใครสามารถจะตอบสนองความ ตอ้ งการท่ีจะไดร้ บั ความรกั ความเป็ นมติ รและการไดผ้ กู พนั ก็มี แนวโนม้ ที่เราจะเขา้ ไปสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั คนผนู้ น้ั
กจิ กรรมท่ีผอู้ ่ืนทาํ อยเู่ ป็ นสาเหตทุ ี่ทาํ ใหม้ ผี เู้ ขา้ มาสรา้ งความสมั พนั ธ์ ดว้ ย เนอ่ื งจากการมคี วามสมั พนั ธน์ น้ั เป็ นโอกาสใหไ้ ดเ้ ขา้ ไปทาํ กจิ กรรมท่ีตนพอใจ
ในบางกรณีแมต้ วั บคุ คลท่ตี ง้ั ใจจะมคี วามสมั พนั ธด์ ว้ ยนน้ั ไมน่ า่ สนใจ และไมด่ งึ ดดู ใจ แตห่ ากบคุ คลนน้ั มสี ถานภาพทางสงั คมหรือ เศรษฐกจิ อย่ใู นระดบั สงู ก็อาจเป็ นปัจจยั ดงึ ดดู ใหเ้ ขา้ ไปมี ความสมั พนั ธด์ ว้ ย เพราะจะไดร้ บั เกยี รตแิ ละการยกยอ่ งว่าเป็ นพวก เดยี วกนั กบั บคุ คลผนู้ น้ั
สาเหตหุ นงึ่ ทค่ี นเราสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั บคุ คลอื่นก็เพ่อื ลดความ วิตกกงั วลอนั เกดิ จากความรสู้ ึกไมป่ ลอดภยั เมอ่ื ตอ้ งอย่โู ดดเดย่ี ว การมคี วามสมั พนั ธล์ กั ษณะนจี้ ะเกดิ ขนึ้ ไดง้ า่ ยเมอื่ คนเรา รสู้ กึ ว่าถกู ขู่ หรือถกู ทาํ ใหก้ งั วล การเขา้ รว่ มกบั คนอื่นจะทาํ ใหค้ วามรสู้ ึกดงั กลา่ ว ลดลงเพราะคนอื่น ๆ ก็กงั วลเหมอื นกนั หรือเป็ นไปไดว้ ่าเมอ่ื มาอยู่ รวมกนั ก็สามารถจะหาทางจดั การกบั ความวิตกกงั วลนน้ั อยา่ งไรก็ ตามหากสถานการณน์ นั้ ทาํ ใหก้ งั วลรว่ มกบั อบั อาย คนเรามแี นวโนม้ จะอยคู่ นเดยี วมากกว่าอยรู่ วมกบั ผอู้ ่ืน
การสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั บคุ คลนนั้ เป็ นไปไดอ้ กี เชน่ กนั ที่คนเราจะ ทาํ ไปเพราะ เป็ นชอ่ งทางที่ทาํ ใหต้ นเองไดป้ ระโยชนแ์ ละบรรลุ วตั ถปุ ระสงคส์ ว่ นตนได้ โดยท่ีมไิ ดพ้ อใจในตวั บคุ คลนน้ั เลย
1. การเริ่มความสมั พนั ธ์ 2. การสรา้ งความสมั พนั ธ์ 3. การกระชบั ความสมั พนั ธ์ 4. การจบความสมั พนั ธ์
มปี ัจจยั จาํ นวนมากท่ีมอี ิทธพิ ลตอ่ การเริ่มความสมั พนั ธร์ ะหว่าง บคุ คล ที่ไดร้ บั ความสนใจ กนั มาก ไดแ้ ก่ • ก) การมลี กั ษณะทางกายทด่ี งึ ดดู ใจ • ข) ความถ่ีของการไดพ้ บปะกนั • ค) ความคลา้ ยคลงึ กนั ในลกั ษณะตา่ งๆ
ขน้ั ตอนทีส่ องนย้ี ากที่จะระบใุ หช้ ดั เจนลงไป แตโ่ ดยทวั่ ไปจะเกดิ ใน 2 ลกั ษณะ คอื ก) เกดิ ทีละนอ้ ยตามเวลาของการที่ไดต้ ดิ ตอ่ กนั ข) เกดิ เพราะมเี หตกุ ารณว์ ิกฤตเกดิ ขน้ึ แตเ่ มอ่ื เกดิ ความสมั พนั ธข์ นึ้ มาแลว้ ทง้ั สองฝ่ ายจะเพ่ิมปริมาณของความสมั พนั ธข์ น้ึ เรื่อย ๆ เชน่ อาจทาํ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ร่วมกนั ใชเ้ วลาอย่รู ว่ มกนั มากขน้ึ มกี ารป้ องกนั ตนเองนอ้ ยลง บอกถึงความตอ้ งการของตนเองมากขน้ึ และจะเรม่ิ รสู้ กึ สนทิ กนั สามารถสอ่ื สารกนั ถึง เร่ืองสว่ นตวั ซ่ึงกา้ วไปไกลกว่าการคยุ กนั ตามมารยาท
ในขนั้ นต้ี า่ งฝ่ ายตา่ งพยายามหาวิธีรกั ษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างกนั โดยการรกั ษาความนา่ สนใจในการอยรู่ ว่ มกนั เรียนรนู้ สิ ยั ของอีก ฝ่ ายหนง่ึ ในขณะเดยี วกนั ก็พฒั นานสิ ยั บางอย่างของตนเพอ่ื การ ตอบสนองและการปรบั ตวั ซ่ึงทงั้ สองฝ่ ายตา่ งตอ้ งทาํ เชน่ นดี้ ว้ ยกนั ความสมั พนั ธจ์ ะเริ่มงอกงามจนรบั รไู้ ด้ ทง้ั คจู่ ะขนึ้ อยกู่ บั กนั และกนั มากขน้ึ มพี นั ธะในการคบหากนั ในลกั ษณะของการทาํ ประโยชนใ์ หแ้ ก่ กนั และกนั
ขอ้ เท็จจริงอย่างหนง่ึ ของความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คล คือ มกี ารเริ่มตน้ และมกี ารส้ินสดุ และ การส้ินสดุ ความสมั พนั ธม์ กั ตามมาดว้ ยความรสู้ ึก ทางลบหรือความขดั แยง้ ในการจบความสมั พนั ธม์ ขี นั้ ตอนท่ีเขา้ มา เกย่ี วขอ้ งดว้ ย ดงั นี้ (Duck, 1982) • 4.1 ฝ่ ายใดฝ่ ายหนง่ึ รสู้ กึ วา่ มปี ัญหาเกิดขนึ้ ในความสมั พนั ธ์ • 4.2 อีกฝ่ ายหนงึ่ จะเร่ิมตน้ ส่ือใหอ้ ีกฝ่ ายทราบถึงความรสู้ ึกนน้ั • 4.3 คสู่ มั พนั ธเ์ ผชญิ หนา้ กบั ปัญหาอนั อาจนาํ ไปสกู่ ารปรบั ความเขา้ ใจกนั หรือความ ขดั แยง้ • 4.4 หากไมส่ ามารถปรบั ความเขา้ ใจกนั ไดจ้ ะมกี ารหนั ไปหาฝ่ ายทส่ี าม ซ่ึงตรงจดุ นจี้ ะมี การเขา้ ขา้ งหรือแยกฝ่ าย • 4.5 ทง้ั สองฝ่ ายรวู้ ่าความสมั พนั ธส์ ้ินสดุ ลงจงึ อาจตดั สนิ ใจยตุ คิ วามสมั พนั ธห์ รือปรบั รปู แบบความสมั พนั ธใ์ หม่
อยา่ งไรก็ตามไมว่ ่าความสมั พนั ธข์ องเราจะเป็ นประเภทใด นกั จติ วิทยาลว้ นเตอื นว่าเป็ นเพียงความสมั พนั ธช์ วั่ คราวเทา่ นนั้ เมอ่ื เวลาผา่ นไป ความสมั พนั ธจ์ ะแปรเปล่ยี นระดบั หรืออาจ ส้นิ สดุ ลง ซ่ึง หมายความวา่ เราเองไดเ้ รียนรเู้ รื่องของมนษุ ยสมั พนั ธไ์ ปอีก ขน้ั ตอนหนง่ึ แลว้
1. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลคอื อะไร มคี วามจาํ เป็ นการดาํ เนนิ ชวี ิต ของนกั ศึกษาอยา่ งไร 2. ระดบั ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลมกี รี่ ะดบั อะไรบา้ ง 3. นกั ศึกษามวี ิธใี นการสรา้ งสมั พนั ธก์ บั เพื่อนร่วมงานใหมอ่ ยา่ งไรบา้ ง 4. นกั ศึกษาคิดว่าความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลในที่ทาํ งานเป็ น ความสมั พนั ธร์ ะดบั ใด เพราะอะไรอะไร 5. จงอธิบายสาเหตทุ ่ีทาํ เกดิ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คล มอี ะไรบา้ ง 6. นกั ศึกษามขี น้ั ตอนในการสรา้ งความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คล ใน หนว่ ยงานของนกั ศึกษาอยา่ งไรบา้ ง แตล่ ะขน้ั ตอนมวี ิธกี ารอย่างไร
Search
Read the Text Version
- 1 - 36
Pages: