๒๙๕๔ หลกั ธรรมของผสู้ ่งั สอน หรอื ใหก้ ารศกึ ษา นิติพงษ์ พทุ ธชาติ เลขท่4ี หอ้ ง 6
รายละเอียดรองปก
คำนำ
สารบญั
บทท่ี ๑ หลักธรรมของผู้สงั่ สอนหรือใหก้ ารศกึ ษา (ครู อาจารย์ หรอื ผู้แสดงธรรม) ผทู้ ำหนา้ ทสี่ งั่ สอน ให้การศกึ ษาแก่ผู้อืน่ โดยเฉพาะครู อาจารย์ พึง ประกอบดว้ ยคณุ สมบัติ และประพฤตติ ามหลักปฏิบัติ ดงั นี้ ก. เปน็ กัลยาณมติ ร ข. ตัง้ ใจประสทิ ธิ์ความรู้ ค. มลี ีลาครูครบทั้งส่ี ง. มหี ลกั ตรวจสอบสาม จ. ทำหนา้ ที่ครตู ่อศิษย์ ก. เปน็ กลั ยาณมติ ร คือ ประกอบด้วยองค์คณุ ของกัลยาณมติ ร หรอื กัลยาณมิตรธรรม ๗ ประการ ดงั นี้ ๑. ปิโย น่ารกั คือ มีเมตตากรุณา ใส่ใจคนและประโยชน์สุขของเขา เขา้ ถึงจติ ใจ สรา้ งความรสู้ กึ สนิทสนมเป็นกันเอง ชวนใจผูเ้ รยี นใหอ้ ยากเขา้ ไปปรกึ ษาไต่ถาม ๒. ครุ น่าเคารพ คอื เป็นผ้หู นักแนน่ ถือหลกั การเปน็ สำคัญ และมี ความประพฤติสมควรแกฐ่ านะ ทำใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ อบอนุ่ ใจ เปน็ ที่พ่ึงได้ และปลอดภัย
๓. ภาวนโี ย นา่ เจรญิ ใจ คอื มคี วามร้จู รงิ ทรงภูมปิ ัญญาแท้จรงิ และเปน็ ผู้ฝึกฝนปรับปรงุ ตนอย่เู สมอ เป็นท่นี า่ ยกย่องควรเอาอยา่ ง ทำให้ ศษิ ย์เอ่ยอ้างและรำลึกถงึ ด้วยความซาบซงึ้ มนั่ ใจ และภาคภูมใิ จ ๔. วตตฺ า ร้จู ักพูดให้ไดผ้ ล คือ รูจ้ กั ช้ีแจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควร พูดอะไร อย่างไร คอยให้คำแนะนำวา่ กล่าวตักเตือน เปน็ ที่ปรกึ ษาที่ดี ๕. วจนกขฺ โม อดทนตอ่ ถ้อยคำ คอื พรอ้ มทจ่ี ะรบั ฟังคำปรึกษา ซกั ถามแม้จุกจกิ ตลอดจนคำลว่ งเกนิ และคำตักเตือนวิพากษ์วจิ ารณต์ ่างๆ อดทน ฟังได้ ไม่เบ่ือหน่าย ไม่เสียอารมณ์* ๖.คมภฺ ีรญจฺ กถํ กตฺตา แถลงเรอ่ื งลำ้ ลกึ ได้ คอื กล่าวชแ้ี จงเรอ่ื ง ต่างๆ ทีย่ ุ่งยากลกึ ซงึ้ ให้เข้าใจได้ และสอนศิษยใ์ หไ้ ด้เรียนร้เู ร่อื งราวทีล่ ึกซ้ึง ยิ่งขน้ึ ๗. โน จฏฐฺ าเน นโิ ยชเย ไม่ชกั นำในอฐาน คอื ไม่ชักจงู ไปในทางท่ี เสือ่ มเสยี หรือเร่ืองเหลวไหลไม่สมควร (องฺ.สตตฺ ก. ๒๓/๓๔/๓๓) ข. ตง้ั ใจประสทิ ธคิ์ วามรู้ โดยตง้ั ตนอย่ใู นธรรมของผู้แสดงธรรม ทเี่ รียกว่า ธรรมเทศกธรรม ๕ ประการ คือ ๑. อนุบพุ พิกถา สอนให้มขี ้ันตอนถูกลำดบั คือ แสดงหลักธรรม หรือเนื้อหาตามลำดับความงา่ ยยากลมุ่ ลกึ มเี หตผุ ลสมั พนั ธ์ตอ่ เนอื่ งกนั ไป โดยลำดับ
๒. ปริยายทัสสาวี จับจุดสำคญั มาขยายให้เข้าใจเหตุผล คือ ชีแ้ จง ยกเหตุผลมาแสดง ใหเ้ ข้าใจชดั เจนในแตล่ ะแง่แต่ละประเดน็ อธบิ าย ยกั เยือ้ งไปต่างๆ ให้มองเห็นกระจ่างตามแนวเหตผุ ล ๓. อนุทยตา ตัง้ จิตเมตตาสอนดว้ ยความปรารถนาดี คือ สอนเขา ดว้ ยจิตเมตตา มงุ่ จะใหเ้ ป็นประโยชน์แก้ผู้รับคำสอน ๔. อนามิสันดร ไมม่ ีจิตเพง่ เลง็ เห็นแกอ่ ามสิ คือ สอนเขามิใชม่ ใิ ช่ มุ่งทีต่ นจะไดล้ าภ สนิ จา้ ง หรือผลประโยชน์ตอบแทน ๕. อนปุ หัจจ์* วางจติ ตรงไมก่ ระทบตนและผูอ้ นื่ คือ สอนตาม หลกั ตามเน้อื หา มงุ่ แสดงอรรถ แสดงธรรม ไม่ยกตน ไม่เสียดสขี ่มขี่ผู้อน่ื (อง.ฺ ปญฺจก. ๒๒/๑๕๙/๒๐๕) ค. มลี ีลาครคู รบทงั้ สี่ ครูทสี่ ามารถมีลีลาของนักสอน ดังน้ี ๑. สนั ทัสสนา ชใี้ หช้ ดั จะสอนอะไร ก็ชแ้ี จงแสดงเหตุผล แยกแยะ อธบิ ายใหผ้ ฟู้ งั เขา้ ใจแจ่มแจ้ง ดังจูงมือไปดูเหน็ กับตา ๒. สมาทปนา ชวนให้ปฏิบัติ คือ ส่ิงใดควรทำ ก็บรรยายให้ มองเห็นความสำคัญ และซาบซึ้งในคุณค่า เหน็ สมจริง จนผู้ฟงั ยอมรับ อยากลงมอื ทำ หรอื นำไปปฏบิ ัติ ๓. สมตุ เตชนา เรา้ ใหก้ ล้า คอื ปลกุ ใจให้คึกคัก เกิดความ กระตือรอื รน้ มีกำลังใจแขง็ ขัน มั่นใจจะทำให้สำเร็จ ไมก่ ลวั เหน็ดเหนือ่ ย หรือยากลำบาก ๔. สัมปหังสนา ปลุกใหร้ า่ เรงิ คือ ทำบรรยากาศให้สนุกสดชื่น แจม่ ใส เบิกบานใจ ใหผ้ ฟู้ งั แช่มชน่ื มคี วามหวัง มองเห็นผลดแี ละทางสำเร็จ
จำงา่ ยๆ วา่ สอนให้ แจ่มแจง้ จงู ใจ แกล้วกล้า รา่ เริง (เชน่ ท.ี ส.ี ๙/๑๙๘/๑๖๑) ง. มีหลกั ตรวจสอบสาม เม่ือพูดอยา่ งรวบรัดท่สี ดุ ครอู าจตรวจสอบตนเอง ดว้ ยลักษณะการสอนของพระบรมครู ๓ ประการ คอื ๑. สอนด้วยความรู้จรงิ รู้จรงิ ทำไดจ้ รงิ จึงสอนเขา ๒. สอนอย่างมีเหตุผล ให้เขาพิจารณาเข้าใจแจ้งด้วยปัญญาของ เขาเอง ๓. สอนใหไ้ ด้ผลจริง สำเร็จความมุ่งหมายของเร่ืองทส่ี อนนน้ั ๆ เช่น ให้เข้าใจไดจ้ รงิ เห็นความจรงิ ทำได้จรงิ นำไปปฏบิ ัติได้ผลจริง เป็นตน้ (องฺ.ติก. ๒๐/๕๖๕/๓๕๖) จ. ทำหนา้ ท่ีครูตอ่ ศษิ ย์ คือ ปฏบิ ัตติ อ่ ศิษย์ โดยอนเุ คราะห์ตามหลักธรรม เสมอื นเปน็ ทศิ เบื้องขวา* ดงั นี้ ๑. แนะนำฝกึ อบรมใหเ้ ปน็ คนดี ๒. สอนใหเ้ ขา้ ใจแจม่ แจ้ง ๓. สอนศิลปวทิ ยาให้ส้นิ เชงิ ๔. ส่งเสรมิ ยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ ๕. สรา้ งเครือ่ งคมุ้ ภยั ในสารทิศ คือ สอนฝกึ ศิษยใ์ ห้ใช้วชิ าเล้ยี งชีพ ได้จริงและรู้จักดำรงตนดว้ ยดี ที่จะเป็นประกันให้ดำเนินชีวติ ดงี ามโดยสวสั ดี มีความสขุ ความเจรญิ ** (ท.ี ปา. ๑๑/๒๐๐/๒๐๓)
บทที่ ๒ หลกั ธรรมของผเู้ ล่าเรยี นศึกษา (นกั เรียน นกั ศึกษา นกั คน้ ควา้ ) คนที่เล่าเรียนศึกษา จะเป็นนักเรียน นกั ศึกษา หรอื นักค้นควา้ ก็ ตาม นอกจากจะพงึ ปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมสำหรับคนทจ่ี ะประสบ ความสำเร็จ คอื จักร ๔* และอทิ ธิบาท ๔* แลว้ ยังมีหลกั การท่คี วรรู้ และ หลักปฏิบัติท่ีควรประพฤติอีก ดังตอ่ ไปนี้ ก. รู้หลักบพุ ภาคของการศึกษา ข. มีหลักประกนั ของชีวติ ท่พี ัฒนา ค. ทำตามหลักเสรมิ สรา้ งปัญญา ง. ศึกษาให้เป็นพหสู ูต จ. เคารพผ้จู ุดประทีปปัญญา ก. รหู้ ลกั บุพภาคของการศกึ ษา คือ รู้จกั องคป์ ระกอบที่เปน็ ปจั จยั แห่งสัมมาทฏิ ฐิ ๒ ประการ ดงั น้ี ๑. องค์ประกอบภายนอกท่ีดี ได้แก่ มกี ลั ยาณมติ ร หมายถึง รจู้ กั หาผ้แู นะนำส่งั สอน ท่ีปรึกษา เพอ่ื น หนงั สือ ตลอดจนสง่ิ แวดล้อมทาง สังคมโดยทัว่ ไปที่ดี ท่เี กื้อกลู ซงึ่ จะชกั จูง หรอื กระตนุ้ ใหเ้ กิดปญั ญาได้ด้วย การฟัง การสนทนา ปรกึ ษา ซกั ถาม การอ่าน การคน้ ควา้ ตลอดจนการ รจู้ กั เลอื กใช้ส่ือมวลชนใหเ้ ปน็ ประโยชน์
๒. องค์ประกอยภายในท่ีดี ได้แก่ โยนโิ สมนสกิ าร หมายถึง การใช้ ความคิดถูกวธิ ี รจู้ ักคดิ หรือคิดเป็น คอื มองสง่ิ ท้ังหลายดว้ ยความคดิ พจิ ารณา สืบสาวหาเหตุผล แยกแยะส่ิงน้นั ๆ หรือปญั หาน้ัน ๆ ออกใหเ้ ห็น ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตปุ ัจจยั จนเข้าถึงความจรงิ และ แก้ปญั หาหรือทำประโยชน์ใหเ้ กิดขน้ึ ได้ กลา่ วโดยย่อวา่ ข้อหน่ึง รู้จักพงึ่ พาให้ไดป้ ระโยชน์จากคนและส่ิงที่แวดล้อม ข้อสอง รูจ้ กั พึ่งตนเอง และทำตวั ให้เป็นที่พึง่ ของผูอ้ ื่น (ม.ม.ู ๑๒/๔๙๗/๕๓๙) ข. มีหลักประกนั ของชีวิตทพ่ี ัฒนา เม่อื รหู้ ลักบุพภาคของการศึกษา ๒ อยา่ งแล้ว พึงนำมาปฏิบัตใิ น ชวี ติ จรงิ พร้อมกับสร้างคณุ สมบัตอิ นื่ อีก ๕ ประการให้มีในตน รวมเปน็ องค์ ๗ ที่เรียกวา่ แสงเงินแสงทองของชวี ิตที่ดงี าม หรือ รงุ่ อรณุ ของการศึกษา ที่ พระพุทธเจา้ ทรงเปรียบว่าเหมอื นแสงอรุณท่ีเปน็ บพุ นิมติ แห่งอาทิตย์อุทัย เพราะเป็นคณุ สมบัตติ น้ ทนุ ที่เปน็ หลกั ประกนั ว่า จะทำให้ก้าวหน้าไปใน การศึกษา และชีวติ จะพฒั นาสู่ความดงี ามและความสำเร็จทีส่ งู ประเสริฐ อย่างแน่นอน ดงั ต่อไปน้ี ๑. แสวงแหล่งปญั ญาและแบบอยา่ งทดี่ ี ๒. มีวนิ ยั เป็นฐานของการพฒั นาชีวติ ๓. มีจติ ใจใฝร่ ูใ้ ฝ่สร้างสรรค์ ๔. ม่งุ มนั่ ฝกึ ตนจนเตม็ สุดภาวะทีค่ วามเป็นคนจะใหถ้ งึ ได้
๕. ยดึ ถือหลกั เหตปุ ัจจยั มองอะไรๆ ตามเหตแุ ละผล ๖. ตงั้ ตนอย่ใู นความไม่ประมาท ๗. ฉลาดคดิ แยบคายให้ไดป้ ระโยชนแ์ ละความจรงิ ค. ทำตามหลกั เสริมสร้างปัญญา ในทางปฏบิ ตั ิ อาจสร้างปจั จยั แห่งสมั มาทิฏฐิ ๒ อยา่ งขา้ งต้นนั้นได้ ดว้ ยการปฏบิ ตั ิตามหลัก วุฒธิ รรม* (หลักการสรา้ งความเจริญงอกงามแห่ง ปัญญา) ๔ ประการ ๑. สัปปุริสสังเสวะ เสวนาผู้รู้ คือ ร้จู กั เลือกหาแหล่งวชิ า คบหา ทา่ นผ้รู ู้ ผู้ทรงคณุ ความดี มีภูมธิ รรมภมู ิปัญญานา่ นับถือ ๒. สัทธัมมสั สวนะ ฟงั ดคู ำสอน คือ เอาใจใส่สดบั ตรบั ฟังคำ บรรยาย คำแนะนำสงั่ สอน แสวงหาความรู้ ทง้ั จากตวั บคุ คลโดยตรง และ จากหนังสือหรือสอ่ื มวลชน ต้ังใจเล่าเรยี น คน้ ควา้ หม่ันปรึกษาสอบถาม ให้ เขา้ ถึงความรทู้ ่ีจรงิ แท้ ๓. โยนโิ สมนสิการ คิดใหแ้ ยบคาย คือ รู้ เหน็ ได้อา่ น ไดฟ้ งั สง่ิ ใด ก็รู้จักคิดพิจารณาดว้ ยตนเอง โดยแยกแยะใหเ้ ห็นสภาวะและสบื สาวใหเ้ หน็ เหตุผลว่าน่นั คืออะไร เกดิ ข้นึ ไดอ้ ยา่ งไร ทำไมจงึ เป็นอย่างนั้น จะเกิดผล อะไรต่อไป มีขอ้ ดี ขอ้ เสีย คุณโทษอยา่ งไร เปน็ ตน้ ๔. ธรรมานธุ รรมปฏบิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิให้ถกู หลัก นำสิ่งท่ไี ดเ้ ล่าเรียนรบั ฟังและตริตรองเห็นชัดแลว้ ไปใช้หรอื ปฏบิ ตั หิ รอื ลงมือทำ ให้ถกู ต้องตาม หลักตามความมุ่งหมาย ให้หลักย่อยสอดคล้องกับหลักใหญ่ ขอ้ ปฏิบัติย่อย
สอดคลอ้ งกบั จุดหมายใหญ่ ปฏิบตั ธิ รรมอย่างรู้เป้าหมาย เช่น สนั โดษเพอ่ื เกอ้ื หนนุ การงาน ไม่ใช่สนั โดษกลายเป็นเกียจคร้าน เปน็ ตน้ (องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๒๔๘/๓๓๒) ง. ศกึ ษาใหเ้ ป็นพหูสตู คือ จะศกึ ษาเลา่ เรียนอะไร ก็ทำตนให้เปน็ พหูสูตในด้านน้ัน ด้วย การสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจใหแ้ จ่มแจง้ ชดั เจนถงึ ข้นั ครบ องค์คุณของ พหูสตู (ผไู้ ดเ้ รียนมาก หรอื ผู้คงแก่เรยี น) ๕ ประการ คือ ๑. พหุสสฺ ตุ า ฟังมาก คือ เลา่ เรียน สดับฟัง รู้เห็น อา่ น สั่งสม ความรใู้ นดา้ นนนั้ ไว้ให้มากมายกวา้ งขวาง ๒. ธตา จำได้ คอื จับหลักหรือสาระได้ ทรงจำเร่ืองราวหรอื เนอื้ หา สาระไว้ได้แมน่ ยำ ๓. วจสา ปรจิ ติ า คล่องปาก คอื ท่องบน่ หรอื ใชพ้ ดู อยูเ่ สมอ จน แคล่วคลอ่ งจัดเจน ใครสอบถามก็พดู ช้แี จงแถลงได้ ๔. มนสานเุ ปกฺขิตา เจนใจ คือ ใสใ่ จนึกคิดจนเจนใจ นกึ ถงึ ครง้ั ใด กป็ รากฏเน้อื ความสว่างชดั เจน มองเห็นโล่งตลอดไปทงั้ เร่ือง ๕. ทฏิ ฺฐิยา สุปฏวิ ิทฺธา ขบได้ดว้ ยทฤษฎี คือ เข้าใจความหมายและ เหตุผลแจม่ แจ้งลกึ ซงึ้ รทู้ ่ีไปท่ีมา เหตผุ ล และความสัมพนั ธข์ องเนื้อความ และรายละเอียดตา่ งๆ ทง้ั ภายในเร่ืองน้ันเอง และทเ่ี ก่ียวโยงกับเร่อื งอ่นื ๆ ในสายวิชาหรือทฤษฎีน้ันปรุโปรง่ ตลอดสาย (อง.ฺ ปญจฺ ก. ๒๒/๘๗/๑๒๙)
จ. เคารพผู้จดุ ประทีปปัญญา ในดา้ นความสมั พันธก์ บั ครูอาจารย์ พงึ แสดงคารวะนับถือ ตาม หลกั ปฏบิ ัตใิ นเรือ่ งทิศ ๖ ข้อว่าดว้ ย ทศิ เบอ้ื งขวา* ดงั น้ี ๑. ลุกตอ้ นรบั แสดงความเคารพ ๒. เขา้ ไปหา เพ่ือบำรงุ รับใช้ ปรึกษา ซกั ถาม รบั คำแนะนำ เปน็ ตน้ ๓. ฟงั ดว้ ยดี ฟังเป็น รจู้ กั ฟังให้เกิดปัญญา ๔. ปรนนบิ ัติ ช่วยบริการ ๕. เรยี นศิลปวทิ ยาโดยเคารพ เอาจรงิ เอาจัง ถอื เป็นกจิ สำคัญ (ท.ี ปา. ๑๑/๒๐๐/๒๐๓) บรรณานกุ รม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. มหาจฬุ าลงกรณราช วิทยาลัย, กรุงเทพฯ : ๒๕๔๐.
บรรณานกุ รม
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: