Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

Published by รายงานผล, 2020-05-28 02:22:52

Description: ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

Search

Read the Text Version

เรื่องท่ี 2 ทกั ษะการใชน้ วตั กรรมเทคโนโลยเี พื่อการพฒั นาอาชีพ คาช้แี จง : จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ให้ถูกต้องและสมบรู ณท์ ีส่ ดุ 1. การพัฒนาอาชีพ หมายถงึ ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... . 2. องค์ประกอบของกระบวนการผลิต มีอะไรบา้ ง ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 3. กระบวนการการตลาด หมายถึง ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 4. ถ้านักศกึ ษาตอ้ งการพฒั นาอาชีพ นกั ศกึ ษามแี นวทางการพัฒนาอยา่ งไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 5. นวัตกรรมเทคโนโลยี หมายถงึ

....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 6. นักศึกษาคิดวา่ นวัตกรรมเทคโนโลยีเก่ียวข้องกบั การพัฒนาอาชพี อย่างไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 5. ถ้านกั ศึกษาจาเป็นตอ้ งใช้นวตั กรรมเทคโนโลยี เพอื่ การพัฒนาอาชพี นักศกึ ษามีเกณฑ์การเลอื กใช้อย่างไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ชอื่ ..........................................สกุล.................................... รหสั นักศกึ ษา..................................................................... กศน.ตาบล ........................................................................ ใบงานท่ี 2 เร่อื ง ความพร้อมในการสร้างอาชีพให้มีความเขม้ แข็ง เรอ่ื ง แหลง่ เรียนรแู้ ละสถานท่ีฝกึ อาชพี

จากการทผี่ ูเ้ รียนไดศ้ ึกษาเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการผลิต กระบวนการตลาด การประยุกต์ใช้ ภูมิ ปัญญาและนวตั กรรม/เทคโนโลยีแลว้ ทาใหร้ วู้ า่ ตอ้ งพฒั นาอาชีพดา้ นใดบา้ ง ในการพฒั นาความรู้ เพื่อการ พัฒนาอาชีพ จาเป็นทผี่ ู้ประกอบการอาชพี ต้องศกึ ษาข้อมูลจากแหลง่ เรียนรเู้ ฉพาะ เชน่ ต้องการเงนิ ทุนเพ่ือ นาไปซื้อเคร่ืองจักรกต็ อ้ งศึกษาจากแหล่งเงนิ ทุน หรือขาดแรงงานก็ต้องจดั เตรยี มหาแรงงานในช่วงทต่ี ้องการ เปน็ การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการพฒั นาอาชีพ ผู้ท่มี คี วามสามารถในการบริหารจดั การธรุ กจิ ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ จาเป็นจะต้องรจู้ ักเลอื กใช้ ได้แก่ 1. แหลง่ เรยี นรู้และสถานทฝี่ ึกอาชพี แหล่งเรยี นรู้และสถานที่ฝึกอาชีพ หมายถึง แหลง่ ทีม่ ีขอ้ มลู ข่าวสาร ความรู้ ประสบการณ์ สารสนเทศ และเทคโนโลยี สาหรับผ้เู รียนใชใ้ นการแสวงหาความรู้และหรือฝึกทักษะในการประกออาชีพ ซึ่งมีอยูต่ าม ธรรมชาติ และมนุษยส์ ร้างขึ้น แหลง่ ในท่ีนอ้ี าจจะเปน็ เอกสาร สถานท่ี ตัวบุคคล ผรู้ ู้ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ เชน่ ทะเล ปา่ ภเู ขา แหล่งเรยี นร้ทู มี่ นษุ ย์สรา้ งข้นึ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ อนิ เทอรเ์ น็ต เวบ็ ไซต์ต่าง ๆ แหล่งเรยี นร้แู ละสถานที่ฝึกอาชพี มคี วามสาคัญตอ่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรสู้ าหรับผู้เรียน โดย เฉพาะผ้เู รียนทอ่ี ยู่นอกระบบโรงเรยี นท่ีตอ้ งศกึ ษาหาความรู้ด้วยตนเองเปน็ สว่ นใหญ่ จงึ ตอ้ งอาศยั แหลง่ เรยี นรู้ ตา่ ง ๆ ใกล้ตวั เช่น ห้องสมดุ อาเภอ ศูนย์การเรียนชมุ ชน ภูมิปญั ญา แหล่งธรรมชาติตา่ ง ๆ ผูเ้ รยี นสามารถ ศึกษาหาความรไู้ ดด้ ้วยตนเอง แหล่งเหล่าน้เี ป็นขุมทรัพย์ทางปญั ญาท่ีสามารถคน้ หาความรูไ้ ด้ไมร่ จู้ บ ปัจจบุ นั สถานทฝี่ กึ อาชพี มีหลากหลายทั้งภาครัฐและเอกชนทจ่ี ดั ให้กบั ประชาชนท่ัวไป เชน่ สานักงาน กศน. กระทรวงแรงงาน สานกั งานคณะกรรมการอาชวี ศึกษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โรงเรยี นของ เอกชนตา่ ง ๆ ที่เปิดสอนหลักสตู รวชิ ีพระยะสั้น 2. แหลง่ เงินทนุ แหล่งเงนิ ทนุ หมายถงึ แหล่งที่สามารถใหก้ ูย้ ืมเงนิ เพื่อการประกอบอาชีพได้ ซึ่งมีทั้งแหล่งเงนิ ทุนของภาครัฐ และเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ สหกรณ์ กองทุนก้ยู ืมต่าง ๆ การทจ่ี ะกยู้ ืมไดต้ ้องมโี ครงการรองรบั เพอื่ ให้แหล่งเงนิ ทนุ พิจารณาความเปน็ ไปไดใ้ นการส่งใช้เงินคนื 3. แหลง่ วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่ืองจักร แหล่งวัสดุ อปุ กรณ์ เครื่องจักร หมายถึง แหล่งขายหรอื แหลง่ ที่จะได้มาของวัสดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองจักร ท่ี เกยี่ วข้องกับการประกอบอาชีพ เชน่ ประกอบอาชีพการเกษตรจะต้องมวี ัสดอุ ปุ กรณ์ เครือ่ งจักรทเี่ กี่ยวข้อง เช่น พนั ธ์ุพืช ปุ๋ย รถแทรกเตอร.์ 4. แหลง่ แรงงาน แหล่งแรงงาน หมายถึง แหล่งที่จะไดแ้ รงงานมาใช้ ได้แก่ แรงงานจาก คน สัตว์ และเคร่ืองจักรที่ใช้

- แรงงานคน หมายถึง แรงงานเจา้ ของกับแรงงานนอกท่ีจ้างมาทางาน - แรงงานสัตว์ หมายถงึ แรงงานสัตวท์ ใี่ ช้ในการประกอบอาชพี เชน่ แรงงานจากวัว ควาย ช้าง ม้า ท่นี ามาใช้ ในการประกอบอาชีพ - เครอ่ื งจักร บางอาชีพมีการใช้เครอื่ งจักรในการประกอบอาชีพ เช่น อาชพี ทานาอาจจะตอ้ งใช้รถไถ อาชพี ทา เหลก็ ดัดประตู หนา้ ตา่ ง อาจจะใชเ้ ครือ่ งเชือ่ ม ต้องพจิ ารณาว่า อาชีพของตนเองใชเ้ ครอ่ื งจกั รอะไรบ้าง ทมี่ ีอยู่ ลา้ สมัยหรอื ไม่อย่างไร ขนาดหรอื จานวนพอเพยี งกบั การผลติ หรือไม่ 5. ตลาด คือ แหลง่ ทมี่ ีทง้ั ผซู้ ้ือและผขู้ ายสินคา้ ต่าง ๆ จากผูผ้ ลิตไปสู่ผู้บริโภคหรอื ผู้ใชบ้ ริการนัน้ ๆ ไดร้ ับความพอใจ รว่ ม ถงึ การพฒั นาอาชพี มวี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการขยายตลาดขายสินคา้ ให้มากข้ึน โดยพิจารณาตลาดเดมิ วา่ สามารถรับ สนิ คา้ ทพี่ ฒั นาข้ึนใหม่ได้หรือไม่ ถา้ ไมไ่ ดจ้ ะตอ้ งหาตลาดใหมร่ องรบั เรอ่ื งที่ การวางแผนฝึกทกั ษะอาชีพ การวางแผน หมายถงึ วิธกี ารตดั สินใจลว่ งหนา้ เพือ่ อนาคตองค์การ ซงึ่ เปน็ หนา้ ท่ขี องการจัดการในทางเลอื กว่า ควรจะให้ใครทาอะไร ทีไ่ หน อยา่ งไร เปน็ ขั้นตอนดาเนินงาน การใชท้ รัพยากร การบรหิ ารเพอื่ ให้บรรลุ วตั ถุประสงค์ และเป้าหมายที่ต้องการ ทกั ษะ (Skill) หมายถึง ความชัดเจน และความชานชิ านาญในเรอ่ื งใดเร่อื งหนงึ่ ซงึ่ บุคคลสามารถสร้างขนึ้ ได้ จากการเรียนรูจ้ ากสง่ิ ตา่ งๆ ที่อยรู่ อบตวั การฝกึ ทักษะอาชีพ หมายถึง ฝกึ ทกั ษะอาชีพใดอาชีพหน่ึงจนเกดิ ความชดั เจนและชานาญ จนสามารถถา่ ยทอด ความรู้และประสบการณ์นัน้ ๆ ใหก้ ับผู้อืน่ ได้ ประโยชนข์ องการวางแผนฝกึ ทกั ษะอาชพี มดี ังนี้ 1. มีโอกาสวเิ คราะห์ทักษะท่ีจาเป็นและต้องฝกึ อยา่ งถีถ่ ว้ น 2. ทาให้ครอบคลุมทักษะทต่ี ้องการฝึกและมองเห็นภาพรวม ของการพัฒนาอาชีพท้ังระบบ 3. สามารถวางแผนในการเลือกสถานท่ฝี ึกและวิธกี ารฝึกทักษะกับหน่วยงานท่ีรบั ผดิ ชอบโดยตรง หรอื บางทักษะอาจฝึกด้วยตนเองได้ ข้นั ตอนการวางแผนการฝึกทักษะอาชพี มีดงั นี้ 1. สรปุ ทักษะท่ตี อ้ งการฝกึ เพ่ิมเติม 2. ศึกษาหาขอ้ มลู เก่ียวกบั แหล่งฝึกทักษะอาชพี และประสานงานกบั แหลง่ ฝึกว่า ต้องการฝกึ เรอื่ ง ใดบ้าง เมื่อใด

3. กาหนดวนั เวลา สถานท่ีในการฝึกทักษะทงั้ หมดลงในการฝึก 4. ผตู้ ้องการฝึกควรศึกษาเรอ่ื งที่ต้องการฝึกทกั ษะด้วยตนเองลว่ งหนา้ ไปก่อน เพ่อื ให้มีความเขา้ ใจ ในระดบั หนึง่ แล้วจดเป็นคาถามท่ียงั ไมเ่ ข้าใจเพอื่ นาไปซักถามในวนั เวลาที่มกี ารฝึกจริง ใบงานที่ 2 สาระการทกั ษะประกอบอาชีพ รายวชิ า ทักษะการพัฒนาอาชีพ (อช21002) (ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น) บทที่ 2 ความพร้อมในการสร้างอาชพี ใหม้ ีความเขม้ แข็ง ขอบขา่ ยเน้ือหา เรอื่ งที่ 1 แหล่งทเี่ อ้ือตอ่ การพัฒนาอาชพี เรอื่ งที่ 2 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เร่อื งท่ี 3 การพฒั นาตนเองในการพัฒนาอาชีพ คาชแ้ี จง : จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ใหถ้ ูกตอ้ งและสมบูรณ์ท่ีสดุ 1. แหลง่ ที่เออื้ ต่อการพฒั นาอาชพี หมายถึง ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 2. วสั ดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองจกั ร มีความสาคญั ต่อการพัฒนาอาชพี อย่างไร .......................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 3. นกั ศกึ ษามคี วามเขา้ ใจเก่ียวกบั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งอยา่ งไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 4. ทางสายกลาง หมายถึง ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 5. นกั ศึกษาคิดว่า เศรษฐกจิ พอเพยี งเกย่ี วข้องกบั การพัฒนาอาชพี อย่างไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................................

6. นักศกึ ษามีแนวทางการพฒั นาตนเองอยา่ งไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 7. หลกั การพฒั นาตนเอง เพอื่ พฒั นาอาชีพ มกี ห่ี ลักการ อย่างไรบ้าง ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 8. การพัฒนาตนเองตามแนวทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 9. นักศกึ ษามแี นวทางการพัฒนาอาชพี ของตนเองอยา่ งไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ช่อื ..........................................สกุล.................................... รหัสนักศกึ ษา..................................................................... ใบความรู้ พลังงานไกฟศฟนา้.ตในาบชลีวิต..ป...ร..ะ..จ...า..ว..ัน........................................................ ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหน่ึงท่ีมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจาวันของเรามากที่สุด หลอดไฟให้แสง สวา่ ง เครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ต่างๆ เช่น โทรทศั น์ วิทยุ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น และเคร่ืองซักผ้า ต้องใช้พลังงาน ไฟฟา้ ปจั จุบันเรามีรถไฟฟ้าเปน็ ยานพาหนะชนดิ ใหม่ล่าสดุ เมื่อต่อเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจะเคล่ือนท่ี ทาให้มีกระแสไฟฟ้าผ่าน เคร่ืองใช้ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจะถูกเปล่ียนเป็นพลังงานรูปอื่นตามชนิดของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เมื่อต่อ หลอดไฟกับแหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้า จะไดพ้ ลังงานแสงสว่าง ถ้าตอ่ เตาไฟฟ้าเขา้ กับแหลง่ กาเนิดไฟฟ้า จะได้พลังงาน ความร้อนถ้าต่อแหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ เข้ากบั เคร่ืองซักผา้ พดั ลม และสว่านไฟฟ้า กจ็ ะไดพ้ ลังงานกล เป็นตน้ 1. ไฟฟ้าสถิต มนุษย์เริ่มสังเกตเห็นอานาจของไฟฟ้าต้ังแต่ 2,000 ปีมาแล้ว นักปราชญ์ชาวกรีก ช่ือ เทลีส ได้นาแท่งอาพันซึ่งเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม แล้วนาแท่งอาพันไปแตะกับเศษฟาง เขาขยะว่าเศษฟาง เล็กๆ เหล่านั้นจะเกาะติดกับแท่งอาพัน พลังงานท่ีสามารถดูดวัตถุเหล่าน้ีได้คือ ไฟฟ้าน่ัน-เอง ชาวกรีกเรียก อาพันว่า “ อิเล็กตรอน ” ภายหลังจึงต้ังช่ือไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า “ อิเล็กตริกซิตี้ ” ไฟฟ้าชนิดน้ี เรียกว่า ไฟฟา้ สถิต ซึง่ เกดิ จากการนาวตั ถุ 2 ชนิด มาขัดถูหรอื เสียดสกี นั วตั ถแุ ต่ละชนดิ จะมีประจุไฟฟ้าบวก (+) และ ประจุไฟฟา้ ลบ (-) อยใู่ นตวั เทา่ ๆกัน เรียกว่า เปน็ กลาง เมื่อเกิดเสยี ดสีข้ึนประจุไฟฟ้าลบ (-) ท่ีเบากว่าประจุ ไฟฟา้ บวก (+) ก็จะเคลอื่ นทร่ี ะหวา่ งวัตถทุ ัง้ สอง ทาให้แสดงอานาจไฟ-ฟ้าขึ้นประจุไฟฟ้าในวัตถุท้ังสอบก็จะไม่

เปน็ กลางอกี ตอ่ ไป วตั ถุชนดิ หนงึ่ แสดงประจไุ ฟฟา้ บวก และอีกชนิดหนง่ึ แสดงประจุไฟฟ้าลบ พลังงานไฟฟ้าที่ เกดิ ขึ้นจะทาใหเ้ กิดแรงดูดหรือแรงผลัก ถ้านาวัตถุท่ีมีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้า มปี ระจไุ ฟฟ้าต่างชนิดกันจะเกดิ แรงดูดซ่งึ กนั และกัน 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้าที่เราใช้กันทั่วไป เกิดข้ึนจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนาไฟฟ้า จากจุดหนึ่งไปยงั อีกจดุ หนงึ่ เรยี กวา่ ไฟฟา้ กระแส แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้ากระแสมีหลายวธิ ี ไดแ้ ก่ 1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกามะถันเจือจางโดยวางให้ ห่างกัน ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง หลอดไฟจะติดสว่าง เซลล์ไฟฟ้านี้เรียกว่า เซลล์เปียก หรือ เซลล์ไฟฟ้าของโวลตา ซงึ่ เกิดปฏิกิริยาเคมรี ะหว่างแผน่ โลหะกับกรดกามะถนั จะทาให้เกดิ กระแสไฟฟ้าไหลใน วงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เรียกว่า เซลล์แห้ง ไฟฟ้าท่ีได้จากปฏิกิริยาเคมี มีทิศทางการไหล แน่นอนจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ เช่น ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย แบตเตอร่ีรถยนต์ เรียกการไหลน้ีว่า ไฟฟ้า กระแสตรง 2. ไฟฟ้าจากเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าท่ีเราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าท่ีเกิดจากเครื่องกาเนิด ไฟฟา้ หรือท่ีเรียกว่า ไดนาโม หรือเจเนอเรเตอร์ ซ่ึงภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนท่ีตัดเส้นแรง แม่เหล็กหรืออาจเคลื่อนที่แม่เหล็กตัดขวดลวดทองแดงที่อยู่กับที่ ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไป กลับมาระหวา่ งข้วั บวกและข้วั ลบ เรียกว่า ไฟฟา้ กระแส-สลบั 3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า โซล่าเซลล์ หรื อ เซลลแ์ สงอาทติ ย์ทท่ี าหนา้ ทเี่ ปล่ียนพลงั งานแสงอาทิตย์ใหเ้ ป็นพลังงานไฟฟ้าได้ นอกจากน้ีมนุษย์ยังพยายามนา พลังงานจากธรรมชาติอ่ืนๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น พลังงานลม พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ พลังงาน จากคล่นื ในทะเล เปน็ ต้น

ใบงานท่ี 1 วิชา การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวติ ประจาวนั พว22002 1. ให้นกั ศึกษาเขยี นบอกการกาเนิดพลงั งานไฟฟ้า พร้อมยกตัวอยา่ ง อย่างน้อย 3 วธิ ี 1.1 ......................................................................................................................... .............................................. ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................................................................................... ....... ........................................................................................................................... ................................................... 2.2 ......................................................................................................................... .............................................. ............................................................................................................................. ................................................. ..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................. 3.3 ......................................................................................................................... .............................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2. จงยกตัวอยา่ งพลังงานทดแทนท่ีมอี ยู่ในชมุ ชนของตัวเอง 1 ชนิด พร้อมท้ังอธบิ ายกระบวนการผลิต ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................................................................................................... .......... 3. จงบอกถึงความสาคัญของสายดินและหลกั ดนิ .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 4. ยกตวั อย่างพลงั งานทดแทนที่มีอยูใ่ นชุมชนของตัวเอง 1 ชนิด พรอ้ มอธิบายและกระบวนการผลติ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ใบความรู้ พลังงานไฟฟา้ ในชวี ติ ประจาวัน ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งท่ีมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจาวันของเรามากท่ีสุด หลอดไฟให้แสง สวา่ ง เครื่องใช้ไฟฟา้ ตา่ งๆ เชน่ โทรทศั น์ วิทยุ เครื่องคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น และเคร่ืองซักผ้า ต้องใช้พลังงาน ไฟฟ้าปจั จบุ ันเรามรี ถไฟฟา้ เปน็ ยานพาหนะชนิดใหม่ลา่ สดุ เมื่อต่อเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจะเคล่ือนที่ ทาให้มีกระแสไฟฟ้าผ่าน เคร่ืองใช้ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอ่ืนตามชนิดของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เมื่อต่อ

หลอดไฟกับแหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ จะไดพ้ ลังงานแสงสวา่ ง ถ้าต่อเตาไฟฟ้าเขา้ กับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า จะได้พลังงาน ความร้อนถ้าตอ่ แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าเขา้ กับเครือ่ งซกั ผ้า พดั ลม และสวา่ นไฟฟ้า กจ็ ะไดพ้ ลังงานกล เปน็ ต้น 1. ไฟฟ้าสถิต มนุษย์เร่ิมสังเกตเห็นอานาจของไฟฟ้าตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว นักปราชญ์ชาวกรีก ช่ือ เทลีส ได้นาแท่งอาพันซึ่งเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม แล้วนาแท่งอาพันไปแตะกับเศษฟาง เขาขยะว่าเศษฟาง เล็กๆ เหล่าน้ันจะเกาะติดกับแท่งอาพัน พลังงานที่สามารถดูดวัตถุเหล่านี้ได้คือ ไฟฟ้าน่ัน-เอง ชาวกรีกเรียก อาพันว่า “ อิเล็กตรอน ” ภายหลังจึงต้ังช่ือไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า “ อิเล็กตริกซิต้ี ” ไฟฟ้าชนิดนี้ เรียกว่า ไฟฟา้ สถิต ซง่ึ เกิดจากการนาวัตถุ 2 ชนิด มาขัดถูหรอื เสยี ดสกี นั วัตถแุ ต่ละชนดิ จะมีประจุไฟฟ้าบวก (+) และ ประจุไฟฟ้าลบ (-) อยใู่ นตวั เทา่ ๆกนั เรียกว่า เปน็ กลาง เมื่อเกิดเสียดสขี น้ึ ประจุไฟฟ้าลบ (-) ที่เบากว่าประจุ ไฟฟา้ บวก (+) กจ็ ะเคล่อื นทร่ี ะหวา่ งวตั ถุท้ังสอง ทาให้แสดงอานาจไฟ-ฟ้าข้ึนประจุไฟฟ้าในวัตถุท้ังสอบก็จะไม่ เป็นกลางอีกต่อไป วตั ถชุ นิดหนง่ึ แสดงประจุไฟฟา้ บวก และอีกชนดิ หนงึ่ แสดงประจุไฟฟ้าลบ พลังงานไฟฟ้าท่ี เกิดขนึ้ จะทาให้เกิดแรงดูดหรือแรงผลัก ถ้านาวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้า มีประจไุ ฟฟา้ ตา่ งชนดิ กันจะเกิดแรงดดู ซ่งึ กนั และกนั 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้าท่ีเราใช้กันทั่วไป เกิดข้ึนจากการเคล่ือนที่ของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนาไฟฟ้า จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึง่ เรยี กว่า ไฟฟ้ากระแส แหลง่ กาเนิดไฟฟ้ากระแสมีหลายวธิ ี ได้แก่ 1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกามะถันเจือจางโดยวางให้ ห่างกัน ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะท้ังสอง หลอดไฟจะติดสว่าง เซลล์ไฟฟ้าน้ีเรียกว่า เซลล์เปียก หรือ เซลล์ไฟฟา้ ของโวลตา ซง่ึ เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมรี ะหวา่ งแผน่ โลหะกับกรดกามะถัน จะทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลใน วงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เรียกว่า เซลล์แห้ง ไฟฟ้าท่ีได้จากปฏิกิริยาเคมี มีทิศทางการไหล แน่นอนจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ เช่น ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่รถยนต์ เรียกการไหลน้ีว่า ไฟฟ้า กระแสตรง 2. ไฟฟ้าจากเครื่องกาเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าที่เราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าที่เกิดจากเคร่ืองกาเนิด ไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า ไดนาโม หรือเจเนอเรเตอร์ ซ่ึงภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนท่ีตัดเส้นแรง

แม่เหล็กหรืออาจเคล่ือนท่ีแม่เหล็กตัดขวดลวดทองแดงที่อยู่กับที่ ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไป กลบั มาระหวา่ งขัว้ บวกและขวั้ ลบ เรยี กวา่ ไฟฟ้ากระแส-สลบั 3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า โซล่าเซลล์ หรือ เซลล์แสงอาทิตยท์ ที่ าหน้าท่เี ปลี่ยนพลงั งานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลงั งานไฟฟ้าได้ นอกจากนี้มนุษย์ยังพยายามนา พลังงานจากธรรมชาติอ่ืนๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น พลังงานลม พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ พลังงาน จากคลื่นในทะเล เปน็ ตน้

ใบงานที่ 2 วชิ า การใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าในชีวติ ประจาวัน พว22002 1. ทาการทดลองการต่อวงจรไฟฟา้ แบบอนกุ รม โดยใช้แผงสาธติ การตอ่ วงจรไฟฟา้ ปฏิบัติตามขัน้ ตอนท่ี กาหนดให้ แลว้ เขียนผลการทดลอง พร้อมท้ังสรุปผลการทดลอง ภาพแผงสาธิตการต่อวงจรไฟฟา้ (วงจรอนุกรม) ขั้นตอนท่ี 1 ประกอบวงจรอนุกรมตามภาพแผงสาธิตการต่อวงจรไฟฟ้า (วงจรอนุกรม) โดยใส่หลอด LED ลงในฐานเสยี บหลอด LED จานวน 3 หลอด จากนั้นเปดิ เบรกเกอร์และเปิดสวิตซไ์ ฟ โดย หลอด LED โดยทุกหลอดต้องตดิ ขัน้ ตอนที่ 2 ทาการถอดหลอด LED ออก 1 หลอด สงั เกตการณ์เปลีย่ นแปลงและบนั ทึกผล ข้ันตอนท่ี 3 ปดิ เบรกเกอร์ และสรปุ ผลการทดลอง ผลการทดลอง ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. สรุปผลการทดลอง

............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................. ................ .............................................................................................................. ................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ใบความรู้ พลังงานไฟฟ้าในชวี ิตประจาวนั ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหน่ึงที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจาวันของเรามากที่สุด หลอดไฟให้แสง สวา่ ง เคร่อื งใช้ไฟฟ้าต่างๆ เชน่ โทรทัศน์ วิทยุ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ต้องใช้พลังงาน ไฟฟา้ ปัจจบุ ันเรามรี ถไฟฟา้ เปน็ ยานพาหนะชนดิ ใหมล่ ่าสดุ เม่ือต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจะเคล่ือนท่ี ทาให้มีกระแสไฟฟ้าผ่าน เคร่ืองใช้ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจะถูกเปล่ียนเป็นพลังงานรูปอื่นตามชนิดของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เม่ือต่อ หลอดไฟกับแหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ จะได้พลงั งานแสงสวา่ ง ถ้าต่อเตาไฟฟ้าเข้ากบั แหล่งกาเนิดไฟฟ้า จะได้พลังงาน ความร้อนถ้าต่อแหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ เขา้ กบั เครอ่ื งซักผา้ พัดลม และสว่านไฟฟ้า กจ็ ะได้พลงั งานกล เป็นตน้ 1. ไฟฟ้าสถิต มนุษย์เร่ิมสังเกตเห็นอานาจของไฟฟ้าตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว นักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อ เทลีส ได้นาแท่งอาพันซึ่งเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม แล้วนาแท่งอาพันไปแตะกับเศษฟาง เขาขยะว่าเศษฟาง เล็กๆ เหล่านั้นจะเกาะติดกับแท่งอาพัน พลังงานท่ีสามารถดูดวัตถุเหล่าน้ีได้คือ ไฟฟ้าน่ัน-เอง ชาวกรีกเรียก อาพันว่า “ อิเล็กตรอน ” ภายหลังจึงต้ังชื่อไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า “ อิเล็กตริกซิต้ี ” ไฟฟ้าชนิดนี้ เรียกว่า ไฟฟา้ สถติ ซึ่งเกดิ จากการนาวตั ถุ 2 ชนิด มาขดั ถูหรือเสียดสีกัน วัตถุแต่ละชนดิ จะมีประจุไฟฟ้าบวก (+) และ ประจุไฟฟา้ ลบ (-) อย่ใู นตัว เท่าๆกนั เรยี กว่า เปน็ กลาง เม่ือเกิดเสยี ดสีข้ึนประจุไฟฟ้าลบ (-) ท่ีเบากว่าประจุ ไฟฟ้าบวก (+) ก็จะเคลอ่ื นทรี่ ะหวา่ งวัตถุทงั้ สอง ทาให้แสดงอานาจไฟ-ฟ้าข้ึนประจุไฟฟ้าในวัตถุท้ังสอบก็จะไม่ เป็นกลางอีกตอ่ ไป วัตถชุ นิดหน่ึงแสดงประจุไฟฟา้ บวก และอีกชนิดหนึ่งแสดงประจุไฟฟ้าลบ พลังงานไฟฟ้าท่ี เกดิ ขน้ึ จะทาให้เกดิ แรงดูดหรือแรงผลัก ถ้านาวัตถุท่ีมีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้า มปี ระจไุ ฟฟ้าต่างชนิดกันจะเกดิ แรงดูดซง่ึ กนั และกัน 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้าท่ีเราใช้กันท่ัวไป เกิดขึ้นจากการเคล่ือนที่ของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนาไฟฟ้า จากจดุ หน่ึงไปยงั อกี จุดหนงึ่ เรียกวา่ ไฟฟ้ากระแส แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้ากระแสมีหลายวธิ ี ไดแ้ ก่

1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกามะถันเจือจางโดยวางให้ ห่างกัน ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง หลอดไฟจะติดสว่าง เซลล์ไฟฟ้านี้เรียกว่า เซลล์เปียก หรือ เซลล์ไฟฟา้ ของโวลตา ซงึ่ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีระหว่างแผน่ โลหะกบั กรดกามะถัน จะทาใหเ้ กดิ กระแสไฟฟ้าไหลใน วงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เรียกว่า เซลล์แห้ง ไฟฟ้าที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี มีทิศทางการไหล แน่นอนจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ เช่น ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่รถยนต์ เรียกการไหลนี้ว่า ไฟฟ้า กระแสตรง 2. ไฟฟ้าจากเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าที่เราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าที่เกิดจากเคร่ืองกาเนิด ไฟฟ้าหรือท่ีเรียกว่า ไดนาโม หรือเจเนอเรเตอร์ ซึ่งภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนท่ีตัดเส้นแรง แม่เหล็กหรืออาจเคล่ือนที่แม่เหล็กตัดขวดลวดทองแดงท่ีอยู่กับท่ี ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไป กลบั มาระหวา่ งข้ัวบวกและขั้วลบ เรียกว่า ไฟฟา้ กระแส-สลับ 3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ท่ีเรียกว่า โซล่าเซลล์ หรือ เซลลแ์ สงอาทิตย์ทท่ี าหน้าท่เี ปล่ียนพลงั งานแสงอาทิตย์ใหเ้ ปน็ พลงั งานไฟฟ้าได้ นอกจากนี้มนุษย์ยังพยายามนา พลังงานจากธรรมชาติอื่นๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น พลังงานลม พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ พลังงาน จากคล่นื ในทะเล เป็นต้น

ใบงานท่ี 3 วชิ า การใช้พลงั งานไฟฟ้าในชีวิตประจาวนั พว22002 1. ปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ สถานการณ์พลงั งานของโลกมีอะไรบ้าง เพราะอะไร ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2. ภาวะวกิ ฤตทีเ่ กยี่ วข้องกับพลงั งานของโลกมีอะไรบา้ ง .............................................................................................................................. ................................................ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 3. พลงั งานมคี วามสัมพนั ธ์ต่อว่ิงแวดล้อมอย่างไร ..................................................................................................................................... ......................................... ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................

4. การอนุรกั ษพ์ ลังงาน หมายถงึ อะไร ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................ .............................. ................................................................................................ .............................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 5. จงยกตัวอย่างมาตราการของการอนุรกั ษพ์ ลังงานเบือ้ งต้นในทส่ี าธารณะ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 6. จงอธิบายประโยชนข์ องการประหยัดพลงั งานในอุปกรณ์เครอ่ื งใช้ไฟฟ้า ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ใบความรู้ท่ี 1 เร่ือง สาระความสาคัญของการลูกเสือ พระราชบญั ญตั ิลูกเสือ พ.ศ. 2551 ได้ใหค้ วามหมายของคาวา่ “ลกู เสอื ” หมายถึงเด็กและเยาวชนทั้ง ชายและหญงิ ทสี่ มัครเขา้ เป็นลกู เสอื ทั้งในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา สว่ นลูกเสอื ท่เี ปน็ หญิงให้เรียกว่า “เนตรนารี” การลกู เสอื หมายถึง กิจการที่นาเอาวัตถุประสงค์ หลกั การ และวธิ ีการของขบวนการลูกเสอื มาใช้เพ่ือ การพฒั นาเด็กและเยาวชน โดยมรี ายละเอยี ด ดงั นี้ ขอบขา่ ยเน้อื หา ประกอบดว้ ย 1.1 วัตถปุ ระสงค์ของการลกู เสอื 1.2 หลกั การสาคัญของการลูกเสือ 1.1 วตั ถุประสงค์ของการลูกเสือ เปน็ ขบวนการสาคัญยง่ิ ของการศึกษาที่ได้รบั การยอมรับจากทั่วโลกเพราะเปน็ กจิ กรรมพฒั นาเยาวชนใหม้ ีคุณธรรมสงู ส่งเสริมบคุ ลกิ ภาพทดี่ ี และมีความเป็นผู้นาในการพัฒนาเยาวชนนนั้ พระราชบญั ญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551 ไดก้ าหนดวตั ถุประสงค์ในมาตรา 8 ความวา่ “คณะลูกเสือแห่งชาติ มี วตั ถุประสงคเ์ พ่ือพฒั นาลกู เสือท้งั ทางกาย สตปิ ญั ญา จิตใจ และศีลธรรมให้เป็นพลเมอื งดี มีความรบั ผดิ ชอบ

และชว่ ยสร้างสรรค์สังคมใหเ้ กิดความสามคั คี และมคี วามเจรญิ ก้าวหน้า ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขและความมนั่ คง ของประเทศชาติ” ตามแนวทางดังตอ่ ไปน้ี 1) ใหม้ นี ิสัยในการสังเกต จดจา เชอื่ ฟังและพึ่งตนเอง 2) ให้ซือ่ สัตยส์ จุ ริต มีระเบียบวินยั และเหน็ อกเหน็ ใจผอู้ น่ื 3) ใหร้ จู้ ักบาเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์ 4) ใหร้ ้จู ักทาการฝมี ือและฝึกฝนใหท้ ากิจการตา่ ง ๆ ตามความเหมาะสม 5) ใหร้ ้จู กั รักษาและส่งเสริมจารีตประเพณี วฒั นธรรม และความมน่ั คงของประเทศชาติ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมนูญขององค์การลูกเสือโลก วา่ ด้วยขบวนการลูกเสอื ท่ีไดก้ าหนดวัตถุประสงค์ของ ขบวนการลกู เสอื ไว้ดังต่อไปน้ี “วตั ถปุ ระสงค์ของขบวนการลูกเสอื คือ การสนบั สนุนการพัฒนาศักยภาพทางกาย สติปัญญา สังคม จติ ใจและศลี ธรรม ใหแ้ กเ่ ยาวชนเป็นรายบคุ คล เพื่อใหเ้ ขาเป็นพลเมอื งดี มคี วามรบั ผดิ ชอบ ในฐานะท่ีเปน็ สมาชิกระดับชมุ ชน ท้องถิน่ ชาติ และนานาชาติ” การพฒั นาทางกาย เพอื่ ให้มีรา่ งกายเจรญิ เติบโต แข็งแรง เพียบพร้อมดว้ ยสขุ ภาพอนามัยทีส่ มบูรณ์ โดยการสง่ เสรมิ การใชช้ ีวิตกลางแจ้ง การพฒั นาทางสตปิ ัญญา เพื่อใหม้ ีสตปิ ัญญาเฉลียวฉลาด พ่งึ พาตนเองได้ โดยการส่งเสริมการเรยี นรู้ ด้วยการกระทารว่ มกนั การพัฒนาทางจติ ใจ เพื่อให้มีคุณธรรม จริยธรรมในการดารงชีวติ โดยยึดคาปฏญิ าณและกฎของ ลกู เสือเปน็ หลักประจาใจและนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั การพัฒนาทางสงั คม เพ่ือให้มีจิตอาสา คดิ ดี ทาดี และมีความเป็นพลเมืองดี สามารถปรบั ตัวใหอ้ ยใู่ น สังคมได้อยา่ งมคี วามสุข โดยการบาเพ็ญประโยชนต์ อ่ ผู้อ่นื

ใบงานท่ี 1 เรื่อง สาระความสาคญั ของการลูกเสือ จงตอบคาถามต่อไป 1.การลกู เสือหมาย ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................

2.หลักการสาคญั ของลูกเสอื คือ ............................................................................................................ .................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................. ................................. .................................................................................................. ............................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. 3.วัตถุประสงค์ของขบวนการลกู เสือได้แก่ ............................................................................................................................. ................................................. ......................................................................................................................................................................... ..... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................................... .............. ใบความรทู้ ่ี 2 เร่อื ง ประวตั กิ ารลกู เสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยูห่ ัว ทรงเล็งเหน็ ความสาคัญของกจิ การลกู เสอื จงึ ไดท้ รง พระราชทาน กาเนดิ ลูกเสือไทยข้นึ เม่อื วนั ท่ี 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 โดยมพี ระราชประสงค์ 3 ประการ ซึ่ง เป็นรากฐานแหง่ ความมั่นคงท่ีจะทาให้ชาตดิ ารงอยเู่ ป็นไทยไดส้ มนาม คือ 1) ความจงรกั ภักดตี อ่ ผทู้ รงดารงรฐั สีมาอาณาจกั รโดยต้องตามนิติธรรมประเพณี 2) ความรักชาตบิ ้านเมืองและนบั ถือศาสนา และ 3) ความ

สามัคคีในคณะและไม่ทาลายซง่ึ กันและกัน ประเทศไทยเป็นประเทศทส่ี ามของโลกท่ีมีลูกเสอื โดยตง้ั กอง ลกู เสอื กองแรกข้นึ ท่ีโรงเรยี นมหาดเลก็ หลวง (ปัจจบุ นั คือโรงเรยี นวชิราวธุ วทิ ยาลยั ) เรยี กว่า กองลูกเสือ กรงุ เทพ ท่ี 1 ลกู เสอื คนแรกของประเทศไทย คือ นายชัพน์ บนุ นาค พระองค์ทรงสอนลกู เสือโดย พระองค์เอง วิชาท่ใี ช้ในการฝกึ อบรมเป็นวิชาฝึกระเบยี บแถว ท่าอาวุธ การสะกดรอย หนา้ ทข่ี องพลเมือง และไดท้ รงพระ กรณุ าโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานญุ าต ใหจ้ ดั ตัง้ กองลูกเสอื ตามโรงเรยี นต่าง ๆ ทา ใหก้ ิจการลูกเสือได้รับความนิยมแพร่หลายและเจรญิ ข้นึ อย่างรวดเร็วและโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมให้มี ขอ้ บังคับลกั ษณะการปกครองลูกเสือ ทรงต้งั สภากรรมการลูกเสอื แหง่ ชาติและพระองคด์ ารงตาแหนง่ สูงสดุ ของ คณะลูกเสือแห่งชาติ หลังจากนน้ั พระมหากษัตรยิ ไ์ ทยทุกพระองค์ทรงเป็นประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ การลูกเสือไทย แบ่งออกเปน็ 5 ยุค ดงั นี้ 1) ยคุ กอ่ ต้งั (พ.ศ. 2454 - 2468) เป็นยคุ ท่พี ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงสถาปนา ลกู เสือแห่งชาตขิ ้ึน เม่ือวนั ที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2454 โปรดเกล้าฯให้ต้ังกองลกู เสอื กองแรกข้นึ ที่ โรงเรียน มหาดเลก็ หลวง เรียกวา่ กองลูกเสือกรงุ เทพที่1 ซ่งึ ต่อมากิจการลกู เสอื ได้ขยายตัวไปหลายจงั หวัด 2) ยุคส่งเสริม (พ.ศ. 2468 - 2482) เปน็ ยคุ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว จนถึงตน้ สงครามโลกครั้งท่ี 2 ยคุ น้ีได้มีการชมุ นุมลูกเสือแหง่ ชาติขึน้ เป็นครงั้ แรก เม่ือ พ.ศ. 2470 ณ พระราชวังอทุ ยาน สราญรมย์ จังหวดั พระนคร และเมอ่ื พ.ศ. 2473 ได้มีการจัดงานชมุ นุมลกู เสือแห่งชาติ คร้งั ท่ี 2 ณ สถานท่ี เดียวกนั ปี พ.ศ.2476 ตงั้ กองลูกเสอื สังกดั กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการและปีพ.ศ. 2482 ได้มีการตรา พระราชบญั ญัติลูกเสือขนึ้ เป็นฉบับแรก 3) ยุคประคับประคอง (พ.ศ. 2482 - 2489) เป็นยุคของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั อนันทมหิดล ซ่ึงอยู่ในระหว่างเกดิ สงครามโลก คร้งั ท่ี 2 ผลของสงครามทาให้กจิ การลูกเสือซบเซาลงมาก ปพี .ศ.2486 มกี าร ตราพระราชบญั ญัติยุวชนแห่งชาตขิ ึน้ โดยแบ่งหน่วยราชการเป็นหน่วยลกู เสือและหนว่ ยยุวชนทหาร 4) ยคุ กา้ วหน้า (พ.ศ. 2489 - 2559) เป็นยคุ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั ภูมพิ ลอดุลยเดช มี กิจการลูกเสือท่สี าคัญท่ีเกิดข้ึนในยคุ นี้ คอื ในปพี .ศ.2490 มกี ารยกเลิกพระราชบัญญัติยุวชนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2486 และได้ตราพระราชบัญญตั ิลกู เสือ พ.ศ. 2490 ขึน้ เมื่อปพี .ศ.2504 ได้ตั้งคา่ ยลูกเสือวชริ าวธุ ทอ่ี าเภอศรี ราชา จงั หวดั ชลบุรี มกี ารฝกึ อบรมวิชาผู้กากบั ลกู เสือสามัญ ขัน้ วดู แบดจ์ ครงั้ ท่ี 1 และสง่ เจา้ หน้าทไ่ี ปร่วม กิจกรรมลูกเสือนานาชาติ กจิ กรรมของลกู เสือโลกหลายกิจกรรม 5) ยคุ ประชาชน (พ.ศ. 2514 - 2559) เมื่อปีพ.ศ. 2516 เกดิ กิจกรรมลกู เสอื ชาวบ้าน โดยสภาลกู เสอื แหง่ ชาติ มมี ติรับกจิ การลกู เสือชาวบ้านเป็นสว่ นหนงึ่ ของคณะลูกเสือแห่งชาติ และกระทรวงศึกษาธกิ ารได้มี คาส่ังลงวนั ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2516 ให้นาวชิ าลกู เสือเขา้ สู่หลักสูตรของโรงเรยี น จะเห็นไดว้ า่ กจิ การลูกเสอื มี ประวัตทิ ย่ี าวนาน เป็นกระบวนการทีท่ ว่ั โลกยอมรบั ว่าสามารถพัฒนาเยาวชนใหเ้ ป็นพลเมืองท่ดี ี มีความ รับผิดชอบตอ่ ตนเอง ต่อส่วนรวมและชาตบิ า้ นเมืองได้เป็นอยา่ งดี รู้จักการทางานเป็นระบบหมู่ รู้จกั การเป็น

ผู้นาและผ้ตู าม รวมท้ังเป็นกระบวนการท่ีฝกึ คนใหร้ จู้ ักการเป็นประชาธปิ ไตย ฝึกผูใ้ หญ่ให้รจู้ กั วิธีการ ฝึก ชาวบา้ นให้รู้จกั แยกแยะช่วั ดี ยคุ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2559 - ปจั จุบัน) เป็นยคุ ของรชั กาลท่ี 10 กาเนดิ ลูกเสือไทย กากาพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ ัว ทรงเลง็ เหน็ ความสาคัญของกจิ การลูกเสอื จึงได้ทรง พระราชทาน กาเนิดลกู เสือไทยขนึ้ เม่ือวนั ท่ี 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 โดยมีพระราชประสงค์ 3 ประการ ซงึ่ เปน็ รากฐานแหง่ ความมน่ั คงท่ีจะทาใหช้ าตดิ ารงอยู่เป็นไทยไดส้ มนาม คือ 1) ความจงรักภักดตี อ่ ผทู้ รงดารงรัฐ สีมาอาณาจักรโดยต้องตามนิติธรรมประเพณี 2) ความรกั ชาติบ้านเมอื งและนบั ถือศาสนา และ 3) ความ สามคั คใี นคณะและไม่ทาลายซ่งึ กนั และกนั ประเทศไทยเป็นประเทศทส่ี ามของโลกที่มีลูกเสือ โดยตงั้ กอง ลกู เสือกองแรกขึ้นทโ่ี รงเรียนมหาดเลก็ หลวง (ปัจจุบนั คือโรงเรยี นวชริ าวธุ วทิ ยาลัย) เรยี กว่า กองลูกเสอื กรงุ เทพ ที่ 1 ลูกเสอื คนแรกของประเทศไทย คือ นายชพั น์ บุนนาค พระองคท์ รงสอนลูกเสอื โดย พระองค์เอง วิชาที่ใช้ในการฝึกอบรมเป็นวิชาฝกึ ระเบียบแถว ทา่ อาวธุ การสะกดรอย หนา้ ทข่ี องพลเมือง และไดท้ รงพระ กรณุ าโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานญุ าต ให้จัดต้ังกองลูกเสือตามโรงเรยี นต่าง ๆ ทา ใหก้ ิจการลกู เสือได้รับความนิยมแพร่หลายและเจริญข้นึ อย่างรวดเรว็ และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มี ขอ้ บังคับลกั ษณะการปกครองลูกเสอื ทรงตง้ั สภากรรมการลูกเสือแหง่ ชาติและพระองคด์ ารงตาแหน่งสูงสุดของ คณะลูกเสอื แห่งชาติ หลังจากนัน้ พระมหากษัตรยิ ไ์ ทยทกุ พระองค์ทรงเปน็ ประมุขของคณะลูกเสอื แหง่ ชาติ ในการตัง้ กองลูกเสือกเ็ พ่ือให้คนไทยรักชาติบา้ นเมือง เป็นผูน้ ับถอื ศาสนาและมคี วามสามัคคี ไม่ทาลายซึ่งกนั และกันเป็นรากฐานแหง่ ความม่ันคงของประเทศชาติ ทรงให้ทมี่ าของช่อื ลูกเสือไวว้ ่า “ลกู เสอื บ่ใชเ่ สือสัตวไ์ พร เรายืมมาใชด้ ว้ ยใจกลา้ หาญปานกัน ใจกลา้ มใิ ช่กลา้ อธรรม์ เชน่ เสืออรญั สญั ชาติชนคนพาล ใจกลา้ ตอ้ งกลา้ อยา่ งทหาร กลา้ กอปรกจิ การแก่ชาติประเทศเขตคน” เนนิดลูกเสอื ไทย

การลกู เสือไทย ใบงานที่ 2 เรื่องประวัติการลกู เสอื ไทย จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1.ผู้ใหก้ าเนดิ ลูกเสือไทยคอื ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ......................................................................................................................................................................... ..... 2.ลูกเสอื ไทยก่อตั้งในวนั ท่ี เดือน พ.ศ.อะไร .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 3.การลกู เสือไทยแบ่งออกเป็นก่ยี คุ ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. 4.ลูกเสือกองแรกก่อตงั้ ทีโ่ รงเรยี นใด.................................................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ........................................................................................... ............................................................................................................................. ...............................................

5.ลกู เสอื คนแรกของประเทศไทยคือใคร............................................................................................................... ...................................................................................................... ........................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................................................... ..................................... ใบความรูท้ ่ี 3 เร่ือง ประวัติผใู้ หก้ าเนิดลกู เสอื โลก ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ เปน็ ผใู้ ห้กาเนิดลูกเสือโลก มีชื่อเตม็ ว่า โรเบิรต์ สติเฟนสัน สมิท เบเดน โพเอลล์ (Robert Stephenson Smyth Baden Powell) เรยี กย่อ ๆ วา่ บี.พ.ี (B.P.) เกดิ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 ทก่ี รุงลอนดอน ประเทศองั กฤษ ผใู้ หก้ าเนดิ ลกู เสือโลก คอื โรเบริ ต์ สตเี ฟนสนั สมิท เบเดน โพเอลล์ (Robert Stephenson Smyth Baden Powell) หรอื บ.ี พ.ี เป็นชาวอังกฤษ เกิดท่ีกรงุ ลอนดอน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 เปน็ เดก็ กาพรา้ บิดาตงั้ แต่อายุ 3 ขวบ ในวัยเดก็ ชอบใชช้ วี ิตกลางแจ้ง ศึกษาธรรมชาติ เล่นกีฬา และชอบเปน็ ผู้นา สอบ เข้าโรงเรียนนายรอ้ ยแซนดเ์ ฮิสต์ ไดท้ ่ี 2 และไดร้ ับพระราชทานยศเป็นร้อยตรี เม่ืออายุ 19 ปี ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ี ทหารอย่างดีเดน่ ไดร้ บั พระราชทานยศเป็นรอ้ ยเอก เม่ืออายุ 26 ปี เปน็ นายทหารท่ีเฉลยี วฉลาด กลา้ หาญ สร้างวรี กรรม ท่ีย่ิงใหญ่ทาการตอ่ สู้อย่างห้าวหาญ เพ่ือรักษาเมอื งมาฟิคงิ (Mafeking) ให้รอดพน้ จากวงลอ้ ม และการบุกรุกโจมตีของกองทัพบวั ร์ (Boer) ที่แอฟริกาใต้ ได้รับการสรรเสรญิ วา่ “วีรบรุ ุษผู้กลา้ หาญ แห่งยุค” เมื่อวันท่ี 1 – 9 สิงหาคม พ.ศ. 2450 บี.พ.ี ไดน้ าเดก็ ชายท่ีมอี ายุ 11 – 15 ปี จากครอบครัว ทม่ี ีฐานะแตกตา่ ง กัน จานวน 20 คน ไปเข้าค่ายพักแรมท่ีเกาะบราวนซ์ ี นบั ว่าเปน็ การอยู่ค่ายพักแรม ของลกู เสอื คร้ังแรกของ โลกและถือวา่ เกาะบราวน์ซี เปน็ ค่ายลูกเสอื แห่งแรกของโลก เชน่ กัน ในปี พ.ศ. 2463 สมาคมลกู เสืออังกฤษ

จดั ประชมุ ลูกเสอื ทั่วโลกเป็นคร้ังแรก ท่ีประเทศองั กฤษ มลี กู เสือกว่า 8,000 คน จาก 34 ประเทศ เข้าร่วม ชมุ นมุ ในการชุมนุมคร้ังนี้ มีข้อตกลง และ มีมตเิ ปน็ เอกฉันทใ์ ห้ ลอรด์ เบเดน โพเอลล์ หรอื บ.ี พี. เป็นประมุข คณะลูกเสอื โลกตลอดกาล และ บี.พ.ี ถงึ แก่อนจิ กรรม เมือ่ วันท่ี 8 มกราคม 2484 สิริอายุ 84 ปี องค์การลูกเสอื โลก เป็นองค์การอาสาสมัครนานาชาติ มีความสาคัญ ในการ ทาหน้าท่ีรักษา และดารง ไวซ้ งึ่ ความเป็นเอกภาพของขบวนการลกู เสอื แห่งโลก และทาหนา้ ท่ี สง่ เสรมิ กจิ การลกู เสือท่ัวโลก ใหม้ ีการ พัฒนาและก้าวหน้าอยา่ งต่อเนือ่ ง โดยมธี รรมนญู ลูกเสือโลก เปน็ กฎหมายสาหรบั ยึดถือปฏบิ ัติ การมีองค์กร หลกั 3 องค์กร คือ สมชั ชาลูกเสือโลก คณะกรรมการลกู เสือโลก และสานักงานลูกเสือโลก ปัจจบุ ัน (พ.ศ. 2561) มีสมาชกิ กว่า 40 ล้านคน ใน 169 ประเทศ ตามบัญญตั ิของธรรมนูญลกู เสอื โลก ประเทศสมาชิกขององค์การลกู เสือโลก แต่ละประเทศจะมี องค์การลกู เสือแหง่ ชาติได้เพียง1องคก์ ารเท่านั้นและต้องชาระเงนิ ค่าบารุงลกู เสือโลกให้แก่สานักงานลูกเสือ โลก ประเทศไทยเปน็ 1 ในจานวน 27 ประเทศทเี่ ป็นสมาชิกองค์การลูกเสอื โลก ของสานักงานลกู เสือภาคพื้น เอเชยี แปซิฟคิ ซ่งึ สานักงานใหญต่ ั้งอยุท่ ่ีกรงุ มาดาติ ประเทศฟลิ ิปปนิ ส์ กจิ การลูกเสือทุกประเทศ ยดึ มั่นในวตั ถุประสงค์ หลักการ และวธิ กี ารของลกู เสือเหมอื นกันทัว่ โลก คือ มงุ่ พฒั นาเยาวชน ดว้ ยรากฐานของอุดมการณ์ ของลูกเสือ ซง่ึ มีคาปฏิญาณและกฎของลูกเสือเปน็ สิง่ ยดึ เหนยี่ ว จติ ใจนาสูก่ ารประพฤตปิ ฏิบตั ติ นของความเป็นพลเมอื งดี และความเปน็ พน่ี อ้ งกันระหว่างลูกเสือ ทวั่ โลก

ใบงานท่ี 3 เรอ่ื ง ประวตั ผิ ้ใู หก้ าเนดิ ลกู เสอื ไทย จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1.ผใู้ หก้ าเนดิ ลูกเสือโลกคอื ใคร………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.คา่ ยลูกเสือแห่งแรกของโลกอยทู่ ใี่ ด……………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3.องค์การลกู เสือโลกมหี นา้ ที่สาคญั ใด................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................ .................................. ................................................................................................. ............................................................................. ............................................................................................................................. ................................................

4.องค์กรหลัก 3 องคก์ รของลูกเสอื โลกได้แก่....................................................................................................... ..................................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................................... ........................ ........................................................................................................... .................................................................. 5.สานกั งานลกู เสอื ภาคพ้ืนเอเชียแปซฟิ คิ สานักงานใหญ่ต้ังอยู่ประเทศใด ......................................................................................................................... ..................................................... ............................................................................................................................. ................................................. .......................................................................................................................................................... .................... ............................................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. .................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook