Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนิชาสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิต ทช32005

หนังสือเรียนิชาสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิต ทช32005

Published by Bunchana Lomsiriudom, 2020-07-19 04:30:00

Description: หนังสือเรียนิชาสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิต ทช32005

Keywords: วิชาเลือก,หนังสือเรียน,ทช32005,สุขภาพและความ,กศน.เขตหนองแขม

Search

Read the Text Version

46 โรคติดตอทางเพศสมั พันธ ท่ีสําคญั ไดแ ก 1. โรคเอดส (AIDS) หรอื กลุมอาการภูมคิ มุ กนั เสอื่ ม เกดิ จากการรบั เชื้อ Human immunodeficiency virus หรือ HIV เขาไปทาํ ลายเมด็ เลอื ดขาว ทีเ่ ปน แหลง สรา งภมู คิ ุมกันโรค ทาํ ใหภ ูมิคมุ กนั โรคลดนอ ยลง จงึ ทาํ ใหเช้อื โรคฉวย โอกาสแทรกซอ นเขาสรู างกายไดง ายขน้ึ เชน มะเรง็ วณั โรค และสาเหตุการเสยี ชีวติ กม็ กั เกิดขึน้ จากโรคติดเช้ือ ฉวยโอกาสตา งๆ เหลานี้ ท่จี ะทําใหอ าการรนุ แรง และเสียชีวติ อยา งรวดเรว็ 2. หนองใน (Gonorrhoea) เปน โรคติดตอทางเพศสมั พันธเกิดจากเชอ้ื แบคทเี รียชือ่ Neisseria gonorrhoeae ทําใหเ กิดอาการ ระคายเคอื งในทอ ปสสาวะ แสบขัดเวลาปส สาวะ และมหี นองไหลออกจากทอปส สาวะ อาจจะทําใหเกิดการ อักเสบในชอ งทอ ง หรอื เปน หมนั หากไมไ ดร ับการรกั ษา 3. หนองในเทยี ม (Non-gonococcal Urethritis/Non gonococcal Cervicitis) เปน โรคตดิ ตอทางเพศสมั พนั ธท่ที ําใหม ีอาการแสบปลายทอปส สาวะ ปส สาวะขดั และมหี นองไหล และ มีมกู ออกเลก็ นอ ยโดยเฉพาะในชวงเชา สว นผหู ญงิ อาจมอี าการตกขาวผิดปกติ 4. แผลรมิ ออ น (Chancroid) เปน โรคตดิ ตอ ทางเพศสัมพันธเ กดิ จากเชอื้ Haemophilus Ducreyi ทาํ ใหเ กดิ แผลทีอ่ วัยวะเพศ บวม และเจบ็ บางคนมตี อมน้ําเหลืองทีข่ าหนบี หรือท่ีชาวบานเรยี กไขด นั บวม หากไมร ักษาหนองจะแตกออกจาก ตอมนํา้ เหลอื ง มักมหี ลายแผล ขอบแผลนมุ และไมเ รยี บ กนแผลสกปรกมีหนอง มเี ลือดออกงา ย เวลาสัมผสั เจบ็ ปวดมาก บางรายตอ มนา้ํ เหลืองทข่ี าหนีบจะบวม และเปน ฝ เมอื่ ฝแ ตกจะเปนแผล 5. เริมท่ีอวยั วะเพศ (Genita Herpes Simplex Virus Infection) เปนโรคติดตอ ทางเพศสมั พันธท เ่ี กิดเชื้อไวรัส herpes simplex virus ทําใหเ กดิ อาการปวดแสบบรเิ วณ ขา กนหรอื อวยั วะเพศ และตามดว ยผน่ื เปน ตมุ นา้ํ ใส แผลหายไดเองใน 2-3 สัปดาห แตเชอ้ื ยังอยูในรา งกาย เมอ่ื รา งกายออนแอ เชือ้ กจ็ ะกลับเปน ใหม 6. หูดขาวสกุ (Molluscum contagiosum) เปนโรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธเ กิดจากเช้ือไวรสั Molluscum contagiosum virus (MCV) ทาํ ใหเกิด เปนตมุ นูนบนผิวหนงั ผิวเรียบขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 2-5 มลิ ลเิ มตร จะพบมากข้นึ ในรายท่มี ีการตดิ เช้ือ HIV จาํ นวนตมุ ทเี่ กดิ ขึน้ อาจมมี ากหรอื นอยขน้ึ กบั สภาพรางกายของผูปวยขณะนั้นวา รา งกายมคี วามแขง็ แรงเพียงใด ถา ใชเ ขม็ สะกดิ ตรงกลางแลวบบี ดูจะไดเ นอื้ หูดสขี าวๆ คลายขา วสุก มกั เปน ทบี่ รเิ วณหวั หนาว อวัยวะเพศ ภายนอกและโคนขาดานใน 7. หดู หงอนไก (Condyloma Acuminata) เปนโรคตดิ ตอ ทางเพศสัมพนั ธเ กิดจากไวรัส Human papilloma virus ลกั ษณะเปนตง่ิ เนื้อออ น ๆ สี ชมพคู ลา ยหงอนไก ชอบขน้ึ ทอ่ี ุนและอบั ชนื้ ในผชู ายมักพบท่ีอวยั วะเพศ บริเวณใตหนังหุมปลายอวยั วะเพศ ชาย ตลอดท้ังบริเวณรอบรอยเปดขอบ , ทอ ปส สาวะ และอัณฑะ สวนผหู ญิงจะพบทป่ี ากชองคลอด ผนังชอ ง คลอด ปากมดลกู ปากทวารหนักและฝเ ย็บ ถา ไมร บี รักษาจะเปนมากข้นึ และทารกอาจตดิ เชอ้ื ไดข ณะคลอด 8. หดิ (Scabies) เกดิ จากตวั ไร Sarcoptes scabei ลกั ษณะจะมตี มุ น้ําใสและตมุ หนองคันขึ้นกระจายทัง้ 2 ขางของ รา งกาย มักพบตามงา มนวิ้ มือ ขอศอก รกั แร รอบหวั นม รอบสะดอื อวยั วะสืบพันธุ ขอ เทา หลังเทา กน ผปู ว ย มักมอี าการคนั มาก โดยเฉพาะเวลากลางคนื สามารถตดิ ตอ ไดจ ากการสัมผัสใกลช ดิ สมั ผสั ทางเพศหรือ อยู ใกลช ดิ กบั ผูปวย

47 9. ซฟิ ล สิ (Syphilis) เกิดจากการตดิ เช้อื Treponema pallidum เปน โรคที่มอี นั ตราย และมีอาการเร้ือรัง สามารถติดตอ ยาวนานกวา 2 ป ลักษณะการตดิ เชอื้ เริม่ แรกจะเปนกอนแข็ง แตไ มเจ็บท่บี ริเวณอวยั วะเพศ หากไมรกั ษา จะกลายเปนระยะท่สี องท่ีเรียกวา เขาขอหรือออกดอก ถา ทิง้ ไวน านจะทาํ ใหเ กิดโรค แกระบบตางๆ ของ รางกายหลายระบบ ท้งั ซิฟลสิ ระบบหัวใจและหลอดเลอื ด ซิฟลิสระบบประสาท เปน ตน นอกจากน้ี 10. โลน (Pediculosis Pubis) เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกวา pediculosis pubis อาศยั อยูท ข่ี นหวั เหนา ชอบไชตามรากขนออ น และดดู เลอื ดคนเปน อาหาร ผทู ี่เปนโรคน้ี จะมีอาการคนั เม่ือเกาจะทาํ ใหเ จา ตวั เชื้อแพรไ ปยงั บรเิ วณอน่ื ได การวนิ ิจฉยั สามารถทาํ ไดดวยตาเปลา จะพบไขสขี าวเกาะตรงโคนขนไขจะมีลักษณะวงรี สว นตวั แมลงเมื่อกิน เลอื ดเตม็ ทจ่ี ะออกสีนา้ํ ตาล ติดตอ ไดจ ากการสมั ผัสทางเพศกับผปู วย หรอื ใชกางเกงในรวมกัน การรักษา สามารถซอ้ื ยาทาไดตามรา นขายยา แตค นทองหรือเดก็ ควรจะปรกึ ษาแพทย 11. พยาธชิ อ งคลอด (Vaginal Trichomoniasis) เกิดจากเชื้อโปรโตซวั Trichomonas vaginalis ผปู ว ยจะมอี าการตกขาวผิดปกติ มีสีเขยี วขนุ หรอื เหลอื งเขม มีฟองอากาศและมีกลนิ่ เหม็น เกดิ การระคายเคืองบรเิ วณอวัยวะเพศ เจบ็ ปวดขณะมีเพศสมั พนั ธ คันและแสบปากชอ งคลอด 12. เช้ือราในชอ งคลอด (Vaginal Candidiasis) เกิดจากเชื้อรากลุม Candida ซง่ึ รอ ยละ 80 - 90 เกดิ จาก Candida albicans ทําใหมีอาการระคาย เคืองบริเวณชองคลอด มกี ารตกขาวขุนจบั เปน กอน อาจมีอาการปส สาวะแสบขัด เจ็บขณะรวมเพศ 13. องุ เชงิ กรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Diseases, PID) หรือโรคปก มดลกู อกั เสบ เกดิ จากการติดเชือ้ ของมดลูก รังไข หรือทอรังไข อาจเสียชวี ติ ไดหากติด เชอื้ รนุ แรง และหากไมร ักษา อาจเกดิ โรคแทรกซอนจนเปน หมนั หรอื เสียชวี ิตได 14. แผลกามโรคเร้ือรงั ที่ขาหนบี (Granuloma inguinale) เกดิ จากเชือ้ แบคทเี รีย Donovania granulomatis โดยจะมีแผลท่บี ริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ซอกขา หรือบรเิ วณหนา และไมพบในประเทศไทย มักพบในคนผวิ ดาํ การปอ งกนั โรคตดิ ตอทางเพศสัมพนั ธ วธิ ีปองกนั โรคติดตอทางเพศสัมพนั ธคือ 1. ใสถุงยางอนามยั หากจะมเี พศสัมพนั ธก ับคนทีไ่ มแนใ จวา มีเชอื้ หรอื ไม 2. รกั ษาความสะอาดของรา งกายและอวยั วะเพศอยางสม่ําเสมอ 3. ไมเปลี่ยนคูน อน ใหมสี ามี หรอื ภรรยาคนเดียว 4. ไมควรมเี พศสมั พันธต ั้งแตยังอายนุ อย เนื่องจากมีสถิตวิ า ผทู ีม่ ีเพศสมั พันธตั้งแตอ ายยุ ังนอ ยจะมี โอกาสตดิ โรคติดตอ ทางเพศสัมพันธส งู 5. ตรวจโรคเปนประจําทุกป เพื่อหาเชอื้ โรค แมจ ะไมม ีอาการใด ๆ โดยเฉพาะคูทก่ี าํ ลังจะแตงงาน 6. เรียนรู ศกึ ษาอาการของโรคตดิ ตอ ทางเพศสัมพนั ธ 7. ไมควรมีเพศสมั พันธขณะมีประจาํ เดอื น เพราะจะทําใหเกิดโรคตดิ ตอทางเพศสมั พนั ธไดง าย 8. ไมควรมเี พศสมั พันธท างทวารหนกั หากจาํ เปน ใหสวมถุงยางอนามยั 9. ไมค วรสวนลางชอ งคลอด เพราะจะทาํ ใหเกดิ การตดิ เชอื้ โรคตดิ ตอทางเพศสัมพนั ธไ ด งาย

48 วิธปี ฏิบัตติ ัวของผทู ี่เปน โรคติดตอ ทางเพศสมั พันธ 1. ตองรักษาอยางรวดเรว็ เพือ่ ปองกันการแพรเชอ้ื โรค 2. แจง คูน อนใหท ราบวา เปน โรคตดิ ตอทางเพศสมั พนั ธเพ่อื จะไดป อ งกนั ไมใ หเ ชอ้ื แพรไปสูคนอน่ื 3. รักษาอาการ และปฏิบตั ติ ัวตามคําแนะนาํ ของแพทยอ ยางเครงครัด 4. หลกี เลย่ี งการมเี พศสมั พนั ธ หรือการสาํ เรจ็ ความใครด วยตัวเอง เพอ่ื ปอ งกันไมใ หอาการอักเสบ ลุกลาม 5. งดด่ืมเครื่องดม่ื แอลกอฮอล ของมนึ เมาทุกชนิด 6. ไมควรซอ้ื ยามารักษาเอง ควรปรึกษาแพทย เพื่อใหไดรบั การรักษาทีถ่ กู ตอ ง

49 เร่ืองที่ 9.1.3 อุบัติเหตุ อุบัตเิ หตุ หมายถึง เหตุการณท ่ีเกิดข้นึ โดยไมคาดคิด อาจเกดิ จากความประมาทของตนเองหรอื จาก คนอืน่ ๆ หรอื จากเหตุการณสดุ วสิ ยั เชน ฟา ผา นํา้ ทวม ชนิดของอุบัตเิ หตุภายในบานอบุ ตั ิเหตุที่เกดิ ขน้ึ ภายในบา น อาจจาํ แนกออกเปนชนิดตา งๆ ไดดงั น้ี 1) การพลดั ตกหกลม 2) ไฟไหม น้าํ รอนลวด 3) การถกู ของแหลมคมอปุ กรณแ ละอาวธุ ปน 4) การไดร บั สารพษิ 5) การไดร ับแกส หงุ ตม 6) ทางเดนิ หายใจอุดตัน 7) การจมนาํ้ สถานทีเ่ กิดอุบตั ิเหตุทบ่ี าน - อบุ ตั เิ หตทุ บี่ า นมักเกิดขน้ึ ตามสถานที่ตา ง ๆ ดังนี้ - สนามและลานหนาบาน - รวั้ บา น ประตู หนาตาง - พื้นบานระเบียงบาน

50 แผนการเรยี นรปู ระจาํ บท บทที่ 10 การปองกนั หลกี เลีย่ งและทกั ษะการชวยฟน คืนชีพ สาระสาํ คญั ปจ จบุ นั อุบตั เิ หตุเปนส่งิ ท่ที ุกคนพยายามหลกี เล่ียงและหาวิธปี องกนั แตก ็ไมส ามารถปองกนั ไดทกุ กรณี ผทู ไ่ี ดรับบาดเจบ็ จากอบุ ัตเิ หตหุ รอื ผทู ่ปี วยกะทันหัน จําเปน ตอ งไดรบั การปฐมพยาบาลอยางมีประสิทธิภาพ เพ่อื ใหพนจากความพิการหรืออันตรายแกชีวติ กอนนาํ สง โรงพยาบาลการปฐมพยาบาลจึงเปน สงิ่ สาํ คัญ และ จําเปนเพือ่ ชวยเหลือผปู วยเบอ้ื งตนโดยใชอ ุปกรณต า ง ๆ เทา ทม่ี ีอยู หรือจดั หาไดใ นที่เกิดเหตุ ผลการเรียนรูทคี่ าดหวัง แสดงทักษะการใหค วามชว ยเหลอื เมอ่ื เกดิ สถานการณคับขันและการชวยฟนคืนชีพไดอยา งถูกตอง ขอบขา ยเน้ือหา การปองกนั หลีกเล่ียงและการใหค วามชวยเหลอื เม่ือเกิดอบุ ัติเหตอุ ัคคีภยั และ อนั ตรายจากมลพษิ และ สารเคมี กิจกรรมการเรยี นรู 1. ศึกษาเอกสาร 2. ทาํ กจิ กรรมทีไ่ ดร บั มอบหมาย สื่อประกอบการเรียนรู 1. เอกสารประกอบการเรียนรู 2. ส่อื VCD 3. แหลง เรยี นรใู นชมุ ชน ประเมนิ ผล -

51 ตอนท่ี 10.1 การปฐมพยาบาลและทักษะการชว ยฟน คืนชพี การปฐมพยาบาล หมายถึง การใหค วามชว ยเหลอื ผูปวยหรือผบู าดเจ็บ ณ สถานทเี่ กิดเหตุ โดยใช อุปกรณเทา ท่ีจะหาไดในขณะน้นั กอนทีผ่ ูบาดเจบ็ จะไดรบั การดแู ลรกั ษาจากบุคลากรทางการแพทย หรือสง ตอไปยงั โรงพยาบาล การปฐมพยาบาล มีวตั ถุประสงคทสี่ ําคัญ คือ 1. เพ่อื ชวยชวี ติ 2. เพอื่ เปนการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือการเจบ็ ปวย 3. เพอ่ื ทาํ ใหบรรเทาความเจบ็ ปวดทรมาน และชวยทรมาน และชว ยใหกลบั สสู ภาพเดิมโดยเรว็ 4. เพื่อปองกนั ความพกิ ารที่จะเกิดขึน้ ตามมาภายหลงั การปฐมพยาบาลแบบตา ง ๆ การปฐมพยาบาลการชวยฟน คนื ชีพผูไดรับอบุ ตั เิ หตุ 1. ตรวจดูการหายใจ การทาํ งานของหวั ใจ พรอมทง้ั ใหก ารชว ยเหลอื 2. อยาเคลอ่ื นยา ยผูไดรับบาดเจบ็ จากตาํ แหนง เดมิ ยกเวน ในกรณีท่อี าจมีอนั ตรายทั้งผูบาดเจบ็ และผู ปฐมพยาบาล 3. หมผาใหผ ปู ว ยเพ่อื ปองกันการชอค 4. ขยายเขม็ ขัดและเส้อื ผา ใหห ลวม 5. ถามแี ผลควรพนั ผาให และถา กระดูกหัก ตอ งเขาเฝอกชัว่ คราวให 6. ถาผปู วยมสี ตดิ ี ชวนผปู ว ยคุย เพ่ือใหเกดิ ความสบายใจ 7. อยกู บั ผบู าดเจ็บ จนกระทงั่ สงผูบาดเจ็บแกห นวยกูภยั ตํารวจ หรอื ญาติ 8. พึงระลกึ ถึงขอบเขตและความสามารถของตนเองในการใหป ฐม พยาบาล

52 ตอนที่ 10.2 ทกั ษะการชวยฟน คนื ชีพ 1. อุบตั เิ หตุทางรถยนต 1. ผูใหการชวยเหลือ ตองตง้ั สติใหดี อยา แสดงอาการท่ีทําใหผ ูปว ยเสียขวัญ ตัดสนิ ใจวา อะไรเปนสิ่ง จําเปนทีจ่ ะตองใหการชว ยเหลือกอน หรือหลัง หรือมีความจาํ เปน ตองสงผปู ว ย เพือ่ รบั การรักษาที่โรงพยาบาล ทันที 2. ส่ิงแวดลอ ม อยาใหคนมุงดู เคลือ่ นยายผปู ว ยใหถูกวิธีจากสถานที่เกดิ เหตุ ประเมนิ สถานการณของ อบุ ัติเหตทุ เ่ี กิดขึ้น ขัน้ ตอนประเมินสภาพผบู าดเจ็บฉุกเฉิน - ตรวจดูชีพจร - ตรวจบาดแผลมีเลอื ดออกหรือไม - ตรวจดสู ีผวิ - ตรวจดกู ารเคลอ่ื นไหวของรา งกาย

53 2. กรณีโดนไฟดดู ยิง่ ถาเปน ลกู ของเรา พอ แมมักจะตกใจ และความรบี รอนชว ยลูกจงึ เขาไปฉุดมอื ดงึ แขน หรือดงึ ตวั ลูกโดยทนั ที ซึ่งนนั่ เทา กบั นาํ ตัวเองไปเปน เหยือ่ ไฟช็อตอีกคนโดยหมดโอกาสท่ีจะชวยทง้ั ชวี ติ ลกู และตนเอง วธิ กี ารท่ถี กู ตอ งกค็ อื 1) กอ นอนื่ จะตองตัดทางเดนิ กระแสไฟฟา โดยการสบั ฟวส ,ยกคัทเอา ทลง หรอื ดึง ปลั๊กออก (การปด สวิตซใ นตัวเคร่อื งไฟฟา แตเพียงอยา งเดยี วจะไมไดผลเพราะยงั ไมตัดกระแสไฟที่เขาสู ตัวเครอื่ ง) 2) หากยงั ไมส ามารถตัดทางเดินกระแสไฟไดทนั ทใี หหาวตั ถุทไ่ี มเ ปนส่อื ไฟฟา เชน ไมแ หงๆ,เชอื ก,สายยาง,แผน ยาง,เกา อี้ไมห รือ ผาหม คลอง-ดงึ หรือผลกั ผูท ่ีโดนไฟดดู ใหห ลดุ พน จากจดุ ทีโ่ ดนดูดและเพือ่ ความปลอดภัย ผูท ี่ชวยเหลือควรยนื อยูบนพ้นื ทแี่ หง 3) หลังจากทีช่ วยผูเคราะหร า ยออกมาจากไฟดดู ไดแ ลว ถา พบวาเขาไมห ายใจ , หวั ใจไมเ ตน ก็ตอ งกระตุนโดยการเปา ปาก และกดทรวงอก

54 3. กรณีโดนนํ้ารอนลวก ผูท ่ีไดรับบาดเจบ็ จากการถูกของรอนลวก ถึง 2ขัน้ ตอน คอื 1. การทาํ ใหบ ริเวณทีโ่ ดนของรอนลวกใหเ ย็นลงโดยเร็ว เชนใหแผลไดแชใ นอางนํ้าเยน็ หรอื ปลอยให นา้ํ กอกไหลผา นอยางนอยสกั 10นาที จากนัน้ กใ็ ชผ ากอ ซซับแผลใหแ หง แลวใชผ ากอ ซทแ่ี หง และสะอาด ปด คลมุ บาดแผลแตอ ยา ใหแนน เพราะแผลทโ่ี ดนของรอนลวกจะมีอาการบวม 2. ผิวที่โดนลวกหรือไหม จะมตี มุ เล็กๆใสๆขึ้นท่ีแผลเสมอหลายคนเห็นเขาเปนตอ งเอาเข็มไปเจาะให แตกอยา ทําเชน นัน้ เพราะจะทําใหเ กิดการตดิ เชอื้ ไดงายๆ ซ้ํามนั ยงั อาจเขาสูผวิ หนังช้ันในทําใหอ ักเสบเขา ไปใหญขอแนะนาํ เม่ือแผลขน้ึ “ตุมนาํ้ ”ก็คอื ... ปลอยไวอ ยา งนั้นแลว ซับใหแ หง จากนนั้ ก็ใชสําลีชุบ แอลกอฮอลเ ชด็ รอบๆตมุ นาํ้ นัน้ อยางเบาๆ 4. กรณจี มนํ้า การปฐมพยาบาลเด็กจมนา้ํ ท่ไี มห ายใจและ/หรือ หวั ใจไมเ ตน 1) เรยี กผอู ยูข า งเคียงใหมาชวยเหลอื และใหผูชวยโทรขอความชวยเหลอื หนว ยฉุกเฉนิ ที่ 1669 2) เปดทางเดินหายใจ โดยใหเ ดก็ นอนราบกดหนา ผากลงและเชยคางขึ้นเบาๆ 3) ตรวจการหายใจโดยมองหนาอกหรือทองวา มกี ารเคลื่อนไหวหรือไมฟงดวู า มีเสียงหาย หรอื ไมก ็ สมั ผสั โดยแนบใบหนาไปใกลจมูกและปากของเด็กเพ่ือสมั ผัสลมหายใจ 4) ในกรณอี ายุนอ ยกวา 1 ป ชวยการหายใจโดยประกบปากของผชู ว ยเหลอื ครอบจมูกและปากเดก็ และเปา ลมหายใจออก 2 คร้ังโดยใหแตละคร้ังยาว 1-2 วนิ าที และสงั เกตวุ า หนาอกของเดก็ ขยายตามการเปา ลมหรือไม 5 ) คลําชีพจร บรเิ วณตนแขนดา นในครง่ึ ทางระหวา งขอ ศอกและหัวไหลถ า เด็กไมห ายใจแตมชี พี จร ใหท ําการเปาปากตอเพยี งอยางเดยี วโดยทํา 20 ครงั้ ตอนาที หรอื เปาปาก 1 คร้งั ตอ 3 วนิ าที ถาเดก็ ไม หายใจและไมมชี ีพจรใหท ําการกระตนุ การเตนของหวั ใจ 6) กระตุนการเตน ของหวั ใจโดยหาตําแหนงของการกดหนา อกเพอ่ื กระตุนหัวใจไดโ ดยลากเสนสมมติ ระหวางหวั นมทัง้ สองขา ง ตําแหนง ทจี่ ะกดคือ บนกระดูกหนา อกใตต อ เสนสมมตทิ ีล่ ากระหวางหัวนมท้ังสอง ขางลงมา กดโดยใชนว้ิ สองน้ิว กดลึกใหกระดกู หนา อกยบุ ลงประมาณ 1-1.5 นิ้วความถีข่ องการกดคือกด หนา อก 5 ครง้ั สลบั กบั การใหผ ูชวยระบบหายใจเปา ปาก 1 คร้งั

55 7) ในกรณีอายุมากกวา 1 ป เปา ปากไดโ ดยประกบปากของผูชวยเหลือบนปากเด็กเทานั้น (ไมร วม จมูก)เม่อื ตองนวดหวั ใจ ใหห าตําแหนง ของการกดหนา อกไดโดยลากนิ้วตามขอบชายโครงชา งใดขางหนึ่งจนถงึ ก่งึ กลางซง่ึ ชายโครงทง้ั สองขา งมาชนกนั เรียกวาจุดปลายลา งกระดูกหนาอก ตําแหนง ทีจ่ ะกดคอื บนกระดกู หนาอกเหนือตอจดุ ปลายลา งกระดกู หนาอก 1 ความกวางของนิ้วมอื จรงิ กดโดยใชส นมอื กดลกึ ใหกระดกู หนาอกยุบลงประมาณ 1-1.5 นิว้ ความถีข่ องการกดคอื กดหนา อก 5 ครง้ั สลับกบั การใหผ ชู ว ยระบบหายใจเปา ปาก 1 ครง้ั

56 บรรณานุกรม โกวิท ประวาลพฤกษ และคณะ.(25455). คูมือการจดั การเรียนรูกลุม สาระการเรยี นรูสุขศึกษาและพล ศกึ ษา :พลศึกษา ชวงช้ันที่3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ่ี 1-3 กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนาคุณภาพวชิ าการ. ดร.รัชนี ขวัญบุญจัน และคณะ.(2554). สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 1กรุงเทพมหานคร : ไทย วัฒนาพานชิ . ยพุ าพร ทองต้งั และคณะ.(2546). พลศกึ ษา ม.1กรงุ เทพมหานคร :สถาบันพัฒนาคณุ ภาพวิชาการ. รศ.ดร.สมหมาย แตงสกุล และคณะ.(2554). สุขศึกษาและพลศึกษา ชวงช้นั ท่ี 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 1 กรงุ เทพมหานคร :บรษิ ัทวฒั นาพานชิ จํากดั . อทุ ัย สงวนพงศ และคณะ.(2546). พลศึกษา ม.1 กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัทอกั ษรเจริญทศั นจ าํ กดั รชั นี ขวัญบญุ จัน และคณะ.(2547).หนงั สอื เรยี นสาระการเรียนรพู ้นื ฐาน กลมุ สาระการเรยี นรู สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ชวงช้นั ที่4 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี5. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณชิ .

57 คณะผจู ดั ทํา ท่ปี รกึ ษา กศน.อาํ เภอเวยี งแหง นางสาววิจติ ร กันทาโย ผอู ํานวยการ ผจู ดั ทํา นายพทิ ยา ธาตุอินจันทร ครู คศ.1 กศน.อาํ เภอเวยี งแหง

58 คณะบรรณาธกิ าร/ปรบั ปรุงแกไข ท่ปี รึกษา นายศภุ กร ศรีศักดา ผูอาํ นวยการสํานักงาน กศน.จังหวดั เชียงใหม นางมนี า กติ ิชานนท รองผอู ํานวยการสาํ นกั งาน กศน.จังหวดั เชยี งใหม คณะบรรณาธกิ าร/ปรับปรุงแกไข นางณัชชา ทะภมู ินทร ผอู าํ นวยการ กศน.อาํ เภอ ดอยเตา ประธานกรรมการ กรรมการ นายพิทยา ธาตุอินจนั ทร ครู คศ.1 กศน.อาํ เภอเวียงแหง นาง สาวศิรพชั ร วรเศรษฐกุลไชย ครู คศ.1 กศน.อาํ เภอพราว กรรมการ นางปภินดา เอกชยั อาภรณ ครู อาสาสมัครฯ กศน.อําเภอเมอื งเชียงใหม กรรมการ นายสกล ศรีนา ครู กศน.ตําบล กศน.อําเภอสันกาํ แพง กรรมการ นางสาวพชั วรรณ อาํ พนั ธส ี ครู กศน.ตาํ บล กศน.อําเภอสนั ทราย กรรมการ นางเดือนฉาย แตม มาก ครู กศน.ตําบล กศน.อาํ เภอหางดง กรรมการ นางสาวแสงระวี แกว รากมุก ครู กศน.ตาํ บล กศน.อําเภอหางดง กรรมการ นางสาวสุรสั วดี สวุ รรณพงศ ครู กศน.ตาํ บล กศน.อาํ เภอหางดง กรรมการ นางสาวจันทรจริ า ออ นอน นักวเิ คราะหน โยบายและแผน สาํ นกั งาน กศน.จงั หวดั เชยี งใหม กรรมการ และเลขานุการ