Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การพัฒนาตนเพื่อความก้าวหน้าในการทำงาน

การพัฒนาตนเพื่อความก้าวหน้าในการทำงาน

Published by ptittipatt, 2023-08-13 07:14:30

Description: การพัฒนาตนเพื่อความก้าวหน้าในการทำงาน

Search

Read the Text Version

 การพฒั นาตน ตรงกบั ภาษาองั กฤษว่า self-development แต่ ยงั มคี าํ ท่ีมคี วามหมายใกลเ้ คียงกบั คาํ ว่าการพฒั นาตน และมกั ใชแ้ ทนกนั บ่อยๆ ไดแ้ ก่ การปรบั ปรงุ ตน (self-improvement) การ บริหารตน (self-management) และการปรบั ตน (self- modification) หมายถึงการเปล่ยี นแปลงตวั เองใหเ้ หมาะสมเพ่ือ สนองความตอ้ งการและเป้ าหมายของตนเอง หรือเพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั สงิ่ ท่ีสงั คมคาดหวงั • ความหมายท่ี 1 การพฒั นาตนคือการที่บคุ คลพยายามท่จี ะปรบั ปรงุ เปลีย่ นแปลงตน ดว้ ยตนเองใหด้ ขี น้ึ กวา่ เดมิ เหมาะสมกว่าเดมิ ทาํ ใหส้ ามารถดาํ เนนิ กจิ กรรม แสดง พฤตกิ รรม เพือ่ สนองความตอ้ งการ แรงจงู ใจ หรือเป้ าหมายทต่ี นตง้ั ไว้ • ความหมายที่ 2 การพฒั นาตนคือการพฒั นาศักยภาพของตนดว้ ยตนเองใหด้ ขี นึ้ ทงั้ ร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ และสงั คม เพื่อใหต้ นเป็ นสมาชกิ ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพของสงั คม เป็ นประโยชนต์ อ่ ผอู้ ื่น ตลอดจนเพื่อการดาํ รงชวี ิตอยา่ งสนั ตสิ ขุ ของตน

 บคุ คลทจ่ี ะพฒั นาตนเองได้ จะตอ้ งเป็ นผมู้ งุ่ มนั่ ที่จะเปล่ียนแปลงหรือปรับปรงุ ตวั เอง โดยมคี วามเชอ่ื หรือแนวคิดพ้ืนฐานในการพฒั นาตนทีถ่ กู ตอ้ ง ซึ่งจะเป็ นส่ิง ท่ีชว่ ยสง่ เสริมใหก้ ารพฒั นาตนเองประสบความสาํ เร็จ แนวคิดท่ีสาํ คญั มดี งั นี้ • 1. มนษุ ยท์ กุ คนมศี กั ยภาพที่มคี ณุ ค่าอยใู่ นตวั เอง ทาํ ใหส้ ามารถฝึ กหดั และพฒั นาตนไดใ้ นเกือบ ทกุ เร่ือง • 2. ไมม่ บี คุ คลใดที่มคี วามสมบรู ณพ์ รอ้ มทกุ ดา้ น จนไมจ่ าํ เป็ นตอ้ งพฒั นาในเรอ่ื งใดๆ อีก • 3. แมบ้ คุ คลจะเป็ นผทู้ ่รี จู้ กั ตนเองไดด้ ีทีส่ ดุ แตก่ ็ไมส่ ามารถปรบั เปลย่ี นตนเองไดใ้ นบางเรื่อง ยงั ตอ้ งอาศยั ความชว่ ยเหลอื จากผอู้ ่ืนในการพฒั นาตน การควบคมุ ความคิด ความรสู้ กึ และการ กระทาํ ของตนเอง มคี วามสาํ คญั เทา่ กบั การควบคมุ สิ่งแวดลอ้ มภายนอก • 4. อปุ สรรคสาํ คญั ของการปรบั ปรงุ และพฒั นาตนเอง คือ การทบ่ี คุ คลมคี วามคิดตดิ ยึด ไม่ ยอมปรบั เปล่ียนวธิ ีคิด และการกระทาํ จงึ ไมย่ อมสรา้ งนสิ ยั ใหม่ หรือฝึ กทกั ษะใหมๆ่ ทีจ่ าํ เป็ น ตอ่ ตนเอง • 5. การปรบั ปรงุ และพฒั นาตนเองสามารถดาํ เนนิ การไดท้ กุ เวลาและอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เมอื่ พบ ปัญหาหรือขอ้ บกพรอ่ งเกีย่ วกบั ตนเอง

 บคุ คลลว้ นตอ้ งการเป็ นมนษุ ยท์ ่ีสมบรู ณ์ หรืออยา่ งนอ้ ยก็ตอ้ งการมชี วี ิต ที่เป็ นสขุ ในสงั คม ประสบความสาํ เร็จตามเป้ าหมายและความตอ้ งการ ของตนเอง พฒั นาตนเองไดท้ นั ตอ่ การเปลย่ี นแปลงท่เี กดิ ขน้ึ ในสงั คมโลก การพฒั นาตนจึงมคี วามสาํ คญั ดงั นี้  ก. ความสาํ คญั ตอ่ ตนเอง จาํ แนกไดด้ งั นี้ • 1. เป็ นการเตรียมตนใหพ้ รอ้ มในดา้ นตา่ งๆ เพ่ือรบั กบั สถานการณท์ งั้ หลายไดด้ ว้ ย ความรสู้ ึกท่ดี ตี อ่ ตนเอง • 2. เป็ นการปรบั ปรงุ สิง่ ทีบ่ กพรอ่ ง และพฒั นาพฤตกิ รรมใหเ้ หมาะสม ขจดั คณุ ลกั ษณะ ท่ไี มต่ อ้ งการออกจากตวั เอง และเสริมสรา้ งคณุ ลกั ษณะที่สงั คมตอ้ งการ • 3. เป็ นการวางแนวทางใหต้ นเองสามารถพฒั นาไปสเู่ ป้ าหมายในชวี ิตไดอ้ ยา่ งมนั่ ใจ • 4. สง่ เสริมความรสู้ ึกในคณุ คา่ แห่งตนสงู ใหข้ น้ึ มคี วามเขา้ ใจตนเอง สามารถทาํ หนา้ ท่ี ตามบทบาทของตนไดเ้ ต็มศกั ยภาพ

 ข. ความสาํ คญั ตอ่ บคุ คลอื่น เนอื่ งจากบคุ คลย่อมตอ้ งเกี่ยวขอ้ งสมั พนั ธก์ นั การ พฒั นาในบคุ คลหนง่ึ ย่อมสง่ ผลตอ่ บคุ คลอ่ืนดว้ ย การปรบั ปรงุ และพฒั นาตนเอง จงึ เป็ นการเตรียมตนใหเ้ ป็ นสง่ิ แวดลอ้ มท่ดี ขี องผอู้ ่ืน ทง้ั บคุ คลในครอบครัวและ เพ่ือนในท่ที าํ งาน สามารถเป็ นตวั อย่างหรือเป็ นทอ่ี า้ งอิงใหเ้ กิดการพฒั นาในคน อ่ืนๆ ตอ่ ไป เป็ นประโยชนร์ ่วมกนั ทงั้ ชวี ิตสว่ นตวั และการทาํ งานและการอยู่ รว่ มกนั อย่างเป็ นสขุ ในชมุ ชน ที่จะสง่ ผลใหช้ มุ ชนมคี วามเขม้ แข็งและพฒั นาอย่าง ตอ่ เนอ่ื ง  ค. ความสาํ คญั ตอ่ สงั คมโดยรวม ภาระกิจที่แตล่ ะหนว่ ยงานในสงั คมตอ้ ง รบั ผดิ ชอบ ลว้ นตอ้ งอาศัยทรพั ยากรบคุ คลเป็ นผปู้ ฏิบตั งิ าน การทีผ่ ปู้ ฏิบตั ิงาน แตล่ ะคนไดพ้ ฒั นาและปรบั ปรงุ ตนเองใหท้ นั ตอ่ พฒั นาการของรปู แบบการทาํ งาน หรือเทคโนโลยี การพฒั นาเทคนคิ วิธี หรือวิธีคิดและทกั ษะใหมๆ่ ที่จาํ เป็ นตอ่ การ เพิ่มประสทิ ธภิ าพการทาํ งานและคณุ ภาพของผลผลติ ทาํ ใหห้ นว่ ยงานนนั้ สามารถแขง่ ขนั ในเชงิ คณุ ภาพและประสทิ ธิภาพกบั สงั คมอื่นไดส้ งู ขนึ้ สง่ ผลให้ เกิดความมนั่ คงทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมได้

การพฒั นาตนเองเพื่อสรา้ งความงอกงามและเพ่ิมความ สมบรู ณใ์ นชวี ิตของบคุ คลมหี ลายแนวทางและหลายแนวคดิ ซ่ึงสรปุ หลกั การ ที่สาํ คญั อย่ใู น 3 แนวทางคือ • การพฒั นาตนเองเชงิ การแพทย์ • การพฒั นาตนเองเชงิ จิตวิทยา • การพฒั นาตน เชงิ พทุ ธศาสตร์

เนน้ ความสาํ คญั ของการรกั ษาสภาวะแวดลอ้ มภายในร่างกายให้ สมดลุ หรือมกี ารเปล่ยี นแปลงอยา่ งเหมาะสม กบั การทาํ หนา้ ท่ี ตา่ งๆ ของร่างกาย เพราะรา่ งกายประกอบดว้ ยระบบอวยั วะตา่ งๆ ท่ีทาํ งานประสานกนั ถา้ ทกุ ระบบทาํ งานตามปกติ จะเป็ นสภาวะการ เจริญเตบิ โต และดาํ รงชวี ิตตามปกตขิ องบคุ คล แตถ่ า้ หากระบบใด ระบบหนงึ่ ไมส่ ามารถทาํ งานตามหนา้ ท่ีไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ ยอ่ มเป็ น อปุ สรรคตอ่ การดาํ รงชวี ิต ตอ่ การเจริญเตบิ โตและการพฒั นา ทาํ ใหเ้ กดิ ปัญหาตอ่ บคุ คลนน้ั ซ่ึงสง่ ผลใหเ้ กดิ ปัญหาตอ่ การเรียนรู้ กระบวนการคดิ อารมณ์ การทาํ งาน และพฤตกิ รรมตา่ งๆได้

 1. ตรวจร่างกายโดยทวั่ ไปทงั้ ระบบภายในและภายนอก ดว้ ยการสงั เกตตนเอง อยา่ งสมาํ่ เสมอ และรบั การตรวจจากแพทยอ์ ย่างนอ้ ยปี ละครงั้  2. ปรึกษาผชู้ าํ นาญการเพ่ือสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ตนเองจากโรคภยั ตา่ งๆ ตามท่ี สมควรเหมาะสมกบั เพศและวยั  3. สง่ เสริมความสมบรู ณข์ องร่างกายและจิตใจดว้ ยวิธกี ารตา่ งๆ เชน่ ฝึ กนสิ ยั การกนิ ทดี่ ี รกั ษาสขุ ภาพใหแ้ ขง็ แรงโดยวิธีธรรมชาติ ไมร่ อพ่ึงยาเฉพาะเมอื่ เวลา เจ็บป่ วยเทา่ นนั้  4. หมนั่ ออกกาํ ลงั กายในทอ่ี ากาศบริสทุ ธิ์เพ่ือบริหารทกุ สว่ นของรา่ งกายอยา่ ง สมา่ํ เสมอ  5. มองโลกในแงด่ ี ทาํ อารมณแ์ ละจติ ใจใหแ้ จม่ ใส  6. ศึกษาหาความรเู้ ร่ืองการผอ่ นคลายความเครียดและการลดความวิตกกงั วล ดว้ ยตนเอง

แนวคดิ ทางจติ วิทยามหี ลายกลมุ่ จิตวิทยาพฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism) จิตวิทยาปัญญานยิ ม (Cognitive Psychology) ใหห้ ลกั การท่ีเป็ นประโยชนต์ อ่ การพฒั นาตนเองคอ่ นขา้ งมาก

 มคี วามเชอ่ื ว่า พฤตกิ รรมของมนษุ ยไ์ มว่ ่าพฤตกิ รรมท่ีเป็ นปัญหา หรือพฤตกิ รรมท่ีตอ้ งการพฒั นา ลว้ นเกดิ จากการเรียนรู้ คือเป็ น ผลของการที่มนษุ ยม์ ปี ฏิสมั พนั ธก์ บั สิ่งแวดลอ้ ม พฤตกิ รรมที่ไม่ ปกตขิ องบคุ คล (ยกเวน้ เหตจุ ากพนั ธกุ รรม ความผดิ ปกตทิ าง ชวี เคมแี ละจากความบกพร่องของระบบประสาท) เป็ นพฤตกิ รรมซ่ึง เกดิ จากการเรียนรทู้ ี่ไมถ่ กู ตอ้ ง ถา้ จะปรบั ปรงุ หรือแกไ้ ขก็ทาํ ไดโ้ ดย ใหก้ ารเรียนรเู้ สียใหม่ การพฒั นาตนเองจึงจาํ เป็ นตอ้ งเขา้ ใจหลกั การ สาํ คญั ของการเรียนรู้ เพื่อปรบั พฤตกิ รรม โดยการควบคมุ ตนเอง

 เป็ นแนวคิดสาํ คญั ของจิตวิทยาพฤตกิ รรมนยิ ม ท่ีเป็ นหลกั การ เปล่ียนแปลงพฤตกิ รรม ในการพฒั นาหรือปรบั ปรงุ ตนเอง ซึ่งอธิบายว่า พฤตกิ รรมของมนษุ ยเ์ ป็ นผลพวง เนอ่ื งจากการปฏิสมั พนั ธ์ กบั สภาพแวดลอ้ ม และพฤตกิ รรมของบคุ คลท่ีแสดงออกมาจะเปล่ยี นแปลง ไปไดเ้ นอื่ งจากผลกรรม (consequences) ท่ีเกดิ ขน้ึ ใน สภาพแวดลอ้ มนน้ั ผลกรรมนมี้ ี 2 ประเภท คือ • ผลกรรมที่เป็ นตวั เสริมแรง (reinforcer) ท่มี ผี ลใหพ้ ฤตกิ รรมทบี่ คุ คล กระทาํ อยู่ มี อตั ราการกระทาํ เพม่ิ มากขน้ึ และ • ผลกรรมทเี่ ป็ นตวั ลงโทษ (punisher) ท่มี ผี ลใหพ้ ฤตกิ รรม ทบ่ี คุ คลกระทาํ อย่นู น้ั ลดลง

การเสรมิ แรง คือการทาํ ใหค้ วามถ่ีของพฤตกิ รรมเพมิ่ ขนึ้ เป็ นผล เนอื่ งมาจากผลกรรมท่ีตามหลงั พฤตกิ รรมนนั้ ผลกรรมที่ทาํ ให้ พฤตกิ รรม มคี วามถ่ีเพิ่มขนึ้ เรียกว่า ตวั เสริมแรง ซ่ึงมี 2 ชนดิ คือ ตวั เสริมแรงปฐมภมู ิ เป็ นตวั เสริมแรงที่สนองความตอ้ งการทาง ชวี ภาพไดโ้ ดยตรง เชน่ อาหาร นา้ํ อากาศ ระดบั อณุ หภมู ิ และความ เจ็บปวด เป็ นตน้ ตวั เสริมแรงอีกตวั หนง่ึ คือ ตวั เสริมแรงทตุ ยิ ภมู ิ เป็ นตวั ทตี่ อ้ งผา่ น การสมั พนั ธ์ กบั ตวั เสริมแรงปฐมภมู ริ ะยะหนงึ่ กอ่ นทจ่ี ะมคี ณุ สมบตั เิ ป็ น ตวั เสริมแรงไดด้ ว้ ยตวั เอง เชน่ คาํ ยกยอ่ ง ชมเชย เงนิ ตรา เครื่องหมาย หรือตาํ แหนง่ เป็ นตน้

 การเสรมิ แรงเชิงบวก เป็ นการเสริมทที่ ที่ าํ ใหพ้ ฤตกิ รรมที่ไดร้ บั การ เสริมมคี วามถี่เพ่ิมมากขนึ้ ซ่ึงคนสว่ นใหญ่มกั เขา้ ใจวา่ มคี วามหมาย เหมอื นกบั การใหร้ างวลั แตใ่ นความจริงมคี วามหมายแตกตา่ งกนั การ เสริมแรงเชงิ บวกเป็ นการทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรมมคี วามถ่ีเพ่ิมขนึ้ แตก่ ารให้ รางวลั เป็ น การใหแ้ กบ่ คุ คลที่ทาํ พฤตกิ รรมอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ตามโอกาส ที่สาํ คญั ซ่ึงไมจ่ าํ เป็ นวา่ พฤตกิ รรมนน้ั จะมคี วามถ่ีเพิ่มขนึ้ หรือไม่  การเสรมิ แรงเชิงลบ เป็ นการทาํ ใหค้ วามถ่ีของพฤตกิ รรมเพิ่มขนึ้ เมอื่ ผลของพฤตกิ รรมนนั้ สามารถชว่ ยใหบ้ คุ คล ถอดถอนสง่ิ เรา้ หรือ สภาพแวดลอ้ มท่ีไมพ่ ึงพอใจออกไปได้ การเสริมแรงลบทาํ ใหเ้ กิด พฤตกิ รรมได้ 2 แบบ คือ พฤตกิ รรมหลีกหนี (escape) และ พฤตกิ รรมหลกี เลยี่ ง (avoidance)

 พฤติกรรมหลกี หนีเกดิ ขน้ึ เมอื่ บคุ คลตอ้ งเผชญิ กบั สภาพการณท์ ่ีไมพ่ งึ พอใจ แลว้ สามารถแสดงพฤตกิ รรมเพื่อทาํ ใหส้ ภาพการณน์ น้ั หมดไป หรือทาํ ใหค้ วามไมพ่ ึงพอใจท่มี อี ยหู่ มดไป เชน่ ในกลมุ่ คนที่เดนิ อยแู่ ลว้ ฝน ตกลงมาอยา่ งหนกั เราจะเห็นพฤตกิ รรมหลีกหนฝี นหลายแบบ อาจหลบ เขา้ ชายคาตกึ หรือกางร่ม เป็ นตน้  พฤตกิ รรมหลกี เล่ียง เป็ นพฤตกิ รรมทีเ่ กดิ จากสิ่งเรา้ ที่เป็ นสญั ญาณว่า จะมเี หตกุ ารณท์ ่ีไมพ่ ึงพอใจเกิดขนึ้ บคุ คลสามารถ แสดงพฤตกิ รรม บางอย่างเพ่ือหลกี เลยี่ งไมใ่ หเ้ หตกุ ารณน์ น้ั เกดิ ขน้ึ เชน่ เมอ่ื อาจารยน์ ดั สอบในอีกหนงึ่ สปั ดาหข์ า้ งหนา้ นกั ศึกษาทก่ี ลวั จะสอบไดค้ ะแนนตา่ํ และ ยงั ไมไ่ ดอ้ ่านหนงั สือเลย ก็จะเร่ิมอา่ นหนงั สือ การที่อาจารยน์ ดั สอบ บ่อยๆ เป็ นการเสริมแรงลบ ทาํ ใหน้ กั ศึกษาอา่ นหนงั สอื สมา่ํ เสมอมาก ขนึ้

 ผลกรรมที่ทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรมซึ่งเคยกระทาํ อย่ลู ดลงหรือยตุ ลิ ง ไดแ้ ก่ การลงโทษ และการหยดุ ย้ัง • การลงโทษ คือการใหผ้ ลกรรมหลงั การแสดงพฤตกิ รรมแลว้ มผี ลทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรมนนั้ ลด ความถี่ลงหรือยตุ ลิ ง ซึ่งผลกรรมนน้ั ไมจ่ าํ เป็ นตอ้ ง เป็ นสิ่งท่ไี มพ่ ึงพอใจ แตถ่ า้ ทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรม ลดลงหรือหยดุ ไปถือไดว้ า่ เป็ นตวั ลงโทษแลว้ แตม่ ขี อ้ โตแ้ ยง้ กนั วา่ การลงโทษเป็ นเพียง การ ระงบั พฤตกิ รรมไวช้ วั่ คราวเทา่ นนั้ ไมอ่ าจยตุ ไิ ดอ้ ยา่ งถาวร เพราะเพ่ืออาํ นาจการคกุ คามจากตวั ลงโทษออ่ นลง พฤตกิ รรม ทเ่ี คยถกู ลงโทษ จะกลบั คืนมาอีก • การหยดุ ยง้ั คือการทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรมท่ีเคยไดร้ บั การเสริมแรงมากอ่ น ไมไ่ ดร้ บั การเสริมแรง อีกตอ่ ไป ซ่ึงมผี ลทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรมนนั้ จะค่อยๆ ลดลงและสามารถยตุ ไิ ปในท่สี ดุ ซ่ึงจะสามารถ หยดุ ยง้ั ไดเ้ ร็ว หรือมากนอ้ ยเพียงใดยอ่ มขนึ้ อยกู่ บั ประวตั ใิ นการไดร้ บั การเสริมแรง ของ พฤตกิ รรมนน้ั วา่ ไดร้ บั ตวั เสริมแรงขนาดใด สมา่ํ เสมอมาเพียงใด และระยะเวลาในการไดร้ บั การเสริมแรงนานเทา่ ใด  การพฒั นาตน หรือการปรบั ปรงุ ตนเอง ตามแนวจติ วิทยาพฤตกิ รรมนยิ ม เนน้ ท่ี การควบคมุ สิ่งเรา้ หรือสิ่งแวดลอ้ ม และการควบคมุ การกาํ หนดผลกรรม ดว้ ย ตนเอง ทง้ั ในการสรา้ งพฤตกิ รรมท่เี หมาะสม และการลดเลิกพฤตกิ รรมท่ีไม่ เหมาะสม

 มแี นวความเชอื่ ว่าพฤตกิ รรมของมนษุ ยไ์ มไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ และเปลี่ยนแปลงไป เนอ่ื งจาก ปัจจยั ทางสภาพแวดลอ้ ม แตเ่ พียงอย่างเดียว แตจ่ ะเกี่ยวขอ้ งกบั 3 ปัจจยั สาํ คญั ไดแ้ ก่ • 1) ปัจจยั สว่ นบคุ คล ซึ่งไดแ้ ก่ สตปิ ัญญา ลกั ษณะทางชวี ภาพ และกระบวนการอ่ืนๆ ภายในร่างกาย • 2) ปัจจยั ดา้ นสภาพแวดลอ้ ม • 3) ปัจจยั ดา้ นพฤตกิ รรม ไดแ้ กก่ ระทาํ ตา่ งๆ ปัจจยั ทงั้ สามนท้ี าํ หนา้ ทก่ี าํ หนดซึ่งกนั และกนั (reciprocal determinism) แตไ่ มไ่ ด้ หมายความวา่ จะมีอิทธพิ ลตอ่ กนั และกนั อยา่ งเทา่ เทียมกนั และอาจไมไ่ ดเ้ กิดขนึ้ พรอ้ มกนั บางปัจจยั อาจมี อิทธิพลมากกวา่ ซ่ึงอาจตอ้ งอาศยั ระยะเวลาเป็ นตวั ประกอบดว้ ย ในการกาํ หนดใหเ้ กิดผลกระทบตอ่ ปัจจยั อื่น  แนวคิดเกีย่ วกบั การเสริมแรง จิตวิทยาปัญญานิยมไมไ่ ดม้ องการเสริมแรงเป็ นเพียงแต่ การทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรมมคี วามถี่เพ่ิมขนึ้ เท่านน้ั แตย่ งั ทาํ หนา้ ท่ีอ่ืนๆ อีก 3 อยา่ ง คือ • 1. เป็ นขอ้ มลู ใหบ้ คุ คลใหบ้ คุ คลรวู้ า่ คราวตอ่ ไปในอนาคตควรจะกระทาํ พฤตกิ รรมใดในสภาพการณใ์ ด • 2. เป็ นส่ิงจงู ใจใหบ้ คุ คลเกิดความคาดหวงั วา่ การกระทาํ บางอยา่ งจะทาํ ใหไ้ ดร้ บั การเสริมแรง เป็ นการ เพิ่มโอกาสใหก้ ารกระทาํ ดงั กลา่ วเกิดขนึ้ ในระยะตอ่ มา • 3. ทาํ หนา้ ที่เป็ นตวั เสริมแรง คือเพมิ่ ความถี่ใหพ้ ฤตกิ รรม ตอ่ เมอ่ื บคุ คลตระหนกั ถึงการมโี อกาสสงู ที่จะ ไดร้ บั การเสรมิ แรง

 เชอื่ วา่ พฤตกิ รรมสว่ นใหญเ่ กิดจาก การเรียนรโู้ ดยการสงั เกต (observational learning) เป็ นการสงั เกตจากตวั แบบ ซึ่งแตกตา่ ง จากการเรียนรจู้ ากประสบการณต์ รงทมี่ กี ารลองผดิ ลองถกู แตต่ วั แบบเพียงคน เดยี ว สามารถถ่ายทอดทง้ั ความคิดและการกระทาํ ไดพ้ รอ้ มกนั เนอื่ งจากคนสว่ น ใหญ่มกั มสี ภาพแวดลอ้ มทจ่ี าํ กดั การรบั รทู้ างสงั คมจงึ ผา่ นจากประสบการณ์ ของคนอื่นหรือสอื่ ตา่ งๆ เป็ นสว่ นมาก ตวั แบบแบ่งไดเ้ ป็ น 2 ประเภท คือ • 1) ตวั แบบทเ่ี ป็ นบคุ คลจริง ท่เี ราไดม้ โี อกาสสงั เกตและเก่ยี วขอ้ งกบั ตวั แบบนน้ั โดยตรง • 2) ตวั แบบที่เป็ นสญั ลกั ษณ์ เป็ นตวั แบบท่ีเสนอผา่ นสอื่ ตา่ งๆ ทางวิทยุ โทรทศั น์ หรือนยิ าย ความสาํ คญั ของตวั แบบตอ่ การเรียนรหู้ รือการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรม คือ  1. ทาํ หนา้ ทสี่ รา้ งพฤติกรรมใหมใ่ หบ้ คุ คล ในกรณีทีย่ งั ไมเ่ คยเรียนรพู้ ฤติกรรมนน้ั มากอ่ นเลย  2. ทาํ หนา้ ที่เสริมพฤติกรรมของบคุ คลทมี่ อี ย่แู ลว้ ใหด้ ขี น้ึ ในกรณีทเ่ี คยเรียนรพู้ ฤตกิ รรมนนั้ มาบา้ ง แลว้ ตวั แบบจะเป็ นแรงจงู ใจใหบ้ คุ คลพยายามพฒั นาพฤตกิ รรมใหด้ ียิ่งขน้ึ  3. ทาํ หนา้ ท่ียบั ยงั้ การเกดิ พฤตกิ รรมทีไ่ มพ่ ึงประสงค์ หรือทาํ ใหพ้ ฤตกิ รรมนน้ั ลดความถ่ีลง ในกรณี ท่ีเห็นผลกรรมทีเ่ ป็ นโทษจากการกระทาํ ที่ไมเ่ หมาะสมของตวั แบบ

 1. กระบวนการตง้ั ใจ (attention) เป็ นตวั กาํ หนดวา่ บคุ คลจะสงั เกตอะไรจากตวั แบบ การตงั้ ใจ สงั เกตจะทาํ ใหเ้ กดิ การรบั รไู้ ดอ้ ยา่ งแมน่ ยาํ ถึงพฤตกิ รรมของตวั เแบบ ความตง้ั ใจจะสงู ถา้ หากตวั แบบเป็ นผมู้ ชี อ่ื เสียง มลี กั ษณะดงึ ดดู ใจ เป็ นทนี่ ยิ มและชน่ื ชอบกนั ทวั่ ไป หรือมลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กบั ผสู้ งั เกต และยงั ขน้ึ อยกู่ บั ลกั ษณะของผสู้ งั เกต เก่ียวกบั ความสามารถในการรบั รู้ สตปิ ัญญา ระดบั การตน่ื ตวั เจตคติ อีกดว้ ย  2. กระบวนการเก็บจาํ (retention) ผสู้ งั เกตตอ้ งมีความสามารถในการเก็บจาํ ลกั ษณะของตวั แบบไดถ้ กู ตอ้ ง สามารถแปลงขอ้ มลู จากตวั แบบเป็ นสญั ลกั ษณท์ างภาพหรือทางภาษาได้ เพ่ือจดั โครงสรา้ งในการเก็บจาํ ใหง้ า่ ยขน้ึ ในขน้ั นจ้ี ะเกยี่ วขอ้ งกบั ความสามารถทางภาษาและการสรา้ งจินต ภาพในสมอง เมอ่ื เก็บจาํ ไวแ้ ลว้ จะตอ้ งสามารถเรียกกลบั มาไดอ้ ีก ในกรณีท่ีตอ้ งการทดลองปฏิบตั ิ เป็ นพฤตกิ รรมของตนเอง  3. กระบวนการกระทาํ (reproduction) ในขน้ั นผ้ี สู้ งั เกตจะใชค้ วามคิดดดั แปลงพฤตกิ รรมท่ี ไดเ้ ก็บจาํ ไวน้ น้ั ออกมาเป็ นการกระทาํ จริงดว้ ยตวั เอง ตอนแรกคงเป็ นการพยายามกระทาํ ให้ เหมอื นกบั ตวั แบบ ซึ่งจะทาํ ไดด้ หี รือไมย่ อ่ มขนึ้ อยกู่ บั สิ่งทเ่ี ก็บจาํ การสงั เกตตนเอง การไดข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั และการเปรียบเทียบการกระทาํ ของตนกบั ส่ิงที่จาํ ได้ เมอ่ื ไดท้ ดลองทาํ บอ่ ยๆจะสามารถ เรียนรไู้ ดเ้ ร็วขนึ้ และยงั จะสามารถพฒั นาใหก้ า้ วหนา้ ไปโดยจนิ ตนาการของตนเองไดอ้ ีกดว้ ย

 4. กระบวนการจงู ใจ (motivation) แมผ้ สู้ งั เกตจะมคี วามสามารถ ในการเก็บจาํ การกระทาํ ของตว้ แบบไดด้ เี พียงใด แตถ่ า้ ขาดแรงจงู ใจเขา ยอ่ มไมป่ ระสงคจ์ ะเลียนแบบหรือทาํ ตามตวั แบบ เขาจะทาํ ตามอยา่ งเมอ่ื มี เหตผุ ลท่ีดพี อหรือมแี รงจงู ใจบางอยา่ งเทา่ นน้ั เชน่ • 1. ประวตั กิ ารไดร้ บั การเสริมแรงในอดตี ทผ่ี า่ นมาเมอื่ เขาทาํ ตามแบบอยา่ งในเร่ืองอ่ืนได้ • 2. ความเ • ชอื่ มนั่ ในสญั ญาว่าจะไดร้ บั การเสริมแรง เป็ นความคาดหวงั วา่ เมอ่ื ทาํ ตามตวั แบบไดจ้ ะ ไดร้ บั สงิ่ ท่ีตอ้ งการหรือพึงพอใจ • 3. มกี ารเสริมแรงทางออ้ มจากการทเ่ี ห็นคนอื่นๆ ไดร้ บั สง่ิ ท่ีพอใจเมอ่ื ทาํ ตามตวั แบบได้  ในการพฒั นาตนหรือการปรบั ปรงุ พฤตกิ รรมตนเองตามหลกั การ จิตวิทยาปัญญานยิ ม จะเนน้ ทก่ี ารเปล่ยี นแปลงความคิด เปลีย่ น ความรสู้ กึ และการใชเ้ หตผุ ลในการแกป้ ัญหา

ตามแนวคิดทางพทุ ธศาสตร์ การพฒั นาตนเป็ นการเรียนรแู้ ละการ ปฏิบตั เิ พ่ือไปสคู่ วามพอดี หรือการมดี ลุ ยภาพของชวี ิต มี ความสมั พนั ธอ์ นั กลมกลนื ระหว่างการดาํ เนนิ ชวี ิตของบคุ คล กบั สภาพแวดลอ้ มและมงุ่ การกระทาํ ตนใหม้ คี วามสขุ ดว้ ยตนเอง รเู้ ทา่ ทนั ตนเอง เขา้ ใจตนเองมากกว่าการพึ่งพาอาศยั วตั ถุ จึงเป็ นแนว ทางการพฒั นาชวี ิตที่ยงั่ ยนื หลกั การพฒั นาตนตามแนวพทุ ธ ศาสตรป์ ระกอบดว้ ยสาระสาํ คญั 3 ประการ คอื • ทมะ • สกิ ขา • ภาวนา

คอื การฝึ กนสิ ยั ดงั้ เดมิ ท่ียงั ไมไ่ ดข้ ดั เกลาใหเ้ หมาะสม มขี น้ั ตอนสาํ คญั ไดแ้ ก่ • 1) การรจู้ กั ขม่ ใจ ขม่ ระงบั ความเคยชนิ ทไ่ี มด่ ที ง้ั หลายได้ ไมย่ อมใหก้ เิ ลสรบเรา้ หลอกลอ่ ชกั นาํ ไปสคู่ วามเลวรา้ ยได้ • 2) การฝึ กปรบั ปรงุ ตนเอง โดยทาํ คณุ ความดี ใหเ้ จริญกา้ วหนา้ ตอ่ ไป

 สกิ ขา คือการศึกษา เพื่อใหร้ แู้ จง้ รจู้ กั ประโยชน์ มองทกุ อยา่ งเป็ นการ เรียนรเู้ พ่ือปรบั ปรงุ และพฒั นาตวั เอง เป็ นกระบวนการฝึ กฝนตนเองใน การดาํ เนนิ ชวี ิต เรียกว่า ไตรสกิ ขา มี 3 ประการ คือ • 1. ศีลสกิ ขา หมายถึงการฝึ กความประพฤตสิ จุ ริตทางกาย ทางวาจาและการประกอบ อาชพี ดาํ รงตนในสงั คมแบบสาธชุ น เป็ นคนดขี องสงั คม เป็ นคนมรี ะเบียบ มวี ินยั ปฏิบตั หิ นา้ ทีต่ ามปทสั ถานของสงั คมสามารถดาํ เนนิ ชวิ ิตไดอ้ ยา่ งดงี ามโดยมคี วาม รบั ผดิ ชอบเกื้อกลู ตอ่ สงั คม • 2. จิตสิกขา หมายถึงการฝึ กจติ สรา้ งคณุ ภาพและสมรรถภาพทางจติ ใหเ้ ขม้ แขง็ มนั่ คง แนว่ แน่ ควบคมุ ตนเองไดด้ ี มสี มาธิ มจี ิตทีส่ งบ บริสทุ ธ์ิ ปราศจากสิ่งทที่ าํ ใหเ้ ศรา้ หมอง อย่ใู นสภาพพรอ้ มท่ีจะใชป้ ัญญาอย่างลกึ ซ้ึงและตรงตามสจั จธรรม • 3. ปัญญาสิกขา หมายถึงการฝึ กปัญญาใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจสรรพส่งิ รแู้ จง้ ตาม ความเป็ นจริง มจี ิตใจเป็ นอิสระและมปี ัญญาบริสทุ ธ์ิ

 ภาวนา คาํ นต้ี รงกบั คาํ วา่ พฒั นา ซ่ึงประกอบดว้ ย กายภาวนา ศีลภาวนา และปัญญา ภาวนา เทียบไดก้ บั การพฒั นาทางกาย พฒั นาทางสงั คม พฒั นาอารมณ์ และพฒั นา สตปิ ัญญา • กายภาวนา หมายถึงการพฒั นาทางกายเพื่อใหเ้ กิดการเจริญงอกงามในอินทรยี ์ 5 หรือ ทวาร 5 ไดแ้ ก่ ชอ่ งทางการติดตอ่ สมั พนั ธก์ บั สิง่ แวดลอ้ มทางกายภาพ คือ ตา หู จมกู ลน้ิ และผวิ กาย การพฒั นากาย เป็ นการสง่ เสรมิ ใหค้ วามสมั พนั ธท์ ง้ั 5 ทางเป็ นไปอย่างปกติ ไมเ่ ป็ นโทษ ไมม่ ีพิษภยั อนั ตราย เชน่ รจู้ กั สมั พนั ธท์ างตา เลือกรบั เอาสงิ่ ดีมปี ระโยชนจ์ ากการเห็นทางตามาใช้ รจู้ กั สมั พนั ธท์ างหู เลอื กรบั ฟังสง่ิ ดี มปี ระโยชน์ ไมร่ บั ฟังสงิ่ เลวรา้ ยเขา้ มา เป็ นตน้ • ศีลภาวนา หมายถึงการพฒั นาการกระทาํ ไดแ้ กก่ ารสรา้ งความสมั พนั ธท์ างกายและวาจากบั บคุ คลอื่น โดยไมเ่ บียดเบียนกนั ไมก่ ลา่ วรา้ ยทาํ ลายผอู้ ื่น ไมก่ ระทาํ การใดๆ ท่ีจะกอ่ ความเดือดรอ้ นใหแ้ กผ่ อู้ ่ืน แตจ่ ะ ใชว้ าจาและการกระทาํ ทีด่ ี ใหค้ วามชว่ ยเหลอื เกอื้ กลู และเสรมิ สรา้ งความสมั พนั ธท์ ด่ี ี • จติ ตภาวนา หมายถึงพฒั นาจติ ใจ เพื่อใหจ้ ติ มีคณุ ภาพดี สมรรถภาพทางจิตดี และสขุ ภาพจิตดี คณุ ภาพ จติ ดี คือจติ ใจท่มี คี ณุ ธรรม ไดแ้ ก่ มเี มตตา กรณุ า มทุ ติ า มศี รทั ธา และมคี วามเออ้ื เฟื้ อเผอ่ื แผ่ เป็ นตน้ สมรรถภาพทางจติ ดี คือการมคี วามพรอ้ มในการทาํ งาน ไดแ้ ก่ ขนั ติคือมคี วามอดทน สมาธิคือความมี ใจตง้ั มนั่ อธษิ ฐานคือมีความเด็ดเด่ยี ว วิริยะคือมีความเพียร สตคิ ือมคี วามระลึกเทา่ ทนั เป็ นตน้ สว่ น สขุ ภาพจติ ดเี ป็ นสภาพจติ ทมี่ ีความสบายใจ อ่ิมเอิบใจ แชม่ ชน่ื เบิกบาน เกดิ ความสบายใจไดเ้ สมอเมื่อ ดาํ รงชวี ิตหรือทาํ กิจกรรมร่วมกบั ผอู้ ่ืน • ปัญญาภาวนา หมายถึงการพฒั นาปัญญา ไดแ้ กก่ ารรเู้ ขา้ ใจส่ิงตา่ งๆ ตามความเป็ นจริง รเู้ ทา่ ทนั สภาวะของโลกและชวี ิต ทาํ ใหจ้ ติ ใจเป็ นอิสระไดจ้ นถึงขนั้ สงู สดุ ส่งผลใหอ้ ยใู่ นโลกไดโ้ ดยไมต่ ดิ โลก มอี ิสระ ท่ีจะเจริญเติบโตงอกงามตอ่ ไป

การพฒั นาตนเองตามแนวพทุ ธศาสตร์ เนน้ ที่การพฒั นาจิตใจ ทาํ ใจ ใหส้ งบ บริสทุ ธ์ิ โดยการทาํ สมาธิ หรือวิปัสสนา

การควบคมุ ตนเอง (self-control)การควบคมุ ตนเอง คอื การท่ีบคุ คลเป็ นผดู้ าํ เนนิ การในการพฒั นาหรือปรบั ปรงุ พฤตกิ รรม ดว้ ยตนเองทงั้ หมด ไมว่ ่าจะเป็ นการเลือก เป้ าหมาย หรือวิธีการ ดาํ เนนิ การทง้ั หมดเพื่อที่จะใหบ้ รรลเุ ป้ าหมายนนั้ ถา้ บคุ คลใดมที กั ษะ ใน การควบคมุ ตนเองไดด้ ี สิง่ เรา้ ภายนอก จะมอี ิทธพิ ลตอ่ บคุ คลนนั้ นอ้ ยมาก และในทางกลบั กนั คนที่มที กั ษะในการควบคมุ ตนเองอยใู่ น ระดบั ตา่ํ สิ่งเรา้ ภายนอก จะมอี ิทธพิ ลตอ่ พฤตกิ รรมของบคุ คลนนั้ ไดม้ าก

 1. ใชว้ ิธีการยบั ยง้ั ทางร่างกาย เชน่ การกดั ริมฝี ปากตวั เองเพื่อไมใ่ หห้ วั เราะ ปิ ดตาตวั เองเพื่อไมใ่ หเ้ ห็นบางส่ิง บางอยา่ งทไ่ี มช่ อบ ทาํ ใหห้ ลีกเล่ียงผลกรรมทีไ่ มพ่ อใจได้  2. เปลยี่ นเงอื่ นไขของสิ่งเรา้ หรือสญั ญาณท่ีเกี่ยวกบั พฤติกรรมท่จี ะหลีกหนี เชน่ ไปตากอากาศที่ชายทะเลเพื่อ หลกี หนสี ญั ญาณตา่ งๆ ที่เก่ียวขอ้ งกบั การทาํ งาน ซ่ึงอาจชว่ ยใหแ้ สดงพฤติกรรมทตี่ อ้ งการบางอย่างไดม้ าก ขนึ้ ดว้ ย  3. หยดุ การกระทาํ บางอยา่ ง เชน่ การงดอาหารกลางวนั เพื่อจะรบั ประทานมอ้ื คาํ่ ท่ีจดั เป็ นพิเศษ  4. เปลีย่ นแปลงการตอบสนองทางอารมณ์ บางครงั้ จาํ เป็ นตอ้ งแสดงพฤตกิ รรมขดั กบั ความรสู้ กึ ทีแ่ ทจ้ ริง เพื่อหลีกเลย่ี งผลกรรมท่ีไมพ่ ึงพอใจ เชน่ เม่ือหวั หนา้ งานทาํ เป่ิ น ตอ้ งทาํ หนา้ ตาเฉย หวั เราะไมไ่ ดเ้ ด็ดขาด  5. ใชเ้ หตกุ ารณบ์ างอย่างเพื่อควบคมุ พฤตกิ รรมตนเอง เชน่ การตงั้ นาฬิการปลกุ เพื่อชว่ ยใหต้ น่ื ทนั เวลา  6. ใชย้ าหรือสงิ่ กระตนุ้ ตา่ งๆ ควบคมุ การกระทาํ ของตนเอง เชน่ การดม่ื สรุ าเพื่อลมื เรื่องความทกุ ข์ ดื่มกาแฟ เพ่ือจะอ่านหนงั สือหรอื ขบั รถไดน้ านขน้ึ  7. เสริมแรงหรือลงโทษตวั เอง โดยสญั ญากบั ตนเองว่าถา้ สอบได้ B หรือ A จะซื้อของราคา 500 บาทให้ ตวั เองชน้ิ หนง่ึ หรือถา้ สอบไดเ้ กรดไมด่ ี จะงดการดลู ะครโทรทศั น์ 1 เดือน  8. ทาํ ส่ิงอ่ืนแทนสง่ิ ทกี่ าํ ลงั ทาํ อยู่ เชน่ ออกกาํ ลงั กายแทนการนอนอย่เู ฉย อ่านหนงั สอื เรียนแทนการดลู ะคร นาํ้ เนา่

 เทคนคิ การควบคมุ ตนเอง มแี นวคิดพ้ืนฐานจากทฤษฎกี ารเรียนรแู้ บบปฏิบตั ิการ ซ่ึงมคี วามเชอ่ื วา่ พฤติกรรมของบคุ คล ถกู ควบคมุ โดยเงอ่ื นไขนาํ และผลกรรม ถา้ เงอื่ นไขนาํ เปลยี่ นแปลงหรือผลกรรม เปลยี่ นแปลง พฤติกรรมก็จะเปล่ยี นแปลงไปดว้ ย เงอ่ื นไขสาํ คญั ในการควบคมุ ตนเองคือ บคุ คลนนั้ จะเป็ น ผจู้ ดั การกบั เงอ่ื นไขนาํ และผลกรรมของพฤตกิ รรมดว้ ยตนเอง แทนการทีบ่ คุ คลอ่ืนจะจดั การใหใ้ นการ ควบคมุ ตนเองมกั จะเก่ยี วเนอ่ื งกบั การเลือกแสดงพฤตกิ รรมทมี่ เี งอ่ื นไขผลกรรมท่ขี ดั แยง้ กนั อยู่ ซึ่งการ ขดั แยง้ ของเงอื่ นไข ผลกรรมมีอยู่ 4 แบบ ดงั น้ี  1. หลีกเลีย่ งการแสดงพฤตกิ รรมท่ีจะไดร้ บั ผลกรรมทางบวกทนั ที เพ่ือว่าจะไมไ่ ดร้ บั ผลกรรมทางลบใน อนาคต เชน่ หลีกเลย่ี งการกินอาหารทช่ี อบจาํ นวนมาก เพ่ือว่าจะไดไ้ มอ่ ว้ นใน 2-3 ปี ขา้ งหนา้ หรือหยดุ การ สบู บหุ ร่ีเพื่อว่าจะไดไ้ มเ่ ป็ นมะเร็งปอด หรือหลกี เลี่ยงการสา่ํ สอ่ นทางเพศเพื่อจะไดไ้ มต่ ดิ เชอ้ื เอดส์  2. แสดงพฤติกรรมทจี่ ะไดร้ บั ผลกรรมทางลบทนั ที เพ่ือจะไดร้ บั ผลกรรมทางบวกในอนาคต เชน่ การทาํ งาน หนกั เพ่ือมฐี านะดขี นึ้ นกั กีฬาฝึ กซอ้ มอยา่ งหนกั เพื่อจะชนะในการแขง่ ขนั  3. ไมแ่ สดงพฤตกิ รรมทไ่ี ดร้ บั ผลกรรมทางบวกเล็กนอ้ ยทนั ที เพื่อว่าจะไดร้ บั ผลกรรมทางบวกทมี่ ากกว่าใน อนาคต เชน่ การไมอ่ อกไปเทย่ี วสนกุ สนานในคืนวนั ศกุ ร์ เพื่อใชเ้ วลาอา่ นหนงั สือที่ทาํ ใหผ้ ลการเรียนดขี นึ้ หรือ มโี อกาสศึกษาตอ่  4. แสดงพฤตกิ รรมทไี่ ดร้ บั ผลกรรมทางลบแตน่ อ้ ยทนั ที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกรรมทางลบจาํ นวนมากในอนาคต เชน่ การไปใหห้ มอฟัน ขดู หินปูน ตรวจฟัน ทาํ ความสะอาดฟัน ซึ่งมกั เป็ นสง่ิ ท่ไี มน่ า่ พึงพอใจ แตก่ ารกระทาํ นน้ั ทาํ ใหไ้ มเ่ กิดการปวดฟัน ท่รี นุ แรงในอนาคต

 1. การควบคมุ ส่ิงเรา้ เป็ นกระบวนการจดั การกบั เงอ่ื นไขสภาพแวดลอ้ ม หรือส่ิงเรา้ ที่ควบคมุ พฤตกิ รรม หรือการเปลีย่ นแปลงสงิ่ เรา้ เพ่ือทาํ ให้ พฤตกิ รรมท่ีไมพ่ ึงประสงคไ์ มส่ ามารถเกดิ ขนึ้ ได้ หรือเพอ่ื ใหพ้ ฤตกิ รรมที่ พึงประสงคเ์ กดิ ขนึ้ โดย • * กาํ จดั ส่งิ เรา้ ท่ีควบคมุ พฤตกิ รรมทีไ่ มพ่ งึ ประสงคน์ นั้ เชน่ ถา้ จะประหยดั รายจา่ ย ฟ่ ุมเฟื อย และเราทราบว่าทกุ ครง้ั ทไี่ ปเดนิ ในหา้ งสรรพสนิ คา้ เราจะเพลิดเพลินกบั การ ซื้อของที่ไมจ่ าํ เป็ น สามารถควบคมุ ไดโ้ ดยไปใหน้ อ้ ยลงหรือลดการไปเดนิ ใน หา้ งสรรพสนิ คา้ เสยี * กาํ หนดสิ่งเรา้ ที่เฉพาะเจาะจงเพ่ือใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมทพ่ี ึงประสงค์ * เปล่ียนแปลงสง่ิ เรา้ ใหมท่ เี่ หมาะสมกบั พฤตกิ รรม ในกรณีทพ่ี ฤตกิ รรมท่ีเป็ นอย่ถู กู ควบคมุ ดว้ ยสิ่งเรา้ ทีไ่ มเ่ ป็ นทยี่ อมรบั

 2. การเตอื นตนเองการเตอื นตนเอง ประกอบดว้ ยกิจกรรม 2 สว่ นคือ การสงั เกต ตนเอง และการบันทึกพฤติกรรมตนเอง ใชไ้ ดก้ บั ทง้ั พฤตกิ รรมภายนอกและพฤติกรรม ภายใน การเตอื นตนเองจะไดผ้ ลเป็ นเพราะบคุ คลไดบ้ นั ทึกพฤตกิ รรมของตนเอง เมอื่ เห็นขอ้ มลู ท่ีตนเองบนั ทึกไว้ ก็อาจพดู กบั ตนเองภายในใจวา่ เราเป็ นคนดี เป็ นคนเกง่ หรือทาํ ไดต้ ามเป้ าหมายแลว้ นะ ซ่ึงการพดู เชน่ นท้ี าํ หนา้ ท่ีเป็ นการเสริมแรงพฤติกรรมได้ แตถ่ า้ หากพบวา่ พฤตกิ รรมท่ีตนสงั เกตและบนั ทึกไวน้ นั้ ตา่ํ กว่าเป้ าหมายท่ีควรเป็ น ก็ อาจเกิดความรสู้ ึกผดิ จึงมกี ารพดู เตอื นตนเองภายในใจ และกระทาํ พฤตกิ รรมใหด้ ีขน้ึ เพ่ือหลีกหนคี วามรสู้ ึกผดิ นนั้ การดาํ เนนิ การเตอื นตนเองมขี นั้ ตอนดงั นี้ • * เลือกและกาํ หนดพฤติกรรมเป้ าหมายใหช้ ดั เจน • * สงั เกตและบนั ทกึ พฤติกรรมของตนเอง ใหช้ ดั เจนวา่ พฤติกรรมเป้ าหมายเกิดขนึ้ หรือไม่ • * ประเมินผลและวิเคราะหข์ อ้ มลู จากการสงั เกตและบันทึก  3. การเสริมแรงและการลงโทษตวั เอง วิธีการนจ้ี าํ เป็ นตอ้ งอาศัยการสงั เกตและการ บันทึกพฤตกิ รรมในวิธีการเตอื นตนดว้ ย ซึ่งมี 2 ขนั้ ตอน คือ • * พิจารณาพฤตกิ รรมที่ควรไดร้ บั การเสริมแรงหรือรบั การลงโทษ และเกณฑใ์ นการเสริมแรงหรือการ ลงโทษ • * เสริมแรงเมื่อพฤตกิ รรมเป็ นไปตามเกณฑท์ ี่กาํ หนด และลงโทษเมื่อไมเ่ ป็ นไปตามเกณฑท์ ก่ี าํ หนด

 4. การทาํ สญั ญากบั ตนเองการทาํ สญั ญากบั ตนเองเป็ นวิธีการหนงึ่ ที่ชว่ ยในการควบคมุ ตนเอง คือ ขอ้ ตกลงกบั ตนเองที่เขยี นเป็ นลายลกั ษณ์ ระบขุ นั้ ตอนท่ดี าํ เนนิ การและเมอื่ บรรลเุ ป้ าหมายจะใหอ้ ะไร กบั ตนเอง การทาํ สญั ญากบั ตน ก็เหมอื นกบั การทาํ สญั ญาอื่นๆ คือ จะตอ้ งมขี อ้ ความทีร่ ะบใุ น สญั ญาวา่ จะใหเ้ วลาเทา่ ไร ซึ่งอาจใหเ้ วลา 2-3 นาที เป็ นสปั ดาห์ เป็ นเดอื น เป็ นปี การเขยี นสญั ญา ควรเขยี นเฉพาะสิง่ ท่รี วู้ ่าสามารถเปลยี่ นแปลงได้ เมอื่ บรรลตุ ามสญั ญา ก็เปล่ียนไปสพู่ ฤตกิ รรม เป้ าหมายขนั้ ตอ่ ไป ซึ่งในสญั ญาควรประกอบดว้ ย • * กาํ หนดพฤตกิ รรมเป้ าหมายที่ชดั เจน • * บอกถึงสง่ิ ท่บี คุ คลตอ้ งกระทาํ เพ่ือทีจ่ ะบรรลเุ ป้ าหมายนน้ั • * บอกถึงการเสริมแรงตนเองเมอ่ื บรรลเุ ป้ าหมาย และการลงโทษตนเองเมื่อไมส่ ามารถทาํ ไดต้ ามสญั ญา • * กรณีทีม่ ผี อู้ ่ืนมาเกี่ยวขอ้ งดว้ ย บคุ คลนนั้ ควรทาํ หนา้ ทีใ่ หผ้ ลกรรมบางอย่างตอ่ การกระทาํ ของตน • * กาํ หนดวนั เวลาที่จะมีการทบทวนสญั ญา เพ่ือเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมเป้ าหมายและผลกรรม  5. การเปลย่ี นการสนองตอบ เป็ นวธิ ีการควบคมุ ตนเองอีกวธิ หี นง่ึ บคุ คลจะแสดงการสนองตอบ อยา่ งอ่ืน หรือการกระทาํ พฤตกิ รรมอ่ืนท่สี ามารถระงบั หรือแทนท่ีการสนองตอบทไ่ี มเ่ หมาะสม เชน่ การคิดถึงเรื่องทส่ี นกุ สนานเพื่อไมใ่ หเ้ กิดความวติ กกงั วล การทาํ รา่ งกายใหผ้ อ่ นคลายเพื่อควบคมุ ความเครียด เป็ นตน้ การทาํ สมาธิ อาจจดั อยใู่ นวิธีการนไี้ ด้ เป็ นการทาํ ใหจ้ ติ ใจและรา่ งกายผอ่ น คลาย สามารถระงบั พฤตกิ รรมบางอยา่ งได้

 1. กาํ หนดพฤตกิ รรมเป้ าหมายดว้ ยตนเองเร่ิมตน้ ดว้ ยบคุ คลจะตอ้ งกาํ หนดพฤตกิ รรมเป้ าหมาย ทต่ี อ้ งการ เปลีย่ นแปลงแกไ้ ข ดว้ ยตนเองใหช้ ดั เจน  2. สงั เกตและบนั ทกึ พฤตกิ รรมของตน การสงั เกตและบนั ทึกพฤตกิ รรม จะตอ้ งกระทาํ ดว้ ยตนเอง และบันทกึ เป็ นระยะ ๆ  3. กาํ หนดเงอ่ื นไขการเสริมแรง หรือการลงโทษตนเอง เป็ นการกาํ หนดเงอ่ื นไขในการทจี่ ะไดร้ บั การเสรมิ แรง หรือการลงโทษ หลงั จากทไ่ี ดท้ าํ พฤตกิ รรมเป้ าหมาย การกาํ หนดเงอ่ื นไขของการเสริมแรง หรือการลงโทษ น้ี ควรกระทาํ ดว้ ยตนเอง เพราะสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของตน อนั จะนาํ ไปสเู่ ป้ าหมายไดอ้ ย่างมี ประสทิ ธิผล  4. เลือกเทคนคิ ดว้ ยตนเอง การเลอื กเทคนคิ ดว้ ยตนเอง จะชว่ ยใหส้ ามารถเลือกเทคนคิ เพื่อควบคมุ พฤติกรรมไดเ้ หมาะสมกบั ตน  5. ใชเ้ ทคนคิ การควบคมุ ตนเอง ตามวิธกี ารและขน้ั ตอนของเทคนคิ ที่นาํ มาใช้  6. ประเมินตนเอง เพือ่ ดกู ารเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมเป้ าหมาย วา่ เปล่ยี นแปลงตามเงอ่ื นไข และขอ้ กาํ หนด หรือไม่  7. เสริมแรง หรือ การลงโทษตนเอง หลงั จากประเมินพฤตกิ รรมเป้ าหมายแลว้ การจะไดร้ บั การเสรมิ แรง หรือลงโทษนน้ั อยกู่ บั การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมเป้ าหมายว่าเป็ นไปตามเกณฑท์ ตี่ ง้ั ไวห้ รือไม่ ถา้ เป็ นไปตาม เกณฑท์ ต่ี งั้ ไว้ ก็เสริมแรงดว้ ยการใหร้ างวลั แตถ่ า้ ไมเ่ ป็ นไปตามเกณฑค์ วรมีการลงโทษ

เป็ นกระบวนการเปล่ียนพฤตกิ รรมภายนอกโดยการเปล่ยี นความคิด การตคี วาม การตง้ั ขอ้ สนั นษิ ฐาน หรือการเปล่ียนตวั แปร ทาง ความรคู้ วามเขา้ ใจเสยี ใหม่ เพื่อใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม เป็ นแนวคดิ ของนกั จิตวิทยาปัญญานยิ มท่ีมคี วามเชอื่ ว่า • 1. ความรคู้ วามเขา้ ใจมผี ลตอ่ พฤตกิ รรม • 2. ความรคู้ วามเขา้ ใจสามารถสรา้ งใหม้ หี รือเปลยี่ นแปลงได้ • 3. พฤตกิ รรมท่เี ปลย่ี นแปลงไป สว่ นหนงึ่ เป็ นผลจากการเปลยี่ นแปลงในความรู้ ความเขา้ ใจ

การพฒั นาตนเองทางพทุ ธศาสตร์ จะเร่ิมตน้ ดว้ ยการเจริญสมาธิ คอื การทาํ จิตใจใหส้ งบ มคี าํ แนะนาํ สาํ หรบั ผเู้ ริ่มตน้ ในการฝึ กปฏิบตั ิ



การอ่านจะทาํ ใหเ้ ราฉลาดขนึ้ เพราะ จะทาํ ใหเ้ ราไดร้ บั ความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร ใหมๆ่ เพ่ือชว่ ยในเร่ืองของความคิดการตดั สินใจท่าน สามารถปลกู ฝังการอา่ นไดโ้ ดยลาํ ดบั แรกคอื จงเลอื กอา่ นหนงั สอื ที่ ท่านชนื่ ชอบกอ่ นแลว้ จึงขยายการอา่ นไปยงั ศาสตรค์ วามรแู้ ขนง อ่ืนๆการเขา้ รา้ นหนงั สอื อย่างนอ้ ยสปั ดาหล์ ะ 1 ครง้ั ก็จะทาํ ใหท้ ่าน ไดร้ บั บรรยากาศและเกดิ ความอยากอ่านหนงั สอื เนอ่ื งจากมหี นงั สอื ใหมๆ่ ออกสตู่ ลาดทกุ ๆวนั การเขา้ หอ้ งสมดุ ประชาชนเขา้ หอ้ งสมดุ สถานศึกษาก็สามารถชว่ ยสรา้ งบรรยากาศในการอ่านไดเ้ ป็ นอย่างดี

เป็ นสง่ิ ที่ควรคาํ นงึ ถึง บคุ คลท่ีประสบความสาํ เร็จในโลกนมี้ กั เป็ นคน ที่รจู้ กั คณุ คา่ ของเวลาเขาจะใชเ้ วลาเป็ นบริหารเวลาเป็ นไมป่ ลอ่ ยเวลา ใหเ้ สียเปลา่ การบริหารเวลาท่ีดคี วรใหม้ คี วามสมดลุ กบั ชวี ิตของแต่ ละบคุ คล ซ่ึงแตล่ ะบคุ คลอาจมกี ารใชเ้ วลาท่ีไมเ่ หมอื นกนั ทง้ั นขี้ น้ึ อยู่ กบั องคป์ ระกอบหลายปัจจยั

ไมม่ ปี ระโยชนเ์ ลยหากว่าเราประสบความสาํ เร็จในชวี ิตการทาํ งาน มี เงนิ มากมายมหาศาล แตเ่ รามคี วามเครียดตลอดเวลาไมม่ คี วามสขุ ในชวี ิตเป็ นโรคตา่ งๆการรกั ษาสขุ ภาพร่างกายจึงเป็ นสว่ นที่มี ความสาํ คญั ตอ่ ความเจริญกา้ วหนา้ ในชวี ิตเราควรแบ่งเวลาสาํ หรบั เร่ืองของสขุ ภาพ เชน่ แบง่ เวลาสาํ หรบั การออกกาํ ลงั กาย , แบง่ เวลาสาํ หรบั ไปพบแพทยเ์ พ่ือตรวจสขุ ภาพประจาํ ปี แบง่ เวลาสาํ หรบั การพกั ผอ่ น แบง่ เวลาสาํ หรบั การไปท่องเท่ียวกบั ครอบครวั เป็ นตน้

 คนที่ประสบความสาํ เร็จและเจริญกา้ วหนา้ มกั เป็ นคนที่มเี ป้ าหมาย รวู้ ่าตนเองชอบอะไรรกั อะไรไมป่ ลอ่ ยชวี ิตใหเ้ ป็ นไปตามดวงหรือ โชคชะตาเมอ่ื เขามที ิศทางมเี ป้ าหมายเขาก็จะเดนิ หนา้ ไปสเู่ ป้ าหมาย ดว้ ยความกระตอื รือรน้ ดงั นนั้ หากทา่ นตอ้ งการประสบความสาํ เร็จ ในชวี ิต ทา่ นจะตอ้ งคน้ หาตวั ตนของตวั เองใหเ้ จอ ตอ้ งรวู้ ่าเราชอบ อะไร เราเกดิ มาเพื่อสิ่งใด

คนท่ีเจริญกา้ วหนา้ ในชวี ิตและประสบความสาํ เร็จเวลาทาํ งานมกั จะ ตอ้ งเจอความผดิ หวงั ความผดิ พลาดความลม้ เหลวหากท่าน ตอ้ งการประสบความสาํ เร็จท่านโปรดอย่าไดก้ ลวั ความลม้ เหลว เพราะความลม้ เหลวเป็ นสงิ่ ท่ีเราจะตอ้ งควรไดร้ บั และประสบอีกทง้ั ทกุ ความลม้ เหลวจะทาํ ใหเ้ ราเกดิ ความเขม้ แขง็ เกดิ ประสบการณ์ เกดิ ความแขง็ แกรง่ ขน้ึ

คนที่ประสบความสาํ เร็จมกั มคี วามคิดในแงบ่ วกมากกว่าในแงล่ บ เขาจะคดิ ถึงเป้ าหมายในชวี ิตมากกว่าคดิ ถึงแตเ่ ร่ืองของอปุ สรรค ปัญหาการคิดในแงด่ แี งบ่ วกจะทาํ ใหเ้ ราผา่ นพน้ ปัญหา สิง่ เลวรา้ ยไป ได้ หากว่าคณุ ชอบคดิ ในดา้ นลบอยบู่ อ่ ยๆก็ขอจงใหน้ าํ เอาสิ่งที่ดๆี เขา้ ใสไ่ ปในสมองแทนที่แลว้ ชวี ิตของคณุ ก็จะเกดิ การเปลยี่ นแปลง มนษุ ยเ์ ราอาจเกดิ มามคี วามแตกตา่ งกนั มคี วามไมเ่ ท่าเทียมกนั แต่ มนษุ ยเ์ รามคี วามเทา่ เทียมกนั ในเร่ืองของการพฒั นาตนเองจง พฒั นาตนเองแลว้ ท่านจะมคี วามกา้ วหนา้ ในชวี ิตในการทาํ งาน และ ประสบความสาํ เร็จได้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook