Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พุทธวจน 1_ตามรอยธรรม

พุทธวจน 1_ตามรอยธรรม

Published by sadudees, 2017-01-10 00:53:32

Description: พุทธวจน 1_ตามรอยธรรม

Search

Read the Text Version

เปนสวนๆเลย; สิ่งท่ีเปนอกุศลลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสจะพึงไหลไปตามบุคคลผูไมสํารวมตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจเพราะการไมสํารวมอินทรียใดเปนเหตุ, พวกเธอท้ังหลายจงปฏิบัติเพ่ือการปดก้ันอินทรียน้ันไว, พวกเธอท้ังหลายจงรักษาและถึงความสํารวมตา หู จมูก ลนิ้ กาย ใจ เถดิ . ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ในกาลใดพวกเธอทั้งหลาย จักเปนผคู ุมครองทวารในอนิ ทรยี ท ง้ั หลายอยู; ในการน้ันมารผูใ จบาป จกั ไมไดชองแมจากพวกเธอท้ังหลาย และจักตองหลีกไปเอง, เหมือนสนุ ขั จิง้ จอก ไมไดชอ งจากเตา กห็ ลีกไปเอง ฉะนั้น. “เตา หดอวัยวะไวใ นกระดอง ฉนั ใด, ภิกษพุ งึ ต้ังมโนวติ ก (ความตริตรึกทางใจ) ไวใ นกระดอง กลาวคือ อารมณแ หง กมั มัฏฐาน ฉันน้ัน. เปน ผูท่ีตัณหาและทฏิ ฐไิ มองิ อาศยั ได, ไมเบียดเบียนผูอ ื่น, ไมกลาวรา ยตอ ใครทงั้ หมด, เปน ผูด ับสนิทแลว” ดงั น้ี แล.( บาลี พระพทุ ธภาษิต สฬา. ส˚. ๑๘/๒๒๒/๓๒๐, ตรสั แกภ ิกษทุ ้ังหลาย. ) พทุ ธวจั น

ผูมีหลกั เสาเขื่อน ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผูมีสังวรน้ันเปนอยางไรเลา ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินยั น้ี เม่อื เห็นรปู ดวยตา, ฟง เสียงดวยหู, ดมกลิ่นดวยจมูก, ลิ้มรสดวยลิ้น, สัมผัสโผฏฐัพพะดวยกาย,รูธรรมารมณดวยใจ; ก็ไมสยบอยูในอารมณที่นารัก ไมเครียดแคน ในอารมณอันไมนารัก เปนผูตั้งไวซ่ึงกายคตาสติ มีจิตหาประมาณไมได, ยอมรูตามท่ีเปนจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติอนั เปนที่ดบั แหง บาปอกุศลท่เี กดิ แลว แกเขาน้นั โดยสิน้ เชงิ . ภิกษุท้ังหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตวหกชนิด อันมีที่อยูอาศัยตางกัน มีท่ีเที่ยวหากินตางกัน มาผูกรวมกันดวยเชือกอันม่ันคง คือ เขาจับงูมาผูกดวยเชือกเหนียวเสนหน่ึง, จับจระเข,จบั นก, จบั สนุ ขั บา น, จบั สนุ ขั จิ้งจอก, และจับลิงมาผูกดวยเชอื กเหนียวเสนหนึ่งๆ ครัน้ แลวนําไปผูกไวกับเสาเข่ือนหรือเสาหลักอีกตอหน่ึง. ภิกษุท้ังหลาย ! คร้ังน้ันสัตวท้ังหกชนิดเหลาน้ันมีท่ีอาศัยและทเ่ี ท่ยี วตา งๆกัน ก็ยือ้ แยง ฉุดดึงกนั เพ่อื จะไปสูที่อาศัยและที่เท่ียวของตนๆ: งูจะเขาจอมปลวก, จระเขจะลงน้ํา,นกจะบินขึ้นไปในอากาศ, สุนัขจะเขาบาน, สุนัขจ้ิงจอกจะไปปาชา, และลิงก็จะไปปา. ภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความเปน ไปภายในของสัตวท้ังหกชนิดเหลาน้ัน มีแตความเม่ือยลาแลว,ในกาลนั้น มันท้ังหลายก็จะพึงเขาไปยืนเจา นั่งเจา นอนเจา, อยูขางเสาเขือ่ นหรือเสาหลกั น้ันเอง. ขอนฉ้ี นั ใด;

ภิกษุท้ังหลาย ! ภิกษุรูปใด ไดอบรมกระทําใหมากในกายคตาสติแลว ตาก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่นาพอใจ,รปู ท่ไี มนาพอใจก็ไมเปน ส่งิ ท่ีเธอรสู กึ อึดอัดขยะแขยง; หูก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่นาฟง, เสียงท่ีไมนาฟงก็ไมเปนส่ิงท่ีเธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง; จมูกก็จะไมฉุดเอาภิกษุน้ันไปหากล่ินท่ีนาสูดดม, กล่ินที่ไมนาสูดดมก็ไมเปนสิ่งท่ีเธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง;ลิ้นก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสท่ีนาชอบใจ, รสที่ไมนาชอบใจก็ไมเปนส่ิงที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง; กายก็จะไมฉุดเอาภิกษุน้ันไปหาสัมผัสที่นาย่ัวยวนใจ, สัมผัสที่ไมนายั่วยวนใจก็ไมเปนสิ่งที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง; และใจก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณท่ีนาถูกใจ, ธรรมารมณท่ีไมนาถูกใจก็ไมเปนสิ่งท่ีเธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง; ขอนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลาย !ภิกษผุ มู สี ังวร เปนอยางนี้. ภิกษุท้ังหลาย ! คําวา “เสาเขื่อนหรือเสาหลัก” นี้เปน คาํ เรยี กแทนช่อื แหง กายคตาสต.ิ ภิกษุท้ังหลาย ! เพราะฉะนั้นในเร่ืองนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสาํ เหนยี กใจไวว า “กายคตาสติของเราท้ังหลาย จักเปนส่ิงที่เราอบรมกระทําใหมาก กระทําใหเปนยานเครื่องนําไปกระทําใหเปนของท่ีอาศยั ได เพยี รตงั้ ไวเนืองๆ เพียรเสรมิสรางโดยรอบคอบ เพียรปรารภสมํ่าเสมอดวยดี” ดังนี้.ภิกษุทัง้ หลาย ! พวกเธอทัง้ หลายพึงสาํ เหนียกใจไวอ ยา งนี้ แล.( บาลี พระพทุ ธภาษิต สฬา. ส˚. ๑๘/๒๔๗/๓๕๙, ตรสั แกภ ิกษุท้ังหลาย. ) พทุ ธวจั น

วหิ ารธรรมท่ที รงอยูมากที่สดุ กอ นตรสั รู ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ความหว่นั ไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวนั่ ไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ยอมมขี ึ้นไมไดดวยอํานาจแหงการเจริญทําใหมากซึ่งสมาธิใด สมาธิน้ันภิกษุยอมจะไดโดยไมหนักใจไดโดยไมย าก โดยไมล ําบากเลย. ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรอื ความหวั่นไหวโยกโคลงของจติ ก็ตาม ยอ มมีขึ้นไมไดดวยอํานาจแหงการเจรญิ ทําใหมากซึ่งสมาธิไหนกันเลา ? ภิกษุท้ังหลาย ! ความหว่นั ไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตกต็ าม ยอ มมขี นึ้ ไมไ ดด ว ยอํานาจแหงการเจริญทําใหมากซึ่งอานาปานสติสมาธ.ิ ภิกษุทั้งหลาย ! เม่ือบุคคลเจริญทําใหมากซึ่งอานาปานสติสมาธิอยูอยางไรเลา ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหว่นั ไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ยอ มมีขึน้ ไมได ? ภิกษทุ ้ังหลาย ! ภิกษใุ นกรณีน้ีไปสูปา หรือโคนไม หรือเรอื นวา งกต็ าม แลว น่ังคูขาเขามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดํารงสติเฉพาะหนา ภกิ ษุนนั้ หายใจเขากม็ ีสติ หายใจออกก็มสี ติ. เม่ือหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว, เม่ือหายใจออกยาว กร็ ชู ดั วา เราหายใจออกยาว. เม่ือหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาส้ัน, เมื่อหายใจออกสั้น ก็รูช ัดวา เราหายใจออกส้นั .

เธอยอมทาํ การสําเหนยี กฝกฝนโดยหลักวา “เราจักเปนผูรูพ รอมเฉพาะซงึ่ กายทงั้ ปวง หายใจเขา อยู”, วา “เราจกั เปนผูรพู รอมเฉพาะซงึ่ กายทัง้ ปวง หายใจออกอยู”. เธอยอมทําการสาํ เหนยี กฝกฝนโดยหลักวา “เราจกั เปน ผูทํากายสงั ขารใหส งบรํางบั อยู หายใจเขา อยู” , วา “เราจักเปน ผูทํากายสงั ขารใหส งบราํ งับอยู หายใจออกอย”ู . เธอยอมทําการสําเหนียกฝกฝนโดยหลักวา “เราจักเปนผูรสู ึกพรอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ หายใจเขา อยู”, วา “เราจกั เปน ผูรสู กึ พรอมเฉพาะซ่งึ ปต ิ หายใจออกอยู”. เธอยอมทําการสําเหนียกฝกฝนโดยหลักวา “เราจักเปนผูรูสึกพรอมเฉพาะซ่ึงสุข หายใจเขาอยู”, วา “เราจักเปนผูรสู ึกพรอ มเฉพาะซง่ึ สุข หายใจออกอยู” . เธอยอมทําการสําเหนียกฝกฝนโดยหลักวา “เราจักเปนผูรสู กึ พรอมเฉพาะซ่งึ จิตสังขาร หายใจเขาอยู”, วา “เราจักเปนผูรูสกึ พรอมเฉพาะซึ่งจิตสงั ขาร หายใจออกอยู” . เธอยอ มทําการสาํ เหนียกฝกฝนโดยหลักวา “เราจักเปนผูทําจติ สังขารใหสงบรํางบั อยู หายใจเขา อย”ู , วา “เราจกั เปน ผูทําจติ สังขารใหส งบราํ งับอยู หายใจออกอยู”. เธอยอ มทําการสําเหนยี กฝกฝนโดยหลกั วา “เราจักเปน ผูรสู กึ พรอ มเฉพาะซงึ่ จติ หายใจเขาอยู”, วา “เราจกั เปนผูรูส กึ พรอมเฉพาะซ่ึงจิต หายใจออกอยู” .

เธอยอมทําการสาํ เหนียกฝก ฝนโดยหลกั วา “เราจกั เปน ผูทําจิตใหป ราโมทยย ง่ิ อยู หายใจเขาอยู”, วา “เราจกั เปนผูทําจิตใหปราโมทยย งิ่ อยู หายใจออกอยู”.เธอยอมทําการสําเหนียกฝกฝนโดยหลักวา “เราจักเปนผูดาํ รงจติ ใหต ้งั ม่ันอยู หายใจเขา อย”ู , วา “เราจักเปนผูดาํ รงจติ ใหต้งั ม่ันอยู หายใจออกอยู” .เธอยอมทําการสาํ เหนยี กฝก ฝนโดยหลักวา “เราจกั เปน ผูทําจิตใหป ลอยอยู หายใจเขาอย”ู , วา “เราจักเปนผูทาํ จิตใหป ลอยอยู หายใจออกอยู”.เธอยอ มทําการสําเหนียกฝกฝนโดยหลกั วา “เราจักเปน ผูมองเหน็ ความไมเ ท่ียง หายใจเขา อยู”, วา “เราจักเปน ผูมองเห็นความไมเทยี่ ง หายใจออกอยู”.เธอยอ มทําการสาํ เหนยี กฝก ฝนโดยหลกั วา “เราจกั เปนผูมองเห็นความจางคลาย หายใจเขาอยู”, วา “เราจกั เปน ผูมองเห็นความจางคลาย หายใจออกอยู”.เธอยอ มทําการสําเหนียกฝก ฝนโดยหลกั วา “เราจกั เปนผูมองเห็นความดับไมเหลือ หายใจเขาอยู”, วา “เราจักเปนผูมองเหน็ ความดบั ไมเหลอื หายใจออกอย”ู .เธอยอ มทาํ การสาํ เหนยี กฝก ฝนโดยหลกั วา “เราจกั เปน ผูมองเห็นความสลัดคืน หายใจเขาอยู”, วา “เราจักเปนผูมองเหน็ ความสลัดคืน หายใจออกอย”ู . ดังน้ี.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลเจริญทําใหมากซึ่งอานาปานสติสมาธิอยูอยางนี้แล ความหว่ันไหวโยกโคลงของกาย หรือความหว่นั ไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ยอมมีข้นึ ไมได. ---- ฯลฯ ---- ภกิ ษุท้ังหลาย ! แมเราเองก็เหมือนกัน ในกาลกอนแตการตรสั รู ยังไมไ ดตรัสรู ยังเปนโพธิสัตวอยู ยอมอยูดวยวิหารธรรม คืออานาปานสติสมาธิน้ีเปนสวนมาก. เมื่อเราอยูดวยวิหารธรรมน้ีเปนสวนมาก กายก็ไมลําบาก ตาก็ไมลําบากและจิตของเรากห็ ลดุ พน จากอาสวะ เพราะไมม ีอุปาทาน. ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เพราะฉะน้ันในเรื่องน้ี ถาภิกษุหวังวากายของเราก็อยาลําบาก ตาของเราก็อยาลําบาก และจิตของเราก็จงหลุดพน จากอาสวะเพราะไมมีอุปาทานเถิด ดังนี้แลว;ภกิ ษนุ นั้ จงทาํ ในใจ ซ่งึ อานาปานสตสิ มาธนิ ้ี ใหเ ปน อยา งดี.( บาลี มหาวาร.ส˚.๑๙/๓๙๙,๔๐๑/๑๓๒๔,๑๓๒๙, พุทธวัจนตรสั แกภิกษทุ ั้งหลาย ทเ่ี ชตวนัปรารภพระมหากปั ปนะ เขาสมาธนิ งั่ นิ่งไมไหวติง จนเปน ปรกตนิ สิ ยั . )

วิหารธรรมท่ที รงอยูม ากตลอดพรรษา และทรงสรรเสรญิ มาก ภิกษุทั้งหลาย ! ถาพวกปริพพาชกเดียรถียอื่น จะพึงถามเธอท้ังหลายอยางน้ีวา “ทานผูมีอายุ ! พระสมณโคดมทรงอยูจําพรรษาสวนมาก ดวยวิหารธรรมไหนเลา ?” ดังน้ี. ภิกษุทั้งหลาย ! เม่ือพวกเธอถูกถามอยางน้ีแลว พึงตอบแกพวกปริพพาชกเดียรถียอื่นเหลานั้น อยางนี้วา “ทานผูมีอายุ !พระผูมีพระภาคทรงอยูจําพรรษาสวนมาก ดวยวิหารธรรมคือ อานาปานสตสิ มาธิ แล” ดังนี้. ภิกษุท้ังหลาย ! ในกรณีนี้ เราเปนผูมีสติอยู หายใจเขา,มีสติอยู หายใจออก; เม่ือหายใจเขายาว ก็รูสึกตัวทั่วถึงวา“เราหายใจเขายาว” ดังน้ี, เม่ือหายใจออกยาว ก็รูสึกตัวทั่วถึงวา“เราหายใจออกยาว” ดังนี้. ( ทรงแสดงอานาปานสติจนครบ ดังมีใจความปรากฏใน “วหิ ารธรรมท่ที รงอยมู ากท่ีสดุ กอ นตรัสรู” หนาท่ี 52 ) ภิกษทุ ง้ั หลาย ! เมือ่ ใครจะกลาววิหารธรรมใดโดยชอบ วาเปนอริยวิหารก็ดี พรหมวิหารก็ดี ตถาคตวิหารก็ดี, เขาพึงกลาวโดยชอบ ซึ่งอานาปานสติสมาธิน้ัน วาเปนอริยวิหาร พรหมวิหารตถาคคตวิหาร.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทัง้ หลายเหลาใดยังเปน เสขะ มวี ตั ถุประสงคแหง ใจอันยังไมบ รรลุแลว ปรารถนาอยูซึง่ โยคักเขมธรรมอันไมม ีธรรมอ่นื ยง่ิ กวาอยู; อานาปานสตสิ มาธิ อันภิกษุเหลานน้ัเจริญทาํ ใหม ากแลว ยอมเปนไปเพอ่ื ความสิน้ ไปแหง อาสวะ. ภิกษุทง้ั หลาย ! สวนภกิ ษทุ ัง้ หลายเหลาใดเปน อรหันตขณี าสพ มีพรหมจรรยอ ันอยูจ บแลว มีกจิ ควรทําอันกระทาํ แลวมภี าระหนักอนั ปลงลงแลว มีประโยชนตนอนั ตามบรรลแุ ลว มีสัญโญชนใ นภพอนั สนิ้ แลว หลุดพน แลวเพราะรูดว ยปญญาโดยชอบ ; อานาปานสตสิ มาธิ อนั ภกิ ษุเหลา นั้น เจรญิ ทําใหม ากแลว ก็ยังเปน ไปเพอ่ื การอยเู ปน สุขในปจจบุ ันดวย เพ่ือสติสมั ปชัญญะดวย.( บาลี มหาวาร. ส˚. ๑๙/๔๑๒/๑๓๖๔, พทุ ธวัจนตรัสแกภ กิ ษทุ งั้ หลาย ทอี่ ิจฉานงั คลไพรสณฑ ใกลเ มืองอิจฉานังคละ. )

ผไู มป ระมาทในความตายแทจ ริง ภิกษุท้ังหลาย ! มรณสติ (การระลึกถึงความตาย) อันบุคคลเจริญทําใหมากแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญ หย่ังลงสูนิพพาน มนี ิพพานเปน ท่สี ุด. พวกเธอเจริญมรณสตอิ ยบู างหรอื ? ภิกษุทงั้ หลายกราบทลู ตอบ และพระผูมีพระภาคไดตรัสตอไปวา ; ภกิ ษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่เจริญมรณสติอยางน้ีวา “โอหนอเราอาจจะมีชีวิตอยูไดเพียงวันหนึ่งคืนหน่ึง ฯ ดังนี้ก็ดี, เราอาจมีชีวติ อยไู ด เพียงชัว่ เวลากลางวัน ฯ ดังน้ีก็ดี, เราอาจมีชีวิตอยูไดเพียงชั่วขณะที่ฉันบิณฑบาตเสร็จม้ือหน่ึง ฯ ดังนี้ก็ดี, เราอาจมีชวี ติ อยไู ดเพยี งชวั่ ขณะทฉ่ี ันอาหารเสร็จเพียง ๔-๕ คํา เราพึงใสใจถึงคาํ สอนของพระผูมีพระภาคเจาเถิด การปฏิบัติตามคําส่ังสอนควรทําใหมากแลวหนอ” ดังน้ีก็ดี, ภิกษุเหลานี้ เราเรียกวายังเปนผูประมาทอยู ยังเจริญมรณสตเิ พือ่ ความสน้ิ อาสวะชาไป.

ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ฝา ยภิกษพุ วกทีเ่ จรญิ มรณสติ อยางนี้วา“โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยูไดเพียงชั่วขณะท่ีฉันอาหารเสร็จเพียงคําเดียว” ดังนี้ก็ดี, วา “โอหนอ เราอาจมีชีวิตอยูไดเพียงชั่วขณะที่หายใจเขาแลวหายใจออก หรือชั่วขณะหายใจออกแลวหายใจเขา. เราพึงใสใจถึงคําสอนของพระผูมีพระภาคเจาเถิด, การปฏิบตั ติ ามคําสอนควรทาํ ใหมากแลวหนอ”ดังน้ีก็ดี; ภิกษุเหลานี้ เราเรียกวา เปนผูไมประมาทแลว,เปนผูเจริญมรณสตเิ พอ่ื ความส้นิ อาสวะอยางแทจรงิ . ภิกษุท้ังหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอท้ังหลายพึงสําเหนียกใจไววา “เราทั้งหลาย จักเปนผูไมประมาทเปน อยู, จักเจริญมรณสติ เพ่ือความส้ินอาสวะอยางแทจริง”ดงั น.้ี ภิกษทุ ้ังหลาย! เธอทง้ั หลาย พงึ สาํ เหนียกใจไวอ ยางนแ้ี ล.( บาลี พระพทุ ธภาษิต อฏจก. อ˚. ๒๓/๓๒๗/๑๘๐, พุทธวจั นตรัสแกภิกษทุ ัง้ หลาย ทห่ี มบู านนาทิกะ. )

ทางรอดสําหรบั ภกิ ษุไข ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุไขผูมีกําลังนอยรูปใด ไมละจากธรรมหาอยาง, เธอพึงหวังผลอันนี้ได คือเธอจักทําใหแจงเจโตวิมุตติปญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได เพราะความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ดวยปญญาอันย่ิงเองในปจจุบัน เขาถึงแลวแลอยู ตอกาลไมน านเลย, ธรรมหา อยางอะไรบา งเลา ? หา อยา งคือ:(๑) เปน ผูพ ิจารณาเห็น ความไมงามในกาย อยเู ปนประจํา;(๒) เปนผทู ี่มกี ารกําหนดหมาย ความเปนปฏกิ ูลในอาหาร อยู เปนประจํา;(๓) เปนผทู ่มี กี ารกาํ หนดหมาย ความไมนายนิ ดีในโลกทง้ั ปวง อยเู ปน ประจาํ ;(๔) เปน ผูท่มี ีการกําหนดหมาย ความไมเ ท่ียงในสงั ขารทง้ั ปวง อยเู ปน ประจํา;(๕) มสี ติอันตนเขาไปตงั้ ไวด ีแลวในกาย แลวเหน็ การเกดิ ดับ ในภายใน. ภิกษุท้ังหลาย ! ภิกษุไขผูมีกําลังนอยรูปใด ไมละจากธรรมหาอยางเหลานี้, เธอพึงหวังผลอันน้ีได คือเธอจักทําใหแจงเจโตวิมุตติ ปญญาวมิ ตุ ติ อันหาอาสวะมิได เพราะความส้ินไปแหงอาสวะท้ังหลาย ดวยปญญาอันยิ่งเองในปจจุบัน เขาถึงแลวแลอยู ตอกาลไมนานเลย แล.( บาลี พระพทุ ธภาษติ ปฺจก. อ˚. ๒๒/๑๖๐/๑๒๑, พุทธวจั นตรัสแกภกิ ษทุ ัง้ หลาย ทกี่ ฏู าคารศาลา ปามหาวนั ใกลน ครเวสาล.ี

เมอ่ื “เธอ” ไมม ี ! พาหยิ ะ ! เม่ือใดเธอเหน็ รปู แลว สักวาเห็น, ไดฟงเสียงแลวสักวาฟง, ไดกล่ินแลว ก็สักวาดม, ไดล้ิมรสแลว ก็สักวาลิ้ม,ไดสัมผัสทางผิวกายแลว ก็สักวาสัมผัส, ไดรูแจงธรรมารมณ ก็สักวาไดรูแจงแลว; เมื่อน้ัน “เธอ” จักไมมี. เมื่อใด“เธอ”ไมมี;เม่ือนั้นเธอก็ไมปรากฏในโลกน้ี, ไมปรากฏในโลกอื่น, ไมปรากฏในระหวา งแหงโลกทงั้ สอง: นน่ั แหละ คอื ท่สี ดุ แหงทกุ ข.( - อุ. ข.ุ ๒๕/๘๓/๔๙. ) พทุ ธวจั น

ความดับทกุ ขม ี เพราะความดับแหง นนั ทิ ปุณณะ ! รปู ทเี่ ห็นดว ยตากด็ ,ี เสยี งทฟี่ ง ดว ยหูก็ดี, กลิ่นทด่ี มดว ยจมกู กด็ ,ี รสที่ล้มิ ดว ยลน้ิ ก็ดี, โผฏฐัพพะท่สี ัมผัสดวยกายก็ด,ี ธรรมารมณท ่ีรูแจง ดวยใจก็ดี อนั เปนส่ิงที่นาปรารถนานารักใคร นา พอใจ เปน ทยี่ วนตายวนใจใหร ัก เปนท่ีเขาไปต้ังอาศยั อยูแหง ความใคร เปน ท่ตี ้งั แหงความกําหนัดยอมใจ มีอยู;ภิกษุยอมไมเพลิดเพลิน ไมพร่ําสรรเสริญ ไมเมาหมกซึ่งอารมณมีรูปเปนตนนั้น. เม่ือภิกษุไมเพลิดเพลิน ไมพรํ่าสรรเสริญไมเมาหมกซึ่งอารมณ มีรูปเปนตนน้ันอยู, นันทิ(ความเพลิน)ยอ มดับไป. ปุณณะ ! เรากลาววา “ความดบั ไมม เี หลอื ของทุกขม ไี ดเพราะความดบั ไมเ หลอื ของความเพลนิ ” ดังนแี้ ล.( - อปุ ริ. ม. ๑๔/๔๘๒/๗๕๖. ) พุทธวจั น

อาการดับแหงตณั หาในนามแหง นันทิภิกษุทัง้ หลาย ! ภกิ ษนุ นั้ เห็นรปู ดวยตาแลว ยอมไมกําหนัดยินดีในรูป อันมีลักษณะเปนท่ีต้ังแหงความรัก; ยอมไมขัดเคืองในรปู อันมลี ักษณะเปนท่ีต้ังแหงความเกลียดชัง; เปนผูอยูดวยสติเปนไปในกาย อันตนเขาไปต้ังไวแลว มีจิตหาประมาณมิไดดวยยอมรูชัดตามเปนจริงซ่ึงเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ อันเปนธรรมที่ดบั โดยไมเหลือแหงธรรมอันเปนบาปอกุศลทั้งหลายดวย. ภิกษุนั้นเปนผูละเสียไดแลว ซ่ึงความยินดีและความยินรายอยางน้ีแลว,เสวยเวทนาใดๆ อนั เปนสขุ กต็ าม เปนทุกขก ต็ าม ไมเปน ทุกขไมเปน สุขกต็ าม, ยอมไมเ พลดิ เพลนิ ไมพ รํ่าสรรเสริญ ไมเมาหมกอยูในเวทนานั้นๆ. เมื่อภิกษุน้ัน ไมเพลิดเพลิน ไมพรํ่าสรรเสริญ ไมเมาหมกอยูในเวทนาน้ันๆ, นันทิ(ความเพลิน)ในเวทนาท้ังหลายเหลานั้นยอ มดับไป. เพราะความดับแหงนันทิของภิกษุน้ัน จึงมีความดับแหงอุปาทาน; เพราะมีความดับแหงอุปาทาน จึงมีความดับแหงภพ; เพราะมีความดับแหงภพ จึงมีความดับแหงชาติ; เพราะมีความดับแหงชาติ ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น ความดับลงแหงกองทุกขท้ังส้ินน้ี ยอมมีดวยอาการอยางน้ี. (ในกรณีแหงการไดยินเสียงดวยหู รูสึกกล่ินดวยจมูก ลิ้มรสดวยลิ้นถูกตอ งสัมผัสทางผิวหนังดว ยผิวกาย และรแู จงธรรมารมณดวยใจ กไ็ ดต รสั ไวทํานองเดียวกัน) ภิกษุทั้งหลาย ! เธอจงทรงธรรมะนี้ไว ในฐานะที่เปนธรรมท่ีทําความหลุดพนเพราะความส้ินไปแหงตัณหา ซ่ึงเรากลาวไวโดยสังเขป.( - มู. ม. ๑๒/๔๙๔/๔๕๘. ) พุทธวจั น

ผแู บกของหนกั ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เราจักแสดงของหนกั ผูแ บกของหนัก และการแบกของหนัก แกพวกเธอ, เธอทง้ั หลายจงฟงขอ ความนนั้ . ภิกษุท้ังหลาย ! อะไรเลาชื่อวาของหนัก ? ภิกษุท้ังหลาย !อุปาทานักขันธท้ังหาน้ันแหละ เรากลาววาเปนของหนักอุปาทานักขันธทั้งหา เหลาไหนเลา ? หาคือ; ขันธอันเปนท่ีต้ังแหงความยึดม่ัน คือ รูป, ขันธอันเปนท่ีตั้งแหงความยึดมั่น คือเวทนา, ขันธอันเปนที่ตั้งแหงความยึดม่ัน คือ สัญญา, ขันธอันเปน ทีต่ ง้ั แหงความยดึ มน่ั คือ สังขาร, และขันธอนั เปนที่ตั้งแหงความยดึ ม่ัน คือ วิญญาณ. ภิกษุทั้งหลาย!น้ีเราเรียกวา ของหนัก. ภิกษุท้ังหลาย ! อะไรเลาช่ือวาผูแบกของหนัก ? ภิกษุทั้งหลาย! บุคคล(ตามสมมติ)น้ันแหละเราเรียกวาผูแบกของหนัก เขามีช่ืออยางน้ี มีโคตรอยางน้ัน ตามท่ีรูกันอยู. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกวา ผแู บกของหนัก. ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเลาชื่อวาการแบกของหนัก ? ภิกษุท้ังหลาย ! ตัณหาอันใดท่ีทาํ ใหม ีการเกิดอีก อันประกอบดวยความกําหนัดเพราะอํานาจแหงความเพลิน ซึ่งมีปรกติทําใหเพลินอยางยิ่งในอารมณน้ันๆ ไดแก ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเปน ตัณหาในความไมมีไมเปน. ภิกษุทั้งหลาย ! น้ีเราเรยี กวา การแบกของหนัก.( - ขนฺธ. ส˚. ๑๗/๓๒/๔๙-๕๑. ) พทุ ธวจั น

ดบั ตัณหา คือปลงภาระหนักลงได ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! การปลงภาระหนักลงเสียได เปนอยางไรเลา ? ภิกษุท้ังหลาย ! ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป โดยไมเหลือของตัณหานั้น นั่นเทียว, ความละไปของตัณหาน้ัน, ความสลัดกลับคืนของตัณหาน้ัน, ความหลุดออกไปของตัณหาน้ัน, และความไมมีที่อาศัยอีกตอไปของตัณหาน้ัน อันใด. ภิกษุทั้งหลาย ! อันน้ีเราเรียกวา การปลงภาระหนกั ลงเสียได ดังนี้.พระผูม พี ระภาคเจา ไดต รัสพทุ ธวจนะนี้ ซง่ึ เปน คํารอ ยกรองสืบตอ ไป :“ขนั ธทงั้ หาเปน ของหนกั !บคุ คลแหละ เปนผูแบกของหนกั พาไป.การแบกถอื ของหนกั เปนความทุกขใ นโลก.การปลงภาระหนกั เสียได เปน ความสุข.พระอรยิ เจา ปลงภาระหนกั ลงเสยี แลว.ท้งั ไมห ยบิ ฉวยเอาของหนกั อนั อ่ืนข้ึนมาอีก.กเ็ ปนผถู อนตณั หาข้นึ ไดกระทัง่ ราก(อวชิ ชา);เปน ผหู มดสงิ่ ปรารถนา ดับสนิทไมมีสว นเหลอื ” ดงั น.้ี( - ขนธฺ . ส˚. ๑๗/๓๒/๕๒-๕๓. ) พุทธวจั น

ตองทอ งเทย่ี วมาแลว เพราะไมร อู ริยสัจส่ี ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! เพราะไมรถู ึง ไมแ ทงตลอด ซง่ึ อริยสัจสอ่ี ยางเราและพวกเธอทั้งหลาย จึงทองเท่ียวไปแลวในวัฏฏสงสารตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้. ภิกษุท้ังหลาย ! เพราะไมรูถึงเพราะไมแ ทงตลอดซ่งึ อรยิ สจั ส่ีอยา งเหลาไหนเลา ? สีอ่ ยางคืออริยสัจคือทุกข, อริยสัจคือเหตุใหเกิดทุกข, อริยสัจคือความดับไมเหลือแหงทุกข, อริยสัจคือทางดําเนินใหถึงความดับไมเหลือแหงทกุ ข. ภิกษทุ งั้ หลาย ! เพราะไมรถู ึง ไมแทงตลอด ซ่งึ อริยสัจสี่ประการเหลานี้แล, เราและพวกเธอทงั้ หลาย จึงไดท อ งเท่ียวไปแลวในสงั สารวัฏ ตลอดกาลยืดยาวนานถงึ เพียงน.้ี( บาลี มหาวาร. ส˚. ๑๙/๕๔๑/๑๖๙๘, พทุ ธวจั นตรัสแกภกิ ษทุ งั้ หลาย ทีโ่ กฏคิ าม แควน วชั ชี )

ทีส่ ดุ แหงการทอ งเที่ยวของพระองค เมอื่ เรายังคนไมพบแสงสวาง, มัวเสาะหานายชา งปลูกเรอื นอยู, ไดท องเท่ียวไปในสังสารวัฏ กลา วคือ ความเกิดแลว เกิดอีกเปนอเนกชาติ. ความเกดิ เปนทกุ ขร่ําไปทุกชาต.ิ แนะ นายชางผูปลกู สรา งเรือน ! เรารูจักเจา เสยี แลว , เจาจักสรางเรือนใหเรา ตอ ไปอกี ไมได,โครงเรอื นของเจา เราหักเสยี ยับเยินหมดแลว . ยอดเรอื น เราขยเ้ี สียแลว . จิตของเรา ถงึ ความเปน ธรรมชาติ ทอ่ี ารมณจะยุแหย ยั่วเยา ไมไ ดเสยี แลว มันไดถ งึ แลว ซึ่งความหมดอยากทกุ อยา ง.( บาลี ธ. ข.ุ ๒๕/๓๕/๒๑, พทุ ธวจั นพระวาจาซง่ึ ทรงเปลงข้นึ ทนั ที ในขณะทีท่ รงรูสกึ พระองคว า ไดส้นิ ตณั หาแลว )นายชางผปู ลกู เรอื น คอื ตณั หา ผกู อ สรา งอตั ตภาพโครงเรือน คือ กเิ ลส ทเี่ หลอื เปนเชอื้ ใหเ กิดใหมยอดเรอื น คอื อวชิ ชา

“ส่งิ นน้ั ” หาพบในกายน้ี “แนะ เธอ ! ที่สดุ โลกแหงใด อันสัตวไมเกิด ไมแก ไมตายไมจุติ ไมอุบัติ; เราไมกลาววา ใครๆอาจรู อาจเห็น อาจถึงที่สุดแหง โลกน้นั ไดด วยการไป. “แนะเธอ ! ในรางกายที่ยาวประมาณวาหน่ึง ที่ยังประกอบดวยสัญญาและใจนี้เอง, เราไดบัญญัติโลก, เหตุใหเกดิ โลก, ความดับสนิทไมเหลือของโลก, และทางดําเนินใหถึงความดับสนิทไมเ หลอื ของโลกไว” ดังนแ้ี ล.( - จตุกฺก. อ˚. ๒๑/๖๒/๔๕. ) พุทธวัจน

ทรงมคี วามชราทางกายภาพเหมือนคนทวั่ ไป (ลาํ ดบั นนั้ พระอานนทผูมีอายุ ไดเขาไปเฝาพระผูมีพระภาคถึงท่ีประทับ ถวายอภิวาทแลวลบู คลาํ ท่ัวพระกายของผมู ีพระภาคอยู พลางกลาวถอ ยคํานวี้ า) “ขาแตพระองคผูเจริญ ! ขอน้ีนาอัศจรรย; ขอน้ีไมเคยมีมากอ น. ขา แตพระองคผเู จรญิ ! บดั นี้ฉวีวรรณของพระผูมีพระภาคไมบริสุทธิ์ผุดผองเหมือนแตกอน และพระกายก็เห่ียวยนหยอนยาน มีพระองคคอมไปขางหนา อินทรียท้ังหลายก็เปล่ียนเปนอยางอนื่ ไปหมด ท้งั พระจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ.” อานนท ! น่ันตองเปนอยางนั้น คือความชรามี(ซอน)อยูในความหนุม, ความเจ็บไขมี(ซอน)อยูในความไมมีโรค, ความตายมี(ซอน)อยูในชีวิต; ฉวีวรรณจึงไมบริสุทธิ์ผุดผองเสียแลว และกายกเ็ ห่ียวยน หยอนยาน ตัวคอมไปขางหนา อินทรียท้ังหลายก็เปล่ยี นเปนอยางอน่ื ไปหมด ทัง้ ตา หู จมกู ล้นิ กาย ดงั น.้ี พระผมู พี ระภาคครั้นตรสั คํานีแ้ ลว ไดต รัสขอความน้ี(เปนคาํ กาพยกลอน) อกี วา: โธเอย ! ความแกอ ันชวั่ ชา เอย !ความแกอ นั ทําความนาเกลียดเอย !กายท่ีนา พอใจ บดั นี้ก็ถูกความแกย ่ํายหี มดแลวแมใ ครจะมีชีวิตอยูต ้งั รอยปทุกคนกย็ งั มีความตาย เปนท่ีไปในเบ้ืองหนาความตายไมย กเวนใหแกใ ครๆ มันยาํ่ ยีหมดทุกคน.( บาลี มหาวาร. ส˚. ๑๙/๒๘๗/๙๖๓, พทุ ธวจั นตรสั แกพ ระอานนท ณ มิคารมาตปุ ราสาท ในปพุ พาราม ใกลเมืองสาวัตถี. )

ทรงประกาศธรรม เน่ืองดวยการปลงอายุสงั ขาร ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเหลาใดท่ีเราแสดงแลว ดวยปญญาอันย่งิ ธรรมเหลา น้ันพวกเธอพึงเรยี นเอาใหดี พึงเสพใหทั่ว พึงเจรญิ ทําใหม าก โดยอาการทีพ่ รหมจรรย(คือศาสนานี้)จักม่ันคงต้ังอยูไดตลอดกาล, ขอนั้นจักเปนไปเพื่อประโยชนเก้ือกูลแกมหาชน เพื่อความสุขแกมหาชน, เพื่ออนุเคราะหโลก, เพ่ือประโยชน เพ่ือความเก้ือกูล เพื่อความสุขแกเทวดาและมนุษยทั้งหลาย. ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ธรรมเหลาไหนเลา ที่เราแสดงแลวดวยปญญาอันย่ิงฯลฯ, คือ สติปฏฐานสี่ สัมมัปธานส่ี อิทธิบาทสี่อินทรยี ห า พละหา โพชฌงคเ จด็ อริยมรรคมอี งคแ ปด. ภิกษุทั้งหลาย ! บัดน้ีเราจักเตือนทานท้ังหลายวา : สังขารท้ังหลาย มีความเสื่อมเปนธรรมดา พวกเธอจงใหถึงพรอมดวยความไมประมาทเถิด, การปรินิพพานของตถาคต จักมีในกาลไมนานเลย ตถาคตจักปรินิพพาน โดยกาลลวงไปแหงสามเดือนน.้ี

สัตวท้ังปวง ท้ังท่ีเปนคนหนุมและคนแก, ทั้งท่ีเปนคนพาลและบัณฑิต, ท้ังที่ม่ังมีและยากจน ลวนแตมีความตาย เปนที่ไปถึงในเบ้ืองหนา, เปรียบเหมือนภาชนะดิน ท่ีชางหมอปนแลวทั้งเล็กและใหญ, ทัง้ ทส่ี กุ แลว และยงั ดบิ ลวนแตมีการแตกทําลายเปนที่สุด ฉันใด; ชีวิตแหงสัตวทั้งหลาย ก็มีความตายเปนเบื้องหนา ฉนั นั้น. วัยของเราแกหงอมแลว ชีวิตของเราริบหรี่แลว เราจักละพวกเธอไป สรณะของตัวเองเราไดทําไวแลว, ภิกษุทั้งหลาย !พวกเธอจงเปนผูไ มประมาท มีสติ มีศีลเปน อยา งดีมีความดําริอันตั้งไวแลวดวยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิดในธรรมวนิ ัยน,้ี ภิกษุใดเปน ผไู มประมาทแลว จักละชาติสงสารทาํ ท่ีสดุ แหงทกุ ขได.( มหาปรนิ พิ พานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๓๙/๑๐๖. ) พทุ ธวจั น

ผใู ดเหน็ ธรรม ผูน้ันเห็นเรา“อยาเลย วักกลิ ! ประโยชนอะไรดวยการเห็นกายเนาน้ี.วักกลิ ! ผใู ดเห็นธรรม ผูน ั้นเหน็ เรา, ผใู ดเหน็ เรา ผนู น้ั เหน็ ธรรม.วักกลิ ! เพราะวาเมื่อเห็นธรรมอยู ก็คือเห็นเรา, เม่ือเห็นเราอยูก็คือเห็นธรรม.”( - ขนฺธ. ส˚. ๑๗/๑๔๖/๒๑๖. ) พทุ ธวจั น“ภิกษุท้ังหลาย ! แมภิกษุจับชายสังฆาฏิ เดินตามรอยเทาเราไปขางหลังๆ. แตถาเธอน้ัน มากไปดวยอภิชฌา มีกามราคะกลา มีจิตพยาบาท มีความดําริแหงใจเปนไปในทางประทุษรา ย มสี ติหลงลืม ไมม ีสัมปชัญญะ มีจิตไมเปนสมาธิ แกวงไปแกวงมา ไมสํารวมอินทรีย แลวไซร; ภิกษุน้ันช่ือวาอยูไกลจากเรา แมเราก็อยูไกลจากภิกษุน้ัน โดยแท. ขอนั้นเพราะเหตุไรเลา ? ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ขอนั้นเหตุเพราะวา ภิกษุน้ันไมเ หน็ ธรรม: เม่ือไมเหน็ ธรรม กช็ ่อื วาไมเหน็ เรา. “ภกิ ษุท้ังหลาย! แมภ กิ ษุนัน้ จะอยหู า ง(จากเรา)ต้ังรอยโยชนแตถ า เธอน้นั ไมมากไปดวยอภิชฌา ไมมีกามราคะกลา ไมมีจิตพยาบาท ไมมีความดําริแหงใจเปนไปในทางประทุษราย มีสติตั้งม่ัน มีสัมปชัญญะ มีจิตเปนสมาธิ ถึงความเปนเอกัคคตาสาํ รวมอนิ ทรีย แลว ไซร; ภกิ ษนุ ้ันชื่อวาอยูใกลกับเรา แมเราก็อยูใกลกับภิกษุนั้น โดยแท. ขอน้ันเพราะเหตุไรเลา ?ภิกษุทั้งหลาย ! ขอนั้นเพราะเหตุวา ภิกษุนั้นเห็นธรรม: เมื่อเห็นธรรม ก็ชอ่ื วาเหน็ เรา แล.”( - อติ วิ .ุ ข.ุ ๒๕/๓๐๐/๒๗๒. ) พุทธวัจน

ถุงธรรม ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเลาเรียนปริยัติธรรม(นานาชนิด) คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทานอติ วิ ตุ ตกะ ชาตกะ อพั ภูตธมั มะ เวทัลละ, แตเธอไมใชวันทั้งวันใหเปลืองไปดวยการเรียนธรรมนั้นๆ ไมเริดรางจากการหลีกเรน, ตามประกอบซง่ึ ธรรมเปนเครื่องสงบใจในภายในเนืองๆ.ภิกษุอยา งนีแ้ ล ชอ่ื วา ธรรมวิหารี (ผูอยดู ว ยธรรม) ภิกษทุ งั้ หลาย ! ภกิ ษผุ มู ากดวยปริยตั ิเราก็แสดงแลว, ผมู ากดว ยการบญั ญัติเราก็แสดงแลว , ผมู ากดวยการสาธยายเรากแ็ สดงแลว , ผมู ากดว ยความคิดเราก็แสดงแลว , และธรรมวหิ ารี(ผอู ยูดว ยธรรม)เรากแ็ สดงแลว ดวยประการฉะนี.้ ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! กจิ อันใดท่ีศาสดาผูเ อน็ ดู แสวงหาประโยชนเกอ้ื กูล อาศยั ความเอ็นดแู ลว จะพงึ ทาํ แกส าวกทัง้ หลาย,กจิ อนั นนั้ เราไดท าํ แลว แกพ วกเธอทง้ั หลาย. ภกิ ษุทั้งหลาย !นนั่ โคนไมท ั้งหลาย น่นั เรอื นวา งทง้ั หลาย, ภกิ ษุทง้ั หลาย !เธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อยาไดเปนผูประมาท,เธอทั้งหลายอยา เปนผูท ่ีตอ งรอ นใจในภายหลังเลย, นแ่ี ลเปน วาจาเคร่ืองพรา่ํ สอนเธอท้ังหลายของเรา.( บาลี พระพุทธภาษติ ปฺจก. อ˚. ๒๒/๙๙/๗๓. ) พุทธวจั น

การปรนิ ิพพานในปจ จบุ นั ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ถาภิกษแุ สดงธรรม เพื่อความเบื่อหนายเพ่ือความคลายกาํ หนดั เพอ่ื ความดบั ไมเหลือแหง ชราและมรณะอยูไซร; กเ็ ปนการสมควร เพ่อื จะเรียกภิกษุน้ันวา “ผูกลาวซ่ึงธรรม” ดังนี้. ถาภิกษุเปนผูปฏิบัติแลว เพ่ือความเบื่อหนาย เพ่ือความคลายกาํ หนดั เพือ่ ความดับไมเ หลือแหงชราและมรณะ อยูไซร;ก็เปนการสมควร เพ่ือจะเรียกภิกษุน้ันวา “ผูปฏิบัติแลวซึ่งธรรมตามสมควรแกธรรม” ดังน.้ี ถาภิกษุเปนผูหลุดพนแลว เพราะความเบ่ือหนาย เพราะความคลายกําหนัด เพราะความดับไมเหลือแหงชราและมรณะดวยความเปนผูไมยึดมั่นถือม่ัน อยูแลวไซร; ก็เปนการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุน้ันวา “ผูบรรลุแลวซ่ึงนิพพานในปจจุบัน”ดังน.้ี (ในกรณแี หง ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผสั สะ สฬายตนะนามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา ก็มีขอความที่กลาวไวอยางเดียวกันกับในกรณแี หง ชราและมรณะทก่ี ลาวไวข างบนน้ี)( - นทิ าน. ส˚. ๑๖/๒๒/๔๖. ) พุทธวัจน

ตั้งหนา ทํากแ็ ลว กัน ภิกษุทั้งหลาย ! กิจของคฤหบดีชาวนา ท่ีเขาจะตองรีบทํา มีสามอยางเหลาน้ี. สามอยางอะไรบางเลา ? สามอยางคือ คฤหบดีชาวนา รีบๆไถคราด พื้นท่ีนาใหดีเสียกอน, ครั้นแลว ก็รีบๆปลูกพชื , ครัน้ แลว กร็ บี ๆไขน้ําเขาบาง ไขนํ้าออกบา ง. ภกิ ษุทั้งหลาย !กจิ ของคฤหบดชี าวนา ท่ีเขาจะตองรีบทํา มีสามอยางเหลา นีแ้ ล; แตว า คฤหบดชี าวนานัน้ ไมม ฤี ทธิ์หรืออานุภาพ ท่ีจะบันดาลวา “ขาวของเรา จงงอกในวันนี้, ต้ังทองพรุงน้ี, สุกมะรืนนี้”ดังนไ้ี ดเ ลย, ทแ่ี ท ยอ มมีเวลาท่ขี าวน้ัน เปลี่ยนแปรสภาพไปตามฤดกู าล ยอ มจะงอกบาง ตง้ั ทองบาง สุกบาง; ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันน้ัน: กิจของภิกษุ ท่ีเธอจะตองรีบทํา มีสามอยางเหลานี้. สามอยางอะไรบางเลา ? สามอยางคือการสมาทานการปฏิบัติในศีลอันย่ิง, การสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง, และการสมาทานการปฏิบัติในปญญาอันยิ่ง. ภิกษุทงั้ หลาย ! กิจของภิกษุ ทเี่ ธอจะตอ งรบี ทาํ มีสามอยา งเหลา นแ้ี ล ;แตวาภกิ ษนุ ้ัน กไ็ มมฤี ทธิ์หรอื อานภุ าพ ที่จะบันดาลวา“จิตของเรา จงหลุดพนจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมมีอปุ าทานในวนั น้ี หรือพรุงนี้ หรือมะรืนนี้” ดังน้ีไดเลย, ที่แทยอมมเี วลาทเี่ หมาะสม เม่ือภิกษนุ ัน้ ปฏบิ ัติไปแมในศลี อนั ย่งิ ,ปฏิบัติไปแมในจิตอันย่ิง, และปฏิบัติไปแมในปญญาอันย่ิงจิตกจ็ ะหลุดพนจากอาสวะท้งั หลาย เพราะไมมอี ุปาทานไดเอง.( บาลี พระพุทธภาษิต ตกิ . อ˚. ๒๐/๓๐๙/๕๓๒. ) พุทธวจั น

ทรงเปนผูเอน็ ดูเกอ้ื กลู แกสรรพสตั วทัง้ ปวง “ขาแตพระองคผูเจริญ ! พระผูมีพระภาค ทรงเปนผูเอ็นดูเก้อื กูลแกสตั วท ง้ั ปวง อยมู ใิ ชหรอื พระเจาขา ?” คามณิ ! ถกู แลว ,ตถาคตเปนผเู อน็ ดู เกื้อกลู แกสัตวท ั้งปวงอยู “ขา แตพ ระองคผูเจริญ ! ถาอยางน้ัน ทําไมพระองค จึงทรงแสดงธรรมแกคนบางพวก โดยเอ้ือเฟอ, และแกคนบางพวก โดยไมเ ออื้ เฟอ เลา พระเจา ขา ?” คามณิ ! ถาอยางน้ัน เราขอยอนถามทานในขอน้ี ทานจงตอบเราตามท่คี วร. คามณิ ! ทานจะสาํ คัญความขอนี้เปนไฉน :ในถิ่นแหงเราน้ี ชาวนาผูคหบดีคนหนึ่ง มีนาอยู ๓ แปลงแปลงหนึ่งเปนนาชั้นเลิศ, แปลงหน่ึงเปนนาปานกลาง, แปลงหน่ึงเปนนาเลว มีดินเปนกอนแข็ง มีรสเค็ม พ้ืนท่ีเลว. คามณิ !ทานจะสําคัญความขอน้ีวาอยางไร : ชาวนาผูคหบดีน้ัน เม่ือประสงคจะหวานพืช เขาจะหวานในนาแปลงไหนกอน คือวาแปลงท่ีเปนนาเลิศ, นาปานกลาง, หรือวานาเลว มีดินเปนกอ นแข็ง มีรสเคม็ พ้นื ท่ีเลว เลา ? “ขาแตพระองคผูเจริญ ! ชาวนาคหบดีผูประสงคจะหวานพชื คนนน้ั ยอ มหวานในนาเลศิ กอน, แลว จงึ หวา นในนาปานกลาง,สาํ หรับนาเลว ซึ่งดินเปนกอ นแขง็ มรี สเค็ม พื้นท่ีเลวนั้น เขาก็หวานบาง ไมหวานบาง เพราะเหตุวา อยางมากที่สุด ก็หวานไวใหโ คกิน พระเจาขา !”

คามณิ ! นาเลศิ นน้ั เปรียบเหมือนภิกษุภิกษุณีของเราเรายอมแสดงธรรม งดงามในเบื้องตน งดงามในทา มกลาง งดงามในท่ีสุด ประกาศพรหมจรรยบริสุทธิ์บริบูรณส้ินเชิง พรอมท้ังอรรถะ พรอมทั้งพยัญชนะ แกภิกษุภิกษุณีเหลานั้น. ขอนั้นเพราะเหตไุ รเลา ? คามณิ ! เพราะเหตุวา ภิกษุภิกษุณีท้ังหลายเหลาน้ัน มีเราเปนประทีป มีเราเปนที่ซอนเรน มีเราเปนที่ตานทาน มีเราเปน ท่พี ิงอาศัยอย.ู คามณิ ! นาปานกลางนัน้ เปรียบเหมือนอุบาสกอุบาสิกาของเรา เรายอมแสดงธรรม งดงามในเบ้อื งตน งดงามในทามกลาง งดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรยบริสุทธ์ิบริบูรณสิ้นเชิงพรอ มทงั้ อรรถะ พรอมทั้งพยัญชนะ แกอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเหลานั้น. ขอนั้นเพราะเหตุไรเลา ? คามณิ ! เพราะเหตุวาชนทั้งหลายเหลาน้ัน มีเราเปนประทีป มีเราเปนท่ีซอนเรน มีเราเปน ทตี่ านทาน มีเราเปน ที่พงิ อาศัยอย.ู คามณิ ! นาเลว มีดินเปนกอนแข็ง มีรสเค็ม พ้ืนที่เลวนั้นเปรียบเหมือนสมณพราหมณ ปริพพาชกท้ังหลาย ผูเปนเดียรถียอ่ืนตอเรา เราก็ยอมแสดงธรรม งดงามในเบ้ืองตนงดงามในทามกลาง งดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรยบริสุทธ์ิบริบูรณสิ้นเชิง พรอมทั้งอรรถะ พรอมท้ังพยัญชนะ แกชนทั้งหลายเหลานั้น. ขอน้ันเพราะเหตุไรเลา ? เพราะเหตุวาถึงแมวาเขาจะเขาใจธรรมที่เราแสดง สักบทเดียว นั่นก็ยังเปนไปเพื่อประโยชนเก้ือกูล และความสุข แกชนทั้งหลายเหลาน้นั ตลอดกาลนาน. พุทธวจั น( บาลี สฬา. ส˚. ๑๘/๓๘๗/๖๐๓. ตรัสแกอสพิ ันธกปตุ ตคามณิ )

แผนทว่ี ดั นาปา พงขอกราบขอบพระคุณแดพระอาจารยคึกฤทธิ์ โสตฺถผิ โล ( วัดนาปาพง )ท่ีกรณุ าใหคาํ ปรกึ ษา ในการจัดทาํ หนังสอื เลมนี้ทานใดประสงคพ ิมพแ จกเปน ธรรมทาน โปรดติดตอ ไดที่คุณพิสิษฐ สกุลสันติพร (ผจู ดั ทาํ )โทร. 081-916-0596

ทรงแสดงท่ีพ่ึงไว เมื่อทรงลวงลับไปแลวอานนท ! ในกาลบดั นี้กด็ ีในกาลลว งไปแหงเราก็ดี ใครก็ตามจักตองมตี นเปน ประทีป มตี นเปนสรณะ ไมเอาสง่ิ อ่ืนเปน สรณะมีธรรมเปน ประทปี มีธรรมเปน สรณะ ไมเอาส่ิงอนื่ เปน สรณะ เปนอยู อานนท ! ภิกษุพวกใดเปนผูใ ครใ นสิกขาภกิ ษพุ วกนนั้ จกั เปน ผอู ยูในสถานะอนั เลศิ ท่สี ุด แล.( บาลี มหาวาร. ส˚. ๑๙/๒๐๕/๗๑-๓, พุทธวจั นตรัสแกพ ระอานนท ที่เวฬวุ คาม เมอื งเวสาลี. )

พระปจฉมิ วาจาของพระพทุ ธเจา ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! บัดน้ีเราจักเตอื นพวกเธอทง้ั หลายวาสังขารทั้งหลาย มคี วามเส่อื มไปเปน ธรรมดา พวกเธอท้งั หลาย จงใหถึงพรอ มดวยความไมประมาทเถิดนเ่ี ปนวาจามใี นคร้งั สดุ ทาย ของตถาคต ( มหาปรินพิ พานสตู ร มหา. ท.ี ๑๐/๑๕๙/๑๒๘. )


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook