46 ตน้ ขา ในผิวพรรณ บา้ งกใ็ ชก้ ล่ินหอม เชน่ นํ้ามันหอมระเหย ทีส่ กัดมาจากพืชมาผสมเข้ากับนํ้ามันตัวพา เพื่อใช้ ในการผ่อนคลายด้วยสุคนธบําบัด ซึ่งนํ้ามันหอมระเหยท่ีได้จากพืชสมุนไพรไทย กําลังมีการศึกษาอย่าง กว้างขวางในด้านการสกัดและการนําไปใชป้ ระโยชน์ เรอื่ งที่ 2 การใชส้ มุนไพรในการปอ้ งกัน บําบัดและฟน้ื ฟสู ุขภาพด้วยวิธีการอบ ความหมายของการอบสมุนไพร การอบสมนุ ไพรก็คือการอบตัวด้วยไอน้ํา ที่ได้จากการต้มสมุนไพร เป็นวิธีการบําบัดอย่างหนึ่ง ซ่ึงเริ่มต้นจากประสบการณ์การน่ังกระโจนของผู้หญิงหลังคลอด โดยใช้ผ้าทําเป็นกระโจม หรือนั่งในสุ่มไก่ท่ีปิด คลุมไว้มิดชิด และมีหม้อต้มสมุนไพรซึ่งเดือด ช่วยในการอบและสูดดมไอน้ําสมุนไพรได้ ผิวหนังได้สัมผัสไอนํ้า ด้วย ช่วยให้การไหวเวียนของโลหิตดีข้ึน ทําให้สดชื่น ผิวพรรณเปล่งปล่ังมีน้ํามีนวล จึงเป็นท่ีนิยมในหมู่ ประชาชนเป็นจํานวนมาก ซ่ึงขอกล่าวถึงกรรมวิธีโดยท่ัวไปให้ทราบ พร้อมกับคําแนะนําสําหรับนําไปใช้กับการ ดูแลสตรหี ลังการคลอดบตุ ร รูปแบบของการอบด้วยสมนุ ไพร การอบสมนุ ไพร โดยทั่วไปมี 2 แบบ คอื 1. การอบแห้ง หรือเรียกทับศัพท์ว่า “เซาว์น่า” คล้ายคลึงการอยู่ไฟของไทย ซึ่งนิยมกันมาก ในตา่ งประเทศ โดยใชค้ วามร้อนจากถ่านหนิ บนเตารอ้ น 2. การอบเปียก เป็นวิธีท่ีคนไทยนิยม และแพร่หลายในปัจจุบัน โดยพัฒนาจากการอบแบบ เข้ากระโจม มาเป็นหอ้ งอบไอนาํ้ สมนุ ไพรทที่ ันสมัยขน้ึ ใหบ้ รกิ ารไดค้ ราวละหลาย ๆ คน โดยใช้หม้อต้มสมุนไพร ที่มีทอ่ สง่ ไอนา้ํ เขา้ ไปภายในห้องอบ การอบด้วยความร้อนนั้น นับเป็นวิธีการท่ีทางการแพทย์ในปัจจุบันยอมรับว่าสามารถช่วยให้ การไหลเวียนของโลหิตและนํ้าเหลืองบริเวณผิวหนังดีขึ้น ส่วนไอนํ้าของสมุนไพรจะมีสรรพคุณตามคุณสมบัติ ของสมนุ ไพรนน้ั ๆ ซง่ึ สว่ นใหญ่ช่วยรา่ งกายใหเ้ กดิ ความสดช่ืน กลา้ มเน้อื ไดผ้ อ่ นคลาย สมนุ ไพรทใ่ี ชใ้ นการอบ การเลือกใช้สมุนไพรชนิดใด ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการหาของแต่ละท้องถิ่น การนําเอา สมุนไพรสด เพื่อนําเอาสมุนไพรสดมาใช้ในการอบไม่จํากัดชนิด อาจเพิ่มหรือลดชนิดของสมุนไพรตามความ ต้องการใช้ประโยชน์ และความยากง่ายในการจัดหา จะเลือกใช้สมุนไพรแห้งก็ได้ โดยยึดหลักสมุนไพรในการ อบ 4 กล่มุ ดงั นี้ 1. สมุนไพรท่ีมีกล่ินหอม เช่น ไพล ขมิ้น ผิวมะกรูด ในสมุนไพรเหล่านี้จะมีสาระสําคัญ คือ น้ํามันหอมระเหย ซึ่งใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคและอาการต่าง ๆ คือ อาการคัดจมูก ปวดเมื่อย เวียนศีรษะ และโรคผิวหนงั บางชนิด ควรเปล่ยี นสมนุ ไพรทุกวัน มฉิ ะนนั้ อาจจะเน่าโดยเฉพาะอย่างย่ิงเม่ือใช้สมุนไพรสด ทํา ใหเ้ กดิ กล่ินเหม็นได้ 2. สมุนไพรท่ีมีรสเปร้ียว เช่น ใบมะขาม ใบและฝักส้มป่อย ในสมุนไพรกลุ่มนี้จะมีฤทธ์ิเป็น กรดออ่ น ๆ ชว่ ยชาํ ระลา้ งสง่ิ สกปรก บาํ รุงผิวพรรณ เพ่ิมความตา้ นทานโรคให้แกผ่ วิ หนัง
47 3. สมุนไพรท่ีเป็นสารประกอบที่ระเหิดได้ เม่ือผ่านความร้อนาจะมีกลิ่นหอม เช่น การบูร พมิ เสน ช่วยรักษาอาการหวัด คดั จมกู 4. สมนุ ไพรท่ใี ช้รักษาเฉพาะโรคและอาการ เชน่ สมุนไพรแก้ปวด ได้แก่เถาวัลย์เปรียง ไพล เถาเอ็นออ่ น เป็นตน้ สตู รสมนุ ไพรทใี่ ช้อบเพ่ือสขุ ภาพ สูตรท่นี ิยมใชส้ ตู รหนึง่ ประกอบด้วย 1. ยอดผกั บุง้ จาํ นวน 5 ยอด 2. ใบหรือลูกมะกรูด จํานวน 3 - 5 ใบ 3. ใบมะขาม จํานวน 1 กํามอื 4. ใบส้มปอ่ ย จาํ นวน 1 กาํ มอื 5. หวั ตะไคร้ จาํ นวน 3 ต้น 6. เหง้าไพล จํานวน 2 - 3 หัว 7. ใบพลับพลงึ จาํ นวน 1 - 2 ใบ 8. ใบหนาด จาํ นวน 3 - 5 ใบ 9. ขมนิ้ ชนั จํานวน 2 - 3 หวั 10. การบรู จาํ นวน 15 กรมั สรรพคณุ ชว่ ยบรรเทาอาการปวดเมื่อยของร่างกาย อาการวิงเวยี นศรี ษะ และช่วยเพิ่มการไหลเวยี น ของโลหิต บาํ รงุ ผวิ พรรณ หมายเหตุ สาํ หรบั สมุนไพรทใ่ี ชใ้ นการรกั ษาละอาการนน้ั อาจจะเพิ่มเตมิ สมุนไพรบางชนดิ ลงไปเพือ่ ชว่ ยรักษาเฉพาะโรคได้ เช่น (1) เหงอื กปลาหมอ ใชร้ กั ษาอาการคนั โรคผวิ หนัง (2) หอมหัวแดง เปราะหอม ใชร้ กั ษาอาการหวัด คดั จมกู (3) เถาวัลย์เปรียง เถาเอน็ อ่อน รกั ษาอาการปวดเมอื่ ย ปวดหลังปวดเอว ประโยชนจ์ ากการอบตัวด้วยสมนุ ไพร ประโยชนจ์ ากการอบตัวด้วยสมนุ ไพร มดี งั น้ี 1. ช่วยเพิม่ การไหลเวียนของโลหติ ในรา่ งกาย 2. ชว่ ยทําให้อุณภมู ิของร่างกายสงู ขึน้ มีความอบอุ่นมากข้นึ 3. ชว่ ยใหร้ ่างกายขับของเสยี เปน็ เหงอื่ ออกทางผิวหนังมากข้นึ ขยายรขู มุ ขน 4. ชว่ ยให้ทางเดินหายใจช่มุ ช้ืน ชว่ ยละลายเสมหะ ทาํ ใหข้ ับออกมาไดง้ ่ายขึ้น 5. ช่วยลดการอักเสบและบวมที่เย่อื บทุ างเดนิ หายใจตอนบน 6. ช่วยลดการระคายเคอื งในลาํ คอ 7. ช่วยใหส้ บายตัว ลดอาการปวดศีรษะ คลายความปวดเม่ือย
48 ข้อห้ามสาํ หรบั การอบสมุนไพร 1. ขณะท่มี ีไขส้ ูง มากกว่า 38 องศาเซลเซยี ส เพราะอาจมกี ารตดิ เชอ้ื โรคต่าง ๆ 2. ผทู้ ่คี วามดนั โลหติ สูง หรอื ผู้ทีมีอาการวิงเวียนศีรษะ หนา้ มดื ห้ามอบสมนุ ไพร ในบางรายที่ มีความดนั โลหติ สูง ไม่เกนิ 180 มิลลเิ มตรปรอท อาจจะไหอ้ บได้ตามดลุ ยพินิจของแพทย์ แต่ต้องไดร้ ับการดูแล อยา่ งใกล้ชดิ ตลอดเวลา และใชเ้ วลาอบไม่นานเท่าคนปกติ 3. มโี รคประจาํ ตวั ไดแ้ ก่ โรคไต โรคหวั ใจ โรคลมชัก โรคหอบหดื ระยะรนุ แรง โรคติดเช้อื ระบบทางเดนิ หายใจทีร่ นุ แรง 4. สตรขี ณะมปี ระจําเดือน โดยเฉพาะถา้ มีไข้และอาการปวดศรี ษะดว้ ย ไม่ควรอบ 5. ขณะทร่ี ่างกายมีการอักเสบจากบาดแผลตา่ ง ๆ มบี าดแผลเปิด หรือเปน็ แผลเรอ้ื รงั แผล ตดิ เช้ือ 6. ผทู้ ม่ี ีอาการออ่ นเพลีย อดนอน อดอาหาร หรือผทู้ เี่ พงิ่ รบั ประทานอาหารอ่มิ ยงั ไมค่ รบ 1 ชวั่ โมง การเสยี เหงอ่ื มากจะทําให้ออ่ นเพลยี มากย่งิ ขน้ึ เรอื่ งท่ี 3 การใช้สมนุ ไพรในการปอ้ งกนั บาํ บัด ฟน้ื ฟู ดว้ ยวิธกี ารประคบ ความหมายของการประคบสมนุ ไพร การประคบสมุนไพรก็คือการนําเอาสมุนไพรหลาย ๆ อย่าง เอามาห่อรวมกันเป็นลูก เรียกว่า ลูกประคบ สมุนไพรส่วนใหญ่ท่ีนํามาใช้จะมีน้ํามันหอมระเหย เช่น ไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ตะไคร้ มะกรูด การบูร เป็นต้น ซึ่งเม่ือนําลูกประคบไปนึ่งให้ร้อน ก็จะมีกลิ่นระเหยออกมา เป็นวิธีการบําบัดรักษาของแพทย์ แผนไทย ทนี่ าํ มาใช้ควบคู่กับการนวดไทย โดยจะใช้การประคบหลังการนวด หรือประคบไปพร้อมกับการนวดก็ ได้ ประโยชน์ของการประคบสมนุ ไพร การประคบสมนุ ไพรมปี ระโยชน์ ดังนี้ 1. ชว่ ยใหเ้ นื้อเยอื่ พังผดื ยดื ตัวออก 2. ลดการตดิ ขัดของขอ้ ตอ่ บริเวณทปี่ ระคบ 3. ลดอาการเกรง็ ของกลา้ มเนอ้ื 4. บรรเทาอาการปวดเมอื่ ย 5. ลดอาการบวมท่ีเกิดจากการอักเสบของกล้ามเนอ้ื หรอื บริเวณข้อตอ่ ตา่ ง ๆ 6. ช่วยกระตุ้น หรอื เพม่ิ การไหลเวียนของโลหติ 7. สาํ หรบั สตรีหลังการคลอดบตุ ร ความรอ้ นและสมนุ ไพรที่ทาํ ลกู ประคบ ยงั ช่วยทาํ ให้เกดิ การขับนํา้ คาวปลาและมดลูก ได้รับความอบอุ่นดี หน้าทอ้ งยุบเร็วข้ึน
49 8. การประคบท่บี รเิ วณทรวงอก จะช่วยลดอาการคดั ทเี่ ตา้ นม ลดความเจ็บปวด และหลงั่ นํา้ นมไดด้ ี สมุนไพรทน่ี ิยมใช้ทําลูกประคบโดยท่วั ไป สมุนไพรท่ีนิยมใชท้ ําลกู ประคบ ประกอบดว้ ย 1. เหง้าไพล 500 กรมั บรรเทาปวดเมื่อย ลดการอกั เสบ ขับระดู 2. ผวิ มะกรดู 100 กรมั บรรเทาอาการวิงเวยี น ขบั ลม 3. ตะไครบ้ า้ น 200 กรัม ขบั ลม ขับเหงอ่ื ขับปัสสาวะ บาํ รุงธาตุ 4. ใบมะขาม 100 กรัม บาํ รงุ ผวิ พรรณ ขบั เลอื ดและลม ฟอกโลหิต 5. ขมน้ิ ชนั 100 กรัม บรรเทาอาการฟกช้าํ เมด็ ผดผ่นื คัน 6. ขมิ้นอ้อย 100 กรมั แกก้ ารตกขาว มตุ กิด ขับลมในลาํ ไส้ 7. ใบสม้ ป่อย 50 กรมั ทําให้ผิวพรรณสะอาด ฟอกโลหิตระดู ถ่ายระดขู าว 8. พิมเสน 30 กรมั แต่งกลิ่น บํารงุ หัวใจ ขบั ผายลม แกป้ วดท้อง 9. การบรู 30 กรมั บํารุงหวั ใจ ขบั เสมหะและลม แก้ฟกบวม 10. เกลือแกง 60 กรมั ช่วยดูดความรอ้ นและพาตวั ยาใหซ้ มึ ลงในผิวหนังเรว็ แต่สาํ หรับสตรหี ลังการคลอดบตุ ร อาจจะเลือกใชส้ มนุ ไพรสาํ หรับทําลูกประคบ ดังรายการต่อไปน้ี หัวตะไคร้ ขิงแก่ มะกรูด เหง้า ไพล ใบมะขาม ใบส้มเส้ียว ชะลูด ขม้ินอ้อย หัวหอมแดง ผิว ส้มโอ และเกลือ รวม 11 สง่ิ หนักสง่ิ ละเท่ากัน ทําให้ละเอียดแล้วแทรกด้วยการบูรเล็กน้อย นํามารวมกันใช้ห่อ ทําลูกประคบ เพื่อใช้ประคบก่อน หลังจากประคบแล้วจะนําไปต้มนํ้าเพ่ือใช้สําหรับเข้ากระโจมอบตัวต่อไปก็ได้ น้าํ ยาสมนุ ไพรที่ตม้ น้ี หลังจากการเข้ากระโจมแล้ว ยังนําไปใช้อาบได้ดว้ ย อปุ กรณ์ในการทาํ ลกู ประคบ อปุ กรณ์ท่ใี ช้ทาํ ลูกประคบ มดี งั น้ี 1. ผ้าดบิ สําหรับห่อลูกประคบ ขนาดกวา้ ง 50 ซม. ยาว 50 ซม. จํานวน 2-3 ผืน 2. เชอื กสาํ หรบั มัดลกู ประคบ 3. สมุนไพรที่เตรียมไว้สําหรบั ทําลกู ประคบ 4. เตา พร้อมหมอ้ ทีม่ ลี งั ถึง สําหรับนง่ึ ลูกประคบ ไดอ้ ย่างน้อย 2-3 ลูก วิธที าํ ลกู ประคบจากสมุนไพรท่นี ิยมใช้โดยทว่ั ไป โดยทว่ั ไปนยิ มทาํ ลูกประคบตามข้ันตอน ดงั นี้ 1. ล้างเหง้าไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ตะไคร้ ผิวมะกรูดให้สะอาด ห่ันแล้วโขลกพอหยาบ ๆ (สําหรับเหง้าไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย เป็นพืชที่มีหัวอยู่ในดิน ถ้าจะล้างแล้วแช่ในน้ําเกลือสัก 30 นาที จะช่วย ลา้ งพษิ จากดินได้ เสรจ็ แล้วให้ผ่าครึง่ นําไปตากแดดสัก 1 ช่ัวโมง ก่อนนําไปโขลก จะช่วยลดสารหนูในสมุนไพร นั้น)
50 2. นําใบมะขาม ใบส้มป่อย ตําผสมกับข้อ 1 ให้ระวังก้านของใบมะขามด้วย ควรเลือกออกให้ หมด มฉิ ะนัน้ จะขดี ขว่ นผิวในขณะประคบ 3. ใส่เกลอื การบรู พิมเสน คลกุ กับสมนุ ไพรจากข้อ 2 อย่าใหแ้ ฉะเป็นนา้ํ 4. แบ่งสมุนไพรที่ได้จากขอ้ 3 ออกเปน็ 3 ส่วน ใช้ผ้าดิบห่อแต่ละส่วนทําเป็นลูกขนาดเท่าผล ส้มโอ เลก็ ๆ รดั ด้วยเชือกให้แน่น ให้เหลอื ชายผ้าไว้สําหรบั จบั ประคบด้วย 5. นําลูกประคบไปน่ึงในหม้อนึ่ง ประมาณ 15-20 นาที ถ้าใช้แล้วลูกประคบมันฝ่อหรือมี ขนาดเลก็ นิม่ ลง เพื่อรวมสมนุ ไพรใหแ้ นน่ ขึ้น ควรแก้ไขด้วยการรัดเชือกใหม่ 6. นําลูกประคบที่น่ึงได้ความร้อนเต็มท่ีแล้ว นําไปใช้ประคบบริเวณท่ีมีอาการปวด สําหรับ สตรหี ลงั การคลอดบตุ ร ก็ประคบได้ท่ัวร่างกาย แต่ควรจะเน้นบริเวณสะโพก กระเบนเหน็บ ก้นกบ บริเวณหน้า ท้อง และมดลูก เพอื่ ช่วยใหร้ า่ งกายกลบั คนื สสู่ ภาพปกตเิ รว็ ขนึ้ 7. ถ้าลูกประคบเย็นลง ก็ให้สลับเปลี่ยนลูกประคบที่ร้อนมาแทนท่ี ดังนั้นการประคบจึง จําเป็นต้องมลี กู ประคบนึง่ อย่อู ีก 1 –2 ลกู วธิ ีจบั ลกู ประคบ ภาพการประคบสมนุ ไพร ทดสอบความรอ้ น วธิ ีประคบ
51 วิธีการประคบ 1. ใช้ผา้ จับลูกประคบที่ร้อนขน้ึ จากหมอ้ นง่ึ แล้วห่อลูกประคบด้วยผา้ ผนื ที่ใช้จับน้นั อีกชนั้ หน่งึ 2. ทดสอบความร้อนของลูกประคบ ด้วยการแตะที่ท้องแขนหรือที่หลังมือของผู้นวดก่อนที่จะนําไปใช้ และทดสอบทกุ คร้ังท่ีเปล่ยี นถูกประคบ 3. การประคบช่วงแรก จะใชก้ ารวางลูกประคบดว้ ยการแตะและยกข้ึนโดยเร็ว เปลี่ยนตําแหน่งการวาง ลูกประคบไปให้ท่ัวๆ ให้ทําไปจนกว่าความร้อนจะลดลงบ้าง จึงจะค่อยวางลูกประคบให้นานพอประมาณ และ กดเน้นบริเวณที่มีอาการปวดได้มากข้ึน ในการประคบสมุนไพรให้แก่สตรีหลังการคลอดบุตร ก็ต้องระมัดระวัง ในเรื่องของความร้อนเช่นกัน และการกดเน้นบริเวณท้องน้อย มดลูก หัวเหน่า จะต้องเอาใจใส่ตลอดเวลาที่ ประคบ ไม่ทําด้วยความรุนแรง จะเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะสตรีที่คลอดด้วยการผ่าตัด ต้องดูว่าแผลนั้นแห้ง หรอื ตดิ สนิทดแี ล้ว 4. การเปล่ียนลูกประคบท่ีเย็นลง ควรเปล่ียนผ้าที่ใช้จับลูกประคบด้วยทุกคร้ัง หรือจะเปลี่ยนเม่ือมี การเปล่ียนบรเิ วณทป่ี ระคบ แยกใช้ผ้ากับส่วนบน-ส่วนลา่ งของร่างกายกไ็ ด้ การเกบ็ รักษาลกู ประคบ 1. ลูกประคบท่ีใช้แล้วครึ่งหนึ่ง สามารถเก็บไว้ใช้ได้อีก 1-2 คร้ัง แต่จะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บไว้ได้ ประมาณ 3-5 วนั โดยนาํ ลูกประคบไปผึ่งให้แหง้ ก่อนเก็บ ถา้ เก็บลกู ประคบไวน้ านเกนิ ไปอาจเกดิ เชื้อราได้ 2. เมื่อจะนําลูกประคบน้ันมาใช้ครั้งต่อไป จะต้องพรมนํ้าหรือแช่ในนํ้าร้อน หรือใช้เหล้าขาวพรมก็ได้ เสร็จแล้วจงึ นาํ ไปน่งึ ให้รอ้ น 3. ลกู ประคบท่มี สี จี างลง หรอื ผา้ ทีห่ อ่ ลกู ประคบดูสกปรก ไม่ควรนาํ มาใช้ต่อไป ในกรณีท่ปี ระคบสตรีหลังการคลอดบุตร ลูกประคบน้ันสามารถนําไปต้มในนํ้าเพ่ือให้ได้ไอน้ําจากความ ร้อน นําไปใช้ในการเข้ากระโจมหลังคลอด โดยเติมการบูรหรือสมุนไพรสด เช่น มะกรูด ตะไคร้ ฯลฯ เพื่อให้ กลิ่นหอมข้ึน จะได้ดับกลิ่นตัว ท้ังนี้เน่ืองจากการดูแลสุขภาพของสตรีหลังการคลอดบุตร ควรจะต้องเปล่ียน สมนุ ไพรทุกๆวัน ถา้ เลือกใชว้ ิธีนีก้ จ็ ะลดคา่ ใช้จ่ายลงได้ โดยคุณสมบตั ิของสมุนไพรมิไดล้ ดลง ข้อควรระวงั ในการประคบสมนุ ไพร 1. หา้ มใชล้ ูกประคบท่มี ีความรอ้ นมากเกนิ ไป 2. บรเิ วณผิวหนงั อ่อน ๆ หรอื บรเิ วณทบี่ าดเจ็บ จะตอ้ งมผี า้ รองกอ่ นประคบ 3. ควรระมัดระวังตลอดเวลาท่ีทําการประคบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน อัมพาต หรือ อัมพฤกษ์ ผู้ที่เป็นเหน็บชา รวมทั้งผู้สูงอายุ ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะการตอบสนองของระบบประสาท จะล่าช้ากว่า คนปกติ 4. ไม่ประคบผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บภายใน 24 ชั่วโมงแรก เพราะจะทําให้บวมมากข้ึน เนื่องจาก ผู้บาดเจ็บจะมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ และเส้นโลหิตฝอย การประคบด้วยความร้อนเป็นการทําให้เลือดออก มากข้ึน จึงเกดิ การบวม แตถ่ ้าจะประคบให้ทาํ ได้โดยการประคบด้วยความเย็นเท่าน้นั
52 5. สตรีท่ีคลอดบุตรด้วยการผ่าหน้าท้อง ต้องประคบด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าจะเป็น การประคบหลงั การผ่าตดั 40 – 60 วันแลว้ กต็ าม 6. หลังจากประคบแล้ว ห้ามอาบน้ําทันที เป็นข้อห้ามสําหรับทุกๆคน รวมท้ังสตรีหลังการคลอดบุตร ด้วย เพราะจะทําให้ร่างกายสูญเสียความอบอนุ่ การไหลเวียนของโลหติ จะช้าลง เรื่องที่ 4 การใช้สมนุ ไพรในการปอ้ งกัน บาํ บดั ฟื้นฟูด้วยวธิ ที ําสปา ความหมายของสปา สปา มาจากภาษาลาติน ว่า “Sanus per Aquam” หรือ Sanitas per Aquas ซ่ึงแปลได้ใจความว่า สขุ ภาพจากสายน้ํา การบําบัดด้วยน้ํา หรือการดแู ลสุขภาพโดยการใชน้ ํ้า จากความหมายข้างต้น จึงสามารถสรุปได้ว่า สปา คือ การบําบัดรักษาด้วยน้ําภายใต้การดูแลของนัก บาํ บัด แพทยห์ รือผเู้ ชี่ยวชาญ รวมถงึ เปน็ สถานที่ในการพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ เพอื่ ให้ไดม้ าซึ่งสขุ ภาพทดี่ ี ปัจจุบันน้ีคําว่า “สปา” เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในทิศทางใหม่อีกครั้งหน่ึง ซ่ึงโดยส่วนใหญ่จะ เนน้ ในเรื่องการบําบัดทางกายภาพ(treatments) หรอื วิธีการต่างๆ ทีเ่ กยี่ วขอ้ งกนั เช่น การนวด วารีบําบดั สุวคนบําบัด รวมท้ังการบํารุงรักษาความงาม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามยังคงบกพร่องในเร่ืองของแก่น เก่ียวกับ สุขภาพในเชงิ องคร์ วมของทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ องค์ประกอบของสปา สปา ควรมีองค์ประกอบไปด้วยปจั จยั สําคัญ 10 ประการ 1. นํ้า (Water) สามารถนําไปใช้ได้หลายรูปแบบท้ังภายในและภายนอกสปา โดยนํามาเป็น ส่วนประกอบในการบรกิ ารและตกแตง่ สถานที่ 2.การบาํ รุง(Nourishment) เชน่ อาหารสขุ ภาพ เคร่ืองดื่มสมนุ ไพร 3. การเคลื่อนไหวและการออกกําลังกาย (Movement, Exercise & Fitness) การเคล่ือนไหวใน ท่าทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ กัน สร้างความกระปร้ีกระเปร่า เพ่ิมพลังงาน เช่นการออกกําลังกายแบบ ต่าง ๆ การผอ่ นคลายกล้ามเน้อื 4. การนวด(Touch and Massage) ซ่ึงถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สําคัญ การนวดและการ สัมผัสท่ีสื่อสารความร้สู ึกตา่ ง ๆ ใหค้ วามรู้สกึ ทอี่ บอุ่น ผอ่ นคลาย และบําบดั อาการปวดเมื่อย 5. การบําบัดร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ (Body, Mind & Spirit) กิจกรรมสุขภาพที่บูรณา การระหว่างความสมั พันธท์ ส่ี อดคลอ้ งระหว่างกาย ความคดิ จิตใจและจิตวิญญาณกับสภาพแวดลอ้ ม 6. ศาสตร์ด้านความงาม(Aesthetics) การบํารุงรักษาความงามกับกระบวนการที่ใช้ผลิตภัณฑ์พืช พรรณธรรมชาติ สมุนไพรต่างๆ ท่มี ีผลกบั รา่ งกายมนุษย์ 7. สถานที่ตั้ง(Enviroment) ประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี สภาพภูมิอากาศท่ีเหมาะสม การ ออกแบบตกแต่ง รปู แบบบรรยากาศดี ใหค้ วามรูส้ ึกผ่อนคลาย 8. การแสดงออกถงึ ศิลปวฒั นธรรม (Art, Culture & Social) เป็นทั้งศาสตร์และศลิ ปท์ ีส่ รา้ งความ สนุ ทรยี ะและประทบั ใจ ในเวลาที่ไดพ้ กั ผ่อนและมีสงั คมทีดกี บั มิตรสหาย
53 9. เวลา และจังหวะของชีวิต (Time, Space, Rhythms) ตระหนักถึงการใช้เวลาและจังหวะชีวิต ท่ไี ด้ดูแลสุขภาพใหแ้ กต่ นเอง มีเวลาปรบั เปล่ียนพฤตกิ รรมท่ีดตี ่อสุขภาพโดยสอดคล้องกบั วงจรธรรมชาติ 10. ระบบการบริหารจัดการท่ีดี(Management and Operation System) มีการบริหารงาน อย่างเป็นระบบ สมนุ ไพรท่ีใชใ้ นสปา สมุนไพรทใ่ี ชใ้ นสปา ไดแ้ ก่ 1. ผงหรือครมี สําหรบั ขดั หนา้ นวดตัว และพอกหนา้ สมุนไพรทีใ่ ชเ้ ปน็ หลัก คือ ขมนิ้ ชนั ไพล ขมิน้ อ้อย วา่ นนางคํา แตงกวา และน้าํ ผึง้ 2. พอกตวั ขัดผวิ กลมุ่ น้ี ได้แก่ โคลนขาว ดินสอพอง ไพล ขมนิ้ ออ้ ย ขมน้ิ ชัน มะขามเปยี ก มะขามป้อม มะกรดู เกสรดอกไม้ นา้ํ ผึ้ง มะนาว งาดาํ 3. ประคบตวั ได้แก่ ไพล ขมนิ้ ออ้ ย ขม้นิ ชัน ตะไคร้ ใบมะขาม ใบมะกรดู ใบส้มปอ่ ย การบรู พมิ เสน 4. อบตวั ไดแ้ ก่ เกสรดอกไม้ ท้ัง 5 ชนิด คือ มะลิ กหุ ลาบ ดอกบวั หลวง พิกลุ และบุนนาค และอาจใช้ เกสรดอกไมอ้ ่ืนทม่ี กี ลิน่ หอม เช่น รสสคุ นธ์ ผสมกับการบูร 5. เพ่มิ ความขาวใสใหก้ ับผวิ หนัง ได้แก่ หมอ่ น มะขาม ชะเอมเทศ ทานาคา พญารากเดียว โลดทะนง 6. ชะลอรอยเหี่ยวย่น ไดแ้ ก่ ชาเขยี ว บวั บก 7. ทําใหผ้ วิ ชมุ่ ชืน่ ไดแ้ ก่ งาดํา หลนิ จอื 8. อ่างแช่สมนุ ไพร สมนุ ไพรทใี่ ช้ ได้แก่ ผลมะกรดู ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า พมิ เสน ทง้ั นี้ต้องใชน้ าํ้ อุ่น เพอ่ื ละลาย สารท่ีมีคุณค่าจากสมุนไพร และได้สมั ผสั กลิน่ หอมชืน่ ใจของการบูรและพิมเสน 9. นํา้ มันนวด ได้แก่ นาํ้ มันดอกทานตะวัน ดอกคาํ ฝอย น้าํ มันรําดบิ และ sweet almond oil 10. น้ํามันหอมระเหย นาํ้ มันหอมระเหยทใ่ี ชเ้ ปน็ หลกั เชน่ 10.1 กลิ่นสดชื่น ไดแ้ ก่ มะลิ กุหลาบ 10.2 กลน่ิ ผอ่ นคลาย ไดแ้ ก่ มะลิ โหระพา มะนาว ไพล 10.3 กล่ินสงบ ได้แก่ กระดงั งา (Ylang – Ylang)ลาเวนเดอร์ 10.4 กลิ่นมีชวี ติ ชีวา ได้แก่ ขิง ข่า
54 วิธกี ารใช้ประโยชน์จากนา้ํ มนั หอมระเหยในการบาํ บดั รกั ษา 1. วิธีการใชน้ ํา้ มันหอมระเหยในการบาํ บดั รกั ษา เม่อื เลือกชนดิ นํ้ามนั หอมระเหย ตรงตามอาการท่บี ําบัดรกั ษาแล้ว สามารถเลือกใชป้ ระโยชน์ๆ ได้หลายวธิ ี เพอ่ื การดูแลรกั ษาตนเอง ดังน้ี 1.1 สูดดมโดยตรง โดยเปิดฝาขวดสูดดมโดยตรง หรือใช้สําลี ผ้าเช็ดหน้า ชุดนํ้ามันหอมจาก ขวดแลว้ สูดดม เช่น ยูคาลิปตสั แตต่ ้องไม่ลมื วา่ น้ํามันยคู าลิปตัสนัน้ ทําให้เจอื จางแล้ว 1.2 สูดดมไอระเหย หยดน้ํามันหอมระเหย 5-10 หยด ในเตาต้มนํ้าร้อน ไอน้ําจะพากล่ิน น้ํามันหอมระเหยกระจายออกไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศให้มีกล่ินหอม และบําบัดอาการต่าง ๆ แล้วแต่ ชนิดของนํา้ มนั หอมระเหย 1.3 นวด ผสมนํ้ามันหอมระเหยตามสรรพคุณ 30 หยด ในน้ํามันอื่น ๆ เช่น นํ้ามันงา นํ้ามัน มะพรา้ ว นาํ้ มนั มะกอก 30 ซีซี นวดรา่ งกาย ลดนํ้ามันหอมเหลอื 1 ใน 3 สําหรับเด็ก 1.4 นํ้ามันทาผิวและเคร่ืองสําอาง หยดนํ้ามันหอมระเหย 30 หยด ผสมนํ้ามันมะกอก หรือ น้ํามันสําหรับทาผิวท่ีไม่มีกลิ่น 30 ซีซี น้ํามันหอมระเหยที่บํารุงผิวพรรณ เช่น ขม้ินชัน ทีทรี นํ้ามันหอมระเหย กนั ยุง เชน่ ตะไครห้ อม 1.5 การอาบน้ํา แช่น้ํา หยดน้าํ มันหอมระเหย 20-30 หยด ลงในอ่างนํ้าเมื่อแชน่ าํ้ นํา้ มันหอม ระเหยจะซมึ เข้าไปในผวิ หนัง ผสมนาํ้ มันหอมระเหยเช่นเดยี วกันในอ่างนํ้าวน 1.6 การประคบร้อน ประคบเย็น ผสมนํ้ามันหอมระเหย 12 หลอด ในอ่างน้ําร้อน แล้วนํา ผา้ ขนหนลู งไปแช่แล้วบดิ ให้พอหมาด ๆ นาํ มาประคบสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกาย 2. ประโยชนข์ องการบาํ บัดรกั ษาด้วยกลน่ิ Aromatherapy การบําบัดรักษาด้วยกลิ่นหอมของน้ํามันหอมระเหย มีผลทั้งร่างกายและจิตใจ ในทาง วิทยาศาสตร์ กลิ่นหอมมีผลต่อสมองของคนเรา เม่ือได้รับกล่ินหอม โมเลกุลของกล่ินหอมจะผ่านเข้าทางจมูก ไปกระตุ้นเซลประสาทรับรู้ความรู้สึกท่ีอยู่ในสมอง และผ่านไปยังสมองส่วนท่ีเรียกว่า Limbic System ซ่ึงมี หน้าที่ควบคุมอารมณ์ และความทรงจํา และท่ี Limbic System น้ีเอง กลิ่นของน้ํามันหอมระเหยจากพืช สมนุ ไพรจะเขา้ ไปมีผลทาํ ให้สมองปล่อยสารตา่ ง ๆ ออกมา เชน่ สารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ช่วยลดอาการเจ็บปวด สารเอนเคฟาลนิ (Encephalin) ทําให้อารมณด์ ี สารเซโรโทนิน (Serotonin) ทาํ ใหส้ งบเยือกเยน็ ผ่อนคลาย 3. ข้อหา้ มในการบําบดั รักษาดว้ ยนาํ้ มนั หอมระเหย นา้ํ มนั หอมระเหย มีขอ้ หา้ ม 3 ขอ้ ในการบาํ บัดรกั ษา 3.1 หา้ มรับประทานโดยตรง 3.2 ห้ามสดู ดมโดยตรง เวน้ แตไ่ ดท้ าํ ให้เจือจางแล้ว 3.3 หา้ มสัมผสั ผิวหนงั โดยตรง
55 วิธใี ชท้ ถ่ี ูกวธิ ีคอื กอ่ นนําหัวนาํ้ มนั หอมระเหยมาใช้บาํ บดั รกั ษา ต้องทาํ ใหเ้ จอื จางก่อน ดว้ ยตวั นําพา (Carrier) ซงึ่ ได้แกน่ าํ้ มนั จากพชื ธรรมชาติตา่ ง ๆ เชน่ นาํ้ มันเมลด็ ดอกทานตะวัน น้ํามนั มะกอก นํา้ มันถ่วั เหลือง และนา้ํ แล้วจงึ นํามาใชป้ ระโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ขอ้ ควรระวงั ในการใช้นา้ํ มันหอมระเหย 1. การใชน้ าํ้ มนั หอมระเหยมีข้อควรระวงั ดงั นี้ 1.1 ห้ามใช้โดยไม่เจอื จางด้วยนํ้ามันนําพา เวน้ แต่ทมี่ ขี ้อบ่งใช้ 1.2 เก็บให้พน้ มอื เดก็ 1.3 ถ้าน้าํ มนั หกโดนผิวใหล้ า้ งออกทันทีด้วยสบอู่ ่อน ถา้ มอี าการคันปวดแสบปวดรอ้ นใหใ้ ช้ นํา้ เย็นประคบ ถา้ อาการไม่ดีขึ้นใหร้ ีบปรกึ ษาแพทยท์ นั ที 1.4 ถ้านา้ํ มันหอมระเหยกระเดน็ เขา้ ตา ให้ล้างตาดว้ ยน้ําสะอาด จนกว่าอาการระคายเคือง จะหายไป ถ้าอาการไม่ดีขน้ึ ใหร้ ีบปรึกษาแพทย์ทันที 1.5 หา้ มใช้นํา้ มันหอมระเหย ทั้งที่เปน็ หัวนาํ้ มนั หรือทเ่ี จือจางแล้วหยอดหูหยอดตา หรอื หยอดชอ่ งวา่ งตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย 1.6 ระวังการใช้น้ํามันในรายผวิ แพ้งา่ ยหรือผวิ ไว 1.7 การใช้นา้ํ มนั ในรายทีต่ ัง้ ครรภ์ เดก็ หรือผสู้ งู อายรุ ะวังเปน็ พเิ ศษ 1.8 ห้ามใชน้ ํา้ มนั หอมระเหย โดยการรับประทาน เว้นแต่ภายใต้การควบคุมของผูเ้ ช่ียวชาญ 1.9 หา้ มทานา้ํ มันหอมระเหยกลมุ่ ท่ีไวต่อแสงแดด ถ้าตอ้ งไปสัมผัสต่อแสงแดดโดยตรง 1.10 ระวังการใชน้ ํา้ มันหอมระเหยกับผูท้ อ่ี ยูใ่ นชว่ งที่ใชย้ า Homeopathic medicine 2. ปจั จัยทม่ี ีผลทาํ ใหน้ าํ้ มนั หอมระเหย เสือ่ มคุณภาพ ได้แก่ 2.1 แสง ยวู ี 2.2 ความช้ืน 2.3 ออกซเิ จน หรืออากาศ 2.4 ความรอ้ น
56 ประโยชน์ของน้ํามันหอมระเหย 1. ประโยชนข์ องนํ้ามนั หอมระเหยต่ออวยั วะต่าง ๆ มดี ังน้ี ผิวหนัง ฆ่าเช้ือโรคท่บี าดแผล กานพลูขมิน้ ชัน ยคู าลิปตสั ทีทรี ลาเวนเดอร์ ไทม์ เสจ ฆ่าเชอ้ื รากลาก เกลื้อน ขา่ ลาเวนเดอร์ ทีทรี ไมน์ มาจอรัม รกั ษาผิวหนังอกั เสบ ขมน้ิ ชนั กุหลาบ คาร์โมไมล์ ลาเวนเดอร์ ทที รี ไล่แมลง ตะไครห้ อม กานพลู การบรู กระเทียม ลาเวนเดอร์ ยคู าลิปตัส กลา้ มเนอ้ื ปวดกล้าเนอื้ ไพล ขมิ้นชนั แฝกหอม ตะไคร้ คารโ์ มไมล์ ยาคาลิปตัส มาจอรมั โรสแมรี่ ตะครวิ กล้ามเนื้อตงึ ไพล พริกไทยดาํ แฝกหอม ออกสไปช์ ลาเวนเดอร์ มาจอรมั ปวดเอน็ (ปวดบริเวณข้อ) ไพล ขมน้ิ ชนั แฝกหอม คาร์โมไมล์ ลาเวนเดอร์ มาจอรมั ระบบหายใจ หอบหืด ลาเวนเดอร์ มนิ ต์ เสจ หลอดลมอกั เสบ(นวด,ผสม ยลู าลิปตัส โปย๊ กัก๊ มาจอรัม ไอนํา้ ) ไอ (นวด,ผสมไอนํ้า) ขงิ ยูคาลปิ ตัส มาจอรมั โรสแมรี่ เสจ ลมหายใจไมส่ ะอาด มะกรูด ม้ินต์ ไมน์ ระบบย่อยอาหาร จดุ เสยี ด แนน่ ทอ้ ง (นวด) ขิง ขมิ้นชัน พรกิ ไทยดาํ คาร์โมไมล์ ลาเวนเดอร์ มารอรัม มินต์ ปวดเกรง็ ในกระเพาะอาหาร ขิง ออลสไ์ ปซ์ ลาเวนเดอร์ เสจ (นวด,ประคบ) อาเจยี น(นวด,ผสมไอน้ํา) ขงิ คาร์โมไมล์ ลาเวนเดอร์ มนิ ต์ ระบบรอบเดอื น/ ปวดประจําเดือน คารโ์ มไมล์ ลาเวนเดอร์ มารอรมั เสจ โรสแมรี่ ขับปัสสาวะ วัยทอง มะลิ กุหลาบ เจอราเนียม กระเพาะปัสสาวะอกั เสบ มะกรูด ทีทรี (ผสมนา้ํ ในอ่างอาบนํ้า) ระบบภมู ิคุ้มกนั หวดั (นวด,ผสมไอนาํ้ ) การบรู อบเชย สัม ยูคาลปิ ตัส มาจอรัม มนิ ต์ โรสแมรี่ เสจ ทที รี สน ไข้ (ประคบ,ผสมน้ําอาบ) กระเพรา ขงิ มะกรูด ยูคาลิปตสั มนิ ต์ โรสแมร่ี ทีทรี ระบบประสาท ซมึ เศร้า(นวด,ประคบ,สดู กบั ตะไคร้ คารโ์ มไมล์ ลาเวนเดอร์ มินต์ ไอน้าํ ) ปวดศีรษะ(นวด,ประคบ,สูด ตะไคร้ คารโ์ มไมล์ ลาเวนเดอร์ มนิ ต์ กับไอนํ้า) นอนไมห่ ลับ(นวด,ผสมนาํ้ ส้ม แฝกหอม กระดังงา คารโ์ มไมล์ ลาเวนเดอร์ อาบ) ไมเกรน(ประคบ) ลาเวนเดอร์ มินต์ ประสาทตงึ เครยี ด(นวด,ผสม มะกรูด ตะไคร้ สม้ กระดังงา คาร์โมไมล์ มาจอรัม เจอราเนียม น้าํ อาบ) มนิ ต์
57 เร่อื งที่ 5 การใช้สมนุ ไพรในการป้องกัน บาํ บดั ฟืน้ ฟู หลังคลอด วิธีการดแู ลสตรีหลังคลอดบตุ ร ทีม่ ีมาแต่สมยั โบราณ กค็ อื การอยู่ไฟ การนั่งถ่าย การประคบ สมุนไพร การนาบหม้อเกลือ การเข้ากระโจม การรมตาด้วยควันจากสมุนไพร การนวด และการอาบน้ํา แต่ละท้องถ่ินก็ อาจจะมีวิธีการท่ีแตกต่างกันไป แม้กระทั่งการใช้สมุนไพร การนวด และการอาบน้ํา แต่ละท้องถ่ินก็อาจจะมี วิธีการที่แตกต่างกันไป แม้กระท่ังการใช้สมุนไพรก็ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นน้ัน ๆ ซึ่งในปัจจุบันวิธีการบางอย่างก็ได้ ปรับเปลี่ยนไปด้วยศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น การนั่งถ่าน เพ่ือให้รอยฉีกขาดของช่องคลอดและ ภายในชอ่ งคลอดแหง้ เรว็ ข้ึน ปจั จุบันกใ็ ช้ความร้อนจากหลอดไฟสอ่ งท่ีปากช่องคลอดแทน โดยทําตั้งแต่หลังการ คลอดบุตรแลว้ การดูแลสตรหี ลังคลอดบตุ ร 1. การอยไู่ ฟ ในสมัยโบราณการคลอดบุตร เป็นไปตามธรรมชาติ หลังการคลอดบุตรไม่มีการเย็บ หรือ ตกแต่งปากช่องคลอด สตรีหลังการคลอดบุตรจะต้องมีร่างกายที่อุ่นอยู่เสมอ เพื่อให้การไหลเวียนของโลหิตดี และซ่อมแซมร่างกายให้เป็นปกติโดยเร็ว โบราณจึงให้สตรีน้ันอยู่ไฟด้วยการนอนตะแคงบนไม้กระดานแผ่น เดียว โดยมีเตาดินที่เตรียมไว้เป็นพิเศษอยู่ห่างจากไม้กระดาน ประมาณ 1 เมตร ส่วนมากจะให้เตาน้ันอยู่แนว เดียวกับท้อง จึงเรียกช่ือได้อีกอย่างหน่ึงว่า “การย่างท้อง” บางท้องถ่ินก็เรียกว่า “การนอนแคร่” ปัจจุบันการ อยู่ไฟใช้เทคโนโลยี เครอื่ งอยไู่ ฟแบบไฟฟ้านาบบรเิ วณหนา้ ทอ้ ง เช่น เลอื กใช้กระเปา๋ น้าํ รอ้ น กระเป๋าไฟฟ้า หรือ เลอื กใช้อุปกรณ์ในการอยู่ไฟแบบญ่ีป่นุ โดยนําเอาผงถา่ นมาบดละเอียดผสมกบั โคลนใบหนาด ละเอยี ดแบบแห้ง เจือการบูรเล็กน้อย คลุกเคล้ากับแป้งเปียกแล้วนํามาห่อด้วยกระดาษ ม้วนเป็นแท่ง ๆ คล้ายบุหรี่มวนใหญ่(ซิก การ)์ ไวส้ ําหรบั จดุ ไฟ เสร็จแล้วนําไปใส่ไว้ในกลักที่ทําด้วยสังกะสีเป็นช่อง ๆ ช่องละ 1 มวน กลักสังกะสีจะมีผ้า ห่อหุ้มอีกชั้นหน่ึง ความยาวของผ้าขึ้นอยู่กับขนาดของเอวสตรีหลังคลอดนั้น เช่นเดียวกับจํานวนของสมุนไพร และกลักสังกะสีจะมากน้อย ก็ข้ึนอยู่กับขนาดของเอวเช่นกัน การอยู่ไฟชุดแบบญี่ปุ่นน้ีจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 ช่ัวโมง ต่อ 1 ชุด จะทํากันประมาณ 7-15 วันหรือขึ้นอยู่กับความสบายของสตรีหลังคลอดที่ต้องการทําให้มาก ข้นึ ก็ได้ เพราะจะทําให้หนา้ ทอ้ งแห้งเร็ว ชาวจีนก็นิยมใช้ความร้อนในการนาบที่ท้อง หรือใช้ผ้ารัดให้ความอบอุ่น และให้ทานยาดอง เหล้าเพ่ือให้ท้องอุ่นตลอดเวลา ชาวยุโรปก็เลือกใช้การผิงไฟ การใช้ก้อนหินเผาไฟให้ร้อนแล้วนํามากดนาบท่ี หน้าทอ้ ง ล้วนแลว้ แต่เป็นวธิ กี ารท่จี ะทําใหห้ นา้ ทอ้ งแหง้ และช่วยใหม้ ดลูกเข้าอ่เู ร็วทั้งสน้ิ 2. ประโยชนข์ องการอยูไ่ ฟ 2.1 ทําให้ร่างกายไดร้ ับความอบอนุ่ ตลอดเวลา 2.2 ความรอ้ นชว่ ยกระตุ้นให้มดลกู มกี ารหดรัดตวั 2.3 ชว่ ยในการขับนา้ํ คาวปลา มีผลทาํ ให้มดลกู เข้าอู่เรว็ ขนึ้ 2.4 ความร้อนชว่ ยในการฆ่าเชือ้ โรค แผลแห้งเรว็ หนา้ ทอ้ งแบน 2.5 ความรอ้ นทําให้หลอดเลอื ดขยายตัว การไหลเวียนโลหิตจึงดีขน้ึ 2.6 ลดภาวะการบวมนํา้ 2.7 ความร้อนช่วยลดอาการคดั ตงึ เต้านม
58 3. การเขา้ กระโจมการเข้ากระโจมเป็นการอบเพ่อื ปรบั สมดุลของรา่ งกายและช่วยขบั เหงื่อ 3.1 ข้อห้าม 1) ถา้ คนไขเ้ พลียห้ามเขา้ กระโจมเพราะทาํ ใหช้ อ็ คได้ 2) การเข้ากระโจมควรทําวนั เว้นวัน 3) ไมค่ วรเขา้ กระโจม เกิน 30นาที/ครัง้ เพราะจะทําใหร้ ่างกายเสียนํา้ มากเกินไป 3.2 สมนุ ไพรท่ใี ช้ในการเขา้ กระโจม 1) ใบมะขาม - ฟอกโลหติ ขบั นํา้ คาวปลา 2) ใบมะนาว - ขับลม แก้วงิ เวียนศรี ะษะ ฟอกโลหติ 3) ใบสม้ โอ - แกล้ มวิงเวียน ทําใหช้ ืน่ ใจ 4) ใบขา่ - ขบั เลือด,ลม ฆา่ เชอ้ื โรค 5) ใบพลบั พลงึ - แก้เคลด็ ขดั ยอก 6) ตะใคร้ท้ัง 5 - แกว้ งิ เวียน ขบั ลม 7) ใบสม้ ป่อย - ฟอกโลหติ ใชป้ ระคบทาํ ใหเ้ สน้ หยอ่ น 8) ใบว่านนาํ้ - ขบั ลม 9) ผักบุ้งแดง ทั้ง 5 - แก้วงิ เวียน ขบั ลม 10) ใบมะกรดู - ขบั ลม วิงเวียนศรี ษะ ฟอกโลหติ 11) การบรู - แกว้ ิงเวียน กระจายเลอื ด 3.3 ขอ้ ควรระวัง ตอนเข้ากระโจมไมค่ วรกนิ อาหารก่อน ควรเข้า เชา้ -เยน็ กลางวนั ไมค่ วร ทาํ เข้าคร้ังละ 15 – 20 นาทีดีท่ีสดุ นอกจากสตู รสมุนไพรทใ่ี ช้ในการเขา้ กระโจมเพอื่ ประโยชน์ต่าง ๆ ท่มี ารดาหลงั คลอดควรไดร้ บั แล้วก็ จะมีสมนุ ไพรทใ่ี ชส้ าํ หรบั รับประทานเพอ่ื ขบั นํา้ คาวปลา (ชาํ ระโลหติ รา้ ย แก้พรรดึก แก้เสมหะ แกท้ อ้ งผูก) คอื 1) ยาประสะโพล - แกม้ ตุ กดิ ขบั เลอื ดเน่าในเรอื นไฟ 2) ยาไฟประลยั กัลป์ - ขบั โลหิตเนา่ ร้ายทั้งปวง 3) ยาไฟห้ากอง - ขบั น้าํ คาวปลาในเรอื นไฟ ช่วยให้มดลกู เข้าอู่ .............................................................
59 ใบงาน 1 ให้นกั ศึกษาอ่านคาํ ถามแลว้ ใส่เคร่ืองหมายถกู ( / ) หรือ ผิด (X) ลงในช่องว่างหนา้ ขอ้ ตอ่ ไปน้ี ......................1. การนวดของไทยมีความเจริญร่งุ เรืองมาตัง้ แตส่ มยั สโุ ขทยั เป็นราชธานี ..................... 2. เราสามารถศกึ ษาความรู้ การนวดไทย ไดบ้ ริเวณเสาศาลารายทีว่ ดั โพธ์ิ ..................... 3. ผ้เู ปน็ หมอนวดจะตอ้ งมศี ลิ ปข์ องผู้นวด 3 ขอ้ ..................... 4. การนวดแบบราชสํานักสามารถใชอ้ วัยวะทกุ สว่ นในการนวดได้ ..................... 5. เสน้ ประสาทในร่างกายคนเราถอื เป็นแนวเส้นที่สาํ คัญ มที ้งั หมด 12 เสน้ ..................... 6. การนวดช่วยทาํ ให้ร่างกายไดร้ บั การผอ่ นคลาย และช่วยใหร้ ะบบนาํ้ เหลอื งกระจายไมค่ ่งั คา้ ง ..................... 7. การนวดในประเทศไทยแต่ละภาคจะมวี ิธกี ารนวดท่ีแตกตา่ งกนั ไปตามวัฒนธรรมแตล่ ะท้องถ่นิ ..................... 8. การนวดไทยภาคอสี านจะใช้มอื ในการนวดเทา่ นั้น ..................... 9. การอบสมุนไพรเหมาะสําหรบั มารดาหลังคลอดเทา่ น้ัน ..................... 10. การดงึ คอื การออกแรงเพ่อื ช่วยยืดกลา้ มเนอ้ื เส้นเอ็นใหค้ ลายตัว ..................... 11. การอยู่ไฟหลงั คลอด ความร้อนจะชว่ ยทาํ ใหม้ ดลูกเขา้ อ่เู รว็ ..................... 12. สปา คือ การดูแลสขุ ภาพด้วยน้าํ ..................... 13. การเก็บนาํ้ มนั หอมระเหยท่ีถกู ต้องควรเก็บในขวดพลาสตกิ ..................... 14. เวลาในการอบสมนุ ไพรทป่ี ลอดภัยไม่ควรเกิน 20 นาที ..................... 15. ไพล ขมิน้ ชัน ขม้ินอ้อย ใบส้มโอ ผวิ มะกรดู เปน็ ชื่อสมนุ ไพรท่ีนํามาใช้ในการอบ
60 ใบงาน 2 ให้นกั ศึกษาตอบคําถาม 1. การนวดเพื่อถวายกษตั ริย์และเจ้านายช้ันสูง เรียกวา่ ................................................................................. 2. ศลี ของผนู้ วดมกี ข่ี อ้ ตอบสั้น ๆ ใหค้ รบทุกขอ้ ............................................................................................. 3. การกาํ หนดทิศทางการนวดใหแ้ นวทางสัน้ ๆ ท่จี าํ ไดง้ า่ ยวา่ อยา่ งไร ............................................................ 4. เส้นประธานสนั ท่ีเป็นประธานเส้นสว่ นกลาง เรยี กว่า ................................................................................. 5. เส้นประธานสนั เริ่มจากจดุ ใด ...................................................................................................................... 6. เสน้ พืน้ ฐานมาอยบู่ รเิ วณใดบ้าง .................................................................................................................. 7. เพอื ใหก้ ารนวดได้ผลดี การลงนํ้าหนักควรนวดใชแ้ รงกดเบา,ปานกลาง และหนัก มหี ลักจํางา่ ย ๆ ค่ือ ........................................................................................................................................................................... 8. บอกประโยชน์ของการนวด ......................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... 9. การนวดแผนไทยเพอื่ ดแู ลสุขภาพตนเอง มวี ิธีการนวดอย่างไรบ้าง ............................................................ .......................................................................................................................................................................... 10. บอกข้อควรระวังในการนวดผปู้ ่วยมา 3 ข้อ ............................................................................................. .......................................................................................................................................................................... 11. การนวดเอาเอ็นคอื อะไร ........................................................................................................................... 12. การประคบดว้ ยสมนุ ไพรเพอ่ื จุดประสงค์ใด ............................................................................................. 13. การอบสมนุ ไพรในสมยั โบราณ นยิ มใชก้ ับคนกลุม่ ใด............................................................................... 14. บอกชอ่ื สมนุ ไพรทีน่ ํามาใชใ้ นการอบมาอยา่ งน้อย 5 ชนิด ....................................................................... .......................................................................................................................................................................... 15. เวลาทีใ่ ชใ้ นการอบสมนุ ไพรที่เหมาะสมควรใชเ้ วลาประมาณเทา่ ใด ........................................................ 16. บคุ คลประเภทใด ไม่ควรอบสมุนไพร ...................................................................................................... 17. บอกประโยชน์ของการประคบสมุนไพร .................................................................................................. 18. นาํ้ มนั หอมระเหยจากพืชชนิดใด ใชแ้ ก้ลม วงิ เวียน หน้ามืดตาลาย ........................................................ 19. อาหารชนิดใดท่ีไดช้ อื่ ว่าเรียกนํา้ นมได้ดี .................................................................................................. 20. บอกชื่อสมนุ ไพรทีใช้กนิ หลงั คลอดเพ่ือขบั เลือดเน่าและขับนํ้าคาวปลา ...................................................
61 แผนการเรยี นร้ปู ระจําบท บทท่ี 6 อนั ตรายจากการใช้สมุนไพร สาระสาํ คญั การนําสมุนไพรมาใช้ประกอบอาหารหรือเป็นยารักษาโรค การป้องกันบําบัด และฟื้นฟูสุขภาพผู้ใช้ จะต้องศึกษาวิธีการใช้สมุนไพรแต่ละชนิดให้ถูกต้อง เพราะสมุนไพรแต่ละชนิดมีวิธีการหรือกรรมวิธีในการ ผลติ ตทีแ่ ตกต่างกนั หากใชผ้ ดิ วิธอี าจทาํ ใหเ้ กดิ ผลกระทบหรือเป็นอนั ตรายตอ่ ชีวิตได้ ผลการเรยี นทคี่ าดหวัง 1. ผเู้ รียนจาํ แนกอนั ตรายท่เี กิดจากการใช้สมนุ ไพรทไ่ี มถ่ ูกตอ้ งได้ 2. ผ้เู รยี นบอกลกั ษณะและปฏบิ ัตติ นในการนาํ สมนุ ไพรมาใช้ในชีวติ ไดจ้ ริง ขอบขา่ ยเน้อื หา ข้อระวังในการใช้สมุนไพร กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. ศึกษารายละเอยี ดจากหนงั สอื ประกอบการเรยี นรู้ 2. ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามท่ีไดร้ บั มอบหมายในหนังสอื ประกอบการเรยี น 3. ศึกษาหาความรเู้ พิม่ เตมิ จากผ้รู ูห้ รือแหลง่ เรียนรูต้ ่าง ๆ สอ่ื ประกอบการเรยี นรู้ 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู้ 2. ใบงาน ประเมนิ ผล ประเมินผลจากการสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นร้แู ละกิจกรรมทไ่ี ด้รับมอบหมาย
62 ตอนท่ี 6 อันตรายจากการใช้สมุนไพรขอ้ ควรระวงั ในการใชส้ มนุ ไพร เร่ืองท่ี 1 หลกั การใชพ้ ชื สมนุ ไพร เน่ืองจากสมุนไพรกําลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ท้ังน้ีอาจเนื่องมาจากการวิจัยการตื่นตัวของ ชาวต่างประเทศ ท่ีหันมาใช้กรรมวิธีในการรักษาโรค บําบัดโรคด้วยธรรมชาติมากขึ้น ภูมิปัญญาความรู้ของ บรรพบุรุษไทย ซ่ึงถูกทอดท้ิงมานาน กลับมาได้รับความสนใจในด้านนําความรู้ของสรรพคุณสมุนไพรมาใช้ แต่ การจดจําสรรพคุณทุกๆ ส่วนเป็นเร่ืองหาหลักฐานข้อมูลได้ยาก จึงนิยมศึกษาเฉพาะสรรพคุณของส่วนท่ีใช้ทํา ยาของสมุนไพรมาเป็นหลัก แต่มิได้หมายความว่า ส่วนอื่นๆที่ไม่นิยมใช้ทํายา จะไม่มีสรรพคุณในการรักษาโรค ทุกส่วนของสมุนไพรย่อมสามารถนํามาใช้เป็นยาได้ทั้งหมด ดังน้ันจึงต้องศึกษาวิธีการใช้พืชสมุนไพร ในการ นํามาใช้เป็นยารักษาโรค ใหเ้ ขใ้ จชดั เจน เรื่องท่ี 2 ขอ้ แนะนาํ ในการใชพ้ ืชสมนุ ไพร 2.1 ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรมีช่ือพ้องหรือซํ้ากันมาก และบางท้องถ่ินเรียกไม่เหมือนกันจึงต้องรู้จักพืช สมุนไพรและใช้ให้ถูกต้อง โดยพิจารณาจากรูปลักษณะ สี กล่ิน รส ก่อนท่ีจํานํามาใช้ทํายาว่าถูกต้องตรงตาม ตํารบั หรือข้อบ่งใชห้ รอื ไม่ 2.2 ใช้ให้ถูกส่วนจะต้องพิจารณาว่าตัวยาตามข้อบ่งใช้นั้น กําหนดให้ใช้ส่วนใดของพืชไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก ผล เปลือก เมล็ด เพราะแต่ละส่วนของพืชย่อมแตกต่างกันไป บางต้นสรรพคุณเหมือนกัน แต่มีฤทธิ์ อ่อนกวา่ กนั บางทีผลแก่ ผลออ่ นท่ีมฤี ทธ์ิต่างกัน จึงต้องรู้ว่าส่วนใดใช้เป็นยาได้ แต่ละส่วนมีปริมาณสาระสําคัญ แตกตา่ งกนั จงึ มีฤทธ์ใิ ช้ยาไมเ่ ท่ากนั 2.3 ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรถ้าใช้น้อยไปก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็อาจเป็นอันตรายได้ หรือเกิด พิษต่อร่างกาย ดังนั้นก่อนใช้จะต้องดูข้อบ่งใช้ในตัวยานั้นๆ ให้ใช้ในปริมาณหรือน้ําหนักเท่าใด กินครั้งละเท่าไร วันละกี่คร้ัง ถ้าใช้เกินขนาดอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ต้นย่ีโถ มีสารคาร์ดิแอตไกลโคไซด์มาก จึงมีฤทธ์ิต่อ การทํางานของหัวใจ ถ้าใช้ขนาดพอเหมาะจะมีฤทธิ์บํารุงหัวใจ แต่ถ้าใช้เกินขนาดจะเกิดพิษต่อร่างกายทําให้ อาเจียน คลืน่ ไส้ ชีพจรเตน้ ไม่สมํ่าเสมอ ม่านตาขยาย หมดสติได้ 2.4 ใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรบางชนิดต้องใช้สด บางชนิดต้องแปรสภาพผสมกับเหล้าบางชนิดก็ต้ม บาง ชนดิ ก็บดเป็นผง บางชนิดผสมเหล้าใช้ทาภายนอก จึงตอ้ งศกึ ษาเรียนรู้วิธใี ชใ้ ห้ถกู ตอ้ ง 2.5 ใช้ให้ถูกกับโรค จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องอาการของโรค ว่าเป็นโรคนั้นจริงหรือไม่จะต้องใช้ยาที่ มสี รรพคณุ ตรงกับโรค มฉิ ะนัน้ จะเกิดโทษหรือไม่ สามารถรกั ษาโรคได้ เช่น ท้องผูกต้องใช้ยาระบาย แต่ถ้าใช้ยา ที่มฤี ทธิฝ์ าด จะย่งิ ทาํ ให้ทอ้ งผกู ย่งิ ข้ึน เรื่องท่ี 3 สิ่งทคี่ วรร้ใู นการใช้ยาสมนุ ไพร 3.1 อายขุ องยาสมุนไพรท่ปี รงุ แล้วแต่ละประเภท มีอายกุ ารใชด้ ังนี้ 3.1.1 ยาสมุนไพรที่ผสมด้วยใบไมล้ ว้ นๆ เม่ือปรงุ ผสมแลว้ จะมีอายุทานไดไ้ มเ่ กนิ 6 เดอื น นาน เกิน 6 เดือน จะเส่ือมคณุ ภาพ 3.1.2 ยากลูกบอน ยาเมด็ ทผี่ สมดว้ ยใบไม้ แก่นไม้จะมีอายุทานไดไ้ มเ่ กิน 6-8 เดอื นนานเกิน 8 เดอื น จะหมดคณุ ภาพ 3.1.3 ยาตม้ ผสมดว้ ยใบไม้ ต้มกนิ ไดค้ ร้งั เดยี วใหเ้ ทท้ิง
63 3.1.4 ยาต้มท่ีผสมด้วยแก่นไม้ เครื่องเทศ ต้องอุ่นเช้า- เย็น ดื่มนํ้ากิน จะมีอายุไม่เกิน 7 วัน สรรพคณุ ทางยาจะหมดไปเรยี กวา่ จืด ใหเ้ ททง้ิ 3.1.5 ยาดอง ท่ีผสมด้วยของเค็ม เช่น เกลือ ปรุงถูกต้องตามสรรพคุณจะมีอายุได้นาน ประมาณ 1 ปี 3.2. สิง่ ที่ควรร้เู ก่ยี วกับการใชย้ าสมนุ ไพร 3.2.1 ก่อนใช้ยาสมุนไพรทุกครั้ง ควรศึกษาให้เข้าใจเก่ียวกับสรรพคุณ ขนาดของยาท่ีใช้และ วธิ ีการใช้อยา่ งถูกตอ้ ง เพื่อใหไ้ ดผ้ ลดีในการรกั ษา และ ไมเ่ ป็นอันตราย 3.2.2 ยาใด ไม่เคยรับประทานมาก่อน ควรเริ่มรับประทานจากขนาดน้อยๆ ก่อนหาก รับประทานแล้ว ไมเ่ กดิ อาการผิดปกติหรอื อาการแพ้ จึงรับประทานยาน้ันตามกําหนด 3.2.3 อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินขนาดท่ีกําหนด เช่น ยาระบุว่าใช้ต้มรับประทานต่างนํ้าก็ไม่ควรไป ตม้ เค่ยี วรบั ประทาน เปน็ ต้น 3.2.4 ผู้ที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อน คนชรา ห้ามใช้ยามาก เพราะความต้านทานของร่างกายมี น้อยกว่าคนปกติ อาจเกิดพษิ ไดง้ า่ ย 2.5 หากรับประทานยาแล้ว 1 วัน อาการไม่ดีข้ึน ควรเปลี่ยนยา ส่วนโรคเร้ือรัง เช่น หืด โรค กระเพาะ ฯลฯ ใหใ้ ช้ยาไปประมาณ 1 สปั ดาห์ หากอาการไม่ดขี ึน้ ตอ้ งเปล่ียนยาหรอื ปรึกษาแพทย์ 3.2.6 ก่อนใช้ยาต้องรู้ข้อห้ามในการใช้เสียก่อน เพ่ือความปลอดภัย เช่น หญิงมีครรภ์ห้าม รับประทาน ผ้เู ปน็ โรคหัวใจ ความดันโลหติ หา้ มใช้เปน็ ตน้ 3.2.7 ควรเลือกใช้แต่ยาสมุนไพรที่รู้สรรพคุณที่แน่นอน และมีผู้ได้ศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับ ผลการรกั ษาตลอดจนข้อเสีย พิษ และผลขา้ งเคยี งที่แนน่ อนมาแล้ว 3.2.8 ไม่ควรนํายาสมุนไพรปรุงผสมกับยาแผนปัจจุบันนําไปรักษาผู้ป่วย เพราะอาจมทําให้ เกิดผลแทรกซ้อนที่เกิดจากฤทธ์ิยาเสริมกันมากเกินไป หรือทําให้ยาเส่ือมคุณภาพ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์หรือ อาจเป็นอันตรายแก่ผใู้ ชไ้ ด้ 3.3 ระยะเวลาในการรบั ประทานยา 3.3.1 ยาสมุนไพรสว่ นมาก นยิ มใช้รับประทานวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร เชา้ – เยน็ 3.3.2 ในกรณที ม่ี อี าการของโรครุนแรง อาจใช้ยา วนั ละ 3 เวลา เชา้ – กลางวนั –เยน็ 3.3.3 แต่ถา้ อาการหนัก อาจเพ่มิ การใช้ยาก่อนนอนอกี คร้งั หนงึ่ หรือใหย้ าทุก 4 ชว่ั โมง จนกวา่ จะมอี าการดีขึน้ ทั้งนีอ้ ยใู่ นการวนิ จิ ฉยั ของแพทย์ 3.3.4 ยาสมุนไพรสว่ นมาก นยิ มรบั ประทานก่อนอาหาร เพื่อไมใ่ ห้สรรพคณุ ยาเสียไป 3.3.5 ยาท่ีมฤี ทธิก์ ดั กระเพราะอาหาร ควรรบั ประทานหลังอาหาร
64 ความหมายของคําทคี่ วรทราบเพ่ือการใชส้ มนุ ไพรได้ถกู ตอ้ ง คําทคี่ วรทราบ ความหมาย ใบเพสลาด ใบไม้ท่จี วนแก่ ทงั้ หา้ สว่ นของราก ตน้ ผล ใบ ดอก เหลา้ เหลา้ โรง (28 ดกี รี) แอลกอฮอล์ แอลกอฮอลช์ นิดสขี าว สําหรบั ผสมยา หา้ มใชแ้ อลกอฮอล์ชนดิ จดุ ไฟ น้าํ ปนู ใสต้มเอานา้ํ ด่มื นํา้ ยาทที่ ําขน้ึ โดยการนาํ ปนู ทรี่ ับประทานกับหมากมาละลายนํ้าตงั้ ทงิ้ ไว้แลว้ รินน้าํ ใสมาใช้ ต้มให้เดือดแลว้ เทลงบนสมนุ ไพรในภาชนะ ปดิ ฝาไว้สักครู่แล้ว จงึ ดมื่ 1 กํามอื มปี รมิ าณเท่ากบั สห่ี ยบิ มอื หรอื หมายถึง ปริมาณของสมนุ ไพร ที่ได้จากการใช้ มอื เพยี งขา้ งเดียว กําใหป้ ลายน้ิวจรดอุ้งมือ 1 กอบมือ มีปริมาณเท่ากบั สองฝา่ มือ หรือหมายถึง ปริมาณของสมนุ ไพร ที่ได้จากการใช้ สองมือกอบเขา้ หากนั สว่ นของปลายนว้ิ 2 มือแตะกนั 1 ถว้ ยแก้ว มีปรมิ าตรเท่ากับ 250 มลิ ลลิ ติ ร 1 ถ้วยชา มีปรมิ าตรเทา่ กบั 75 มลิ ลลิ ติ ร 1 ช้อนโตะ๊ มีปรมิ าตรเทา่ กับ 15 มลิ ลลิ ติ ร 1 ชอ้ นคาว มีปริมาตรเท่ากบั 8 มลิ ลลิ ิตร 1 ช้อนชา มปี ริมาตรเทา่ กับ 5 มิลลลิ ิตร เรอื่ งที่ 4ข้อควรระวังในการใช้สมนุ ไพรบาํ บัดโรค 4.1อาการแพ้ท่เี กดิ จากสมุนไพร สมุนไพรมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยาทั่วไป คือมีทั้งคุณและโทษ บางคนใช้แล้วเกิดอาการแพ้ได้แต่ เกดิ ขึน้ ได้น้อยเพราะสมุนไพรมิใช่สารเคมีชนิดเดียวเช่นยาแผนปัจจุบันฤทธิ์จึงไม่รุนแรง (ยกเว้นพวกพืชพิษบาง ชนิด) แต่ถ้าเกิดอาการแพ้ข้ึนควรหยุดยาเสียก่อน ถ้าหยุดแล้วอาการหายไป อาจทดลองใช้ยาอีกครั้งโดย ระมดั ระวัง ถ้าอาการเชน่ เดิมเกิดข้ึนอีกแสดงว่าเป็นพษิ ของยาสมนุ ไพรแน่ ควรหยุดใช้ยาและเปล่ียนไปใช้ยาอื่น หรอื ถ้าอาการแพร้ ุนแรงควรไปรบั การรกั ษาท่สี ถานอี นามัยและโรงพยาบาล อาการทเี่ กิดจาการแพย้ าสมุนไพร มีดังน้ี 4.1.1 ผน่ื ข้ึนตามผิวหนงั อาจเป็นตุ่มเลก็ ตุม่ โตๆเปน็ ปน้ื หรอื เป็นเม็ดแบนคล้ายลมพษิ อาจบวมทต่ี า (ตาปิด) หรือริมฝีปาก(ปากเจ่อ) หรือมเี พียงดวงสแี ดงทผ่ี ิวหนัง 4.1.2 เบื่ออาหาร คล่ืนไส้ อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) ถ้ามีอยู่ก่อนกินยาอาจเป็นเพราะโรคที่ เจ็บปว่ ยนนั้ ๆมใิ ชอ่ าการแพย้ ากไ็ ด้ 4.1.3 หูอ้ือ ตามัว ชาทล่ี น้ิ ชาทผ่ี วิ หนงั 4.1.4 ประสาทความรู้สึกทํางานไวเกินปกติ เช่น เพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศรีษะ ฯลฯ 4.1.5 ใจส่นั ใจเต้น หรือรสู้ ึกวูบวาบคลา้ ยหวั ใจจะหยดุ เต้น และเป็นบอ่ ยๆ 4.1.6 ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง เขย่าจะเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดีซ่าน) อาการนี้ แสดงถึงอนั ตรายรา้ ยแรงต้องรีบไปหาแพทย์
65 4.2 อาการและโรคทไ่ี มค่ วรใชส้ มุนไพร ดงั น้ี 4.2.1 หากมีอาการเจ็บป่วย และยังไม่ได้พิสูจน์แน่ชัดว่าเกิดโรคใด ไม่ควรรักษาหรือรับประทานยาท่ี ปรุงดว้ ยพืชสมุนไพร จนกว่าไดร้ บั การวินจิ ฉัยจากแพทยแ์ ล้ว 4.2.2 เมื่อเกิด โรคใดแล้วยังไม่มีผลการวิจัยแน่ชัดว่า รักษาด้วยพืชสมุนไพรได้ ไม่ควรรับประทานยาที่ ปรงุ ดว้ ยพชื สมุนไพร 4.2.3 โรคท่ีแพทย์ปัจจุบันวินิจฉัยว่าต้องรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ควรรับประทานยาปรุงด้วย พชื สมนุ ไพร เพราะอาจไปทาํ ลายฤทธยิ์ าของแพทย์แผนปจั จบุ นั ได้ 4.2.4 หากเกิดโรคเรื้อรัง เช่น กามโรค โรคเร้ือน ไม่ควรรักษาด้วยวิธีการใช้ยาท่ีปรุงด้วยพืชสมุนไพร เพราะฤทธย์ิ าสมุนไพรจะออ่ นออกฤทธิช์ ้า ใช้ระยะเวลานานในการรกั ษา 4.2.5 หากผู้ป่วยท่ีเป็นโรคร้ายแรง โรคเร้ือรัง หรือโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่ารักษาด้วยสมุนไพรได้ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า งูพิษกัด บาดทะยัก กระดูกหัก มะเร็ง หรือวัณโรค กามโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ดี ซ่าน ปอดบวม ไมค่ วรใช้ใชส้ มุนไพร ในการรักษาเพยี งครง้ั เดยี ว 4.3 อาการป่วยรนุ แรงทต่ี อ้ งรบี นาํ ผ้ปู ่วยสง่ โรงพยาบาลทันที ถ้าผู้ป่วยมีอาการโรค/อาการเจ็บป่วยที่รุนแรงต้องรีบนําผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรักษาด้วย การซื้อยารับประทานเองหรอื ใช้สมุนไพร อาการท่รี ุนแรงมีดังน้ี 4.3.1 ไข้สูง (ตัวร้อนจัด) ตาแดง ปวดเม่ือยมาก ซึม บางทีพูดเพ้อ (อาจเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือ ไข้ป่า ชนดิ ขึ้นสมอง) 4.3.2 ไข้สงู และ ดซี ่าน (ตัวเหลือง) ออ่ นเพลียมาก อาจเจบ็ ในแถวชายโครง (อาจเป็นโรคตับอักเสบ ถุง นํ้าดอี ักเสบ ฯลฯ) 4.3.3 ปวดแถวสะดือ เวลาเอามือกดเจ็บปวดมากข้ึน หน้าท้องแข็ง อาจท้องผูกและมีไข้เล็กน้อย หรือ มาก(อาจเปน็ โรคไสต้ ง่ิ อกั เสบอย่างแรงหรอื ลําไส้ส่วนอื่นอักเสบ) 3.4 เจ็บแปลบในท้องคล้ายมีอะไรฉีกขาด ปวดท้องรุนแรงมาก ท้องแข็งอาจมีตัวร้อนหรือคล่ืนไส้อาเจียนด้วย บางทีมปี ระวตั ปิ วดทอ้ งบอ่ ยๆ มาก่อน อาจมีการทะลขุ องกระเพาะอาหารหรอื ลําไส้ 4.3.4 อาเจียนหรือไอเป็นโลหิต (อาจเป็นโรคร้ายแรงของกระเพาะอาหารหรือปอด) ต้องให้คนไข้นอน พักนิ่งๆ ก่อน ถ้าแพทย์อยู่ใกล้ควรเชิญมาตรวจที่บ้าน ถ้าจําเป็นต้องพาไปหาแพทย์ ควรรอให้เลือดหยุด เสยี กอ่ น และควรพาไปโดยมีการกระเทอื นกระแทกนอ้ ยทีส่ ุด 4.3.5 ท้องเดินอย่างแรง อุจจาระเป็นน้ํา บางทีมีลักษณะคล้ายน้ําซาวข้าว บางทีถ่ายพุ่งถ่ายติดต่อกัน อย่างรวดเร็ว คนไขอ้ อ่ นเพลียมาก ตาลึก หนังแห้ง (อาจเป็นอหิวาตกโรค) ต้องพาไปหาแพทย์โดยด่วน ถ้าไปไม่ ไหวตอ้ งแจง้ แพทย์หรอื อนามัยทใี่ กลท้ ีส่ ดุ โดยเรว็ 4.3.6 ถ่ายอุจระเป็นมูกเลือด บางทีเกือบไม่มีเนื้ออุจจาระเลย ถ่ายบ่อยมา อาจจะต้ังสิบคร้ังใน 1 ชว่ั โมง คนไข้เพลียมาก (อาจเปน็ โรคบดิ อยา่ งรุนแรง) 4.3.7 สาํ หรบั เดก็ โดยเฉพาะอายภุ ายใน 12 ปี ไขส้ งู ไอมาก หายใจมีเสียงผดิ ปกติคลา้ ยๆกับมีอะไรติด อยใู่ นคอ บางทมี อี าการหน้าเขยี วดว้ ย(อาจเปน็ โรคคอตีบ)ต้องรบี พาไปหาแพทย์โดยด่วนทีส่ ดุ 4.3.8 อาการตกเลือดเป็นเลือดสดๆ จากทางไหนก็ตาม โดยเฉพาะทางช่องคลอดต้องพาไปหาแพทย์ โดยเรว็ ท่ีสดุ
66 4.4 ข้อควรระวังในการใชย้ าสมุนไพร มดี ังนี้ 4.4.1 อย่าใชย้ าท่ีข้ึนราและมีสภาพเกา่ เก็บไวน้ าน 4.4.2 ใชย้ าใหต้ รงกับโรคและใหใ้ ช้ปริมาณเพียงพอกบั อาการของโรค 4.4.3 ระวังอย่าให้มพี ืชชนิดอน่ื หรอื วัตถุชนดิ อื่นปะปน 4.4.4 การใช้ยาสมนุ ไพรบางชนิดควรงดอาหารท่ีมนั จัดและรสจัดทกุ ชนิด ยาจึงจะมปี ระสทิ ธิภาพดี เร่อื งที่ 5 ขอ้ ดี ข้อเสียของการใชพ้ ืชสมนุ ไพร 1. ขอ้ ดีของสมนุ ไพร คือ 1.1 สมุนไพรมีผลข้างเคียง และ การแพ้ยาน้อยมาก เพราะเป็นอาหารและเคร่ืองด่ืม ที่ใช้กินใน ชีวิตประจําวันอยู่แล้ว ยาแผนปัจจุบันมีผลข้างเคียง ได้แก่ หน้ามืด คัดจมูก ไอ และ ที่ร้ายแรง คือ การเส่ือม สมรรถภาพทางเพศในผชู้ าย 1.2 ความเป็นพิษ ที่เกิดจากสมุนไพร แต่ละชนิดมีน้อยมาก บางชนิดไม่มีเลย จากรายงานผลการ ทดสอบความเป็นพษิ ของสมุนไพร แตล่ ะชนดิ ท่ีกลา่ วมาแล้ว 1.3 ไม่เสี่ยงอันตราย ต่อการใช้ยาเกนิ ขนาด เพราะตัวยาในสมุนไพรทีม่ อี ยตู่ ามธรรมชาติปริมาณยาเจือ จงึ ไมเ่ ขม้ ข้น 1.4 สมุนไพรชนิดเดียวกัน สามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง ทําให้ไม่ต้องใช้ตัวยาหลายชนิด เช่น กรณี ผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันสูง ระดับไขมันในเลือดสูง การใช้สมุนไพรขนานเดียวกันก็สามารถรักษาโรค ครอบคลุมท้งั 3 โรคได้ เชน่ หอมหวั ใหญ่ กระเทยี ม โสน เห็ดหลนิ จอื เป็นตน้ 1.5 สมุนไพรลดความดันโลหิตสูงบางชนิดได้รับความสนใจ จากอุตสาหกรรมยานํามาผลิตเป็นยาแผน ปจั จุบนั แลว้ เชน่ ระย่อม แปะ๊ กว๊ ย เห็ดหลินจอื นํา้ องุ่น เปน็ ตน้ 1.6 ช่วยลดความฟุ่มเฟือย ในการใช้ยาต่างประเทศท่ีต้องส่ังซื้อจากต่างประเทศในราคาแพง เพราะ สมนุ ไพรหาง่าย ใหร้ สอร่อย เชน่ นํ้าลูกยอ นาํ้ ทบั ทิม น้าํ องนุ่ เป็นต้น 2. ขอ้ เสียของสมุนไพรคือ 2.1 ความไม่สะดวกในการบริโภคยาในสมุนไพรแต่ละชนิด(ในธรรมชาติ) มีตัวยาอยู่น้อยและไม่คงตัว ทาํ ให้ผบู้ ริโภคบางชนดิ ก็หายากเป็นอปุ สรรคในการใช้สมนุ ไพร 2.2 สมุนไพรบางชนิดต้องเส่ียงกับความไม่สะอาด ปนเปื้อนจากเช้ือรา เนื่องจากกรรมวิธี ในการเก็บ หรือการผลิต ไม่สะอาดและมีการปนเป้ือนของยาฆ่าแมลงได้ กรณีไม่ตรวจสอบเฝ้าระวัง วัตถุดิบท่ีเก็บมาให้ ถกู ต้อง 2.3 สมนุ ไพรบางชนิดยงั โตไม่เตม็ ที่ เกษตรกรรีบเก็บมาขาย ทําใหต้ ัวยาสมุนไพรมีน้อยไม่เข้ามาตรฐาน อาจทําใหผ้ ลในการรกั ษาไม่เตม็ ที่ 2.4 ประชาชนยังไม่รู้จักต้นไม้สมุนไพรบางชนิด เพราะหายาก ไม่เป็นท่ีรู้จักแพร่หลาย ทําให้เส่ียงต่อ อนั ตรายในการใช้ไม่ถูกตอ้ ง ไมถ่ ูกวิธี 2.5 เป็นการยากที่จะเลือกใช้พืชสมุนไพรให้ถูกชนิดเพราะบางทีชื่อคล้องกันแต่เป็นต้นไม้คนละ ประเภทหรอื ตน้ ไม้ชนดิ เดยี วกนั แต่เรียบภาษาถ่ินต่างกนั ทําใหใ้ ชส้ มุนไพรไม่ถูกชนิด 2.6 เป็นการยากท่ีเลือกใช้สมุนไพรให้ถูกขนาด ถูกสัดส่วนเพราะฤทธิ์ของสมุนไพรแต่ละส่วนต่างกัน เชน่ ฤทธ์ิของสมุนไพรทใ่ี บกบั ฤทธิข์ องสมุนไพรท่รี ากจะนาํ มาใช้ต่างกัน
67 2.7 การเตรียมยาค่อนข้างยุ่งยาก มีทั้งการนํามาบดผสมเป็นผง นํามาห่อผ้าแล้วต้มให้ฤทธ์ิยาออกมา จนนํ้าเปลี่ยนสีหรือต้มให้เดือด แล้วท้ิงให้อุ่นจึงนํามาดื่มรักประทานได้หรือการเตรียมท่ียุ่งยาก เช่น ในการอบ ปะคบสําหรบั สตรีหลงั คลอดทเ่ี รยี กว่า อยไู่ ฟ เป็นต้น 2.8 เห็นผลในการรักษาช้าเนื่องจากฤทธ์ิของสมุนไพรเป็นพืชจากธรรมชาติจึงมีผลเป็นยาในการ บาํ บดั รกั ษาอย่างนอ้ ยๆ ชา้ ๆ ต้องใชร้ ะยะเวลาในการรกั ษา และตอ้ งใช้ในปริมาณมากจึงจะเกดิ ผล 2.9 พืชสมุนไพรบางชนิดอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ใช้ เช่น คนที่มีอาการแพ้สมุนไพรทําให้ อาเจียน คล่นื ไส้ เกิดผน่ื คันตามผวิ หนัง
68 ใบงานท่ี 1 1. จงบอกอายกุ ารใช้งานของยาสมนุ ไพรทป่ี รุงแล้วมีก่ีประเภท อะไรบา้ ง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ให้นักศึกษาอธบิ ายสง่ิ ท่คี วรรู้เกี่ยวกับการใชย้ าสมนุ ไพร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ใหน้ ักศกึ ษาบอกระยะเวลาในการรบั ประทานยาสมนุ ไพร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
69 ใบงานท่ี 2 1. ให้นักศกึ ษาอธิบายข้อดขี องพชื สมุนไพรมาอยา่ งนอ้ ย 5 ขอ้ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ให้นกั ศึกษาอธบิ ายขอ้ เสียของพืชสมุนไพรมาอย่างนอ้ ย 5 ข้อ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
70 บรรณานุกรม คูม่ ือสมนุ ไพร พรรณไม้ 76 จงั หวดั .สํานักงานพทุ ธมณฑล .สํานกั งานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ ชดุ การเรยี นทางไกล รายวชิ าพืชสมนุ ไพรกับการดูแลสุขภาพ .สถาบนั การศึกษาทางไกล .สาํ นักงานกศน. สมุนไพรกับการดูแลสขุ ภาพ : รศ.ดร.ภาคภมู ิ พาณิชยปู การนันท์ .คณะเภสชั ศาสาตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์. http://healh.kapook.com/view37827.html (วันทส่ี บื คน้ ขอ้ มูล:21 กนั ยายน 2558)
71 คณะผูจ้ ัดทํา ท่ปี รกึ ษา บญุ ชู ผอู้ ํานวยการ กศน.อาํ เภอไชยปราการ นางนิรมล มนั สะเด ครู กศน.ตําบลศรีดง กศน.อาํ เภอไชยปราการ ผูจ้ ดั ทาํ ทวีราช 1. นางอนงค์ สุกิน ครู กศน.ตําบลหนองบวั กศน.อาํ เภอไชยปราการ 2. นางกมลพร ดโี ลก 3. นางสาวรัชนพี ร ถวาย ครู กศน.ตําบลปงตํา กศน.อําเภอไชยปราการ 4. นางสาวกฤตกิ า เรอื งประเสรฐิ 5. นายพงศ์สวสั ดิ์ แสงบุดดา ครู ศศช.บ้านดอยเวียง กศน.อําเภอไชยปราการ 6. นางสาววไลพร ดวงดอก 7. นางอบุ ลรตั น์ ครู ศศช.บา้ นปางมะขาม กศน.อาํ เภอไชยปราการ 8. นายธนกร ครู ศศช.บา้ นแมฝ่ างหลวง กศน.อาํ เภอไชยปราการ ครู ศศช.บ้านห้วยนํ้าดบิ กศน.อําเภอไชยปราการ ครูนเิ ทศก์ ศศช.บ้านศรีดงเย็น กศน.อําเภอไชยปราการ
72 ทปี่ รกึ ษา คณะบรรณาธิการ/ปรบั ปรงุ แก้ไข นายศุภกร ศรีศกั ดา ผูอ้ ํานวยการสํานกั งาน กศน.จังหวัดเชียงใหม่ นางมีนา กติ ชิ านนท์ รองผอู้ ํานวยการสํานกั งาน กศน.จงั หวัดเชียงใหม่ คณะบรรณาธิการ/ปรบั ปรงุ แกไ้ ข นางณชั ชา ทะภูมนิ ทร์ ผูอ้ ํานวยการ กศน.อาํ เภอดอยเต่า ประธานกรรมการ นายพทิ ยา ธาตุอนิ จนั ทร์ ครู คศ.1 กศน.อําเภอเวียงแหง กรรมการ นางสาวศริ พัชร์ วรเศรษฐกุลไชย ครู คศ.1 กศน.อําเภอพร้าว กรรมการ นางปภนิ ดา เอกชัยอาภรณ์ ครอู าสาสมคั รฯ กศน.อําเภอเมืองเชยี งใหม่ กรรมการ นายสกล ศรีนา ครู กศน.ตาํ บล กศน.อาํ เภอสันกําแพง กรรมการ นางสาวพชั วรรณ อําพนั ธส์ ี ครู กศน.ตาํ บล กศน.อําเภอสันทราย กรรมการ นางเดอื นฉาย แตม้ มาก ครู กศน.ตําบล กศน.อาํ เภอหางดง กรรมการ นางสาวแสงระวี แกว้ รากมุก ครู กศน.ตาํ บล กศน.อาํ เภอหางดง กรรมการ นางสาวสุรัสวดี สุวรรณพงศ์ ครู กศน.ตาํ บล กศน.อําเภอหางดง กรรมการ นางสาวจันทรจ์ ิรา ออ่ นอ้น นักวเิ คราะห์นโยบายและแผน สาํ นักงาน กศน.จงั หวดั เชียงใหม่ กรรมการ และเลขานกุ าร
Search