Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความรู้เกี่ยวกับ-ผญา

ความรู้เกี่ยวกับ-ผญา

Published by 945sce00462, 2020-12-09 14:38:09

Description: ความรู้เกี่ยวกับ-ผญา

Search

Read the Text Version

ความรเู้ ก่ยี วกับ ผญา ดินแดนท่ีราบสูงแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยทั้ง 19 จังหวัด หรือท่ีเรียกกัน โดยทั่วไปว่า ภาคอีสาน ซ่ึงเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอัน เก่าแก่มาแต่บรรพกาลแห่งหน่ึงของประเทศไทย นอกจากน้ียังมีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของตนเอง เรียกว่า ภาษาอีสาน เป็นภาษาที่สืบเช้ือสายมาจากอาณาจกั รล้านช้าง ผญาคอื อะไร ผญา เป็นคาพูดที่ชาวไทยอีสาน ใช้พูดกันเพื่อแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้พูด นกั วิชาการและผรู้ ไู้ ด้ใหท้ ศั นะเกย่ี วกับความหมายของ ผญา ไว้ดังน้ี ปรีชา พิณทอง (2532 : 528) ได้ให้ความหมายว่า ผญา (น.) หมายถึง ปญั ญา, ความรู้, ความฉลาด คาภาษิตที่มีความหมายลึกซ้ึงเรียกว่า ผญา ส่วน นงลักษณ์ ขุนทวี (มปป.) ให้ความหมายเก่ียวกับคาว่าผญา ไว้ดังนี้ ผญา เป็นคาภาษาถ่ินอีสาน ตรงกับ ภาษาไทยกลางวา่ ปัญญาหรือปรัชญา เพราะในภาษาถิน่ อีสาน จะใชเ้ สียง ผ แทนเสยี ง ป หรอื ปร ในภาษาไทยกลาง เช่น เผด เป็น เปรต, โผด เป็น โปรด, ผาบ เป็น ปราบ, ผาสาด เป็น ปราสาท สานักงานส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2540 : 45) ได้สรุป ความหมายของ ผญา ไวด้ ังนี้ ผญา (น) เป็นคาพดู ของนักปราชญ์ถิ่นอีสานโบราณ และเป็นภาษาที่ มอี ายมุ ากพอสมควร ผญาเปน็ คาท่ีถ่ายทอดมาจากคาว่า ปญั ญา และปรชั ญา ซง่ึ อพยพมาตาม หลักธรรมคาส่ังสอนของพระพุทธศาสนา นักปราชญ์โบราณอีสานท่านเปลี่ยนจากคาเดิมคือ ปัญญา เป็น ผญา เพื่อความสะดวกหรือเพ่ือความเหมาะสมกับภาษาถิ่นก็อาจเป็นได้ ปัญญา แปลวา่ ความรอบรู้ ดงั นน้ั คาวา่ ผญา ก็คงมีความหมายเชน่ เดียวกนั หรอื ใกล้เคียงกัน สานักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธ์ุ (มปป.) ให้ความหมายว่า คาผญา หรือ ผะหยา เป็นกาพย์กลอนพ้ืนเมืองอย่างหน่ึง ที่แสดงความคิด ปัญญา ความฉลาดหลักแหลมของ ชาวบ้าน พรอ้ มกันนั้นก็เปน็ คาพดู ทแ่ี สดงถงึ ความมีไหวพรบั ปฏิภาณอันหนักแนน่ ระหวา่ งหนุ่มสาว หญงิ ชาย ท่ยี กขน้ึ มาเพื่อถามไถ่เกี่ยวกับความรู้รอบตัว ทศั นคตคิ ณุ สมบัตทิ ม่ี ีความรกั ต่อกนั จากทัศนะดังกล่าวเห็นว่า คาว่า ผญา ปัญญา ปรัชญา เป็นกลุ่มภาษาเดียวกัน มี ความหมายคล้ายคลึงและใกล้เคียงกัน ซ่ึงอาจใช้แทนกันได้ ดังนั้น สรุปได้ว่า ผญา, ปัญญา, ปรัชญา (wisdom, philosophy, maxim, aphorism) หมายถึง ปัญญา ความรอบรู้ ไหวพริบ สตปิ ัญญา คาคม สุภาษิต หรือคาที่พดู เปน็ ปรศิ นาฟงั แล้วได้นามาคดิ มาวิเคราะหเ์ พ่ือค้นหาคาตอบ จากปญั หาว่าความจรงิ เป็นอยา่ งไร มีความหมายวา่ อยา่ งไร

ผญา มคี วามเปน็ มาอยา่ งไร วรรณกรรมมุขปาฐะประเภทผญาหรือ คาคม ภาษิตท้องถ่ินอีสานนี้ มีความเป็นมา อย่างไรหรือใครเป็นผู้ให้กาเนิด ยากที่จะตัดสินได้ว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้ให้กาเนิดหรือริเร่ิม แต่ อยา่ งไรก็ตาม มีผูร้ แู้ ละนักวชิ าการ ท่ที าการศกึ ษาคน้ คว้า วจิ ยั เก่ียวกับเรื่องผญา หรอื ภาษิตอสี าน ได้สันนิษฐานหรอื ให้ทศั นะเกยี่ วกบั ทีม่ าของผญาพอสรปุ ไดด้ ังน้ี 1. ผญาเกิดจาก คาส่ังสอนและศาสนา โดยหมายเอา คาสอนของผู้ใหญ่ท่ีมีต่อ เด็ก ครูบาอาจารย์ท่ีมีต่อศิษย์ พ่อแม่ที่มีต่อลูกหลาน ทั้งน้ีก็สืบเน่ืองจากคาสอนของศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา 2. ผญาเกิดจากขนบธรรมเนียมประเพณี โดยหมายเอา ข้อปฏิบัติที่คนในสังคม อีสานปฏบิ ตั ติ อ่ กนั ในวิถชี ีวิต 3. ผญาเกิดจากการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว อาจหมายเอาแรงบันดาลใจหรือ ความรู้สกึ ภายใจทอ่ี ยากจะบอกต่อกันและกนั จงึ กล่าวออกมาด้วยคาคมเชิงโวหารภาพพจน์ต่าง ๆ แลว้ เกดิ การโต้ตอบถ้อยคาแกก่ นั และกัน 4. ผญาเกิดจากการเล่นของเด็ก โดยหมายเอา การเล่นกันระหว่างเด็กแล้วมีการตั้ง คาถามอย่างเช่น ปรศิ นาคาทาย แตแ่ ทนท่จี ะถามโดยตรงกบั สร้างเป็นถ้อยคาทคี่ ล้องจองกัน 5. ผญาเกิดจากสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์อ่ืน ๆ ในวิถีชีวิต โดยหมายเอา สภาพการณ์ท่ีเกิดขึ้นในชีวิตแล้วเกิดแรงบันดาลใจให้เกิดถ้อยคาในใจและมีการกล่าวถ้อยคาที่ คล้องจองแก่กันและกัน ในโอกาศท่ีเดินทางไปมาค้าขาย หรือกิจกรรมอื่น ๆ (อดิศร เพียงเกษ, ๒๕๔๔: ๙๖) จากการสันนิษฐานท่ีมาของการเกิดข้ึนของผญา จะเห็นว่าผญาน้ันมีความหมายต่อ ชาวอีสาน ไม่ว่าชาวอีสานอาศัยอยู่สถานที่ใด เม่ือมีกิจกรรมใด ๆ ร่วมกัน หรือสนทนากันในกลุ่ม จะมีการกล่าว ผญาสอดแทรกขึ้นมาเสมอ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทาให้ผญามีบทบาทหน้าที่และมี ความสาคัญต่อสังคมชไทยอีสานต้ังแต่อตีดจนถึงปัจจุบัน อาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ แล้วแต่ โอกาสทจี่ ะนาไปใช้ในกิจกรรมนัน้ ๆ ประเภทของผญา ผญาหรือคาคม ภาษิตโบราณอีสานนี้ แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๔ ประเภท ดงั น้ี ๑. ประเภทคาสอน เรยี กวา่ ผญาคาสอนหรอื ผญาภาษิต ๒. ประเภทเกีย้ วพาราสี เรยี กว่า ผญาเครอื , ผญาย่อย หรือผญา โตต้ อบ ๓. ประเภทปริศนา เรยี กวา่ ผญาปริศนา-ปญั หาภาษิต

๔. ประเภทอวยพร เรยี กว่า ผญาอวยพร ๑. ประเภทคาสอน ผญาคาสอนหรือผญาภาษิต คือ การใชถ้ ้อยคาที่กลา่ วเป็นร้อยกรองส้ัน ๆ แฝงไวด้ ้วย คติธรรม คาเตือนใจ หรืออีนัยหน่ึงคือ ข้อความท่ีเป็นอุปมาอุปมัย ให้ผู้ฟังได้คิดตีความสามารถ นาไปประพฤตปิ ฏิบัติในทางทด่ี ีงามถูกต้อง ตัวอยา่ ง “คันเจ้าไดข้ ่ีซ้างก้ังฮ่มเปน็ พระยา อยา่ ได้ลมื คนทกุ ข์ผ้ขู คี่ วายคอนกล้า” “คันเจา้ ไดข้ ่ีซา้ งกั้งฮม่ สัปทน อยา่ ได้ลมื คนจนผู้แห่นาตีนซา้ ง” ความหมาย : ถ้าไดด้ หี รอื ได้เปน็ ใหญ่แล้วกอ็ ยา่ ได้ลมื ผู้คนรอบขา้ งหรือเบ้อื งหลงั “ความตายนแ้ี ขวนคอทุกบาทย่าง ไผกแ็ ขวนอ้อนต้อน เสมอดา้ มดังเดียว” ความหมาย : ความตายนย้ี อ่ ม ติดตามเหมือนเงาตามตัว ไม่มีผูใ้ ดหลดุ พ้น “บญุ บุญนี้บ่แหม่นของแบ่งได้ ปันแจกกันแหล่ว บ่อห่อนแยกออกได้ คือไม้ผา่ กลาง คือจ่ังเฮา กินขา้ ว เฮากินเฮาอ่ิม บ่แหมน่ ไปอม่ิ ท้อง เขาพุน้ ผู้บก่ ิน” ความหมาย : เรื่องของบุญใครเป็นคนทา คนน้ันได้รับผลเอง ไม่สามารถแบ่งปันได้เหมือน สิ่งของ เหมือนกินขา้ วผทู้ กี่ ินผู้น้นั กอ็ ิ่มเอง “คาสอนพอ่ แม่น้หี นักเก่ิงธรณี ผู้ใดยาเยงนบหากสิดีเมือหน้า” ความหมาย : ผ้ใู ดเคารพคาสง่ั สอนพอ่ แมจ่ ะเจริญก้าวหนา้ “ขอใหอ้ ดสาสู้ เพียรไปให้ถกื ป่อง คณุ อาจารย์ยกใส่เกล้า คนงิ ไวอ้ ยา่ สิลมื ” ความหมาย : อดทนสใู้ นสิ่งทถี่ ูกตอ้ ง ยกย่องคณุ อาจารย์ ๒. ประเภทอวยพร คือ การใช้ถ้อยคาทีใช้พูดอวยพรในโอกาสต่าง ๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นคาพูดท่ีผู้สูงอายุหรือ คนทีเ่ คารพนบั ถือ พูดเพื่อให้เปน็ สิริมงคลแกผ่ ู้ฟังหรือผ้รู บั พร อาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังน้ี

๒.๑ อวยพรทั่วไป “ ค่อยอยู่ดีสาบายม่ันเสมอมันเครือเก่า เดอ ให้เจ้าอยู่ดีมีแฮงความเจ็บอย่าให้ได้ความไข้อย่าให้มี ให้ไปดีมาดีผู้อยู่ให้มีชัยผู้ไปให้มีโชค โชคม้าอยู่เทิงอาน อยู่เทิงเครื่องอลังการสารับ นอนหลับ ให้เจ้าได้เงินพัน นอนฝันให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนต่ืนให้เจ้าได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษฮา้ ยอย่ามาพาน มารฮา้ ยอย่ามาผา่ ใหเ้ จา้ มอี ายุ วรรณัง สุขงั พลงั เดอ ” ความหมาย : ให้อยู่สุขสบาย ความเจ็บไข้อย่าได้มี ไปดีมาดี ผู้อยู่ขอให้มีชัย ผู้ไปขอ ใหม้ ีโชค อยบู่ นเครื่องสารบั อันอลังการ นอนหลับขอให้ได้เงินพันนอนฝนั ขอใหไ้ ดเ้ งนิ หม่ืน นอนตื่น ขึ้นมาขอให้ได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษร้ายอย่ามาพานพบ มารร้ายอย่ามากล้า กลาย ใหม้ ีอายวุ รรณะ สุขะ พละ ๒.๒ อวยพรคูบ่ า่ วสาว “ ให้เจ้าเป็นคู่แก้วคู่ขวัญ ให้เจ้าฮักกันบ่มีเปิด ลูกแก้วเกิดหญิงชาย สุขสาบายจนแก่เฒ่า สมบัติ หล่งั เข้าเนอื งนอง เงินทองมมี ากล้นเทอญ” ความหมาย : ขอให้คู่บ่าวสาวจงมีความรักต่อกันอย่าได้เส่ือมกัน ให้ได้ลูกหญิงลูกชายให้มี ความสุขในครอบครัวจนแกเ่ ฒา่ ชรา มที รัพย์สมบัตแิ ก้วแหวนเงนิ ทองมากมายอย่าขาดมอื ๒.๓ อวยพรพิธีสขู่ วญั “ผูกเบ้ืองซ้ายให้ขวัญเจ้ามา ผูกเบ้ืองขวาให้พระเจ้าอยู่ ฝ้ายเส้นนี้มีคาแถน นามาผูกแขนผ อวนเจ้า อย่ามีศรีเศร้าตัวเจ้าอย่างหมองหม่น คุณพระพุทธ พระ ธรรมมากล้นไหลต้ือต่ืนประสงค์ เจ้านอนหลับให้ได้เงินหมื่น เจ้านอนตื่นให้ได้เงินแสน แปนมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษร้ายอย่า พานมารรา้ ยอยา่ เบยี ด” ความหมาย : ผูกแขนซ้ายขอให้ขวัญมาอยู่กับเน้ือกับตัว ผูกแขนขวาขอให้คุณ พระคุณเจ้าอยคู่ ุ้มครอง ฝ้ายผูกแขนเส้นมีคาพรจากเทวดาให้นามาผูกแขนเจ้า อย่าให้มีความเศร้า หมองอยู่ในตัว ด้วยคุณพระรัตนตรัยมีมากล้นขอให้เจ้าได้ทุกส่ิงสมประสงค์ เม่ือเจ้านอนหลับ ขอให้ได้เงนิ หมน่ื นอนต่ืนขอให้ไดเ้ งนิ แสน ย่นื มือออกไปขอใหไ้ ด้แกว้ แหวนเงินทอง ภัยรา้ ยท้ังปวง อยา่ ได้มาเบียดเบียน ๓. ผญาประเภทปรศิ นา-ปัญหาภาษิต ผญาปริศนา-ปัญหาภาษิต คือ การใช้ถ้อยคาท่ีแทรกข้อคิด ปรัชญา คติชีวิต ในเชิง เปรียบเทยี บในถอ้ ยคา ทาใหผ้ ูฟ้ งั ต้องนาไปขบคดิ และตคี วามเอาเอง ตวั อยา่ ง

“อัศจรรยใ์ จแข้ หางยาว ๆ สังบ่ได้ฮองนัง่ บาดกระต่ายหางแป ๆ กระตา่ ยหางก้อม ๆ สังมาไดน้ ่งั ฮอง” ความหมาย : อัศจรรย์ใจ ท่ีผู้มีความรู้มามาก ๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ผูร้ ่าเรียนมานอ้ ยกลบั มีความสามารถประกอบอาชพี การงานไดส้ าเร็จและมั่นคงในชีวติ “อัศจรรย์ใจโอ้ โอทองสงั มาแตก บาดวา่ กะโปะหมากพร้าว สังมามั่นกว่าโอ” ความหมาย : อัศจรรย์ใจ ผู้ท่ีมีเชื้อสายจากสกุลใหญ่โต มีเกียรติยศช่ือเสียง ทาไมจึง แตกแยกขัดแย้งกันได้ แต่ทาไมผู้อยู่ในตระกูลธรรมดาสามัญชนท่ัวไป กลับมีความกลมเกลียวมี ความสามคั คกี นั ดี “กวางกินหมากขามปอ้ ม ไปคาก้นข้ีมงั่ คันแม่นม่งั บ่ข้ี สามมอื้ กระต่ายตาย คันกระต่ายตายแล้ว เหน็ อม้ ผัดเนา่ เหมน็ ” ความหมาย : ลูกหลานกระทาความผิด มีผลกระทบถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ถ้าไม่ สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่นานก็จะเป็นปัญหากระทบไปถึงญาติพี่น้องเดือดร้อนกันไปหมด (รวมถึง สถาบนั ดว้ ย) “อยากกนิ ข้าว ให้ปลูกใสพ่ ะลานหิน อยากมีศีล ใหฆ้ ่าพ่อตแี ม่ อยากให้คนมาแวะ ให้ฆา่ หมเู่ ดียวกัน” ความหมาย : ถ้าหากต้องการความสาเร็จ มีกินมีใช้ร่ารวย ต้องเป็นผู้มีความ อดทน เพียรพยายาม ต่อการทาทาน มีขันติธรรม (ปลูกข้าวใส่พะลานหิน) ถ้าอยากเป็นผู้มี คุณธรรม เอาชนะใจตนเองได้ ต้องดับตัวกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งกิเลสท้ัง ปวง (ฆ่าพ่อตีแม่) และถ้าต้องการให้คนเคารพนับถือ ชื่นชอบ ต้องขจัดพฤติกรรมท่ีเลวร้ายไปให้ หมด มคี วามเห็นแก่ตัว(ฆ่าหม่เู ดียวกัน) เป็นต้น และใหส้ ารวมกาย วาจา ๔. ผญาประเภทเก้ียวพาราสี

ผญาประเภทน้มี ชี ื่อเรียกท่ีแตกตา่ งกันออกไปวา่ ผญาเครอื , ผญายอ่ ยหรือผญาโต้ตอบ คือการใช้ถ้อยคาพูดโต้ตอบกนั เชิงเกี้ยวพาราสี ทกั ทายปราศัย สรรเสริญเยนิ ยอ หรือความอาลัย ตวั อยา่ ง “ฝันคืนน้ีฝันเป็นประหลาดต่าง ฝันว่าเสาเฮือนเน้ิงไปทางตะวันออกฝันว่าปอกมีดโต้ตกน้าล่องหนี ฝันว่าธามะรงเหลื้อมในมอื กระเด็นแตกเกรงว่านาถเจ้าใจเลี้ยวจากเฮยี ม” ความหมาย : ฝันเม่ือคืนช่างฝันประหลาดนัก ฝันว่าเสาเรือนเอียงไปทางทิศ ตะวันออก ฝันว่าปลอกมีดตกไปในน้า ฝันว่าแหวนเพชรในมอื หลน่ แตก เกรงว่าจะเป็นลางรา้ ยหรือ นอ้ งจะจากไป “สิบปีกะสถิ ่าซาวพรรษากะสอิ ยู่ คันบไ่ ดเ้ ป็นคเู่ หน็ แต่อแุ อ่งน้ากะปานได้น่งั เทียม” ความหมาย : สิบปี ยี่สิบปีกจ็ ะรอน้องอยู่ ถึงไม่ได้เคยี งคู่น้องมองเห็นแค่ตุ่มใสน่ ้า ก็เหมอื นได้นงั่ เคยี ง “อย่าให้เสียแฮงอ้ายเดินทางหิวหอด คือดั่งม้าอยากน้าเดือนห้า หอดหิว คันบ่กูร์ณาอ้าย เห็นสิ ตายมอ้ ยระแหมง่ เห็นสติ ายหอดแหง้ หิวนา้ หอดแฮง” ความหมาย : อย่าให้เสียแรงท่ีพ่ีต้องด้ันด้นมาหา ได้โปรดกรุณารับไมตรีพี่ไว้ อยา่ แล้งน้าใจนักเลย “พี่สิลาจากน้องกลับต่าวเคหัง ปาสิลาวังเวินเส่ินไปคือฮุ้ง ทุงสิไลลาผ้า สาหนองสิลาบวก ฮวก สิลาแม่นา้ นางน้องคอ่ ยอยู่ดี แดเ่ นอ” ความหมาย : พ่ีต้องลาจากน้องไปแล้ว เหมือนปลาที่ลาจากน้า นกลาจาก หนอง ขอให้น้องอย่สู ขุ สบายดนี ะ “พนี่ ีป้ ลอดอ้อยซอ้ ย เสมอออ้ ยกลางกอ กาบกะบ่หอ่ หนอ่ น้อย กะบ่ซอน ช้บู ่ซอ่ นเมียอา้ ยบม่ ี” ความหมาย : พีน่ ี้ยังเป็นโสด ไรค้ ู่ใจเหมือนต้นออ้ ยกลางกอ จงึ ได้มุง่ หมายมารัก น้อง “นกเขาตู้พรากคู่กะยังขัน กาเวาวอนพรากฮังกะยังฮ้อง น้องพรากอ้ายคาเดียวบ่เอิ้นส่ัง คันบ่เอิ้น สัง่ ใกล้ขอใหเ้ อน้ิ สงั่ ไกล”

ความหมาย : นกพรากคู่พรากรังยังร้องเพรียกหา แต่น้องจากพ่ีไปไม่มีแม้คา รา่ ลากไ็ มม่ ี ผญาเก้ียวพาราสีโต้ตอบหนุ่มสาว ตัวอยา่ ง (ชาย) .... สุขซาบายหมัน้ เสมอมันเครือเก่าบ่นอ เทิงพ่อแม่พนี่ ้องซาบาย ถว้ นอยู่สู่คน บเ่ ด (สุขสบายเหมือนเดิมหรือเปล่า ทั้งพ่อแม่พี่น้องมีความสุขถ้วน หนา้ กันไหม) (หญิง) .... น้องน่ี สุขซาบายหม้ัน เสมอมันเครือเก่าอยู่ดอกอ้าย เทิงพ่อ แมพ่ ่ีนอ้ งซาบายพร้อมสู่คน (นอ้ งนี้ สุขสบายดเี หมอื นเดมิ พอ่ แม่พีน่ ้องกส็ บายดีกันทุกคน) (ชาย) .... อ้ายน่ีอยากถามข่าวน้า ถามข่าวเถิงปลา ถามข่าวนา อยาก ถามข่าวเถิงเข้า อ้ายอยากถามข่าวน้องว่ามีผัวแล้วหรือบ่ หรือว่ามีแต่ซู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี (พอ่ี ยากถามข่าวคราวเร่ืองน้าเร่ืองปลา ถามข่าวเกี่ยวกับนากอ็ ยากจะถามถึงข้าว พ่ีอยากถามข่าว เก่ยี วกบั ตัวนอ้ งว่ามีแฟนหรอื ยงั ) (หญิง) ....โอนอ อ้ายเอย น้องนี้ปอดอ้อยซ้อยเสมอดั่งตองตัด พัดแต่ เปน็ หญิงมาบ่มีซายสิมาเก้ยี ว ผัดแต่สอนลอนขน้ึ บ่มเี ครือสเิ ก้ยี วพุ่ม ผดั แต่เป็นพ่มุ ไม้เครือสิเก้ยี วกะ บ่มี (พ่ีเอ๋ย น้องนี้ยังบริสุทธ์ิยังไม่มีแฟน เหมือนกับใบตองท่ีตัดพับไว้ ตง้ั แต่เกิดเป็น หญงิ มาไม่มชี าใดเข้ามาเกี่ยวพัน เหมอื นดัง่ พุม่ ไมไ้ มม่ ีเถาวัลย์มาเกาะพัน) (ชาย) .... น้องอย่ามาติแถลงเว้า เอาเลามาปลูก บ่แหม่นเซื้อซาติอ้อย กินไดก้ ะบห่ วาน

(น้องน่ีช่างพูดเหมือนเอาต้นเลามาปลูก เพราะมันไม่ใช่อ้อยกินได้ก็ไม่ หวาน) (หญิง) .... คันบ่จริงน้องบ่เว้า คันบ่เอาน้องบ่หว่า คันบ่แม่นท่า น้องบ่ไล่ ควายลง ตีลงแล้ว ถอยคืนมันสิยาก มันสิลาบากน้องเทยี วหยุ่งอยู่บ่เซา (ถ้าไม่จริงน้องไม่พูด ถ้าไม่ใช่ท่าน้าน้องไม่ไล่ควายลงน้า เมื่อไล่ควายลง ไปแลว้ จะไลต่ อ้ นความขึน้ มามันก็ลาบาก) (ชาย) .... อ้ายน่ีเป็นดังอาซาไนม้า เดินทางหิวฮอด มาพ้อน้าส้างแล้วใน ถ้ากะสอ่ งดาย กลายไปแลว้ ผัดคนื มาก้มส่อง อยากกนิ กะกนิ บไ่ ด้ เลียลน้ิ อย่เู ปลา่ ดาย (พี่น้ีเป็นเหมือนกับม้าเดินทางด้วยความหิวน้า เมื่อมาเจอบ่อน้า ลงกิน ไม่ได้เพยี งได้แตส่ ่องดูน้า อยากกินกล็ งกนิ ไม่ได้คงไดแ้ ค่แลบล้นิ ดว้ ยความกระหาย) (หญิง) .... น้องนี้เป็นดังเฮือคาแก้ง เสาประดงคุงหาด หาผู้คึดซ่อยแก้ ใหห้ ายฮอ้ น กะบ่มี (น้องเปน็ ดังเรือที่ค้างอยใู่ นแก่งนา้ เสาประโดงติดอยู่ จะหาคนมาช่วยก็ไมม่ )ี จากคาผญาท่ียกตัวอย่างมา เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วสามารถแบ่งเป็น ๓ ลกั ษณะคือ ๑. หมวดที่ว่าด้วยผญาภาษิต ได้แก่ คติสอนใจ ปริศนา เช่น “ครันเจ้าได้ข่ีซ้างกั้งฮ่ม เปน็ พญา อยา่ สลิ มื ชาวนาผขู้ ่คี วายคอนกลา้ ” ๒. หมวดท่ีว่าด้วยผญาอวยพร เช่น “นอนหลับให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้ เงินแสน แปนมอื ไปใหไ้ ดแ้ กว้ มณีโชติ โทษฮา้ ยอย่าพาล มารฮ้ายอยา่ มาเบียด” ๓. หมวดที่ว่าด้วยผญาเก้ียว ได้แก่ การเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหญิงชาย เช่น “ครัน อ้ายคดึ ฮอดนอ้ งใหเ้ หลียวเบ่งิ เดือนดาว สายตาเฮาสิกา่ ยกนั อย่เู ทิงฟ้า” ความสาคัญของผญาท่ีมตี ่อสังคมชาวอสี าน

เม่ือพิจารณาจากตัวอย่างผญาอันเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะชาวอีสานแล้ว นับว่าผญา มีบทบาทต่อสังคมอีสานท่ีสืบทอดมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอยู่ไม่น้อย ซ่ึงมักจะแสดงออกมาใน ลกั ษณะต่อไปนี้ ๑. ผญามีบทบาทต่อการสั่งสอน การถ่ายทอดความรู้และสั่งสอนแก่ ลูกหลาน ลูกศิษย์ ประชาชน ของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และพระสงฆ์ นอกจากการถ่ายทอด โดยตรงแล้วยังการถ่ายทอดทางอ้อมด้วยการสังเกตความประพฤติของบุคคลแวดล้อมด้วยการ ปฏิบัติในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบอกเล่า การประกอบพิธีกรรม การแสดงมหรสพ โดยใช้ ถ้อยคาที่เป็นภาษิตหรือผญาเป็นส่ือนามาสอน เพราะผญาเป็นถ้อยคาที่แฝงไว้ด้วยคติธรรมและมี ความไพเราะสละสลวยรดั กุม ทาให้ผฟู้ งั สามารถนาไปประพฤตปิ ฏิบัติในทางทีด่ ีงามท่ถี ูกที่ควรได้ ๒. ผญามีบทบาทต่อความบันเทิง คนอีสานมักจะกิจกรรมการเล่นและมหรสพ ประจา ท้องถิน่ อีสานชนิดหนง่ึ คือ หมอลา เมือ่ คนอีสานมงี านประจาปีหรอื งานบุญงานกศุ ลต่าง ๆ มักจะมีหมอลาซ่ึงถือว่าเป็นศิลปะการแสดงท่ีเป็นภูมิปัญญาคู่มากับคนอีสาน และในคาร้อง ของหมอลาท่ีแสดงน้ัน ล้วนแต่เป็นถ้อยคาที่เป็นผญาแทบท้ังส้ิน นอกจากผญาที่เป็นคาร้อง(หมอ ลา)แล้ว ก็ยังมีการกล่าวผญาโต้ตอบระหว่างกันและกัน เรียกว่า การจ่ายผญา หรือแก้ผญา พูดผญา หรอื เรียกอีกอยา่ งหน่ึงว่า ลาผญาญอ่ ย ลักษณะของการจา่ ยผญาคือ หมอลาหรือผู้เล่นจะ นง่ั เป็นวง สว่ นผ้ฟู ังอ่ืน ๆ ก็จะน่งั เป็นวงล้อมรอบ แล้วมีการจ่ายผญากันและกัน และจะมีหมอแคน เป่าให้จังหวะไปด้วย บางคร้ังการจ่ายผญาก็มีในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เข็นฝ้ายหรือป่ันฝ้าย ฝ่ายชาย ก็จะลาเกี้ยวฝ่ายหญิง ส่วนฝ่ายหญิงก็จะเข็นฝ้ายไปด้วยจ่ายผญาไปด้วย นับว่าเป็นการสร้างความ สนกุ สนานให้กับคนอีสานเป็นอย่างมากโดยเฉพาะหนมุ่ สาวอสี าน ๓. มีบทบาทต่อการอนุรักษ์วรรณกรรมท้องถ่ินอีสาน คนอีสานเมื่อไปอยู่ในที่ใด ๆ ถ้าได้มีการจัดกจิ กรรมร่วมกันหรือแม้กระทั่งคุยกันในกลุ่มของคนอสี านแล้ว สิ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือ การพูดผญา สอดแทรกขึ้นมาในระหว่างการสนทนาเสมอ จึงเป็นการอนุรักษ์วรรณกรรมประเภท มุขปาฐะของท้องถ่ินอสี านโดยทางอ้อม ท้ังเพราะผญา เป็นวรรณกรรมประเภทมุขปาฐะหนึ่งใน ๖ ของวรรณกรรมมขุ ปาฐะถนิ่ อีสาน ได้แก่ ๓.๑ การเล่าเรื่องตานานและนทิ าน ๓.๒ การสวดสรภัญญ์ ๓.๓ การอ่านหนังสือผกู ๓.๔ การแสดงหมอลา ๓.๕ เพลงเด็ก

๓.๖ ผญา ดังน้ัน ผญา จึงเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่มีบทบาทต่อสังคมคนอีสานมาก ทั้งยังเป็น เครื่องมือให้การศึกษาแก่คนในกลุ่มและสถาบันพ้ืนฐานทางสังคมมี ครอบครวั เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสร้างความเพลิดเพลิน กระตุ้นความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันและคงความเป็นอีกลักษณ์ทาง ภาษาแก่คนอีสานไวไ้ ม่ให้เส่ือมสญู ไป เรียกได้วา่ ผญาหรือคาคม ภาษิตอีสาน เป็นวรรณกรรม ทอ้ งถิ่นที่มบี ทบาทหน้าที่ (functionalism) ทีส่ าคัญตอ่ คนอีสานตง้ั แต่อดตี จนตราบเท่าปัจจบุ ันทุก วนั นี.้

เอกสารอา้ งองิ ๑. กรมศิลปากร. พื้นอีสาน. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์กรมการศาสนา, ๒๕๓๑. ๒. นงลกั ษณ์ ขนุ ทว.ี ผญาวรรณกรรมเพอื่ ปญั หาและชีวิตอีสาน. ไมป่ รากฏปีท่พี ิมพ์. ๓. ปรีชา พณิ ทอง. ไขภาษิตโบราณอสี าน. อุบลราชธานี : โรงพิมพ์ศริ ิธรรม, ๒๕๒๘. ๔. ศูนยร์ วมสงฆ์ชาวอสี าน. ผะญาหย่อยอายสาวโคลงสภุ าษติ อสี าน. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์พิทักษ์ อกั ษร,๒๕๓๖. ๕. สานักงานศึกษาธิการจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ. ผญาภาษิตโบราณอีสาน. (มปป.) ๖. สานักงานส่งเสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรม. มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . พิมพก์ วศี รีอีสาน ดร. พมิ พ์รตั นคุณสาส์ น. ขอนแกน่ , ๒๕๔๐. ๗. อดศิ ร เพยี งเกษ. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเร่ืองบาป-บุญ ทป่ี รากฏในผญาอสี าน. วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บณั ฑิตวิทยาลยั . มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook