Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

Published by Guset User, 2023-06-29 06:48:43

Description: ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

Search

Read the Text Version

ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน Democracy Shaken & Stirred วิ น ท ร์ เ ลี ย ว ว า ริ ณ

วินทร์ เลียววาริณ เกิดที่หายใหญ่ สงขลา เมื่อปี2499 จบปริญญาตรีสถาปัตยกรรมฯจุฬาลงกรณ์ฯและ ปริญญาโทการตลาดธรรมศาตร์ ใช้ชีวิตเป็น สถาปนิกที่สิงคโปร์และนิวยอร์กรวมกว่าห้าปี ขณะอยู่ ที่อเมริกาศึกษาต่อภาคกลางคืนด้านคอมพิวเตอร์ กราฟิกและภาพยนตร์ไปด้วย ปี2538 กลับเมืองไทย เริ่มทำงานสายโฆษณาและเขียนหนังสือไปพร้อมกัน ผลิตงานวรรณกรรมแนวทดลองและงานประเภทอื่น อย่างหลากหลายได้รับรางวัลสมาคมภาษาและ หนังสือฯสองสมัย รางวัลช่อการะเกดยอดนิยมสาม สมัย รางวัลคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติสี่ สมัย รางวัลซีไรต์สองสมัย (2540/2542) ได้รับ รางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ปี2549 ได้รับการ ยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำ ปี2556 ผลงานหลายเรื่องได้รับการถ่ายทอดเป็น ภาษาต่างประเทศ

ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน หนังสือซีไรต์ประเภท: นวนิยาย ผู้แต่ง: รินทร์ เลียววาริณ พิมพ์ครั้งแรก: สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พิมพ์ครั้งล่าสุด: สำนักพิมพ์113 นวนิยายอิงประวัติศาสตร์โดยมีท้องเรื่องและเหตุการณ์ ในช่วงเวลา 60 ปี ของระบอบการเมืองการปกครองที่ เรียกกันว่า “ประชาธิปไตย\" วินทร์ เลียววาริณ ใช้ จินตนาการสร้าง ตัวละครเอกขึ้นสองตัว โดยกำหนดให้ ตัวละครตัวหนึ่งอยู่ในระบบและตัวละครอีกตัวหนึ่งอยู่ นอกระบบซึ่งตัวละครทั้งสองต่างต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตามอุดมการณ์ของตนภายในกรอบจํากัดและเงื่อนไข ของสังคม วินทร์ เลียววาริณ ใช้ชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ เรียงร้อยเหตุการณ์และบุคคลจริงอย่างผสมผสาน กลมกลืน ผ่านความคิดคำนึงและบทสนทนาของสองตัว ละครเอกผู้เป็นเสมือนตัวแทนของคนในชาติที่ได้รับผล กระทบจากความผันผวนทางการเมืองตั้งแต่เริ่มการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน

บทเรียนบนเส้นขนาน ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ทางการ เมืองมากมายทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติที่ กระทบต่อไปถึงสังคม เศรษฐกิจ และอื่นเป็นลูกโซ่ ทว่าเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วเห็นว่าเบื้องหลังของแต่ละ เหตุการณ์ ดูเหมือนยังคงตั้งบนกงล้อประวัติศาสตร์ที่ หมุนเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำอีก สงครามยังคงเกิดขึ้นครั้ง แล้วครั้งเล่าการก้าวขึ้นสู่อำนาจและการรักษาผล ประโยชน์แห่งอำนาจยังคงปรากฏอยู่ทั่วทุกมุมโลก ราวกับว่าตราบใดที่มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์เราจะไม่มี วันหนีเหตุการณ์ร้าย ๆ เหล่านี้ได้ บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถเรียนรู้บท เรียนการสูญเสียอันเจ็บปวดจากประวัติศาสตร์ การเมืองของเราได้หรือไม่ สามารถก้าวข้ามวงจร อุบาทว์ไปสู่โลกที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่ นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ประวัติศาสตร์ไม่มี วันซ้ำรอย แต่ภาพความสูญเสียที่เกิดมาจากการเมือง ครั้งแล้วครั้งเล่าในบ้านเราทำให้หลายคนเชื่อว่ามี เพียงแต่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยคนไทยเรายังไม่มี ความ สามารถในการเรียนรู้อีกด้วย

เนื้อเรื่อง ฝนเทลงมาเหมือนทะเลคลั่งสายพิรุณกระพือปีก พิโรธกวาดล้างต้นไม้หักโค่นในคืนหนึ่งของเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เช้าวันรุ่งขึ้น ที่มุมหนึ่งของ สวนลุมพินี ชายชราสองคนนั่งด้วยกันบนม้านั่งตัว หนึ่งชายชราคนแรกร่างสูงใหญ่ ผมขาวแชมเทาทั่ง ศีรษะ ริ้วรอยบนใบหน้าแสดงถึงประสบการณ์ชีวิต ที่โชกโชน สายตาคมกริบและเปี่ ยมพลังแฝงแวว เฉลียวฉลาดแม้จะอยู่วัยใกล้ฝั่ งเต็มทน ชายชราอีก คนหนึ่ง รูปร่างไล่เลี่ยกันกับคนแรก ปีกไหล่ทั่งสอง หนาบึกบึน คล้ายกันต้องแบกภาระหนักมาตลอด ชีวิต สายตาผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างมากมาย ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เจอกัน ครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน ชายคนแรกตามเนื้อเรื่อง เขาคือ เสือย้อยที่มีถิ่นอาศัยอยู่แถบเมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ผู้ที่เป็นโจรแต่มีแววตาที่ฉลาด ดูมีการศึกษาที่สูงที่ไม่เหมือนกับโจรทั่วไป ที่เป็น เช่นนี้เพราะชายผู้นี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า \"หลวงกฤษดาวินิจ\" บุคคลที่มีการศึกษาสูงและเป็น ทหารที่มีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์ ผู้ที่ต่อต้านการปฏิวัติที่ต้องการอำนาจของ บุคคลเพียงบางกลุ่ม จนถูกบีบบังคับให้มาเป็นโจร

ชายชราอีกคนหนึ่งคือนายตำรวจที่มี ชื่อว่า ร.ต.ต ตุ้ย พันเข็ม นายตำรวจที่มีอุดมการณ์สูงรักประเทศ ยิ่งชีวิตผู้มีบทบาทตั้งแต่นายตำรวจธรรมดาที่ปราบ โจรที่มีชื่อต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือจนได้รับฉายาว่า \"จ่าตุ้ยปืนผี\" จนถึงนายตำรวจที่มีบทบาทอย่างสูง ทางการเมืองในยุค60ปีของการได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ นายตำรวจที่เป็นคนสนิทของผู้นำ ประเทศที่มีอำนาจมหาศาลที่สุดในยุคหนึ่งของ ประเทศ ทั้งสองเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูกันทางด้าน แนวคิด หลังจากนี้เป็นเรื่องที่กล่าวโดยย่อถึงเนื้อเรื่องที่เกิด ขี้น พ.ศ. ต่าง ๆ พ.ศ. 2476 ในยุคแรกเริ่มของการได้มาซึ่ง ประชาธิปไตย ร.ต.ต ตุ้ย พันเข็ม ขณะยังมี ยศเป็นจ่าสิบตำรวจได้รับรู้ที่มาของเสือย้อย โจรที่ฉลาดและเป็นอดีตทหารที่เข้าร่วมกับ ฝ่ายกบฏบวรเดช เขาได้ออกไล่ล่าเสือย้อย เพื่อจะจับกุมตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่สุดท้ายกลับได้เสือย้อยเป็นเพื่อนที่ต่าง อุดมการณ์ เรื่องราวต่างๆจึงเริ่มต้นขึ้น ณ จุดนี้

พ.ศ. 2482 เสือย้อยถูกจับกุมเพื่อเตรียมถูก ประหารในคดีลอบสังหารจอมพล ป.พิบูล สงคราม โดยร.ต.ต.ตุ้ยเป็นผู้ควบคุมการ ประหารด้วยตนเอง แต่ด้วยที่เสือย้อยเป็นโจร ที่มีการศึกษาสูงและมีบทบาททางการเมือง จึง สามารถรอดพ้นการถูกประหารมาได้ พ.ศ. 2483/2488 เป็นเรื่องราวของเสือย้อย ในสองช่วงเวลา โดยช่วง พ.ศ. 2483 เสือย้อย ถูกส่งตัวไปที่เกาะตะรุเตา เสือย้อยพยายาม แหกคุกหนีออกมาจากเกาะตะรุเตา แต่โชค ร้ายที่ผู้คุมคนหนึ่งเห็นตัวเข้า เสือย้อยคิดว่า ตัวเองจะถูกผู้คุมยิงตายแล้ว แต่น่าแปลกที่ผู้ คุมกลับปล่อยตัวเขาไป ส่วนช่วง พ.ศ. 2488 นั้นเป็นช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง แล้ว เสือย้อยได้อาสาเป็นคนส่งความลับทาง ทหารให้กับคณะเสรีไทยแต่พลาดท่าถูกทหาร ญี่ปุ่นจับได้ เผอิญเวลานั้นญี่ปุ่นประกาศยอม แพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรและทหาร ญี่ปุ่นกลุ่มที่จับเสือย้อยรู้จักยอมรับความพ่าย แพ้ ทำให้เสือย้อยรอดพ้นจากความตายมาได้

พ.ศ.2490 เกิดรัฐประหารล้มรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เสือย้อยหลีกเร้นตัวเองขึ้นไปค้าไม้ ที่ภาคเหนือ เขาได้พบกับชายชาวบ้านป่าคนนึง ที่มี ความเฉลียวฉลาดเด็ดเดี่ยวกล้าหาญไม่แพ้ตัวเขา พ.ศ. 2494 เกิดกบฏแมนฮัตตันขึ้น มีการจับตัว จอมพลป.พิบูลสงครามไว้เป็นตัวประกันโดยกลุ่ม ทหารเรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่ไม่สำเร็จ ผู้ที่ผิด หวังที่สุดในครั้งนี้คือเสือย้อยที่จะทำการปฏิวัติ แต่ ช้ากว่าพวกกบฏแมนฮันตัน พ.ศ. 2500 พ.ต.ต ตุ้ยในฐานะนายตำรวจคนสนิท ของจอมพล ป. พาจอมพล ป. หนีไปที่ชายแดนเขมร หลังหมดอำนาจ จากการถูกรัฐประหารโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

พ.ศ. 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประกาศสงครามกับฝ่ายอำนาจรัฐ ตุ้ย พันเข็มได้ เข้าร่วมงานศพผู้เสียชีวิตในการปราบปราม คอมมิวนิสต์รายหนึ่ง เขาได้หวนนึกถึงชีวิตของ เพื่อนตำรวจคนหนึ่งซึ่งมาจากภาคอีสานด้วยกัน เพื่อนของเขาคนนี้เคยมีส่วนรวมในการก่อคดี สังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรีที่บางเขน คดีสังหาร นายเตียง ศิริขันธ์และพรรคพวกรวม 5 คน ตาม ใบสั่งของอำนาจรัฐและเป็นเพชฌฆาตประหาร นักโทษตามมาตรา 17 ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สิ่งที่ตลกร้ายที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ ตุ้ยต้อง มาทำหน้าอย่างเดียวกับเพื่อนของเขา โดยการ จับกุมพ่อของเพื่อนตำรวจคนดังกล่าวไปประหาร ชีวิตด้วยข้อหามีความคิดเป็นคอมมิวนิสต์

พ.ศ. 2516 เป็นปีที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยโดย หมู่นิสิตนักศึกษา ที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจรคืน อำนาจให้ประชาชน มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น หนึ่งในเหตุการณ์นั่นคือการเผาอาคารสถานที่ ราชการแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในที่ประท้วง โดยฝีมือของ ลูกน้องนักการเมืองที่อำพรางว่าเป็นฝีมือของ ประชาชน ซึ่ง พล.ต.ต ตุ้ยต้องสืบหาความจริงเรื่องนี้ พ.ศ. 2519 พล.ต.ท ตุ้ยได้รับคำสั่งให้มาจับเสือย้อย ที่มีความเคลื่อนไหวว่าได้ปล้นรถบรรทุกนักโทษและ ได้ไปเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อได้พบกัน แล้วกลับพบความจริงว่า ลูกชายของเสือย้อยถูกจับ และเสือย้อยได้ฝากลูกชายไว้กับ พล.ต.ท ตุ้ยเพื่อให้ กลับมาใช้ชีวิตในเมืองต่อไป ระหว่างเดินทางกลับ ลูกชายเสือย้อยถูกยิงเสียชีวิตเนื่องจากความเข้าใจ ผิดของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

พ.ศ. 2523 รัฐบาลในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ โดยเน้น การใช้การเมืองแทนที่การใช้กำลัง พ.ศ. 2535 ปีที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทั้งเสือ ย้อยและพล.ต.ตตุ้ยย่างเข้าวัยชราแล้ว แต่ยังต้อง ข้องเกี่ยวกับการเมืองของนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่ง เป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแทนคลื่นลูกเก่า ทั้งสองคนต้อง พิสูจน์ถึงคุณสมบัติของเสือที่ยังไว้ลายแม้จะแก่แล้ว ก็ตาม

ตัวละครหลักในเรื่อง ตุ้ย พันเข็ม ย้อย กฤษดาวินิจฉัย การเปิดเรื่อง ฉากแรกของบทเกริ่นนำว่าผู้แต่งเปิดเรื่องด้วยการ พรรณนาสภาพอากาศที่รุนแรงและการแปรปรวนของ พายุฝนที่ “กระพือปีกพิโรธกวาดล้างต้นไม้ใหญ่น้อย หักโค่นลงดิน” ประโยคนี้ใช้กริยา กระพือปีก และ พิโรธ กับประธานที่ไม่มีชีวิตช่วยแสดงถึงภาพความ รุนแรงของพายุราวกับสิ่งมีชีวิตที่ฉุนเฉียวรุนแรง พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางทางมัน นอกจากจะ เป็นการสื่อภาพที่มีชีวิตและเคลื่อนไหวในภาพความ คิดของผู้อ่านได้แล้ว ฉากเปิดเรื่องดังกล่าวยังสามารถ เป็นสัญลักษณ์ชี้นำบรรยากาศความวุ่นวายโดยรวม ของเรื่องว่าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทยได้ ผ่านมรสุมสุดเกรี้ยวกราดมาแล้วเท่าใดนั้นเอง กระนั้นก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่มาถึงทุกวันนี้เฉกเช่น ต้นไทรที่ได้อ้างถึงในตอนแรก

การดำเนินเรื่อง คำพูดของเสือย้อย หรือหลวงกฤษดาวินิจกับร.ต.ต ตุ้ยว่า “เราทั้งสองกำลังยืนอยู่คนละฝ่าย คนละ อุดมการณ์ ยืนอยู่บนเส้นขนาน ไม่มีอะไรผิด ไม่มี อะไรถูก ไม่มีสีขาว ไม่มีสีดำ” หากตีความจาก บริบทแล้ว ย้อย และ ตุ้ย ต่างเป็นตัวแทนของสอง ฝั่ งการเมือง คือฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายรัฐบาล ตาม ลำดับ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นตรงสองเส้นที่ต่างก็มุ่ง ตรงไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือประชาธิปไตยอัน สมบูรณ์ เพียงแต่ต่างอุดมการณ์เท่านั้น และสิ่งที่ ทำจะถูก หรือผิดก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายใครเป็นผู้มีอำนาจ และกำหนดกฎเกณฑ์ให้เข้าข้างพรรคพวกของ ตนเองก็เท่านั้นและตัวละครสองตัวนี้โลดแล่นและ เล่าเรื่องในช่วงการเมืองที่ผกผันของประเทศไทย เชื่อมโยงบุคคลที่มีจริงในประวัติศาสตร์และเรื่อง ราวที่เกิดขึ้นเข้าด้วยกัน การเล่าเรื่องจะกระโดดข้ามผ่านช่วงเวลาเล่าเฉพาะ ช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองเกิดขึ้น

การปิดเรื่อง หน้าสุดท้ายของนิยายปิดฉากลงด้วยการคาดไว้ ล่วงหน้าของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้นเอง \"การเมืองไทยกำลังแปรโฉมเข้าสู่อีกยุค ยุคของ นักธุรกิจนานาชาติ ใครน่ากลัวกว่ากัน นักธุรกิจที่ เข้าสู่การเมืองเพื่อประโยชน์ขององค์กรของตน หรือ นักการเมืองที่ใช้การเมืองเป็นฐานทำธุรกิจ\" และเสือย้อยก็ได้กล่าวไว้ว่า \"การเปลี่ยนแปลงการ ปกครองควรเกิดขึ้นเมื่อคนส่วนใหญ่พร้อมแล้ว สำหรับระบอบใหม่นี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างรีบ ร้อนแบบนี้ทำให้ประชาธิปไตยต้องตกอยู่ในมือ ของคนกลุ่มเดียว แล้วมันต่างจากระบบเดิมตรง ไหน? คือแทนที่อำนาจจะตกอยู่ในมือกษัตริย์ กลับตกเป็นของทหารเผด็จการไม่กี่คน จำคำของ ผมเอาไว้ให้ดี อีกยี่สิบปีประชาธิปไตยสยามก็ยัง ล้มลุกคลุกคลานอยู่ เพราะมันเริ่มต้นไม่ดีอย่างนี้\"

ระดับภาษา ระดับภาษากึ่งทางการ เป็นการบรรยายฉาก เหตุการณ์ อารมณ์ของตัว ละครไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์หรือแม้กระทั้งการต่อสู้ ล้วนมีคำพูดที่แทรกแซงขึ้นมาในระหว่าง เหตุการณ์ต่างๆ การใช้คำพูดที่พูดระหว่างเจ้านาย และลูกน้องมีการเจาะจงระบุตัวละครหรือตัวบุคคล นั้นๆ การบรรยายว่าตัวละครนั้นทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ มีการลดความเป็นทางการเพื่อความสนิท หรือความใกล้ชิดมากขึ้น

กลวิธีการแต่ง กลวิธีทางวรรณศิลป์ของเรื่องนี้เรียกได้อย่างง่ายว่า ความคิดสร้างสรรค์ในการพรรณนากลวิธีเหล่านี้เป็น ปัจจัยสำคัญช่วยขับเน้นให้เรื่องมีอารมณ์ที่เข้มข้น สนุก หรือกระทบจิตใจผู้อ่าน อีกทั้งยังช่วยวาดภาพ ระบายสี และให้เสียงที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อให้ผู้อ่าน ได้ชม ได้สัมผัสอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วยและยังจะ เห็นได้ว่าการใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ชี้นำอารมณ์ของ ผู้อ่านได้ดีก่อนจะนำเสนอเนื้อหาจริงให้ผู้อ่านได้ ตัดสินถูกผิด และเนื่องด้วยอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ขับเคลื่อนความคิดมนุษย์ หากถูกนำด้วยอารมณ์ แล้วผู้อ่านก็จะคล้อยตาม และเข้าถึงสารของผู้แต่งได้ โดยง่าย

ความโดดเด่นของเรื่อง 1. เป็นข้อคิดที่ดีสำหรับเยาวชนที่เดียว เพราะนี่ คือสัจธรรมของโลกที่อาจไม่มีสอนในตำราทั่วไป เรื่องความถูกผิด สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ เป็น สิ่งที่สำคัญที่เยาวชนควรจะตระหนักถึง 2.หนังสือเล่มนี้เปี่ ยมล้มไปด้วยความรู้ ทั้งทาง ประวัติศาสตร์ ทางแง่คิดการมองโลก ดังที่เห็น จากเรื่องความถูกผิดหรือทางการศึกษา วรรณกรรมที่ต้องตีความ หนังสือเล่มนี้จึงเป็น มากกว่านิยาย เป็นมากกว่าเรื่องสั้นรวมมิตร 3.เป็นมากกว่าตำราเรียนทั่วไป เพราะหนังสือ เล่มนี้สามารถเป็นทุกอย่างที่ผู้อ่านจะคิด วิเคราะห์แยกแยะออกมาได้ ผู้อ่านสามารถสนุก มีอารมณ์ร่วมและได้รับแง่คิดการอยู่ในสังคมที่ ดียิ่งขึ้นได้

4.เป็นหนังสือที่เหมาะกับการเป็นหนังสือนอกเวลา หรือหนังสือเรียนสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเป็น อย่างยิ่ง เพราะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง ไทยอย่างเป็นกลางออกมาได้กระชับและอ่านง่าย เหมาะสำหรับทุกคน 5.เนื่องด้วยประวัติศาสตร์ไม่ว่าของชนชาติใดก็มี เนื้อหาที่ยากและมีรายละเอียดเยอะจนผู้เรียนเผลอ หลับได้ง่าย ๆ แต่อย่างไรก็เป็นบทเรียนอันสำคัญ ที่ทุกคนควรศึกษา อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเรียนรู้จาก ประสบการณ์ในอดีต เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เลว ร้ายที่เคยเกิดขึ้นไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

นักโทษประหาร นายพุ่ม ทับสายทอง มือปืนยิงหลวงพิบูลสงคราม ในปี 2477 ถูกศาล พิพากษาจำคุก 16 ปี ส่วน นาย ลี บุญตา มือปืนลอบยิงหลวงพิบูลสงครามที่บ้าน พักถูกตัดสินประหารชีวิต คดี 2481-2482 ในขั้นสุดท้ายมีการฟ้องร้อง บุคคล 50 คน แยกเป็น 14 สำนวน ศาลตัดสิน ประหารชีวิต 21 คน (แต่ลดโทษเป็นจำคุกตลอด ชีวิต 3 คน) จำคุกตลอดชีวิต 22 คน พ้นข้อกล่าว หา 7 คน รายชื่อนักโทษการเมือง18คนที่ถูกประหารชีวิต จริง คือ 1.พ.อ.พระสิทธิเรืองเดชพล (แสง พันธุประภาส) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.ประเภทสองอดีตผู้ บัญชาการทหารมณฑลที่5 จังหวัดราชบุรี 2.นายพันโทพระสุวรรณชิต (วร กังสวร) 3.พ.อ.หลวงมหิทธิโยธี (สุ้ย ยุกตวิสาร) ผู้บังคับการจังหวัดทหารราชบุรี 4.พ.ต.หลวงไววิทยาศร (เสงี่ยม ไววิทย์) ทหาร ประจำการ

5.ร.อ.ขุนคลี่พลพฤณฑ์ (คลี่ สุนทรารชุน) ครูประจำโรงเรียนรบและ ลูกศิษย์คนสนิท ของพระยาทรงสุรเดช 6.ร.อ.จรัส สุนทรภักดี นายทหารฝึกหัด ราชการโรงเรียนรับ 7. ร.ท. แสง วัณณะสิริ นายทหารฝึกหัดราชการโรงเรียนรบ 7.ร.ท.แสง วัณณะสิริ นายทหารฝึกหัด ราชการโรงเรียนรบ 8.ร.ท.เสริม พุ่มทอง นายทหารฝึกหัด ราชการโรงเรียนรบ 9.ร.ท.สัย เกษจินดา นายทหารฝึกหัด ราชการโรงเรียนรบ 10.ร.ท. ณ เณร ตาละลักษมณ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพระนคคร เขต2 11.ร.ท.เผ่าพงษ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา บุตรชายพระยาเทพหัสดิน 12.นายดาบผุดพันธ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา บุตรชายพระยาเทพหัสดิน 13.ร.ต.บุญมาก ฤทธิสิงห นายทหารประจำ การ

14.พ.ต.ท. ขุนนามนฤนาท (นาม ประดิษฐานนท์) ตำรวจประจำการ 15. จ.ส.ต. แม้น เลิศราวี 16. นายดาบพวง พลนาวี พี่เขยพระยาทรงสุรเดช 17. นายทง ช่างชาญกล 18.นายลี บุญตา

มาตรา 17 ช่วงปี 2501-2506 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้ มาตรา 17 ประหารชีวิต ผู้ก่อความไม่สงบรวม ทั้งสิ้นสิบเอ็ดคน เป็นคดีการเมืองดังต่อไปนี้ ประหารนายศิลา วงศ์สิน 20 มิถุนายน 2502 ที่นครราชสีมา ข้อหา ตั้งตนเป็นผีบุญ ก่อการร้าย ประหารนายศุภชัย ศรีสติ 6 กรกฎาคม 2503 ที่เรือนจำบางขวางข้อหา คอมมิวนิสต์ ประหารนายครอง จันดาวงศ์ และนายทอง พันธ์ สุทธิมาศ เมื่อ 31 พฤษภาคม 2504 ที่ สว่างแดนดิน ข้อหาคอมมิวนิสต์ และตั้ง สมาคม สามัคคีธรรม เพื่อล้มล้างรัฐบาล ประหารนายรวม วงศ์พันธุ์ ครูใหญ่โรงเรียน สว่างวิทยา สุพรรณบุรี วันที่ 24 เมษายน 2505 ข้อหาคอมมิวนิสต์

สมาชิกในกลุ่ม ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน 1.น.ส.จิตรานุช ซ่อนกลิ่น เลขที่7 2.น.ส.ชนินาถ ขันชัย เลขที่9 3.น.ส.น้ำทิพย์ บุญกัน เลขที่11 4.น.ส.ปริตตา วงศ์ศรี เลขที่12 5.น.ส.อภิสรา เดชจร เลขที่16 6.น.ส.นิตา จันทสิงห์ เลขที่28 7.นายดนุสรณ์ ชมภูแสน เลขที่34

แด่วีรชนผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียชีวิต และทุพพลภาพทั้งกายและใจ จากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงตลอด หกสิบปีแห่งการเมืองเลือดไทย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook