วนั มาฆบูชา ตรงกบั วนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือนน ๓ \"มาฆะ\" เป็นชื่อนขอนงเดือนน ๓ มาฆบชู าน้นั ยอ่ นมาจากคาวา่ \"มาฆ บุรณมี\" แปลวา่ การบูชาพระในวนั เพญ็ เดือนน ๓ วนั มาฆบูชา จึงตรงกบั วนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือนน ๓ แต่ถา้ ปี ใดมีเดือนน อนธิกมาส คือนมีเดือนน ๘ สอนงคร้ัง วนั มาฆบูชากจ็ ะเล่ือนนไปเป็นวนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือนน ๔ เป็นวนั สาคญั วนั หน่ึง ในวนั พทุ ธศาสนา คือนวนั ที่มี การประชุมสงั ฆสนั นิบาตคร้ังใหญ่ในพทุ ธศาสนา ที่เรียกวา่ \"จาตุรงคสนั นิบาต\" และเป็นวนั ที่พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดท้ รง แสดงโอนวาทปฎิโมกขแ์ ก่พระสงฆส์ าวกเป็นคร้ังแรก ณ เวฬุวนั วิหาร กรุงราชคฤห์ เพ่ือนใหพ้ ระสงฆน์ าไปประพฤติปฏิบตั ิ เพื่อน จะยงั พระพุทธศาสนาใหเ้ จริญรุ่งเรือนงต่อนไป
โอวาทปาฏโิ มกข์ โอนวาทปาฏิโมกข์ - หลกั คาสอนนสาคญั ขอนงพระพุทธศาสนา หรือนคาสอนนอนนั เป็นหวั ใจขอนงพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ ก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถาก่ึง ที่พระพทุ ธเจา้ ตรัสแก่พระอนรหนั ต์ ๑,๒๕๐ รูป ผไู้ ปประชุมกนั โดยมิไดน้ ดั หมาย ณ พระเวฬุ วนาราม ในวนั เพญ็ เดือนน ๓ ท่ีเราเรียกกนั วา่ วนั มาฆบูชา (ถรรถกถากล่าววา่ พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงโอนวาทปาฏิโมกข์ น้ี แก่ท่ีประชุมสงฆต์ ลอนดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนนท่ีจะโปรดใหส้ วดปาฏิโมกขอ์ นยา่ งปัจจุบนั น้ีแทนต่อนมา),
คาถา โอนวาทปาฏิโมกข์ มีดงั น้ี (โอนวาทปาติโมกข)์ การไม่ทาความชว่ั ท้งั ปวง, การบาเพญ็ แต่ความดี, การทาจิตขอนงตน สพฺพปาปสฺส อนกรณกสุ ลสฺสูปสมฺปทา ใหผ้ อ่ นงใส น้ีเป็นคาสอนนขอนงพระพุทธเจา้ ท้งั หลาย สจิตฺตปริโยทปนเอนต พทุ ธาน สาสนฯ ขนั ติ คือนความอนดกล้นั เป็นตบะอนยา่ งยง่ิ , พระพุทธเจา้ ท้งั หลายกล่าววา่ นิพพาน เป็นบรมธรรม, ขนฺตี ปรม ตโป ตีติกฺขา ผทู้ าร้ายคนอน่ืนไม่ชื่อนวา่ เป็นบรรพชิต, นิพฺพาน ปรม วทนฺติ พทุ ฺธา ผเู้ บียดเบียนคนอนื่น ไม่ชื่อนวา่ เป็นสมณะ น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี การไม่กล่าวร้าย, การไม่ทาร้าย, ความสารวมในปาฏิโมกข,์ สมโณ โหติ ปร วเิ หฐยนฺโตฯ ความเป็นผรู้ ู้จกั ประมาณในอนาหาร, ที่นงั่ นอนนอนนั สงดั , ความเพียร ในอนธิจิต น้ีเป็นคาสอนนขอนงพระพทุ ธเจา้ ท้งั หลาย อนนูปวาโท อนนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สวโร ที่เขา้ ใจกนั โดยทวั่ ไป และจากนั ไดม้ าก กค็ ือน ความในคาถาแรกท่ีวา่ มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสน \"ไม่ทาชวั่ ทาแต่ความดี ทาจิตใจใหผ้ อ่ นงใส\" อนธิจิตฺเต จ อนาโยโค เอนต พุทฺธาน สาสนฯ
คาวา่ \"จาตุรงคสนั นิบาต\" แยกศพั ทไ์ ดด้ งั น้ี คือน \"จาตุร\" แปลวา่ ๔ \"อนงค\"์ แปลวา่ ส่วน \"สนั นิบาต\" แปลวา่ ประชุม ฉะน้นั จาตุรงคสนั นิบาตจึงหมายความวา่ \"การประชุมดว้ ยอนงค์ ๔\" กล่าวคือนมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดข้ึนพร้อนมกนั ในวนั น้ี คือน ๑. เป็นวนั ที่ พระสงฆส์ าวกขอนงพระพทุ ธเจา้ จานวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อนมกนั ท่ีเวฬุวนั วหิ ารในกรุงราชคฤห์ โดยมิไดน้ ดั หมาย ๒. พระภิกษุสงฆเ์ หล่าน้ีลว้ นเป็น \"เอนหิภิกขอุ นุปสมั ปทา\" คือนเป็นผทู้ ี่ไดร้ ับการอนุปสมบทโดยตรงจาก พระพทุ ธเจา้ ท้งั สิ้น ๓. พระภิกษุสงฆท์ ุกอนงคท์ ่ีไดม้ าประชุมในคร้ังน้ี ลว้ นแต่เป็นผไุ้ ดบ้ รรลุพระอนรหนั ตแ์ ลว้ ทุก ๆอนงค์ ๔. เป็นวนั ที่พระจนั ทร์เตม็ ดวงกาลงั เสวยมาฆฤกษ
การปฎิบตั ิตนสาหรับพุทธศาสนาในวนั น้ีกค็ ือน การทาบุญตกั บาตรในตอนนเชา้ หรือนไม่กจ็ ดั หาอนาหารคาวหวานไปทาบุญฟังเทศน์ท่ีวดั ตอนนบ่ายฟังพระแสดง พระธรรมเทศนา ในตอนนกลางคืน จะพากนั นาดอนกไม้ ธูปเทียน ไปท่ีวดั เพ่ือนชุมนุมกนั ทาพิธีเวยี นเทียนรอนบพระอนุโบสถพร้อนมกบั พระภิกษุสงฆ์ โดยเจา้ อนาวาสจะนาวา่ นะโม ๓ จบ จากน้นั กล่าวคาถวายดอนกไมธ้ ูปเทียน ทุกคนวา่ ตาม จบแลว้ เดินเวียนขวา ตลอนดเวลาใหร้ ะลึกถึง พระพทุ ธคุณ พระธรรมคุณ พระสงั ฆคุณ จนครบ ๓ รอนบ แลว้ นาดอนกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวดั เตรียมไวเ้ ป็นอนนั เสร็จพิธี
กจิ กรรมต่างๆ ทีค่ วรปฏบิ ัตใิ นวนั มาฆบูชา ๑. ทาบุญใส่บาตร ๒. ไปวดั เพ่ือนปฏิบตั ิธรรม และฟังพระธรรมเทศนา ๓. ไปเวียนเทียนที่วดั ๔. ประดบั ธงชาติตามอนาคารบา้ นเรือนนและสถานท่ีราชการ
วนั มาฆบูชา หมายถึง การบชู า ในวนั เพญ็ เดือนน ๓ เน่ือนงในโอนกาสคลา้ ย วนั ท่ีพระพุทธเจา้ ทรงแสดงโอนวาทปาติโมกข์ แก่พระภิกษุจานวน ๑,๒๕๐ รูป
ความสาคญั วนั มาฆบูชา วนั มาฆบชู า เป็นวนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือนน ๓ มีเหตุการณ์อนศั จรรยท์ ี่ พระสงฆส์ าวกขอนงพระพทุ ธเจา้ จานวน ๑,๒๕๐ รูป มาเฝ้ าพระพทุ ธเจา้ ณ วดั เวฬุวนั เมือนง ราชคฤห์ แควน้ มคธ โดยมิไดน้ ดั หมายกนั พระสงฆ์ ท้งั หมดเป็นพระอนรหนั ต์ ผไู้ ดอ้ นภิญญา ๖ และเป็นผทู้ ี่ไดร้ ับการอนุปสมบท โดยตรงจากพระพทุ ธเจา้ ในวนั น้ีพระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงแสดงโอนวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆเ์ หล่าน้นั ซ่ึง เป็นท้งั หลกั การอนุดมการณ์และวธิ ีการปฏิบตั ิท่ี นาไปใชไ้ ดท้ ุกสงั คม มีเน้ือนหาโดยสรุปคือนใหล้ ะความชวั่ ทุกชนิดทาความดี ใหถ้ ึงพร้อนมและทาจิตใจใหผ้ อ่ นงใส
ความเป็ นมาวนั มาฆบูชา ๑. ส่วนที่เกี่ยวกบั พระพทุ ธเจา้ หลงั จากพระพุทธเจา้ ตรัสรู้ได้ ๙ เดือนนขณะน้นั เมื่อนเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมท่ีถ้าสุกรขาตาแลว้ เสดจ็ มาประทบั ท่ีวดั เวฬุวนั เมือนงราชคฤห์ แควน้ มคธ ประเทศอนินเดียในปัจจุบนั วนั น้นั ตรงกบั วนั เพญ็ เดือนนมาฆะหรือนเดือนน ๓ในเวลาบ่ายพระอนรหนั ตส์ าวกขอนงพระพทุ ธเจา้ มา ประชุม พร้อนมกนั ณ ท่ีประทบั ขอนงพระพทุ ธเจา้ นบั เป็นเหตุอนศั จรรย์ ที่มีอนงคป์ ระกอนบสาคญั ๔ ประการ เรียกวา่ วา่ วนั จาตุรงคสนั นิบาต คาวา่ \"จาตุรงคสนั นิบาต\" แยกศพั ทไ์ ดด้ งั น้ี คือน \"จาตุร\" แปลวา่ ๔ \"อนงค\"์ แปลวา่ ส่วน \"สนั นิบาต\" แปลวา่ ประชุม
ฉะน้นั จาตุรงคสนั นิบาตจึงหมายความวา่ \"การประชุมดว้ ยอนงค์ ๔\" กล่าวคือนมีเหตุการณ์พิเศษท่ีเกิดข้ึนพร้อนมกนั ในวนั น้ี คือน เป็นวนั ท่ี พระสงฆส์ าวกขอนงพระพทุ ธเจา้ จานวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อนมกนั ท่ีเวฬุวนั วิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิไดน้ ดั หมาย พระภิกษุสงฆเ์ หล่าน้ีลว้ นเป็น \"เอนหิภิกขอุ นุปสมั ปทา\" คือนเป็นผทู้ ี่ไดร้ ับการอนุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจา้ ท้งั สิ้น พระภิกษุสงฆท์ ุกอนงคท์ ี่ไดม้ าประชุมในคร้ังน้ี ลว้ นแต่เป็นผไุ้ ดบ้ รรลุพระอนรหนั ตแ์ ลว้ ทุก ๆอนงค์ เป็นวนั ท่ีพระจนั ทร์เตม็ ดวงกาลงั เสวยมาฆฤกษ
ประวตั วิ นั มาฆบูชา มลู เหตุวนั มาฆะบูชา หลงั จากพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดต้ รัสรู้ในวนั ข้ึน 15 ค่า เดือนน 6 และไดท้ รงประกาศพระศาสนาและส่งพระอนรหนั ตสาวกอนอนกไปจาริกเพ่ือนเผยแพร่ พระพุทธศาสนายงั สถานท่ีต่าง ๆ ล่วงแลว้ ได้ 9 เดือนน ในวนั ท่ีใกลพ้ ระจนั ทร์เสวยมาฆฤกษ์ (วนั ข้ึน 15 ค่า เดือนน 3) พระอนรหนั ตท์ ้งั หลายเหล่าน้นั ต่างได้ ระลึกวา่ วนั น้ีเป็นวนั สาคญั ขอนงศาสนาพราหมณ์ อนนั เป็นศาสนาขอนงตนอนยเู่ ดิม ก่อนนท่ีจะหนั มานบั ถือนพระธรรมวินยั ขอนงพระพทุ ธเจา้ และในลทั ธิศาสนาเดิม น้นั เมื่อนถึงวนั เพญ็ เดือนนมาฆะ เหล่าผศู้ รัทธาพราหมณลทั ธินิยมนบั ถือนกนั วา่ วนั น้ีเป็นวนั ศิวาราตรี โดยจะทาการบูชาพระศิวะดว้ ยการลอนยบาปหรือนลา้ งบาป ดว้ ยน้า แต่มาบดั น้ีตนไดเ้ ลิกลทั ธิเดิมหนั มานบั ถือนพระธรรมวนิ ยั ขอนงพระพทุ ธเจา้ แลว้ จึงควรเดินทางไปเขา้ เฝ้ าบชู าฟังพระสทั ธรรมจากพระพทุ ธเจา้ พระ อนรหนั ตเ์ หล่าน้นั ซ่ึงเคยปฏิบตั ิศิวาราตรีอนยเู่ ดิม จึงพร้อนมใจกนั ไปเขา้ เฝ้ าพระพุทธเจา้ โดยมิไดน้ ดั หมาย มีผกู้ ล่าววา่ สาเหตุสาคญั ท่ีทาใหพ้ ระสาวกท้งั 1,250 อนงคม์ าประชุมพร้อนมกนั โดยมิไดน้ ดั หมาย มาจากในวนั เพญ็ เดือนน 3 ตามคติพราหมณ์ เป็นวนั พิธีศิวา ราตรี พระสาวกเหล่าน้นั ซ่ึงเคยนบั ถือนศาสนาพราหมณม์ าก่อนนจึงไดเ้ ปลี่ยนจากการรวมตวั กนั ทาพิธีชาระบาปตามพธิ ีพราหมณ์ มารวมกนั เขา้ เฝ้ าพระพุทธเจา้ แทน
สถานที่สาคญั เนื่อนงดว้ ยวนั มาฆบูชา (พทุ ธสงั เวชนียสถาน) พระพุทธรูปยนื กลางมณฑลมหาสงั ฆสนั นิบาต ในโบราณสถานวดั เวฬุวนั มหาวิหาร เมือนงราชคฤห์ รัฐพิหาร อนินเดีย (เป็นพระพทุ ธรูปสร้างใหม่ ปัจจุบนั เป็น สถานท่ีจาริกแสวงบุญสาคญั ขอนงชาวพุทธทว่ั โลก)เหตุการณ์สาคญั ที่เกิดในวนั มาฆบูชา เกิดภายในบริเวณท่ีต้งั ขอนง \"กลุ่มพทุ ธสถานโบราณวดั เวฬุวนั มหา วิหาร\" ภายในอนาณาบริเวณขอนงวดั เวฬุวนั มหาวิหาร ซ่ึงลานจาตุรงคสนั นิบาตอนนั เป็นจุดท่ีเกิดเหตุการณ์สาคญั ในวนั มาฆบูชาน้นั ยงั คงเป็นที่ถกเถียงและหา ขอ้ นสรุปทางโบราณคดีไม่ไดม้ าจนถึงปัจจุบนั
วดั เวฬุวนั มหาวหิ าร \"วดั เวฬุวนั มหาวิหาร\" เป็นอนาราม (วดั ) แห่งแรกในพระพทุ ธศาสนา ต้งั อนยใู่ กลเ้ ชิงเขาเวภารบรรพต บนริมฝ่ังแม่น้าสรัสวดีซ่ึงมีตโปธาราม (บ่อนน้าร้อนน โบราณ) คนั่ อนยรู่ ะหวา่ งกลาง นอนกเขตกาแพงเมือนงเก่าราชคฤห์ (อนดีตเมือนงหลวงขอนงแควน้ มคธ) รัฐพิหาร ประเทศอนินเดียในปัจจุบนั (หรือน แควน้ มคธ ชมพู ทวปี ในสมยั พทุ ธกาล)
วดั เวฬุวนั ในสมยั พุทธกาล เดิมวดั เวฬุวนั เป็นพระราชอนุทยานสาหรับเสดจ็ พระพาสขอนงพระเจา้ พมิ พสิ าร เป็นสวนป่ าไผร่ ่มรื่นมีร้ัวรอนบและกาแพงเขา้ อนอนก เวฬุวนั มีอนีกช่ือนหน่ึงปรากฏ ในพระสูตรวา่ \"พระวหิ ารเวฬุวนั กลนั ทกนิวาปสถาน\"หรือน \"เวฬุวนั กลนั ทกนิวาป\" (สวนป่ าไผส่ ถานท่ีสาหรับใหเ้ หยอื่ นแก่กระแต) พระเจา้ พิมพิสารไดถ้ วาย พระราชอนุทยานแห่งน้ีเป็นวดั ในพระพทุ ธศาสนาหลงั จากไดส้ ดบั พระธรรมเทศนาอนนุปุพพกิ ถาและจตุราริยสจั จ์ ณ พระราชอนุทยานลฏั ฐิวนั (พระราชอนุทยาน สวนตาลหนุ่ม) โดยในคร้ังน้นั พระอนงคไ์ ดบ้ รรลุพระโสดาบนั เป็นพระอนริยบุคคลในพระพุทธศาสนา และหลงั จากการถวายกลนั ทกนิวาปสถานไม่นาน อนารามแห่งน้ีกไ็ ดใ้ ชเ้ ป็นสถานที่สาหรับพระสงฆป์ ระชุมจาตุรงคสนั นิบาตคร้ังใหญ่ในพระพทุ ธศาสนา อนนั เป็นเหตุการณ์สาคญั ในวนั มาฆบูชา
วดั เวฬุวนั หลงั การปรินิพพาน หลงั พระพุทธเจา้ เสดจ็ ปรินิพพาน วดั เวฬุวนั ไดร้ ับการดูแลมาตลอนด โดยเฉพาะมูลคนั ธกฎุ ีที่มีพระสงฆเ์ ฝ้ าดูแลทาการปัดกวาดเชด็ ถปู ูลาดอนาสนะและปฏิบตั ิต่อนสถานที่ ๆ พระพทุ ธเจา้ เคยประทบั อนยทู่ ุก ๆ แห่ง เหมือนนสมยั ที่พระพุทธอนงคท์ รงพระชนมชีพอนยมู่ ิไดข้ าด โดยมีการปฏิบตั ิเช่นน้ีติดต่อนกนั กวา่ พนั ปี แต่จากเหตุการณ์ยา้ ยเมือนงหลวงแห่งแควน้ มคธหลายคร้ังในช่วง พ.ศ. 70 ที่เริ่มจากอนามาตยแ์ ละราษฎรพร้อนมใจกนั ถอนดกษตั ริยน์ าคทสั สกแ์ ห่งราชวงศข์ อนงพระเจา้ พมิ พสิ าร อนอนกจากพระราชบลั ลงั ก์ และยกสุสูนาคอนามาตยซ์ ่ึงมีเช้ือนสายเจา้ ลิจฉวใี นกรุงเวสาลีแห่งแควน้ วชั ชีเก่า ใหเ้ ป็นกษตั ริยต์ ้งั ราชวงศใ์ หม่แลว้ พระเจา้ สุสูนาคจึงไดท้ าการยา้ ยเมือนง หลวงขอนงแควน้ มคธไปยงั เมือนงเวสาลีอนนั เป็นเมือนงเดิมขอนงตน และกษตั ริยพ์ ระอนงคต์ ่อนมาคือนพระเจา้ กาลาโศกราช ผเู้ ป็นพระราชโอนรสขอนงพระเจา้ สุสูนาค ไดย้ า้ ยเมือนงหลวง ขอนงแควน้ มคธอนีก จากเมือนงเวสาลีไปยงั เมือนงปาตลีบุตร ทาใหเ้ มือนงราชคฤห์ถูกลดความสาคญั ลงและถกู ทิง้ ร้าง ซ่ึงเป็นสาเหตุสาคญั ที่ทาใหว้ ดั เวฬุวนั ขาดผอู้ นุปถมั ภแ์ ละถูกทิ้ง ร้างอนยา่ งสิ้นเชิงในช่วงพนั ปี ถดั มา โดยปรากฏหลกั ฐานบนั ทึกขอนงหลวงจีนฟาเหียน ท่ีไดเ้ ขา้ มาสืบศาสนาในพุทธภมู ิในช่วงปี พ.ศ. 942 - 947 ในช่วงรัชสมยั ขอนงพระเจา้ จนั ทรคุปตท์ ่ี ๒ (พระเจา้ วกิ รมาทิตย)์ แห่งราชวงศค์ ุปตะ ซ่ึงท่านไดบ้ นั ทึกไวว้ า่ เมือนงราชคฤหอ์ นยใู่ นสภาพปรักหกั พงั แต่ยงั ทนั ไดเ้ ห็นมลู คนั ธกฎุ ีวดั เวฬุวนั ปรากฏอนยู่ และยงั คงมีพระภิกษหุ ลายรูปช่วยกนั ดูแล รักษาปัดกวาดอนยเู่ ป็นประจา แต่ไม่ปรากฏวา่ มีการบนั ทึกถึงสถานท่ีเกิดเหตุการณ์จาตุรงคสนั นิบาตแต่ประการใด แต่หลงั จากน้นั ประมาณ 200 ปี วดั เวฬุวนั กถ็ กู ทิง้ ร้างไป ตามบนั ทึกขอนงพระถงั ซาจงั๋ ซ่ึงไดจ้ าริกมาเมือนงราชคฤหร์ าวปี พ.ศ. 1300 ซ่ึงท่านบนั ทึกไวแ้ ต่เพยี งวา่ ท่านไดเ้ ห็นแต่ เพียงซากมูลคนั ธกฎุ ีซ่ึงมีกาแพงและอนิฐลอ้ นมรอนบอนยเู่ ท่าน้นั (ในสมยั น้นั เมือนงราชคฤหโ์ รยราถึงท่ีสุดแลว้ พระถงั ซาจงั๋ ไดแ้ ต่เพียงจดตาแหน่งท่ีต้งั ทิศทางระยะทางขอนงสถปู และ โบราณสถานเก่าแก่อน่ืน ๆ ในเมือนงราชคฤหไ์ วม้ าก ทาใหเ้ ป็นประโยชนแ์ ก่นกั ประวตั ิศาสตร์และนกั โบราณคดีในการคน้ หาโบราณสถานต่าง ๆ ในเมือนงราชคฤห์ในปัจจุบนั )
จุดแสวงบุญและสภาพขอนงวดั เวฬุวนั ในปัจจุบนั ปัจจุบนั หลงั ถกู ทอนดทิ้งเป็นเวลากวา่ พนั ปี และไดร้ ับการบูรณะโดยกอนงโบราณคดีอนินเดียในช่วงท่ีอนินเดียยงั เป็นอนาณานิคมขอนงอนงั กฤษ วดั เวฬุวนั ยงั คงมีเนิน ดินโบราณสถานที่ยงั ไม่ไดข้ ดุ คน้ อนีกมาก สถานที่สาคญั ๆ ท่ีพุทธศาสนิกชนในปัจจุบนั นิยมไปนมสั การคือน \"พระมลู คนั ธกฎุ ี\" ท่ีปัจจุบนั ยงั ไม่ไดท้ าการขดุ คน้ เน่ือนงจากมีกโุ บร์ขอนงชาวมุสลิมสร้างทบั ไวข้ า้ งบนเนินดิน, \"สระกลนั ทกนิวาป\" ซ่ึงปัจจุบนั รัฐบาลอนินเดียไดท้ าการบรู ณะใหม่อนยา่ งสวยงาม, และ \"ลาน จาตุรงคสนั นิบาต\" อนนั เป็นลานเลก็ ๆ มีซุม้ ประดิษฐานพระพทุ ธรูปยนื ปางประทานพรอนยกู่ ลางซุม้ ลานน้ีเป็นจุดสาคญั ที่ชาวพทุ ธนิยมมาทาการเวียนเทียน สกั การะ (ลานน้ีเป็นลานท่ีกอนงโบราณคดีอนินเดียสนั นิษฐานวา่ พระพทุ ธอนงคท์ รงแสดงโอนวาทปาฏิโมกขใ์ นจุดน้ี)
จุดท่ีเกิดเหตุการณ์สาคญั ในวนั มาฆบชู า (ลานจาตุรงคสนั นิบาต) ถึงแมว้ า่ เหตุการณ์จาตุรงคสนั นิบาตจะเป็นเหตุการณ์สาคญั ยงิ่ ท่ีเกิดในบริเวณวดั เวฬุวนั มหาวิหาร แต่ทวา่ ไม่ปรากฏรายละเอนียดในบนั ทึกขอนงสมณทตู ชาว จีนและในพระไตรปิ ฎกแต่อนยา่ งใดวา่ เหตุการณ์ใหญ่น้ีเกิดข้ึน ณ จุดใดขอนงวดั เวฬุวนั รวมท้งั จากการขดุ คน้ ทางโบราณคดีกไ็ ม่ปรากฏหลกั ฐานวา่ มีการทา เคร่ือนงหมาย (เสาหิน) หรือนสถปู ระบุสถานท่ีประชุมจาตุรงคสนั นิบาตไวแ้ ต่อนยา่ งใด (ตามปกติแลว้ บริเวณท่ีเกิดเหตุการณ์สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา มกั จะ พบสถูปโบราณหรือนเสาหินพระเจา้ อนโศกมหาราชสร้างหรือนปักไวเ้ พ่ือนเป็นเครื่อนงหมายสาคญั สาหรับผแู้ สวงบุญ) ทาใหใ้ นปัจจุบนั ไม่สามารถทราบโดยแน่ ชดั วา่ เหตุการณ์จาตุรงคสนั นิบาตเกิดข้ึนในจุดใดขอนงวดั ในปัจจุบนั กอนงโบราณคดีอนินเดียไดแ้ ต่เพียงสนั นิษฐานวา่ \"เหตุการณ์ดงั กล่าวเกิดในบริเวณลานดา้ นทิศตะวนั ตกขอนงสระกลนั ทกนิวาป\" (โดยสนั นิษฐานเอนา จากเอนกสารหลกั ฐานวา่ เหตุการณ์ดงั กล่าวมีพระสงฆป์ ระชุมกนั มากถึงสอนงพนั กวา่ รูป และเกิดในช่วงที่พระพทุ ธอนงคพ์ ่ึงไดท้ รงรับถวายอนารามแห่งน้ี การ ประชุมคร้ังน้นั คงยงั ตอ้ นงนง่ั ประชุมกนั ตามลานในป่ าไผ่ เน่ือนงจากเสนาสนะหรือนโรงธรรมสภาขนาดใหญ่ยงั คงไม่ไดส้ ร้างข้ึน และโดยเฉพาะอนยา่ งยงิ่ ใน ปัจจุบนั ลานดา้ นทิศตะวนั ตกขอนงสระกลนั ทกนิวาป เป็นลานกวา้ งลานเดียวในบริเวณวดั ท่ีไม่มีโบราณสถานอน่ืนต้งั อนย)ู่ โดยไดน้ าพระพทุ ธรูปยนื ปาง ประทานพรไปประดิษฐานไวบ้ ริเวณซุม้ เลก็ ๆ กลางลาน และเรียกวา่ \"ลานจาตุรงคสนั นิบาต\" ซ่ึงในปัจจุบนั กย็ งั ไม่มีขอ้ นสรุปแน่ชดั วา่ ลานจาตุรงคสนั นิบาต ท่ีแทจ้ ริงอนยใู่ นจุดใด และยงั คงมีชาวพุทธบางกล่มุ สร้างซุม้ พระพทุ ธรูปไวใ้ นบริเวณอนื่นขอนงวดั โดยเชื่อนวา่ จุดท่ีตนสร้างน้นั เป็นลานจาตุรงคสนั นิบาตท่ีแทจ้ ริง แต่พทุ ธศาสนิกชนชาวไทยส่วนใหญ่กเ็ ช่ือนตามขอ้ นสนั นิษฐานขอนงกอนงโบราณคดีอนินเดียดงั กล่าว โดยนิยมนบั ถือนกนั วา่ ซุม้ พระพุทธรูปกลางลานน้ีเป็นจุด สกั การะขอนงชาวไทยผมู้ าแสวงบุญจุดสาคญั 1 ใน 2 แห่งขอนงเมือนงราชคฤห์ (อนีกจุดหน่ึงคือนพระมูลคนั ธกฎุ ีบนยอนดเขาคิชกฏู )
หลกั ธรรมท่ีควรนาไปปฏิบตั ิ หลกั ธรรมที่ควรนาไปปฏิบตั ิไดแ้ ก่ โอนวาทปาติโมกข์ หมายถึง หลกั คาสอนนคาสาคญั ขอนงพระพทุ ธศาสนาอนนั เป็นไปเพ่ือนป้ อนงกนั และแกป้ ัญหาต่าง ๆ ในชีวิตเป็นไปเพื่อน ความหลุดพน้ หรือนคาสอนน อนนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา หลกั ธรรมประกอนบดว้ ย หลกั การ ๓ อนุดมการณ์ ๔ วธิ ีการ ๖ ดงั น้ี
หลกั การ ๓ ๑. การไม่ทาบาปท้งั ปวง ไดแ้ ก่การงดเวน้ การลด ละเลิก ทาบาปท้งั ปวง ซ่ึงไดแ้ ก่ อนกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชว่ั มีสิบประการ อนนั เป็น ความชว่ั ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความชว่ั ทางกาย ไดแ้ ก่ การฆ่าสัตว์ การลกั ทรัพย์ การประพฤติ ผดิ ในกาม ความชวั่ ทางวาจา ไดแ้ ก่ การพดู เทจ็ การพดู ส่อนเสียด การพดู เพอ้ นเจอ้ น ความชวั่ ทางใจ ไดแ้ ก่ การอนยากไดส้ มบตั ิขอนงผอู้ นื่น การผกู พยาบาท และความเห็นผดิ จากทานอนงคลอนงธรรม ๒. การทากศุ ลใหถ้ ึงพร้อนม ไดแ้ ก่ การทาความดีทุกอนยา่ งซ่ึงไดแ้ ก่ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบขอนงการทาฝ่ ายดีมี ๑๐ อนยา่ ง อนนั เป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ ความดีทางกาย ไดแ้ ก่ การไมฆ่ า่ สตั ว์ ไมท่ าร้ายเบียดเบียนผอู้ น่ืนมีแตช่ ่วยเหลือนเก้ือนกลู กนั การไม่ถือนเอนาส่ิงขอนงที่เจา้ ขอนงเขาไม่ไดใ้ ห้ มาเป็ นขอนงตน มีความ เอน้ือนเฟ้ื อนเผอื่ นแผ่ และการไม่ประพฤติผดิ ในกาม การทาความดีทางวาจา ไดแ้ ก่ การไมพ่ ดู เทจ็ ไมพ่ ดู ส่อนเสียด ไม่พดู คาหยาบ และไม่พดู เพอ้ นเจอ้ นพดู แต่คาจริง พดู คาอนอ่ นนหวานพดู คาใหเ้ กิดความสามคั คีและพดู ถกู กาลเทศะ เกขาา้รใทจาทค่ีถวกู าตมอ้ดนงีทตางาใมจทไาดนแ้อนกง่คกลาอรนไงมธรโ่ รลมภอเนชย่นากเไหด็นข้ วอนา่ งทขาอดนงีไผดอู้ ด้นื่นี ทมาีแชตวั่ ค่ ไิดดเช้สวั่ียสละ การไมผ่ กู อนาฆาตพยาบาทมีแต่คิดเมตตาและ ปราถนาดีและมีความเห็นความรู้ความ ๓. การทาจิตใหผ้ อ่ นงใส ไดแ้ ก่ การทาจิตขอนงตนใหผ้ อ่ นงใส ปราศจากนวรณ์ซ่ึงเป็นเครื่อนงขดั ขวางจิตไมใ่ หเ้ ขา้ ถึงความสงบ มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่ ๑. ความพอนใจในกาม (กามฉนั ทะ) ๒. ความอนาฆาตพยาบาท (พยาบาท) ๓. ความหดหู่ทอ้ นแท้ ง่วงเหงาหาวนอนน (ถีนะมิทธะ) ๔. ความฟ้ งุ ซ่าน ราคาญ (อนทุ ธจั จะกกุ กจุ จะ) และ ก๕า.รคถวือานศมืลลแงั ลเละสบงาสเพัยญ็ (วกกิ ศุ ิจลฉใาห) เถ้ ชึง่นพรส้องนมสดัยวใ้ นยกกาารรทแาลคะววาปิ มัสดสีคนวาามจชนว่ั ไวดา่บ้ มรีผรลลจอุ นรริงหหตั รผือนลไมอน่นัวเธิ ปีก็นารคทวาามจิตผใอ่ นหงใป้ สฏทิบ่ีแตั ทิสจ้ มรถิงะผอ่ นงใส ท่ีแทจ้ ริงเกิดข้ึนจากการละบาปท้งั ปวง ดว้ ย
อนุดมการณ์ ๔ ๑. ความอนดทน ไดแ้ ก่ ความอนดกล้นั ไม่ทาบาปท้งั ทางกาย วาจา ใจ ๒. ความไม่เบียดเบียน ไดแ้ ก่ การงดเวน้ จากการทาร้าย รบกวน หรือน เบียดเบียนผอู้ นื่น ๓. ความสงบ ไดแ้ ก่ ปฏิบตั ิตนใหส้ งบท้งั ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ๔. นิพพาน ไดแ้ ก่ การดบั ทุกข์ ซ่ึงเป็นเป้ าหมายสูงสุดในพระพทุ ธศาสนาเกิดข้ึนไดจ้ าการดาเนินชีวิตตามมรรคมีอนงค์ ๘ วิธีการ ๖ ๑. ไม่วา่ ร้าย ไดแ้ ก่ ไม่กล่าวใหร้ ้ายหรือน กล่าวโจมตีใคร ๒. ไม่ทาร้าย ไดแ้ ก่ ไม่เบียดเบียนผอู้ น่ืน ๓. สารวมในปาติโมกข์ ไดแ้ ก่ ความเคารพระเบียบวนิ ยั กฎกติกา กฎหมาย รวมท้งั ขนบธรรมเนียมประเพณีอนนั ดีขอนงสงั คม ๔. รู้จกั ประมาณ ไดแ้ ก่ รู้จกั ความพอนดีในการบริโภคอนาหารหรือนการใชส้ อนยส่ิงต่าง ๆ ๕. อนยใู่ นสถานท่ีที่สงดั ไดแ้ ก่ อนยใู่ นสถานที่สงบมีสิ่งแวดลอ้ นมท่ีเหมาะสม ๖. ฝึกหดั จิตใจใหส้ งบ ไดแ้ ก่ฝึกหดั ชาระจิตใหส้ งบมีสุขภาพคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี
จดั ทาโดย นางสาวพิมพล์ ภสั ศรีบุญธรรม เลขท่ี ๑๑ ปวส.๑/๑๓ MISSPIMLAPHAT SRIBUNTHAM สาขาวิชาการบญั ชี ACCOUNTING วิทยาลยั เทคโนโลยสี ยามบริหารธุรกิจ นนทบุรี
Search
Read the Text Version
- 1 - 25
Pages: