Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คำนำ ลองอิ้อิ้

คำนำ ลองอิ้อิ้

Description: คำนำ ลองอิ้อิ้

Search

Read the Text Version

คำนำ

บทนำ

สำรบญั

ประวตั เิ กำะอิสเตอร์ เกำะอสี เตอร์ (Easter Island) ภำษำท้องถนิ่ เรียก รำปำ นุย (Rapa Nui) และภำษำสเปนเรียกวำ่ ปสั กวำ (Isla de Pascua) นกั วิชำกำรบำงคนเช่อื ว่ำเดิมเกำะอสี เตอรม์ ีชือ่ พนื้ เมอื งว่ำ “Te Pito O Te Henua” มีควำมหมำยคือ “Navel of The World” หรือ “สะดอื ของโลก” ซึง่ เป็นเกำะเลก็ ๆท่ีอย่กู ลำงมหำสมทุ รแปซฟิ ิค หำ่ งจำกชำยฝงั่ ประเทศชลิ กี วำ่ 3,600 กิโลเมตร ขนำดของเกำะมพี ้ืนที่เพยี ง 160 ตำรำงกโิ ลเมตร มคี วำมยำว 25 กโิ ลเมตร ก่อนจะมีคนมำอย่อู ำศัย ที่นี่กม็ ีเพียงแค่ นกทะเล และแมงปอเทำ่ นัน้ โดยแต่เดมิ เกำะนไ้ี มไ่ ด้ชื่อว่ำอีสเตอรต์ ง้ั แต่แรก แต่เพรำะผคู้ ้นพบเกำะคนแรก จำคอ็ บ ร็อกเกวนี (Jacob Roggaveen) เป็นนกั เดนิ เรือชำวดัตช์ แล่นเรอื มำพบเกำะในวนั อสี เตอร์ของปี ค.ศ.1722 จึงตง้ั ชอ่ื เกำะว่ำ อีสเตอร์ โดยต้งั ให้ตำมวันทีพ่ วกเขำเดินทำงมำถึง แตท่ น่ี ่มี ีสง่ิ ทที่ ำให้นักเดินเรอื ตะวนั ตกท่เี ดินทำงมำพบในศตวรรษที่ 18 ตอ้ งทง่ึ นน่ั ก็ คือ “โมอำย” หินแกะสลกั รปู คนขนำดใหญ่ โดยพวกเขำได้บันทกึ ไวเ้ ม่อื ปี 1774 ว่ำ “เรำคิดไมอ่ อกจริงๆ วำ่ ชำวเกำะที่แทบไมร่ ู้จักเครื่องมอื ทุน่ แรงจะยกรูปสลักหนิ ขนำดมหึมำเชน่ นไี้ ด้อย่ำงไร” กปั ตันเจมส์ คุก นักเดินเรอื องั กฤษ เหตทุ ี่ชำวตะวันตกไมเ่ ชอ่ื ว่ำ ชำวเกำะอสี เตอร์ หรอื “รำปำ นยุ ” (Rapa Nui) จะสำมำรถก่อสรำ้ งโมอำยไดเ้ ป็นเพรำะพวกเขำ มำพบกับชนพื้นเมอื งในชว่ งเวลำทพี่ วกเขำตกตำ่ และละทง้ิ รูปสลกั ทีเ่ คยเปน็ ที่เคำรพสกั กำระไปเสยี ซง่ึ ชนพื้นเมอื งท่นี เ่ี ปน็ กลุม่ ยอ่ ยของชนเชื้อสำยพอลนิ ีเซียน กลุ่มชำตพิ นั ธุ์ทีม่ คี วำมเชี่ยวชำญในกำรเดนิ เรอื โดยคำดว่ำนำ่ จะเดินทำงมำตงั้ รกรำกทเ่ี กำะอี สเตอร์มำนำนนบั พนั ปี โดยจำกกำรตรวจอำยดุ ้วยคำรบ์ อนกัมมันตรงั สีพบโบรำณวัตถเุ กำ่ แก่ทส่ี ุดมีอำยุอยู่ในชว่ งศตวรรษท่ี 8- 9 และจำกหลกั ฐำนทำงโบรำณคดพี บวำ่ ผู้ตัง้ ถิน่ ฐำนกลุม่ แรกๆ นำ่ จะมำพร้อมกบั เทคโนโลยกี ำรก่อสรำ้ งด้วยหนิ ทกี่ ำ้ วหนำ้ พวกเขำจึงน่ำจะเดนิ ทำงมำยังเกำะแหง่ นโ้ี ดยวำงแผนไวก้ ่อน มำกกวำ่ จะเปน็ ข้อสนั นิษฐำนที่วำ่ ชำวเกำะกลมุ่ แรกคอื ชำวประมงท่จี ะบังเอญิ ถกู กระแสนำ้ พดั พำมำตดิ เกำะ โดยทน่ี ี่ชนพนื้ เมอื งยงั มีกำรแบง่ เปน็ สองกลมุ่ ใหญค่ อื กลมุ่ “หสู นั้ ” กบั “หยู ำว” ซึง่ มีลักษณะ ดังน้ี ผวิ ขำว ผมแดง รูปรำ่ งสูง ใหญ่ ใบหูยำว ซงึ่ จะมคี วำมฉลำดกว่ำพวกผวิ คล้ำตัวเลก็ หสู ัน้ โดย“พวกหยู ำว” จะปกครอง “พวกหสู น้ั ” และออกคำสั่งให้ สรำ้ งรูปศลิ ำสลักหนำ้ คนขนำดมหมึ ำไว้เต็มชำยหำดเพือ่ สักกำรบูชำ เพรำะว่ำหน้ำตำของคนในรปู สลกั น้ันเหมือนกบั บรรพบรุ ษุ

ของ “พวกหูยำว” แต่ต่อมำ “พวกหูส้ัน” ทนกดข่ีขม่ เหงไมไ่ หวกเ็ ลยลกุ ฮือข้ึนโคน่ ล้ม “พวกหูยำว” ไดส้ ำเร็จในปี ค.ศ. 1680 ชำวพื้นเมอื งของเกำะนี้มีอำรยธรรมและภำษำเป็นของตนเอง โดยตำมบันทึกจำกหนังสอื “รถทรงขององคพ์ ระเจำ้ ” (Chariots of the Gods) ซ่ึงถูกเขยี นโดยนกั ลกึ ลับศำสตร์ “เอริค ฟอน ดำนิเกน้ ” กล่ำวไวว้ ่ำรูปศลิ ำสลกั ขนำดสงู ตั้ง 30 ฟตุ และหนักต้ัง 30 ตันอย่ำงน้นั มนั เกินกำลังท่ชี ำวเกำะในสมยั หลำยรอ้ ยปกี อ่ นจะสลกั ข้ึนด้วยเคร่ืองมือแบบง่ำยๆ ที่เขำใช้กนั อยู่สมัยโบรำณ ประกอบกับหนิ ท่ีใชส้ ลกั กแ็ ข็งเหลอื กำลงั นอกจำกน้ี ชำวเกำะซง่ึ ไปสกัดหนิ สลกั เปน็ รปู หนำ้ คนจำกภูเขำหำ่ งเขำ้ ไปในตัวเกำะ สำมำรถชกั ลำกรปู สลักใหญป่ ำนนน้ั มำได้อยำ่ งไรในเม่ือไมร่ ูจ้ กั กำรเคลื่อนยำ้ ยโดยใชล้ ้อเลือ่ น ดังนนั้ ดำนเิ กน้ จงึ สรุปว่ำ ผทู้ ีม่ ำสรำ้ งรูปศิลำมหึมำไว้นีค้ อื มนุษยต์ ำ่ งดำวที่เดินทำงมำจำกโลกอื่นแวะลงพกั ท่เี กำะนช้ี ่ัวครำวดว้ ย จุดประสงคบ์ ำงประกำร แล้วกเ็ ลยใช้เวลำวำ่ งสลักรูปเลน่ ดว้ ยเครื่องมอื ท่ี “คมจนตัดหินไดเ้ หมอื นใช้มดี ตัดเนย” คร้ันพอยำน อวกำศมำรบั พวกเขำ มนษุ ยต์ ่ำงดำวก็ทงิ้ รปู สลักทส่ี ลกั เล่นๆ ให้คำ้ งคำไว้แล้วพำกันข้นึ จำนผกี ลับคนื สดู่ วงดำวของตน โดยมี หลกั ฐำนสำคัญบำงประกำรท่ี ดำนเิ ก้นใชอ้ ำ้ งถึงในกำรยนื ยนั เรื่องมนษุ ย์ต่ำงดำวของเขำ เป็นหลักฐำนท่ีมำจำกตำนำนของคน พ้นื เมืองในเกำะเอง คือคนพวกนี้มตี ำนำนของ “มนุษยป์ กั ษี” (Birdman) ซงึ่ บินไดเ้ หมือนนก ชำวเกำะเช่ือวำ่ บรรพชนในอดตี ของพวกเขำสำมำรถบินได้ในอำกำศเหมอื นนกทเี ดยี ว แตเ่ นอื่ งจำกว่ำอำรยะธรรมของชำวเกำะไดส้ ูญไปเพรำะกำรทำลำยลำ้ ง ของนักเดนิ เรอื ผิวขำวเกือบหมด ดำนิเก้นจงึ สรปุ เอำด้ือๆ วำ่ บรรพชนท่บี ินได้เหมอื นนกนัน่ นะ่ คือ “มนุษยต์ ่ำงดำว” แลว้ กเ็ ลกิ สร้ำงรูปศลิ ำสลกั ทเ่ี คยอยู่ร่วมกนั อย่ำงสงบสขุ ยำวนำน หลักฐำนอีกอย่ำงท่เี ขำพบก็คือ บนเกำะมรี ่องรอยของถนนสำยใหญ่ลำด ไปตกทะเล ซง่ึ แสดงวำ่ บำงสว่ นของเกำะจมหำยลงไปในทะเลด้วย เขำจึงบอกว่ำถนนนี้แหละมนุษยต์ ำ่ งดำวมำสร้ำงไว้เพอ่ื ให้ สะดวกในกำรพักอยู่ช่วั ครำวของพวกเขำกับทง้ั แผ่นดินเหนียวจำรึกอกั ขระทีย่ งั ไมม่ ีใครอ่ำนออกกน็ ่ำจะเกีย่ วข้องกับมนษุ ยต์ ำ่ ง ดำวด้วย

ซง่ึ เรือ่ งท่ีนำ่ ประหลำดกค็ ือ “ธอร์ เฮเยอร์ดำหล์ ” คนสำรวจเกำะอยำ่ งถ่ถี ้วนและเขียนหนังสือไว้ก่อนหน้ำ “ดำนิเกน้ ” ตงั้ หลำย ปีกลับวำงเฉยไมโ่ ตแ้ ยง้ อะไรทัง้ น้ัน จึงถงึ กระทงั่ นกั วชิ ำกำรบำงทำ่ นตอ้ งออกมำแสดงแทน ซึ่งก็คอื “ดร.คลฟิ ฟอรด์ วลิ สัน” นัก โบรำณคดีใหญ่แหง่ มหำวทิ ยำลัยเซำธ์ แคโรไลนำ ซึ่งได้เขยี นหนังสือช่อื “Crash Go The Chariots” โดยมเี นอื้ ควำมกลำ่ วหำ ว่ำ ขอ้ อำ้ งเกีย่ วกบั มนษุ ย์ต่ำงดำวมำเยือนเกำะอีสเตอรล์ ้วนไขปัญหำได้ง่ำยๆ ดว้ ยวิชำโบรำณคดีเทำ่ นนั้ และนอกจำกน้ี ในปี ค.ศ. 1976 ยังมนี กั วิชำกำรอกี คนชือ่ “โรแนลด์ สตอร่ี” นอกจำกเขยี นประท้วง “ดำนิเก้น” แลว้ ยังเรยี กรอ้ งให้ “ธอร์ เฮเยอร์ ดำหล์ ” ออกมำแถลงขอ้ เทจ็ จริงเกย่ี วกับควำมลับของรปู สลกั มหมึ ำเหล่ำนั้นอีกด้วยโดยต่อมำก็เกดิ ควำมขดั แย้งซึ่งนำไปส่กู ำรสู้ รบและกำรลม่ สลำยของอำรยธรรมในเวลำต่อมำ โดยเหตผุ ลสำคญั ก็มำจำกกำรสู้รบเพ่อื แยง่ ชิงทรัพยำกรทม่ี อี ยู่อย่ำงจำกดั บน เกำะแหง่ นี้ เมือ่ พิจำรณำพัฒนำกำรของโมอำย โมอำยยคุ แรกๆ มีขนำดย่อมๆ กอ่ นทจ่ี ะขยำยใหญ่ข้ึนเร่อื ยๆ โดยเฉล่ยี โมอำยท่ีถูกยกขึ้นต้ัง แล้วมนี ำ้ หนกั รำวๆ 10 ตนั ขณะทรี่ ูปสลักท่ยี ังทำไมเ่ สรจ็ นั้นมีชน้ิ หนงึ่ ทีม่ ีนำ้ หนักมำกถงึ 270 ตัน ซึง่ มันถกู ทง้ิ ไวพ้ รอ้ มกับรปู สลักมำกมำยทบ่ี ำงส่วนแกะสลกั ไว้เปน็ ทเี่ รียบรอ้ ยแลว้ และยังมรี ูปป้ันจำนวนหนึ่งทีเ่ คยตั้งตระหงำ่ นแตก่ ลับถูกชำวบำ้ นเอำมัน ลม้

โดยชำรล์ ี แคมปเ์ บล (Charlie Campbell) ผูเ้ ขียนเรือ่ ง Scapegoat: A History of Blaming Other People อธบิ ำยวำ่ แต่ เดิมเกำะอีสเตอรอ์ ุดมสมบรู ณไ์ ปดว้ ยปำ่ ไม้ โดยเฉพำะปำลม์ ทอ้ งถ่ินทเี่ ป็นวตั ถุดิบสำคญั ท่ใี ชใ้ นกำรก่อสร้ำงบำ้ นเรือน สรำ้ งแพ สรำ้ งเรือ ใช้เป็นเชอื้ เพลิงสำหรบั หงุ หำอำหำร หรือเผำศพ รวมถงึ ใช้เป็นเครื่องมอื ในกำรเคล่ือนยำ้ ยหนิ สลกั ขนำดยักษ์ เมอ่ื เวลำผ่ำนไปชำวบ้ำนใชไ้ ม้ชนดิ นไ้ี ปเร่ือยโดยไมไ่ ดค้ ำนึงถึงอนำคต ไม้สำคญั น้กี ค็ อ่ ยๆ หมดไปจำกเกำะ เม่อื ไมม่ ปี ำ่ ไมผ้ ิวดนิ ก็ เสอื่ มควำมอดุ มสมบรู ณ์ กำรเพำะปลกู กไ็ มไ่ ดผ้ ลดี สตั วป์ ำ่ ก็คอ่ ยๆ หมดไปจำกกำรลำ่ ของมนุษยแ์ ละกำรไร้ถ่นิ ทอี่ ยู่อำศยั ท่สี ำคญั เมอ่ื ไมเ่ หลอื ไม้ให้ใชอ้ ีกต่อไป เชอ้ื เพลิงก็ไมเ่ หลือ ชำวบ้ำนต้องเปลีย่ นพธิ ีกรรมในกำรทำศพ จำกกำรเผำเลยต้องเปล่ียน มำเป็นกำรทำมมั มี กำรขำดแคลนไมย้ ังทำใหช้ ำวบ้ำนไมม่ วี ตั ถุดิบไวท้ ำเรอื แคนู เมือ่ ไมม่ เี รือก็ไมส่ ำมำรถออกหำปลำได้ เมื่อ แหลง่ อำหำรบนเกำะร่อยหรอกน็ ำไปสคู่ วำมขดั แย้ง และภำวะขำดแคลนอำหำร จนทำให้จำนวนประชำกรลดลงอย่ำงรวดเร็ว และอำจเกดิ สภำพที่ “คนตอ้ งกินคน” ด้วยกนั เอง หรืออีกหนึ่งผลจำกกำรศึกษำทำงโบรำณคดไี ดข้ อ้ สนั นิษฐำนว่ำ เกำะแห่งนี้ น่ำจะถูกยดึ ครองโดยชำวโพลนิ เี ซยี น (Polynesia) เมอ่ื ค.ศ 400 ถงึ 700 ปี ดว้ ยภูมอิ ำกำศท่ใี กล้เคียงกับปำ่ เมืองรอ้ นคงทำให้ ภูเขำบนเกำะปกคลมุ ไปดว้ ยดงปำลม์ และเถำไมเ้ ลื้อย ทัง้ อุดมไปดว้ ยสัตวน์ ำนำชนิด โดยเฉพำะฝูงนกทม่ี ที ้งั ทีเข้ำมำตง้ั หลกั แหลง่ อย่ำงถำวรและอำศยั เกำะเปน็ ท่ีวำงไข่ โดย“โมอำย” ซง่ึ กเ็ ปน็ หลกั ฐำนสำคัญของปรำกฏกำรณท์ ี่เกดิ ขึ้น เบอ้ื งตน้ มนั ถูกสร้ำงขึ้นดว้ ยควำมเคำรพ กำรท่ีมันถูกสร้ำงให้ ใหญ่ขึ้นเรือ่ ยๆ อำจแสดงถึงภำวะควำมยำกลำบำกของคนบนเกำะ พวกเขำจงึ หวังทำใหเ้ ทพเจำ้ พอใจด้วยกำรสร้ำงรปู สลกั ถวำยใหใ้ หญ่ย่งิ ข้นึ เรอื่ ยๆ แต่ย่ิงทำใหม้ ันใหญ่โตแคไ่ หนกไ็ มไ่ ด้ชว่ ยให้พวกเขำมีควำมเปน็ อยทู่ ีด่ ีข้นึ พวกมันจึงถกู ชำวบำ้ นละทง้ิ หรือลม้ ทำลำยดว้ ยควำมโกรธแคน้ โดยพวกเขำอำจไมไ่ ดค้ ำนึงเลยว่ำ ควำมยำกลำบำกของพวกเขำเกิดขึ้นมำจำกกำรใช้ ทรัพยำกรจนเกินกวำ่ ท่ีธรรมชำตจิ ะรับได้ ทัง้ น้ี กำรมำถงึ ของชำวตะวนั ตกก็มีส่วนทำใหส้ ภำพที่ยำกลำบำกอยู่แล้วแย่ยงิ่ ข้นึ ไป อีก กำรสำรวจโดยสเปนในปี 1770 พบประชำกรรำว 3,000 คน และก่อนหน้ำท่ี เจมส์ คุก เดนิ ทำงมำถงึ ในปี 1774 กน็ ่ำจะ เกดิ สงครำมภำยในครั้งใหญ่ โดยเขำบันทึกวำ่ มีประชำกรชำยรำว 600-700 คน และผู้หญิงเพยี ง 30 คน ซึง่ ตอนน้ันชำวบ้ำนก็ เลิกนับถอื รปู ปน้ั ยกั ษไ์ ปแลว้ หลงั จำกน้นั ประชำกรบนเกำะเร่ิมฟื้นตวั ข้นึ มำ โดยในปี 1862 มีประชำกรบนเกำะรำว 3,000 คน แต่กำรบกุ เกำะเพ่อื จับตวั ชำวบำ้ นไปขำยเป็นทำสและกำรมำถงึ ของโรคฝดี ำษ ก็ทำให้จำนวนประชำกรบนเกำะลดลงเหลือ เพียง 111 คน เมอ่ื ปี 1877 ซ่งึ มตี ำนำนเกย่ี วกบั โมอำย เป็นเรอ่ื งเลำ่ สืบต่อกนั เปน็ เวลำนำนโดยตำมตำนำนของเกำะนั้นกลำ่ วถงึ หวั หน้ำเผำ่ ซึง่ เสำะหำทตี่ ั้ง บำ้ นใหม่ และเขำไดเ้ ลือกหมู่เกำะอสี เตอร์ หลงั จำกท่หี ัวหน้ำเผ่ำตำยไป เกำะกไ็ ดถ้ กู แบง่ ให้เหล่ำลกู ชำยของเขำเพื่อให้เป็น หวั หน้ำเผำ่ ใหม่ เม่ือหัวหนำ้ เผ่ำคนใดตำยไปกม็ กี ำรนำโมอำยไปตงั้ ไว้ ณ สสุ ำน ชำวเกำะทงั้ หลำยเชอื่ ว่ำรูปปน้ั โมอำยจะรักษำ จติ วญิ ญำณของหัวหนำ้ เผ่ำเหล่ำนนั้ ไว้ เพ่ือใหน้ ำส่ิงดี ๆ มำสู่เกำะ เชน่ ฝนตก พืชพรรณสมบรู ณ์ เป็นตน้ ซึง่ ตรงกบั กำรคำด กำรเก่ียวกับจดุ ประสงคข์ องกำรสร้ำงโมอำย คอื สร้ำงขึน้ เพอื่ ประดับ อำฮู (Ahu) ซง่ึ ต้งั อยตู่ ำมแถบชำยฝง่ั มหำสมทุ ร มลี ักษณะ เป็นฐำนหนิ เรยี บขนำดใหญ่ มีควำมสงู ประมำณ 1.2 เมตร นกั โบรำณคดีคำดว่ำ คำวำ่ อำฮู นั้น หมำยถงึ ฐำนศกั ดสิ์ ทิ ธ์สิ ำหรับ ให้โมอำยตง้ั อยู่ดำ้ นบน เชน่ อำฮู อำกวิ ี (Ahu Akivi) เปน็ อำฮทู ม่ี ีโมอำย 7 ตวั ต้ังอยดู่ ำ้ นบน สว่ นขอ้ สนั นษิ ฐำนอื่น ๆ เก่ียวกบั จดุ ประสงคข์ องกำรสรำ้ งโมอำย เชอ่ื วำ่ คนโบรำณอำจจะสรำ้ งโมอำยเพือ่ รำลึกถงึ บรรพบรุ ุษผู้ ล่วงลับ หรอื เป็นบคุ คลสำคญั ของชุมชน เช่น หัวหนำ้ เผ่ำ

ปัจจุบนั รูปปั้นโมอำยแหง่ เกำะอสี เตอร์ ไดร้ บั เลือกให้เป็นหนึง่ ในมรดกโลก โดย UNESCO และได้กำรจัดตง้ั องคก์ รขนึ้ มำเพ่อื ศึกษำเร่ืองรำวของมันอย่ำงจรงิ จงั ประกอบกบั ในปีค.ศ.1888 เกำะนี้ถูกผนวกรวมเข้ำกบั ประเทศชลิ ี และมีกำรสร้ำงสนำมบนิ ขน้ึ เกำะอีสเตอร์จึงกลำยมำเป็นแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วท่สี ำคัญของโลกอีกแห่งหนึง่ ในทส่ี ุด ช่วงสองสปั ดำห์แรกของเดือนกมุ ภำพนั ธ์ ของทุกปี จะมีนกั ทอ่ งเท่ียวเดินทำงมำยังเกำะอีสเตอรก์ นั อยำ่ งอุ่นหนำฝำคง่ั เพอ่ื รว่ มงำนเทศกำลทำปำติ (Tapati) ซ่งึ เปน็ งำน เฉลมิ ฉลองของเกำะ งำนจะมที ั้งกำรละเล่น กำรแสดง อำหำร แขง่ กฬี ำ และดนตรีพ้นื เมอื งต่ำงๆ สร้ำงควำมประทับใจใหแ้ ก่ นกั ทอ่ งเท่ยี วได้เป็นอย่ำงดี

ลักษณะภมู ศิ ำสตร์ท่ีสำคญั ทคี่ วรรเู้ กยี่ วกับเกำะอสี เตอร์ 1.แมว้ ำ่ นักวทิ ยำศำสตร์จะไม่ทรำบแนช่ ัด แต่หลำยคนอ้ำงว่ำกำรอยอู่ ำศยั ของมนษุ ยใ์ นเกำะอสี เตอร์เรมิ่ ขนึ้ ประมำณ 700 ถงึ 1100 CE เกอื บจะในทนั ทที ี่ตัง้ ถิน่ ฐำนคร้งั แรกประชำกรของเกำะอสี เตอร์เรม่ิ เตบิ โตข้นึ และชำวเกำะ (รำปำนยุ ) โดยเรมิ่ สรำ้ ง บำ้ นและโมอำย ซ่ึงเช่อื กันว่ำโมอำยเป็นสญั ลกั ษณ์แสดงสถำนะของชนเผ่ำต่ำงๆในเกำะอีสเตอร์ 2.เนอ่ื งจำกเกำะอีสเตอร์มีขนำดเลก็ เพียง 63 ตำรำงไมล์ จงึ มีประชำกรล้นอย่ำงรวดเร็วและทรัพยำกรก็หมดลงอย่ำงรวดเร็ว เม่ือชำวยโุ รปเดนิ ทำงมำถึงเกำะอสี เตอรร์ ะหวำ่ งชว่ งปลำยทศวรรษท่ี 1700 ถงึ ต้นทศวรรษท่ี 1800 มีรำยงำนว่ำโมอำยถกู ล้ม ลงและเกำะน้ดี เู หมอื นจะเปน็ พ้นื ทสี่ งครำมเมอ่ื ไม่นำนมำนี้ 3.กำรทำสงครำมอยำ่ งต่อเนือ่ งระหว่ำงชนเผ่ำกำรขำดเสบยี งและทรพั ยำกร โรคภยั ไข้เจ็บ สงิ่ มชี ีวิตทรี่ กุ รำนและกำรเปดิ เกำะ เพอื่ คำ้ ขำยกบั ผ้คู นที่ตกเป็นทำสในตำ่ งประเทศนำไปส่กู ำรลม่ สลำยของเกำะอสี เตอรใ์ นปี 1860 4.ในปีพ. ศ. 2431 เกำะอีสเตอรถ์ กู ยดึ โดยชิลี กำรใช้เกำะของชิลแี ตกตำ่ งกนั ไป แต่ในชว่ งทศวรรษ 1900 เป็นฟำรม์ แกะและ ไดร้ ับกำรจดั กำรโดยกองทัพเรือชิลี ในปีพ. ศ. 2509 ท้ังเกำะได้เปดิ ใหส้ ำธำรณชนเขำ้ ชมและชำวรำปำนยุ ทีเ่ หลอื กลำยเป็น พลเมืองของชลิ ี 5.ในปี 2009 เกำะอสี เตอรม์ ีประชำกร 4,781 คน ภำษำทำงกำรของเกำะคนื

ชำวเกำะอสิ เตอร์ ชำวเกำะอิสเตอร์ นักโบรำณคดสี มยั ใหม่ไดเ้ ขำ้ ไปสัมภำษณ์คนเก่ำเเก่บนเกำะทีเ่ หลืออยูบ่ นเกำะ เเละอำ่ นกำรจดบันทกึ ของกัปตัน จำค็ อบ รอกเกวีน ชำวดชั ตแ์ ละชำวยโุ รปคนเเรกทมี่ ำถงึ เกำะน้ี เเละรวมของกัปตนั เจมส์ คกุ สันนฐิ ำนวำ่ ชนเผ่ำเเรกที่มำอยู่เปน็ ชำว โพลินีเซียม เพรำะ มีควำมชำนำญในกำรสรำ้ งเรอื เเละเดินเรอื เเละยงั นำทำงในทะเลเปดิ ต่อมำในปี 1994 พบ Dna พบโครงกระดูกบนเกำะอีสเตอร์ 12 ชิ้น ยืนยนั เเลว้ วำ่ เป็นชำวโพลนิ เี ซียน ชำวโพลินเี ซยี กลุ่มเเรก มำตั้งถนิ่ ฐำน ใน ค.ศ. 400 - 700 Bc. เมลำเซียน 5,500 คนเดินทำงโดยเรอื ไปทำงทิศตะวันตก ถึงเกำะตำฮติ ิและหมูเ่ กำะมำรเ์ คซัส ในปี ค.ศ. 300 เรือแคนไู ด้ เดนิ ทำงไปถงึ เกำะเพ่อื ไปอย่บู นเกำะอสิ เตอร์ อยใู่ นช่วงเวลำ ค.ศ. 400 ปี กค็ อื ชำว โพลินีเซยี น

ตำมตำนำนเกำะอสี เตอร์ เมือ่ ประมำน 1,500 ปที เ่ี เล้ว หัวหน้ำชำวโพลนิ ีเซยี ม ชอื่ ว่ำ Hotu Matu’a (พ่อเเม่ผู้ย่ิงใหญ)่ ล่องเรอื ดว้ ยเรอื เเคนคู ูจ่ ำกเกำะ polynesian พรอ้ มภรรยำเเละครอบครัว เขำอำจจะเป็นนักเดินเรอื ทม่ี องหำทอ่ี ย่ใู หม่ หรือหน้ี จำกสงครำม เเละมำเจอเกำะอสี เตอรท์ ่หี ำด อนำเคนำ Te-Pito-teHenua ปลำยเเผน่ ดนิ เป็นช่อื เเรกของเกำะ บน Rapa Nui ชอื่ เกำะอสิ เตอร์ที่ทันสมยั และท้องถิ่นขึ้น กำรประชำกของชำวโพลินีเซยี ม เหลืออยอู่ ยูไ่ ม่มำก เพรำะเกดิ จำกกำรบกุ เกำะอสิ เตอร์เพือ่ จบั คนบนเกำะไปขำยเปน็ ทำสทเี่ ปรใู นศตวรรษท่ี 19 เกิด กำรสรู้ บภำยในเกำะเเละคนบนเกำะทีล่ ม้ ตำยเพรำะเกดิ เปน็ โรครบำด ทำให้เหลอื ชำวโพลีนเี ซยี ม รอดมำเเค่ 110 คนเท่ำน้นั



ความเช่ือ และโมอายทามาจาก โมอำย (Moai) คอื รปู ปนั้ หนิ แกะสลักซง่ึ มรี ปู รำ่ งคลำ้ ยมนุษย์ และสว่ นศรี ษะมขี นำดใหญเ่ ดน่ ชัด หลำยคนเขำ้ ใจว่ำ รปู ปัน้ หนิ แหะสลกั มีแต่หัว จริง ๆ แล้วโมอำยมสี ่วนช่วงลำตัวดว้ ยเชน่ กนั แตส่ ่วนใหญล่ ำตวั ของโมอำยนนั้ ถกู ดนิ กลบทับอยู่ ทำ ให้มีแต่สว่ นช่วงหวั ท่โี ผล่ออกมำจำกพื้นดนิ รปู สลักนที้ ่ีจรงิ สร้ำงขึน้ เพอ่ื ประดบั อำฮู (Ahu) อันเป็นศำลเทพเจำ้ ทีต่ ั้งอยูต่ ำมแถบ ชำยฝงั่ มหำสมุทร จำกกำรคน้ พบรปู ปั้นท่ีแกะสลกั ไปบำงสว่ นยังไมเ่ สรจ็ สมบรู ณ์ ทำให้มีกำรสันนษิ ฐำนขึ้นมำวำ่ เหมืองหินแหง่ นไี้ ด้ถกู ท้งิ ร้ำงไปอยำ่ งกระทนั หัน นอกจำกน้ันในกำรคน้ พบโมอำยเกอื บทั้งหมดอยู่ในสภำพลม้ นอน ซึง่ เชื่อว่ำชำวพ้นื เมอื งบนเกำะเปน็ ผูท้ ำใหม้ นั ลม้ ควำมหมำยและวตั ถุประสงคข์ องกำรสรำ้ งโมอำยนัน้ ยงั ไม่มีขอ้ มลู ทชี่ ดั เจนออกมำ และมีกำรสนั นษิ ฐำนกนั ไปตำ่ ง ๆ นำนำ และขอ้ สนั นษิ ฐำนท่แี พรห่ ลำยมำกท่สี ดุ ข้อหน่งึ คือรูปปน้ั โมอำยถกู แกะสลกั โดยพวกโพลิเนเชยี น (Polynesian) ซึ่ง อำศัยอยูบ่ นเกำะนเี้ มอ่ื กวำ่ 1,000 ปี โดยเชอ่ื วำ่ พวกโพลิเนเชียนสรำ้ งโมอำยขน้ึ เพอ่ื เปน็ ตวั แทนถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลบั หรือ อำจจะเป็นผซู้ ึ่งมีควำมสำคญั หรอื อำจจะเป็นสญั ลักษณแ์ สดงสถำนะของครอบครวั โมอำยถกู แกะสลักมำจำกหินปูนแข็งทีป่ ระกอบไปดว้ ยเถำ้ ลำวำจำกภูเขำไฟทอ่ี ัดตวั กันเปน็ กอ้ น โดยหนิ น้ีสำมำรถหำ ไดจ้ ำกยอดภเู ขำไฟเตีย้ ๆ ทม่ี ีช่อื ว่ำรำโนรำรำกู (Rano Raraku) ซงึ่ อยทู่ ำงทศิ ตะวนั ออกของเกำะ และรูปสลกั บำงรูปจะมี ผมจุกขนำดใหญส่ แี ดงอยบู่ นหัว ซงึ่ ผมจกุ สีแดงถกู แกะจำกหินสโกเรยี สแี ดง (scoria) จุกทม่ี ขี นำดใหญท่ ่ีสดุ น้นั มีขนำด เส้นผำ่ ศูนย์กลำง 2.4 เมตร สงู 1.8 เมตร หนัก 11.5 ตัน แต่จุกส่วนใหญ่จะมขี นำดเล็กกว่ำน้ี ซงึ่ หนิ สโกเรยี สแี ดงสำมำรถหำได้ จำกเหมืองทป่ี ูนำเปำ ซึ่งเป็นยอดภูเขำไฟเตยี้ ๆ ทำงทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ของเกำะ ภำยในเหมอื งหินที่รำโนรำรำกู มีกำรพบอปุ กรณ์แกะสลักทีเ่ รยี กกนั ว่ำโตกิ (Toki) ท้งิ อยู่ คำวำ่ โตกนิ น้ั เปน็ ภำษำรำปำ นุย (Rapa Nui) ซง่ึ เป็นภำษำท้องถิน่ ของชำวโพลินีเซียนทใี่ ช้เรยี กเคร่อื งมอื ประเภทผึง่ ถำกไม้หรอื ขวำน โตกทิ ำจำกหนิ บะ ซอลต์ซ่งึ เปน็ หนิ ภเู ขำไฟ ลักษณะเป็นกอ้ นสีคล้ำ ๆ อยู่ในหินปนู แขง็ ซึ่งมีเน้ืออ่อนกวำ่ ทเี่ หมืองหินมีรปู สลกั ถูกแกะคำ้ งทิ้งไว้อยู่ 394 รปู และมกี ำรแกะสลกั ไปมำกนอ้ ยตำ่ งกนั บำงรูปกเ็ พิ่งจะขน้ึ โครงหน้ำ บำงรปู ก็ใกล้เสรจ็ แล้วเหลอื เพยี งตอกให้รูปสลักหลุดจำกหนำผำเท่ำนัน้ บำงรูปก็นอนหงำยอยู่ บำงรปู ก็ตะแคงข้ำงหลบลกึ เขำ้ ไปในซอกหน้ำผำ บำงรปู กเ็ หลอื เพียงแค่ขนยำ้ ย โดยมีหนิ กอ้ นกลม ๆ คอยรับนำ้ หนกั ไว้ นกั วชิ ำกำรไดส้ นั นิษฐำนวำ่ ในปี ค.ศ. 380 ไดเ้ รมิ่ มกี ำรสลกั หนิ บะซอลตเ์ ป็นรปู สลักคนน่งั คกุ เข่ำ ตอ่ มำในปี ค.ศ. 1100 ไดม้ กี ำรสลักหินเป็นรปู สลกั โมอำย จำกหนิ ภเู ขำไฟรำโน รำรำกูท่ตี ง้ั อยูท่ ำงทศิ ตะวนั ออกของเกำะ โดยมลี ักษณะครงึ่ ลำตัว ลำตวั ส่วนบนเหมอื นผู้ชำย มหี นำ้ ตำคลบั คลำ้ ยคลบั คลำเหมอื นกันหมด ควิ้ โหนกเป็นสนั ดวงตำของรปู สลักหนิ ไดใ้ ช้วัสดุ

อ่นื ฝงั ลงไป ชว่ งปลำยจมูกเชิดขึ้นรบั กับปำกทแี่ บะและยนื่ ออกมำ มคี ำงเหลีย่ ม ติ่งหมู ลี ักษณะยำว แขนแนบชิดกบั ลำตวั มี ควำมสูงประมำณ 6-30 ฟุต นำ้ หนักประมำณ 50 ตนั ตนั Ahu Akivi Ahu Akivi

Ahu Tahai

Ahu Tongariki

Ahu Naunau

Ahu Te Pito Kura

ชนดิ ของโมอายตามสถานทีต่ ่าง ๆ 2 ในปี ค.ศ. 1960 ศำสตรำจำรยว์ ิลเลียม มลั ลอย กับพวกชำวเกำะไดท้ ดลองยกรูปสลักหนกั 16 ตัน จำนวน 7 รูปข้ึน ตง้ั ที่ Ahu Akivi ทอี่ ยูท่ ำงทศิ ตะวนั ตกของเกำะ จำกกำรทดลองชว่ ยทำใหเ้ ห็นได้ว่ำรปู สลักหนิ ขนำดทใ่ี หญ่ท่ีสดุ สำมำรถยก ตง้ั ข้ึนมำไดอ้ ยำ่ งไร โมอำยน้ันจะถกู เรียกตำมอำฮูที่โมอำยต้ังอยู่ ซงึ่ อำฮมู ีอยู่หลำยแห่งทวั่ ท้งั เกำะ ไมว่ ำ่ จะเปน็ Ahu Tahai อำฮทู ี่อยู่ ใกล้เมอื งมำกที่สดุ ต่อมำ Ahu Akivi เป็นอำฮทู ม่ี โี มอำยวำงอยบู่ นฐำน 7 ตัว ท่แี ปลกกวำ่ บริเวณอนื่ ๆ เพรำะโมอำยทัง้ 7 ตัว หนั หน้ำออกไปทำงทะเล ถัดไป Ahu Tongariki เปน็ อำฮูทมี่ ีโมอำย 15 ตัวดว้ ยกัน และสดุ ท้ำย Ahu Naunau มีโมอำยวำงอยู่ บนฐำนทั้งหมด 7 ตัว โดย 4 ใน 7 ตัวนีม้ พี ูคำโอบนหัวประดับดว้ ย นอกจำกน้ียังมีโมอำยตวั ทใี่ หญท่ ่สี ดุ ท่ยี งั ไม่ต้งั อยู่ทร่ี ำโน รำ รำกู มีควำมสงู อยทู่ ่ี 71.93 ฟตุ และหนกั 145-165 ตนั สว่ นโมอำยตัวใหญท่ ส่ี ุดทต่ี ้ังขนึ้ เรยี บรอ้ ยแลว้ อยทู่ ี่ Ahu Te Pito Kura มคี วำมสงู อย่ทู สี่ งู 32.63 ฟุต อีกด้วยเชน่ กัน การเคลอ่ื นยา้ ยโมอาย 4 ทบ่ี ริเวณใกล้ ๆ กับสว่ นดำ้ นบนของเหมอื ง มรี ลู ึกลงไปในหนิ ควำมยำวประมำณ 1 เมตรอยหู่ ลำยคู่ แตล่ ะคู่จะมีชอ่ ง เช่ือมถงึ กนั ทกุ รู คลำ้ ยกนั กบั เอำไวเ้ ปน็ ทร่ี ้อยเชอื ก นอกจำกรุคเู่ หลำ่ นแี้ ล้วยงั มรี อ่ งรอยต่ำง ๆ ทีเ่ กดิ จำกเชือกท่ีหนำถึง 10 เซนตเิ มตร เปน็ เชือกท่ีน่ำจะถักจำกเสน้ ใยพชื ประเภทต้นชบำ มีคำนไมท้ ่ีสอดอยใู่ นชอ่ งหนิ น่ำจะใช้สำหรบั พันเส้นเชอื ก เหมือนเปน็ เสำผกู โยงเชือกท่ีแกะจำกหนิ ท่ียื่นออกมำ เสน้ เชอื กน้ีนำ่ จะช่วยในกำรบังคบั กำรคลอื่ นยำ้ ยรปู สลกั หินลงไปตำมเนิน ของภูเขำไฟรำโนรำรำกู ทีเ่ นนิ ข้ำงล่ำงของภเู ขำไฟนั้นมรี ูปแกะสลกั หนิ เหลำ่ เหลำ่ นตี้ ้งั อยูถ่ ถึง 103 รูป ซึ่งรูปสลักหนิ ส่วนใหญ่ สว่ นช่วงลำตัวจะจมลลงไปในดนิ โผล่พน้ ออกมำแค่ชว่ งสว่ นคอไปถงึ หัว ในกำรเคลื่อนยำ้ ยรปู สลักหินนัน้ ไมว่ ่ำจะดว้ ยวธิ ใี ดก็ตำมยอ่ มขึน้ อย่กู บั 2 ปัจจยั คอื แรงงำนคนและไม้ซงุ จำนวนมำก ซึ่งจำกข้อมลู ใหม่ ๆ กลำ่ ววำ่ ปัจจยั ทง้ั 2 อยำ่ งมกี ำลงั เหลอื เฟือในยคุ สมัยก่อนในกำรเคล่อื นยำ้ ยรูปสลักหิน กลำ่ วคอื นัก โบรำณคดขี ดุ ค้นพบว่ำภำยในหมู่บำ้ นหลำยแห่งบนเกำะมโี ครงเปน็ ไมซ้ งุ อยูบ่ นฐำนหนิ ในชว่ งปี ค.ศ. 1000-1500 ทีม่ กี ำรสร้ำง รูปปัน้ แกะสลกั หิน และอำฮู ศำสตรำจำรย์วลิ เลยี ม มัลลอย ผลู้ ว่ งลับไปแลว้ แหง่ มหำวทิ ยำลยั ไวโอมิง ไดเ้ สนอแนวคดิ ไวเ้ ม่อื ปี ค.ศ. 1970 ว่ำ กำรเคลือ่ นยำ้ ยรปู สลกั หินไปสู่ทหี่ มำยน้นั น่ำจะใชว้ ธิ ีคว่ำหนำ้ รูปสลกั หินลง และมดั รูปสลักหนิ ติดไวก้ บั เครอ่ื งโล้ หรือเลือ่ นรูป โค้งที่ทำจำกซุง และเคล่อื นทีไ่ ปโดยมีเสำอันใหญต่ ้งั ขนำบขำ้ งอยู่ 2 ข้ำง แต่บนั ทกึ ของ ดร.ฟำน ทลิ เบิรก์ นนั้ แย้งวำ่ รปู สลกั ไม่ น่ำจะใช้วธิ ีดงั กลำ่ วที่ ศำสตรำจำรย์มัลลอยเสนอไว้ได้ ตอ่ มำศำสตรำจำรย์ชำลส์ เลิฟ แหง่ วิทยำลัยเวสเทริ ์นไวโอมิง เสนอทฤษฎวี ่ำ รปู สลักหนิ เหล่ำนถ้ี กู เคลือ่ นย้ำยมำใน สภำพแนวต้งั และเพ่อื พสิ ูจนท์ ฤษฎีน้ี ศำสตรำจำรยช์ ำลส์ เลฟิ จงึ ไดล้ องนำรปู สลกั หลอ่ ด้วยคอนกรตี ตง้ั บนเล่อื นไมแ้ ละกลิง้ ไป บนทอ่ นซงุ มีอำสำสมคั รคอยชว่ ยกันใช้เชือกลำกรูปสลัก วธิ ีกำรทดลองนี้ใชไ้ ดผ้ ลกับรปู สลกั จำลองคอนกรีตที่ใช้ แต่ในควำม เปน็ จริงแลว้ มรี ปู สลกั หินเพยี งไมก่ รี่ ปู เท่ำนน้ั ท่มี ีฐำนขำ้ งลำ่ งใหญพ่ อใหเ้ คลื่อนยำ้ ยไดด้ ว้ ยวิธีน้ี ดร.ฟำน ทลิ เบริ ก์ ได้ศกึ ษำรปู สลกั หินจำนวน 47 รปู ที่นอนกระจกั กระจำยอยตู่ ำมทำงท่ีเตรียมไว้จำกภเู ขำไฟรำ โนรำรำกไู ปส่อู ำฮทู ี่รมิ ฝง่ั ทะเล และเสนอแนวคดิ ว่ำคนโบรำณน่ำจะเคลอื่ นย้ำยรปู สลักหนิ โดยจัดใหว้ ำงไปในแนวนอน อำจจะมี กำรนำบำงอยำ่ งมำหอ่ หุ้มรปู สลักหินเพื่อป้องกนั ควำมเสยี หำยและรอยตำหนิก่อนจะบรรทกุ ขึน้ บนเลือ่ นไม้ แล้วกลิ้งรูปสลักหิน ลงไปบนทอ่ นซงุ ทม่ี ีคำนงัดและเชอื กคอยชว่ ย วิธกี ำรเคลอื่ นยำ้ ยน่ำจะใชไ้ ด้ดกี บั รูปสลักหินท่มี ีควำมยำวประมำณ 4-5 เมตร แต่ ถำ้ รูปสลักหินมีควำมยำวประมำณ 10 เมตร อำจจะทำใหเ้ คล่ือนทไ่ี ปไดไ้ ม่ถึงรมิ ฝัง่ ทะเล และไมไ่ กลจำกเหมืองเกิน 1.6 กิโลเมตร นอกจำกน้ีพำเวล พำเวล (Pavel Pavel) นกั ทดลองชำวเชก็ ไดต้ ัง้ สมมตุ ิฐำนข้ึนมำวำ่ กำรเคล่อื นยำ้ ยแท่งหินขนำด ใหญน่ ส้ี ำมำรถทำไดด้ ้วยเชือกและคนเพยี ง 17 คน พำเวลไมไ่ ดแ้ ค่คดิ เฉย ๆ แตเ่ ขำกไ็ ดพ้ สิ จู นใ์ ห้เหน็ ณ สถำนทจ่ี ริงว่ำสำมำรถ

ทำได้จรงิ ๆ โดยกำรผูกเชอื กไว้ตำมส่วนหวั และลำตวั จำกนนั้ ก็ได้ใหค้ นจำนวน 17 คนสลบั กันดึงให้รูปสลกั หินโยกไปมำเหมือน เดนิ ไดไ้ ปจนถึงที่หมำยไดอ้ ยำ่ งปลอดภัยเขำไมไ่ ด้แค่คดิ เพรำะเขำกไ็ ด้พสิ ูจนใ์ หเ้ หน็ ในเวลำตอ่ มำ ณ สถำนท่จี ริง วำ่ สำมำรถทำ ได้จรงิ ๆ โดยผกู เชือกไวต้ ำมสว่ นหวั และลำตวั จำกน้นั ใหค้ น 17 คนสลบั กนั ดงึ ใหร้ ปู ปน้ั โยกเยกประหนึ่งเดนิ ได้ไปถึงจดุ หมำย อยำ่ งปลอดภยั

การเข้าไปสารวจ และผลงานหนงั สอื 5 ในปี ค.ศ. 1957 มกี ำรพมิ พจ์ ำหนำ่ ยหนงั สอื ของ “ธอร์ เฮเยอรด์ ำหล์ ” เปน็ หนังสอื เกี่ยวกับกำรสำรวจของเขำโดยใช้ ช่ือหนงั สือเป็นภำษำพืน้ เมืองวำ่ “อำกู-อำกู” ต่อมำในปี ค.ศ. 1960 มีกำรจัดพมิ พห์ นงั สอื เลม่ หนงึ่ ชือ่ ว่ำ “รถทรงขององค์พระเจ้ำ” (Chariots of the Gods) เขยี นโดย “เอรคิ ฟอน ดำนิเกน้ ” เปน็ นกั ลกึ ลับศำสตร์ ดำนเิ กน้ กล่ำวว่ำ รปู สลกั หินขนำดสูง 30 ฟุต และหนกั 30 ตัน เกินกำลงั ของชำวโพลนิ ีเซียนทจ่ี ะสำมำรถสลกั ขนึ้ มำ ได้ด้วยเครื่องมือแบบง่ำย ๆ และหนิ ทใี่ ช้สลกั น้นั ก็มีควำมแข็ง นอกจำกนช้ี ำวโพลนิ เี ซยี นไปแกะสลกั หนิ จำกทภ่ี ูเขำไฟหำ่ งเขำ้ ไป ในตวั เกำะ และลำกรูปสลกั หนิ ขนำดใหญไ่ ด้อย่ำงไรในเม่ือพวกเขำไม่ร้จู ักกำรใชล้ อ้ เลอื่ นเลย ดำนิเกน้ จึงสรปุ ข้ึนมำว่ำ ผทู้ มี่ ำสรำ้ งรปู สลกั หินขนำดใหญ่น้ีข้นึ มำคอื มนุษยต์ ่ำงดำวทเี่ ดินทำงมำจำกโลกอน่ื และแวะ ลงพักทเ่ี กำะนช้ี ่วั ครำวด้วยจุดประสงคบ์ ำงอย่ำง ก็เลยใชเ้ วลำวำ่ งแกะสลกั หินดว้ ยเคร่ืองมอื ที่คมจนสำมำรถตดั หนิ ได้เหมือนใช้ มดี ตัดเนย เม่อื ยำนอวกำศมำรบั พวกเขำ มนุษย์ตำ่ งดำวจงึ ท้งิ รูปสลกั หินท่สี ลักไว้เลน่ ๆ ยำมวำ่ งไวแ้ ลว้ พำกนั ขึน้ ยำนกลบั สดู่ ำว ของตน มีหลักฐำนสำคัญบำงประกำรทด่ี ำนเิ ก้น ใช้อำ้ งถงึ กำรยืนยันเร่อื งมนุษยต์ ำ่ งดำว เป็นหลกั ฐำนทมี่ ำจำกตำนำนของคน พืน้ เมอื งภำยในเกำะ คอื คนพน้ื เมอื งในเกำะมีตำนำนของมนุษย์ปกั ษ(ี Birdman) ชำวเกำะเช่ือว่ำบรรพชนในอดีตของพวกเขำ สำมำรถบนิ ได้ในอำกำศเหมือนนก แต่เน่ืองจำกว่ำอำรยะธรรมของชำวเกำะได้สญู ไปเกือบหมด เพรำะกำรทำลำยล้ำงของนกั เดินเรอื ผิวขำว ทำให้ดำนเิ กน้ สรปุ เอำว่ำบรรพชนทบ่ี ินไดเ้ หมอื นนกของชำวเกำะคือ มนุษย์ตำ่ งดำว หลักฐำนอีกประกำรท่ี “ดำนิเก้น” พบกค็ ือ ภำยในบนเกำะนั้นมรี อ่ งรอยของถนนสำยใหญล่ ำดลงไปตกทะเล ซึง่ แสดงว่ำพืน้ ทีบ่ ำงสว่ นของเกำะนน้ั จมหำยลงไปในทะเลด้วย คำนเิ กน้ บอกว่ำถนนสำยนแี้ หละท่มี นษุ ยต์ ่ำงดำวสรำ้ งขนึ้ มำไว้ เพือ่ อำนวยควำมสะดวกในกำรพักอย่ชู ั่วครำว กบั แผ่นดนิ เหนียวจำรกึ ท่ีมอี ักขระท่ไี มม่ ผี ู้ใดอำ่ นออก และคิดวำ่ นำ่ จะเปน็ ฝมี ือ ของมนษุ ย์ต่ำงดำว เป็นเร่ืองทีน่ ำ่ แปลกใจทีค่ นสำรวจเกำะอย่ำงถ่ถี ้วน และเขียนหนงั สอื ไว้กอ่ นหนำ้ อย่ำงธอร์ เฮเยอรด์ ำหล์ กลบั ไม่ โต้ตอบหรือออกมำปฏเิ สธแนวคิดของคำดิเกน้ ทำให้นกั วชิ ำกำรหลำยคนถึงกบั ออกมำพดู โตต้ อบแทน อย่ำง ดร.คลิฟฟอรด์ วลิ สัน นกั โบรำณคดใี หญ่แหง่ มหำวทิ ยำลัยเซำธ์ แคโรไลนำ กล่ำววำ่ ข้ออ้ำงทเ่ี กย่ี วกบั มนษุ ย์ต่ำงดำวทเ่ี ดินทำงมำเยือนบนเกำะอี สเตอร์นน้ั สำมำรถไขปัญหำเหลำ่ นไี้ ด้ง่ำย ๆ ดว้ ยวิชำโบรำณคดเี ท่ำนน้ั นอกจำกนี้ ในปี ค.ศ. 1976 ยงั มนี ักวชิ ำกำรอีกคนชื่อโรแนลด์ สตอรี่ ทอี่ อกมำเขยี นโต้แย้งแนวคิดของดำนิเก้น และ เรยี กร้องใหธ้ อร์ เฮเยอร์ดำหล์ ออกมำแถลงข้อเทจ็ จริงเกย่ี วกับควำมลับของรูปสลักหิน เฮเยอรด์ ำหล์ คดิ อยู่นำนจึงตัดสินใจตก ลงเขยี นสรปุ กำรสำรวจควำมลับบนเกำะอสี เตอรอ์ อกมำให้ประชำชนรับรู้ เฮเยอรด์ ำหล์ บอกวำ่ เท่ำทไ่ี ปอำศัยคลกุ คลีอยู่กบั ชำวเกำะเปน็ เวลำนำน 6 เดือนนัน้ เขำได้รคู้ วำมลบั เบือ้ งหลังของรูปสลักหินวำ่ อำยขุ องรูปสลกั หินเหลำ่ นีน้ ้นั ไมไ่ ดม้ อี ำยเุ กำ่ แก่ อยำ่ งท่ีเขำ้ ใจกนั โดยสำมำรถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 สมยั คือ สมยั แรกท่เี ร่มิ แกะสลกั หินเปน็ หนำ้ คนน้ัน เริ่มขึ้นครงั้ แรกในปี ค.ศ. 300 หรือรำวหน่งึ พันเจด็ รอ้ ยปเี สษมำแลว้ เปน็ รูปปนั้ สลักหนิ ท่ีมขนำดไม่ใหญม่ ำกนกั สันนษิ ฐำนว่ำชำวพื้นเมอื งในสมัยนนั้ ยงั ไมม่ คี วำมรคู้ วำมสำมำรถเท่ำท่ีควร สมยั ตอ่ มำในปี ค.ศ. 1100 รปู ปัน้ แกะสลกั หนิ เรมิ่ มีขนำดใหญ่และมนี ้ำหนกั มำกยิ่งขึน้ ซง่ึ แสดงถึงชำ่ งในสมยั น้ันเร่ิม มคี วำมรูค้ วำมสำมำรถมำกข้ึน เพรำะวำ่ รูปปั้นแกะสลกั หนิ บำงรปู นน้ั มีรูปร่ำงสูงถงึ 32 ฟุต หนัก 32 ตนั

และในสมัยสดุ ท้ำย กำรแกะสลกั หนิ น้ันได้เปลีย่ นไปเปน็ กำรแกะสลักเร่อื งรำวของมนุษย์ปักษีที่เป็นบรรพชนในอดีต กำลของพวกชนชำวพนื้ เมืองในอดีตกำล จนถึงปี ค.ศ. 1680 พวกหสู ัน้ ไดต้ กเปน็ เบยี้ ล่ำงสลกั รูปเคำรพใหแ้ กพ่ วกหูยำว จำกนัน้ พวกหสู น้ั ได้ทำกำรรฐั ประหำรพวกหยู ำวสำเรจ็ และไดเ้ ลกิ สลักรูปเคำรพตงั้ แตบ่ ดั นั้นเปน็ ต้นมำ เฮเยอรด์ ำหล์ ได้ถำมหวั หน้ำชำวเกำะวำ่ คนโบรำณขนรปู สลกั หินจำกภเู ขำกลำงเกำะลงมำสูช่ ำยฝั่งไดอ้ ย่ำงไร หวั หน้ำ ชำวเกำะตอบมำว่ำ “มนั เดนิ มำเอง !” โดยฮเยอรด์ ำหล์ เช่ือเหมือนกันว่ำรูปสลักหนิ ได้เดนิ ลงมำจำกภเู ขำ แต่ไมไ่ ด้เดินลงมำดว้ ยตวั เอง แตเ่ ดนิ ลงมำได้ดว้ ย กำรใช้แรงชกั ลำกของชำวเกำะโบรำณ ฮเยอรด์ ำหล์ ไดท้ ดลองดูแลว้ กเ็ หน็ ว่ำไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งใชค้ นจำนวนเป็นพันหรอื มำกมำย อยำ่ งทีด่ ำนิเก้นประมำณเอำไว้ แตใ่ ชค้ นแค่ประมำณ 500 คนกม็ จี ำนวนเหลือเฟือท่จี ะใชส้ ำหรับชักลำกรปู สลักหินลงมำท่ี ชำยหำดที่ได้ทำทำงลำดรอเอำไว้กอ่ นแลว้ โดยใช้อำศยั ทำงลำดนนั้ เขน็ รปู สลักหนิ ทมี่ ำจำกภูเขำ และถนนสำยน้ีได้ตอบปญั หำ ของดำนิเกน้ ทวี่ ่ำ มถี นนไว้เพื่ออำนวยควำมสะดวกของมนษุ ยต์ ำ่ งดำว แท้จริงแลว้ นนั้ มไี วเ้ พอ่ื เขน็ รูปสลกั หนิ เทำ่ น้ัน เฮเยอรด์ ำหล์ ยังบอกอีกว่ำ ถำ้ มนษุ ย์ต่ำงดำวเป็นผู้สรำ้ งรปู สลกั หินเอำไว้จรงิ ๆ ทำไมจงึ ไมท่ ิง้ เครื่องมอื ที่แสดงถงึ ควำมเจรญิ เอำไว้ เช่น โลหะหรือพลำสติก ในส่วนของตำนำนมนษุ ย์ปักษนี ้นั เฮเยอรด์ ำหล์ บอกว่ำมันเป็นเร่ืองของขนบธรรมเนยี มดงั้ เดมิ ของชำวเกำะในอดีตที่ จะให้คนทจี่ ะเปน็ หัวหน้ำชำวเกำะแสดงควำมสำมำรถดว้ ยกำรไตข่ ้ึนไปบนยอดผำรมิ ทะเลแลว้ กระโดดร่อนลงมำลงสทู่ ีต่ ำ่ ระหวำ่ งทก่ี ระโดดร่อนลงมำนั้นกต็ อ้ งฉกหยิบไข่ของนกทะเลที่ทำรังบนชะงอนผำให้ได้ แล้วตกลงส่นู ำ้ ทะเลและดำลงไป ถ้ำหำก ใครโผล่เหนือน้ำข้ึนมำได้โดยปลอดภยั ก็สมควรทจ่ี ะรบั ไวเ้ ปน็ หวั หนำ้ ของชำวเกำะได้ เฮเยอรด์ ำหล์ ยืนยันอีกอยำ่ งประกำรอยำ่ งหนักแนน่ ว่ำ หินท่ีใช้สลักรปู หนำ้ คนนั้นไมแ่ ขง็ อย่ำงที่คิด เพรำะมนั เปน็ หิน ภูเขำไฟท่ีเกดิ จำกกำรทบั ถมของขีเ้ ถำ้ จำกปล่องภเู ขำไฟ ถ้ำนำไปชุบน้ำใหเ้ ปยี กก็จะสำมำรถแกะสลกั ได้อย่ำงงำ่ ยดำย เฮเยอร์ ดำห์ลเคยขอใหห้ วั หน้ำชำวเกำะสลกั หนิ ใหต้ ัวเขำเองดู ปรำกฏวำ่ ใชค้ นเพยี ง 6 คนแกะสลักหินดว้ ยขวำนโบรำณกเ็ สรจ็ ภำยใน เวลำไม่ถึงเดอื นเทำ่ น้นั ทำใหส้ ำมำรถแกต้ ำ่ งแนวคดิ ของดำนเิ ก้นไดท้ ุกข้อแบบหงำยหน้ำ ทั้งในแงข่ องตำนำนและโบรำณคดี กาคาดคะเนเวลาและจานวนคนในการแกะสลกั โมอาย 6 บนเกำะอสี เตอรม์ รี ูปสลกั หนิ ซึ่งเรยี กกนั ว่ำปำโร (Paro) เป็นรูปสลักหนิ ที่ใหญท่ ี่สดุ ต้งั อย่บู นอำฮูทีบ่ ริเวณชำยฝ่ังทำง ทศิ เหนอื ศำสตรำจำรย์วลิ เลยี ม มลั ลอย แหง่ มหำวทิ ยำลัยไวโอม b’ คำดว่ำต้องใชช้ ่ำงประมำณ 30 คน ใชเ้ วลำสลกั ประมำณ 1 ปี และใชแ้ รงงำนคน 90 คน ใช้เวลำ 2 เดอื นในกำรเคลอื่ นยำ้ ยรูปสลกั จำกในเหมืองไปถึงชำยฝ่ังมหำสมทุ ร ซงึ่ มี ระยะทำงเกือบ 6 กโิ ลเมตร และตอ้ งใช้แรงงำนคนประมำณ 90 คน ใช้เวลำอีกประมำณ 3 เดอื นในกำรตง้ั รปู สลักหิน และใน สว่ นของผมจุก สนั นิษฐำนว่ำกลง้ิ ออกมำจำกเหมอื งหินปูนำเปำ ซง่ึ อย่หู ่ำงจำกชำยฝ่ังไป 13 กิโลเมตร เหตุผลทไ่ี ด้รบั รางวลั ให้เปน็ มรดกโลก 7 โมอำยได้ถูกรบั เลือกใหเ้ ป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1990 โดยมีเหตผุ ลดงั ตอ่ ไปน้ี • เปน็ ส่งิ ท่ียืนยนั ถงึ หลกั ฐำนของวฒั นธรรมและอำรยะธรรมของชำวโพลนิ ีเซยี นทป่ี รำกฏใหเ้ ห็นอยูใ่ นปจั จุบัน • เปน็ ตวั แทนซ่งึ แสดงผลงำนประตมิ ำกรรมชน้ิ เอกท่จี ัดทำข้ึนด้วยกำรสรำ้ งสรรค์ • เปน็ ตัวอยำ่ งอันโดดเด่นของวัฒนธรรมของมนุษย์ ขนบธรรมเนยี มประเพณี สถำปัตยกรรม วิธกี ำรก่อสรำ้ ง กำรตง้ั ถนิ่ ฐำน

สงครำม กำรหำขอ้ เทจ็ จรงิ ในอดีตของเกำะอสี เตอร์ ทำใหน้ ักวิจยั หลำยคนมองว่ำเป็นปรศิ นำ ตง้ั แต่ 1.ควำมหมำยของอนสุ ำวรยี ์ 2.สำเหตุของกำรปะทุของสงครำม 3.กำรล่มสลำยทำงวัฒนธรรมนบั พันปี นอกเหนอื จำกประเพณีปำกเปล่ำแล้ว ไมม่ บี ันทกึ ทำงประวตั ศิ ำสตรก์ ่อนท่เี รือยโุ รปลำ แรกจะมำถึง แต่หลกั ฐำนจำกหลำยแขนง เชน่ กำรขดุ กระดูกและอำวุธ กำรศกึ ษำซำกดึกดำบรรพ์ และกำรวเิ ครำะห์กำร เปลี่ยนแปลงโวหำรในรูปปั้นและภำพสกัดหนิ ทำใหเ้ กิดกำรรำ่ งภำพทำงประวตั ิศำตรข์ น้ึ มำครำ่ วๆ ผคู้ นที่ตั้งถ่ินฐำนบนเกำะ พบวำ่ เกำะแห่งน้ีครอบคลุมดว้ ยตน้ ไม้ โดยเฉพำะปำล์ม ทรัพยำกรอนั มคี ่ำในกำรทำเรอื แคนู และมีประโยชนใ์ นกำรขนสง่ โม อำยในทสี่ ดุ พวกเขำนำพชื และสตั ว์มำดว้ ยเพอ่ื เป็นอำหำร แมว้ ่ำมสี ตั ว์เพยี งน้อยนิดทร่ี อดชวี ติ คอื ไกแ่ ละหนูโพลนิ เี ซยี นตัวเลก็ ประเพณที ำงศลิ ปะทโ่ี ดดเดี่ยว ก่อใหเ้ กดิ ภำพของเครือ่ งประดบั สำหรบั หัวหนำ้ นกั บวช และสำยเลอื ดของชนชนั้ สงู ชำว เกำะจำนวนมำกจำกเผำ่ วรรณะล่ำงไดร้ ับสถำนะเปน็ ปรมำจำรยช์ ำ่ งแกะสลกั นักดำนำ้ ช่ำงพำยเรอื แคนู หรือสมำชิกของ สมำคมชำ่ งฝมี อื อ่ืนๆ Georgia Lee นกั โบรำณคดี ใชเ้ วลำถงึ 6 ปใี นกำรบันทึกภำพสกัดหนิ ของเกำะ พบว่ำสงิ่ เหลำ่ นน้ี ำ่ ทึ่งพอๆ กบั โมอำย “There’s nothing like it in Polynesia,” เธอกล่ำวถึงศลิ ปะหนิ ชน้ิ นี้ “The size, scope, beauty of designs and workmanship is extraordinary.” ในบำงชว่ งของประวตั ศิ ำสตรข์ องเกำะ เม่อื ทงั้ ศลิ ปะและจำนวนประชำกรเพิม่ ขึ้น ทรัพยำกรของเกำะถูกเกบ็ ภำษีมำกเกินไป ต้นไมถ้ กู โคน่ มำกเกนิ ไป “Without trees you’ve got no canoes,” Pakarati กลำ่ ว “Without canoes you’ve got no fish, so I think people were already starving when they were carving these statues. The early moai were thinner, but these last statues have great curved bellies. What you reflect in your idols is an ideal, so when everybody’s hungry, you make them fat, and big.” เม่อื ทรพั ยำกร เกำะแหง่ น้ีรอ่ ยหรอ Pakarati คำดเดำวำ่ พวกเขำโยนรปู เคำรพลงและเร่มิ ฆำ่ กนั เอง ในบำงชว่ งของประวัติศำสตรข์ องเกำะ เมือ่ ทงั้ ศลิ ปะและจำนวนประชำกรเพมิ่ ขึน้ ทรัพยำกรของเกำะก็รอ่ ยหรอ ต้นไมถ้ กู โคน่ มำกเกนิ ไป “ไมม่ ตี น้ ไม้ คณุ กไ็ ม่มเี รอื แคน”ู ปกำรตกี ลำ่ ว “หำกไมม่ ีเรอื แคนู คณุ ก็จะไม่มีปลำ ฉนั คดิ วำ่ ผคู้ นหวิ โหยแล้ว ตอนทแี่ กะสลกั รูปป้นั เหลำ่ น้ี โมอำยยุคแรกนั้นบำงกวำ่ แตร่ ูปป้ันสดุ ท้ำยเหลำ่ น้มี ที ้องโค้งมหมึ ำ สิ่งทค่ี ุณสะทอ้ นถงึ ไอดอลใน อุดมคตขิ องคณุ ดงั น้นั เมือ่ ทกุ คนหวิ คณุ ทำใหพ้ วกเขำอว้ นและตัวใหญ่” ชำวเกำะอีสเตอรใ์ ช้ไมช้ นดิ นไี้ ปเรอื่ ยโดยไมไ่ ด้คำนงึ ถงึ อนำคต ไมส้ ำคญั นีก้ ค็ อ่ ยๆ หมดไปจำกเกำะ เมื่อไมม่ ีปำ่ ไมผ้ วิ ดนิ ก็ เส่ือมควำมอุดมสมบรู ณ์ กำรเพำะปลูกต้นไมก้ ป็ ลกู ไมไ่ ด้ สตั ว์ปำ่ ก็ค่อยๆ หมดไปจำกกำรล่ำของมนุษยแ์ ละกำรไรถ้ ิน่ ท่อี ยอู่ ำศยั ที่สำคญั เม่ือไมเ่ หลือไมใ้ ห้ใชอ้ ีกต่อไป เชือ้ เพลิงก็ไมเ่ หลือ ชำวบำ้ นตอ้ งเปลีย่ นพิธกี รรมในกำรทำศพ จำกกำรเผำเลยต้องเปลีย่ น มำเป็นกำรทำมมั มี่ กำรขำดแคลนไม้ยังทำให้ชำวบ้ำนไมม่ วี ัตถดุ ิบไวท้ ำเรอื แคนู เมือ่ ไม่มเี รอื กไ็ ม่สำมำรถออกหำปลำได้ เมอ่ื แหล่งอำหำรบนเกำะร่อยหรอกน็ ำไปสู่ควำมขดั แยง้ และภำวะขำดแคลนอำหำร จนทำให้จำนวนประชำกรลดลงอย่ำงรวดเร็ว และอำจ เกดิ สภำพที่ “คนต้องกนิ คน” ดว้ ยกันเอง นักโบรำณคดบี ำงคนชไ้ี ปทชี่ ัน้ ดินใตผ้ ิวดินท่ีมหี อกออบซิเดยี นจำนวนมำก ซึง่ เปน็ สัญลกั ษณก์ ำรทำสงครำมกะทันหนั ของชำวเกำะ เพรำะเหตนุ ้ี นกั มำนุษยวิทยำนติ ิวิทยำศำสตรข์ องสภำบัน Smithsonian Douglas Owsley ไดศ้ กึ ษำกระดูกของคนประมำณ 600 คนจำกเกำะน้ี พบรอ่ งรอยของบำดแผลมำกมำย เชน่ กำรถกู กระแทกท่ใี บหนำ้ และศรี ษะ แต่เพยี งส่วนนอ้ ยเท่ำนัน้ ทอี่ ำกำรบำดเจบ็ รกุ รำมจนทำใหบ้ คุ คลนน้ั ถึงแก่ชวี ติ เนอ่ื งดว้ ยเหตผุ ลนี้ \"โมอำย\" กเ็ ป็นหลกั ฐำนสำคัญ “โมอำย” เองกเ็ ปน็ หลกั ฐำนสำคญั ของปรำกฏกำรณท์ เ่ี กดิ ขึน้ เบื้องต้นมันถูกสร้ำงข้นึ ด้วยควำมเคำรพ กำรที่มันถูกสรำ้ งให้ ใหญ่ขึ้นเร่อื ยๆ อำจแสดงถึงภำวะควำมยำกลำบำกของคนบนเกำะ ที่ไมม่ แี หล่งทรพั ยำกรธรรมชำติ พวกเขำ ภำวนำใหเ้ ทพเจ้ำ

พอใจและดลบันดำลใหพ้ วกเขำมคี วำมเป็นอยู่ท่ดี ี ไม่แร้นแค้นอย่ำงทเ่ี ป็นอยู่ จงึ สรำ้ งรูปสลักถวำยให้ใหญย่ ิ่งขน้ึ เร่ือยๆ แตย่ ิ่งทำ ใหม้ นั ใหญ่โตแคไ่ หนกไ็ มไ่ ดช้ ่วยใหพ้ วกเขำมคี วำมเป็นอยทู่ ด่ี ขี นึ้ พวกมันจึงถูกชำวบำ้ นละทิ้งหรอื ลม้ ทำลำยด้วยควำมโกรธแคน้ โดยพวกเขำอำจไมไ่ ด้คำนงึ เลยว่ำ ควำมยำกลำบำกของพวกเขำเกดิ ขนึ้ มำจำกกำรใชท้ รัพยำกรธรรมชำตเิ ยอะมำกจนเกินไป ไม่ รกั ษำแถมยังทำลำย จนพวกเขำลมื ไปแลว้ หรือวำ่ แทนท่ีพวกเขำจะนำเวลำไปสรำ้ งโมอำยมำถวำยเทพเจ้ำ เปลยี่ นมำเปน็ ชว่ ยกันอนุรักษ์ทรัพยำกรธรรมชำตทิ ่พี วกเขำมีอยู่ เพ่อื ชว่ ยเพิม่ พูนทรพั ยำกรปำ่ ไมข้ องพวกเขำ ให้ดกี วำ่ เดมิ ยิ่งขน้ึ ไป ทั้งนี้ กำรมำถึงของชำวตะวันตกก็มีสว่ นทำใหป้ ระชำกรในเกำะยงิ่ ยำกลำบำกแยย่ ง่ิ ขน้ึ ไปอีก กำรสำรวจโดยสเปนในปี 1770 พบประชำกรรำว 3,000 คน และก่อนหนำ้ ท่ี เจมส์ คุก เดินทำงมำถงึ ในปี 1774 ก็นำ่ จะเกดิ สงครำมภำยในครัง้ ใหญ่ โดยเขำ บันทกึ ว่ำมปี ระชำกรเหลือเพยี งชำยรำว 600-700 คน และผหู้ ญงิ เพยี ง 30 คน ซงึ่ ตอนนนั้ ชำวบำ้ นกเ็ ลิกนับถอื รปู ปั้นยกั ษ์ไป แลว้ หลงั จำกนนั้ ประชำกรบนเกำะเร่ิมฟ้ืนตวั ขึ้นมำ โดยในปี 1862 มปี ระชำกรบนเกำะรำว 3,000 คน แตก่ ำรบกุ เกำะเพ่อื จับ ตัวชำวบำ้ นไปขำยเป็นทำสและกำรมำถึงของโรคฝดี ำษ ก็ทำใหจ้ ำนวนประชำกรบนเกำะลดลงเหลือเพยี ง 111 คน เมอ่ื ปี 1877

กองทุนอนุเสาวรียโ์ ลกบนเกาะอสี เตอร์ พันเอกเจมส์ เอ.เกรย์ ผ้กู ่อต้งั กองทุนอนสุ ำวรยี โ์ ลก (เดมิ คือเรยี กวำ่ International Fund for Monu ments) มำเยอื นเกำะอีสเตอรใ์ นชว่ งตน้ ทศวรรษ 1970 เขำเดินทำงไปท่ีนัน่ ตำมคำเชิญของเอกอคั รรำชทตู สหรฐั เอ็ดเวิร์ด คอรร์ ่ี ท่ี เขำเคยพบเมอื่ ไมน่ ำนนใ้ี นเอธโิ อเปียท่ีซง่ึ เพิง่ จัดต้ัง WMF ขึ้นใหม่ ที่กำลังดำเนินกำรด้ำนแรกคือ โครงกำรอนรุ ักษ์หินสกดั โบสถ์คอปติกทลี่ ำลเิ บลำ ทำ่ นเอกอัครรำชทตู คอรร์ ่ี เคยเป็นสหรฐั ฯผูแ้ ทนทำงกำรทูตในเอธิโอเปยี ก่อนยำ้ ยไปชลิ ี ทำให้เขำ ติดตอ่ พันเอกและเชิญท่ำนมำดอู นสุ ำวรีย์วสิ ำมญั ของเคำนล์ อง ในระหว่ำงกำรมำเยือนพันเอกเกรยไ์ ด้เรียนรกู้ ับนกั โบรำณคดี ชำวอเมริกนั ท่มี หำวทิ ยำลยั ไวโอมงิ ดร.วิลเลียม มลั ลอย ท่เี พ่ิงเสร็จสนิ้ รำยงำนตำมคำรอ้ งขอของ UNESCO ในกำรอนุรักษ์ และบูรณะของเกำะ เขำตดิ ต่อศำสตรำจำรยม์ ัลลอย และควำมผูกพนั ระหวำ่ งทั้งสองคน ประธำน WMF เอช.ปีเตอร์ สเติรน์ ได้ไปเที่ยวท่เี กำะในเวลำนั้นและมีควำมสนใจในวัฒนธรรมของมนั เขำเลยไดจ้ ัดใหม้ กี ำรสนบั สนนุ จำกมลู นธิ ิรำลฟ์ อี. ออ็ กเดน จึงสำมำรถอนุญำตให้หมอมลั ลอยทำงำนบนเกำะได้เป็นเวลำหก เดอื นของทกุ ปีภำยในระยะเวลำหำ้ ปี โดยเริม่ ในปี 2516 สำมสำขำวชิ ำโครงกำรดำเนนิ กำรโดย ดร.มลั ลอย มผี รู้ ่วมงำน คือ กอนซำโล ฟิเกโรอำและนกั ศึกษำระดบั บณั ฑติ ศึกษำ วลิ เลียม ไอเรส และ แพทริค แมคคอย. ตอนหลงั ยังเป็นคนมอบหมำยให้ มกี ำรเรม่ิ สำรวจเชิงตรรกะของเกำะที่สมบรู ณ์ แตง่ ำนนก้ี ต็ ้องหยดุ ชะงักเมือ่ ดร.มลั ลอย ลม้ ปว่ ยและเสยี ชวี ติ ดว้ ยโรคมะเรง็ ในปี พ.ศ. 2521 ทำใหไ้ มม่ ีใครสนับสนนุ ควำมรแู้ ละวัฒนธรรมบนเกำะของเรำมำก ดร.มลั ลอย ยงั เปน็ ผู้เปลี่ยนศำสนำ เขำต้องกำรสื่อถึงควำม สนใจและควำมหลงใหลในวฒั นธรรมของเกำะให้กบั ผคู้ นให้ไดม้ ำกทสี่ ุด สมำชกิ ของเขำได้รำยงำนตอนเดือนเมษำยน พ.ศ. 2516 ให้มกี ำรบูรณะสถำนท่ปี ระกอบพธิ ีใกลห้ มู่บำ้ นและสนำมบนิ เพือ่ ผูท้ ีม่ ำเยย่ี มชมสำมำรถชืน่ ชมวฒั นธรรมได้ ในระหวำ่ ง ทำงกำรไปเยอื นเกำะโคโลเนล ยังสรุปว่ำวฒั นธรรมยังตอ้ งกำรกำรเปดิ เผยต่อสำธำรณะมำกขนึ้ เขำรสู้ ึกว่ำคือหนทำงเดียวท่จี ะ ทำใหผ้ ู้คนสนใจวัฒนธรรมท่ีนำ่ อัศจรรยน์ ้ี เพอ่ื ใหพ้ วกเขำได้เหน็ รปู สลักของมันก่อนใคร เพอ่ื ใหบ้ รรลุสง่ิ น้ี เกรย์ และ มลั ลอย เรม่ิ วำงแผนงำนนทิ รรศกำรหนึ่งในงำนประติมำกรรม colos sal ของเกำะอีสเตอรใ์ นสหรฐั อเมรกิ ำ พวกเขำเลอื กหัวหน้ำโม อำยสำหรบั นทิ รรศกำรระดบั นำนำชำติและชว่ ยเหลอื โดยกองทพั อำกำศสหรฐั จดั ใหไ้ ดบ้ นิ ไปยงั สหรัฐอเมริกำ ในระหวำ่ งปี พ.ศ. 2511ในวอชงิ ตนั และSeagram 20 ปตี อ่ มำ อำคำรในนวิ ยอร์ก เขำไดจ้ ดั นิทรรศกำรขน้ึ 25 ปีต่อมำ แพทย์จำกนิวเจอร์ซยี ์ เรมิ่ สนใจเกำะอีสเตอร์หลังจำกเห็น งำนนทิ รรศกำรที่นิวยอรค์ และไดบ้ ริจำคมรดกเกอื บครึ่งลำ้ นเหรียญให้กับ WMF เพื่อสนบั สนนุ งำนอนรุ ักษบ์ นเกำะก่อนท่จี ะ เสยี ชีวิต กอ่ นทด่ี ร.มัลลอย จะเสียชีวิตเคยแนะนำไว้ว่ำ ไม่ควรสร้ำงสิง่ ต่ำงในเกำะอสี เตอร์ขึน้ มำทดแทนใหมแ่ ตใ่ หด้ ำเนินกำร ตำมควำมพินำศของพวกมนั กำรทำสงครำมระหวำ่ งกนั เป็นสว่ นหนงึ่ ของประวตั ศิ ำสตรเ์ กำะ เพอ่ื มงุ่ เนน้ ควำมพยำยำมในกำร อนรุ ักษท์ มี่ ีอยเู่ ง่ือนไขอย่มู ำกตลอดระยะเวลำ 10 ปีท่ผี ่ำนมำ ดว้ ยวธิ ีกำรโดยมรดกของ วิลลำรด์ และ รธู ซอม เออร์วิลล์ WMF ไดใ้ หก้ ำรสนบั สนุนโครงกำรคน้ หำและฝึกอบรมกำรอนรุ กั ษใ์ นพน้ื ที่โดยรว่ มมอื กับสถำบันชิลีและนำนำชำตหิ ลำยแหง่ ในปี 1986 WMF ได้รว่ มมอื กบั ICCROM และ CONAF สวนสำธำรณะชลิ ีบริกำรในกำรสนบั สนนุ หลักสตู รฝึกอบรมบนเกำะสำหรบั เจำ้ หน้ำทอ่ี ุทยำน นำโดย คำรล์ อส เวเบอร์ ผู้เชีย่ วชำญดำ้ นกำรจัดกำรอทุ ยำนนักวทิ ยำศำสตรด์ ้ำนกำรอนรุ ักษห์ นิ A. Elena Charola และ Nicholas ในปี 2530 สหวทิ ยำกำร กำรประชมุ ระหว่ำงประเทศของ nary ไดร้ ับกำรจดั ระเบียบใน Santiago de Chile โดยร่วมมือกบั ICCROM, CONAF และ DIBAM องคก์ รชิลที ีร่ บั ผดิ ชอบพพิ ิธภัณฑ์ กอ่ ต้ัง ตำมลำดับควำมสำคญั ในกำรอนรุ กั ษม์ รดกของเกำะอสี เตอร์ ตัง้ แตน่ ั้นมำ ชำโรลำ ไดก้ ำกับกิจกรรมกำรทำงำนร่วมกนั ของ WMF กบั Centro de Restauración ที่ซนั ติอำโกเพ่อื ติดตำมเงื่อนไขในถำ้ Ana Kai Tangata และเพื่อทำกำรวจิ ัยที่ไมไ่ ด้ ตพี ิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์กับกรมอทุ ยำนฯเพอื่ พัฒนำแผนกำรจัดกำรทำงโบรำณคดปี ัจจุบัน WMF กำลงั ร่วมมอื กบั มลู นธิ เิ กำะอี สเตอรใ์ นกำรเผยแพรร่ ำยงำนภำคสนำมของ Mulloy ซ่งึ ยังคงเป็นเอกสำรสำคญั สำหรับนกั วิจัยบนเกำะทุกคน ในปี พ.ศ. 2531 WMF ไดจ้ ดั งำนนำนำชำติกำรแข่งขันทำงวิทยำศำสตรส์ ำหรบั เอกสำรเก่ยี วกบั กำรอนรุ กั ษป์ ล่องภเู ขำไฟตำม ข้อเสนอแนะของกำรประชุมปี 2530 นี้ สรุปให้ผู้เช่ียวชำญดำ้ นหินนำนำชำตไิ ด้ประชุมกันบนเกำะแสดงควำมคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัญหำทตี่ อ้ งเผชญิ กับมรดก จำกกำรประชุมคร้งั นี้ ไดม้ คี ำแนะนำวำ่ แผนแมบ่ ทเป็นกำรก่อตง้ั และดำเนินกำรมำกกว่ำ 10 ปีท่จี ะ

นำมำซ่งึ กำรอนุรกั ษท์ ลี่ ะเอียดอ่อนกบั ปัญหำของเกำะสูส่ ถำนะสมดลุ แตน่ ่ำเศร้ำทส่ี ปี่ ตี อ่ มำมีควำมคืบหนำ้ เพยี งเล็กน้อยในกำร ตระหนักถงึ โครงกำรนส้ี ่วนหนึ่งเนอ่ื งมำจำกสถำนกำรณ์ท่ีซับซอ้ นของรัฐบำลชลิ ใี นเกำะอีสเตอรเ์ น่อื งจำกกำรทบั ซอ้ นกันของ กฎหมำยกระทรวงตำ่ งๆ ทำให้ท่ัวโลกต้องผดิ หวังกับวฒั นธรรมของเกำะ แต่เหตกุ ำรณ์ทั้งหมดนี้คอ่ นขำ้ งจะเบำบำงเม่ือ เปรียบเทยี บต่อภยั คุกคำมทีห่ ลกี เล่ียงอย่ำงหวดุ หวดิ ไมก่ ป่ี ีท่แี ลว้ วำ่ เปน็ โรงแรมขนำดใหญ่คอมเพลก็ ซท์ อ่ี ำจสร้ำงข้ึนบนเกำะอี สเตอร์และบรเิ วณชำยหำด แมแ้ ตก่ ำรมำเยือนของนกั ทอ่ งเท่ยี วซสึ ่วนใหญ่ เกำะอสี เตอรม์ ไี ม่มผี ้พู ิทกั ษถ์ ำวรหรอื สิง่ อำนวย ควำมสะดวกท่จี ำเปน็ สำหรบั กำรเฝำ้ ติดตำมอยำ่ งต่อเนื่องของงำนประตมิ ำกรรม ปัญหำกำรขำดแคลนของเจ้ำหน้ำที่อทุ ยำนทำ ให้ไมส่ ำมำรถดูแลกจิ กรรมทั้งหมดทีส่ ง่ ผลกระทบตอ่ มรดกทำงโบรำณคดี ท้ังๆทมี่ ีคำแนะนำซ้ำโดยผู้เชย่ี วชำญและงำนเบอ้ื งตน้ ทก่ี วำ้ งขวำงโดยรัฐบำลชลิ ยี ังไมไ่ ดว้ ำงเกำะอีสเตอรร์ ำยกำรในมรดกโลกซง่ึ จะให้ควำมคุ้มครองและศกั ดศ์ิ รีตอ่ ไปยงั ไงกต็ ้อง ระลึกไว้เสมอว่ำทเ่ี กำะอสี เตอร์ไดร้ บั กำรยอมรบั วำ่ เปน็ หน่งึ เดียวของสมบตั ทิ ำงวัฒนธรรมทีย่ ่งิ ใหญ่ที่สดุ ในโลก รำปำ ซิบุ๋มไดร้ ับ สิทธคิ ่ำเลำ่ เรยี นขนั้ พนื้ ฐำนของมนษุ ยแ์ ละตำมรฐั ธรรมนญู ในปี 2508 เทำ่ นน้ั จนกระทงั่ ถึงตอนน้นั เกำะถูกมองวำ่ เปน็ ทรพั ยำกรเพอ่ื ใช้ประโยชน์ในทำงใดทำงหน่ึงท่เี ปน็ ไปได้ The Origin of the Island ทีม่ าของเกาะ เกำะอสี เตอร์ อุณหภมู ิ 27°09'S และ 109°26'W ในแปซฟิ ิกใต้ อยู่หำ่ งจำกซนั ติอำโกเมอื งหลวงของชิลแี ละหำ่ งจำก เกำะตำฮิต(ิ เกำะทใ่ี หญท่ สี่ ดุ ในกลมุ่ ของหมู่เกำะวินดเ์ วิร์ดของเฟรนชพ์ อลินเี ชีย) ในมหำสมทุ รแปซิฟิก ไปทำงตะวันตกรำว 4000 กิโลเมตร จดุ สิน้ สดุ ของเส้นทำงกำรบนิ ทใี่ หบ้ รกิ ำรเกำะ คอื โฉนดที่ดินท่ใี กล้ท่ีสดุ เป็นเกำะอิสลำ ซำลำส อี โกเมส ทด่ี ินท่ีมขี นำดเล็ก ไมม่ ีคนอำศัยอยู่ ท่หี ่ำงออกไปทำงทิศตะวันออกประมำณ 415 กโิ ลเมตร สว่ นแผ่นดินทอี่ ยู่ใกล้ที่สุด คือ เกำะพติ แครน์ ห่ำงออกไปทำงตะวันตกเฉียงเหนอื ประมำณ 2200 กิโลเมตร มเี นอ้ื ที่ประมำณ 166 ตำรำงกิโลเมตร เกำะนเ้ี ป็น ยอดของ เอ็นคอมเพล็กซภ์ เู ขำไฟใต้น้ำท่ีเกิดขึ้นจำกกำรประทเุ ป็นหลักของภูเขำไฟท้งั สำมลกู ไดแ้ ก่ Terevaka , Poike และ Rano Kau ชำยฝ่ังท่ยี ำวทส่ี ดุ ห่ำงจำกทศิ ตะวันออก ประมำณ 24 กิโลเมตร ท่ซี ่ึงภเู ขำไฟ Poike ตั้งอยทู่ ี่ทิศตะวันตก เฉยี งใต้ ทร่ี ะโนพบภเู ขำไฟ Terevaka ท่มี มุ ดำ้ นเหนอื ของเกำะเปน็ จุดทสี่ ูงท่ีสดุ เพมิ่ ขึน้ 500 เมตรเหนอื ระดบั น้ำทะเล เป็นน้องคน สดุ ทอ้ งของภเู ขำไฟหลกั สำมลูก โดยมลี กู สุดท้ำยประทเุ มื่อประมำณ10,000 ปีท่แี ลว้ และลำวำไหลไปถึง 2,000 ถงึ 3,000 ปีท่ี แลว้ เป็นท่ีสดุ ของเกำะทีก่ อ่ ตวั ขึ้นจำกกำรไหลของลำวำของภูเขำไฟนี้ Poike เปน็ ภเู ขำไฟที่แกท่ ีส่ ดุ มอี ำยปุ ระมำณสำมลำ้ นปี กอ่ น และ Rano Kau มปี ระวัตกิ ำรปะทุทีซ่ บั ซ้อนส้ินสุด ในกำรล่มสลำยของกรวยกลำงและกำรกอ่ ตวั ของสมรภูมิทมี่ ี ทะเลสำบน้ำจืดเปน็ ภมู ปิ ระเทศ ทีม่ ีลกู คลื่นเปน็ เอกลักษณ์ของเกำะ ทสี่ รำ้ งข้ึนโดยภเู ขำไฟลูกย่อยอ่นื ๆ อีกหลำยแห่ง ใน จำนวนน้ีได้แก่ Rano Raraku ซ่งึ ลำดทำงใต้ ทำหน้ำที่เปน็ เหมืองหนิ สำหรบั รูปป้นั สว่ นใหญบ่ น Puna Pau ทม่ี ำของสีแดงสกอ เรีย เคยแกะสลักท็อปนอ็ ตสำหรับรปู ปนั้ และ Maunga Orito ซงึ่ มอี อบซิเดียนจำนวนมำกท่ีใชใ้ นเครอื่ งมือและแขน Obsidian ไดถ้ ูกขุดข้นึ มำที่ Motu 'Iti หนึง่ ในสำมเกำะเล็ก เกำะนอ้ ย นอกปลำยทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องเกำะและหนำ้ ผำสงู ท่ี ลอ้ มรอบอีสเตอรเ์ ปน็ ส่วนใหญ่ ถำ้ พดู ถึงควำมเขม้ ของคลนื่ กำรกระทำทีก่ ัดเซำะพวกเขำ บนดำ้ นใต้ของภูเขำไฟ Rano Kau กำรกัดเซำะของทะเลไดม้ ำถึงขอบของปล่องภเู ขำไฟ ขอบบำงนีเ้ รยี กวำ่ ไฟทย่ี นื อย่รู มิ ทะเลจนลำวำไหลจำก Terevaka เต็ม พืน้ ที่รอบ ๆ แม้ว่ำหลำยอ่ำวจะมเี วง้ิ วำ้ งอยู่ระหว่ำงหน้ำผำเท่ำนัน้ ของชำยหำดเลก็ ๆ สองแห่งคือ Anakena และ Ovaheกอ่ ตวั ข้ึนบนชำยฝง่ั ทำงเหนือ ที่มดี ินซึง่ ยงั คงปกคลุมอย่มู ำกทส่ี ุดและมเี ศษลำวำก่อตวั ขึ้นโดยกำรสลำยตวั ของภูเขำไฟต่ำงๆ สำมำรถพบถ้ำและถ้ำได้ท่วั ทั้งเกำะมำกมำย สิ่งเหล่ำนก้ี ำเนดิ จำกทอ่ ลำวำช้ันนอกของลำวำไหลแข็งตวั ในขณะทข่ี องเหลว ภำยในระบำยออกไป ท้งิ อโุ มงค์ทว่ี ่ำงเปลำ่ ถ้ำในหน้ำผำและบริเวณชำยทะเลกอ็ ำจจะเปน็ เกดิ จำกคลนื่ กัดเซำะลำวำทอ่ี ่อนกว่ำ ช้ันโดยมรี ะหว่ำงชนั้ ท่หี นำแน่น มลี ักษณะเป็นรพู รนุ ของลำวำเน่อื งจำกเกำะมีถ้ำมำกมำยปอ้ งกันกำรกอ่ ตวั ของลำห้วยหรอื

สำยนำ้ เพรำะนำ้ ฝนจะซมึ ทนั ที อย่ำงไรก็ตำมจะมสี ปริงไม่กแ่ี หง่ ทจ่ี ะพบใกลช้ ำยฝั่งทำงเหนอื จะมีเพยี งสำมทะเลสำบทนี่ ำ้ ฝน สะสม หลมุ อุกกำบำตรำโนเกำ รำโนรำรำคุ และ รำโน อำรอย. Climate มหำสมทุ รก่ึงเขตรอ้ นของเกำะอสี เตอร์ จะมีอณุ หภมู แิ ปรผนั ปำนกลำง โดยมีค่ำเฉล่ียต่อปีประมำณ 20°C ตำ่ สดุ และสูงสุดเฉล่ีย 15.5°C และ 27.3°C ตำมลำดบั จะมลี มอยู่ตลอด ในช่วงฤดูใบไม้ผลฤิ ดูรอ้ นและฤดูใบไมร้ ว่ ง (กนั ยำยนถึงพฤษภำคม) ลมค้ำ ตะวันออกเฉียงใต้ (ESE) เป็นเดน่ ในฤดูหนำว (มิถุนำยนถงึ สงิ หำคม) พดั มำจำกทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนือ จะปริมำณนำ้ ฝนรำยปี คอื 1,130 มิลลเิ มตรที่ Hangaroa แต่สำมำรถเปลย่ี นแปลงไดอ้ ย่ำงมีนัยสำคญั ประมำณ 30 เปอรเ์ ซน็ ต์ จำกปีต่อปแี ละจำก พน้ื ทหี่ นง่ึ ไปอีกพ้นื ท่หี นึ่งบนเกำะ ฝนจะมแี นวโนม้ ตกเป็นหลกั มำกกวำ่ พำยุ และบอ่ ยครั้งในเดือนพฤษภำคมและมถิ นุ ำยน The Original Landscape (ทงุ่ หญำ้ ที่ลำดเอียงเบำ ๆ และพ้นื ที่ปำ่ เปน็ ครั้งครำว) เกำะเป็นผลมำจำกกำรมีปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวำ่ งมนษุ ย์กับสง่ิ แวดล้อมมำนำนหลำย 100 ปี มกี ำรศกึ ษำวจิ ัยมำกมำยออกมำเพอื่ ให้ เห็นภำพท่ถี ูกตอ้ งของเกำะ ดูเหมอื นคร้งั แรกท่ีผู้อยู่อำศยั มำถึงจะปกคลมุ ไปดว้ ยพุม่ ไม้และทุ่งหญำ้ กม็ ปี ่ำบำ้ งบำงพนื้ ที่ จะมีตน้ ปำลม์ และตน้ ไม้อน่ื ๆ เชน่ เฟิรน์ ไลเคน และมอส ในพ้นื ท่ีรม่ ของพันธ์ุไมพ้ ืน้ เมอื งของเกำะ มตี น้ ปำลม์ เฉพำะถน่ิ (Paschalococosdisperta) ซงึ่ ตอนนี้สูญพนั ธุไ์ ปแล้ว คำดวำ่ จะมคี ล้ำยกับปำล์มชิลี (Jubaeaพริก) กำรปรำกฏตัวของต้นไม้ และพมุ่ ไม้เล็ก ๆ ทสี่ ญู พันธุไ์ ปแลว้ (ของสำยพนั ธ์ุ Coprosma) และต้นเดซ่ี (Compositae) ยงั ไดร้ บั กำรระบจุ ำกกำรวิเครำะห์ ละอองเกสร พืชพ้ืนเมืองอื่นๆรวมถึง toromiro เฉพำะถิ่น (Sophoratoromiro) ต้นไม้คลำ้ ยผกั กระเฉด ที่เติบโตสงู ถึงสำม เมตร และ hauhau(Triumfetta semitriloba) เป็นตน้ ไมเ้ ลก็ ๆที่เปลอื กใชท้ ำไฟเบอร์ในกำรทำเชอื กและอวนจบั ปลำ ทำ่ มกลำงพุ่มไม้หลักคือ ngaoho (Caesalpiniaใหญ)่ เป็นไมพ้ ุ่มหนำมทีม่ ีกลน่ิ หอมดอกไมม้ ีสเี หลอื ง Poporo (Solarium forsteri) เปน็ ไมพ้ ุ่มขนำดเลก็ ท่ีมผี ลเบอรร์ ่ีทกี่ ินได้ และปวั นำโกนำโก(Lycium carolinianum) ซ่งึ ยงั สำมำรถผลติ ผลเบอรร์ ส่ี ี แดงสดทก่ี ินได้ แตม่ ตี วั อยำ่ งนอ้ ยมำกพืชพื้นเมอื งยงั คงอยู่บนเกำะ หกตน้ hauhau สำมพ่มุ ไม้ poporo งวั โฮและปัวนำโก นำโกพุ่มเลก็ นอ้ ยและตน้ โทโรมโิ ระขนำดเล็กเพยี งสองต้นเท่ำนัน้ ท้ังคูป่ ลูกในที่ต่ำงประเทศและแนะนำให้รู้จกั กบั เกำะ งำอำตู หรอื totora ต้นกก (Scirpus californicus) และ tavari (Polygonum acuminatum) ประเภทของขบเคย้ี วทเ่ี ติบโตใน ทะเลสำบปลอ่ งภเู ขำไฟเป็นพืชพน้ื เมืองท่รี อดชวี ิตจำกอิทธพิ ลของมนุษย์ เช่น พืชทำนวั (Ipomoea pes-caprae),ไมเ้ ลือ้ ย เหมอื นผกั บงุ้ มสี ขี ำวสดู่ อกไวโอเลตแถมยังพบตำมทำงชำยทะเล (เหน็ ได้ชดั เจนเป็นพเิ ศษที่ Tonganki ก่อนกำรบรู ณะ ahu หรอื โครงสร้ำงพธิ ี พชื พรรณบรเิ วณชำยฝ่งั ของเกำะและหนำ้ ผำไมเ่ ปล่ยี นแปลงอย่ำงมีนยั สำคญั แต่ส่วนใหญย่ งั คง ประกอบดว้ ยหญำ้ พ้นื เมอื ง (Paspalum forsterianum) และเฟิรน์ ชำยฝัง่ Asplenium obtusatum สตั ว์ประจำถน่ิ ก็เหมอื น เป็นพชื พนั ธ์ุที่ยำก เมอื่ เทียบกับชนดิ อ่ืนๆในหมู่เกำะแปซิฟิก นอกจำกแมลง หอย และสัตวท์ ะเล เช่น เต่ำ ปลำหมกึ ก้งุ กำ้ มกรำม และโลมำ ประชำกรสตั ว์ส่วนใหญ่ มจี ำกดั นอกจำกกำรอพยพของนกทะเล เชน่ อัลบำทรอส, นกฟรเิ กต และ นก นำงแอน่ หลำยชนดิ ซึง่ มันไมไ่ ด้ไปที่นนั่ อกี ต่อไปเนือ่ งจำกต่อกำรไลล่ ำ่ ของมนุษย์ และกำรแทรกแซงดว้ ยแหล่งเพำะพันธ์ขุ อง พวกเขำ กำรศกึ ษำทำงโบรำณคดลี ่ำสดุ พบหลักฐำน ว่ำมนี กบกอยำ่ งนอ้ ยหกชนิด เช่น นกกระสำ, นกรำงสองประเภท, นกแก้ว สองประเภท และ นกฮูกโรงนำ ตอนนบ้ี นเกำะมีจง้ิ จกอยสู่ องสำยพนั ธุ์ คอื คำฮู (Lepidodactylus luubris) และโมโกะ อรุ ิอรุ ิ (Ablepharus boutonii) ซึง่ พบได้ทว่ั ไปในหมเู่ กำะมหำสมุทรแปซฟิ กิ The Arrival of Man ในปัจจุบันถือได้วำ่ เป็นครัง้ แรกและมเี พยี งผู้ทตี่ ้งั ถนิ่ ฐำนของเกำะอีสเตอร์เทำ่ น้ันท่ีมำจำกหมู่เกำะมำรเ์ คซัสไปทำงตะวันตกเฉยี ง เหนือประมำณ 3,400 กิโลเมตร ทำงโบรำณคดี ภำษำศำสตร์ และหลกั ฐำนทำงพฤกษศำสตรด์ ูเหมอื นจะเปน็ กำรยนื ยัน ประเพณเี พยี งปำกเปลำ่ ท่บี อกว่ำกษัตริยใ์ นตำนำน Hotu Matu'a ออกจำกเกำะบ้ำนเกดิ ของเกำะฮิวำ แล่นไปทำงพระอำทติ ย์ ขึ้นโดยชำวโพลินเี ซียนมีทกั ษะทโี่ ดดเดน่ คือ กำรเดนิ เรอื โดยต้งั อำณำนคิ มหมู่เกำะโดยกำรเดินทำงยำวคนเดยี วบรรทกุ คน อำหำร พชื และสตั ว์ ในภำชนะทรงเรอื ใบ - สองเรือแคนูบำง ๆ เขำ้ รว่ มด้วยแพลตฟอรม์ กวำ้ งดว้ ยใบเรือสำมเหลยี่ มตำมแหลง่ โบรำณคดที ี่มอี ยขู่ อ้ มลู สมมติฐำนทเ่ี ป็นไปได้มำกทสี่ ดุ คือมอี ำณำนคิ มเพียงแห่งเดียวของเกำะอสี เตอรแ์ ละสิง่ ทเี่ กดิ ขึน้ จะ

พิจำรณำจำกกำรนดั พบทำงวิทยุ-คำรบ์ อนประมำณศตวรรษที่ 4 หรอื 5 กอ่ นครสิ ตศกั รำชตำมตำนำนถงึ ผูต้ ง้ั ถ่ินฐำน ระหวำ่ ง 100 ถึง 400 คนทีม่ ำถงึ เกำะ Hotu Matu'a (เปน็ ไมต้ ำยในตำนำนครั้งแรกและAriki Mau ( \"หวั หน้ำสงู สดุ \" หรือ \"พระมหำกษัตรยิ \"์ ) ของเกำะอีสเตอร์และบรรพบุรุษของคน Rapa Nui (Hotu Matuꞌa) และเรอื แคนูสองลำของเขำ เป็นชำว โพลนี ีเซียนจำกดินแดนทไ่ี มร่ จู้ กั ในปจั จบุ นั ของ Hiva (อำจเปน็ Marquesas ) พวกเขำลงจอดท่ีชำยหำด Anakena และผ้คู น ของเขำกระจำยไปทั่วเกำะแบง่ ย่อยระหว่ำงกลมุ่ ทอ่ี ำ้ งว่ำสืบเช้อื สำยมำจำกลูกชำยของเขำและอำศัยอยู่ในบำ้ นบนเกำะท่ีโดด เดย่ี วของพวกเขำมำนำนกว่ำหน่งึ พันปีทำงตะวนั ออกเฉยี งใต้ของสำมเหลย่ี มโพลีนีเชียน) ผตู้ ั้งถ่ินฐำนนำเมลด็ พืชและสัตว์ เชน่ ไก่ หมู และสนุ ัข ไปในกำรเดนิ ทำงดังกล่ำวดว้ ย แตก่ เ็ หน็ ไดช้ ัดวำ่ ไมห่ มูหรือสนุ ขั จะรอดชวี ติ จำกกำรเดนิ ทำง ไก่เปน็ สตั ว์ท่รี อด ตำยจำกกำรเลย้ี งเลน่ จนกลำยเป็นบทบำทสำคัญทำงเศรษฐกจิ ของเกำะ ไมว่ ่ำจะเป็นกำรจงใจหรือไมก่ ็ตำมผตู้ ง้ั ถนิ่ ฐำนไดน้ ำหนู โพลินเี ซยี นมำด้วย kio'e (รตั ตัสคอนคลั เลอร์) ในบรรดำพืชท่แี นะนำโดยผู้ตัง้ ถนิ่ ฐำนคือคุมำระ มนั เทศ (Ipomoea batata) มี 25 สำยพนั ธุ์ เช่น เผือก (Colocasia escalenta) ซึ่งจดั เป็นรำกท่กี ินได้ uhi (Dioscorea sp.) มันเทศซ่งึ ตดั สินจำกหลำย ๆ สำยพนั ธ์ุ ท่ีมีอยู่ทวั่ ไป kaha มะระ (Lagenaria aceraría)ไมก้ำ , กลว้ ย (Musa sapientum)โทอำออ้ ย (Saccharum officinarum) ; Ti (Cordyline terminalis) วำ่ นหำงจระเข้ทีม่ เี หงำ้ หวำนปรุงสกุ ได้และใบของมันให้สสี ำรสำหรบั กำรสกั และปัวขม้นิ (Curcuma longa) ซงึ่ ยังใหส้ ยี อ้ มตน้ ไม้ ทแี่ นะนำคือ mahute,หม่อนกระดำษ (Broussonetia papyrifera) ซึ่ง เปลือกเปน็ ส่ิงทอทำปำ สำมำรถใชเ้ ป็นแฟชนั่ ได้ มำริครุ ุ สบเู่ บอรร์ ่ี (Sapindus saponaria) ซ่งึ มีผลทใี่ ชแ้ ทนสบูไ่ ดเ้ พรำะมนั ประกอบดว้ ยซำโปนิน มะโกะ(Thespesia populnea) หรอื เรยี กอกี อยำ่ งวำ่ โอเชยี เนยี โรสวดู ซึง่ เปน็ ไมท้ ีใ่ ชส้ ำหรับแกะสลัก และ ยังมไี ม้จนั ทน์ แตม่ ันไมเ่ ตบิ โตบนเกำะไดอ้ กี ตอ่ ไปยกเว้นพืชทปี่ ลกู คมุ มะระเผอื ก, ไมกำ้ และโทอำ แมว้ ำ่ จะมีบำงสว่ นของ พืชทย่ี งั คงเตบิ โตในปำ่ พืชคะฮะ จะเติบโตเฉพำะกำรเพำะปลกู เท่ำนนั้ ส่วนต้นนูปัวถูกค้นพบแล้ว 80 ปแี ละตน้ มะโคอิขนำด ใหญ่ สว่ นใหญไ่ ดร้ ับกำรตดั เพอ่ื ใช้เปน็ ไม้แกะสลกั ขำยให้กับนกั ทอ่ งเทย่ี ว แม้ว่ำ mahute มันถูกตดั เพอื่ ใหด้ เู หมือนไมพ้ ุ่ม Social Development ในตำนำนเล่ำวำ่ Hotu Matu'a แบง่ เกำะตรงส่วนทเ่ี รียกวำ่ Te Pito 'o te Henua (สะดอื ตรงกลำงหรือปลำยดนิ ) ออกเป็น สองส่วน คอื Kote Mata Nui ไปทำงทศิ เหนือและทิศตะวนั ตก และ Kote Mata ไปทำงทิศตะวันออกและทิศใต้ โดยมี เครอื่ งหมำยขอบเขตบำงส่วน ซึง่ คน้ พบแล้วในปัจจบุ นั ดินแดนทำงเหนอื และตะวันตกถกู ยึดครองโดยเผำ่ ตำ่ งๆท่ีมชี อื่ ว่ำ มิรุ (มำตะ) ซ่งึ ในทีส่ ดุ เปน็ ผกู้ ่อตง้ั กลมุ่ เผำ่ ทูออู ำโร มีควำมหมำยว่ำ \"ดนิ แดน\" ดินแดนทำงใต้และตะวันออกท่ถี ูกยดึ ครองโดยเผ่ำ ต่ำงๆ ซ่งึ ต่อมำมีกำรกอ่ ตง้ั กลมุ่ Hotu'iti แตล่ ะตระกลู มำจำกลูกชำยหรือหลำนชำยของ Hotu Matu'a และประกอบดว้ ย จำนวนของยูเรียซ่ึงเป็นเชือ้ สำยในศพั ทท์ ำงมำนษุ ยวิทยำ คือ Rapanui ระบวุ ่ำเป็นชนเผำ่ ประกอบดว้ ยกลุ่มญำติขยำยซ่งึ มี ศนู ยพ์ ธิ กี ำรของตนเอง โครงสร้ำงทำงสังคมต้งั อยู่บนพนื้ ฐำนของชนชัน้ สงู ทำงศำสนำ พระรำชำ (อำริกิ เมำหรือ ariki henua ) ท่เี ช่ือกนั ว่ำเป็นกำรสืบเชอ้ื สำยมำจำกเหลำ่ ทวยเทพของเผ่ำมริ ุ เขำมพี ลงั เหนือธรรมชำตแิ ละมีอิทธพิ ลตอ่ ชวี ิตและควำมตำย และควำมอดุ มสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ มเี พยี งเขำเทำ่ นนั้ ท่ีสำมำรถทำพธิ ีสำคัญและเขำกถ็ ูกแยกออกจำกประชำกรทเี่ หลือ จนถึงกฎหมำยที่เขม้ งวดของ Tapu ท่ตี อ้ งห้ำม ท้ังหมดน้ที ำให้เขำมอี ำนำจและศักด์ิศรีจำเป็นต่อกำรรกั ษำระบบทีม่ ีกำร ควบคุมอย่ำงเข้มงวดดงั กล่ำวรำชวงศ์ (อำรคิ ิปกะ) และนักบวช (ivi 'atua) ประกอบข้ึนเปน็ ขนุ นำง นกั รบ (มำตำโตอำ) ตำมมำ ดว้ ยควำมสำคัญและผูเ้ ช่ียวชำญดำ้ นงำนฝมี อื (เมำร)ี ประมุขของวงศ์ตระกลู (ทังกำตะ hónui ) คนท่ัวไป (hurumanu) และ คนใช้หรือทำส (kio) Ceremonial and Living Centers หวั ใจของพธิ ีกำรของแต่ละกลุ่มจะมีศูนย์กลำง คือแทน่ บชู ำหนิ ใหญห่ รืออำฮู ซึ่งไดอ้ ทุ ิศใหก้ บั ลัทธขิ องบรรพบรุ ุษของแตล่ ะกลมุ่ ครอบครัวทีเ่ กี่ยวขอ้ ง บอ่ ยครง้ั ที่ Ahu จะแพลตฟอรม์ ทถ่ี กู ยกขึ้นถอื มำกกวำ่ หน่งึ ในรปู ป้นั หรอื โมอำยทเี่ ป็นตวั แทนของบรรพ บรุ ษุ กำรประชุมหรอื พิธกี รรมอนั เปน็ ผลสบื เนือ่ ง เชน่ เป็นพธิ ีปฐมนเิ ทศ ชุมนุม และงำนเล้ียงใหญ่เพอ่ื แจกจำ่ ยพชื ผลและ อำหำร มกั จะถูกจดั ข้ึนตอ่ หน้ำอำฮแู ละทด่ี ้ำนหน้ำของรปู ป้ัน ระหวำ่ งงำนศพพิธกี รรม ศพจะถูกห่อดว้ ยผำ้ ตะปะท่ถี กู สวมอำฮู จนกระทงั่ มนั สลำยตวั เม่ือกระดกู ถูกลำ้ งและฝังอยำ่ งระมดั ระวงั ภำยในโครงสร้ำง Ahu ในโพรงหนิ (avanga) บำ้ นของขุนนำง ทต่ี ้ังอยู่ใกลอ้ ำฮซู ่งึ ส่วนใหญอ่ ยู่บรเิ วณฝ่งั ใน ขณะทส่ี ำมญั ชนท้ังหลำยอยู่ในแผน่ ดนิ มำกข้ึน บำ้ น

(harepaenga) จะเป็นโครงสร้ำงท่เี รียบงำ่ ยซง่ึ เค้ำโครงคลำ้ ยวงรี สรำ้ งโดยสีเ่ หลี่ยมผืนผำ้ บลอ็ กหนิ บะซอลต์ ดเู หมือนเรอื หงำย รกู ลมแกะสลักเปน็ พน้ื ผิวของบล็อกหินบะซอลต์ ท่ีก่อตวั เปน็ เมนเฟรมของกระท่อมซ่งึ ถกู เรยี งรำยกับใบตอง ใบตำล หรือ มงุ จำกออ้ ยตำกแห้งใบไมห้ รือหญำ้ สงู โครงสรำ้ งมที ำงเข้ำแคบๆ ไม่มหี น้ำตำ่ ง และบำงครง้ั ก็มีรูปครึ่งวงกลมทำงเท้ำหนำ้ หนิ กลม บ้ำนจะมขี นำดเล็กสว่ นใหญใ่ ช้สำหรับนอนหรอื เป็นที่พกั พิง ของใชใ้ นครวั เรือนจะเป็นเสอื่ และผ้ำหม่ ทถ่ี ักจำกเสน้ ใยผกั หมอน หิน (งำรัว) และนำ้ เต้ำทใี่ ช้ใส่อำหำรและนำ้ บ้ำนของสำมัญชนจะ มคี วำมเท่ำเทียมกันงำ่ ยกว่ำ โดยสว่ นใหญไ่ มม่ หี นิ รำกฐำน นอกจำกน้ยี งั ใชถ้ ้ำและหนิ ท่ียืน่ ออกมำท่มี ีอยู่มำกมำยบนเกำะเป็นทอ่ี ยู่อำศัย ชำวเกำะต้งั ถิ่นฐำนเลก็ ๆ สองหรอื สำมหลังในทุ่ง นำ ในกำรปลูกบ้ำนแตล่ ะหลังเสรมิ ดว้ ย เตำเผำดินเผำหิน (อุมำแพ) ทปี่ กป้องพืชจำกกำรสญู เสยี นำ้ และกำรสัมผัสกับลม เชน่ บำ้ นไก่ (bare moa) ทบ่ี ง่ บอกถึงบทบำทสำคญั ของสตั ว์เหลำ่ นีใ้ นระบบเศรษฐกจิ ทอ้ งถน่ิ ส่วนใหญจ่ ะพบอยู่ภำยในตัวของ เกำะ และจำกขอ้ มลู ทำงโบรำณคดเี รำสำมำรถสรปุ ไดว้ ำ่ มันจะใช้สำหรับอำชพี ตำมฤดูกำลท่ีเกี่ยวข้องกบั งำนเฉพำะ เช่น กำร ตัดไมท้ ุง่ นำไดร้ ับกำรปลกู ฝังอย่ำงเข้มงวดและข้อมลู ทำงโบรำณคดสี นับสนนุ ทฤษฎีว่ำ วิธีกำรเบริ น์ แลว้ เฉอื นคอื ใช้ในกำรเคลียร์ พวกเขำ ส่งเสรมิ พ้นื ดนิ กำรกดั เซำะและทำใหท้ ดี่ ินทส่ี ำมำรถปลูกไดก้ ำรประมงไดร้ บั ผลกระทบทำงอ้อมจำกทำใหส้ ่งิ นี้เสื่อม โทรมเนือ่ งจำกกำรสญู หำยของต้นไม้ ทำใหก้ ำรผลติ เรอื ประมงน้ำลึกลดลง ซึง่ ดเู หมอื นวำ่ ประเพณที ช่ี นเผ่ำมริ ุมสี ิทธใิ นกำรทำ ประมงนำ้ ลกึ ถกู บนั ทกึ ทำงโบรำณคดีประเภทแสดงให้เห็นถึงกำรเปลย่ี นแปลงจำกใตท้ ้องทะเลลึก กำรตกปลำบริเวณชำยฝง่ั ที่ มหี ลำกหลำยวธิ ี พบวำ่ มตี ะขอเกย่ี วปลำทใ่ี ช้เปน็ หลักในกำรตกปลำชำยฝัง่ ในท่นี ำ้ ต้ืนหรอื บนชำยฝัง่ ทำงใตใ้ ชแ้ หในกำรจับปลำ ซง่ึ มีควำมยำวแหถงึ 15 เมตร The Evolution of the Culture ผำ่ นไปประมำณ 300 ปีกอ่ นกำรก่อสร้ำงศูนย์พระรำชพิธีสำคญั คร้ังแรกทีย่ งั คงพบบนเกำะ คอื ศูนย์กลำงทตี่ ำไฮและวนิ ำปซู ง่ึ มี อำยปุ ระมำณ ค.ศ. 700 เช่นเดียวกับโมอำยสว่ นใหญ่บนเกำะ รปู ปน้ั บนอำฮูเหล่ำนถ้ี ูกแกะสลักท่เี หมอื งรำโนรำรำคุ คือ ดำเนินกำรโดยผู้เช่ียวชำญกำรแกะสลัก tangata เมำรี องั กำ โมอำย มำเอ ซ่ึงใช้เป็นหลักโดยหยบิ หินบะซอลหรอื ส่วิ (โทก)ิ เพือ่ จดุ ประสงค์ให้รำยละเอยี ดของรูปปั้นเกอื บทั้งหมดถกู แกะสลกั ดว้ ยหินท่ยี ังคงอยูใ่ นเหมืองหิน เมื่อรูปปน้ั มไี ดร้ บั กำร ปลดปล่อยจำก \"เตยี ง\" ของมนั ตำมตำนำนเกำะโมอำย แมว้ ่ำจะมีไมม่ บี ันทกึ ว่ำโมอำยมคี วำมเป็นมำอย่ำงไร ซึ่งท้ังหมดอำจถกู นำมำใชใ้ นภูมิประเทศทแ่ี ตกต่ำงกนั หรอื ในเวลำท่ตี ำ่ งกนั วลิ เลยี ม มลั ลอย แนะนำวำ่ พระรูปนนั้ เอนเอยี งไปทำงด้ำนหน้ำถูก ระงับบำงส่วนจำก bipod แนวตัง้ ซึ่งทำหนำ้ ท่ีเปน็ ศูนยก์ ลำงสำหรับเลอ่ื นรูปปัน้ โดยกำร โยก เชก็ วศิ วกร Pavel Pavel แสดง ใหเ้ หน็ ว่ำอำจมีกำรเคลอ่ื นยำ้ ยรูปปน้ั ยืนโดยกำรเอยี งและหมุนโดยใช้เชอื กผกู รอบศีรษะและฐำนของมันตอ้ งกำรคน 16 คนใน กำรเคลอื่ นยำ้ ย และ ชำร์ล เลฟิ ได้พสิ ูจน์วำ่ เมื่อรปู หล่อถูกวำงบนทอ่ นซุงสองท่อนแกะสลกั เพอ่ื พอดีกบั ฐำนและทำหน้ำทเ่ี ป็น นักวงิ่ เลอื่ นบนลกู กล้ิงไมเ้ ลก็ ๆ เชน่ ลำตน้ ของตน้ ปำลม์ จำนวนคนเทำ่ กนั ดว้ ยเชือกเพยี งสองเสน้ กเ็ คลื่อนไปได้ไกลรวดเร็วและ มปี ระสทิ ธิภำพยงิ่ ข้ึน ไดร้ บั กำรสนั นิษฐำนว่ำนำรปู ปน้ั ขึน้ แพและลอ่ งลอยไปตำมทำงชำยฝั่งไปยังอำฮูของพวกเขำรปู ปั้นเฉล่ยี วดั ไดส้ ีเ่ มตร และมนี ้ำหนักประมำณ 50 ตนั รปู ปั้นท่ใี หญท่ ส่ี ุดตัง้ อยบู่ น Ahu คือ Moai Paro ท่ี Ahu Te Pito te Kura ซง่ึ สงู ประมำณ 10 เมตร และหนกั ประมำณ 80 ตนั รูปปน้ั ทใ่ี หญ่ท่สี ดุ ทเ่ี หลืออยใู่ นเหมืองหิน มำตรกำรใกลก้ บั 22 เมตรและนำ้ หนกั ประมำณ 250 ตนั หลงั จำกทเ่ี ปน็ ยืนอย่บู นอำฮขู องพวกเขำ บำงรปู ป้ันไดร้ ับ topknot (pukao) บนหัวของพวกเขำ pukao ถกู แกะสลักจำกสกอเรยี สแี ดงของภูเขำไฟปูนำเปำมนี ำ้ หนกั มำกถึงสบิ ตนั ถอื วำ่ เปน็ ตวั แทนของชำวเกำะ ทรงผมท่ียอ้ ม ผมด้วยดนิ แดง (kiea) และมดั บนหัว ได้ตดิ ตง้ั รปู ปัน้ บำงส่วนไวด้ ้วยดวงตำเปน็ สมั ผสั สดุ ทำ้ ย ผลติ โดยปะกำรังสีขำวกับสกอเรยี สแี ดงหรือสีดำ กำรออกแบบรปู ปน้ั มวี ิวฒั นำกำรมำกกว่ำระยะเวลำ ในทส่ี ดุ กม็ ีสไตล์มำกข้นึ รปู ปัน้ มีขนำดใหญข่ ึน้ เรื่อย ๆ ของ สังคมท่มี กี ำรแข่งขนั สงู ซ่งึ ขนำดของรปู ปัน้ แสดงถงึ พลังของชนเผำ่ นน้ั ๆ ในระหวำ่ งชว่ งเวลำของกำรแกะสลกั โมอำยทรี่ ุนแรง อยใู่ นตวรรษท่ี 11 ถึง ศตวรรษท่ี 17 กำลงั คนท่ีเพ่ิมขนึ้ อย่ำงต่อเนื่องทำให้ทรัพยำกรธรรมชำตขิ องพวกเขำไมเ่ พยี งพอตอ่ กำร ดำรงอยู่อีกตอ่ ไประบบเศรษฐกิจ. The Decline and Crisis

ในช่วงควำมมงั่ คั่งของวฒั นธรรมเกำะอสี เตอร์ ประชำกรเพิ่มขึน้ ประมำณ 7,000 ถงึ 10,000 คน ในทสี่ ุดกน็ ำไปสู่กำรลด นอ้ ยลงของทรพั ยำกรธรรมชำตขิ องเกำะโดยเฉพำะต้นไมท้ ่หี ำยำกซง่ึ จำเป็นสำหรบั ทำรปู ป้ันและเพ่ือกำรกอ่ สร้ำงเรอื ประมง ใน กำรตกปลำในทะเลนำ้ ลกึ ตน้ ปำลม์ กส็ ูญพันธุเ์ พรำะเกดิ จำกกำรเกบ็ เกีย่ วที่มำกเกนิ ไปเนือ่ งจำกมนั เป็นถ่ัวและถูกกนิ โดยมนษุ ย์ และหนโู พลินเี ซยี น โดยไมไ่ ด้ถกู ปลูกทดแทนป่ำดิบช้นื วธิ ฟี ันและเผำของกำรเกษตรนำมำซง่ึ กำรสญู เสียดนิ ทอ่ี ุดมสมบรู ณ์ซง่ึ สง่ ผลให้ขำดแคลนอำหำร กำรพฒั นำทั้งหมดเหล่ำนรี้ วมกันทำใหเ้ กิดวิกฤตจุดสูงสุดในศตวรรษที่ 17 เกดิ ภำวะขำดแคลน อำหำร ทำใหเ้ กิดสงครำมระหวำ่ งเผำ่ เพื่อแยง่ ชิงทรัพยำกร ซงึ่ อำนำจจะไดม้ ำโดยกำรควบคุมของตนเหนือเผ่ำต่ำง ๆ กำร ทำลำยระเบยี บทก่ี ำหนดไว้ โมอำยของผูพ้ ่ำยแพจ้ ะถกู โค่นลม้ ผคู้ นถกู ยดึ ไปเป็นนักโทษ โดยอำฮมู ำเพอ่ื จดุ ประสงคใ์ นกำรฝงั เป็นหลกั และดว้ ยสิ่งนีท้ ำใหก้ ำรเปลยี่ นแปลงในหน้ำทม่ี ผี ลต่อกำรเปล่ยี นแปลงในรปู รำ่ งของ Ahu กงึ่ พีระมิดและAhu poe- poe รูปเรอื มตี ้นกำเนิดในเวลำนี้ The Birdman Cult ในช่วงสงครำมระหว่ำงเผ่ำลทั ธโิ บรำณของบรรพบรุ ษุ ถูกบดบงั ดว้ ยกำรขนึ้ ครองรำชย์ของผสู้ รำ้ งเทพ Makemake และลทั ธิ ของนกนำงแอน่ Tangata Manu ซึ่งเปน็ ตัวแทนของ Makemake บนโลก มลี ัทธเิ ป็นศูนย์กลำงกำรเลอื กตง้ั นกทจ่ี ัดขึ้นในชว่ ง ตน้ ฤดใู บไมผ้ ลกิ บั กำรมำถึงของนกทะเล ที่อพยพไปยังไซต์ท่ีทำรังบนเกำะเลก็ เกำะนอ้ ย Motu Nui , Motu Kaokao และ Motu 'Iti ที่มมุ ตะวันตกเฉยี งใตข้ องเกำะ พธิ จี ะจดั ขึ้นท่ี Orongo รมิ ภเู ขำไฟ Rano Kau พระสงฆเ์ ปน็ ผสู้ มคั รและสมำชิกของ ตระกลู ที่โดดเด่นอำศยั อย่ใู นหมบู่ ้ำนพิธีสร้ำงบ้ำนหนิ ใกลก้ ับบรเิ วณศกั ดสิ์ ิทธิ์ของมำตำงำรำ ท่ซี ่งึ มหี นิ ประดบั อย่ำงวิจติ รบรรจง petroglyphs ของ birdmen กำรแสดง Makemake และรปู ชอ่ งคลอด (komari) เปน็ สญั ลักษณ์กำรเจรญิ พนั ธุ์ทสี่ ำคัญ ผู้เขำ้ รว่ มจะรวมตวั กนั ทเี่ ชงิ ของภูเขำไฟโดย Mataveri บำ้ นทส่ี ร้ำงสง่ิ ที่เปน็ อยตู่ อนนเี้ รียกว่ำ หมู่บำ้ น Orongo จำกกลำง ศตวรรษที่ 16 มองไปทำงทะเลมรี ปู รำ่ งประมำณวงรแี ละถกู สร้ำงด้วยแผน่ หินในท้องถิ่น (kebo) กบั หลงั คำทที่ ำเป็นช้ันๆ กัน ของแผ่นพ้ืนขนำดใหญท่ ่มี คี ำนยนื่ ออกมำเพอ่ื ผลติ โคง้ สว่ นโค้งถูกปกคลมุ ไปด้วยสิง่ สกปรกและหญำ้ กง็ อกข้นึ ขำ้ งใน ของบำ้ นตกแต่งดว้ ยหนิ ศิลปะ ภำพวำดบนแผน่ ผนังแนวตงั้ หรือเพดำน หรือรอยบำกที่บง่ บอกถึงกำรมำของนกทะเลจำกโอรอง โก กำรเลอื กคนเลยี้ งนกนนั้ ข้นึ อยูก่ ับกำรดึงตวั ของไข่แรกวำงโดยมนูธำรำ นกนำงนวลแกลบ (Sterna fuscata) ผู้สมคั รแต่ละ คนจะมคี นใช้ (บอ่ ปู) ซง่ึ จะว่ำยไปยังเกำะเลก็ เกำะน้อย และรออยูท่ ีน่ นั่ จนกว่ำนกจะวำงไขแ่ ล้วพวกเขำจะเอำมำหน่ึงตวั แล้ว ว่ำยกลับ ไข่จะกำหนดผูช้ นะ คนใหม่นกกจ็ ะโกนหัวแลว้ ทำสขี ำว คนเล้ยี งนกจะอำศยั อยู่ในถ้ำหรือบ้ำน ขนึ้ อย่กู บั วำ่ เขำเป็นคน ของเผำ่ ใดเขำจะอยู่ภำยใต้ทำปทู เี่ ขม้ งวดแยกออกจำกครอบครัวของเขำ และกำรเลอื กตงั้ ของเขำทำใหพ้ ลงั แคลนและสทิ ธิ พิเศษ เหลำ่ นม้ี กั ถูกทำรุณกรรม แต่นำมำเพื่อกำรตอ่ สรู้ ะหว่ำงเผำ่ ตอ่ ไป ทำให้ Orongo เปน็ สถำนท่ศี กั ดสิ์ ทิ ธติ์ ง้ั แตน่ ้นั เปน็ ต้น มำ King Hotu Matu'a จะไปท่ีนัน่ เมอื่ เขำรสู้ ึกว่ำควำมตำยของเขำใกลจ้ ะมำถึงและยืนอย่ใู น กำรคี ำรีเรยี กวญิ ญำณ ครอบครัวของเขำ Orongo คอื พิธี อำนำ ไก ทังกำตะ ซงึ่ แปลไดว้ ำ่ \"ถำ้ ท่ีกนิ ผู้ชำย” หรอื “ถ้ำทีม่ นษุ ย์ถูกกิน” มีกำรอ้ำงองิ ถึง กำรกนิ เนือ้ คนท่เี กดิ ขึ้นในชว่ งวิกฤต เหน็ ได้ชดั วำ่ ถ้ำนี้ใช้สำหรับพระรำชพธิ ีและเพดำนประดับดว้ ยภำพเขียนหินแสดงถึงมนู ธำรำ The Arrival of Europeans เปน็ บันทกึ กำรตดิ ตอ่ ชำวยโุ รปคร้ังแรกกับเกำะอสี เตอร์ในปี ค.ศ. 1722 เม่อื เจคอบ รอกเกวนี ผู้บญั ชำกำรของเรือดัตช์ มองเหน็ เกำะแล้วได้ให้ชือ่ ปจั จุบันแก่มัน ต่อมำในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 18 มีนักเดินทำงสำมคนในยโุ รปไดม้ ำสัมผสั เกำะ คน แรกนำโดยกัปตันชำวสเปน Gonzalez y Haedo ในปี ค.ศ. 1770 ครง้ั ทส่ี องคือสีป่ ตี ่อมำ นำโดย Captain ทำอำหำร และคน สุดท้ำยคอื Comte de La จำกกำรสำรวจในปี พ.ศ. 2329 รำยงำนกำรสำรวจเหล่ำนี้เห็นด้วยกับคนยำกจนของเกำะ พชื พรรณและกำรขำดตน้ ไมใ้ หญ่ พวกเขำยังอธิบำย toromiro, mahute, มำรคิ ุรุและพืชขนำดเลก็ อ่นื ๆ Slave Raids ปี พ.ศ. 2348 เป็นจดุ เรม่ิ ต้นของยคุ หำยนะของชำวรำปำนุยและวฒั นธรรมของพวกเขำ ไดม้ เี รือลำ่ ปลำวำฬมำถึงเกำะเป็นคร้ัง ครำว และเชอื่ วำ่ ลูกเรอื บนเรอื เหลำ่ น้นี ำซฟิ ลิ ิสเขำ้ สรู่ ำปำนยุ กำรจู่โจมของทำสทวคี วำมรนุ แรงข้ึนและจบลงในเดือนธันวำคม

2405 เม่อื อย่ใู นกำรบกุ รุกครั้งเดียวโดยชำวเกำะประมำณ 500 คนเอำออกไป ในหมู่พวกเขำมีพระมหำกษตั รยิ ล์ ูกชำยของเขำ และศิษยส์ ว่ นใหญเ่ ป็นผู้มีควำมร้ใู นกำรอำ่ นและตีควำม rongorongo, Rapanui's สคริปต์ด้ังเดิมซ่งึ มกั จะทำและเชื่อกนั วำ่ ใช้ เป็นเคร่ืองช่วยจำในกำรสวดสิง่ ศกั ดิส์ ทิ ธิ์ ตำนำนเชลยถูกขำยเปน็ ทำสในครวั เรอื นหรือส่งไปทำงำนเพื่อกวนกำรแสวงประโยชน์บนเกำะนอกชำยฝง่ั ของประเทศเปรูของ ชำย หญงิ และเด็ก ประมำณ 1,000 ถึง 2,000 คน ถูกจับในระหว่ำงกำรโจมตที ำส คำขออยำ่ งเป็นทำงกำรของฝร่งั เศสและ องั กฤษ ส่งผลใหร้ ฐั บำลในเปรูปลดปลอ่ ยชำวเกำะที่รอดตำย 100 คน มีเพียง 15 คนทีถ่ กู สง่ ตวั กลบั ไปยังเกำะและเม่ือไปถงึ ทงั้ หมดก็ตำยไปแล้วก่อนสน้ิ สุดกำรเดินทำงจำกวณั โรค ไข้ทรพิษ หรอื อำกำรออ่ นเพลยี กำรมำถึงของทำสท่ีกลบั มำทำใหเ้ กิด กำรระบำดของไข้ทรพิษบนเกำะซง่ึ ลดจำนวนประชำกรประมำณ 4,000 ในตอนตน้ ของศตวรรษ เป็นประมำณ 1,000 โดย 2409 น่ีคือกำรระเบิดคร้งั สุดท้ำยสำหรับวฒั นธรรมพ้นื เมืองซง่ึ ขณะนีไ้ ด้ประสบควำมสญู เสียคร้ังใหญข่ องกำรเรียนรคู้ นท่ีรกั ษำ ประเพณีเมอื่ มิชชนั นำรมี ำถึงในปนี ั้น พวกเขำประหลำดใจท่ีชำวบ้ำนมคี วำมรเู้ กย่ี วกับประวัติศำสตรแ์ ละตำนำนของตวั เอง Eugene Eyraud ฆรำวำสของ Congregation of the Sacred Heart เป็นชำวยุโรปคนแรกท่มี ำตัง้ ถ่ินฐำนบนเกำะ เขำมำถงึ เมื่อตน้ ปี พ.ศ. 2407 กบั ชำวเกำะบำงคนไดร้ ับกำรชว่ ยเหลือจำกชำวเปรู หลังจำกอยู่ไดไ้ มถ่ งึ ปีในระหว่ำงน้ันเรือเขำถกู ปล้น ทง้ั หมดโดย Rapanui เขำไดร้ บั กำรช่วยเหลือจำกควำมทุกข์ยำกของเขำโดยผำ่ นมิชชันนำรีกลบั มำพรอ้ มกับคณุ พอ่ ฮปิ โปลเิ ต ในปี พ.ศ. 2409 ซงึ่ เป็นปเี ดียวกบั ท่ี 2 นักบวชมำถึง ตัง้ แต่วนั น้นั เป็นต้นมำตอ่ มำ กำรกลับใจของชำวเกำะดำเนินไปอย่ำงช้ำๆ แตม่ ั่นคง ภำยในปี พ.ศ. 2411 เมอื่ Eyraud ตำย ชำวเกำะทง้ั หมดได้จัดพธิ ีเลี้ยงนกขึ้น งำนของมิชชนั นำรถี ูกขัดจังหวะด้วย กิจกรรมของ Jean-BaptisteDutrou-Bormer นกั ผจญภยั ชำวฝรง่ั เศสเม่ือเขำมำถึงเกำะทเ่ี ขำซือ้ ผืนแผน่ ดินทีด่ ีทสี่ ุดที่ Mataveri จำกชำวพื้นเมืองและตง้ั รกรำกอยู่ที่น่ัน กลุม่ ของชำวเกำะมำอำศยั อยู่กับเขำและเขำกำรตอ่ ตำ้ นงำนของมชิ ชันนำรี ทำใหเ้ กดิ สงครำมระหว่ำงพนั ธมติ รพนื้ เมืองของเขำและตั้งถน่ิ ฐำนกับมิชชันนำรที ี่ Hangaroa และ Vaihu ในปี พ.ศ. 2414 หลงั จำกสำมปีแห่งกำรต่อสู้ มิชชันนำรจี ำกไปตำมคำสั่งของผบู้ ังคบั บญั ชำ รำปำนุยหลำยร้อยคนพำพวกเขำไป Mangareva หน่งึ ในหมเู่ กำะแกมเบยี รส์ ว่ นคนอน่ื ไดร้ บั คัดเลือกใหท้ ำงำนตำมแผน tations ในตำฮติ ิทเี่ ปน็ ของ Yorn Brander ผ้รู ่วมงำนของ Dutrou-Bornier เหลือชำวเกำะเพยี ง 175 คนเท่ำนัน้ ขณะโบกธงฝร่ังเศส DutrouBornier ไดก้ ่อต้ัง รำชำธิปไตยโปลีนเี ซยี ข้นึ บนเกำะอยำ่ งน่ำสงั เวชเพรำะเขำเอำเปรยี บชำวพ้นื เมืองทเี่ หลืออยขู่ องพวกเขำทำให้จำนวนลดลง เหลอื 111 ภำยในปี พ.ศ. 2420 ปีที่ Dutrou-Bornier ถูกสังหำรอนั เป็นผลมำจำกควำมตะกละของเขำ เขำถูกแทนทโ่ี ดย ผู้ร่วมงำนคนอื่นของ Brander คอื อเล็กซำนเดอร์ แซลมอน ผู้ซ่งึ เหน็ อกเห็นใจชำวพื้นเมอื งและแนะนำตัวมำกข้ึนกำร เปลี่ยนแปลงมำกมำยรวมถงึ กำรยกของววั และแกะ ภำยในปี พ.ศ. 2429 เมื่อ Villiam Thomson ของ USS Mohican บรรทกุ นักสำรวจเกำะและอนุสรณส์ ถำน ท้งั ทีช่ ำวบำ้ นร้องขอกำรคุ้มครองภำยใตอ้ ำนำจอธิปไตย แตฝ่ รง่ั เศสแสดงควำมสนใจ ในเกำะนอ้ ยและมนั ถกู ผนวกโดยชลิ ีใน พ.ศ. 2431 ในควำมพยำยำมครัง้ แรกในกำรต้ังรกรำก สำมครอบครัวยำ้ ยจำก แผน่ ดินใหญม่ ำตงั้ รกรำกบนเกำะแต่ก็เอำตวั ไม่รอดดว้ ยสภำพท้องถน่ิ ทำให้สถำนกำรณซ์ บั ซอ้ นยิง่ ขนึ้ ดว้ ยกำรปฏวิ ตั ใิ นปี พ.ศ. 2434 ในชิลแี ละในช่วงหลำยปีทผ่ี ำ่ นมำแหง่ ศตวรรษที่ 19 รัฐบำลเชำ่ เกำะสว่ นใหญใ่ ห้กับ H. Merlet เมืองบลั ปำรำอโี ซ ประเทศชลิ ี ผูไ้ ดร้ บั ผลประโยชน์ทีจ่ ดั ขนึ้ บนเกำะโดยตวั แทนของ Brander , Dutrou-Bornier และแซลมอน โดยเฉพำะ หมบู่ ำ้ น Hangaroa และบรเิ วณโดยรอบเทำ่ นัน้ ประมำณ 21ตำรำงกโิ ลเมตรยังคงเป็นทรพั ย์สนิ ของรำปำนุย The 20th Century ในช่วงตน้ ศตวรรษที่ 20 คนในเกำะพยำยำมดแู ลเลี้ยงดูแกะอย่ำงสดุ ควำมสำมำรถ แตเ่ เกะได้ทำลำยตน้ ไมบ้ นเกำะแห่งนี้ สง่ ผลใหต้ น้ ไม้บนเกำะขำดแคลน มีเหลือเพยี งไม่กี่ชนิด โดยมผี ูต้ งั้ ถนิ่ ฐำนเทำ่ นนั้ ท่รี อดชีวติ มำได้ และชำวพืน้ เมอื งไม่ได้รับ อนุญำตใหอ้ อกจำกอำณำเขตของตนเพรำะเกรงกลัวว่ำ พวกเขำจะขโมยแกะและวัวควำย ของพวกเขำสภำพควำมเป็นอยู่เสื่อม โทรมนำไปสรู่ ำปำนุยก่อกำรจลำจล ในปี ค.ศ. 1914 สำธำรณชนไดเ้ พมิ่ ควำมสนใจ ตอ่ สภำพของพวกเขำและมผี ลให้ถกู เพิก ถอนชว่ั ครำวของสัญญำเช่ำแก่ CEDIP ในปี ค.ศ. 1916 ท่ชี ่วงเวลำแหง่ กำรจลำจล Katherine Routledge อยูบ่ นเกำะ เอกสำรและ col-lecting ข้อมลู เกีย่ วกบั ภำษำและตำนำน ในปี ค.ศ. 1917 เกำะไดร้ วมอย่ใู นดนิ แดนทำงทะเลของบลั ปำรำอี โซ และ CEDIPไดร้ ับสญั ญำเช่ำใหม่ ครำวนส้ี ำหรับทัง้ เกำะและมีเงอ่ื นไขต่ำงกัน มนั ท่จี ดั ต้ังขน้ึ ท่ำมกลำงขอ้ อืน่ ๆ ที่CEDIP เพ่อื

ป้องกันกำรสญู เสียรูปปั้นหรือสิ่งประดิษฐ์อน่ื ๆ เพอื่ ให้ 30ตำรำงกโิ ลเมตรรอบ ๆ Hangaroa ถึงถูกแบ่งระหวำ่ งรำปำนุยและ จดั ใหม้ รี ักษำโรคเร้อื น คนเหล่ำนั้นเปน็ โรคเรือ้ นซ่งึ เป็นกำรแนะนำใหร้ ูจ้ กั กบั เกำะโดยชำวพื้นเมืองกลับจำกตำฮติ ใิ นช่วงปลำยปี 19 ศตวรรษ ในปี ค.ศ. 1933 ผิวดินของเกำะได้จดทะเบียนเปน็ ทรัพยส์ นิ ของรฐั และอยภู่ ำยใตเ้ ขตอำนำจทำงกำรทหำรและใน ปี ค.ศ. 1935 ไดม้ กี ำรกำหนดใหเ้ กำะเปน็ ทง้ั อทุ ยำนแหง่ ชำตแิ ละอนสุ รณส์ ถำนทำงประวัติศำสตร์ ในปีเดยี วกนั นัน้ เอง คณุ พอ่ ของเซบำสเตยี นอิงเลศิ มำถงึ เกำะแลว้ อยอู่ ำศยั 33 ปี ในระหว่ำงทเ่ี ขำอยอู่ ำศัย มีสว่ นในกำรบนั ทกึ และบนั ทึกมรดกทำง วฒั นธรรมของรำปำนุยอยำ่ งมำก ปที ี่แลว้ คณะสำรวจฝรัง่ เศส-เบลเยยี่ มไดน้ ำพำAlfred Métraux และ Henri Lavachery ถึง เกำะ ในขณะท่ี Métraux รวบรวมขอ้ มลู ชำติพันธุ์วทิ ยำ และ Lavachery ได้บันทกึ ภำพสกดั หนิ ทพี่ บรอบ ๆเกำะ สัญญำเช่ำ CEDIP ถกู เพกิ ถอนใน ค.ศ. 1953 และทำงกำรทหำรเรอื ของชลิ ไี ด้เขำ้ ยึดครอง เหนอื กำรควบคุมกำรบริหำร ชำวเกำะ ซ่งึ มี จำนวนประมำณ 1,000 คน ยงั คงถกู กกั ขังอยูใ่ น Hangaroa กองทัพเรอื ปฏิบัตติ ำมกฎเดยี วกันกบั ท่ี CEDIP กำหนด โดยส่ัง หำ้ มรำปำนยุ ย้ำยออกจำกที่ดนิ ทีจ่ ดั สรรไว้ ถำ้ ตอ้ งกำรออกจำกเกำะต้องมใี บอนุญำต แตม่ ไี มก่ ี่คนทไี่ ดอ้ อก ส่วนหนึ่งเปน็ เพรำะ กลัวกำรแพรเ่ ช้อื ของโรคเร้ือน ภำยใต้กำรปกครองของกองทัพเรือ โรคนีเ้ รม่ิ ได้รบั กำรรักษำอยำ่ งเปน็ ระบบ กำรสำรวจทำง โบรำณคดีของนอร์เวย์ทรี่ ู้จักกันดขี อง Thor Heyerdahl ไปยงั เกำะเพ่ือสำรวจ ในปี ค.ศ. 1955-1956 พร้อมด้วยกำรขดุ ค้น ทำงโบรำณคดที ่ีสำคญั กลมุ่ สำรวจฟน้ื ฟู AhuAture Huki ใน Anakena ไดส้ รำ้ งโมอำยตัวแรกบน ahu นกั โบรำณคดวี ิลเลียม มลั ลอย ผ้มู สี ว่ นรว่ มในสำรวจของนอรเ์ วย์ กลับไปท่กี ำกับกำรสอบสวนและไดท้ ำกำรบรู ณะสถำนที่หลำยครง้ั ในชว่ งทศวรรษ 1960 และกลำงปี 1970 ชำวแคนำดำ Medical Expedition ซึง่ ในฤดรู ้อนปี 1964-1965 กำรตรวจทำงกำรแพทยแ์ ละ วิทยำศำสตร์ของประชำกรพืน้ เมอื งได้ดำเนนิ กำรอยำ่ งทัว่ ถงึ ภำยใตก้ ำรอปุ ถมั ภข์ ององค์กำรอนำมัยโลก ในขณะเดียวกัน ชำว รำปำนุยกไ็ มพ่ อใจกำรรกั ษำมำกขนึ้ และเรม่ิ เรียกร้องสิทธิพลเมอื งของตน ควำมไมส่ งบของพวกเขำส่งผลใหเ้ กดิ กำรระบำดในท่ี สำธำรณะ ในปี ค.ศ. 1964-1965 ซ่งึ ทำให้กำรกำหนดเกำะอีสเตอร์เปน็ กรมภำยในจังหวัดบลั ปำรำอีโซ พธิ ีเปิดเทศบำลระบบ รำชกำรใน Hangaroa และห้ำม rvapanui ออกเกำะ ในปี ค.ศ. 1965 มีกำรสรำ้ งสนำมบินท่ี Mataveri และเที่ยวบินพำณิชย์ ลงจอดทเี่ กำะอสี เตอร์ในปี 1967 ปที ส่ี ถำนนี ำซ่ำก่อตง้ั ขึน้ เม่ือเกำะเพอ่ื ตดิ ตำมดำวเทียมโลกเทียม กองทหำรสหรัฐทเี่ กีย่ วข้อง กับสถำนีออกจำกเกำะในค.ศ. 1971 ในปี ค.ศ. 1986 รนั เวย์สนำมบนิ ถูกขยำยเพื่อใชเ้ ปน็ ทำ่ จอดสำรองสำหรับกระสวยอวกำศ สหรฐั กำรตงั้ ถน่ิ ฐำนเดมิ ที่ Hangaroa มีกำรเตบิ โตเปน็ เมืองเล็ก ๆ มีคนอยอู่ ำศัยประมำณ 3,000 และสภำพควำมเป็นอยู่ของ พวกเขำดีข้ึน ในปี ค.ศ. 1967 ไดจ้ ดั หำน้ำประปำครัง้ แรก ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 หมบู่ ้ำนไดใ้ ช้ไฟฟำ้ อย่ำงเตม็ ท่ี ในปี ค.ศ. 1992 ปถู นนหลกั TePito te Henua เสรจ็ สมบรู ณ์ อยำ่ งไรก็ตำมปญั หำอนื่ ๆ เชน่ กำรกำจดั ขยะและปริมำณกำรใชร้ ถเพม่ิ ข้นึ มำพร้อมกับกำรปรบั ปรุง ส่วนใหญ่เพรำะสำธำรณปู โภครำคำสงู จนเกินไป กำรจดั หำสิง่ ตำ่ งๆระยะไกลรำคำสงู พ้นื ท่ี Hangaroa ยังคงเปน็ เมืองศูนย์กลำงแห่งเดียวบนเกำะอสี เตอร์ องค์ประกอบโบราณคดขี องเกาะอีสเตอร์ ขอ้ ควำมต่อไปน้ี ทแี่ กไ้ ขโดย Gonzalo Figueroa G.-H. อธบิ ำยถงึ องค์ประกอบทำงโบรำณคดีทสี่ ำคญั ทสี่ ดุ ของเกำะอีสเตอร์ ท่ี ได้รบั กำรดดั แปลงจำก คมู่ ือภำคสนำมโบรำณคดี, รำปำนยุ อทุ ยำนแห่งชำติ, และเผยแพรโ่ ดย CONAF กระทรวงเกษตร สำธำรณรัฐชิลี ข้อมลู ถูกจดั ทำและแก้ไขโดยเจำ้ หนำ้ ทวี่ ชิ ำกำรของสถำบนั ศกึ ษำเกำะอสี เตอร์ (Instituto de Estudios Isla de Pascua) ของมหำวิทยำลยั ชิลี ภำพประกอบโดย R. Forster M. ขอ้ ควำมและภำพวำดถูกพิมพใ์ หม่ โดยได้รบั อนุญำตจำก CONAF 2. Ahu

อำฮเู ปน็ ประเพณแี ละพธิ ฝี ังศพ ที่ซ่งึ บรรพชนไดร้ บั กำรเคำรพสกั กำระบชู ำ พวกเขำเชอ่ื ว่ำเปน็ สถำนทศ่ี ักดิส์ ทิ ธ์ทิ ่ี ไดร้ บั กำรค้มุ ครองโดยทำทู องคป์ ระกอบทสี่ ำคญั ของอำฮคู อื แพลตฟอรม์ สเี่ หลีย่ มยกระดบั ค่ันดว้ ยบลอ็ กขนำดใหญท่ ่ผี ่ำนกำร ตดั หรอื ทำใหเ้ ป็นรูปเป็นร่ำง หนิ ท่เี ลือกเตม็ ไปดว้ ยก้อนหินกรวดและดนิ สว่ นบนจะแบนรำบและถูกปหู รอื ขงึ ไว้ จะเก่ียวขอ้ งกบั พื้นทเ่ี ปิดหรือพลำซำ่ ด้ำนหนำ้ อำฮู โดยท่วั ไปแล้ว อำฮจู ะตงั้ อยู่บนชำยฝ่ัง บำงคร้ังกำรสร้ำงอำฮู เกย่ี วขอ้ งกับดำรำศำสตร์และ วษิ วุ ัต โครงสร้ำงท่ีเก่ำแกท่ ่สี ุดของสง่ิ นี้ ได้ถกู บันทกึ ลงไปในในศตวรรษท่ีแปด โครงสร้ำงเหลำ่ นเี้ ปน็ ศูนย์กลำงทำงกำรเมืองของ ชนเผำ่ ตำ่ งๆและเชือ้ สำยตำ่ งๆ เปรียบได้เหมือนเปน็ มำแร (Marae) ในภำคกลำงและและตะวันออกของโพลีนเี ซยี อำฮู พฒั นำขึน้ ในชว่ งเวลำมำกกวำ่ พนั ปี สร้ำงข้นึ ด้วยองคป์ ระกอบทีห่ ลำกหลำยทำงสถำปัตยกรรมสนุ ทรยี ศำสตร์และลทั ธิ ใช้หนิ เรียงกนั ปูเปน็ รปู รำ่ ง ปขี ำ้ ง เมรแุ ละรูปป้นั โดยทว่ั ไปเรำสำมำรถจำแนกประเภทของ ahu ได้ 3 อย่ำง ได้แก่ ahu moai, semipyramidal ahu และ poepoe ahu ยกเวน้ ahu moai อำฮอู กี สองประเภทดเู หมือนสรำ้ งเพอื่ ใชเ้ ป็นกำรฝังศพ ในช่วง Late period (1680-1868) ส่วนใหญข่ อง ahu moai ถูกเปลีย่ นเปน็ หลุมฝงั ศพขนำดใหญ่ 3. Ahu Moai Ahu moai เปน็ แง่มุมทโี่ ดดเดน่ ทสี่ ดุ ของยคุ สถำปตั ยกรรมกอ่ นประวตั ศิ ำสตร์ Rapanui คณุ สมบตั ทิ โ่ี ดดเดน่ คอื รปู ปน้ั megalithic (moai) เพรำรปู ปัน้ พวกน้แี สดงถงึ ควำมปำณตี ของงำนหินในยคุ นน้ั รูปวำดต่อไปนแ้ี สดงถึง AHU ในยุคกลำง (ปี 1100-1680) กบั องค์ประกอบทอ่ี ำจเช่ือมโยงกบั งำนหนิ A. แพลตฟอรม์ กลำง ทร่ี ูปปนั้ ถูกวำงไว้ (บำงครั้งวำงไวม้ ำกถึง 15 ชน้ิ ) ผนังดำ้ นหน้ำโดยทั่วไปประกอบดว้ ยแผ่นสเี่ หลยี่ มท่ี ติดเขำ้ ดว้ ยกนั เปน็ อย่ำงดี บำงคร้ังประกอบด้วยบลอ็ กสเี่ หลยี่ มของสโกเรยี สแี ดง B. B. ปีก ขยำยออกไปทำงด้ำนข้ำงของแพลตฟอรม์ กลำง บำงครั้งอำจอยตู่ ่ำกวำ่ แพลตฟอรม์ กลำง มที ำงลำดเอียงทป่ี ดู ้วย หินและถูกกำหนดเขตด้วยดำ้ นหลงั และผนงั ด้ำนทำ้ ย C. C. ดำ้ นหนำ้ และติดกันของแพลตฟอร์มกลำง เป็นทำงลำดเอียงทป่ี ดู ว้ ยก้อนหนิ จำกทะเล D. พลำซ่ำทีข่ ยำยใหญ่ เป็นพน้ื ทเ่ี ปดิ โล่ง ทำหน้ำท่เี ป็นจุดนดั พบหรือเป็นสถำนทสี่ ำหรับกำรชมุ ชนพธิ ีกำรทำงศำสนำและ กจิ กรรมตำ่ งๆ พ้ืนทขี่ องพลำซ่ำถูกกำหนดโดยกำรจดั ตำแหน่งของหนิ เป็นที่ร้จู กั กนั ในช่ือ ไปน่ำ (Paina) พืน้ ท่ีเหลำ่ น้ถี ูก นำมำใชใ้ นพิธที ่รี ะลึกและอำลัยถงึ ผู้ทจี่ ำกไปอย่ำงเปน็ เกียรติ E. โมอิเปน็ รูปปั้นของภเู ขำไฟทัฟฟ์ สว่ นใหญถ่ ูกแกะสลกั ในเหมอื งหนิ ของภูเขำไฟรำโนรำรำคุ F. Pukao, topknots หรือ headdresses ของ red scoria, ถูกแกะสลกั ในเหมืองของเนนิ เขำ Puna Pau Hill G. Crematoria ตัง้ อยู่ด้ำนหลัง บนพ้ืนสงู มโี ครงสรำ้ งสเ่ี หล่ยี มท่ีกำหนดไวด้ ้วยผนังหรือใชก้ ำรเรียงหนิ เพื่อแบ่งเขตสว่ นน้ี จะ พบเจอเศษผงและเศษเล็กเศษนอ้ ยของสโกเรยี สีแดง รวมถึงชนิ้ สว่ นของกระดกู ทถี่ ูกเผำ H. ใกล้เคยี งและตดิ กับผนงั ดำ้ นหลงั ของบำงอำฮู จะเป็นสเ่ี หลยี่ ม funerary cists (avanga, คำทั่วไปเกยี่ วกบั กำรฝงั ศพทุกประ เท) ซ่ึงเป็นกำรฝำกกระดกู ท่ีถูกเผำแลว้ ในบำงอำฮู มหี ลักฐำนว่ำโครงสร้ำงถูกนำมำใชใ้ หม่ และห้องขนำดใหญห่ รือ funerary cists ถกู สรำ้ งขึน้ บนทำงลำดหรอื บนแพลตฟอรม์ กลำงและโครงปีก โครงกระดูกทพ่ี บใน cists แสดงสญั ญำณของ กำรไดร้ ับแสงจำกดวงอำทิตย์ I. อ่ำวเลก็ ๆ ในบรเิ วณใกลเ้ คยี งของ Ahu moai มีพื้นทท่ี ี่ปดู ว้ ยหินและผนงั เรียกว่ำ Canoe ramp หรอื ทำงลำดคำนู J. ดำ้ นหนำ้ ของอำฮู ทำงฝง่ั ดำ้ นใน มกั จะมีกลมุ่ hare paenga เป็นบำ้ นท่ีใชโ้ ดยหัวหนำ้ นักบวชและคนทีม่ ยี ศสูง 3. Semipyramidal Ahu

สงครำมระหว่ำงชนเผ่ำครัง้ สำคัญเริม่ ข้นึ ประมำณศตวรรษที่ 17 สง่ ผลให้ Ahu moai ถกู ทำลำยและ พวกเขำตง้ั ใจท่ี จะโคน่ ล้มพวกรูปปนั้ รปู ปัน้ ท่ีถกู ทำลำยจำนวนมำกถกู ดัดแปลงเปน็ กองหินขนำดใหญ่ (Tumuli) ทคี่ รอบคลมุ รูปปน้ั ต้นฉบับ อยำ่ งสมบูรณแ์ บบ ห้องขนำดใหญแ่ ละ Funeral cists ถกู สร้ำงขน้ึ ใต้กองหินขนำดใหญพ่ วกน้ี Ahu moai หรอื Tumulit ทีถ่ กู เปลีย่ นโครงสรำ้ ง ได้รับกำรเรียกวำ่ semipyramidal ahu เพรำะพวกมนั มีลกั ษณะ ตำ่ เป็นพีระมดิ ทีถ่ กู ผ่ำครง่ึ และมีควำมลำดชันเอยี งไปทำงด้ำนหนำ้ และตั้งฉำกผนงั ดำ้ นหลงั ถงึ แมว้ ำ่ โครงสร้ำงเหล่ำนี้กถ็ กู เรียกวำ่ อำฮูเหมือนกัน แตพ่ วกมนั เปน็ เพยี ง Tumuli หรือแพลตฟอร์มงำนศพโดยรวม ตำแหนง่ ตำมลำดบั เวลำยงั ไมไ่ ดร้ บั กำร ยนื ยันทแ่ี น่ชดั แต่ดูเหมอื นพวกมนั ถูกสร้ำงขึน้ ในชว่ งหลัง และเหมอื นวำ่ พวกมันถกู นำมำใชใ้ นช่วงคร่ึงแรกของศตวรรษที่ 19 4. Ahu Poepoe ชอื่ ของอำฮชู นดิ นี้ไดม้ ำจำกรูปร่ำงของมัน โครงสร้ำงทย่ี ำวและมีแขนขำท้ังสองขำ้ งยกขนึ้ คลำ้ ยกับเรือ (poepoe) สรำ้ งขน้ึ จำกหินทไี่ มไ่ ด้ถูกตัด แต่เอำหินท่ีมรี ปู รำ่ งเขำ้ กนั ไดม้ ำประกอบกนั กำรตกแตง่ ภำยในมกั ขยำยควำมยำวของโครงสรำ้ ง สว่ นใหญอ่ ำฮูชนดิ นส้ี ำมำรถพบไดใ้ นภำคเหนือชำยฝัง่ นอกจำกน้ียงั มีตัวแปรรปู ลม่ิ ของอำฮูชนดิ นซ้ี ง่ึ แกนยำว มักจะต้งั ฉำกกับชำยฝ่ัง ในบำงส่วนหนิ พวกนถี้ ูกปกคลมุ ไป ดว้ ยปะกำรังหรือก้อนสกอเรีย ถกู แต่งตัง้ ให้เป็นจุดบ่งชี้ตรงกลำงของทำงลำดท่อี ยทู่ จ่ี ดุ สูงสดุ หลกั ฐำนทำงชำตพิ ันธุว์ ิทยำบง่ ช้ี วำ่ อำฮูชนิดน้ถี ูกสรำ้ งข้นึ หลังจำกกำรค้นพบเกำะของชำวยุโรป 5.Moai กำรแพร่ขยำยทไี่ ม่ธรรมดำของรูปป้ันหินอนสุ ำวรยี ์ประกอบดว้ ย กำรแสดงออกท่ีโดดเดน่ ของวฒั นธรรมรำพำนยุ ซงึ่ แสดงถงึ ผ้กู อ่ ตัง้ ที่มีเชอื้ สำยทีแ่ ตกตำ่ งกันและเปน็ สว่ นหน่งึ ของลัทธขิ องบรรพบุรุษท่ีมีคณู ค่ำ เป็นลกั ษณะเฉพำะในโพลีนีเซยี โพลนี ีเซียมีรปู ปน้ั ประมำณ 1,000 รปู บนเกำะ ส่วนใหญ่มรี ูปแบบเดยี วกนั และถูกแกะสลกั ในภเู ขำไฟ Tuff จำกเหมอื งหนิ รำ โนรำรำคุ กำรวเิ ครำะห์รูปปั้น บง่ บอกวำ่ เมือ่ เวลำผำ่ นไปพวกเขำมีรูปแบบกำรสรำ้ งรูปปนั้ ทเ่ี ก๋ขึ้นและเพ่ิมขนำดของรปู ปัน้ ให้ ใหญข่ ึน้ หลักฐำนยงั แสดงให้เห็นวำ่ พวกรปู ปน้ั ท่ีพบไกลทส่ี ุดจำกเหมอื ง มีขนำดเล็กลง แสดงใหเ้ ห็นถึงสัมพันธ์แบบชัว่ ครำว ระหวำ่ งขนำดและระยะทำงของกำรขนส่ง ยุคแรกสดุ สำหรบั รำโนแบบคลำสสกิ รปู ป้นั รำรำคเุ ป็นแบบอย่ำงโดย moai จำก Ahu Ko te Riku (Tahai complex) ขนำดเฉลี่ย (สูง 5.2 เมตร) แสดงให้เห็นถึงชว่ งเวลำ อำจเป็นชว่ ง ค.ศ. 900 เพรำะ ลกั ษณะที่ปรำกฏในแบบคลำสสิกและมีขนำดเล็ก ยุคแรกแสดงถงึ ควำมผิดปกติหรือแบบทเ่ี ปน็ ตน้ แบบ พวกเขำใชว้ สั ดอุ ื่นๆใน กำรแกะสลัก (ใชห้ นิ บะซอลต์และสกอเรยี สีแดง) และมแี นวโนม้ ที่จะมีขนำดเล็กและดูเปน็ ธรรมชำติมำก หวั โค้งมนและกำรไม่ มีกลีบหู แสดงให้เห็นวำ่ รปู ปน้ั พวกนี้มสี ่วนเก่ียวขอ้ งกับอำฮใู นช่วงปี ค.ศ. 700 394 โมไอถูกบนั ทึกวำ่ ถกู คน้ พบในเหมอื งต่ำงๆและแถวเนินเขำของภเู ขำไฟรำโน รำรำคุ พวกรปู ปัน้ ถกู ละท้งิ ในขนำด ขนส่ง 3 ตวั ถกู พบว่ำของพวกมนั มีหน้ำอกทโ่ี ดดเด่นซึง่ แสดงใหเ้ หน็ วำ่ มนั เป็นตวั แทนเพศหญิง รูปปนั้ ทใ่ี หญท่ ่สี ดุ ยำวถงึ 21.6 เมตรและยงั คงติดอยูก่ ับหนิ ในเหมอื งดำ้ ยนอก นำ้ หนกั คำดว่ำจะอยรู่ ะหวำ่ ง 250 และ 300 ตัน ในบรรดำตัวทขี่ นสง่ ไปยังอำฮู รปู ป้ันที่ใหญท่ ่ีสดุ คอื โมไอ พำโร แหง่ Ahu Te Pito te Kura (ในเกำะตอนเหนอื ) ควำมสูงของมันอยู่ที่ 10 เมตรและหนกั มำก ถึง 80 ตัน 6. Pukao บนหวั ของรูปปน้ั บำงตัว (เหมอื นกบั ตวั ที่อยูท่ ่ี Ahu Naunau) จะมกี ระบอกท่ที ำจำกสกอเรยี สีแดงทีถ่ กู นำมำจำก เหมืองของ Puna Pau บรเิ วณใกลเ้ คียงของ Hangaroa และอำจมํนี ำ้ หนักมำกถึง 11 ตัน ควำมสำคญั ของกระบอกพวกนไ้ี ม่ ชัดเจน ผูเ้ ขยี นบำงคนอ้ำงว่ำพวกมนั เปน็ รูปรำ่ งของทรงผม หรือ โมลที ส่ี ังเกตชำวยโุ รปคนแรกมำถงึ เกำะ บำงคนบอกวำ่ มนั

เป็นหมวก แต่วำ่ มรี ปู ป้นั หลำยรปู ไม่มี Pukao ทำใหผ้ คู้ นคดิ วำ่ กำรตกแตง่ ของรปู ทรงกระบอกบนหัวของรูปป้นั อันนี้ เปน็ กำร มำเสรมิ เตมิ ทร่ี ูปปั้นทหี ลงั 7. Ana ด้วยธรรมชำตขิ องภูเขำไฟ บนเกำะจึงมีถ้ำจำนวนมำก ถำ้ ถกู นำมำใชใ้ นยุคก่อนประวตั ศิ ำสตรเ์ ปน็ ทีอ่ ยู่อำศัยถำวร หรือชว่ั ครำวและเปน็ สถำนทห่ี ลบซอ่ น ในชว่ งยคุ กอ่ นประวตั ศิ ำสตรแ์ ละชว่ งเวลำประวัตศิ ำสตร์ บำงคนใช้ถ้ำเป็นสถำนที่ฝงั ศพ โครงกระดูกส่วนใหญ่ท่ีพบในถ้ำแสดงถึงกำรเสยี ชวี ิตทีเกิดขึน้ ในระหว่ำงโรคระบำดต่ำงๆ ท่ที ำลำยเกำะในช่วงศตวรรษท่ีผำ่ นมำ ถ้ำทใ่ี ชส้ ำหรบั กำรประกอบอำชพี มักถูกดัดแปลงโดยกำรเพิ่มกำแพงหนิ ที่ปิดช่องทเ่ี ปดิ ตำมธรรมชำติ ทำให้ทำงเดินเข้ำมี ลักษณะเปน็ อโุ มงคท์ ี่ยำวและแคบ (ไม่แนวต้ังก็แนวนอน) และเชอื่ มตอ่ กบั ถ้ำภำยนอกหนิ ทยี่ ่ืนออกมำและถำ้ ขนำดเลก็ ถูก เรยี กว่ำคำวำ นำมำใชส้ ำหรบั กำรประกอบอำชีพชว่ั ครำวและมักจะถกู ทิ้งไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง ถำ้ บำงแห่งทเี่ รยี กวำ่ ana kionga ถกู นำมำใช้ ฝ่ังท่พี ่ำยแพข้ องสงครำมเพอ่ื ลภ้ี ัยหรือปดิ ก้นั ถูกแต่งตั้งใหเป็นสถำนท่ที ำทู (สถำนทต่ี ้องห้ำม) 8 Hare Paenga ในยุคก่อนประวัติศำสตร์ Rapanui แฮแพงถ้ำถกู นำมำใชเ้ ป็นทีอ่ ยู่อำศยั สำหรบั คนทม่ี ยี ศสูง บำงทย่ี งั คงเป็นท่อี ่ อำศยั ในชว่ งเวลำประวตั ศิ ำสตร์ Hare Paenga เรียกกนั ทัว่ ไปวำ่ เรอื บ้ำนเพรำะมรี ปู รำ่ งควำมคลำ้ ยคลึงกับเรือควำ่ แฮแพงกำ้ มที รงทรงรี(ทรงไข่)และ ถูกสร้ำงข้ึนจำกกำรตัดบลอ็ กแทน่ หินบะซอลต์อยำ่ งระมดั ระวัง เพ่อื สนับสนนุ โครงสรำ้ งของวัสดุที่เปน็ พชื ท่แี ทรกอยู่ในโพรงใน พนื้ ผิวด้ำนบนของบล็อกเหล่ำน้ี ทำงเขำ้ เปน็ ทำงเดนิ แคบและและต่ำ กำหนดพนื้ ทโ่ี ดยแผ่นคอนกรีตและถกู ปกคลุมดว้ ยฟำง ด้ำนหน้ำเปน็ ทำงเท้ำคร่งึ วงกลมภำยนอกท่ที ำดว้ ย หนิ โค้งมน (poro) สลบั ในแถวขนำน พน้ื ทภ่ี ำยในท่ัวไปเรียบง่ำยมำกและใช้ สำหรบั กำรนอนเทำ่ นนั้ กจิ กรรมอน่ื ๆจะทำขำ้ งนอก เฉล่ยี ควำมยำวของแฮแพงก้ำคือ 10-15 เมตร และมีควำมกว้ำงที่ 1.5-2.5 เมตร บำงบำ้ นอำจยำวถงึ 40 เมตร 9. Common House บ้ำนส่วนใหญท่ ่พี บในบริเวณภำยในของเกำะเป็นบ้ำนทว่ั ไป ซ่งึ ประกอบดว้ ยหนว่ ยบำ้ นของครอบครัวดูเหมือนวำ่ พวกมนั จะมี รูปรำ่ งเหมอื นกันกับแพนกำกระตำ่ ย ถงึ แม้วำ่ บลอ็ กเหล่ำนัน้ จะไมใ่ ชห่ ินเจียระไน โดยทั่วไปแลว้ ซำกของบำ้ นเหล่ำนจี้ ะมีเพยี ง ส่วนท่ีกำหนดทำงเขำ้ และสว่ นหนงึ่ ของทำงเทำ้ ภำยนอก ซึ่งปกติแล้วจะมีขนำดเล็กกวำ่ ใน hare paenga และไมไ่ ด้จดั วำง อยำ่ งระมดั ระวงั กำรไมม่ ฐี ำนของแทน่ แสดงวำ่ ในกรณเี หลำ่ น้เี สำถกู แทรกลงในดินโดยตรงหนว่ ยในบ้ำนมกั จะประกอบด้วย บำ้ น (กระต่ำย) และเตำอบดิน (umu pae) หนึ่งหรือหลำยเตำ (umu pae) เปลือกสวน (manavai) และบ้ำนไกห่ นิ (hare moa) ซึง่ เป็นองค์ประกอบที่ซบั ซอ้ นโดยทว่ั ไปซงึ่ แตกต่ำงกันเล็กน้อยเนื่องจำกกำรมอี ย่ขู อง โครงสร้ำงอื่นๆ ทบ่ี ่งบอกถงึ กำร ทำงำนทห่ี ลำกหลำยมำกขึน้ โครงสรำ้ งรองมกั จะอยูห่ ำ่ งจำกบำ้ นไมเ่ กิน 20 เมตร 10.Manavai มำนำวำยเปน็ เปลอื กสวนหรือโครงสร้ำงทำงกำรเกษตรทีเ่ หมือนหนิ บ้ำนไก่, ดูเหมอื นจะเป็นตัวแทนของ กำร ตอบสนองท่ีปรับตัวไดต้ อ่ ระบบนเิ วศ พวกเขำถกู สร้ำงขน้ึ เพือ่ ปกป้องสวนจำกลมและควำมเคม็ และเพอ่ื อนุรกั ษค์ วำมช้นื พวก เขำเปน็ gen เก่ียวข้องกับครอบครวั ในประเทศ โครงสร้ำงมนำวำยปรำกฏบนพน้ื ผวิ และใตด้ ิน ผ้อู ยู่บนพ้นื ผวิ คือ โครงสร้ำงของ รปู ทรงต่ำงๆที่กำหนดโดยผนังคู่หนำของหนิ ที่ไม่ได้ทำงำนเตม็ ไปดว้ ยกรวดยนื ระหวำ่ ง 1 และ1.5เมตรเหนือระดบั พนื้ ดินและ กำหนดเขตพื้นท่ี 3 ถงึ 10 เมตร ในเส้นผำ่ นศนู ยก์ ลำง พวกเขำจะพบเป็นรำยบคุ คล ตวั อย่ำงเชน่ หรือในกลุ่มของโครงสรำ้ ง

สงู สุด 40 มำนำวำยใตด้ นิ สรำ้ งขึ้นโดยลึกหรือทำใหก้ ำรใช้ ภำวะซมึ เศร้ำตำมธรรมชำตแิ ละกำหนดดว้ ย ผนงั ที่เรียบง่ำยของหนิ ซ้อนทับ ควำมลึกของพวกเขำแตกตำ่ งกนั ไปจำกหน่งึ ถึงสำม เมตร แม้ว่ำพวกเขำจะมขี นำดเล็กลงพวกเขำตอบสนองโดยทั่วไป ฟังกช์ ่ันเดียวกับพนื้ ผวิ manavai และมคี วำมเก่ียวข้องกับชนิดเดยี วกันของโครงสรำ้ ง. 11.โมอำเป็นโครงสรำ้ งของส่ีเหลี่ยมผนื ผำ้ วำงแผนดว้ ยปลำยโค้งมน, คู่หนำ ผนงั ของหนิ ท่ไี ม่ไดท้ ำงำนดว้ ยกรวด เตมิ และรำกฐำนหนัก แคบ หอ้ งทำงำนมคี วำมยำวของกำรตกแตง่ ภำยในของโครงสรำ้ ง และมีกำรเข้ำถงึ ภำยนอกผ่ำนทำงเดนิ ขนำดเลก็ โดยทว่ั ไป พบในที่มชี ีวิตและมีควำมเกยี่ วข้อง กับโครงสรำ้ งทำงกำรเกษตรของ แม้วำ่ พวกเขำไดร้ บั กำรระบุว่ำชำติพันธ์ุเป็นบำ้ นไกก่ ำรศกึ ษำรำยละเอียดของพวกเขำบ่งชว้ี ่ำมีสอง ประเภทของโครงสรำ้ งที่ คลำ้ ยกันมำก อำจมีฟงั ก์ชันทีแ่ ตกตำ่ งกัน ควำมแตกต่ำงกนั โดยพื้นฐำนในแตล่ ะประเภทและขนำดของห้องภำยใน ตำม Patrick McCoy กระต่ำย moa เป็นลักษณะโครงสร้ำงของปลำยยคุ ก่อนประวตั ศิ ำสตร์ 12.Umu Pae ก่อนกำรเปิดตัวของยุโรป อุปกรณท์ ำอำหำรชำวเกำะปรงุ สุก อำหำรของพวกเขำโดยใชห้ นิ ร้อนในดนิ เตำอบเตำขดุ ในดินเพ่อื ควำมลึกเฉล่ีย 60 เซนติเมตรและ กำหนดโดยหิน Umupaeของรูปทรงหำ้ เหลยี่ ม, รปู สเ่ี หลยี่ มผืนผำ้ และวงกลมมี พบผลติ จำก 5, 6 หรือ 7 หนิ สี่เหล่ยี มวำงอยู่บนขอบใน ดิน ในบำงกรณีหินจำก ฐำนรำกและทำงเทำ้ ของกระตำ่ ย paenga ถกู นำมำใช้ใหม่ เสน้ ผ่ำนศูนยก์ ลำงของ umu pae แตกตำ่ งกนั ไปจำก 50 ถึง 65 เซนติเมตร พวกเขำมกั จะพบในใจกลำงของ เทยี ม กองประมำณสำมเมตรใน เสน้ ผ่ำนศูนย์กลำง บำงหวั ใจถูกล้อมรอบ โดยวงกลมของหนิ ทด่ี เู หมือนจะมี ถูกนำมำใชเ้ พอื่ สนับสนนุ ชนดิ ของ windbreak 13. Hare Oka รำกฐำนของแผนหมนุ เวยี นเหลำ่ น้ี บำ้ นทำด้วยแผ่นหินบะซอลตท์ ่ี ไม่แสดงสญั ญำณของกำรตดั ใน บำงกรณีหนิ รำกฐำนเหลำ่ น้ี แทรกอย่ใู นพ้นื ดนิ เอยี งเลก็ น้อย ตอ่ กำรตกแต่งภำยในและกำรจัดตำแหนง่ ศูนย์กลำงอนื่ เกดิ ขน้ึ จำกหนิ ท่ีตัง้ คำ่ ในแนวนอนในพ้นื ดนิ และดูเหมอื นจะสร้ำงกำรปูภำยนอก ใน ช่องว่ำงขนำดเล็กระหว่ำงกำรจดั แนวทงั้ สองโพสตแ์ ละกรอบโค้ง 14. Houses of Rectangular Plan เนือ่ งจำกบำ้ นสี่เหล่ยี มไมไ่ ด้ คน้ พบจนถงึ ปี 1960 (โดยแพทรคิ McCoy), พวกเขำไม่ไดก้ ล่ำวถึงใน บัญชีชำติพนั ธ์ุ วิทยำ ประมำณ 250 คน ของบ้ำนประเภทนีพ้ บได้ใน พ้ืนท่สี งู สดุ ของกำรตกแต่งภำยในของเกำะ หลำยคนบนเนนิ เขำ ตะวนั ออกเฉียงใต้ ของ Mauriga Terevaka และบำงสว่ นเกี่ยวกับ Rano Kau ในบริเวณใกลเ้ คียงของเหมืองหนิ บะซอลต์ รำกฐำนของพวกเขำมีส่ีเหล่ียมผนื ผ้ำ หนิ ท่ีแทรกอยู่บนขอบในพื้นดนิ มกั จะอยู่ในเส้นขนำน ภำยนอกขนำดเลก็ ทำงเทำ้ , สเ่ี หลย่ี มผืนผำ้ และประกอบด้วย แบน, หินผิดปกต,ิ พบในด้ำนหน้ำ ของโครงสรำ้ งหรือบำงคร้งั รอบโครงสรำ้ งท้งั หมด โครงสร้ำงเป็นวัสดุพชื แต่ ไมท่ รำบรปู ร่ำง เหล่ำนส้ี นั นษิ ฐำนว่ำกระท่อมของกำรใช้ตำมฤดกู ำลหรือชวั่ ครำว และพวกเขำมกั จะ เก่ียวขอ้ งกบั ลธิ ิค กำรทำงำนและปำกกำขนำดใหญ่ทสี่ รำ้ งข้ึน ของหนิ - encampments ตั้งอยู่ ทำ่ มกลำงหบุ เหวของ Maunga Terevaka อำจเก่ียวขอ้ งกบั กำรแสวงหำประโยชน์ ของไม,้ ซง่ึ มีอยใู่ นอปุ ทำนท่ดี ี ในพ้ืนที่ 350 เมตรขนึ้ ไปเหนือ ทะเล ระดับ โครงสรำ้ งทไี่ ด้รบั วนั ทีส่ อดคลอ้ งกับต้นกลำง ระยะเวลำ (H00-1200) 15. Houses of Stone Masonry หมบู่ ำ้ นพิธกี ำรของ Orongo มพี ื้นท่ีสำมเหลย่ี มขนำดเลก็ ระหว่ำง กำรตกตะกอนของปลอ่ งภเู ขำไฟ Rano Kau และ ขอบภำยนอกที่300เมตรเหนือทะเล ระดบั ประกอบดว้ ยโครงสรำ้ ง 53 แหง่ ของ ก่ออฐิ , สร้ำงขน้ึ ในกลุ่มท่อี ย่ตู ิดกนั และ สร้ำง คอมเพลก็ ซส์ ถำปัตยกรรมทีไ่ มเ่ หมอื นใคร ทม่ี ีคุณสมบตั ิทน่ี ่ำสนใจกบั ตน้ แบบในโครงสร้ำงอน่ื ๆ ของเกำะรูปแบบพ้ืนฐำนของท่ี อยู่อำศยั เปน็ เวลำนำน และวงรแี คบโดยมดี ้ำนในํตำ่ ทำงเดนิ เขำ้ และกำรตกแตง่ ภำยในโค้ง บำ้ นจะมุ่งเน้นไปที่ท้งั สำม เกำะเล็ก เกำะเลก็ เกำะเล็กช่ือท่ีเก่ยี วข้องกบั ลทั ธิและ ตง้ั อยู่ใกล้เชงิ หนำ้ ผำ พวกเขำ ถกู จดั เรียงในคร่ึงวงรที ผ่ี ิดปกติ ในชดุ ของโครงสร้ำง

อยำ่ งต่อเนอื่ ง ปรบั ให้เข้ำกบั ส่วนบนของลำดดิน ผนังของบ้ำนหนำมำก และถูกสร้ำงขึน้ จำกสองหินแห้ง สกิน - แผ่นหนิ บะ ซอลต์เชิงมมุ ทไี่ ดร้ บั จำกเหมอื งในพืน้ ท่ี - และแผน่ ดนิ เตมิ ช่องวำ่ งระหวำ่ งพวกเขำ หลงั คำเป็น โดม corbeled ทเ่ี กดิ ขึน้ จำก เทำ้ แขน แผ่นคอนกรตี ปกคลุมดว้ ยดิน เวบ็ ไซตค์ อื ที่เกยี่ วขอ้ งกบั ชว่ งเวลำล่ำสดุ ของท้องถิน่ ยคุ กอ่ นประวตั ิศำสตร์ กำรออกเดท ทเ่ี รว็ ทส่ี ดุ สอดคล้องกบั 1410 และพิธีสุดทำ้ ยกิจกรรมดเู หมอื นจะเกดิ ขน้ึ ใน1876. 16. Tupa ทปู ำ หน้ำทข่ี องทูปำไมไ่ ด้ถูกกำหนดในเชงิ โบรำณคดี แตร่ ำยงำนจำกชำติพันธุ์วรรณนำรำยงำนว่ำพวกมันเปน็ ทีอ่ ยู่ อำศยั ที่นักบวชใช้ในกำรสังเกตกำรณด์ วงดำว กำรสงั เกตกำรณท์ ำงดำรำศำสตร์ทำให้พวกเขำทำนำยกำรเปลยี่ นแปลงของ กระแสนำ้ ในทะเลในแถบเสน้ ศนู ยส์ ูตร ซง่ึ นำเต่ำมำทเ่ี กำะ (อำหำรศกั ด์ิสิทธิ์และหนงึ่ ทีถ่ กู กำหนดไวส้ ำหรับพระรำชำ) และเพือ่ กำหนดตน้ ปีจนั ทรคติ เวลำสำหรบั กำรเพำะปลกู กำรเก็บเกีย่ ว และเทศกำลทำงศำสนำ และกำรมำถึงของนกและปลำอพยพ ทป่ี ระกอบเป็นทรัพยำกรอำหำรท่ีสำคัญ ทูปำเป็นหอคอยหินกลมท่มี ีแผนผงั วงรีหรอื วงกลมท่มี หี ลังคำเรียบ ภำยในหอ้ งทีม่ ี หลังคำโคง้ เชอื่ มตอ่ กับภำยนอกผำ่ นทำงเดินแคบและตรง ควำมกวำ้ งของห้องแตกต่ำงกนั ไปตงั้ แตส่ องถงึ สี่เมตรท่ีระดับพนื้ ดิน และควำมสงู ภำยในห้องสงู ถงึ สำมเมตร โครงสร้ำงเหล่ำนย้ี งั คงมีอยปู่ ระมำณ 30 แห่ง สว่ นใหญ่กระจำยอยู่ตำมชำยฝัง่ 17. Pipi Horeko Pipi Horeko เปน็ สถำนทสี่ ำคัญทส่ี รำ้ งจำกหินในรปู แบบต่ำงๆ ตงั้ แต่กองเล็กๆ ไปจนถึงหอคอยทรงกลมอนั วจิ ิตรงดงำมใน รูปแบบของกรวยท่ีถูกตดั ทอน พวกเขำสรำ้ งด้วยหินทีย่ งั ไมไ่ ด้คดั เลอื กซง่ึ มีควำมสูงสูงสุด 2 เมตรและควำมกว้ำงฐำนสูงสดุ 1.8 เมตร ภำยในเตม็ ไปดว้ ยเศษหนิ แหลง่ ข่ำวบำงแห่งรำยงำนวำ่ สง่ิ ปลูกสรำ้ งเหล่ำนบ้ี ำงสว่ นมธี งหรือเครื่องหมำยแสดงควำม แตกต่ำงที่สว่ นบนเพอ่ื ระบหุ นำ้ ทขี่ องส่งิ ปลูกสรำ้ ง บำงแหง่ ใช้เพอ่ื ทำเคร่ืองหมำยพ้นื ที่ Tapu หรอื ครอบครัวและทรพั ย์สินของ ชนเผ่ำ ขณะทช่ี ำวประมงใชเ้ พือ่ ระบจุ ดุ ตกปลำThe 20th Century ในชว่ งต้นศตวรรษที่ 20 คนในเกำะพยำยำมดแู ลเลีย้ งดแู กะอยำ่ งสุดควำมสำมำรถ แต่เเกะได้ทำลำยตน้ ไม้บนเกำะแห่งน้ี สง่ ผลใหต้ น้ ไม้บนเกำะขำดแคลน มเี หลือเพียงไมก่ ่ชี นดิ โดยมผี ตู้ ้ังถนิ่ ฐำนเท่ำน้ันทรี่ อดชีวติ มำได้ และชำวพืน้ เมอื งไม่ได้รบั อนญุ ำตใหอ้ อกจำกอำณำเขตของตนเพรำะเกรงกลวั วำ่ พวกเขำจะขโมยแกะและวัวควำย ของพวกเขำสภำพควำมเปน็ อย่เู สื่อม โทรมนำไปสรู่ ำปำนยุ ก่อกำรจลำจล ในปี ค.ศ. 1914 สำธำรณชนได้เพ่มิ ควำมสนใจ ตอ่ สภำพของพวกเขำและมีผลให้ถูกเพิกถอนชวั่ ครำวของสัญญำเชำ่ แก่ CEDIP ในปี ค.ศ. 1916 ที่ชว่ งเวลำแหง่ กำรจลำจล Katherine Routledge อยู่บนเกำะ เอกสำรและ col-lecting ขอ้ มลู เก่ยี วกบั ภำษำและตำนำน ในปี ค.ศ. 1917 เกำะไดร้ วมอยู่ในดนิ แดนทำงทะเลของบลั ปำรำอโี ซ และ CEDIPได้รับสญั ญำเชำ่ ใหม่ ครำวน้ีสำหรบั ทั้ง เกำะและมเี ง่ือนไขตำ่ งกนั มันทจี่ ัดตั้งขน้ึ ทำ่ มกลำงขอ้ อื่น ๆ ท่ีCEDIP เพ่ือปอ้ งกันกำรสญู เสียรูปปั้นหรือสง่ิ ประดษิ ฐ์อนื่ ๆ เพ่ือให้ 30ตำรำงกโิ ลเมตรรอบ ๆ Hangaroa ถึงถกู แบง่ ระหวำ่ งรำปำนยุ และจดั ใหม้ รี กั ษำโรคเรื้อน คนเหล่ำนั้นเปน็ โรคเรือ้ นซงึ่ เป็นกำรแนะนำให้รจู้ ักกบั เกำะโดยชำวพนื้ เมืองกลบั จำกตำฮติ ใิ นช่วงปลำยปี 19ศตวรรษ ในปี ค.ศ. 1933 ผวิ ดนิ ของเกำะไดจ้ ดทะเบยี นเปน็ ทรพั ยส์ ินของรฐั และอยู่ภำยใต้เขตอำนำจทำงกำรทหำรและในปี ค.ศ. 1935 ไดม้ ีกำรกำหนดใหเ้ กำะเป็นทัง้ อทุ ยำนแห่งชำตแิ ละอนุสรณส์ ถำนทำงประวัติศำสตร์ ในปเี ดียวกนั น้ันเอง คุณพ่อของเซ บำสเตยี นองิ เลิศมำถึงเกำะแล้วอยอู่ ำศัย 33 ปี ในระหวำ่ งทเ่ี ขำอย่อู ำศัย มสี ่วนในกำรบนั ทึกและบนั ทกึ มรดกทำงวัฒนธรรม ของรำปำนุยอยำ่ งมำก ปีทแ่ี ลว้ คณะสำรวจฝรงั่ เศส-เบลเย่ียมได้นำพำAlfred Métraux และ Henri Lavachery ถงึ เกำะ; ในขณะท่ีMétrauxรวบรวมข้อมลู ชำตพิ นั ธุว์ ิทยำ และ Lavachery ไดบ้ นั ทึกภำพสกัดหนิ ทีพ่ บรอบ ๆเกำะ สญั ญำเช่ำ CEDIP ถกู เพกิ ถอนใน

ค.ศ. 1953 และทำงกำรทหำรเรอื ของชิลไี ดเ้ ข้ำยดึ ครอง เหนือกำรควบคุมกำรบรหิ ำร ชำวเกำะ ซงึ่ มีจำนวนประมำณ 1,000 คน ยงั คงถกู กกั ขงั อยใู่ น Hangaroa กองทพั เรอื ปฏิบตั ิตำมกฎเดียวกันกับท่ี CEDIP กำหนด โดยสัง่ หำ้ มรำปำนยุ ย้ำยออกจำกท่ีดนิ ทจี่ ดั สรรไว้ ถ้ำตอ้ งกำรออกจำก เกำะตอ้ งมีใบอนุญำต แตม่ ไี มก่ ่คี นทีไ่ ดอ้ อก ส่วนหนงึ่ เป็นเพรำะกลัวกำรแพร่เช้ือของโรคเร้ือน ภำยใตก้ ำรปกครองของ กองทพั เรือ โรคนเี้ รมิ่ ไดร้ ับกำรรักษำอย่ำงเป็นระบบ กำรสำรวจทำงโบรำณคดีของนอร์เวยท์ ร่ี จู้ กั กันดขี อง Thor Heyerdahl ไปยงั เกำะเพอ่ื สำรวจ ในปี ค.ศ. 1955-1956 พร้อมด้วยกำรขุดคน้ ทำงโบรำณคดีทีส่ ำคญั กลมุ่ สำรวจฟนื้ ฟู AhuAture Huki ใน Anakena ได้ สรำ้ งโมอำยตัวแรกบน ahu นกั โบรำณคดวี ลิ เลยี ม มลั ลอย ผู้มสี ่วนรว่ มในสำรวจของนอรเ์ วย์ กลบั ไปทกี่ ำกับกำรสอบสวนและได้ทำกำรบูรณะสถำนท่ี หลำยคร้งั ในช่วงทศวรรษ 1960 และกลำงปี 1970 ชำวแคนำดำ Medical Expedition ซ่ึงในฤดูร้อนปี 1964-1965 กำรตรวจ ทำงกำรแพทย์และวทิ ยำศำสตรข์ องประชำกรพน้ื เมอื งไดด้ ำเนินกำรอย่ำงทัว่ ถงึ ภำยใต้กำรอุปถัมภข์ ององค์กำรอนำมยั โลก ใน ขณะเดยี วกัน ชำวรำปำนุยกไ็ ม่พอใจกำรรกั ษำมำกขน้ึ และเรมิ่ เรียกรอ้ งสิทธิพลเมืองของตน ควำมไมส่ งบของพวกเขำสง่ ผลให้ เกดิ กำรระบำดในทสี่ ำธำรณะ ในปี ค.ศ. 1964-1965 ซง่ึ ทำใหก้ ำรกำหนดเกำะอสี เตอรเ์ ปน็ กรมภำยในจังหวดั บลั ปำรำอโี ซ พธิ เี ปดิ เทศบำลระบบรำชกำร ใน Hangaroa และห้ำม rvapanui ออกเกำะ ในปี ค.ศ. 1965 มกี ำรสรำ้ งสนำมบินท่ีMataveri และเทย่ี วบินพำณชิ ยล์ งจอดทเ่ี กำะอสี เตอรใ์ นปี 1967 ปีทสี่ ถำนีนำซ่ำกอ่ ตงั้ ขนึ้ เมอื่ เกำะเพ่อื ติดตำมดำวเทยี มโลกเทยี ม กองทหำรสหรฐั ทเี่ กย่ี วข้องกับสถำนีออกจำกเกำะในค.ศ. 1971 ในปี ค.ศ. 1986 รันเวยส์ นำมบนิ ถูกขยำยเพ่อื ใช้เป็นท่ำจอดสำรองสำหรบั กระสวยอวกำศสหรัฐ กำรตง้ั ถ่นิ ฐำนเดมิ ที่ Hangaroa มีกำรเติบโตเป็นเมืองเล็ก ๆ มีคนอยู่อำศยั ประมำณ 3,000 และสภำพควำมเปน็ อยู่ของพวกเขำดีขน้ึ ในปี ค.ศ. 1967 ได้จัดหำน้ำประปำครั้งแรก ในชว่ งตน้ ทศวรรษ 1970 หมู่บำ้ นได้ใชไ้ ฟฟ้ำอยำ่ งเตม็ ที่ ในปี ค.ศ. 1992 ปูถนนหลกั TePito te Henua เสร็จสมบรู ณ์ อยำ่ งไรกต็ ำมปญั หำอ่นื ๆ เช่น กำรกำจัดขยะและปรมิ ำณ กำรใช้รถเพ่ิมข้นึ มำพรอ้ มกบั กำรปรับปรุง สว่ นใหญเ่ พรำะสำธำรณปู โภครำคำสงู จนเกนิ ไป กำรจดั หำสง่ิ ตำ่ งๆระยะไกลรำคำสูง พื้นที่ Hangaroa ยงั คงเปน็ เมอื งศนู ย์กลำงแห่งเดียวบนเกำะอสี เตอร์ กำรอนุรกั ษ์ มรดกทำงโบรำณคดที ่ีมองเหน็ ได้ชดั เจนทีส่ ดุ ของเกำะอีสเตอร์คอื อนสุ รณ์สถำนอำฮกู ับโมอำย โมอำยยงั หลงเหลอื อยู่ ในระโนเหมอื งรำรำคุ เหมืองปเู กำหมู่บำ้ นโอรงออ้ ท่ีตกแตง่ อยำ่ งวจิ ติ รบรรจงบริเวณพธิ แี ละอีกหลำยๆpetroglyphs ที่พบใน เว็บไซตต์ ่ำงๆรอบเกำะ. อำฮูกบั พวกเขำ โมอำยบำงสว่ นถกู ทำลำยในช่วงสงครำมภำยในเกำะ ต่อมำถูกทอดท้ิงเหลอื แต่พธิ ีกรรมหลำยปี

ในปี พ.ศ 2509 William Malloy เห็นควำมสำคัญของกำรอนุรักษ์ โมอำย จึงเสนอให้พัฒนำเกำะเป็นท่ีโล่ง พพิ ธิ ภัณฑ์ได้เร่มิ บูรณะของอำฮูและโมอำยท่ีโคน้ ลม้ ถงึ แม้ว่ำอำฮูปลอ่ ยทิง้ ไวหลำยปีพนื้ ที่รอบๆมกี ำรเปลี่ยนแปลง The Unrestored Ahu Ahu . ทีไ่ ม่ไดร้ ับกำรฟื้นฟู บนเกำะอิสเตอรม์ ปี ระมำณ 300 อำฮู คร่ึงหน่ึงถือโมอำยหนงึ่ ตัวหรอื มำกกวำ่ นัน้ ขนำดจำนวนและเทคนิคของ กำรกอ่ สรำ้ งของรปู ปัน้ อำฮูนีแ้ ตกต่ำงกนั อย่ำงมำก บำงคนกป็ ระดบั ด้วยภำพเขียนสกัดหนิ หรือถกู ทำสอี ยำ่ งหยำบ Ahu Akahanga ขนึ้ ชอ่ื เรื่องควำมเชือ่ มโยงกบั ตำนำน Hot u Matu'a อำฮู ตั้งอย่ทู ำงตอนกลำงของภำคใต้ชำยฝงั่ เรยี กอกี อย่ำงว่ำแพลตฟอรม์ ของกษตั ริยแ์ ละหลุมฝังศพของ Hot u Matu'a อย่ใู กลๆ้ อำฮูแสดงให้เหน็ อย่ำงชดั เจนวำ่ ขัน้ ตอน ต่ำง ๆ ของกำรกอ่ สรำ้ ง: มันมสี ่แี ทน่ สบิ สองโมอำยท่ีแตกตำ่ งกันขนำดและแปด pukao ทำงลำดขนึ้ เรอื จำกอ่ำวที่อยู่ตดิ กัน ภำยในประเทศจำกอะฮู ฐำนรำกของเรอื นเรือและสำมำรถมองเห็นเตำอบบดินไดอ้ ำฮู วินำปู ทำงด้ำนตะวนั ตกของชำยฝัง่ ทำง ใต้ รวมสำมแยกอ่ำ วนิ ำปทู ี่ 1 อะฮูผู้มำเยือนคนแรกจะพบทำงดำ้ นขวำของเส้นทำงมคี วำมโดดเด่นในเรอื่ งของควำมสวยงำมท่ี ลงตัวกำแพงหินซงึ่ มีเทคนคิ กำรกอ่ สรำ้ งเทียบไดก้ บั ที่ใชแ้ ลว้ ในกำแพงหนิ ที่ Cuzco และ Machu เปน็ แผ่นส่เี หลี่ยมแผน่ ใหญย่ ดึ ไว้เตมิ สว่ นหลกั ของแท่น อำฮูเดมิ มีรูปป้นั หกรูป ยืนอยบู่ นแท่น แต่ปจั จุบนั ลม้ ลงดำ้ นขำ้ ง Métraux สงั เกตเห็นว่ำแต่ก่อนเปน็ สีแดง โมอำยดำ้ นหลงั กำแพงเหมอื นถกู ฝังลงในดินทถ่ี กู ขุดขึ้นมำโดยเฉพำะ สำหรบั รูปปน้ั Vinapu II ซึ่งอยู่เหนอื Vinapu I แกก่ วำ่ ตวั มีสีแดงหวั ขำดรปู ปัน้ ท่ี Mulloy เป็นคนสร้ำงขนึ้ ใหม่ ยืนอยูใ่ นด้ำนหน้ำของอำฮู นำ่ จะเป็น ผหู้ ญิงร่ำงเดิมมสี องหัวซ่ึงเช่อื กันวำ่ ทำหน้ำทีเ่ ป็นปลำยด้ำนหน่ึงของอุปกรณท์ ่ใี ช้จบั ท่อนไมท้ ี่สนับสนนุ ร่ำงผ้เู สียชีวติ ซึ่งห่อดว้ ย ผำ้ ตำปำและทิง้ ไวจ้ นสลำยตัว กม็ ไี ดแ้ นะนำว่ำใชเ้ ป็นเสำเคร่อื งบูชำมนุษย์ของอำฮทู สี่ ำมซงึ่ พบได้ที่ซำ้ ยของเส้นทำงและอำจจะ เรว็ ท่ีสุดหนึ่ง เหลอื เพียงกองหนิ NSบริเวณโดยรอบถูกรบกวนอยำ่ งมำกโดยกำรติดตงั้ ถังเชอ้ื เพลิงสนำมบิน Ahu Te Peu อยู่ตรงกลำงทำงทศิ ตะวันตก มี สองอำฮู ภำคเหนืออำฮู มีกำแพงดำ้ นหลังเปน็ บลอ็ กขนำดใหญ่ ส่วน หนึ่งของกำแพงนพี้ ังทลำยลง เพรำะจำกกำรขดุ ค้นในช่วงกำรสำรวจทำงโบรำณคดีของนอรเ์ วย์ ในปี พ.ศ. 2498-2599 โมอำยสี่ตวั ถูกโคน่ ลม้ ซงึ่ เป็นทตี่ ั้งของหลมุ ฝังศพท่มี กี ระดกู หลำยอนั มที ัง้ กระโหลกศีรษะ เกนิ พลำซำ่ เปน็ เรือทีใ่ หญท่ ่ีสดุ ของเกำะ โดดเด่นด้วยสองทำงเข้ำ ท่พี บรอบๆ Ahu Te Peu เป็นรวั้ สวนและหำ่ งออกไปถำ้ และท่อ ลำวำหลำยแห่งทใ่ี ช้เป็นทอี่ ยอู่ ำศยั ถำ้ ท่ใี กล้ท่ีสุดกับอำฮู Ana Te Pora มีเตำอบดนิ ใต้ทีย่ ืน่ ตรงทำงเขำ้ Ahu Heki'i ตัง้ อยูท่ ำงชำยฝ่งั ทำงเหนอื โดย La Perouse Bay มีสองแพลตฟอร์มมีจุดมุง่ หมำยทำงดำรำศำสตรร์ ปู ทใ่ี หญก่ ว่ำซง่ึ รองรบั รูปปนั้ หกรูป มีกำแพงดำ้ นหลังขนำด ใหญต่ ัง้ ไวต้ รงหน้ำทำงพระอำทิตยข์ ้ึนในครีษมำยัน ตวั ท่เี ล็กกวำ่ จะเบเ้ พื่อเผชญิ หนำ้ กบั กำรเพ่มิ ข้นึ พระอำทิตยใ์ นครีษมำยัน ลำนหนำ้ ชำนชำลำเลก็ ๆรูปปนั้ และปเู กำดง้ั เดิมท่ี Ahu Te Pito te Kura ทำงทิศเหนือแตไ่ กลออกไปทำงทศิ ตะวันตก อำฮู Heki'i เปน็ รูปป้ันทใี่ หญท่ ส่ี ดุ ทีเ่ คยยืนบน อำฮู สงู 30 เมตร และหนกั 80 ตนั Moai Paro มขี นำดใหญม่ ำก โดยมนี ำ้ หนกั 11.5 ตัน เปน็ ตวั สดุ ท้ำยทโ่ี คน้ ลม้ หลงั พ.ศ. 2381

ใกลอ้ ำฮนู นั้ คอื Te Pito 'o te Henua หนิ กลมอยู่รมิ น้ำ เชอ่ื กนั วำ่ สะดอื ของแผ่นดนิ Hotu เปน็ คนนำมำ ในชว่ ง ปลำยศตวรรษที่ 9 โดย William Thomson ในรำยงำนของเขำสู่พพิ ธิ ภณั ฑสถำนแหง่ ชำติ The Preservation of Easter Island's Monuments กำรอนุรักษอ์ นสุ รณส์ ถำนของเกำะอสี เตอร์ ในปี 1976 UNESCO อนสุ รณส์ ถำนทำงประวตั ศิ ำสตร์ “ แสดกำรดำรงชีวิตของคนในอดตี ทีอ่ ยูใ่ นเกำะนี้” จงึ มี ควำมสำคญั ตอ่ คนร่นุ หลัง ทำหน้ำที่เป็น \"แสดงถงึ วถิ ีชวี ิตของพวกเขำและหน่ึงในเสำหลกั ของอัตลักษณ์ของพวกเขำ\" ด้วย จิตสำนกึ ท่ีเพมิ่ ขน้ึ ของควำมเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดียวกนั ของคำ่ นยิ มของมนษุ ย์ \"กำรอนรุ ักษ์และปกปอ้ งมรดนไ้ี ว้ใหก้ บั คนรุน่ หลงั \" ทำให้มคี วำมสำคัญมำกในประวตั ศิ ำสตร์ เน้นยำ้ ไวใ้ นกฎบัตรเวนสิ ICOMOS ในปี 1964 ลทั ธอิ นุรกั ษ์มรดก กำรอนุรกั ษ์มรดกโลกของเกำะอิสเตอร์ เป็นงำนที่ซับซ้อนและยำกมำก โดยเฉพำะกรอปรปู ปั้นและภำพเขยี นสกดั NSที่สวยงำมของอนสุ รณส์ ถำน ถำ้ ไปอย่ใู นพพิ ิธภณั ฑ์ กำรเก็บรกั ษำ มี 2 ประเภทในกำรฟ้นื ฟูอนุสำวรีย์ ประกำรแรก อนสุ ำวรยี ์ที่พังไม่ควรให้นกั ท่องเทย่ี วเข้ำชม อำจทำใหพ้ งั เสยี หำยเพมิ่ ข้นึ ประกำรทสี่ อง ใหป้ ระวตั ิและควำมรกู้ ับนกั ทอ่ งเทย่ี ว คำถำมท่เี กิดขึ้นเกยี่ วกับอนุสรณส์ ถำนเกำะอสี เตอร์ โดยเฉพำะอยำ่ งยงิ่ อำฮูคือวำ่ ควรเกบ็ ไว้หรือไมใ่ นสภำพทถ่ี ูก ทำลำยและถูกทอดท้งิ หรือกลบั คนื สู่สภำพเดมิ NSควำมหมำยของ \"สถำนะกอ่ นหน้ำ\" เป็นปญั หำ เนอ่ื งจำกอนเุ สำวรยี ต์ อ้ งผ่ำน ขนั้ ตอนตำ่ งๆ เมือ่ เวลำผ่ำนไป เกำะอสิ เตอร์ไดร้ บั บกำรบูรณะกอ่ นเกดิ ควำมเสยี หำยเพมิ่ ขนึ้ กำรบูรณะของ“อำหูทองกำรกิ ิ” ตอ้ งบรู ณะทงั้ แทน่ และรปู ปั้น เพรำะถูกคลื่นซดั ซัดเข้ำมำ กำรบรู ณะคอื เปน็ กำร สรำ้ งใหม่ ถึงจะสร้ำงใหม่ตำมแบบของเกำ่ กต็ ำม แต่ในกรณีของอำฮู ควำมพินำศของพวกมนั คอื ช่วงเวลำสำคัญใน ประวัตศิ ำสตรข์ องพวกเขำ โมอำยโคน่ ล้มเปน็ ตัวแทนมำกกวำ่ เพยี งแค่กำรละทง้ิ วิลเลยี ม มลั ลอย ยำ้ อยำ่ งหนกั และกอนซำโล ฟิเกโรอำในคำแนะนำเกีย่ วกับกำรอนรุ ักษ์อนุเสำวรยี ข์ องยเู นสโก ในปี พ.ศ. 2509 กำรบรู ณะที่ขดุ คน้ ข้อมูลท่ีอยใู่ นซำกท่พี งั จะทำใหส้ ญู หำยไป ในขณะท่ีอนุสำวรยี ไ์ ดส้ รำ้ งขึ้นใหม่ ข้อมูลจะเพม่ิ ขึน้ ตำมกำรขดุ พบตำมแหล่งโบรำณคดแี ละเทคโนโลยีใหม่ ในศตวรรษที่ 19 แต่กย็ ังน้อยกว่ำสิง่ ที่จะเรยี กคืนไดใ้ นอนำคตแตไ่ มว่ ่ำอำฮูควรจะต้องไดร้ ับกำรฟื้นฟรู กั ษำ หมำยถงึ ใหค้ งอยู่ ให้คงอยู่ และ ใหร้ ักษำ\" กลำ่ วคือเพ่อื ให้ทัน ทง้ั สองควำมหมำยใช้กบั กำรรักษำอสี เตอรม์ รดกอันลำ้ คำ่ ของ เกำะ ปัจจัยตำ่ ง ๆ ทคี่ ุกคำมส่ิงน้โี ดยเฉพำะมรดกต้องคำนึงถึงเมอ่ื คดิ ค้นกำรเก็บรกั ษำทเี่ หมำะสมวธิ ีกำร ปจั จยั เหล่ำนัน้ อำจ เป็นธรรมชำติหรอื มำนุษยวิทยำและอำจกระทำทั้งบนวัสดุของอนสุ ำวรีย์และบนเว็บไซตร์ อบตัวพวกเขำ

Conservation Treatments for Stone กำรอนรุ กั ษ์หิน กำรอนรุ กั ษ์มี 2 ประเภท กำรทำให้กำรรวมตัวและกำรทำให้วสั ดุแขง็ จะทนตอ่ กำรกัดเซำะและปอ้ งกนั กำรซมึ ผ่ำนของนำ้ หินมกี ำรรวมตัวทแี่ ตกต่ำงกันมำกมำยและผลติ ภัณฑ์ Hydrophobization ทพ่ี ฒั นำขน้ึ สำหรับหินประเภทต่ำงๆแล สำหรับปญั หำสงิ่ แวดล้อมทแ่ี ตกตำ่ งกัน พวกเขำต้องกำรห้องปฏบิ ตั กิ ำรกำรทดสอบเพอื่ ดูวำ่ ผลติ ภณั ฑใ์ ดมำกทสี่ ุดเหมำะสมกบั หนิ นั้นๆ และกำรทดสอบในแหล่งกำเนิดเพือ่ ยืนยันว่ำผทู้ ี่ไดร้ ับเลือกผลติ ภณั ฑ์จะตำ้ นทำนสภำพแวดลอ้ มของวัตถุ ในชว่ งฤดรู อ้ นปี 2529-2530 ทดสอบกับโมอำย Hanga Kio'e โดยศนู ย์อนุรกั ษแ์ ละฟื้นฟแู ห่งชำตซิ ำนตอิ ำโก (CentroNacional de Conservación y Restau) The Restored Ahu Ahu . ท่ไี ด้รับกำรฟื้นฟู ในปี พ.ศ. 2457-2458 Katherine Routledge เห็นอำฮรู ปู ปัน้ 15 รปู ลม้ คว่ำหนำ้ อยู่ตรงหน้ำ ในปี 1960 อำฮูเกดิ กำรสยี หำยจำกคล่นื ยักษ์ รูปปัน้ กอ้ นหิน และแผน่ หินขนำดใหญท่ ี่ใช้ในกำรก่อสร้ำงของอำฮถู กู คลื่นซดั เกล่อื นไปทัว่ มหำวทิ ลยั ชลิ โี ดยสถำบันกำรศึกษำเกำะอิสเตอร์ “IEIPA’’ ได้ฟื้นฟู อำฮทู ่เี สยี หำยจำกคลื่นยักษ์ Ahu Akivi เป็นโมอำยตวั แรกทไี่ ด้บรู ณะหลังที่ Ahu Ature ท่ีถูกสรำ้ งใหม่ ตำมคำสัง้ Thor Heyerdahl ในปี พ.ศ. 2499 ได้เริม่ กำรบรู ณะWilliam Mulloy และ Gonzalo Figueroa ได้เรมิ่ กำรบรู ณะ ในปี พ.ศ. 2503 7 โมอำย บนอำฮู โครงสรำ้ งเกำ่ ของอำฮู มีกำรลงวนั ท่ี ประมำน 1500 ไว้ข้ำงหลัง ต้นตำรับ โครงสร้ำงของ อำฮู คอื ซำก เมรุ และโถงศพ ควำมนำ่ สนใจของกำรบูรณะไม่ใช่แค่ตวั โมอำยกค็ อื เรื่องของกำรทมี่ ำอยู่บนเกำะ น้ี คนบนเกำะมีควำมร้เู กยี่ วกบั กำรเดนิ เรือ บำงเรอื ได้จมลง ภำยหลงั นกั ดำน้ำไดเ้ จอ Ahu Vai Teka ที่อยใู่ กลเ้ กำะ กำรบรู ณะ ในเวลำเดยี วกันไดเ้ จอ Ahu Akivi เป็นอำฮเู ล็กๆ มรี ูปหล่อองค์เดียวไม่ครบ (เศียรของโมอำยคอื ไมเ่ คยพบ) The Tahai Complex หมบู่ ำ้ น Hangaroa ให้ตวั อยำ่ งท่ีดีที่สดุ ของศูนยพ์ ิธี มสี ำมอำฮู – อำฮู Vai Uri กบั หำ้ moai, Ahu Tahai เหมำะสมกบั โมอำยและอำฮโู กเตรคิ กุ บั โมอำยตวั หนง่ึ ท่ีอำจเคยเป็นประดบั ดว้ ยปเู กำ - และบรเิ วณโดยรอบ บำ้ นเรือ เตำดิน ไก่บ้ำนสวน วงเวยี นอบุ ลฯ(ใชใ้ นพิธีกรรมบำงอยำ่ ง) หนิ บำ้ นเรือน ท่ำเทียบเรอื และทำงลำดเรอื และถำ้ คอม เพลก็ ซไ์ ด้รบั กำรบูรณะ พ.ศ. 2511 ถึง พ.ศ.2513 Mulloy, Figueroaและวิลเลยี ม ไอเรส ได้ใหม้ ีกำรขดุ และกำรบรู ณะ หนิ บ้ำนเรยี น ทำ่ เทียบเรือและทำงลำดเรอื ถำ้ คอมแพลก็ ซ์ ปี พ.ศ. 2533 กำรบูรณะ Ahu Vai Uri รวมทง้ั ทำ่ เทยี บเรอื และทำงลำดเรือและหินผนังท่สี ร้ำงบ้ำน และโครงกำรน้ี ไดป้ ิดถำ้ บำงสว่ น เพรำะไมร่ วู้ ่ำเปน็ ทอ่ี ำศยั หรอื ทปู ำขนำดใหญใ่ ช้สำหรบั กำรสังเกตทำงดำรำศำสตร์ พบหลักฐำนทีพ่ วกเขำใชเ้ ปน็ ทอ่ี ยู่อำศยั ไมไ่ กลจำกคอมเพล็กซ์ตำไฮเปน็ อนสุ ำวรียข์ นำดเลก็ ท่ที ำเคร่อื งหมำยหลมุ ฝงั ศพของวลิ เลียมมัลลอย ซงึ่ เสยี ชวี ติ ในปี 2521

ในปี พ.ศ. 2515 ท่ีอ่ำว hanga Kio'e ทำงเหนือของ Tahai มลั ลอยได้บูรณะ AhuHanga Kio'e เปน็ สองอำฮแู รกที่ สมบรู ณแ์ ตม่ แี คเ่ ศษเส้ยี วของโมอำย ท่ียืนอยบู่ นอำฮูทสี่ อง ท่หี กั พังของ Ahu Akapu ซบั ซ้อนพิธี ไกท่ ไี่ ดร้ ับกำรฟ้นื ฟบู ำ้ นต้ังอย่บู นขอบท่ีดนิ ของพลำซำ่ Ahu Hanga Kio'e อำจจะเป็นหนงึ่ ในอำฮูโมอำย สดุ ท้ำยทไี่ ด้รับสรำ้ งขึ้นบนเกำะ (ประมำณศตวรรษที่ 17) ในปเี ดียวกนั มัลลอย ได้บูรณะ Ahu Huri a Urenga ที่อย่ใู กลก้ บั หมบู่ ำ้ น Hangaroa ควำมโดดเดน่ ของมันคือ มสี ่ี มอื อำฮู กำรวำงต่ำแหนง่ มคี วำมซับซอ้ น อยใู่ นแนวเดยี วกันมีเนนิ เขำใกลเ้ คียงสองแห่ง คอื มองกำ มำตำเอนโก และ มองกำ ทำ รำไรนำ เช่นเดยี วกับกบั อำฮูเล็กๆ อกี สองตวั คอื โกเตเปย่ โตทิศตะวนั ออกและโอ Kava ไปทำงทิศตะวนั ตกและแท่นเบเ้ ผชญิ กบั ฤดูหนำวทีเ่ พ่มิ ขึ้นดวงอำทิตย.์ ในปี พ.ศ. 2519 Mulloy เร่มิ บรู ณะ “อำฮโู อกะวะ” เป็นโมอำยตวั เดียวท่อี ยู่ใกล้กับ Ahu Huri a Urenga แต่บรู ณะ ไม่สำเร็จ เนอื่ งจำกMolloy ปว่ ย แต่สำเรจ็ ในปี พ.ศ. 2520 โดย Figueroa และ Sergio Rapu เป็นคนช่วยเพรำะเป็นคนทีท่ ำงำนอใกลช้ ดิ กบั Mulloy Ahu Tautira ต้งั อยทู่ ่ชี ำยทะเลของหม่บู ำ้ น ในปี พ.ศ. 2521 โดย Figueroa ดว้ ยควำมชว่ ยเหลือของ Sergio Rapu ท่ที ำงำนอยำ่ งใกล้ชดิ กับ Mulloy ใน โครงกำรอ่นื ๆAhu Tautira ตง้ั อยทู่ ช่ี ำยทะเลของหม่บู ้ำนหน้ำสนำมฟุตบอล ในปี 2522-2523 ได้รบั กำรบรู ณะโดย RapuCharles Love และ Andrea Seelenfreund โครงสรำ้ งของโมอำยที่ มสี ี่ตวั เหลอื เพยี งแคต่ ัวเดยี ว ทอ่ี ย่กู ลำงเศษแทน่ ของโมอำยตวั อ่ืน เหลอื แค่ ลำตัวและ ยนื อยใู่ กล้ๆกัน ระหว่ำงปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2523 ได้บรู ณะ Ahu Naunau at กำรบูรณะมคี วำมซบั ซอ้ นในกำรบูรณะ กำแพงริม ทะเลของอำฮู มโี มอำยทสี่ มบูรณ์หำ้ ตัว สีใ่ นนน้ั มปี ูเกำและโมอำยท่หี กั สองอันสรำ้ งขนึ้ ใหม่ ด้ำนหลงั ของโมอำยและบำงสว่ น ของศิลำท่ผี นงั ดำ้ นหลงั ของอำฮูน้นั ตกแตง่ ด้วยภำพสกัดหนิ ตำในปะกำรังสีขำวกับลกู ศิษยส์ กอเรยี สแี ดงถกู พบในระหว่ำงกำรขดุ ค้นที่ไซตน์ ้ี(ขณะนีอ้ ย่ใู นนิทรรศกำรทีพ่ ิพิธภัณฑ์ มำนุษยวทิ ยำบนเกำะ) หลังจำกทขี่ ุดคน้ ตำแล้ว กม็ ีกำรสร้ำงแบบจำลองในโมอำยทั้งส่กี ับปเู กำ ต่อมำนักโบรำณคดีถกู วิจำรณ์อย่ำงมำก ทำใหห้ ยุดกำรสรำ้ งแบบจำลอง Ahu Tongariki เป็นอำฮใู หญท่ ี่สดุ ละยงั เปน็ 30 รปู ป้ัน ทม่ี ีประวตั ิศำสตรย์ ำวนำน พน้ ลำนพลำ เหลำ่ นี้ไดร้ บั กำรแกะสลักสปู่ ำปำ (ลำวำไหล) ท่ผี วิ นำ้ ทีน่ ่นั . ร่ำงของปลำทูนำ่ และเต่ำใบหน้ำเปน็ ตวั แทนของพระเจำ้ Makemake, นักเล่นนกในรูปปนั้ นูนตำ่ นนู ต่ำและแม้แตร่ ่ำง rongorongo กม็ ีอยทู่ งั้ หมด แกะสลักด้วยลงไปในศลิ ำมที ่อี ำจทำ หนำ้ ทีเ่ ก็บนำ้ ฝนและรอยบมุ๋ รูปถ้วยจำนวนมำกทใี่ ช้นับอุปกรณ์ เนื่องจำกพอ่ มผี ิวท่หี ยำบกร้ำนภำพเขยี นสกัดหินนัน้ มองเห็นได้ ยำก พวกเขำมองเหน็ ได้งำ่ ยทสี่ ุดดว้ ยแสงครำดในเช้ำตรหู่ รอื บ่ำยแกๆ่ อำ่ งเล็กๆ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook