บทที่ 1 บทนำ 1. ควำมเป็ นมำและควำมสำคญั ของปัญหำ เป็นการเกริ่นนาหรืออารัมภบทแสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคญั และความจาเป็ นท่ีจะตอ้ งทาศึกษา หรือเหตุผลที่สมควรตอ้ งมีการ ศึกษาปัญหาพิเศษเร่ืองน้ี โดยพยายามกาหนดปัญหาใหช้ ดั เจนท้งั ในดา้ น การเกิดความรุนแรง การกระจายตวั ของปัญหา หรือดา้ นอื่นๆ ใหเ้ ขา้ ถึงขอ้ เทจ็ จริงของปัญหาอยา่ ง แทจ้ ริง ดว้ ยการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง ตรวจสอบสถิติ สอบถามความเห็นจากบุคคลที่เก่ียวขอ้ ง และแสวงหาเหตุผลท่ีน่าเป็นไปได้ จากทฤษฎีและสาขาท่ีเกี่ยวขอ้ ง โดยเขียนโนม้ นา้ ว จูงใจใหผ้ อู้ า่ น คลอ้ ยตามเห็นดว้ ยวา่ ทาไมตอ้ งทาศึกษาเรื่องน้ี เช่น ยงั ประสบปัญหาอยแู่ กไ้ ขไมไ่ ด้ โดยใชค้ วามคิด ตวั เองใหม้ ากที่สุด ● ย่อหน้ำแรก จะตอ้ งอภิปรายถึงความเป็นมา ปัญหา ขอ้ ดี ขอ้ เสีย หรือขอ้ โตแ้ ยง้ ของการทดลอง ท่ีไดท้ าการก่อนหนา้ ● ย่อหน้ำทสี่ อง จะตอ้ งอภิปรายถึงความสาคญั ขอ้ ดีของปัญหา รวมถึงแนวทางแกไ้ ขปัญหาใน เรื่องที่เราสนใจจะดาเนินการทา ควรมีเอกสารหรือที่มาของปัญหาท่ีอา้ งอิงเพื่อสนบั สนุนหรือ โตแ้ ยง้ สิ่งท่ี เราจะทาการทดลองน้นั ● ย่อหน้ำสุดท้ำย ตอ้ งอภิปรายสรุปเป้าหมายหรือเหตุผลท่ีจะทา เพื่อแกป้ ัญหาท่ีงานท่ีเราจะทา และตอ้ งทิ้งทา้ ยดว้ ยรูปแบบดงั น้ี คือ ดงั น้นั ผศู้ ึกษาจึงมุ่งศึกษา .............................………………………….............................………... .............................................................เพ่อื .........................................................................ต่อไป รูปแบบกำรเขียน ควำมเป็ นมำและควำมสำคัญของปัญหำ เขียนเรื่องทว่ั ๆ ไป กวา้ ง เขียนเรื่องเฉพาะ สรุปช้ีใหเ้ ห็นปัญหา
2 ปัญหาวจิ ยั เขียนจากกวา้ งไปแคบ(ลึก) กอบแกว้ ตะนะพนั ธุ์. 2557(กนั ยายน, 26). “หลกั กำรเขียน ควำมเป็ นมำ และควำมสำคญั ของ ปัญหำ | Kobkaew ....” [ออนไลน์]. ท่ีมา : http://kobkaewtk.wordpress.com/ 2. วตั ถุประสงค์ หมายถึงแนวทางหรือทิศทางในการคน้ หาคาตอบ เป็นเร่ืองท่ีตอ้ งการทา - เป็นการกาหนดวา่ ตอ้ งการศึกษาในประเด็นใดบา้ งในเร่ืองท่ีจะศึกษาคน้ ควา้ โดยบง่ บอกส่ิงท่ีจะทา ท้งั ขอบเขต และคาตอบท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ - เป็นการนาเอาความคิดของประเด็นปัญหามาขยาย รายละเอียด โดยใชภ้ าษาที่ชดั เจน เขา้ ใจง่าย เขียนเป็ นขอ้ หรือเขียนรวมเป็ นขอ้ เดียวกนั - อยา่ นาประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ ับมาเขียนเพราะประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับเป็นผลท่ี คาดวา่ จะเกิดข้ึนหลงั จากสิ้นสุดการศึกษาคน้ ควา้ แนวกำรเขยี นวตั ถุประสงค์ของกำรศึกษำค้นคว้ำ 1.วตั ถุประสงคเ์ ขียนในรูปเป้าหมายการศึกษาคน้ ควา้ ไม่ใช่วธิ ีการ
3 2.วตั ถุประสงคส์ อดคลอ้ งกบั ช่ือเร่ือง 3.วตั ถุประสงคช์ ดั เจน ไมก่ ากวม 4. ใหใ้ ชค้ าวา่ “เพื่อ” คำทใ่ี ช้สำหรับกำรเขยี นวตั ถุประสงค์ เช่น เพ่ือศึกษา เพือ่ สารวจ เพื่อคน้ หา เพ่ือบรรยาย เพื่ออธิบาย เพอื่ พฒั นา เพอื่ เปรียบเทียบ ...กบั ... เพ่อื พสิ ูจน์ เพื่อแสดงใหเ้ ห็น เพื่อศึกษาความสมั พนั ธ์ เพื่อประเมิน เพ่ือสังเคราะห์ เพ่ือ เปรียบเทียบ....กบั ........ เพอ่ื ศึกษาอิทธิพลของ......ที่มีตอ่ .. เพ่อื ศึกษาอิทธิพลของ...ที่มีตอ่ ... เพอ่ื วเิ คราะห์ปัจจยั ที่มี / ส่งผล/อิทธิพล/ผลกระทบ... 3. สมมุติฐำน (ถา้ มี) สมมุติฐานเป็ นการคาดคะเนหรือการทายคาตอบอยา่ งมีเหตุผลท่ีคาดไวล้ ่วงหนา้ การเขียน สมมุติฐานควรมีเหตุผลที่สาคญั คือ เป็นขอ้ ความที่มองเห็นแนวทางในการดาเนินการ 4. ขอบเขตของกำรศึกษำ 4.1 ประชำกรทใ่ี ช้ในกำรศึกษำ ประชากร หมายถึง สมาชิกทุกหน่วยของสิ่งท่ีสนใจศึกษา ซ่ึงไมไ่ ดห้ มายถึงคนเพียง อยา่ งเดียว ประชากรอาจจะเป็นส่ิงของ เวลา สถานท่ี ฯลฯ เช่น ถา้ สนใจความคิดเห็นของคน ไทยท่ีมีตอ่ การเลือกต้งั ประชากร คือ คนไทยทุกคน หรือถา้ สนใจอายกุ ารใชง้ านของเครื่อง
4 คอมพิวเตอร์ยห่ี อ้ หน่ึง ประชากรคือเครื่องคอมพิวเตอร์ยหี่ อ้ น้นั ทุกเคร่ือง แตก่ ารเก็บขอ้ มูลกบั ประชากรทุกหน่วยอาจทาให้เสียเวลาและค่าใชจ้ ่ายที่สูงมากและบางคร้ังเป็นเร่ืองท่ีตอ้ ง ตดั สินใจภายในเวลาจากดั การเลือกศึกษาเฉพาะบางส่วนของประชากรจึงเป็นเร่ืองที่มีความ จาเป็น เรียกวา่ “กลุ่มตวั อยา่ ง” ประเภทของประชำกร จาแนกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คือ 1. ประชำกรทม่ี จี ำนวนจำกดั เป็นประชากรที่สามารถนบั จานวนได้ เช่น จานวน นกั ศึกษา จานวนนกั เรียน ฯลฯ 2. ประชำกรทม่ี ีจำนวนไม่จำกดั เช่น จานวนเม็ดทราย ดวงดาวบนทอ้ งฟ้า ฯลฯ รูปแบบกำรเขียนประชำกรทใ่ี ช้ในกำรศึกษำ ประชากรท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี ไดแ้ ก่ นกั เรียนช้นั ..........................โรงเรียน ............................... จานวน ....................หอ้ งเรียน เป็นนกั เรียนท้งั สิ้น .............คน 4.2 กลุ่มตวั อย่ำงทใี่ ช้ในกำรศึกษำ กลุ่มตวั อยา่ ง หมายถึง ส่วนหน่ึงของประชากรท่ีนามาศึกษาซ่ึงเป็นตวั แทนของ ประชากร การท่ีกลุ่มตวั อยา่ งจะเป็นตวั แทนที่ดีของประชากรเพือ่ การอา้ งอิงไปยงั ประชากร อยา่ งน่าเชื่อถือไดน้ ้นั จะตอ้ งมีการเลือกตวั อยา่ งและขนาดตวั อยา่ งที่เหมาะสม ซ่ึงจะตอ้ งอาศยั สถิติเขา้ มาช่วยในการสุ่มตวั อยา่ งและการกาหนดขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง ประเภทของกำรสุ่มตัวอย่ำง การสุ่มตวั อยา่ งมีหลายวธิ ี แต่ครูแนะนาการสุ่มตวั อยา่ งสาหรับนกั เรียน คือ 1. กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบง่ำย นิยมใชก้ นั 2 วธิ ีคือ 1.1 การจบั ฉลาก 1.2 การใชต้ ารางเลขสุ่ม 1.2.1 การจบั ฉลาก ใชก้ บั ประชากรขนาดเลก็ มีข้นั ตอนคือ
5 (1) เขียนบญั ชีรายชื่อ โดยรวบรวมทุกๆหน่วยของประชากรและให้ หมายเลขกากบั เช่น รายชื่อเจา้ หนา้ ท่ีทุกคนในแผนก รายช่ือนกั เรียน ทุกคนในช้นั เรียน (2) ทาฉลากหมายเลขเทา่ กบั ประชากรเป้าหมายที่อยใู่ นบญั ชีรายช่ือ (3) นาฉลากมาเคลา้ ปนกนั ใหท้ ว่ั (4) จบั ฉลากข้ึนมาคร้ังละ 1 ใบใหค้ รบจานวนตวั อยา่ งท่ีตอ้ งการ 1.2.2 การใชต้ ารางเลขสุ่ม นิยมใชก้ บั ประชากรขนาดใหญท่ ี่มีบญั ชีรายช่ือ ทุกหน่วยยอ่ ยของประชากรไวแ้ ลว้ โดยปกติตารางเลขสุ่มน้ีสร้างข้ึนจากการ สุ่มโดยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ มีข้นั ตอนดงั น้ี (1) กาหนดขนาดตวั อยา่ งท่ีตอ้ งการสุ่ม (2) กาหนดจานวนหลกั ตวั เลขที่ตอ้ งการสุ่ม (3) กาหนดทิศทางการอ่านใหแ้ น่ใจวา่ จะอา่ นจากขวาไปซา้ ย หรือบนมาล่าง (4) หาเลขเร่ิมตน้ โดยการสุ่มเช่นสุ่มตวั เลขโดยกาหนดในใจวา่ จะเลือกตวั เลขใด (5) เรียกเลขสุ่มจนครบตามจานวนตวั อยา่ งจึงหยดุ 2. กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบเป็ นระบบ เป็นการสุ่มตวั อยา่ งจากหน่วยยอ่ ยของประชากรท่ีมี ลกั ษณะใกลเ้ คียงกนั มีข้นั ตอนการสุ่มดงั น้ี 2.1 สุ่มหน่วยเริ่มตน้ 2.2 คานวณระยะห่างของหน่วยต่อไป ระยะห่างระหว่างหมายเลข (������) = ������ จานวนประชากรท้ังหมด (800 คน) = 10 ������ = จานวนกล่มุ ตวั อย่าง (80 คน) 2.3 นบั ระยะห่างเทา่ ๆ กนั เช่น 10 , 20 , 30 ... 2.4 กาหนดหมายเลขตวั อยา่ งดงั น้ี
6 เลขเริ่มตน้ 10 ตวั อยา่ งเช่น มีประชากร 800 คน ตอ้ งการตวั อยา่ ง 80 คน 2.5 สุ่มเลขเร่ิมตน้ หรือจบั สลากกไ็ ดใ้ น 800 คน สมมุติไดเ้ ลข 5 ดงั น้นั จึงสุ่มทุกๆ 10 คน สุ่มจนไดค้ รบจานวนกลุ่มตวั อยา่ ง รูปแบบกำรเขยี นกล่มุ ตวั อย่ำงทใี่ ช้ในกำรศึกษำ กลุ่มตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ีเป็ นนกั เรียน(ที่...)ระดบั ช้นั ...................................... โรงเรียน....................................... ปี การศึกษา 25... จานวน.............คน (นคร เสรีรักษ์และภรณี ดีรำษฎร์วเิ ศษ , 2555 อ้ำงถงึ ใน กอบแก้ว ตะนะพนั ธ์ุ , 2557.) 4.3 เนื้อหำทใ่ี ช้ในกำรศึกษำ เน้ือหาท่ีใชใ้ นการศึกษาเป็นเน้ือหาท่ีเลือกจากปัญหาที่พบในโรงเรียนหรือเร่ืองที่นกั เรียนสนใจ คือ .......................(ระบุเรื่องท่ีนกั เรียนสนใจ ต้งั ช่ือเรื่อง)......................... 4.4 ระยะเวลำ ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี ดาเนินการในปี การศึกษา 25... 5. ประโยชน์ทคี่ ำดว่ำจะได้รับ เป็นความสาคญั ของการศึกษาที่ผศู้ ึกษาพิจารณาวา่ การศึกษาเรื่องน้นั ทาใหท้ ราบผลการศึกษา เรื่องอะไร และผลการศึกษาน้นั มีประโยชน์ต่อใคร อยา่ งไร เช่น การระบุประโยชน์ท่ีเกิดจากการนาผล
7 การศึกษาไปใช้ ไมว่ า่ จะเป็นการเพมิ่ พูนความรู้ หรือนาไปเป็นแนวทางในการปฏิบตั ิ หรือแกป้ ัญหา หรือพฒั นาคุณภาพ หลกั ในการเขียนมีดงั น้ี 1. ระบุประโยชน์ท่ีอาจเกิดจากผลที่ไดจ้ ากการศึกษา 2. สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคแ์ ละอยใู่ นขอบเขตของการศึกษาท่ีไดศ้ ึกษา 3. ในกรณีที่ระบุประโยชน์มากกวา่ 1 ประการ ควรระบุเป็นขอ้ 4. เขียนดว้ ยขอ้ ความส้ัน กะทดั รัด ชดั เจน 5. การระบุน้นั ผศู้ ึกษาตอ้ งตระหนกั วา่ มีความเป็นไปได้ การศึกษาคน้ ควา้ ทุกเร่ือง ผศู้ ึกษาวา่ ผลการศึกษาจะก่อใหเ้ กิดประโยชน์อยา่ งไร ประโยชน์ของ การศึกษามีไดห้ ลายลกั ษณะ เช่น การนาผลการศึกษาไปใชใ้ นการกาหนดนโยบาย ปรับปรุงการ ปฏิบตั ิงาน ใชเ้ ป็นแนวทางการตดั สินใจ การแกป้ ัญหา หรือศึกษาคน้ ควา้ ต่อไป คำทใี่ ช้สำหรับกำรเขยี นประโยชน์ทคี่ ำดว่ำจะได้รับ เช่น 1. เพ่ือเป็นแนวทางในการพฒั นา.......................................... 2. ไดท้ ราบถึงสาเหตุ( ทศั นคติ ) ของนกั เรียน.............................ท่ีมี.......... 3. เป็นแนวทางในการ...........................................( เช่น ศึกษาปัญหาตา่ งๆ ที่มี ในโรงเรียน) 4. นกั เรียนมีความพึงพอใจต่อ...................... 5. ผลการศึกษาที่พบ ช่วยใหเ้ กิด(องคค์ วามรู้ใหม่ วธิ ีการใหม่ แนวทางใหม่ การจดั การเรียนรู้ ใหม)่ ใน........ (นิภำ ศรีไพโรจน์ , 2556 อ้ำงถงึ ใน กอบแก้ว ตะนะพนั ธ์ุ , 2557.)
8 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง (เกรน่ิ นา) การศึกษาในคร้งั นี้ ผศู้ กึ ษาได้ศึกษาเอกสารและ งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง โดยแบ่งเนือ้ หาของเอกสารและงานวิจัยออกเป็น หวั ข้อตา่ งๆ ดงั นี้ 1. ความหมายของ... ( ตัวแปรทศ่ี กึ ษา : ถ้ามีมากกวา่ 1 ใหแ้ ยกข้อ) 2. แนวคดิ /ทฤษฎใี นเรื่อง... ( ตวั แปรที่ศกึ ษา : ถา้ มีมากกว่า 1 ให้ แยกข้อ) 3. ความสาคัญของ... ( ตัวแปรทีศ่ กึ ษา : ถา้ มีมากกวา่ 1 ใหแ้ ยกข้อ) 4. องค์ประกอบของ... ( ตวั แปรทศี่ กึ ษา : ถา้ มีมากกวา่ 1 ให้แยกข้อ) 5. งานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง 5.1 งานวจิ ัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ นามาจาก ••ตารา••บทความทางวชิ าการ••ส่ิงพิมพ์ตา่ ง ๆ
9 บทที่ 3 วธิ ดี าเนนิ การศกึ ษาคน้ ควา้ (เกรนิ่ นา) ในการศึกษาครัง้ นี้ ผู้ศึกษาได้ทาการศึกษา ..............................(ช่ือเรือ่ ง)........................ซงึ่ มวี ิธกี ารดงั นี้ 1. ระเบยี บวธิ ที ใี่ ชใ้ นการศกึ ษา ในการศึกษาใช้รปู แบบการสารวจ สบื ค้นขอ้ มลู จากหนงั สอื อินเตอรเ์ น็ต และตอบแบบสอบถาม 2. ประชากร/กลมุ่ ตวั อยา่ ง 2.1 ประชากร ประชากรทีใ่ ช้ในการศกึ ษาคร้ังน้ี เป็นนักเรยี นระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีที่........(ตามตัวอย่างของนักเรียน)...... โรงเรยี นปวั ปี การศกึ ษา 25... จานวน.................ห้องเรยี น เปน็ นกั เรียนทั้งสนิ้ ........คน 2.2 กลุม่ ตัวอยา่ ง ใหเ้ ขยี นว่ากลุม่ ตัวอยา่ งไดม้ าโดยวธิ ีใด มขี ้นั ตอน อย่างไรบา้ ง
10 กลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการศกึ ษาครงั้ นี้ไดแ้ ก่นักเรียนระดับชั้น มธั ยมศึกษาปีท่ี..(ตามตัวอย่างของนกั เรยี น)..... โรงเรียนปวั ปี การศึกษา 25... จานวน............หอ้ งเรียน เป็นนักเรยี นทงั้ สิน้ ........ คน ได้มาโดยสุ่มอย่างงา่ ย เพอ่ื ตอบแบบสอบถามท่สี ร้างขน้ึ 2.3 ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการศึกษา ในปีการศกึ ษา 25... 3. วธิ ดี าเนนิ การศกึ ษา ผ้ศู ึกษาได้ดาเนินการตามขั้นตอนดงั นี้ 3.1 กาหนดเรอ่ื งที่จะศกึ ษา โดยสมาชิกทง้ั ..... คน ประชุม ร่วมกนั และร่วมกันคดิ และวางแผน ว่าจะศกึ ษาเรื่องใด ( สมาชกิ กลุ่ม ท้งั ..... คน ได้มาโดยนาผลการเรยี นวชิ าภาษาไทยพน้ื ฐาน มาจดั แบ่งกลุ่ม เก่ง กลาง อ่อน) 3.2 สารวจปัญหาท่ีพบในโรงเรยี น ซึ่งมที งั้ ปญั หาด้านผู้เรียน ครูผู้สอน อาคาร สถานท่ี ส่งิ แวดลอ้ มในโรงเรยี น ฯลฯ 3.3 เลอื กเร่อื งที่จะศกึ ษา โดยเลือกเรื่องที่สมาชิกมีความสนใจ มากทสี่ ุด เพื่อเป็นแรงจูงใจในการคน้ หาคาตอบ 3.4 ศกึ ษาแนวคดิ ในการแกป้ ัญหา ( ในขอ้ น้ียงั ไม่สามารถ ดาเนินการไดเ้ นอื่ งจาก การเรียนรายวิชา IS1 เวลามจี ากัด ผ้ศู ึกษา จงึ ทาไดเ้ ฉพาะการสารวจความคิดเห็นและสรา้ งเครื่องมือ
11 (แบบสอบถาม) ศึกษาเพียงเพ่ือให้มีความรู้ ความเข้าใจ เรื่อง กระบวนการวิจัยเท่านนั้ 3.5 ต้ังช่ือเรือ่ ง 3.6 สมาชิกทงั้ ..... คนของกล่มุ พบครูผูส้ อนเพือ่ ปรึกษา วางแผนและรบั ฟังความคดิ เหน็ ปรบั ปรุงแกไ้ ข 3.7 เขยี นความสาคัญความเป็นมาของปัญหา วัตถุประสงค์ สมมตุ ิฐาน ขอบเขตการวจิ ัยและประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะได้รบั โดย ศึกษาข้อมลู จากหนังสอื วิทยานิพนธ์และสบื ค้นข้อมูลจาก อนิ เตอรเ์ น็ต และจดบนั ทึกในโครงรา่ งรายงานเชิงวิชาการ (ตามใบ งาน) 3.8 สรา้ งเครอ่ื งมือ ทเ่ี ป็นแบบสอบถาม จานวน............ข้อ 3.9 นาเครอ่ื งมือที่ปรบั ปรงุ แลว้ ไปใชก้ บั กลุ่มตัวอย่าง 3.10 รวบรวมข้อมูล 3.11 วิเคราะห์ข้อมูล 3.12 สรุปการศึกษา 4. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการศึกษา เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการศกึ ษาครง้ั น้ี คอื แบบสอบถาม ( หรือแบบ ประเมนิ ความพงึ พอใจ) 1 ฉบบั ซงึ่ มีรายละเอียดดังนี้ 4.1 ออกแบบแบบสอบถาม เรอ่ื ง ............................................................................โดยขอ คาแนะนาจากที่ปรึกษาหรอื ผู้สอน โดยเตรียมรา่ งข้อคาถาม มี ลักษณะเปน็ ข้อคาถามจานวน...............ขอ้ เปน็ แบบมาตราส่วน ประมาณ 5 ระดบั คือ 5 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สดุ
12 4 หมายถึง เห็นดว้ ยมาก 3 หมายถงึ เห็นดว้ ยปานกลาง 2 หมายถงึ เหน็ ด้วยน้อย 1 หมายถงึ เหน็ ด้วยน้อยที่สดุ การพจิ ารณาค่าเฉลยี่ จะใชเ้ กณฑ์ดงั น้ี คา่ เฉลยี่ 4.51 – 5.00 หมายถงึ เหน็ ด้วยมากที่สุด คา่ เฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง เหน็ ดว้ ยมาก คา่ เฉลย่ี 2.51 – 3.50 หมายถงึ เหน็ ด้วยปานกลาง คา่ เฉลยี่ 1.51 – 2.50 หมายถงึ เห็นดว้ ยนอ้ ย ค่าเฉลีย่ 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ยท่ีสุด 4.2 สรา้ งแบบสอบถาม เร่ือง ..............................................................................โดยขอ คาแนะนา จากทป่ี รึกษาหรือผสู้ อน จากน้นั นามาปรบั ปรงุ แกไ้ ข แลว้ นาไปตรวจสอบความเหมาะสม 4.3 นาแบบสอบถามเร่อื ง ................................................................ทีแ่ ก้ไข ปรับปรุงแล้ว ให้กลมุ่ ตวั อย่างประเมนิ หลงั จากนน้ั นาผลท่ีได้มาหาคา่ เฉล่ีย 5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การศึกษาครั้งนไ้ี ด้ดาเนนิ การโดยนาแบบสอบถามทสี่ ร้างขึ้น ให้นักเรียนกลุ่มตวั อยา่ งตอบ จานวน..........คน และเกบ็ รวบรวม ขอ้ มูลจากนกั เรียน ท่ีเป็นกลุ่มตวั อย่าง โดยผ้ศู ึกษาทงั้ ..... คน ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
13 6. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในการวิเคราะหข์ ้อมลู ผศู้ ึกษาไดว้ ิเคราะหข์ ้อมูล ดังนี้ 6.1 นาแบบสอบถามทง้ั หมดที่ตอบโดยนักเรียนกลุ่มตวั อย่าง มา หาค่าคะแนนรวม 6.2 นาผลรวมมาคิดคา่ ร้อยละและการหาค่าเฉลี่ย 7. สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการศกึ ษา สถิตทิ ี่ใช้ในการศึกษาครง้ั น้ี คอื ร้อยละและการหาคา่ เฉล่ยี
14
Search
Read the Text Version
- 1 - 14
Pages: