Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือรายวิชา รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๑ ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๒

คู่มือรายวิชา รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๑ ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๒

Published by กิติศักดิ์ ส., 2020-03-27 05:51:03

Description: คู่มือรายวิชา รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๑ ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๒

Search

Read the Text Version

ค่มู ือรายวิชา รหัสวิชา ท ๓๑๑๐๑ ชื่อวิชา ภาษาไทยพื้นฐาน ๑ ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๔ กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย โรงเรียนวัดเขียนเขต สำนักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต ๒ สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร

คำนำ หลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน เปน็ หลักสตู รแกนกลางของประเทศที่มมี าตรฐานการเรียนรใู้ นข้อกำหนด คุณภาพของผ้เู รยี นทั้งตัวความรู้ ทกั ษะ กระบวนการ คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ ม มีสาระการเรยี นรู้เปน็ การกำหนดองค์ความร้ทู ี่เปน็ เนอ้ื หาสาระครอบคลมุ การศกึ ษา และภาษาไทยเป็น เอกลักษณข์ องชาติ เป็นสมบัติทางวฒั นธรรมอันกอ่ ให้เกิดความเปน็ เอกภาพและเสรมิ สรา้ งบุคลกิ ภาพของคนใน ชาติให้มคี วามเป็นไทย เปน็ เครื่องมือในการตดิ ตอ่ สอ่ื สารเพ่อื สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้ สามารถประกอบกิจธรุ ะ การงาน และดำรงชีวติ ร่วมกนั ในสงั คม ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อยา่ งมี ประสทิ ธิภาพ และเพอื่ นำไปใช้ในชวี ติ จริง ดังนั้นข้าพเจ้า ผู้สอนรายวิชาภาษาไทย ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ ๔ จึงตระหนักในความจำเป็น และ เหน็ ความสำคัญของภาษาไทย จึงจัดทำคู่มอื หลกั สตู รระดับชน้ั เรยี น ขา้ พเจ้าได้วิเคราะห์ตวั ชว้ี ัด /ผลการเรียนรู้ คำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา เพื่อจัดทำหน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้ องกับ หลักสตู รสถานศกึ ษา โดยมีกจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ เพื่อพัฒนาคุณภาพผเู้ รียนใหบ้ รรลุ เปา้ หมายของหลักสตู ร ข้าพเจ้าหวังเปน็ อยา่ งยิ่งว่าการจัดทำคู่มือหลักสูตรวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การนำไปใช้เปน็ แนวทางในการพฒั นาผู้เรยี นให้มีคณุ ภาพ กิติศักดิ์ สขุ วโรดม คณะผจู้ ดั ทำ

สารบญั หนา้ ๑ คำนำ ๒ สารบญั ๓ ทำไมต้องเรียนภาษาไทย ๓ เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ๔ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ๕ คณุ ภาพผู้เรยี น ๖ ตวั ชี้วดั และสาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๗ ๘ สาระท่ี ๑ การอ่าน ๙ สาระที่ ๒ การเขียน ๙ สาระท่ี ๓ การฟงั การดู และการพูด ๑๐ สาระท่ี ๔ หลกั การใชภ้ าษาไทย ๑๒ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ๑๓ คำอธบิ ายรายวิชาภาคเรียนท่ี ๑ ๑๖ โครงสร้างรายวชิ าภาคเรยี นท่ี ๑ ๒๔ อภธิ านศพั ท์ คณะผูจ้ ัดทำ

ทำไมตอ้ งเรยี นภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ เสรมิ สรา้ งบุคลกิ ภาพของคนในชาติใหม้ คี วามเปน็ ไทย เป็นเครอื่ งมอื ในการตดิ ต่อสอ่ื สารเพ่ือสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกัน ในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบกา รณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ เปลยี่ นแปลงทางสงั คม และความกา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรยี นรู้ อนุรกั ษ์ และสืบสาน ให้คงอยคู่ ชู่ าติไทยตลอดไป เรียนรอู้ ะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะท่ีตอ้ งฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพอ่ื การส่ือสาร การเรียนรู้อย่าง มีประสทิ ธภิ าพ และเพอ่ื นำไปใชใ้ นชวี ิตจริง การอา่ น การอา่ นออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพนั ธช์ นดิ ตา่ ง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งท่ีอ่าน เพื่อนำไปปรับใชใ้ น ชวี ติ ประจำวัน การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรปู แบบต่าง ๆ ของการ เขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะหว์ ิจารณ์ และเขยี นเชงิ สร้างสรรค์ การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรือ่ งราวต่างๆ อย่างเป็นเหตเุ ปน็ ผล การพูดในโอกาสตา่ ง ๆ ท้งั เป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ และ การพดู เพ่ือโน้มนา้ วใจ หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับ โอกาสและบุคคล การแตง่ บทประพนั ธป์ ระเภทต่างๆ และอทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย วรรณคดแี ละวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดแี ละวรรณกรรมเพื่อศึกษาขอ้ มลู แนวความคดิ คณุ ค่าของ งานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบา้ นท่ี เป็นภูมิปญั ญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สกึ นกึ คิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราว ของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพือ่ ใหเ้ กดิ ความซาบซ้งึ และภูมิใจ ในบรรพบรุ ษุ ทีไ่ ด้สั่งสมสบื ทอด มาจนถึงปจั จบุ ัน สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระที่ ๑ การอา่ น มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคดิ เพอ่ื นำไปใชต้ ัดสินใจ แก้ปญั หาในการ ดำเนินชีวติ และมีนิสัยรกั การอ่าน สาระท่ี ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขยี นเรยี งความ ย่อความ และเขยี นเร่ืองราวใน รูปแบบตา่ งๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อย่าง มีประสิทธิภาพ

สาระท่ี ๓ การฟงั การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟงั และดอู ยา่ งมีวิจารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคดิ และ ความรู้สกึ ในโอกาสต่างๆ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัตขิ องชาติ สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คณุ คา่ และนำมาประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ จรงิ

คณุ ภาพผเู้ รียน จบชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๔ อา่ นออกเสยี งบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเปน็ ทำนองเสนาะไดถ้ กู ตอ้ งและเข้าใจ ตคี วาม แปลความ และขยายความเร่อื งทอี่ า่ นได้ วิเคราะหว์ ิจารณเ์ รือ่ งที่อา่ น แสดงความคิดเหน็ โตแ้ ย้งและเสนอความคิดใหม่ จากการอ่านอยา่ งมเี หตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรอ่ื งท่ีอ่าน เขยี นกรอบแนวคดิ ผงั ความคิด บันทกึ ยอ่ ความ และเขยี นรายงานจากส่ิงที่อ่าน สังเคราะห์ ประเมนิ คา่ และนำความร้คู วามคิด จากการอา่ นมาพัฒนาตน พฒั นาการเรียน และพัฒนาความรทู้ างอาชพี และนำความร้คู วามคดิ ไปประยุกตใ์ ช้ แก้ปญั หาในการดำเนินชีวติ มมี ารยาทและมีนิสัยรกั การอา่ น เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความจากสื่อที่มี รูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่าง ๆ เขียนบันทกึ รายงานการศึกษาคน้ ควา้ ตามหลักการเขียนทางวชิ าการ ใช้ข้อมลู สารสนเทศในการอ้างอิง ผลิตผลงานของ ตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของผู้อื่นและนำมาพัฒนางาน เขียนของตนเอง ตั้งคำถามและแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั เร่ืองทฟี่ งั และดู มีวิจารณญาณในการเลอื กเร่ือง ท่ีฟงั และ ดู วเิ คราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเช่อื ถือของเรอ่ื งทฟี่ ังและดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดู แลว้ นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชวี ิต มที ักษะการพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งท่เี ป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยใช้ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมี มารยาทในการฟัง ดู และพดู เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คำและกลุ่มคำสร้าง ประโยคไดต้ รงตามวัตถุประสงค์ แตง่ คำประพนั ธ์ประเภท กาพย์ โคลง รา่ ยและฉันท์ ใชภ้ าษาได้เหมาะสม กับกาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการ สร้างคำในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์ และส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ วิเคราะห์วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณ์วรรณคดเี บื้องตน้ รแู้ ละเข้าใจลักษณะ เดน่ ของวรรณคดี ภมู ปิ ญั ญาทางภาษาและวรรณกรรมพน้ื บา้ น เชือ่ มโยงกบั การเรยี นร้ทู างประวตั ศิ าสตร์และ วถิ ีไทย ประเมนิ คณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์ และนำข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมไปประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตจรงิ

ตวั ชว้ี ัด / ผลการเรยี นรแู้ ละสาระการเรยี นรู้ ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย สาระที่ ๑ การอา่ น มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความร้แู ละความคดิ เพื่อนำไปใชต้ ดั สนิ ใจ แก้ปัญหาใน การดำเนนิ ชีวิตและมีนสิ ัยรักการอา่ น ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลางและสาระการเรยี นรู้ทอ้ งถน่ิ ๑. อ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแก้ว และบทร้อยกรองไดอ้ ย่าง  การอ่านออกเสียง ประกอบด้วย ถูกตอ้ ง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เร่ืองทอ่ี ่าน - บทรอ้ ยแก้วประเภทตา่ งๆ เช่น บทความ นวนิยาย และ ความเรยี ง - บทร้อยกรอง เช่น โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน รา่ ย และลิลติ ๒. ตคี วาม แปลความ และขยายความเรอื่ งท่อี า่ น  การอา่ นจบั ใจความจากสอื่ ตา่ งๆ เชน่ ๓. วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณเ์ รอ่ื งทอ่ี า่ น ในทกุ ๆ ดา้ นอยา่ งมี - ขา่ วสารจากส่ือสงิ่ พมิ พ์ สือ่ อิเลก็ ทรอนกิ ส์และแหลง่ เรียนรู้ เหตผุ ล ต่าง ๆ ในชุมชน ๔. คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรื่องท่ีอ่าน และประเมนิ คา่ - บทความ เพ่อื นำความรู้ ความคิดไปใช้ตดั สินใจแกป้ ัญหาในการ - นทิ าน ดำเนนิ ชวี ติ - เรื่องส้ัน ๕. วิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความคิดเหน็ โตแ้ ยง้ กบั เรื่องท่ี - นวนยิ าย อา่ น และเสนอความคดิ ใหมอ่ ย่างมีเหตผุ ล - วรรณกรรมพน้ื บา้ น ๖. ตอบคำถามจากการอา่ นประเภทต่าง ๆ ภายในเวลาท่ี - วรรณคดีในบทเรยี น กำหนด - บทโฆษณา ๗. อ่านเรอื่ งตา่ งๆ แลว้ เขยี นกรอบแนวคดิ ผงั ความคิด - สารคดี บนั ทึก ย่อความ และรายงาน - บันเทงิ คดี ๘. สงั เคราะห์ความรจู้ ากการอ่านสือ่ สงิ่ พมิ พ์ สอ่ื - ปาฐกถา อิเลก็ ทรอนกิ ส์และแหลง่ เรยี นรตู้ า่ งๆ มาพฒั นาตน พฒั นาการเรยี น และพฒั นาความรู้ทางอาชพี - พระบรมราโชวาท - เทศนา - คำบรรยาย - คำสอน - บทร้อยกรองรว่ มสมยั - บทเพลง - บทอาเศยี รวาท - คำขวญั ๙. มีมารยาทในการอา่ น  มารยาทในการอา่ น

สาระท่ี ๒ การเขยี น มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรยี งความ ยอ่ ความ และเขยี นเร่อื งราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ ควา้ อย่าง มีประสทิ ธิภาพ ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลางและสาระการเรียนร้ทู ้องถน่ิ ๑. เขยี นส่ือสารในรูปแบบตา่ ง ๆ ได้ ตรงตาม  การเขยี นส่อื สารในรูปแบบตา่ งๆ เชน่ วตั ถุประสงค์ โดยใชภ้ าษาเรียบเรยี งถกู ต้อง มขี ้อมลู - อธบิ าย และสาระสำคญั ชดั เจน - บรรยาย - พรรณนา - แสดงทรรศนะ - โต้แย้ง - โน้มนา้ ว - เชญิ ชวน - ประกาศ - จดหมายกิจธุระ - โครงการและรายงานการดำเนนิ โครงการ - รายงานการประชุม - การกรอกแบบรายการตา่ งๆ ๒. เขยี นเรียงความ  การเขยี นเรยี งความ ๓. เขยี นย่อความจากส่อื ท่ีมีรปู แบบ และเน้อื หา  การเขยี นย่อความจากสื่อต่างๆ เช่น หลากหลาย - กวีนพิ นธ์ และวรรณคดี - เรอ่ื งส้นั สารคดี นวนิยาย บทความทางวชิ าการ และ วรรณกรรมพ้นื บา้ น ๔. ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ  การเขยี นในรปู แบบต่างๆ เช่น - สารคดี เชงิ ทอ่ งเทย่ี วจงั หวัดปทุมธานี ๕. ประเมินงานเขยี นของผอู้ ื่น แลว้ นำมาพฒั นางานเขยี น - บนั เทงิ คดี ของตนเอง  การประเมินคณุ คา่ งานเขยี นในด้านตา่ งๆ เชน่ - แนวคดิ ของผเู้ ขยี น - การใชถ้ อ้ ยคำ - การเรยี บเรยี ง - สำนวนโวหาร - กลวธิ ีในการเขยี น ๖. เขยี นรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ เรือ่ งทสี่ นใจตาม  การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ หลกั การเขยี นเชงิ วชิ าการ และใชข้ อ้ มูลสารสนเทศ  การเขยี นอา้ งอิงขอ้ มลู สารสนเทศ อา้ งองิ อยา่ งถกู ตอ้ ง  การเขียนบันทึกความร้จู ากแหล่งเรียนร้ทู ่หี ลากหลาย ๗. บันทกึ การศึกษาคน้ ควา้ เพื่อนำไปพฒั นาตนเองอย่าง สมำ่ เสมอ  มารยาทในการเขยี น ๘. มมี ารยาทในการเขียน

สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรสู้ กึ ในโอกาสต่างๆ อยา่ งมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลางและสาระการเรยี นรู้ท้องถน่ิ ๑. สรปุ แนวคดิ และแสดงความคิดเหน็ จากเรอ่ื งทฟี่ งั และ  การพดู สรุปแนวคดิ และการแสดงความคดิ เห็นจากเรอ่ื งทฟ่ี งั ดู และดู ๒. วเิ คราะห์ แนวคดิ การใชภ้ าษา และความ  การวเิ คราะหแ์ นวคดิ การใชภ้ าษา และความนา่ เชอื่ ถือจาก น่าเชอื่ ถือจากเร่อื งท่ฟี ังและดูอยา่ งมเี หตผุ ล เรอ่ื งทฟ่ี งั และดู ๓. ประเมนิ เรอื่ งทฟี่ งั และดู แล้วกำหนดแนวทางนำไป  การเลอื กเรื่องท่ีฟงั และดูอยา่ งมีวิจารณญาณ ประยกุ ต์ใช้ในการดำเนนิ ชวี ิต  การประเมินเรือ่ งที่ฟังและดเู พ่ือกำหนดแนวทางนำไป ๔. มวี ิจารณญาณในการเลือกเร่อื งทฟ่ี งั และดู ประยุกตใ์ ช้ ๕. พูดในโอกาสตา่ งๆ พดู แสดงทรรศนะ โตแ้ ย้ง โน้มน้าวใจ  การพดู ในโอกาสต่างๆ เชน่ และเสนอแนวคิดใหม่ดว้ ยภาษาถกู ตอ้ งเหมาะสม - การพดู ตอ่ ทีป่ ระชมุ ชน - การพดู อภิปราย - การพดู แสดงทรรศนะ - การพดู โนม้ น้าวใจ ๖. มีมารยาทในการฟงั การดู และการพดู  มารยาทในการฟัง การดู และการพดู สาระที่ ๔ หลกั การใชภ้ าษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ขิ องชาติ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลางและสาระการเรยี นรทู้ ้องถิน่ ๑. อธิบายธรรมชาตขิ องภาษา พลงั ของภาษา และ  ธรรมชาติของภาษา ลกั ษณะของภาษา  พลังของภาษา ๒. ใชค้ ำและกลุ่มคำสรา้ งประโยคตรงตามวตั ถปุ ระสงค์  ลักษณะของภาษา - เสยี งในภาษา ๓. ใชภ้ าษาเหมาะสมแกโ่ อกาส กาลเทศะ และบุคคล - สว่ นประกอบของภาษา รวมทง้ั คำราชาศพั ทอ์ ยา่ งเหมาะสม - องคป์ ระกอบของพยางคแ์ ละคำ ๔. แตง่ บทร้อยกรอง  การใชค้ ำและกลุม่ คำสร้างประโยค - คำและสำนวน - การร้อยเรยี งประโยค - การเพม่ิ คำ - การใชค้ ำ - การเขยี นสะกดคำ  ระดับของภาษา  คำราชาศพั ท์  กาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์

ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลางและสาระการเรยี นรู้ทอ้ งถ่นิ ๕. วเิ คราะหอ์ ทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศและภาษาถนิ่  อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศและภาษาถ่นิ ๖. อธบิ ายและวเิ คราะห์หลกั การสร้างคำในภาษาไทย  หลักการสร้างคำในภาษาไทย ๗. วิเคราะหแ์ ละประเมินการใช้ภาษาจากส่ือสิง่ พมิ พแ์ ละ  การประเมนิ การใชภ้ าษาจากสื่อสิ่งพิมพแ์ ละ สอื่ ส่ืออิเล็กทรอนกิ ส์ อเิ ล็กทรอนิกส์ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เหน็ วจิ ารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คณุ ค่าและ นำมาประยุกต์ใชใ้ นชีวิตจริง ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลางและสาระการเรยี นร้ทู ้องถน่ิ ๑. วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมตาม  หลกั การวิเคราะห์และวจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม หลกั การวจิ ารณเ์ บ้ืองตน้ เบ้ืองต้น - จุดมงุ่ หมายการแตง่ วรรณคดแี ละวรรณกรรม - การพิจารณารปู แบบของวรรณคดแี ละวรรณกรรม - การพิจารณาเนอ้ื หาและกลวธิ ีในวรรณคดีและ วรรณกรรม - การวเิ คราะห์และการวิจารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรม ๒. วิเคราะหล์ ักษณะเดน่ ของวรรณคดเี ชือ่ มโยงกบั การ  การวิเคราะหล์ ักษณะเด่นของวรรณคดแี ละวรรณกรรม เรยี นรทู้ างประวัตศิ าสตร์และวิถชี วี ิตของสงั คมใน เก่ยี วกับเหตุการณ์ประวตั ศิ าสตร์และวถิ ีชวี ติ ของสังคมใน อดีต อดตี ๓. วเิ คราะห์และประเมนิ คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์ของ  การวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คุณคา่ วรรณคดแี ละ วรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะที่เปน็ มรดกทาง วรรณกรรม วัฒนธรรมของชาติ - ดา้ นวรรณศิลป์ - ดา้ นสงั คมและวัฒนธรรม ๔. สงั เคราะห์ข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพ่อื  การสงั เคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม นำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ จริง ๕. รวบรวมวรรณกรรมพ้ืนบ้านและอธบิ ายภูมปิ ญั ญา  วรรณกรรมพน้ื บ้านที่แสดงถงึ ทางภาษา - ภาษากบั วฒั นธรรม - ภาษาถน่ิ - นทิ านท่ีเกย่ี วข้องกับจงั หวดั ปทมุ ธานี - เพลงพน้ื บ้านจงั หวดั ปทมุ ธานี - การละเล่นพ้นื จงั หวัดปทุมธานี ๖. ทอ่ งจำและบอกคณุ ค่าบทอาขยานตามทีก่ ำหนด  บทอาขยานและบทรอ้ ยกรองทม่ี คี ณุ ค่า และบทรอ้ ยกรองท่มี คี ุณคา่ ตามความสนใจและ - บทอาขยานตามทก่ี ำหนด นำไปใช้อ้างองิ - บทรอ้ ยกรองตามความสนใจ

รหัสวชิ า ท33101 คำอธบิ ายรายวชิ าพืน้ ฐาน กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๔ เวลา ๔๐ ชั่วโมง จำนวน ๑ หน่วยกิต ภาษาไทยพื้นฐาน ๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ฝกึ ทกั ษะการอ่าน การฟงั การดู การพดู การเขียน การวเิ คราะห์ และประเมนิ ค่าวรรณคดีวรรณกรรม โดยการศึกษา เก่ียวกบั การอ่านออกเสียง การรบั สารและการส่งสารด้วยการอ่าน ตีความ ขยายความ วิเคราะหว์ จิ ารณ์เร่อื งที่อ่านอย่างมี เหตผุ ล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรอื่ งท่อี ่านและประเมนิ ค่าเพอ่ื นำความรูค้ วามคดิ ไปใชต้ ัดสนิ ใจแกป้ ัญหาในการดำเนินชีวติ ฝึก ทักษะการเขียนสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เขยี นเรยี งความ ย่อความ ผลิตงานเขยี นของตนเองในรูปแบบต่างๆ มวี ิจารณญาณใน การเลอื กเรือ่ งที่ฟงั และดู พูดในโอกาสตา่ งๆ พูดแสดงทรรศนะโตแ้ ย้ง โน้มนา้ วใจ และเสนอแนวคิดใหมด่ ้วยภาษาถูกต้อง เหมาะสม อธิบายธรรมชาติของภาษา พลงั ของภาษา และลักษณะของภาษา ใชค้ ำและกล่มุ คำสร้างประโยคตรงตาม วตั ถุประสงค์ ใชภ้ าษาเหมาะสมแกโ่ อกาส กาลเทศะ และบคุ คล รวมทง้ั คำราชาศพั ทอ์ ย่างเหมาสม วเิ คราะห์ ลักษณะเด่นและเชอ่ื มโยงการเรยี นรู้ทางประวตั ิศาสตร์ และวถิ ชี ีวติ ของสงั คมในอดีตจากวรรณคดีและ วรรณกรรมเร่ืองคำนมัสการคณุ านคุ ุณ อิเหนา ตอนศึกกะหมังกหุ นิง นิทานเวตาลเรอ่ื งที่ ๑๐ นริ าศนรินทรค์ ำโคลง ท่องจำ บทอาขยานตามท่กี ำหนด และบทรอ้ ยกรองที่มีคุณคา่ ตามความสนใจ โดยใชก้ ระบวนการอ่าน กระบวนการฟัง การดู การพูด กระบวนการเขยี นเขยี นสื่อสาร สร้างสรรคค์ วามรู้และความคิดเพ่ือ นำไปใชต้ ดั สินใจ แก้ปัญหาในการดำเนนิ ชีวิต เพ่อื ให้เขา้ ใจธรรมชาติของภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษา แสดงความคิดเหน็ อย่าง สรา้ งสรรค์ วิเคราะห์ และประเมินคา่ วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณค่าและนำมาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตจรงิ รักษา ภาษาไทยไว้เปน็ สมบัติของชาติ และมนี ิสยั รักการอ่านการเขยี น มีมารยาทในการอ่าน การฟงั การดู ตวั ช้ีวัด ท ๑.๑ ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๔ ม.๔-๖/๙ ท ๒.๑ ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๔ ม.๔-๖/๘ ท ๓.๑ ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๔ ม.๔-๖/๖ ท ๔.๑ ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ รวม ๑๗ ตวั ช้วี ดั

โครงสร้างรายวิชา ตามหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนวัดเขยี นเขต โครงสรา้ งรายวิชาภาษาไทย ภาคเรยี นที่ ๑ กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๔ รหสั วชิ า ท33101 วชิ าภาษาไทยพื้นฐาน ๑ จำนวน ๔๐ ชว่ั โมง ๑ หน่วยกิต สัดส่วนคะแนน ระหว่างเรยี น : ปลายปี ๗๐ : ๓๐ ลำดบั ชื่อหน่วยการ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก ภาระงาน/ช้นิ งาน ที่ เรียนรู้ เรยี นรู้/ตวั ชีว้ ัด คะแนน รวบยอด (ช่ัวโมง) ๑ เรียนรู้หลัก ท ๔.๑ ๒๐ สมดุ ภาพคำศัพท์ ประจกั ษ์ภาษา ม.๔-๖/๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษา อิทธิพลของ ๑๕ ม.๔-๖/๒ ๑๐ ปฏบิ ัติการพูดใน ม.๔-๖/๓ ภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คำ โอกาสต่างๆ ๒๐ และกลุ่มคำสร้างประโยคไดต้ รงตาม สอบกลางภาค วตั ถปุ ระสงค์ แต่งคำประพันธป์ ระเภท กาพย์ โคลง ร่ายและฉนั ท์ ใช้ภาษาได้ เหมาะสมกบั กาลเทศะและใช้คำราชาศพั ท์ และคำสุภาพไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง วเิ คราะห์ หลกั การ สร้างคำในภาษาไทย อิทธิพล ของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทยและ ภาษาถิ่น วิเคราะหแ์ ละประเมินการใช้ ภาษาจากสอื่ ส่งิ พมิ พ์และส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์ ๒ ฟัง ดู พูด ท ๓.๑ ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ๙ อย่าง ม.๔-๖/๑ สร้างสรรค์ ม.๔-๖/๒ เรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณในการ ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๖ เลือกเรื่อง ที่ฟังและดู วิเคราะห์ วัตถปุ ระสงค์ แนวคดิ การใช้ภาษา ความ น่าเช่อื ถือของเร่ืองท่ีฟงั และดู ประเมินส่ิง ที่ฟังและดูแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการ ดำเนนิ ชวี ิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งท่ีเป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการโดยใช้ ภาษาทถ่ี กู ต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมี เหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพดู ท ๔.๑ สอบกลางภาค ๑ ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ท ๓.๑ ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๖

ลำดับ ช่ือหนว่ ยการ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั ภาระงาน/ชน้ิ งาน ท่ี เรียนรู้ เรียนรู้/ตัวช้ีวัด คะแนน รวบยอด ๓ อา่ นคิดพินจิ ท ๑.๑ (ช่ัวโมง) ภาษา ม.๔-๖/๑ ๑๐ สมุดบันทกึ การอ่าน ม.๔-๖/๒ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อย ๗ ๔ พฒั นาทกั ษะ ม.๔-๖/๓ ๑๐ สมดุ เลม่ เลก็ การเขียน ม.๔-๖/๔ กรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้องและ “บันเทิงคดี” ม.๔-๖/๙ ๓๐ เข้าใจ ตีความ แปลความ และขยาย สอบปลายภาค ท ๒.๑ ๑๐๐ ม.๔-๖/๑ ความเรอื่ งทอ่ี า่ นได้ วิเคราะห์วจิ ารณ์เร่ือง ม.๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ทีอ่ ่าน แสดงความคดิ เห็นโตแ้ ย้งและเสนอ ม.๔-๖/๔ ม.๔-๖/๘ ความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล ท ๑.๑ คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเร่ืองท่ีอ่าน เขียน ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ กรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อ ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๔ ความ และเขียนรายงานจากสิ่งที่อ่าน ม.๔-๖/๙ ท ๒.๑ สังเคราะห์ ประเมินค่า และนำความรู้ ม.๔-๖/๑ ม.๔-๖/๒ ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๔ พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ทาง ม.๔-๖/๘ อาชีพ และ นำความรู้ความคิดไป ประยุกต์ใชแ้ ก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต มี มารยาทและมีนสิ ยั รักการอ่าน เขยี นส่ือสารในรูปแบบตา่ งๆ โดยใช้ภาษา ๗ ได้ถูกต้องตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ย่อความ จากสือ่ ท่ีมีรปู แบบและเนือ้ หาที่ หลากหลาย เรยี งความแสดงแนวคดิ เชิง สร้างสรรค์โดยใชโ้ วหารตา่ งๆ เขยี นบันทึก รายงานการศกึ ษาค้นคว้าตามหลักการ เขียนทางวิชาการ ใช้ขอ้ มลู สารสนเทศใน การอ้างอิง ผลิตผลงานของตนเองใน รปู แบบตา่ ง ๆ ท้ังสารคดีและบันเทงิ คดี รวมท้ังประเมินงานเขียนของผู้อื่นและ นำมาพฒั นางานเขียนของตนเอง สอบปลายภาค ๑ รวม ๔๐

อภิธานศัพท์ กระบวนการเขียน กระบวนการเขียนเป็นการคิดเรื่องที่จะเขียนและรวบรวมความรู้ในการเขียน กระบวนการเขียน มี ๕ ข้นั ดังนี้ ๑. การเตรยี มการเขยี น เปน็ ขน้ั เตรยี มพรอ้ มท่จี ะเขยี นโดยเลอื กหวั ข้อเร่ืองที่จะเขยี นบนพน้ื ฐานของ ประสบการณ์ กำหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคดิ ในการเขียน อาจใช้วธิ กี ารอ่านหนงั สอื สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อเรื่องใหญ่ หวั ข้อยอ่ ย และรายละเอียดคร่าวๆ ๒. การยกร่างข้อเขยี น เม่ือเตรยี มหวั ข้อเรอ่ื งและความคิดรปู แบบการเขียนแล้ว ให้นำความคิดมา เขียนตามรูปแบบที่กำหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคำนึงถึงว่าจะเขียนใหใ้ ครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้ เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผู้อื่น จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเรื่องอย่างไร ลำดับความคิดอย่างไร เชื่อมโยงความคดิ อยา่ งไร ๓. การปรับปรุงข้อเขียน เม่ือเขียนยกร่างแล้วอา่ นทบทวนเรอื่ งทเี่ ขยี น ปรับปรุงเรอ่ื งท่ีเขียนเพิม่ เตมิ ความคดิ ให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปใหเ้ พ่ือนหรอื ผอู้ น่ื อา่ น นำขอ้ เสนอแนะมาปรบั ปรุงอกี ครง้ั ๔. การบรรณาธิการกิจ นำข้อเขียนที่ปรบั ปรุงแลว้ มาตรวจทานคำผิด แก้ไขให้ถูกต้อง แล้วอ่าน ตรวจทานแกไ้ ขข้อเขียนอกี คร้ัง แก้ไขข้อผิดพลาดทง้ั ภาษา ความคดิ และการเวน้ วรรคตอน ๕. การเขียนให้สมบูรณ์ นำเรื่องที่แก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนเรื่องให้สมบูรณ์ จัดพิมพ์ วาดรูป ประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เมื่อพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกครั้งให้ สมบูรณ์กอ่ นจดั ทำรูปเล่ม กระบวนการคิด การฟงั การพดู การอา่ น และการเขียน เปน็ กระบวนการคดิ คนท่ีจะคิดไดด้ ีตอ้ งเป็นผู้ฟงั ผู้พูด ผู้อ่าน และผเู้ ขียนทีด่ ี บคุ คลทจี่ ะคดิ ได้ดีจะตอ้ งมีความรแู้ ละประสบการณพ์ ื้นฐานในการคิด บุคคลจะมคี วามสามารถ ในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ พืน้ ฐานทีน่ ำมาช่วยในการคิดทง้ั ส้นิ การสอนให้คิดควรใหผ้ เู้ รยี นรู้จกั คดั เลอื กข้อมลู ถา่ ยทอด รวบรวม และ จำข้อมูลต่างๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปลความข้อมูลข่าวสาร และ สามารถนำมาใช้อ้างองิ การเป็นผู้ฟงั ผพู้ ูด ผูอ้ า่ น และผ้เู ขียนท่ดี ี จะตอ้ งสอนใหเ้ ป็นผ้บู ริโภคขอ้ มลู ขา่ วสารที่ ดแี ละเป็นนกั คดิ ที่ดีดว้ ย กระบวนการสอนภาษาจงึ ต้องสอนให้ผูเ้ รยี นเป็นผ้รู ับร้ขู ้อมลู ขา่ วสารและมีทักษะการ คดิ นำข้อมูลขา่ วสารทีไ่ ดจ้ ากการฟงั และการอ่านนำมาสู่การฝึกทกั ษะการคิด นำการฟงั การพดู การอ่าน และ การเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอย่าง เช่น การเขียนเป็นกระบวนการคิดในการวิเคราะห์ การแยกแยะ การสังเคราะห์ การประเมินคา่ การสรา้ งสรรค์ ผเู้ ขียนจะนำความรแู้ ละประสบการณ์สกู่ ารคิดและ แสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ตอ้ งเปน็ ผอู้ ่านและผ้ฟู ังเพือ่ รบั รู้ข่าวสารท่จี ะนำมาวเิ คราะห์และสามารถ แสดงทรรศนะได้ กระบวนการอา่ น การอ่านเป็นกระบวนการซึ่งผู้อ่านสร้างความหมายหรือพัฒนา การตีความระหว่างการอ่านผู้อ่าน จะต้องร้หู ัวข้อเรือ่ ง รู้จดุ ประสงค์ของการอา่ น มคี วามร้ทู างภาษาที่ใกลเ้ คียงกบั ภาษาทใ่ี ช้ในหนังสอื ทอ่ี ่าน โดย ใช้ประสบการณ์เดมิ เป็นประสบการณ์ทำความเข้าใจกับเรือ่ งที่อ่าน กระบวนการอา่ นมีดังนี้

๑. การเตรียมการอ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านชื่อเรือ่ ง หัวข้อย่อยจากสารบญั เรือ่ ง อ่านคำนำ ให้ทราบ จุดมุ่งหมายของหนังสือ ต้ังจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพ่ือความเพลิดเพลินหรืออ่านเพ่ือหาความรู้ วาง แผนการอ่านโดยอ่านหนังสือตอนใดตอนหนึ่งว่าความยากง่ายอย่างไร หนังสือมีความยากมากน้อยเพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเร่ืองเกี่ยวกับอะไร เตรี ยมสมดุ ดินสอ สำหรบั จดบันทกึ ขอ้ ความหรอื เนอ้ื เรอื่ งทส่ี ำคญั ขณะอา่ น ๒. การอ่าน ผู้อ่านจะอ่านหนังสือให้ตลอดเลม่ หรือเฉพาะตอนท่ีต้องการอา่ น ขณะอ่านผู้อ่านจะใช้ ความรู้จากการอา่ นคำ ความหมายของคำมาใช้ในการอา่ น รวมทั้งการร้จู กั แบง่ วรรคตอนดว้ ย การอา่ นเรว็ จะมี ส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ดีกว่าผู้อ่านช้า ซึ่งจะสะกดคำอ่านหรืออ่านย้อนไปย้อนมา ผู้อ่านจะใชบ้ รบิ ท หรือคำแวดล้อมชว่ ยในการตคี วามหมายของคำเพื่อทำความเขา้ ใจเรอ่ื งที่อา่ น ๓. การแสดงความคดิ เหน็ ผ้อู า่ นจะจดบันทึกข้อความทีม่ ีความสำคัญ หรือเขียนแสดงความคิดเห็น ตคี วามข้อความท่อี า่ น อ่านซ้ำในตอนทไ่ี มเ่ ข้าใจเพือ่ ทำความเข้าใจให้ถกู ต้อง ขยายความคดิ จากการอ่าน จับคู่ กับเพื่อนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกตจากเรื่องที่อ่านถ้าเป็นการอ่านบทกลอนจะต้องอ่าน ทำนองเสนาะดงั ๆ เพื่อฟงั เสยี งการอ่านและเกดิ จินตนาการ ๔. การอ่านสำรวจ ผู้อ่านจะอ่านซ้ำโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหนึ่ง ตรวจสอบคำและภาษา ที่ใช้ สำรวจโครงเร่อื งของหนงั สือเปรียบเทียบหนังสอื ทอ่ี า่ นกบั หนังสือทเ่ี คยอ่าน สำรวจและเชอื่ มโยงเหตุการณ์ใน เรื่องและการลำดบั เรอ่ื ง และสำรวจคำสำคญั ที่ใชใ้ นหนงั สือ ๕. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทึกข้อคิดเห็น คุณค่าของเรื่อง เชอ่ื มโยงเร่ืองราวในเรื่องกับชีวติ จริง ความร้สู กึ จากการอ่าน จดั ทำโครงงานหลักการอ่าน เชน่ วาดภาพ เขียน บทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอื่น ๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแต่ง อ่านเรื่องเพ่ิมเติม เรื่องท่ี เกย่ี วโยงกับเรอ่ื งทีอ่ า่ น เพื่อให้ได้ความรทู้ ี่ชดั เจนและกว้างขวางขนึ้ การเขียนเชิงสรา้ งสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการเขียน เชน่ การเขียนเรียงความ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย และบทร้อยกรอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนจะต้องมี ความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคำอย่างหลากหลาย สามารถนำคำมาใช้ในการ เขียน ต้องใช้เทคนิคการ เขยี น และใช้ถ้อยคำอยา่ งสละสลวย การดู การดเู ปน็ การรบั สารจากสอ่ื ภาพและเสยี ง และแสดงทรรศนะไดจ้ ากการรับรู้สาร ตีความ แปลความ วิเคราะห์ และประเมินคณุ ค่าสารจากส่ือ เชน่ การดูโทรทศั น์ การดคู อมพิวเตอร์ การดูละคร การดูภาพยนตร์ การดูหนังสือการ์ตูน (แม้ไม่มีเสียงแต่มีถ้อยคำอ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะต้องรับรู้สาร จากการดูและนำมา วิเคราะห์ ตีความ และประเมินคุณค่าของสารที่เป็นเนื้อเรื่องโดยใช้หลักการพิจารณาวรรณคดีหรือการ วิเคราะห์วรรณคดีเบ้ืองต้น เช่น แนวคิดของเรื่อง ฉากที่ประกอบเรื่องสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง และการ แสดงออกของตัวละครมีความสมจริงกับบทบาท โครงเรื่อง เพลง แสง สี เสียง ที่ใช้ประกอบการแสดงให้ อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของเหตุการณ์ที่จำลองสู่บทละคร คุณค่าทางจริยธรรม คณุ ธรรม และคุณค่าทางสังคมทมี่ อี ทิ ธิพลต่อผูด้ ูหรอื ผชู้ ม ถา้ เป็นการดูข่าวและเหตุการณ์ หรือการอภิปราย การใชค้ วามรู้หรือเร่ืองท่เี ป็นสารคดี การโฆษณาทางสอ่ื จะต้องพิจารณาเน้อื หาสาระว่าสมควรเชอื่ ถอื ไดห้ รือไม่ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ความคิดสำคัญและมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก และการดูละครเวที ละคร

โทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเป็นประโยชนไ์ ด้รับความสนุกสนาน ต้องดูและวิเคราะห์ ประเมินค่า สามารถ แสดงทรรศนะของตนไดอ้ ยา่ งมีเหตผุ ล การตีความ การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คำที่แวดล้อม ขอ้ ความ ทำความเขา้ ใจข้อความหรือกำหนดความหมายของคำใหถ้ กู ต้อง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ชี้หรือกำหนด ความหมาย ใหค้ วามหมายหรอื อธิบาย ใชห้ รอื ปรบั ใหเ้ ข้าใจเจตนา และความมุง่ หมายเพอื่ ความถกู ตอ้ ง การเปลย่ี นแปลงของภาษา ภาษาย่อมมีการเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา คำคำหนง่ึ ในสมยั หนึ่งเขียนอยา่ งหนงึ่ อีกสมยั หนง่ึ เขยี นอีก อย่างหน่งึ คำว่า ประเทศ แต่เดิมเขยี น ประเทษ คำว่า ปักษ์ใต้ แต่เดิมเขยี น ปักใต้ ในปัจจุบันเขียน ปักษ์ ใต้ คำว่า ลุ่มลกึ แต่ก่อนเขียน ลุ่มฦก ภาษาจึงมีการเปล่ียนแปลง ทั้งความหมายและการเขียน บางครั้งคำ บางคำ เชน่ คำวา่ หลอ่ น เป็นคำสรรพนามแสดงถึงคำพูด สรรพนามบรุ ุษที่ ๓ ทเี่ ป็นคำสุภาพ แตเ่ ดยี๋ วนี้คำว่า หล่อน มีความหมายในเชิงดแู คลน เปน็ ตน้ การสรา้ งสรรค์ การสร้างสรรค์ คือ การรู้จกั เลอื กความรู้ ประสบการณ์ท่ีมีอยูเ่ ดิมมาเป็นพืน้ ฐานในการสร้างความรู้ ความคิดใหม่ หรือสิ่งแปลกใหม่ทีม่ ีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม บุคคลที่จะมีความสามารถในการ สร้างสรรคจ์ ะตอ้ งเป็นบคุ คลทม่ี ีความคิดอิสระอยเู่ สมอ มีความเช่อื ม่นั ในตนเอง มองโลกในแง่ดี คิดไตร่ตรอง ไม่ตัดสินใจสิ่งใดง่ายๆ การสร้างสรรค์ของมนุษย์จะเกี่ยวเน่ืองกันกับความคิด การพูด การเขียน และการ กระทำเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจะต้องมกี ารคิดเชิงสร้างสรรคเ์ ป็นพนื้ ฐาน ความคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นความคิดที่พัฒนามาจากความรู้และประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็น ปจั จัยพืน้ ฐานของการพูด การเขียน และการกระทำเชงิ สรา้ งสรรค์ การพูดและการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกทางภาษาที่ใชภ้ าษาขัดเกลาให้ไพเราะ งดงาม เหมาะสม ถกู ต้องตามเนอื้ หาท่พี ดู และเขียน การกระทำเชิงสรา้ งสรรค์เป็นการกระทำที่ไม่ซ้ำแบบเดิมและคิดค้นใหม่แปลกไปจากเดิม และเป็น ประโยชนท์ ีส่ ูงขน้ึ ข้อมูลสารสนเทศ ข้อมลู สารสนเทศ หมายถงึ เร่ืองราว ขอ้ เท็จจริง ขอ้ มูล หรือสิง่ ใดส่ิงหนึ่งท่สี ามารถ ส่ือความหมาย ดว้ ยการพดู บอกเลา่ บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสอื แผนท่ี แผนภาพ ภาพถ่าย บันทกึ ด้วยเสียงและภาพ บนั ทึกด้วยเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ เปน็ การเก็บเรอื่ งราวต่าง ๆ บนั ทึกไวเ้ ปน็ หลกั ฐานดว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ ความหมายของคำ คำทใี่ ช้ในการตดิ ตอ่ ส่อื สารมคี วามหมายแบ่งไดเ้ ป็น ๓ ลกั ษณะ คือ ๑. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายที่ใช้พูดจากันตรงตามความหมาย คำหนึ่งๆ นั้น อาจมี ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คำวา่ กา อาจมคี วามหมายถงึ ภาชนะใสน่ ้ำ หรอื อาจหมายถึง นกชนิด หนึ่ง ตวั สดี ำ ร้อง กา กา เป็นความหมายโดยตรง

๒. ความหมายแฝง คำอาจมคี วามหมายแฝงเพ่มิ จากความหมายโดยตรง มกั เป็นความหมายเก่ยี วกบั ความรู้สึก เช่น คำว่า ขี้เหนียว กับ ประหยัด หมายถึง ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เป็นความหมายตรง แต่ ความรสู้ ึกตา่ งกัน ประหยัดเป็นสง่ิ ดี แตข่ เี้ หนยี วเป็นสิ่งไมด่ ี ๓. ความหมายในบรบิ ท คำบางคำมคี วามหมายตรง เม่อื รว่ มกับคำอื่นจะมีความหมายเพ่ิมเติมกว้าง ขึ้น หรือแคบลงได้ เช่น คำวา่ ดี เด็กดี หมายถงึ ว่านอนสอนงา่ ย เสียงดี หมายถงึ ไพเราะ ดินสอดี หมายถึง เขยี นไดด้ ี สขุ ภาพดี หมายถึง ไม่มโี รค ความหมายบริบทเปน็ ความหมายเช่นเดยี วกบั ความหมายแฝง คณุ คา่ ของงานประพันธ์ เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน ประพันธ์ ทำใหผ้ อู้ ่านอา่ นอย่างสนุก และไดร้ ับประโยชน์จาการอา่ นงานประพันธ์ คุณค่าของงานประพันธแ์ บง่ ไดเ้ ป็น ๒ ประการ คอื ๑. คณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์ ถา้ อ่านบทร้อยกรองกจ็ ะพจิ ารณากลวธิ กี ารแตง่ การเลอื กเฟน้ ถ้อยคำมา ใช้ได้ไพเราะ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทร้อยแก้วประเภทสารคดี รปู แบบการเขยี นจะเหมาะสมกับเนอื้ เรอื่ ง วธิ กี ารนำเสนอนา่ สนใจ เน้อื หามีความถกู ต้อง ใช้ภาษาสละสลวย ชดั เจน การนำเสนอมคี วามคิดสร้างสรรค์ ถา้ เปน็ ร้อยแกว้ ประเภทบนั เทิงคดี องค์ประกอบของเร่อื งไมว่ ่าเรอื่ ง สั้น นวนิยาย นิทาน จะมีแก่นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครมีความสัมพันธ์กัน กลวิธีการแต่งแปลกใหม่ น่าสนใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทอื นอารมณ์ การใชถ้ อ้ ยคำสรา้ งภาพไดช้ ัดเจน คำพดู ในเรื่อง เหมาะสมกับบคุ ลกิ ของตวั ละครมีความคดิ สรา้ งสรรคเ์ กี่ยวกับชวี ิตและสังคม ๒. คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ เป็นอยู่ของมนุษย์ และคุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าทีผ่ ู้อา่ นจะ เข้าใจชีวิตทั้งในโลกทศั น์ และชีวทัศน์ เข้าใจการดำเนินชีวติ และเข้าใจเพื่อนมนุษย์ดีขึน้ เนื้อหายอ่ มเก่ียวข้องกับการช่วยจรรโลงใจแก่ ผู้อ่าน ชว่ ยพัฒนาสังคม ชว่ ยอนรุ กั ษส์ ่ิงมีคุณคา่ ของชาตบิ ้านเมือง และสนบั สนนุ ค่านิยมอนั ดงี าม โครงงาน โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง ในลักษณะของการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์ ทดสอบเพื่อแกป้ ญั หาข้องใจ ผเู้ รยี นจะนำความรู้จากชนั้ เรยี นมาบรู ณาการในการแกป้ ัญหา คน้ หาคำตอบ เป็น กระบวนการค้นพบนำไปสกู่ ารเรียนรู้ ผู้เรยี นจะเกดิ ทกั ษะการทำงานร่วมกับผอู้ ืน่ ทักษะการจัดการ ผ้สู อนจะ เขา้ ใจผู้เรียน เหน็ รูปแบบการเรยี นรู้ การคิด วธิ กี ารทำงานของผเู้ รยี น จากการสังเกตการทำงานของผู้เรียน การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้าที่ใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใชใ้ นการแก้ปัญหา เป็นการพัฒนาผู้เรียนใหเ้ ป็นคนมีเหตุผล สรุปเรื่องราว อย่างมกี ฎเกณฑ์ ทำงานอย่างมีระบบ การเรียนแบบโครงงานไมใ่ ช่การศึกษาค้นคว้าจัดทำรายงานเพียงอย่าง เดียว ต้องมกี ารวิเคราะหข์ อ้ มูลและมกี ารสรุปผล ทักษะการส่อื สาร ทักษะการสื่อสาร ได้แก่ ทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมอื ของการสง่ สารและการรบั สาร การส่งสาร ได้แก่ การสง่ ความรู้ ความเชื่อ ความคิด ความร้สู กึ ด้วยการพดู และการเขียน สว่ นการรบั สาร ได้แก่ การรบั ความรู้ ความเช่ือ ความคิด ดว้ ยการอา่ นและการฟงั การฝึกทักษะการสื่อสารจงึ เปน็ การฝกึ ทักษะการพูด การฟงั การอา่ น และการเขยี น ให้สามารถ รับสารและส่งสารอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

ธรรมชาตขิ องภาษา ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาที่สำคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการที่หนึ่ง ทุก ภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้อย่างเป็นระบบ ประการทสี่ อง ภาษามีพลังในการงอกงามมิรู้สิน้ สุด หมายถึง มนษุ ยส์ ามารถใช้ภาษา สื่อความหมายได้โดยไม่ ส้นิ สุด ประการท่ีสาม ภาษาเป็นเรือ่ งของการใช้สญั ลกั ษณ์รว่ มกนั หรอื สมมติรว่ มกัน และมีการรบั รสู้ ัญลกั ษณ์ หรือสมมติร่วมกัน เพื่อสรา้ งความเข้าใจตรงกัน ประการที่ส่ี ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดในการติดต่อสื่อสาร ไม่จำกดั เพศของผู้ส่งสาร ไม่วา่ หญงิ ชาย เดก็ ผใู้ หญ่ สามารถผลดั กนั ในการสง่ สารและรบั สารได้ ประการทหี่ ้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ท้ังในปจั จุบัน อดตี และอนาคต ไมจ่ ำกดั เวลาและสถานท่ี ประการทหี่ ก ภาษาเปน็ เคร่อื งมือ การถา่ ยทอดวัฒนธรรมและวิชาความรู้นานาประการทำให้เกิดการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมและการสร้างสรรค์ ส่งิ ใหม่ แนวคดิ ในวรรณกรรม แนวคดิ ในวรรณกรรมหรือแนวเรอ่ื งในวรรณกรรมเป็นความคิดสำคญั ในการผูกเร่อื งให้ ดำเนินเรอื่ งไป ตามแนวคิด หรือเป็นความคดิ ที่สอดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม เป็นสารที่ ผู้เขียนสง่ ใหผ้ อู้ า่ น เช่น ความดยี อ่ มชนะความชั่ว ทำดไี ด้ดที ำชัว่ ได้ชัว่ ความยตุ ิธรรมทำใหโ้ ลกสนั ติสขุ คนเรา พ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารที่ผู้เขียนต้องการส่งให้ผู้อื่นทราบ เช่น ความดี ความ ยุติธรรม ความรกั เป็นต้น บริบท บรบิ ทเป็นคำทแี่ วดลอ้ มข้อความทีอ่ ่าน ผ้อู า่ นจะใชค้ วามรู้สกึ และประสบการณม์ ากำหนดความหมาย หรือความเข้าใจ โดยนำคำแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพื่อทำความเข้าใจหรือ ความหมายของคำ พลงั ของภาษา ภาษาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพื่อการดำรงชีวิต เป็นเครื่องมือของการสื่อสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรู้จักคิดและแสดงออกของ ความคิดด้วยการพูด การเขียน และการกระทำซึ่งเป็นผลจากการคิด ถ้าไม่มีภาษา คนจะคิดไม่ได้ ถ้าคนมี ภาษานอ้ ย มีคำศัพท์น้อย ความคดิ ของคนก็จะแคบไมก่ ว้างไกล คนท่ีใช้ภาษาได้ดจี ะมคี วามคิดดดี ้วย คนจะใช้ ความคิดและแสดงออกทางความคดิ เปน็ ภาษา ซง่ึ ส่งผลไปส่กู ารกระทำ ผลของการกระทำสง่ ผลไปสูค่ วามคิด ซึ่งเป็นพลงั ของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์พัฒนาความคิด ช่วยดำรงสังคมให้ มนษุ ย์อยรู่ ่วมกนั ในสังคมอยา่ งสงบสุข มไี มตรีตอ่ กัน ชว่ ยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาติดตอ่ ส่ือสารกัน ช่วยให้ คนปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ของสังคม ภาษาช่วยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา ใช้ภาษาในการแลกเปลี่ยนความ คดิ เหน็ การอภิปรายโต้แยง้ เพอื่ นำไปสผู่ ลสรปุ มนุษยใ์ ชภ้ าษาในการเรียนรู้ จดบันทกึ ความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตัวของมันเอง เพราะภาพย่อม ประกอบดว้ ยเสียงและความหมาย การใชภ้ าษาใช้ถอ้ ยคำทำใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกตอ่ ผรู้ บั สาร ใหเ้ กิดความจงเกลยี ด จงชงั หรอื เกดิ ความชืน่ ชอบ ความรกั ยอ่ มเกดิ จากภาษาทั้งสน้ิ ท่ีนำไปสผู่ ลสรปุ ทมี่ ีประสิทธิภาพ ภาษาถน่ิ ภาษาถิน่ เป็นภาษาพน้ื เมอื งหรอื ภาษาทใี่ ชใ้ นทอ้ งถิ่น ซงึ่ เปน็ ภาษาด้ังเดิมของชาวพน้ื บ้านที่ใชพ้ ูดจากัน ในหมู่เหล่าของตน บางครั้งจะใชค้ ำท่ีมีความหมายต่างกันไปเฉพาะถิ่น บางครัง้ คำที่ใช้พูดจากันเป็นคำเดียว

ความหมายต่างกนั แล้วยังใช้สำเนียงทีต่ ่างกัน จึงมีคำกลา่ วที่วา่ “สำเนียงบอกภาษา” สำเนียงจะบอกว่าเป็น ภาษาอะไร และผู้พดู เป็นคนถิน่ ใด อยา่ งไรกต็ ามภาษาถนิ่ ในประเทศไทยไมว่ ่าจะเปน็ ภาษาถ่ินเหนือ ถิ่นอีสาน ถิ่นใต้ สามารถส่อื สารเข้าใจกันได้ เพียงแต่สำเนียงแตกตา่ งกนั ไปเทา่ น้ัน ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยมาตรฐานหรอื บางทีเรยี กวา่ ภาษาไทยกลางหรอื ภาษาราชการเปน็ ภาษาท่ีใช้ ส่ือสารกันทั่ว ประเทศและเป็นภาษาทีใ่ ช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการในการติดต่อส่ือสารสรา้ ง ความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใช้กันในเมืองหลวง ที่ใช้ติดต่อกันทั้งประเทศ มีคำและ สำเนียงภาษาที่เป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคำได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย ภาษากลางหรือ ภาษาไทยมาตรฐานมีความสำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกันมาเป็นวรรณคดี ประจำชาติจะใช้ภาษาทีเ่ ป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรคง์ านประพนั ธ์ ทำใหว้ รรณคดเี ปน็ เครอื่ งมอื ใน การศกึ ษาภาษาไทยมาตรฐานได้ ภาษาพูดกับภาษาเขยี น ภาษาพูดเป็นภาษาที่ใช้พูดจากัน ไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันในการใช้แต่ใช้สื่อสารกันได้ดี สร้างความรู้สึกทีเ่ ป็นกนั เอง ใช้ในหมู่เพื่อนฝูง ในครอบครวั และติดตอ่ ส่อื สารกนั อยา่ งไม่เปน็ ทางการ การใช้ ภาษาพดู จะใชภ้ าษาทเ่ี ปน็ กนั เองและสภุ าพ ขณะเดียวกนั ก็คำนึงว่าพดู กับบคุ คลท่ีมีฐานะตา่ งกัน การใชถ้ อ้ ยคำ กต็ า่ งกนั ไปดว้ ย ไม่คำนึงถึงหลักภาษาหรือระเบยี บแบบแผนการใชภ้ าษามากนกั ส่วนภาษาเขยี นเปน็ ภาษาทีใ่ ช้เครง่ ครัดตอ่ การใช้ถ้อยคำ และคำนงึ ถึงหลกั ภาษา เพือ่ ใช้ในการสอื่ สาร ให้ถูกต้องและใช้ในการเขียนมากกว่าพูด ต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้ถ้อยคำที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ในการส่ือสาร เป็นภาษาทีใ่ ช้ในพิธกี ารตา่ ง ๆ เช่น การกล่าวรายงาน กล่าวปราศรยั กลา่ วสดดุ ี การประชุมอภปิ ราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใชค้ ำท่ไี มจ่ ำเปน็ หรือ คำฟุ่มเฟอื ย หรอื การเล่น คำจนกลายเปน็ การพูดหรือเขยี นเล่นๆ ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของคนในทอ้ งถิน่ ท่มี ีความสัมพันธ์ระหวา่ งคนกับคน คนกบั ธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด แต่คนใน ทอ้ งถิ่นจะสร้างความรู้จากประสบการณแ์ ละจากการปฏบิ ตั ิ เป็นความรู้ ความคดิ ท่ีนำมาใชใ้ นท้องถิ่นของตน เพื่อการดำรงชีวิตทีเ่ หมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ผู้รู้จึงกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เก่ยี วกับ ภาษา ยารกั ษาโรคและการดำเนินชวี ิตในหมบู่ ้านอย่างสงบสุข ภูมิปัญญาทางภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาเป็นความรู้ทางภาษา วรรณกรรมท้องถิ่น บทเพลง สภุ าษิต คำพังเพยในแต่ละ ท้องถิ่น ที่ได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมที่ตา่ งกนั โดยนำ ภูมปิ ญั ญาทางภาษาในการสงั่ สอนอบรมพิธกี ารต่าง ๆ การบันเทิงหรอื การละเลน่ มกี ารแต่งเปน็ คำประพนั ธ์ใน รูปแบบตา่ งๆ ทั้งนิทาน นิทานปรัมปรา ตำนาน บทเพลง บทร้องเล่น บทเหก่ ล่อม บทสวดต่างๆ บททำขวัญ เพ่ือประโยชน์ทางสงั คมและเปน็ ส่วนหนงึ่ ของวฒั นธรรมประจำถน่ิ

ระดบั ภาษา ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่คนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสที่ใช้ภาษา บุคคลและประชุมชน การใช้ภาษาจึงแบง่ ออกเป็นระดับของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบ ตำราแตล่ ะเล่มจะ แบ่งระดบั ภาษาแตกต่างกันตามลกั ษณะของสมั พนั ธภาพของบุคคลและสถานการณ์ การแบง่ ระดับภาษาประมวลไดด้ ังน้ี ๑. การแบ่งระดบั ภาษาท่เี ป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ ๑.๑ ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม ในการกล่าว สุนทรพจน์ เป็นต้น ๑.๒ ภาษาท่ไี มเ่ ปน็ ทางการหรอื ภาษาที่ไม่เปน็ แบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการสนทนา การใช้ ภาษาในการเขยี นจดหมายถงึ ผูค้ นุ้ เคย การใช้ภาษาในการเล่าเร่อื งหรือประสบการณ์ เป็นตน้ ๒. การแบง่ ระดับภาษาทเ่ี ปน็ พธิ กี ารกับระดับภาษาทีไ่ ม่เปน็ พธิ ีการ การแบง่ ภาษาแบบนี้เปน็ การแบง่ ภาษาตามความสมั พนั ธ์ระหว่างบคุ คลเปน็ ระดบั ดังนี้ ๒.๑ ภาษาระดบั พิธีการ เปน็ ภาษาแบบแผน ๒.๒ ภาษาระดบั กง่ึ พธิ กี าร เปน็ ภาษากึ่งแบบแผน ๒.๓ ภาษาระดับท่ไี ม่เป็นพธิ ีการ เป็นภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน ๓. การแบ่งระดบั ภาษาตามสภาพแวดลอ้ ม โดยแบง่ ระดับภาษาในระดับย่อยเป็น ๕ ระดับ คอื ๓.๑ ภาษาระดบั พธิ กี าร เช่น การกล่าวปราศรยั การกลา่ วเปดิ งาน ๓.๒ ภาษาระดบั ทางการ เชน่ การรายงาน การอภปิ ราย ๓.๓ ภาษาระดบั กง่ึ ทางการ เช่น การประชุมอภิปราย การปาฐกถา ๓.๔ ภาษาระดับการสนทนา เช่น การสนทนากบั บุคคลอยา่ งเปน็ ทางการ ๓.๕ ภาษาระดบั กันเอง เชน่ การสนทนาพูดคุยในหมเู่ พ่ือนฝูงในครอบครัว วจิ ารณญาณ วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทำความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล การมี วิจารณญาณต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาตดั สินสารดว้ ยความรอบคอบและอย่างชาญฉลาดเป็นเหตเุ ปน็ ผล

คณะท่ีปรึกษา นางปิยาภรณ์ คณะผู้จดั ทำ ผู้ชว่ ยผอู้ ำนวยการโรงเรียนวดั เขียนเขต คณะทำงาน นายรชั พล ธรรมรักษา หวั หน้างานหลกั สตู ร คณะบรรณาธกิ าร นางสาวสุนษิ ฐา ผลพูล หัวหน้ากล่มุ สาระฯ ภาษาไทย นายกิตศิ ักดิ์ พาขนุ ทด ครโู รงเรยี นวดั เขียนเขต สุขวโรดม นางสาวสุนษิ ฐา พาขนุ ทด หวั หนา้ กลุม่ สาระฯ ภาษาไทย