Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การวิเคราะห์บทละคร

การวิเคราะห์บทละคร

Published by saowanee, 2019-12-19 00:20:26

Description: การวิเคราะห์บทละคร

Search

Read the Text Version

ความรูเ้ บ้ ืองตน้ เกี่ยวกบั การศึกษา วรรณกรรมและวิเคราะหบ์ ทละคร ส่ือการสอนประกอบวชิ า 0606220 วรรณกรรมศลิ ปะการละครตะวนั ตก Literature of Western Drama Theatre อ.สุวภทั ร พนั ธ์ปภพ

1) เป็ นข้นั ตอนเบ้ ืองตน้ ท่ผี เู้ รยี นดา้ นศิลปะการแสดงตอ้ งศกึ ษา เพราะก่อนทีจ่ ะเขา้ ใจโลก ของการละครอยา่ งถ่องแทน้ ้ัน ผูเ้ รียนจะตอ้ งทาความเขา้ ใจบทละครซ่ึงเป็ นวัตถุดิบที่ ใชบ้ นั ทกึ เรอ่ื งราวของละครเรอ่ื งน้นั ๆเอาไว้ 2) บทละครเร่ืองหน่ึงสามารถสะทอ้ นใหเ้ ห็นวัฒนธรรม ความคิดโลกทศั น์ ตลอดจนชีว ทศั นข์ องนักเขียนที่มีตอ่ ระบบสงั คมท่ีนักเขียนผนู้ ้ันดารงอยู่ และยงั เป็ นแหล่งขอ้ มูล ในการเลา่ เร่ืองราวท่ีจะปรากฏบนเวที เมื่อนาไปใชส้ รา้ งสรรคผ์ ลงานศิลปะการแสดง อีกดว้ ย 3) เพื่อสรา้ งความเขา้ ใจในองคป์ ระกอบของละคร เรียนรูว้ ิธีการเขา้ ถึงวรรณกรรมการ ละครที่มีขนบและรูปแบบการเขียนตามยุคสมัยตา่ งๆ เป็ นเอกลกั ษณท์ ่ีต่างจากงาน เขียนประเภทอ่ืนๆ 4) เมื่อมีความรูพ้ ้ ืนฐานเกี่ยวกบั การศึกษาบทละครอยา่ งลึกซ้ ึง มีทกั ษะในการวิเคราะห์ สงั เคราะหแ์ ละอธิบายคุณค่าของงานบทละครไดอ้ ยา่ งเขา้ ใจถ่องแท้ ก็จะสามารถนา ผลการวิเคราะหต์ คี วามไปสรา้ งสรรคศ์ ลิ ปะการแสดงที่มีคณุ ภาพได้

“บทละคร” คืองานประพนั ธท์ ี่สรา้ งสรรคข์ ้ ึนมีรูปแบบและโครงสรา้ งท่ีเป็ น เอกลักษณแ์ ตกต่างจากงานเขียนอื่นๆ ไม่ไดเ้ ขียนข้ ึนเพื่ออ่านแต่มีจุดประสงคเ์ พ่ือ “จดั แสดงบนเวที” และเสนอ “เรื่องราว” (Story) ท่ีประกอบไป ดว้ ยเหตกุ ารณท์ ี่ต่อเน่ืองกนั ทาใหเ้ ห็น “การกระทา” (Action) บุคลิก และ พฤติกรรมของตวั ละครที่เป็ นลาดบั ต้งั แตต่ น้ จนจบ อาจส่ือสาร ขอ้ คิดหรือสาระ (Message) ตามความตอ้ งการของผปู้ ระพนั ธไ์ ปสูผ่ ชู้ มดว้ ย  บทละครจะตอ้ งเสนอเรอ่ื งราวออกมาในรูปของ “การกระทา” ไม่ใช่การบรรยาย ผูอ้ ่านจะตอ้ งใชจ้ ินตนาการ ใหเ้ ห็นภาพส่ิงท่ีเกิดข้ ึนตรงหนา้ เสมือนว่ากาลงั ไปนงั ่ ชมการแสดงละครเวทีเร่ืองน้ันๆอยู่ >>>เขียนเพ่ือแสดงไม่ใช่เพ่ือ อา่ น<<<<

Conflict is the Heart of all Drama! “Without Conflict there is no Action; Without Action there is no Character; Without Character there is no Story”  “การกระทา” ในละครมีจดุ มุ่งหมายเพือ่ บอกเลา่ เรื่องราวของละคร  “การกระทา” ในละครจะดาเนินไปอย่างเรื่อยเป่ื อย โดยไม่มีจุดมุ่งหมายปลายทาง ไม่ได้  “การกระทา” ในละครจะตอ้ งมีรากฐานมาจากความขดั แยง้  ความขดั แยง้ น้ ีทาให้ “ตวั ละคร” ตอ้ งพยายามหาทางแกไ้ ข หรือฝ่ าฟันอุปสรรคที่เขา้ มาขวางทาง หรอื อาจจะตอ้ งเลือกทางเดินใหม่ ซึ่งมีผลเปล่ียนแปลงชีวิตของตวั ละคร ไปจากตอนเรมิ่ เรอ่ื ง!  ถา้ ปราศจาก “ความขดั แยง้ ” เรอื่ งราวของละครก็จะไม่เกิดข้ ึน

• บทละครคือศิลปะแห่งการเลือกเฟ้น (Art of Selection) การเลือกสรรสิ่งตา่ งๆ มานาเสนอโดยคานึงถึงขอ้ จากดั ของเวลา เลือกสรรองคป์ ระกอบตา่ งๆมาไวด้ ว้ ยกนั อยา่ ง ลงตวั มีความหมาย และมีคณุ คา่ ตอ่ สายตาผชู้ ม • ผเู้ ขียนบทละครทด่ี ี จะตอ้ งรูจ้ กั ทาใหเ้ ร่ืองมี “เอกภาพ” (Unity) ดว้ ยการตดั สินใจให้ แน่นอนว่า “จดุ มุ่งหมายของละครท่ีจะเขียนคืออะไร ใครเป็ นตวั เอก มีความสมั พนั ธ์ กบั ใครบา้ ง” และมุ่งพฒั นาเฉพาะความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั เอกและตวั ละครสาคัญ แทนท่ีจะโยนบทใหต้ วั ละครมากตวั เกินไป จนเรอ่ื งขาดเอกภาพและความลกึ ซ้ ึง • ละครที่ดีตอ้ งสนุก ตอ้ งตรึงคนดูไว้ไดต้ ้ังแต่ตน้ จนจบ ไม่ควรมีคาพูดบรรยาย สาธยายมากเกินไป ตอ้ งมีศิลปะในการสอดแทรก ใหข้ อ้ คิด อยา่ งแยบยล โดยท่ีทา ใหผ้ ชู้ มเกิดอารมณร์ ว่ ม คลอ้ ยตามโดยไม่รูต้ วั มีพลงั ดึงดดู ใจ เน้ ือหาสาระน่าติดตาม หรือเทคนิคการใชภ้ าพและ เสียงในละครแปลกใหม่ พอจะกระตุน้ และคงระดับ ความสนใจไวไ้ ดต้ ลอดเรอื่ ง • เรอ่ื งราวละครควรจะมีจดุ มุ่งหมายเพื่อกระตนุ้ ปฏิกิรยิ าตอบโตอ้ ยา่ งใดอยา่ งหนึ่งจาก คนดู เช่น สงสาร กลวั ขบขนั สมน้าหนา้ ดใี จ โกรธ หรอื ใหค้ ิดพิจารณา เป็ นตน้

1. การวิเคราะห์องคป์ ระกอบของบทละคร การแยกแยะองคป์ ระกอบของบทละครแตล่ ะส่วนออกมาพิจารณา ก็เพ่ือ ความเขา้ ใจในการดาเนินเร่ือง ลกั ษณะตวั ละคร ความหมายของเรอื่ ง องคป์ ระกอบของบทละคร คือ 1. โครงเรอ่ื ง (Plot) 2. ตวั ละคร (Character) 3. ความคิด (Though) / แก่นเรอื่ ง (Theme) 4. ภาษา (Diction) 5. เสยี ง (Song) 6. ภาพ (Spectacle)

 หมายถึง ลาดบั ของเหตกุ ารณใ์ นเรอ่ื งทีส่ าคญั ตอ่ การเลา่ เรอ่ื ง  เป็ น กระดกู สนั หลงั ของบทละคร ท่เี ป็ นการตอบคาถามว่า “ตวั ละครหลกั ของเรอ่ื งคือใคร? เขาทาอะไรเพอ่ื ใหไ้ ดใ้ นส่ิงท่เี ขาตอ้ งการ? อุปสรรคหรือความขดั แยง้ ท่ีทาใหเ้ ขาไม่ไดอ้ ยา่ งที่ตอ้ งการคืออะไร? เขาตอ่ สูก้ บั อปุ สรรคน้นั อยา่ งไรและพบจุดจบท่ีใด?”  มีสว่ นตน้ กลาง และจบ เป็ นเหตเุ ป็ นผลตอ่ เน่ืองกนั *ขอ้ ควรระวงั เก่ียวกบั การหาโครงเร่ือง คือเราตอ้ งดูเฉพาะส่วนสาคญั ของเร่ือง เท่าน้นั รายละเอียดตา่ งๆที่เป็ นตวั เสริมจะตอ้ งตดั ท้ ิงไป* “โครงเร่ือง” ตา่ งจาก “เรือ่ งยอ่ ” ตรงที่เร่ืองยอ่ เป็ นการสรุปความเหตกุ ารณ์ ท้งั หมดในเรอ่ื งแตโ่ ครงเรื่องเป็ นการรอ้ ยเรยี งเหตกุ ารณท์ ี่สาคญั ทผี่ ลกั ดนั เรือ่ งในเดนิ ไป ขา้ งหนา้

Climax จุดสูงสดุ ทางอารมณ์ /จดุ แตกหกั Crisis Falling Action จุดวกิ ฤติ จดุ คลค่ี ลาย /แกป้ ม Conflict Resolution บทสรุปของเร่อื งราว ความขดั แยง้ Middle End Exposition การปูเร่อื ง ตวั ละคร Beginning

“ตวั ละครหลกั และตวั ละครปะทะ วเิ คราะหค์ วามเป็นตวั ละคร จะสะทอ้ นโครงเร่ืองและสาระสาคญั ของเร่ืองไดช้ ดั เจนท่สี ุด\" (Characterization)  ตวั ละครหลกั /ตวั เอก (Protagonist) 1. ลกั ษณะทางกายภาพ  ตวั ละครปะทะ /คูก่ รณี (Antagonist) 2. ลกั ษณะทางจติ วทิ ยา ลกั ษณะนิสยั 3. ภมู หิ ลงั  ตวั ละครแบบกลม (Well Rounded Character) วเิ คราะหไ์ ดจ้ ากอะไรบา้ ง? มคี วามซบั ซอ้ น มคี วามเป็นมนุษย์ มที ง้ั ดา้ นดีและดา้ นไม่ดี 1. คาบรรยายของนกั เขียน  ตวั ละครแบบแบน (Typed /Flat Character) 2. คาพูดของตวั ละครตวั น้นั ไม่ซบั ซอ้ น มองเหน็ ดา้ นเดียว ดีมาก หรอื ชวั่ รา้ ยมาก 3. คาพดู ของตวั ละครตวั อน่ื บทบาทหรอื บคุ ลกิ ภาพ 4. การกระทาของตวั ละคร  ตวั ละครแบบตายตวั (Static Character) มบี คุ ลกิ และนิสยั คงท่ไี ม่มเี ปล่ยี นตลอดทง้ั เร่อื งตง้ั แต่ตน้ จนจบ  ตวั ละครแบบมีพฒั นาการ (Dynamic Character) ปรบั เปลย่ี นนิสยั และทศั นคตไิ ปตามประสบการณ์หรอื สภาพจติ ใจได้

 ความคิดในละครเป็ นการตอบคาถามว่า “นิทานเร่ืองน้ ีสอนใหร้ ูว้ ่า...” สุดทา้ ยเม่ือผชู้ มชมละครเรื่องน้ ีจบ เขาตอ้ งไดร้ บั บทเรียนอะไรกลบั ไป หรอื สว่ นใดช่วงใด ของละครเรอื่ งน้ ีกระตนุ้ ใหค้ นดไู ดน้ าไปคิดตอ่ หรอื นาไปวิเคราะหพ์ จิ ารณาตวั เองและคน รอบขา้ ง  โดยปกตผิ เู้ ขียนจะแทรกคาพดู หรือเหตกุ ารณท์ ี่สะทอ้ น “แก่นของเรอ่ื ง” เอาไว้ เราตอ้ งหาสิ่งเหลา่ น้นั ในบทละครใหเ้ จอ และชว่ ยขยายความใหค้ นดคู อ่ ยๆเห็นความคิด ในเรอื่ ง เพอื่ ใหค้ นดไู ดเ้ รียนรูไ้ ปพรอ้ มๆกบั เราและสรุปความคิดในตอนทา้ ยไดใ้ นที่สุด ภาษา เป็ นสื่อท่แี สดงใหเ้ ห็นโครงเร่อื ง ตวั ละคร และความคิด 1) ตอ้ งหา “ความหมายโดยตรง (Directly)”และ ความหมายโดยนยั (Subtext)” 2) วิเคราะหค์ วามเป็ นรอ้ ยแกว้ รอ้ ยกรอง ตอ้ งมองใหอ้ อกว่า “ผเู้ ขียนใชภ้ าษา แบบน้ ีทาไม” ภาษามีความสาคญั อยา่ งไรตอ่ ตวั ละคร

โดยปกตลิ ะครสมยั ใหม่จะระบเุ สยี งในละครไว้ เช่น เม่อื ถงึ ฉากน้ีใหใ้ ช้ เพลง... หรอื กาหนดมาว่ามเี สยี งกดกร่งิ ประตูดงั ข้ึนประตูจงึ เปิดออก แตส่ าหรบั บทละครบางชนิดผูเ้ ขียนมไิ ดร้ ะบมุ าใหช้ ดั เจน เราจะตอ้ งวเิ คราะห์ ออกมาใหไ้ ดเ้ องจากคาพดู ของตวั ละคร คาพดู ของตวั ละครหรอื เหตกุ ารณ์ของ ตวั ละครช่วงใด สะทอ้ นใหเ้ หน็ ภาพใด ในเร่อื งท่จี ะนาไปสรา้ ง “ภาพ” จรงิ บนเวทไี ด้

2. การวิเคราะห์ประเภทของบทละคร  แบ่งตามยคุ สมยั >>> ละครกรกี ละครยคุ กลาง ละครยคุ ฟ้ ื นฟูศิลปวิทยา ละครสมยั ใหม่  แบง่ ตามลกั ษณะการเขียน >>> ละครรอ้ ยแกว้ ละครรอ้ ยกรอง เป็ นตน้  แบ่งตามบรรยากาศและอารมณข์ องเร่ือง >>> ละครโศกนาฏกรรม (Tragedy) ละคร สุขนาฏกรรม (Comedy) ละครตลกตงึ ตงั (Farce) ละครเมโลดรามา (Melodrama) และละคร ดรามา (Drama) ละครประเภทต่างๆน้ ีมีลกั ษณะ แตกต่างกนั ไป แมว้ ่าบทละครบางเรื่องอาจไม่สามารถจดั เขา้ อยู่ในประเภทใด ไดโ้ ดยตรง หรือ บทละครบางเรือ่ งอาจมีลกั ษณะของประเภทต่างๆมาปะปนกนั อย่างไรก็ตาม ลกั ษณะเฉพาะ ของละครแต่ละประเภทก็อาจใชเ้ ป็ นรากฐานในการวิเคราะหแ์ ละวิจารณบ์ ทละครได้ การจาแนกประเภทบทละครและวิเคราะหไ์ ดว้ ่า บทละครเรือ่ งใดจดั อยู่ในประเภทใด ไม่ไดท้ าเพือ่ ใหเ้ กิดการเลียนแบบแบบแผนของบทละครประเภทน้นั ๆเวลานาไปสรา้ งเป็ นงานละคร แต่จะทา ใหเ้ รามีกรอบสาหรบั ตนเองไดว้ ่า เมื่อโครงเรื่องเป็ นเช่นน้ ี ตวั ละครเป็ นแบบน้ ี บรรยากาศของเรื่องควรเป็ น อย่างไร ควรใหค้ นดูรูส้ กึ อย่างไร และคนดูจะไดร้ บั สาระสาคญั ของเรือ่ งในลกั ษณะใด

3. การวิเคราะห์แนวทางการนาเสนอของบทละคร (Styles) เป็ นเหมือนกรอบของการจดั แสดงละคร ทีก่ าหนดรูปแบบของวิธกี ารแสดง การออกแบบฉากการ ออกแบบแสง และเส้ ือผา้ คือการกาหนดทิศทางของเรื่องใหเ้ ป็ นไปในรูปแบบใดรูปแบบหน่ึง  แนวเหมือนชีวิต (Realism และ Naturalism) คือนาเสนอใหม้ ี เหตผุ ลเหมือนจรงิ ท่สี ุด  แนวโรแมนตคิ (Romanticism) นาเสนอโดยใชอ้ ารมณเ์ ป็ นตวั นาเร่ือง  แนวซิมโบลิสม์ (Symbolism) นาเสนอโดยใชส้ ญั ลกั ษณแ์ ทนความจริงของชีวิตมนุษย์  แนวเอกซเ์ ปรสชนั นิสม์ (Expressionism) การนาเสนอแบบบิดเบ้ ียวความจรงิ ภายนอกพลกิ กลบั นา ความจรงิ ภายในออกมาใหผ้ ูช้ มไดเ้ ห็น  แนวเอพกิ (Epic Theatre) นาเสนอโดยแยกคนดอู อกจากละครไม่ใหค้ นดรู ูส้ ึกคลอ้ ยตามตวั ละครเพ่ือ วิพากษว์ ิจารณต์ วั ละครอนั จะทาใหเ้ ห็นความจรงิ ของสงั คมมากข้ ึน  แนวแอบเสิรด์ (Absurdism) คือการนาเสนอแบบแปลกวิสยั รูเ้ หตผุ ลทาใหผ้ ูช้ มเห็นความส้ ินหวงั ของ ชีวิต การเลือกแนวทางการนาเสนอทีไ่ ปดว้ ยกนั กบั **แก่นของเร่ือง** ก็จะทาใหส้ ารน้นั ส่อื ไปถึงผชู้ มไดช้ ดั เจนและเขา้ ใจไดม้ ากข้ ึน และสรา้ งบรรยากาศของ ละครเรือ่ งน้นั ใหต้ รงกบั ความตอ้ งการของบทละครไดด้ ยี ิ่งข้ ึน

1. ไดค้ วามรูเ้ บ้ ืองตน้ ก่อนจะลงมือวิเคราะหบ์ ทละครจริงๆ เพ่ือใหไ้ ดเ้ ห็นภาพและเขา้ ใจว่าจะตอ้ ง ไดเ้ รยี นรูอ้ ะไรบา้ งเมื่อตอ้ งทาการวิเคราะหบ์ ทละคร 2. ไดร้ ูว้ ่าศิลปะการละครเป็ นการบอกเล่าประสบการณข์ องมนุษยบ์ นเวทีต่อหนา้ ผูช้ ม ซ่ึงช่วย ส่ือสารดา้ นอารมณค์ วามรู้ และจิตวิญญาณเพ่ือสรา้ งแรงบนั ดาลใจ ประโลมใจ ผลกั ดนั ใหเ้ กิด การเปล่ียนแปลงตอ่ ผชู้ มในระดบั บคุ คล และระดบั สงั คม 3. ไดร้ ูว้ ่าการสรา้ งสรรคล์ ะคร จะตอ้ งมีวตั ถุดิบเป็ นบทละคร ท่ีเป็ นตวั บนั ทึกเร่ืองราวเหล่าน้ันเป็ น ลายลกั ษณอ์ กั ษรเพ่อื สาหรบั นาไปใชง้ านตอ่ 4. บทละครเป็ นผลผลิตจากการประกอบสรา้ งทางสังคมในแต่ละยุคสมัย มีแนวคิดและการ ขับเคล่ือนทางวัฒนธรรมท่ีทาใหบ้ ทละครมีความแตกต่างหลากหลาย ท้ังในแง่เน้ ือหาและ รูปแบบ 5. บทละครมีหนา้ ที่สาคญั อะไรบา้ ง ซ่ึงหนา้ ท่ีหน่ึงก็คือ การส่ือสารความคิดประสบการณช์ ีวิตและ โลกทศั นข์ องผเู้ ขียนบทไปสู่ผูช้ ม 6. จะเห็นว่าการศึกษาและวิเคราะหบ์ ทละครเพื่อนาไปสรา้ งสรรคง์ านละครเวทีน้ัน ตอ้ งศึกษา วิเคราะหจ์ ากองคป์ ระกอบของบทละคร ประเภทของบทละครและแนวทางการนาเสนอ ซ่ึงจะ สามารถนาไปประยุกตใ์ ชก้ บั หนา้ ท่ตี า่ งๆในโลกของการสรา้ งสรรคล์ ะครตามความสนใจตอ่ ไป


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook