Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูอาวุธ หงส์ทอง ม.ปลาย

แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูอาวุธ หงส์ทอง ม.ปลาย

Published by rujiraoopkaew, 2022-06-28 03:16:04

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูอาวุธ หงส์ทอง ม.ปลาย

Search

Read the Text Version

ใบงานที่ 5 กิจกรรมทา้ ยเรือ่ งที่ 5 การอนรุ ักษม์ รดกไทย กิจกรรมที่ 1 จงบอกความภาคภูมิใจในมรดกไทยพรอ้ มยกตัวอย่าง อยา่ งน้อย 3 ตวั อยา่ ง …………………………………………………………………………………………………………….................................................... ............……………………………………………………………………………………………………………........................................ ........................……………………………………………………………………………………………………………............................ ....................................……………………………………………………………………………………………………………................ ................................................…………………………………………………………………………………………………………….... ............................................................…………………………………………………………………………………………………… ………................................................................………………………………………………………………………………………… …………………................................................................……………………………………………………………………………… ……………………………................................................................…………………………………………………………………… ………………………………………................................................................………………………………………………………… …………………………………………………................................................................……………………………………………… ……………………………………………………………................................................................…………………………………… ………………………………………………………………………................................................................………………………… …………………………………………………………………………………................................................................……………… ……………………………………………………………………………………………................................................................…… ……………………………………………………………………………………………………….......................................................... ......…………………………………………………………………………………………………………….............................................. ..................…………………………………………………………………………………………………………….................................. ..............................……………………………………………………………………………………………………………...................... ..........................................…………………………………………………………………………………………………………….......... ......................................................………………………………………………………………………………………………………… …................................................................……………………………………………………………………………………………… ……………................................................................……………………………………………………………… …………………… ………………………................................................................………………………………………………………………………… …………………………………................................................................……………………………………………………………… ……………………………………………................................................................…………………………………………………… ………………………………………………………................................................................………………………………………… …………………………………………………………………................................................................……………………………… ……………………………………………………………………………................................................................…………………… ………………………………………………………………………………………................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย คร้ังที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ กศน.ตาบลเมอื งหงส์ 1. สปั ดาห์ที่ 6 วนั ที่ 15 เดอื น มถิ ุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา ภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 จานวน 4 หนว่ ยกติ 3. มาตรฐานท่ี 2.1 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ และทักษะพน้ื ฐานเกี่ยวกับภาษาและการสือ่ สาร 4. หนว่ ยการเรยี นร/ู้ เรือ่ ง การฟง๎ การดู 5. สาระสาคญั สรุปความ จบั ประเดน็ สาคัญ วเิ คราะห์ แยกแยะข้อเท็จจริง ขอ้ คิดเห็น แสดงความคดิ เห็นตอ่ ผพู้ ดู อย่างมีเหตผุ ล ตลอดจนมารยาทในการฟ๎งและดู 6. เนอ้ื หา 1. สรุปความ จบั ประเด็นสาคัญของเร่อื งที่ฟ๎งและดู 2. หลักการจบั ใจความสาคัญของเร่ืองที่ฟ๎งและดู 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู/้ ผลการเรยี นรูท้ ่คี าดหวัง (ดจู ากผังการออกขอ้ สอบ) 1. สรปุ ความ จบั ประเดน็ สาคญั ของเรอ่ื งท่ีฟง๎ และดู 2. วเิ คราะห์ความน่าเชือ่ ถอื จาการฟ๎งและดูสื่อโฆษณาและข่าวสาร 8. การบรู ณาการกบั หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เง่ือนไข 3 หลักการ การเช่อื มโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้ สรปุ ความ จบั ประเดน็ สาคญั ของเรื่องทฟ่ี ๎งและดู หลกั การจบั ใจความสาคญั ของ เรื่องที่ฟง๎ และดู คณุ ธรรม - มคี วามตั้งใจ - มีความขยัน - มีความรับผดิ ชอบ พอประมาณ - ความเหมาะสมของเวลากบั เนื้อหาที่อา่ น - การเหลอื เรือ่ งที่อา่ นให้เหมาะสมกับตนเอง มีเหตุผล - สามารถจับประเดน็ ความสาคัญเร่ืองทีอ่ ่าน - สามารถวิเคราะหเ์ ร่ืองที่อ่าน มภี ูมคิ ุ้มกัน - แยกเรอ่ื งท่ีจริงและปลอมได้ - ไม่เชือ่ ข้อมูลเทจ็

วตั ถุ - ผู้เรยี นมีความร้สู ามารถอ่านจับประเดจ็ และใจความสาคัญได้ - ผู้เรียนวเิ คราะหเ์ รือ่ งที่อ่านและความน่าเช่อื ถือได้ สังคม - มีการทางานรว่ มกันเป็นกลุ่มแลกเปลีย่ นความคดิ และวิเคราะห์รว่ มกนั สงิ่ แวดล้อม - ผเู้ รยี นมีเจตคติทด่ี ตี ่อการอ่านทาใหบ้ รรยากาศเต็มไปด้วยความสนกุ วัฒนธรรม - ผู้เรยี นได้เรยี นรูว้ ัฒนธรรมต่างในเรือ่ งทีอ่ ่าน ที่มีความหลากหลาย - ผ้เู รียนได้สร้างวฒั นธรรมในการรกั การอ่านในห้องเรียน 9. กระบวนการจัดการเรียนรแู้ ละกจิ กรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครูกล่าวทกั ทายผเู้ รยี น และซักถามผู้เรียนเป็นรายบุคคลเกย่ี วกบั การสภาพป๎ญหาหรือเรอื่ ง เกิดขึน้ ในชมุ ชน หรือในสังคมปจ๎ จุบนั ที่ได้รับร้จู ากสอ่ื ตา่ งๆ ทคี่ ิดวา่ มคี วามสาคัญ 2. ผเู้ รยี นเล่าเรือ่ งราวต่าง ๆที่นา่ สนใจท่ีไดพ้ บเห็นและแสดงความคดิ เหน็ ในเรอ่ื งราวที่ได้เล่าออกมา ใหค้ รแู ละเพอื่ นไดร้ บั ฟง๎ (ฝึกทักษะการคิด) ขั้นท่ี 2 แสวงหาข้อมูลและจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning) 1. ครอู ธิบายความหมายการฟง๎ และการดู 2. ใหผ้ เู้ รยี นเลือกเร่ืองทผ่ี ู้เรียนสนใจและให้ฟ๎งเพื่อจบั ใจความและดเู พื่อใหเ้ กิดภาพและใหข้ ้อคิด อะไรกับเราบ้าง 3. ผ้เู รียนศกึ ษาเนื้อหาเพิ่มเตมิ จากใบความรู้และสอ่ื อนิ เตอรเ์ น็ต 4. ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 5 – 7 คน จานวน 4 กลุ่มดังนี้ 4.1 กลมุ่ การฟ๎ง 4.2 กลุ่มการดู โดยให้แต่ละกลมุ่ เขียนเรยี งความเพ่ือท่จี ะนาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน 5. ครใู หผ้ เู้ รยี นนาเสนอหน้าชน้ั เรียนในหัวข้อเรียงความของผู้เรยี นทกุ กลมุ่ 6. ครอู ธบิ ายเพ่ิมเตมิ และมอบหมายใบงาน ขัน้ ที่ 3 การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1.ครใู หผ้ ู้เรยี นแบ่งกลุม่ ออกเปน็ กล่มุ ย่อย ๆ 5 กล่มุ ๆ ละ 4–5 คน ค้นคว้าตามหัวข้อที่กาหนดและ ระดมความคดิ ถอดบทเรยี นเร่อื งท่ีอ่านให้สอดคลอ้ งกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง พรอ้ มนาเสนอหน้าช้นั เรยี น

ขน้ั ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) 1. ให้นักศกึ ษาออกมาหน้าช้นั เรียน เพ่อื นาเสนอการถอดบทเรียนเร่อื งที่อ่าน ให้สอดคล้องกับหลัก เศรษฐกิจพอเพยี ง จากนน้ั ครูให้คะแนน 2. แบบทดสอบหลังเรียน 10. ส่อื /แหลง่ เรยี นรู้ 1. หนงั สอื เรยี น 2. แบบฝกึ หัด 3. สอื่ อนิ เตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ................................................................................. ........... ...................... ลงช่ือ…………………………………………….ครผู สู้ อน (นายอาวุธ หงส์ทองคา) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………............................................................................................................................. ..................................... …………...................................................................................................................................................... ............ .................................... ลงช่ือ………………………………………………………ผอู้ นมุ ัตแิ ผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผ้อู านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน

บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ กศน.ตาบลเมืองหงส์ คร้งั ท่ี 6 วัน/เดอื น/ปวี นั ท่ี 15 เดอื น มถิ นุ ายน พ.ศ. 2565 ครผู ู้สอนนายอาวธุ หงส์ทองคา ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พืน้ ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย รหัสวชิ า พท 21001 1. ผลการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน พบว่า คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น มากกวา่ กอ่ นเรยี นจานวน ........ คนคดิ เปน็ ร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น นอ้ ยกว่าก่อนเรียนจานวน ......... คนคดิ เปน็ ร้อยละ............ 2. เนอื้ หา/สาระ/รายวชิ า ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... 4. ปัญหา/อุปสรรคการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแกป้ ญั หา ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชื่อ.........................................................(ผูบ้ นั ทึก) (นายอาวุธ หงสท์ องคา) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผ้บู ริหาร ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงช่อื ..................................................

(นางปท๎ มาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน ใบความรู้ เรื่อง สรุปความ จับประเดน็ สาคญั ของเร่ืองท่ีฟงั และดู การฟังและดเู พื่อจับประเดน็ และสรุปความ การจับประเด็นหมายถงึ การจบั ข้อความสาคัญหรือใจความสาคัญของเรือ่ ง ความหมายของการสรปุ ความ การสรุปความ คอื การหยิบยกเอาความคดิ หลกั หรือประเด็นที่สาคญั ของเร่ืองมากลา่ วย้าใหเ้ ด่นชัด โดยใชป้ ระโยคสั้นๆ แล้วเรยี บเรียงให้เป็นระเบยี บ มารยาทในการฟงั และดู 1. มองสบตาผูพ้ ูด ไม่มองออกนอกห้องหรอื มองไปที่อ่นื อนั เป็นการแสดงวา่ ไม่สนใจเรื่องที่พูดและ ไม่เอาหนังสอื ไปอ่านขณะที่ฟ๎งหรือดู 2. รักษาความสงบ ไม่ส่งเสียงรบกวนผอู้ นื่ ไม่เอาของขบเคย้ี วเข้าไปทาลายสมาธขิ องผู้อืน่ การชม ภาพยนตรค์ วรปิดโทรศัพท์มือถือจะได้ไมร่ บกวนความสุขของผ้อู ื่น ไม่ควรพาเด็กเล็กๆไปในโรงภาพยนตร์หรือ ในที่ท่ีต้องการความสงบ 3. แสดงกริ ิยาอาการที่เหมาะสม วยั รุน่ ไม่ควรนัง่ เกย้ี วพาราสกี ันในที่สาธารณชนทต่ี ้องการความสงบ ในการฟ๎งและการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่นแล้วยังเปน็ การแสดงกิริยาท่ีขัดตอ่ ขนบธรรมเนยี ม ของไทยอีกดว้ ย 4. ในการดภู าพไมค่ วรขดี เขยี นหรือฉีกภาพซึ่งแสดงถึงความไม่มีวฒั นธรรมทด่ี ีงาม หลักการฟงั และดูเพื่อสรปุ ความและจบั ประเด็น การฟ๎งและดูเพ่อื จับประเด็นและสรุปความ เป็นทักษะเบื้องต้นทท่ี ุกคนจะตอ้ งฝกึ ฝน เราจะต้อง ติดตามฟ๎ง ดูเรื่องราวโดยตลอด ดงั น้ันจึงต้องมีสมาธใิ นการฟ๎งและสามารถแยกแยะได้ว่าขอ้ ความใดเป็น ใจความสาคญั และข้อความใดเป็นพลความ ถ้าเราเข้าใจเรื่องราวไดโ้ ดยตลอดแลว้ เรายอ่ มจดจาเร่ืองราวท่ีฟ๎ง และสามารถถ่ายทอดให้คนอ่ืนฟ๎งได้ด้วย ในการฟ๎งแต่ละครงั้ เราต้องจับประเดน็ ของเรื่องท่ีฟ๎งได้ คือ รู้วา่ ผพู้ ดู ตอ้ งการสื่อสารอะไร เป็น ประเด็นสาคญั และร้จู กั ว่าอะไรคือประเดน็ รองซ่งึ ขยายประเดน็ สาคัญ การฟ๎งเช่นนเี้ ป็นการฟง๎ เพื่อจบั ใจความสาคัญและใจความรองและรายละเอยี ดของเรื่อง มวี ิธกี ารฟง๎ ดงั น้ี 1. ฟ๎งเร่ืองราวให้เขา้ ใจ พยายามจับใจความสาคัญของเรื่องเป็นตอนๆ ว่าเรื่องอะไร ใครทาอะไร ที่ ไหน เม่อื ไร อยา่ งไร

2. ฟง๎ เรอื่ งราวทเี่ ปน็ ใจความสาคญั แล้วหารายละเอียดของเร่ืองที่เปน็ ลักษณะปลีกย่อยของใจความ สาคัญ หรือทเ่ี ปน็ ส่วนขยายใจความสาคัญ สรปุ ความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระสาคญั อย่างครบถ้วน วิธีการสรุปความจากการฟ๎งนั้น เราจะต้องค้นหาให้พบว่าสารใดเปน็ ความคดิ สาคัญในเรอื่ งนน้ั ๆ แลว้ สรปุ ไวเ้ ฉพาะใจความสาคญั โดยเขยี นชื่อเรื่อง ผพู้ ูด โอกาสทฟ่ี ๎ง วัน เวลา และสถานทีท่ ไี่ ด้ฟ๎งหรือดูไวเ้ ป็น หลักฐานเครือ่ งเตือนความทรงจาต่อไป การฟ๎งและดูเพ่ือจบั ประเดน็ และสรุปความ เป็นการฟ๎งในชวี ติ ประจาวนั เพื่อให้ได้สาระสาคัญของ เร่อื งที่ฟง๎ เช่น ฟง๎ การสนทนา ฟ๎งเรอื่ งราวข้อมูลขา่ วสารตา่ งๆ ฟ๎งโทรศัพท์ ฟ๎งประกาศ ฟ๎งการ บรรยาย ฟ๎งการอภปิ ราย ฟ๎งการเล่าเร่อื ง เปน็ ต้น วิธสี รุปความตามลาดับขน้ั 1. ข้นั อา่ น ฟัง และดู - อ่าน ฟ๎งและดูให้เข้าใจอยา่ งนอ้ ย 2 เทีย่ ว เพื่อใหไ้ ด้แนวคิดท่สี าคัญ 2. ขัน้ คิด - คดิ เปน็ คาถามวา่ อะไรเป็นจดุ สาคญั ของเร่อื ง - คิดต่อไปว่า จุดสาคัญของเร่ืองมคี วามสัมพันธก์ ับสิ่งใดบ้าง จดสิ่งน้ันๆ ไว้เปน็ ข้อความ ส้นั ๆ - คิดวิธีที่จะเขยี นสรปุ ความใหก้ ะทัดรัดและชดั เจน 3. ข้ันเขยี น - เขยี นร่างข้อความสั้นๆทีจ่ ดไว้ - ขดั เกลาและตบแตง่ ร่างข้อความท่สี รปุ ให้เป็นภาษาทีด่ สี ่ือความหมายได้แจม่ แจง้ ชัดเจน ตวั อยา่ งการสรปุ ความ เรอ่ื ง เราคอื บทเรยี นของเด็ก การศกึ ษาเป็นเรื่องสาคญั ของชวี ิต ทุกคนเกิดมาจะโง่ จะฉลาด จะดีจะช่วั ขึน้ อยกู่ บั การศึกษา พ่อ แมท่ กุ คนปรารถนาจะให้บุตรหลานของตนเปน็ คนดี จนถึงกบั ยอมทนลาบากตรากตราทาการงานหาทรัพย์สนิ เงินทองมาเป็นค่าใช้จ่าย เพ่ือการศกึ ษาของบตุ รหลาน นบั ว่าเป็นหนา้ ที่และสง่ิ ที่ควรไดร้ ับการยกย่องในการ เสียสละนั้น แตย่ ังมีส่ิงท่ีมีคุณค่าท่ีสุดในชวี ิตเด็ก กค็ ือบทเรยี นอันเปน็ จรยิ ศกึ ษาซง่ึ เกดิ จากการปฏบิ ัติตวั ของพอ่ แม่ ผู้ปกครองของเดก้ นัน่ คอื การประพฤตปิ ฏิบัตดิ งี าม เพราะสิ่งทเ่ี ด็กไดย้ นิ ได้ฟง๎ ไดร้ ไู้ ด้เห็นจากพ่อแม่ผปู้ กครอง ของตน เชน่ การพูดจาไพเราะ การงานเปน็ ระเบยี บเรียบร้อยเป็นต้น ส่งิ เหลา่ น้ีเปน็ บทเรยี นอย่างสาคัญ ท่จี ะ

ซมึ ซาบเข้าไปในจิตใจของเด็กดียง่ิ กวา่ หนงั สอื บทเรยี นอ่ืนๆ น้นั เป็นการให้การศึกษาที่มคี ่าย่งิ เป็นการปลกู สร้างนสิ ัยที่ดีให้แก่เดก็ ถา้ พ่อแม่ ผปู้ กครองเป็นคนดี มีนสิ ัยดี เออ้ื เฟ้ือเผ่ือแผ่ มีเมตตา มคี วามยุตธิ รรม มีความรัก ความ สามคั คีในครอบครัว เปน็ แบบอยา่ งท่ดี ี ก็จะทาให้เดก็ เอาอย่างในทางดี เปน็ คนดขี องพ่อ แม่ ผปู้ กครอง สม ความปรารถนาทุกประการ ถ้าปรารถนาดี หวงั ดีต่อบตุ รหลาน อยา่ เพยี งแตจ่ ะให้ทุนการศกึ ษาอย่าง เดยี ว ตอ้ งทาตนใหเ้ ป็นตัวอย่างทีด่ ี เป็นบทเรียนท่ีมีค่าของบุตรหลานด้วย แล้วความปรารถนาของเราก็จะ สมหวงั การสรปุ ความ 1. ข้ันอ่าน ฟัง และ คิด จบั แนวคิดไดด้ งั น้ี “ พอ่ แม่ หาเงินทองมาให้ลูกเรยี นอยา่ งเดยี วยงั ไม่พอ ตอ้ งปฏิบัตติ นเปน็ ตัวอยา่ งทด่ี ีแกล่ ูกด้วยจงึ จะนบั ว่าไดใ้ ห้การศกึ ษาทถ่ี ูกตอ้ งแก่ลูก” 2. ขนั้ เขียน 2.1 ขอ้ ความทจ่ี ดไว้ช่วยจา “การศึกษา เรือ่ งสาคัญ – คนจะดีจะช่วั โง่ ฉลาดเพราะ การศึกษา พ่อแม่หาเงนิ มาให้ลูกเรียนเสยี สละควรยกยอ่ ง สงิ่ ทีม่ ีค่าต่อเด็ก – บทเรยี นจริย ศกึ ษา คณุ ธรรม การปฏบิ ัติตนดีงาม เปน็ ตัวอย่างท่ดี ี รกั ลูกต้องทาใหเ้ ป็นตัวอย่างที่ดีดว้ ย” 2.2 ข้อความที่สรุปแลว้ “การศกึ ษามีความสาคัญต่อชีวติ เด็ก เพราะสามารถทาให้เด็กฉลาด และเปน็ คนดีได้ พ่อแม่ท่รี กั ลูก อยากให้ลุกเป็นคนดีน้นั ไม่ควรจะพอใจเพียงการทาหนา้ ที่หาเงนิ มาให้ลูกเรยี น เท่าน้นั แต่ควรคานึงถึงบทเรียน จรยิ ศึกษาอนั มีคุณค่ายิ่งต่อชวี ิตของเด็ก อนั ได้แกก่ ารที่พอ่ แม่เปน็ ผู้มี คณุ ธรรมและปฏบิ ตั ติ นเปน็ แบบอย่างในทางท่ีดีงามแก่ลกู ดว้ ย”

ใบงาน เร่ืองการฟัง ดู คาช้แี จง 1. ให้ผเู้ รยี นแบง่ กล่มุ ๆ 5 – 7 คน โดยใหม้ ที ั้งวัยรนุ่ ผ้สู ูงวัย และเพศหญงิ เพศชาย ในกล่มุ ตาม ความเหมาะสมและแตง่ ตัง้ คณะกรรมการการทางานร่วมกัน 2. ใหผ้ ูเ้ รยี นแตล่ ะกล่มุ ได้ศกึ ษาเน้อื หาสาระจากเร่ืองการฟ๎ง ดู ในบทเรียนหรอื จาก สอ่ื การเรยี นรู้ท่ีมี จากนัน้ ใหป้ ฏบิ ัติดังนี้ 2.1 ศกึ ษาข่าวจากหนังสือพิมพ์ 1 ขา่ ว 2.2 ศึกษาบทรอ้ ยกรองทส่ี นใจ 1 เรือ่ ง 2.3 ศึกษาละครจาก VCD ที่สนใจ 1 เรื่อง 3. ให้สรุป และวเิ คราะห์เร่ืองท่ีศกึ ษา ตามหลกั การท่ีได้เรยี นรูม้ า 4. ให้ตวั แทนกลุ่มออกมานาเสนอผลงาน

แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายวิชาภาษาไทย ครงั้ ที่ 2 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ กศน.ตาบลเมืองหงส์ 1. สปั ดาห์ท่ี 7 วนั ท่ี 22 เดอื น มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา ภาษาไทย รหสั วชิ า พท21001 จานวน4หนว่ ยกติ 3. มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรู้ความเขา้ ใจ และทักษะพืน้ ฐานเกี่ยวกับภาษาและการสอื่ สาร 4. หน่วยการเรียนรู้/เรอ่ื ง หลกั การใชภ้ าษา 5. สาระสาคัญ ชนดิ และหน้าทขี่ องคา พยางค์ วลี ประโยค การใชเ้ คร่อื งหมายวรรคตอน อักษรย่อ พจนานกุ รม คา ราชาศัพท์ ความแตกตา่ ง และความหมายของสานวน สุภาษติ คาพังเพย 6. เนือ้ หา 1. ความหมายของคา พยางค์ วลี ประโยค และการสะกดคา 2. หลักในการสะกดคา 3. การใช้คาและการสร้างคาในภาษาไทย 3.1 การสรา้ งคา 3.2 คาประสม 3.3 คาซ้อน 3.4 คาสมาส คาสนธิ 3.5 หลกั การสงั เกตคาภาษาอืน่ ๆ ท่ีใช้ในภาษาไทย 7. จุดประสงคก์ ารเรยี นร/ู้ ผลการเรยี นรูท้ ีค่ าดหวงั (ดจู ากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธิบายความแตกตา่ งของคาพยางค์ วลี ประโยค การสะกดคาได้ถกู ต้อง 2. อธิบายความแตกต่างระหวา่ งภาษาพูดและภาษาเขียน 8. การบรู ณาการกบั หลกั แนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (2 เง่อื นไข 3 หลักการ การเชอื่ มโยงสู่ 4 มติ ิ)

ความรู้ สรุปความ จบั ประเดน็ สาคัญของเรอื่ งการใช้หลักภาษา คุณธรรม - มคี วามต้ังใจ - มีความขยัน - มีความรับผดิ ชอบ พอประมาณ - เนอ้ื หาวชิ าที่เรียนรสู้ อดคลอ้ งกับเวลาเรียนในแต่ละช่ัวโมง - เนอ้ื หาทเ่ี หลือให้จัดการเรยี นการสอนแบบ กรต.ได้ มีเหตผุ ล - ผูเ้ รียนมคี วามรู้ในเรอ่ื งหลักการใชภ้ าษา - สามารถวเิ คราะห์และสังเคราะห์เร่ืองการใชห้ ลกั ภาษาได้อยา่ งถกู ต้อง มีภูมิคุ้มกนั - การใชค้ าท่ถี ูกต้องตามหลักภาษา - สามารถอ่านออกเขียนได้ วตั ถุ - ผู้เรยี นมสี อ่ื การเรยี นท่ีเหมาะสมกบั เนื้อหาทเี่ รียน สงั คม - ผเู้ รยี นสามารถทางานรว่ มกับคนอน่ื ไดอ้ ยา่ งมีความสุข - ผู้เรียนสามารถแลกเปล่ียนความคิดเหน็ กันภายในกลมุ่ และหอ้ งเรยี น สงิ่ แวดล้อม - ผเู้ รียนจดั บรรยากาศท่ดี ีในหอ้ งเรียนทเ่ี อื้อตอ่ การเรยี นการสอน วฒั นธรรม - ผ้เู รยี นมกี ารเรียนรู้วฒั นธรรมการใชภ้ าษาต่อๆกนั มาตามหลักภาษา 9. กระบวนการจดั การเรยี นร้แู ละกจิ กรรมการเรียนรู้ ขน้ั ท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครสู ุ่มตวั อยา่ งผ้เู รยี นใหเ้ ขียนชอื่ บนกระดาน จานวน 10 คน และใหผ้ ูเ้ รยี นในกลุ่มชว่ ยกันบอกคา รายชื่อทง้ั 10 คนมีก่ีพยางค์ จากนน้ั ครูจงึ สอบถามผเู้ รยี นถึงวธิ กี ารนับพยางค์ว่ามีวิธีการอย่างไรเพื่อทจ่ี ะวดั ความรเู้ บ้ืองตน้ ของผเู้ รียน ขนั้ ที่ 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning)

1. ครูอธิบายความหมายของคา พยางค์ วลี ประโยค การสะกดคา หลกั การสะกดคาและการใช้ คาการสรา้ งคาในภาษาไทย คาประสม คาซ้า คาซ้อน คาสมาส คาสนธิ 2. ใหผ้ ู้เรยี นเลอื กบทความทีเ่ ก่ยี วกบั คณุ ธรรมพร้อมบอกวา่ ในบทความดังกล่าวใชม้ าตรา ตัวสะกดในและให้ข้อคิดอะไรกบั เราบ้าง 3. ผู้เรียนศกึ ษาเนื้อหาเพิ่มเตมิ จากใบความรู้และสื่ออินเตอรเ์ นต็ ให้ผ้เู รียนแบ่งกลมุ่ ๆ ละ 5 – 7 คน จานวน 4 กล่มุ ดังน้ี 3.1 กลุ่มคาประสม 3.2 กลุ่มคาซ้อน 3.3 กลมุ่ คาสมาส คาสนธิ โดยให้แต่ละกลมุ่ สรา้ งบัตรคาใหต้ รงตามชนิดของคาที่ตนเองไดร้ ับตามชอื่ กลุ่มจานวน 10 คา 4. ครูผู้สอนนาบตั รคามารวมกันและใหผ้ ูเ้ รยี นทากจิ กรรมการเรยี นรชู้ นดิ ของคาโดยวธิ กี ารดังน้ี 4.1 ผูเ้ รียนแตล่ ะกลมุ่ แขง่ ขนั นาบตั รคาไปตดิ ไว้ท่บี อรด์ ใหป้ ระเภทเชน่ แมย่ าย เปน็ คา ประสม นาไปตดิ ให้ถกู ตอ้ ง 4.2 กลมุ่ ไหนทาเวลาได้ดแี ละได้จานวนบัตรท่ตี ดิ ถูกต้องที่สุดคอื ทีมผูช้ นะ 4.3 ครูมอบของรางวลั แก่กลมุ่ ผูช้ นะ ขัน้ ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ครูสรุปผลกจิ กรรมการเรียนรู้ และขอ้ คดิ /ความรนู้ ี้ได้จากกจิ กรรมการเรยี นรู้ ข้ันที่ 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. แบบประเมินผลงาน 2. สังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้ 10. สอื่ /แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสอื เรยี น 2. แบบฝกึ หัด 3. ส่อื อนิ เตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมนิ ผล 11.1วิธีการวดั และประเมนิ ผล - ใบงาน 11.2 เครอื่ งมอื วดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑก์ ารวดั และการประเมินผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน กิจกรรมเสนอแนะ

............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ...................... ลงชื่อ…………………………………………….ครผู สู้ อน (นายอาวธุ หงสท์ องคา) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………............................................................................................................................. ..................................... …………......................................................................................................................................................... ......... .................................. ลงช่ือ………………………………………………………ผู้อนมุ ตั แิ ผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผ้อู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน บันทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ กศน.ตาบลเมืองหงส์ ครง้ั ท่ี 7 วัน/เดือน/ปีวันที่ 22 เดอื น มิถุนายน พ.ศ. 2565 ครูผู้สอนนายอาวุธ หงสท์ องคา ระดับ มธั ยมศึกษาตอนต้น เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พ้นื ฐาน รายวิชา ภาษาไทย รหัสวชิ า พท 21001 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลงั เรยี น พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรยี น มากกว่ากอ่ นเรียนจานวน ........ คนคิดเป็นร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น น้อยกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ......... คนคดิ เป็นรอ้ ยละ............ 2. เน้ือหา/สาระ/รายวชิ า ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................... ............................... 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปญั หา/อปุ สรรคการเรยี นการสอน

............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 5. แนวทางการแกป้ ัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชือ่ .........................................................(ผ้บู ันทึก) (นายอาวธุ หงส์ทองคา) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผู้บรหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... ลงชอื่ .................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน ใบความรู้ เร่อื ง หลักการใชภ้ าษาไทย ธรรมชาตขิ องภาษา 1. ภาษาในความหมายอย่างแคบ คือ ภาษาพดู ของคน 2. ทุกวันน้ี ยังมอี ีกหลายภาษาทไ่ี มม่ ภี าษาเขียน 3. แต่ละกลุ่มกาหนดภาษากันเอง เสียงในแตล่ ะภาษาจึงมีความหมายไม่ตรงกนั 4. ลักษณะของภาษาทั่ว ๆ ไป 1. มีเสียงสระและพยัญชนะ (วรรณยุกต์มบี างภาษาเช่น ไทย,จีน) 2. ขยายให้ใหญ่ขึน้ ได้ 3. มีคานาม, กรยิ า, คาขยาย 4. เปลย่ี นแปลงได้ 5. ภาษาเปล่ยี นแปลงได้ เพราะสาเหตหุ ลายข้อ เช่น ส่งิ แวดล้อมเปล่ียน เช่น ขายตัว ศกั ดนิ า จริต สา ส่อน แกลง้ หม่ การพดู ไดแ้ ก่ การกร่อนเสียง และกลมกลืนเสยี ง กรอ่ นเสียง เชน่ \"หมากพรา้ ว\" กรอ่ นเป็น\"มะพรา้ ว\"

กลมกลืนเสยี ง เช่น\"อย่างไร\" กลืนเสยี งเปน็ \"ยังไง\" เสียงในภาษาไทย อักษรควบ - อกั ษรนา อกั ษรควบ มี 2 แบบ คือ ควบแท้ -> ออกเสยี งพยัญชนะตน้ ท้งั 2 เสียง เช่น ปลา ครมี เป็นต้น ควบไมแ่ ท้ -> ออกเสียงพยัญชนะตน้ ตัวแรกตัวเดยี ว มี 2 กรณี ดงั น้ี - แสรง้ จริง เศรษฐี เศรา้ - ออกเสยี ง ทร เป็นซ เชน่ ไทร ทราย ทรดุ อักษรนา คือ คาท่ี - อา่ นหรือเขียนแบบ มี \"ห\" นาพยัญชนะต้นอีกตัว เช่น หลอก หรู หนี หวาด ตลาด(ตะ-หลาด) ปรอท(ปะ- หรอด) ตลก(ตะ-หลก) ดเิ รก(ดิ-เหรก) - รวมทง้ั คาว่า \" อย่า อยู่ อย่าง อยาก” เสยี งพยัญชนะต้น เสยี งพยญั ชนะต้น คือ เสียงทนี่ าเสยี งสระ เสียงพยญั ชนะตน้ มีอยู่ 2 ประเภท คอื 1. เสียงพยญั ชนะเดี่ยว = ออกเสียงเสยี งพยญั ชนะตน้ เสยี งเดียว เชน่ มา วิน ตี นุก หมู 2.เสียงพยัญชนะประสม ออกเสียงเสยี งพยัญชนะต้นสองเสียงควบกัน เช่น กราบ ความ ปราม ไตร - ผิ ออกเสียงพยญั ชนะต้น 1 เสียง คอื /ผ/ - ผลิ ออกเสียงพยัญชนะต้น 1 เสยี ง คอื /ผล/ - ผลติ ออกเสียงพยัญชนะตน้ 2 เสียง คอื /ผ/ , /ล/ (คือเวลาออกต้องแยกวา่ ผะ-หลิด).เสยี งพยัญชนะ ตัวสะกด (พยญั ชนะท้าย) เสยี งพยัญชนะทา้ ย เสียงพยัญชนะทอ่ี ย่หู ลังเสยี งสระ เสยี งพยัญชนะทา้ ย มี 8 เสยี ง คือ แมก่ ก แทนดว้ ยเสียง /ก/ แม่กด แทนดว้ ยเสียง /ต/ แม่กบ แทนดว้ ยเสียง /ป/ แม่กม แทนด้วยเสยี ง /ม/ แม่ กน แทนดว้ ยเสยี ง /น/ แมก่ ง แทนด้วยเสยี ง /ง/ แม่เกย แทนดว้ ยเสยี ง /ย/ แม่เกอว แทนด้วยเสยี ง /ว/ เช่น นาค เสยี งพยัญชนะท้าย ช /ก/ รด เสียงพยัญชนะท้าย = /ต/ เสียงสระ 1.เสยี งสระส้ัน ยาวใหด้ ูตอนท่ีออกเสียงอยา่ ดูที่รูปเชน่ วัด ออกเสยี งสระส้ัน ชา่ ง สระสัน้ เท้า สระยาว เนา่ สระสน้ั น้า สระยาว ชา้ สระส้ัน 2.เสียงสระ มี 2 ประเภท คือ

สระประสม มี 6 เสยี ง คือ อวั ะ อวั เอือะ เออื เอยี ะ เอยี สระเด่ียว มี 18 เสียง คือ สระท่ีไม่ใช่ อวั ะ อวั เออื ะ เอือ เอยี ะ เอยี 5.เสียงวรรณยกุ ต์ มี 5 ระดับ คอื สามัญ เอก โท ตรี จตั วา 6.พยางค์ คือ เสียงท่ีออกมา 1 ตรง้ั มี 2 ประเภท คือ พยางคเ์ ปิด พยางคท์ ่ีไม่มีตวั สะกด เช่น เธอ มา ลา สู่ พยางค์ปิด พยางค์ทีม่ ีเสยี งตวั สะกด เช่น ไป รบ กับ เขา คา 1.คามลู = คาด้งั เดมิ เชน่ กา เธอ วงิ่ วนุ่ ไป มา 2.คาซ้า = คามลู 2 คาท่เี หมอื นกนั ทุกประการ คาท่ีสองเราใส่ไม้ยมกแทนได้ เช่น วิง่ วง่ิ (ว่งิ ๆ) น้องน้อง (นอ้ งๆ) บางทีคาทเ่ี หมือนกันมาชดิ กัน ไม่ใช่คาซ้าเพราะความหมายไมเ่ หมือนกนั เชน่ เขามที ท่ี ี่บางนา 3.คาซ้อน (คาคู่) คามลู ท่ีมคี วามหมายเหมือนหรือคลา้ ยไม่ก็ตรงข้ามมารวมกัน เช่น เก็บออก จติ ใจ ผคู้ น สรา้ งสรรค์ ขนมนมเนย ถว้ ยชาม แข็งแรง เด็ดขาด ตดั สนิ ดึงดนั ช่ัวดี ถ่ีห่าง 4.คาประสม คามลู 2 คามารวมกันเป็นคาใหม่ และคาใหมน่ ้นั มีเค้าความของคาเดิมท่ีนามารวมกนั เช่น น้า พริปลาทู ขนมป๎ง ไส้กรอก ไก่ย่าง ผา้ พันคอ เขม็ ฮกี ยา เลือกตัง้ เจาะขา่ ว โหมโรง ปากหวาน 5.คาสมาส คาบาลี+สันสกฤต 2 คามารวมกัน (บาลที ้งั คู่ก็ได้ สนั สกฤตทั้งคกู่ ็ได้ คาบาล+ี สันสกฤตกไ็ ด)้ ถ้า คาท่เี อามารวมกนั เป็นคาภาษาอน่ื ที่ไมใ่ ชภ่ าษาบาลี สันสกฤต ก็จะไม่ใชค่ าสมาส วธิ ีสังเกตคาสมาสอยา่ งงา่ ย คือคาสมาสจะอา่ นเนอื่ งเสยี งระหว่างคา กค็ ือเวลาอา่ นตรงกลางจะออกเสียงสระ ดว้ ย เชน่ ราช(ชะ)การ อบุ ตั (ิ ติ)เหตุ 6.คาสนธิ คาสมาสประเภททเี่ ราเอาพยญั ชนะตวั สดุ ทา้ ยของคาหน้าไปแทนที่\"อ\"ตวั แรกของคาหลงั เช่น ชล+อาลยั = ชลาลยั ศิลป + อากร = ศิลปากร วธิ ีการจะดวู ่าคาไหนเป็นคาสมาสหรือสนธิ คอื แยกคา 2 คาออกจากกัน - ถ้าแยกออกเป็นคาไดเ้ ลย = คาสมาส - ถา้ แยกแลว้ ต้องเติม\"อ\" ไปทีค่ าหลงั = คาสนธิ ชนดิ ของคา 1.คานาม คือคาที่ใช้เรียกชื่อส่ิงตา่ ง ๆ เชน่ ตู้ โตะ๊ เก้าอี้ 2.คากริยา คือ คาแสดงการกระทา เช่น เดนิ นง่ั วิ่ง นอน คยุ กนิ 4.คาวเิ ศษณ์ คอื คา ขยาย เช่น แดง ดา สงู ต่า เปรยี้ ว หวาน 5.คาเชอื่ ม มี 2 ประเภท คือ บพุ บท สนั ธาน วิธีดูให้ดขู อ้ ความทต่ี ามมา สันธานจะต้องตามด้วยประโยค เช่น ปลาหมอตายเพราะปากไม่ดี บุพบทจะตามด้วยข้อความท่ีไมใ่ ช่ประโยค เช่น ปลาหมอตายเพราะปาก โครงสร้างของคา ชนดิ ของคาเอามารวมกนั เชน่

แม่บา้ น = แม่ + บ้าน = นาม + นาม ทองแดง = ทอง + แดง = นาม + วิเศษณ์ ต้มยา = ตม้ + ยา = กรยิ า + กรยิ า สามล้อ = สาม + ลอ้ =วเิ ศษณ์ + นาม หอ้ งรบั แขก = หอ้ ง + รับ +แขก = นาม + กริยา + นาม ประโยค 1.เจตนาประโยคมี 3 อย่าง = แจง้ ใหท้ ราบ (บอกเล่า) ถามใหต้ อบ (คาถาม) บอกให้ทา (คาส่งั ) 2.โครงสร้างของประโยค หมายถงึ สว่ นประกอบของประโยค คือ ประธาน กริยา กรรม ส่วนขยาย เชน่ พอ่ ฉนั กันข้างเกง่ มาก ( ประธาน ขยาย(พอ่ ) กรยิ า กรรม ขยาย(กนิ ) ขยาย(เก่ง) ) 3.ชนดิ ของประโยค มี 3 ชนิด - ประโยคความเดยี ว : มีประธาน กรยิ า กรรม อย่างละตัว - ประโยคความซ้อน : มี 2 ประโยคมารวมกนั ใช้คาเชอื่ ว่า ท่ี ซงึ่ อัน วา่ ให้ - ประโยคความรวม : มี 2 ประโยคมารวมกนั ดว้ ยคาเชอ่ื มคาใดก็ได้ ยกเวน้ ที่ ซงึ่ อัน ว่า ให้ (ถ้าใช้ ท่ี ซ่ึง อนั วา่ ให้ เชื่อม จะเป็นประโยคความซ้อน) 4.จานวนประโยค - ปกติจบ 1 ประโยค = นับเปน็ 1 ประโยค - ถา้ มคี าเชอ่ื มเราคือว่าประโยคนน้ั ยังเป็นประโยคเดียวกับขา้ งหน้า เชน่ เขากินข้าวแลว้ 1 , เขากินข้าวแล้ว ตอนนี้เขาเขา้ นอนแลว้ 2 , เขากินข้าวกอ่ นจะเข้านอน 1 5.วลี คือ กลุม่ คาท่ีไม่ใช่ประโยค บางทีกอ้ ยาวจนเกือบจะเปน็ ประโยค แต่ก้อไม่ใช่ประโยค วิธีดวู ่าจะเปน็ วลี หรอื ประโยค ถา้ อ่านแล้วเหมือนจะไมจ่ บ (ประมาณวา่ รสู้ ึกตอ้ งมอี ะไรตอ่ นะ) แสดงว่าเปน็ วลี แต่ถา้ อ่านแล้วรู้สึกวา่ มนั จบก็ คอื ประโยค เชน่ แม้นเราจะอา่ นหนงั สือสอบมากขนานไหน = วลี เธอว่งิ ซะจน = วลี กระดาษทวี่ างบนโต๊ะตวั น้นั = วลี เธอกลบั บ้านไปแล้ว = ประโยค ทุกทุกคราวที่มองฟูา = วลี ระดับภาษา 1.ระดับภาษามี 5 ระดับ 1.พธิ ีการ ใช้ในพธิ ี คาพดู จะดูหรหู รา อลังการ ดูเป็นพธิ ี เช่น ในศภุ วาระดถิ ีขน้ึ ปีใหม่ 2.ทางการ ใชใ้ นเชงิ วชิ ากร ประชมุ ใหญ่ๆ เรือ่ งท่ตี ้องการแบบแผน คาพูดจะเป็นภาษาเขียน เชน่ ท่านเคย คิดหรอื ไมว่ า่ การทาเชน่ น้นั จะมีผลเชน่ ไร

3.ก่ึงทางการ ใชใ้ นท่ปี ระชุมเล็ก ๆ เรอื่ งที่ต้องมีแบบแผนบ้าง คาพจู ะมีทง้ั ภาษาเขียนและภาษาพโุ ปน ๆ กัน 4.สนทนา ใชค้ ุยกนั ทัว่ ๆ ไปแต่ก้อมคี วามสภุ าพด้วยภาษาก็จะเป็นภาษาทีเ่ ราใช้คุยกนั 5.กนั เอง ใช้คุยกันกบั คนซี้ ๆ หลกั การใชภ้ าษาไทยเพ่ือการสอ่ื สารในอนิ เตอร์เนต็ 1.ใช้คาให้ถกู ต้องตรงตามความหมาย กล่าวคอื ก่อนนาคาไปเรยี งเข้าประโยค ควรทราบความหมายของคา คานน้ั ก่อน เชน่ คาว่า “ปอก” กับ “ปลอก” สองคาน้ีมีความหมายไม่เหมือนกัน คาวา่ “ปอก” เปน็ คากริยา แปลว่า เอาเปลอื กหรอื สง่ิ ทห่ี ่อหุ้มออก แตค่ าว่า “ปลอก” เปน็ คานาม แปลว่า ส่ิงที่ทาสาหรบั สวมหรือรดั ของ ต่างๆ เป็นตน้ ลองพิจารณาตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้ “วันน้ไี ด้พบกับท่านอธิการบดี ผมขอฉวยโอกาสอนั งดงามนเี้ ลี้ยงตอ้ นรบั ท่านนะครบั ” (ทีจ่ รงิ แลว้ ควรใช้ ถือโอกาส เพราะฉวยโอกาสใช้ในความหมายท่ีไมด่ ี 2. ใชค้ าใหเ้ หมาะสม เลอื กใชค้ าใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและเหมาะสมกับบคุ คล เช่นโอกาสทเ่ี ป็นทางการ โอกาสท่ีเป็นกนั เอง หรือโอกาสท่เี ป็นภาษาเขียน เชน่ “ขา้ พเจา้ ไม่ทราบวา่ ทา่ นจะคิดยังไง” (คาว่า “ยงั ไง” เป็นภาษาพูด ถา้ เปน็ ภาษาเขยี นควรใช้ “อยา่ งไร” 3. การใชค้ าลกั ษณนาม ใชค้ าทบี่ อกลกั ษณะของนามต่างๆ ใหถ้ ูกต้อง เชน่ ปากกา มีลักษณนามเปน็ ด้าม เล่อื ย มลี กั ษณะนามเปน็ ปนื้ ฤๅษี มีลักษณะนามเป็น ตน เปน็ ต้น 4. การเรยี งลาดบั คา เป็น เร่อื งที่สาคัญมากในภาษาไทย หากเรยี งผิดทค่ี วามหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย ท้ังนี้ เพราะคาบางคาอาจมีความหมายได้หลายความหมายซง่ึ ขึน้ อยกู่ ับตาแหน่งทจ่ี ัด เรยี งไว้ในประโยค เช่น แมเ่ กลยี ดคนใช้ฉัน ฉันเกลยี ดคนใชแ้ ม่ คนใช้เกลียดแม่ฉนั แม่คนใชเ้ กลยี ดฉนั ฉันเกลยี ดแม่คนใช้ แม่ฉนั เกลยี ดคนใช้ ข้อบกพร่องในการเรียงลาดบั คามกั ปรากฏดงั นี้ - เรียงลาดบั คาผดิ ตาแหน่ง เชน่ เขาไมท่ ราบส่ิงท่ดี งี ามน้ัน วา่ คอื อะไร (ควรเรียงวา่ เขาไม่ทราบ ว่า สิง่ ทีด่ งี ามน้ันคืออะไร) - เรียงลาดบั คาขยายผิดท่ี เช่น ขอขอบคณุ มา ณ โอกาสนี้ดว้ ย เปน็ อย่างสงู (ควรเรียงว่า ขอขอบคุณ เป็นอยา่ งสูง มา ณ โอกาสนีด้ ว้ ย) 5. แต่งประโยคใหจ้ บกระแสความ หมายถงึ แตง่ ประโยคให้มีความสมบรู ณค์ รบถ้วนทั้งส่วนท่ีเปน็ ภาค ประธานและภาค แสดง ซ่ึงประโยคทจี่ บกระแสความนน้ั จะตอ้ งตอบคาถามวา่ ใคร ทาอะไร ไดช้ ดั เจน สาเหตุ ท่ีทาให้ประโยคไมจ่ บกระแสความอาจเกิดจากขาดคาบางคาหรือขาดส่วนประกอบ ของประโยคบางส่วนไป เชน่ เมื่อตอนยงั เด็กเขาชอบนอนหนุนตักแม่ บดั น้เี ขาอายยุ ่ีสิบกวา่ แลว้ (ควรแก้เป็น เมื่อตอนยงั เดก็ เขาชอบนอนหนนุ ตักแม่ บัดน้ีเขาอายุยส่ี ิบกวา่ แลว้ ก็ยังชอบอยู่เหมือนเดิม)

6. ใช้ภาษาให้ชดั เจน ใช้ ภาษาท่ใี ห้ความหมายเพียงความหมายเดียว เปน็ ความหมายทไ่ี มส่ ามารถจะแปล ความเป็นอยา่ งอืน่ ได้ เชน่ “คุณแม่ไม่ชอบคนใช้ฉัน” อาจแปลได้ 2 ความหมายคือ คุณแมไ่ มช่ อบใครก็ตามท่ใี ช้ ให้ฉันทาโนน่ ทาน่ี หรือคุณแม่ไมช่ อบคนรับใชข้ องฉนั ท้ังนเี้ พราะคาวา่ “คนใช้” เป็นคาท่ีมีหลายความหมาย น่ันเอง 7. ใชภ้ าษาให้สละสลวย ใชภ้ าษาอย่างไพเราะราบร่นื ฟ๎งไมข่ ัดหู และมีความกะทดั รัด - ไม่ใชค้ าฟุมเฟือย หมายถึง การใชค้ าที่ไมจ่ าเปน็ หรอื ใชค้ าที่มีความหมายซา้ ซ้อน เชน่ “วันนี้อาจารยไ์ ม่มาทาการสอน” คาว่า “ทาการ” เปน็ คาท่ีไมจ่ าเปน็ เพราะแมจ้ ะคงไว้ก็ไมไ่ ดช้ ่วยให้ความหมายชัดเจนขนึ้ กวา่ เดิม ดังน้ันจึง ควรแก้ไขเปน็ “วันนีอ้ าจารยไ์ มม่ าสอน” - ใช้คาใหค้ งท่ี หมายถึง ในประโยคเดยี วกนั หรือในเนื้อความเดยี วกัน ควรใชค้ าเดียวกันให้ตลอด ดงั ประโยคต่อไปนี้ “หมอถอื ว่าคนปวุ ยทกุ คนเปน็ คนไข้ของหมอเหมือนกนั ” ควรแก้เป็น “หมอถือวา่ คนไขท้ ุกคนเป็นคนไขข้ องหมอเหมือนกัน” - ไม่ใช้สานวนต่างประเทศ เช่น “มนั เปน็ ความจาเป็นอย่างยง่ิ ทเ่ี ขาต้องจากไป” ควรแก้เป็น “เขาจาเปน็ อย่างย่ิงทตี่ ้องจากไป” ภาษาแชททม่ี ักใช้ผดิ 1. คาทส่ี ะกดผดิ ได้ง่าย เป็นรปู แบบของคาทีม่ ีการสะกดผิด ซึง่ เกดิ จากคาท่ีมกี ารผันอกั ษรและเสียงไม่ตรงกบั รูปวรรณยกุ ต์ เช่น สนุ้กเกอร์ = สนุก๊ เกอร์ โน้ต = โนต้ 2. คาทีส่ ะกดผดิ เพ่ือใหแ้ ปลกตา หรือ งา่ ยต่อการพมิ พ์ (ทาใหพ้ มิ พไ์ ด้เร็วขนึ้ ) เช่น หน=ู นู๋ ผม = ป๋ม ใช่ไหม = ชมิ ิ เป็น = เปง ก็ = ก้อ ค่ะ,ครับ = คร่ะ,คบั 3. การลดรปู คา เปน็ รปู แบบของคาที่ลดรูปให้สนั้ ลงมีใชใ้ นภาษาพูด เช่น

มหาวทิ ยาลยั = มหา’ลัย ,มหาลยั โรงพยาบาล = โรงบาล 4. คาทส่ี ะกดผดิ เพื่อให้ตรงกับเสยี งอ่าน เช่น ใชไ่ หม = ใช่มยั้ 5. คาที่สะกดผดิ เพื่อแสดงอารมณ์ เชน่ ไม่ = มา่ ย ไปไหน = ปายหนาย นะ = น้า ค่ะ,ครบั =ครา่ ,ครา๊ บ นอกจากนยี้ งั สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มทใ่ี ช้ในการพดู และกลุ่มท่ีใช้ในการเขียน 1. กลุ่มทใ่ี ชเ้ วลาพดู เป็นประเภทของภาษาวิบัติที่ใช้ในเวลาพดู กนั ซึ่งบางคร้ังกป็ รากฏขนึ้ ในการเขียนดว้ ย แตน่ อ้ ยกว่าประเภท กลุ่มทใี่ ชใ้ นเวลาเขยี น โดยมักพูดให้มเี สียงสัน้ ลง หรือยาวข้ึน หรือไม่ออกเสียงควบกลา้ เลย ประเภทนเ้ี รียกได้ อกี อยา่ งว่ากลุ่มเพย้ี นเสยี ง เช่น ตวั เอง - ตะเอง 2. กลมุ่ ทใี่ ช้ในเวลาเขียน รปู แบบของภาษาวิบตั ชิ นิดนี้ โดยทงั้ หมดจะเปน็ คาพ้องเสียงทหี่ ลายๆคามักจะผดิ หลักของภาษาอย่เู สมอ โดยส่วนใหญก่ ลุ่มนีจ้ ะใชใ้ นเวลาเขียนเทา่ นั้น โดยยงั แบ่งได้เป็นอกี สามประเภทย่อย 2.1 กลุ่มพ้องเสียง รูป แบบของภาษาวิบัตชิ นิดนี้ จะเปน็ คาพ้องเสยี ง โดยสว่ นใหญก่ ลุ่มนจ้ี ะใช้ในเวลาเขียนเทา่ นน้ั และคาที่ นามาใช้แทนกันน้มี ักจะเปน็ คาทีไ่ ม่มใี นพจนานกุ รม เธอ = เทอ ใจ = จัย ไง = งยั กรรม = กา 2.2 กลมุ่ ท่รี บี รอ้ นในการพิมพ์ กลมุ่ นี้จะคลา้ ยๆกับกลุ่มคาพ้องเสียง เพยี งแต่ว่าบางคร้ังการกด Shift อาจทาให้เสียเวลา เลยไม่กด แลว้ เปล่ยี นคาทีต่ ้องการเป็นอีกคาทีอ่ อกเสยี งคลา้ ยๆกนั แทน เช่น รู้ = รุ้ เห็น = เหน เป็น = เปน 2.3 กลมุ่ ทใ่ี ชส้ ่ือสารในเกมส์ (ใช้ตัวอักษรภาษาอ่นื ท่ีมลี ักษณะคลา้ ยตวั อักษรไทย) เทพ = Inw

นอน = uou เกรียน = เกรีeu ขอ้ สังเกตและจดจาในการเขยี นภาษาไทย 1. หลักการประวสิ รรชนียใ์ นภาษาไทย - คาท่ขี ้นึ ต้นด้วยกระ/กะ ในภาษาไทยใหป้ ระวสิ รรชนยี ์ เชน่ กระเช้า กระเซ้า กระแส กระโปรง กระทรวง กระทะ กระพรบิ กะปิ เป็นต้น 2. คาที่เป็นคาประสมที่คาหน้าก่อนเปน็ เสยี งอะ ให้ประวิสรรชนยี ์ - เช่น ตาวัน เปน็ ตะวนั , ฉนั นัน้ เปน็ ฉะน้นั , ฉันน้ี เป็นฉะนี้, หมากมว่ ง เป็น มะมว่ ง, สาวใภ้ เปน็ สะใภ,้ วบั วับ เป็น วะวับ, เร่อื ยเรือ่ ย เป็น ระเร่อื ย เป็นต้น 3. คาทย่ี ืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต ตวั ท้ายท่ีออกเสียง อะ ต้องประวิสรรชนยี ์ - เช่น ศิลปะ มรณะ สาธารณะ วาระ เปน็ ตน้ 4. คาท่พี ยัญชนะตน้ ออกเสยี งอะ แตไ่ ม่ใชอ่ กั ษรนา ต้องประวสิ รรชณีย์ - เช่น ขะมุกขะมอม ขะมักเขม้น ทะเลอ่ ทะลา่ เป็นตน้ การใชค้ า ให้เหมาะสม การใช้คาในภาษาไทยใชต้ ่างกันตามความเหมาะสม ประกอบดว้ ยเสยี งและความหมาย การรู้ จักเลือกคามา ใช้ให้ถูกต้อง ควรคานึงถงึ เร่ืองต่อไปน้ี 1. การใช้คาใหถ้ ูกต้องตามความหมาย ความหมายของคา ทจี่ ะกล่าวถึงมดี ังนี้คอื 1.1 คาที่มคี วามหมายตรงและความหมายโดยนยั - ความหมายตรง คอื ความหมายที่เปน็ ท่ีรับรู้ เขา้ ใจ ตรงกันในหมผู่ ใู้ ชภ้ าษาไมต่ ้องตี ความเปน็ อย่างอื่น - ความหมายแฝง คือ ความหมายท่ซี ่อนเร้นอย่ใู น ความหมายของคานนั้ ๆ เป็นความ หมายที่เพิ่มขน้ึ จากความหมายตรง จะเข้าใจตรงกันหรือไม่ข้นึ อยู่กับพื้น ฐานความรู้ประสบการณ์ของ แตล่ ะบคุ คล ตลอดจนคาแวดล้อม 1.2 คาบางคาอาจมีได้หลายความหมาย คือ เม่ืออยู่ในประโยคหนงึ่ คาบางคาอาจมี ความแตกต่างไปจาก เมือ่ อยู่ในอีกประโยคหนึ่ง ๑.๓ คาบางคามีความหมายใกล้เคียงกัน อาจทาใหผ้ ูใ้ ชภ้ าษาเกดิ ความสับสนได้ ... ตวั อย่างคาทม่ี ีความหมายใกลเ้ คยี งกัน>> 2. การใชค้ าใหถ้ ูกต้องตามไวยากรณ์ ไวยากรณ์ หมายถึง หลักว่าด้วยรปู และระเบียบวธิ กี ารประกอบรปู คาให้ เป็นประโยค ชนิดของคาแบ่งออกเป็น 7 ชนิด ไดแ้ ก่ - คานาม - คาสรรพนาม - คากริยา - คาวเิ ศษณ์ - คาบพุ บท

- คาสนั ธาน - คาอทุ าน 3. การเขยี นสะกดการนั ต์ให้ถูกตอ้ ง การเขียนสะกดคาเนเร่ืองสาคญั เพราะถา้ เขีนยสะกดบกพร่องหรือผิดควา มาหมายก็อาจจะ เปล่ียนแปลงไปได้ ดังนั้น ในการเขยี นจงึ ต้องอาศัยการสงั เกตและการจดจาหลักการเขียนคา ประเภท ต่างๆ ดังน้ี - คาสมาส - คาพ้องเสยี ง - คาทใี่ ช้ ซ, ทร - คาที่ใช้ ใ-, ไ- - คาที่ออกเสียง อะ - การใช้วรรณยุกต์ - คาที่มีตวั การนั ต์ - คาทบั ศัพทภ์ าษาต่างประเทศ 4. การออกเสยี งให้ถกู ต้องและชัดเจน พยางค์หนง่ึ ๆ ในภาษาไทยประกอบด้วย พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ถา้ เสยี งพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์เปลยี่ นไป ความหมายกจ็ ะเปลย่ี นไปด้วย ซงึ่ จะทาใหส้ ่อื ความหมาย ผดิ พลาดได้ เรื่องนี้ต้องอาศยั การสังเกตและจดจาเปน็ สาคัญ ...ตวั อย่างการออกเสยี งให้ถูกต้องและชดั เจน>> การใช้คาในภาษาไทยใช้ต่างกันตามความเหมาะสมหรือตามระดบั ของคา เวลานาคาไปใช้จะตอ้ ง คานึงถึง ความเหมาะสมของบคุ คล กาลเทศะ โอกาส และความรสู้ กึ ระดบั ของภาษาแบ่งอย่างกว้างๆ ได้ ๓ ระดับคือ 1. ภาษาปาก เป็นภาษาทใี่ ชพ้ ูดหรือเขยี น เพือ่ ความเข้าใจในกลุ่มคนทีม่ ีความใกล้ชิดสนิทสนม กนั ถ้อยคา ท่ีใช้ไม่ต้องพถิ ีพถิ นั กนั มากนกั 2. ภาษากึ่งแบบแผน เปน็ ภาษาทใ่ี ชท้ ้งั ในการพูดและเขียน 3. ภาษาแบบแผน เป็นภาษาทย่ี อมรับกันโดยท่ัวไปว่าถูกตอ้ งและประณตี มักใชใ้ นการพดู และ เขยี นทเ่ี ป็น ทางการ ...ตวั อย่างการใชภ้ าษาระดับต่างๆ การใช้คาให้เหมาะสม ควรคานงึ ถงึ เร่ืองต่อไปน้ี 1. การใช้คาให้เหมาะสมกบั บุคคลและกาลเทศะ การใชค้ าท่ีสภุ าพหรือคาท่ีเหมาะสมกบั บุคคลเปน็ เร่ือง ท่คี นไทยถือเปน็ เรอื่ งสาคญั ควรใชใ้ หถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสม 2. การใชค้ าให้เหมาะสมกบั ความร้สู ึก คาบางคาในภาษาไทยจะแสดงความรู้สึกของผใู้ ช้ภาษาได้ ว่ารู้สกึ เชน่ ใด ในขณะเดียวกันก็จะส่งผลตอ่ ความรสู้ ึกของผูร้ บั สารได้เชน่ กนั หวังวา่ ท่านจะนาหลกั การเหลา่ น้ีไปเป็น พื้นฐานในการใชภ้ าษาไทยในชวี ิตประจาวนั ได้ อยา่ งถูกต้อง ใบงาน เรื่องหลกั การใช้ภาษา คาชีแ้ จง

1. ผ้เู รยี นแต่ละกลมุ่ แข่งขนั นาบตั รคาไปตดิ ไวท้ ี่บอร์ดใหป้ ระเภทเช่น แมย่ าย เป็นคา ประสม นาไปตดิ ให้ถกู ตอ้ ง 2. ให้ผูเ้ รยี นเลือกบทความเกี่ยวกบั คณุ ธรรมพร้อมบอกว่าในบทความใช้มาตราตวั สะกดใด และให้ข้อคิดอะไรกับเราบา้ งโดยอธบิ ายโดยสังเขป 3. กลุม่ ไหนทาเวลาได้ดีและไดจ้ านวนบตั รท่ตี ิดถูกตอ้ งท่สี ุดคอื ทีมผชู้ นะ แผนการจดั การเรียนรรู้ ายวชิ าภาษาไทย คร้งั ท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตาบลเมอื งหงส์ 1. สปั ดาห์ที่ 8 วันที่ 29 เดอื นมถิ นุ ายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา ภาษาไทย รหสั วชิ า พท21001 จานวน4หน่วยกติ 3. มาตรฐานที่ 2.1 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ และทกั ษะพน้ื ฐานเกยี่ วกบั ภาษาและการสื่อสาร 4. หน่วยการเรยี นรู้/เรอ่ื ง ประโยค 5. สาระสาคัญ ชนิดและหน้าทขี่ องคา พยางค์ วลี ประโยค การใชเ้ ครอื่ งหมายวรรคตอน อักษรย่อ พจนานกุ รม คา ราชาศพั ท์ ความแตกตา่ ง และความหมายของสานวน สภุ าษิต คาพังเพย 6. เนื้อหา 1. ความหมายและสว่ นประกอบของประโยค 2. ชนิดของประโยค 2.1 ประโยคความเดยี ว 2.2 ประโยคความรวม 2.3 ประโยคความซอ้ น 3. หนา้ ทข่ี องประโยค 7. จุดประสงค์การเรียนรู/้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (ดจู ากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธิบายความแตกตา่ งประโยคชนดิ ต่าง ๆ ได้ 8. การบูรณาการกบั หลกั แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เงอื่ นไข 3 หลกั การ การเชอื่ มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ สรปุ ความ จบั ประเดน็ สาคญั ของเรือ่ งการใชห้ ลักภาษา การรู้จักประโยค คณุ ธรรม - มคี วามตรงตอ่ เวลา - มคี วามขยัน - มีความรบั ผิดชอบ พอประมาณ - เนือ้ หาวิชาท่เี รยี นรมู้ ีความเหมาะสมกบั ชัว่ โมงทจ่ี ัดการเรียนการสอน - เนื้อหาทีไ่ ม่ไดจ้ ัดการเรียนการสอนผเู้ รยี นสามารถเรียนรแู้ บบ กรต.ได้ มีเหตุผล - ผูเ้ รยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจและการนาไปใช้ในเรื่องหลักการใชภ้ าษา การเขยี น ประโยค - สามารถวิเคราะหแ์ ละสังเคราะหเ์ รอื่ งการใชห้ ลกั ภาษาได้อย่างถกู ต้อง

มภี มู คิ มุ้ กนั - สามารถใชค้ าได้ตอ้ งตามหลักภาษา - ผู้เรยี นอ่านออกเขยี นไดต้ ามหลกั ภาษา วตั ถุ - ผ้เู รยี นมีสื่อการเรยี นที่เหมาะสมกับเน้ือหาทีเ่ รียน สังคม - ผเู้ รียนสามารถทางานร่วมกับคนอน่ื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ - ผู้เรียนสามารถแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นกันภายในกลุ่มและห้องเรียน สง่ิ แวดล้อม - เนื้อหาบางเรื่องสามารถเรียนผ่านสอ่ื ออนไลน์ วัฒนธรรม - ผเู้ รยี นมกี ารเรยี นรู้วฒั นธรรมการใชภ้ าษาต่อๆกนั มาตามหลกั ภาษา 9. กระบวนการจดั การเรยี นรแู้ ละกิจกรรมการเรยี นรู้ ขั้นท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครูใชบ้ ัตรคาทม่ี ีทัง้ คา วลี และประโยคใหผ้ ู้เรียนแยกประเภท เมื่อแยกประเภทแล้ว ใหค้ รนู า บัตรคาทเ่ี ป็นประโยคถามผู้เรียนวา่ บัตรคานน้ั เปน็ ประโยคประเภทใด และครูเชอ่ื มโยงใหเ้ หน็ ถงึ ความสาคัญที่ ต้องเรียนร้เู รื่องชนดิ ของประโยค ข้นั ที่ 2 แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครมู อบหมายใหผ้ เู้ รียนศกึ ษาใบความรูเ้ รื่องชนิดของประโยค 2. ผเู้ รียนศึกษาเนอ้ื หาเพิ่มเติมจากใบความรู้และส่อื อินเตอรเ์ น็ต 3. ครูตอบข้อสงสยั และอธิบายเพม่ิ เติม ขนั้ ที่ 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ครใู ห้ผเู้ รยี นปฏิบัติตามใบงาน โดยเขยี นเรียงความเร่ืองเศรษฐกจิ พอเพยี งโดยในเรยี งความ ดังกล่าวจะต้องประกอบไปดว้ ยประโยคความเดียว ประโยคความรวมและประโยคความซ้อน พร้อมแยกให้ เห็นชดั เจนและอธบิ ายวา่ ประโยคท่เี ขียนเป็นประโยคชนดิ ใด ข้ันที่ 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. สังเกตพฤติกรรมการเรยี นรูร้ ายบุคคล(ตามสภาพจริง) 2. แบบประเมนิ ใบงาน

11. สอ่ื /แหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สอื เรียน 2. แบบฝกึ หัด 3. ส่อื อนิ เตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมนิ ผล 11.1วธิ ีการวดั และประเมนิ ผล - ใบงาน 11.2 เคร่อื งมอื วดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑก์ ารวดั และการประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเต็ม 10คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................... ลงช่ือ…………………………………………….ครผู ูส้ อน (นายอาวุธ หงสท์ องคา) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………............................................................................................................................. ..................................... ................................................................................................................................................... ........................... .................................. ลงช่อื ………………………………………………………ผูอ้ นมุ ัติแผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผ้อู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน

บันทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้ กศน.ตาบลเมืองหงส์ คร้งั ที่ 8 วนั /เดอื น/ปวี นั ท่ี 29 เดือนมถิ นุ ายน พ.ศ. 2565 ครูผสู้ อนนายอาวุธ หงส์ทองคา ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พ้นื ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา พท21001 1. ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรยี น พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกว่ากอ่ นเรยี นจานวน ........ คนคดิ เป็นร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรียน น้อยกวา่ ก่อนเรียนจานวน ......... คนคดิ เปน็ รอ้ ยละ............ 2. เนอื้ หา/สาระ/รายวิชา ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................... ............................... 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปัญหา/อปุ สรรคการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 5. แนวทางการแกป้ ัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชื่อ.........................................................(ผู้บันทึก) (นายอาวุธ หงส์ทองคา) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... ลงชือ่ .................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน

ใบความรู้ เร่อื ง ประโยค ประโยค หมายถงึ ขอ้ ความทม่ี ีท้งั ภาคประธาน และภาคแสดง มใี จความสมบูรณ์ครบถว้ น รวู้ า่ ใครทา อะไร ท่ไี หน อย่างไร ประโยคแบง่ ตามจานวนเน้ือความได้ ๓ ชนดิ คอื ๑. ประโยคความเดียว (เอกัตถประโยค) คือประโยคท่มี ีใจความเดยี ว คือมีบทประธานบทเดียว และ บทกรยิ าเพียงบทเดียว เช่น - กอ้ ยเล่นแบดมินตันทีส่ โมสร - รถของคุณแม่เสยี บอ่ ย ๆ - เจา้ แตม้ สุนัขขา้ งบา้ นจะกดั เจ้าวนุ่ ของฉนั - ฉันกาลังอ่านหนังสือสารคดีดว้ ยความสนใจ - นอ้ ง ๆ ชั้นปีที่ ๑ เช่ือฟง๎ พวกเราพ่ีชน้ั ปี ๒ อยา่ งดี ขอ้ สังเกต ประโยคความเดยี ว สันธานทีใ่ ช้เชื่อมบทกรรมหรือวเิ ศษณเ์ ปน็ การเชือ่ มคา ๒. ประโยคความรวม (อเนกัตถประโยค) คือ ประโยคทรี่ วมประโยคความเดียวตัง้ แต่ ๒ ประโยคขน้ึ ไป เขา้ ดว้ ยกนั โดยมีสนั ธานเป็นเคร่ืองเชื่อม เชน่ - เก่งทางานบ้านและรอ้ งเพลงเบา ๆ - อาหารและยาเป็นส่งิ จาเป็นสาหรับมนุษย์ - หลานชว่ ยพยาบาลย่าจึงหายปุวยเรว็ - ดที บู เี ป็นนักร้องแต่คัทรยี าเป็นดาราภาพยนตร์ - เธอจะทานผลไมห้ รือขนมหวาน ขอ้ สงั เกต สันธานใช้เช่อื มประธานหรอื กริยาเปน็ การเช่อื มประโยค ๓. ประโยคความซ้อน (สงั กรประโยค) ประโยคความซอ้ น (สงั กรประโยค) หมายถึง ประโยคทีร่ วม ประโยคความเดียว ๑ ประโยคเป็นประโยคหลัก แลว้ มีประโยคความเดยี วอ่นื มาเสรมิ มขี ้อสงั เกตคอื ประโยค หลัก (มุขยประโยค) กับ ประโยคย่อย (อนุประโยค) ของประโยคความชอ้ นมี นา้ หนงั ไมเ่ ท่ากนั ลักษณะของ ประโยคความซ้อน ๑. เป็นประโยคท่ีรวมเอาประโยคความเดียว ๒ ประโยคไว้ด้วยกนั และมสี ันธานเป็นเครอื่ งเชื่อม

๒. เม่ือแยกประโยคความซ้อนออกจากกันแล้ว จะมนี า้ หนกั หรอื ความสาคัญไมเ่ ท่ากัน ประโยค หนึ่งจะเปน็ ประโยคหลัก อีกประโยคหนึ่งจะเปน็ ประโยคย่อย ๓. ประโยคย่อยทาหน้าทีเ่ ปน็ - ประธานของประโยค - กรรมของประโยค - วเิ ศษณ์ขยายกรยิ า หรือวิเศษณ์ของประโยค - วิเศษณ์ขยายประธานหรือกรรม ตัวอย่างของประโยคความซ้อน ๑. คุณลงุ เอน็ ดหู ลานซึ่งเป็นกาพร้าตง้ั แต่อายุ ๗ ปี ๒. คุณปูฟุ ง๎ เพลงไทยเดิมมนั มลี ีลาเนิบนาบ ๓. คณุ ตารับประทานยาทไ่ี ดม้ าจากโรงพยาบาล ๔. บคุ คลผู้มอี ายุครบ ๑๕ ปี ตอ้ งทาบตั รประจาตวั ประชาชน ๕. สมบตั ิอันมคี ่ามหาศาลถกู ฝ๎งอยู่ในนี้ ๖. ปาู แกว้ ทากับขา้ วเล้ยี งแขกทมี่ าจากท่ีอ่ืน ประโยคความซ้อนมี ๓ ประเภท ดังน้ี ๑. ประโยคความซ้อนทป่ี ระโยคย่อยทาหนา้ ที่เหมอื นคานาม (นามานุประโยค) เช่น ๑. ฉนั ไมช่ อบคนรับประทานอาหารมมู มาม (กรรม) ๒. คนขาดมารยาทเป็นคนนา่ รงั เกยี จ (ประธาน) ๓. ฉนั ไมไ่ ด้บอกเธอวา่ เขาเปน็ คนฉลาดมาก (กรรม) ๔. คนไมท่ างานเปน็ คนเอาเปรียบผู้อืน่ (ประธาน) ๕. คนทะเลาะกันก่อความราคาญใหเ้ พอ่ื นบ้าน (ประธาน) ๖. ฉนั ไม่ชอบคนเอาเปรียบผูอ้ น่ื (กรรม) ๗. ผมถามคณุ พส่ี าวหายปุวยแลว้ หรอื ยงั (กรรม) ๘. สุนนั ทเ์ ลา่ ว่า เขาไปเที่ยวทางเหนือสนุกมาก (กรรม) ๒. ประโยคความซอ้ นทีม่ ปี ระโยคย่อยทาหน้าที่คล้ายคาวิเศษณ์ขยายคานามหรือขยายสรรพนาม และมีสนั ธาน ที่ ซึ่ง อัน เปน็ เครือ่ งเชอ่ื ม เชน่ ๑. ท่านทีร่ อ้ งเพลงอวยพรโปรดมารับรางวลั ๒. เราหวงแหนแผน่ ดนิ ไทยอนั เป็นบา้ นเกิดเมืองนอนของเรา ๓. ฉันเหน็ ภูเขาซงึ่ มีนา้ ขงั อยู่ขา้ งใต้ ๔. ครูที่ใกลช้ ดิ กบั นักเรียนมากย่อมทราบอปุ นสิ ัยของนกั เรียน ๕. คนท่ีประพฤติดีย่อมมคี วามเจรญิ ในชวี ติ ๖. ก้อยคอยไล่นกกระจอกท่ีมาขโมยขา้ ว ๗. พวกท่ีออกมาตนี กอีลุม้ ไดน้ าเรือเข้ามาหลบฝน

คาทเี่ ชื่อมประโยคหลักกับประโยคยอ่ ยให้เป็นประโยคความซ้อนแบบน้ีไดแ้ ก่ ที่ ซง่ึ อัน เรา เรยี กวา่ ประพันธส์ รรพนาม หรอื สรรพนามเช่ือมประโยค ๓. ประโยคความซ้อนท่ีมปี ระโยคหลกั และประโยคย่อย และประโยคย่อยนนั้ ๆ อาจทาหนา้ ท่ีเหมอื นคานามก็ ได้ ทาหนา้ ท่เี หมอื นคาวิเศษณ์กไ็ ด้ จะมสี ันธาน เมื่อ, จน, เพราะ, ตาม, ราวกบั , ให้, ทว่า, ระหวา่ งท่ี, เพราะ เหตุวา่ , เหมือน, ดจุ ดงั , เสมอื น, ฯลฯ เป็นตวั เชื่อม เชน่ ๑. เพอ่ื น ๆ กลบั ไปเม่ืองานเลิกแลว้ ๒. ปลัดอาเภอทางานหนกั จนปวุ ยไปหลายวัน ๓. เธอนอนตวั สนั่ เพราะกลวั เสยี งปืน ๔. คนปุวยกนิ ยาตามหมอสั่ง ๕. ฉนั อ่านหนงั สอื พมิ พร์ ะหวา่ งที่นั่งรอเพอ่ื น ๖. วนั นเ้ี จา้ นายไมม่ าเน่อื งจากเขาเปน็ ไขห้ วดั ใหญ่ ๗. กอ้ ยทางานเรยี บรอ้ ยกวา่ เก่ง

ใบงาน เรอ่ื งชนดิ ของประโยค คาชแ้ี จง ให้ผู้เรยี นเขยี นเรียงความเรอ่ื งเศรษฐกจิ พอเพยี ง มคี วามยาวประมาณ 1 หนา้ กระดาษ A4 โดยให้เรยี งความดงั กล่าวประกอบไปดว้ ยประโยคความเดยี ว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน พรอ้ มท้ังแยกให้เห็นชดั เจนและอธิบายวา่ ประโยคทเ่ี ขยี นเป็นประโยคชนิดใด

แผนการจัดการเรียนรรู้ ายวชิ าภาษาไทย ครัง้ ท่ี 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น กศน.ตาบลเมืองหงส์ 1. สัปดาห์ท่ี 9 วันที่ 6 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา ภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 จานวน 4 หน่วยกิต 3. มาตรฐานที่ 2.1 มีความรคู้ วามเข้าใจ และทกั ษะพ้นื ฐานเกย่ี วกับภาษาและการส่อื สาร 4. หน่วยการเรยี นรู้/เรื่องหลกั การใช้ภาษา 5. สาระสาคัญ ชนดิ และหน้าทีข่ องคา พยางค์ วลี ประโยชน์ การใชเ้ ครอื่ งหมายวรรคตอน อักษรย่อ พจนานุกรม คา ราชาศัพท์ ความแตกต่าง และความหมายของสานวน สภุ าษิต คาพังเพย 6. เนือ้ หา 1. หลกั การแตง่ คาประพนั ธ์ประเภทตา่ ง เช่น 1.1 กาพย์ยานี 11 1.2 กาพย์ฉบัง 16 1.3 กลอนแปดสภุ าพ 7. จดุ ประสงค์การเรียนร้/ู ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวัง (ดูจากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธบิ ายหลักการและสามารแตง่ คาประพนั ธ์ประเภทตา่ ง ๆ 8. การบูรณาการกบั หลกั แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เง่ือนไข 3 หลักการ การเชอ่ื มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ สรุปความ จบั ประเด็นสาคัญของเรื่องการใช้หลกั ภาษาเพื่อนามาแตง่ คาประพนั ธ์ ประเภทต่างๆ คณุ ธรรม - มคี วามตง้ั ใจในการเรยี นรู้ - มคี วามขยนั - มีความรบั ผดิ ชอบ พอประมาณ

- เนือ้ หาวิชาทเ่ี รียนร้มู ีความเหมาะสมกบั ชว่ั โมงทจ่ี ดั การเรียนการสอน - ผ้เู รียนใช้วิธีคิดแบบการสรปุ องค์ความรู้เพ่ือใหส้ อดคล้องกับเนื้อหาและเวลาเรียน มีเหตผุ ล - ผูเ้ รียนมคี วามรู้ ความเข้าใจและสามารถแต่งประคาประพันธไ์ ด้ทกุ ประเภท - นาความรเู้ ร่อื งประโยคมาประยุกต์คาในการแต่งคาประพันธ์ มภี ูมคิ ุม้ กนั - แต่งคาประพนั ธไ์ ดส้ อดคล้องตามหลักการ วัตถุ - ผ้เู รียนมีส่อื การเรยี นทเี่ หมาะสมกบั เน้ือหาท่ีเรยี น สังคม - ผูเ้ รยี นสามารถทางานรว่ มกับคนอื่นได้อย่างมคี วามสุข - ผู้เรียนสามารถแลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ กันภายในกลมุ่ และห้องเรียน ส่งิ แวดล้อม - เนอ้ื หาบางเร่ืองสามารถเรียนผ่านสอ่ื ออนไลน์ วัฒนธรรม - ผูเ้ รียนไดแ้ ต่งคาประพันธป์ ระเภทต่างๆซึ่งเปน็ เน้ือหาท่ีศึกษาตอ่ ๆกันมา 9. กระบวนการจดั การเรยี นรู้และกจิ กรรมการเรยี นรู้ ข้นั ท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครูคิดแผน่ กระดาษตัวอยา่ งคาประพนั ธป์ ระเภทต่าง ๆ และอา่ นเป็นทานองเสนาะใหผ้ เู้ รยี น ฟง๎ 2. ใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เห็นเร่อื งคาประพันธด์ งั กล่าว 3. ครชู ้ีใหเ้ ห็นถึงความสาคัญทจ่ี ะตอ้ งศกึ ษาคาประพนั ธท์ ่มี ีคณุ คา่ และความจาเป็นท่ีจะตอ้ งแตง่ คาประพนั ธ์ประเภทตา่ ง ๆ ได้ ข้ันท่ี 2 แสวงหาขอ้ มลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูทาแผนผังคาประพันธป์ ระเภทต่าง ๆ อธบิ ายลักษณะบังคับและฉนั ทลักษณ์ พร้อม ยกตัวอยา่ งประกอบ 2. ผเู้ รยี นศกึ ษาเน้อื หาเพิ่มเติมจากใบความรู้และสื่ออนิ เตอรเ์ น็ต ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ัตแิ ละการนาไปใช้ (I : Implementation)

1. แบ่งกลุม่ ผู้เรียนเป็นกล่มุ ย่อย 4 กลุ่ม ปฏบิ ัตติ ามใบงาน โดยใหผ้ เู้ รยี น 2 กลมุ่ แต่งกาพยย์ านี 11 ผูเ้ รียนอีก 2 กลุ่ม แตง่ กลอนแปดสุภาพ ทุกกลมุ่ แต่งคาประพนั ธ์ 4 บทตามหวั ข้อท่ีกาหนดในใบงาน 2. ให้ผู้เรยี นจัดทาใบงานเรอ่ื งหลกั การแตง่ คาประพันธ์ลงในใบงานทีส่ ง่ ครู ขั้นท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) 1. สงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้รายบุคคล(ตามสภาพจริง) 2. แบบประเมนิ ใบงาน 10. สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้ 1. หนงั สอื เรียน 2. แบบฝกึ หัด 3. สื่ออินเตอร์เน็ต 11. การวัดและประเมินผล 11.1วธิ ีการวดั และประเมินผล - ใบงาน 11.2 เครือ่ งมือวดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑก์ ารวดั และการประเมินผล - ใบงานคะแนนเต็ม 10คะแนน กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................... ............. ..................... ............................................................................................................................. ................................................. .......... ลงชอ่ื …………………………………………….ครูผ้สู อน (นายอาวธุ หงส์ทองคา) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………............................................................................................................................. ..................................... ................................... ลงช่อื ………………………………………………………ผูอ้ นุมตั ิแผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพิมาน บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ กศน.ตาบลเมืองหงส์ ครงั้ ท่ี 9 วนั /เดือน/ปวี นั ท่ี 6 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครผู ู้สอนนายอาวธุ หงสท์ องคา ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พน้ื ฐาน รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 1. ผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้การประเมินโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน พบวา่ คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกว่ากอ่ นเรยี นจานวน ........ คนคดิ เป็นร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรียน นอ้ ยกวา่ ก่อนเรียนจานวน ......... คนคดิ เป็นร้อยละ............ 2. เนื้อหา/สาระ/รายวชิ า ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปญั หา/อุปสรรคการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแกป้ ัญหา

............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ลงช่อื .........................................................(ผบู้ นั ทึก) (นายอาวุธ หงส์ทองคา) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผ้บู รหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงช่ือ.................................................. (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพิมาน ใบความรู้ หลกั การแต่งคาประพนั ธ์ คาประพนั ธห์ รอื รอ้ ยกรองมีหลายประเภท เชน่ โคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ และ ร่ายบทร้อยกรองเป็น ขอ้ ความทีป่ ระดดิ ประดอยตกแต่งคาภาษาอย่างมีแบบแผนและมเี งื่อนไขพิเศษบังคับไว้ เช่น บังคับจานวนคา บังคบั วรรค บงั คับสัมผัส เรียกวา่ “ฉนั ทลกั ษณ์” แนวทางการเขียนบทร้อยกรองมีดงั นี้ 1. ศกึ ษาฉันทลักษณ์ของคาประพนั ธ์นนั้ ๆ ใหเ้ ข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง 2. คดิ หรือจินตนาการว่าจะเขียนเรอื่ งอะไร สรา้ งภาพให้เกิดขน้ึ ในห้วงความคดิ 3. ลาดบั ภาพหรอื ลาดับข้อความใหเ้ ป็นอย่างสมเหตผุ ล 4. ถา่ ยทอดความรสู้ กึ หรือจินตนาการน้ันเปน็ บทร้อยกรอง 5. เลอื กใชค้ าท่ีสื่อความหมายได้ชัดเจน ทาให้ผอู้ ่านเกดิ ภาพพจน์และจินตนาการร่วมกับผ้ปู ระพันธ์ 6. พยายามเลือกใช้คาที่ไพเราะ เช่น คดิ ใชค้ าวา่ ถวลิ ผูห้ ญงิ ใชค้ าว่า นารี 7. แตง่ ใหถ้ กู ต้องตามฉันทลักษณ์ของคาประพนั ธ์ การเขียนโคลงส่ีสภุ าพ มีหลักการเขยี นดงั นี้ บทหนึ่งมี 4 บาท บาทหนึง่ มี 2 วรรค เรยี กวรรคหนา้ กบั วรรคหลัง วรรคหนา้ มี 5 พยางค์ทุกบาท วรรคหลงั ของบาทที่หนงึ่ ทสี่ องและท่ีสามมี 2 พยางค์ วรรคหลังของบาททสี่ ี่มี 4 พยางค์ และอาจมีคาสร้อยได้

ในวรรคหลังของบาททีห่ น่ึงและบาทท่ีสาม มีสัมผัสบงั คบั ตามท่กี าหนดไวใ้ นผังของโคลง ไม่นิยมใชส้ มั ผสั สระ ใช้แต่สัมผัสอักษร โคลงบทหนึ่งบังคบั ใช้คาทมี่ ีวรรณยุกตเ์ อก 7 แหง่ และวรรณยุกต์โท 4 แหง่ คาเอกผ่อนผัน ให้ใช้คาตายแทนได้ การเขียนกาพย์ แบ่งออกเปน็ กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ กาพย์ขับไม้ (1) กาพยย์ านี 11 มีลักษณะบังคบั ของบทร้อยกรอง ดงั นี้ คณะ คณะของกาพย์ยานีมดี ังน้ี กาพยบ์ ทหน่ึงท่ี 2 บาท บาทท่ี 1 เรียกวา่ บาทเอก บาทท่ี 2 เรียกวา่ บาทโท แต่ละบาทมี 2 วรรค คือ วรรคแรกและวรรคหลงั พยางค์ พยางคห์ รือคาในวรรคแรกมี 5 คา วรรคหลังมี 6 คา เป็นเชน่ น้ีทัง้ บาทเอกและบาทโท จึงนับจานวนได้ บาทละ 11 คา เลข 11 ซึ่งเขียนไว้หลังชอ่ื กาพย์ยานีนนั้ เพ่ือบอกจานวนคา

กาพย์ฉบงั 16 มีลักษณะบังคบั ของบทร้อยกรอง ดังน้ี คณะ กาพย์ฉบงั บทหนึ่งมีเพียง 1 บาท แตม่ ี 3 วรรค คอื วรรคตน้ วรรคกลาง และวรรคท้าย พยางค์ พยางคห์ รือคาในวรรคตน้ มี 6 คา วรรคกลางมี 4 คา วรรคท้ายมี 6 คา รวมทั้งบทมี 16 คา จงึ เขยี น เลข 16 ไว้หลงั ช่อื กาพย์ฉบัง กาพย์สรุ างคนาง28

มลี กั ษณะบงั คับของบทร้อยกรอง ดงั น้ี คณะ บทหนงึ่ มี 7 วรรค เรียงได้ 2 วธิ ตี ามผงั ดังน้ี สุรางคนางคนางค์ เจ็ดวรรคจักวาง ให้ถกู วธิ ี วรรคหนึ่งสีค่ า จงจาไว้ใหด้ ี บทหน่ึงจงึ มี ยส่ี ิบแปดคา หากแต่งต่อไป สมั ผสั ตรงไหน จงใหแ้ มน่ ยา คาท้ายวรรคสาม ตดิ ตามประจา สมั ผัสกบั คา ทา้ ยบทต้นแล อ.ฐปนีย์ นาครทรรพ ประพนั ธ์

ฉันท์ แบง่ เปน็ หลายชนดิ เช่น อินทรวเิ ชยี รฉันท์ ภชุ งคประยาตฉนั ท์ วชิ ชมุ มาลาฉันท์ มาณวกฉันท์ วสนั ตดิลกฉนั ท์ อทิ ิ ฉนั ท์ เป็นต้น และยังมฉี นั ท์ท่ีมีผูป้ ระดิษฐ์ขึ้นใหมอ่ ีก เช่น สยามมณฉี นั ท์ ของ น.ม.ส. เปน็ ตน้ ใบงาน เรือ่ งหลักการแตง่ คาประพนั ธ์ 1. ใหผ้ เู้ รยี นแบ่งกลุม่ แต่งคาประพนั ธป์ ระเภทกาพย์ยานี 11 หรือกลอนแปดสภุ าพ (ตามท่ีตนเอง ไดร้ ับ)ในหัวข้ออาเซียนนา่ รู้ โดยต้องสมั ผสั คาใหถ้ กู ตอ้ งตามรูปแบบของบทร้อยกรองประเภทนั้น ๆ อย่างน้อย 2 บท 2. ให้ผูเ้ รียนบอกลกั ษณะบังคบั ของบทร้อยกรองประเภทตา่ ง ๆ ดงั น้ีโดยสรุป มาโดยละเอยี ด 2.1 กาพยย์ านี 11 2.2 กาพยฉ์ บัง 16 2.3 กลอนแปด 3. ใหผ้ เู้ รยี นศกึ ษาบทประพันธต์ ่อไปนี้แล้วบอกว่าเป็นบทประพนั ธป์ ระเภทใด 3.1 ไมเ่ มาเหล้าแตเ่ รายงั เมารกั สุดจะหกั ห้ามจิตคดิ ไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายกห็ มายไป แต่เมาใจนี้ประจาทุกคาคนื 3.2 หมูย่างอรอ่ ยลิน้ ตะละช้นิ อรา่ มเหลือง เกย๊ี วซ่ากะแหนมเนืองมะระต้มจะสมกัน 3.3 เมื่อคนื ฉนั ฝน๎ ว่าเธอกับฉันชวนกันขี่ควายมันไล่ขวิด หลดุ หวิดเจยี นตายฝน๎ ดหี รือร้ายทานายให้ที 3.4 ปรารถนาแห่งน้าใสถกั สายใยทีสดสวยระลอกน้าระรนิ รายละยับพริบระยิบพราว 3.5 อนั ทีจ่ ริงคนเรขอยากใหเ้ ราดี แต่ถ้าเด่นข้ึนทกุ ทีเขาหมน่ั ไส้ จงทาดีแต่อยา่ เดน่ จะเปน็ ภัยไม่มี ใคร อยากเหน็ เราเดน่ เกนิ

แผนการจัดการเรยี นรรู้ ายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ครัง้ ท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ กศน.ตาบลเมอื งหงส์ 1. สัปดาห์ที่ 10 วันท่ี 15 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า พว21001 จานวน 4 หน่วยกติ 3. มาตรฐานที่ 2.2 มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะพื้นฐานเกีย่ วกับคณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และ เทคโนโลยี 4. หนว่ ยการเรยี นรู้/เร่อื งธรรมชาตทิ างวิทยาศาสตร์และทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์ 5. สาระสาคัญ อธบิ ายธรรมชาติและความสาคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6. เนอื้ หา 1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1.1 ความหมายและความสาคัญของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 1.2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1.2.1 วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ 5 ข้นั 1.2.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 13 ทักษะ 1.2.3 เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 6 ลักษณะ 1.2.4 จิตวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นร/ู้ ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวงั (ดจู ากผังการออกขอ้ สอบ) 1. อธิบายธรรมชาติและความสาคัญของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ 2. อธบิ ายกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ได้

3. นาความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้แก้ป๎ญหาตา่ งๆ ได้ 4. อธิบายความหมาย ความสาคัญ และความสัมพนั ธข์ องเทคโนโลยีตอ่ ชวี ติ และสังคมได้ 5. นาความรู้ และเลอื กใช้เทคโนโลยไี ด้อยา่ งเหมาะสม 6. เลอื กใชว้ สั ดุ และอปุ กรณท์ างวิทยาศาสตร์ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและเหมาะสม 7. เกิดเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ 8. มีจิตวิทยาศาสตร์ 8. การบรู ณาการกับหลักแนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เงื่อนไข 3 หลักการ การเชือ่ มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ สรุปความ จบั ประเดน็ สาคัญของเรอ่ื งทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คณุ ธรรม - มคี วามอดทน - มคี วามขยัน - มีความซ่อื สตั ย์ พอประมาณ - เนอ้ื หาวชิ าที่เรียนร้มู คี วามเหมาะสมกบั ชวั่ โมงทีจ่ ัดการเรียนการสอน - ผเู้ รยี นเลือกวชิ าทส่ี ามารถศึกษาเองไดเ้ ปน็ การเรยี นแบบ กรต. มเี หตุผล - นาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ าปรับใช้ในชีวติ ประจาวนั - นาข้ันตอนกระบวนการคิดมาใช้เพื่อให้เกดิ ลาดับขน้ั มภี มู ิค้มุ กัน - คดิ อย่างมลี าดับข้นั ตอน วตั ถุ - ผ้เู รยี นมีสอื่ การเรยี นท่เี หมาะสมกับเน้ือหาทเี่ รยี น สงั คม - ผเู้ รียนสามารถทางานรว่ มกับคนอ่นื ได้อยา่ งมีความสขุ - ผูเ้ รยี นใช้กระบวนการกลุ่มได้อยา่ งเหมาะสม สิ่งแวดล้อม - เนอื้ หาบางเร่ืองสามารถเรยี นผา่ นสื่อออนไลน์ วัฒนธรรม - มีหลักการคดิ ท่ีถา่ ยทอดกนั มาเร่อื ยๆ 9. กระบวนการจัดการเรยี นรแู้ ละกจิ กรรมการเรยี นรู้

ข้นั ท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ (O : Orientation) 1. ครพู ูดคยุ กับนักศึกษา ถงึ เทคโนโลยสี มยั ใหมแ่ ละสิ่งอานวยความสะดวกในการดาเนินชวี ิตของ คนเรา เชน่ ดา้ นการสอื่ สาร เทคโนโลยดี ้านการแพทย์ เทคโนโลยีด้านอวกาศ ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูกบั ผู้เรียนร่วมกนั วางแผนการเรียนรู้ในเร่ือง ธรรมชาติและความสาคญั ของวิทยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี 2. ครูสนทนากับผเู้ รียนเกี่ยวกับความสาคญั ของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 3. ผเู้ รยี นศกึ ษาเนื้อหาเพิ่มเตมิ จากใบความรู้และสือ่ อินเตอรเ์ นต็ ขน้ั ท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. แบ่งกลมุ่ ผู้เรียนกลุ่มละ 3 คน ใหร้ ่วมกันแลกเปลี่ยนเรยี นรศู้ ึกษาใบความรู้ เร่ือง ธรรมชาติทาง วิทยาศาสตรแ์ ละทักษะทางวทิ ยาศาสตร์ แล้วทากจิ กรรมในใบงาน 2. ผูเ้ รียนแตล่ ะกลุ่มรว่ มกันสรุปกิจกรรมจากใบความรู้ ครกู ับผู้เรยี นร่วมกนั สรปุ ความรู้ ทไ่ี ดร้ บั ขน้ั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ครแู ละผเู้ รยี นรว่ มกันสรปุ เร่อื งกระบวนทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ 2. ให้ผเู้ รียนทาแบบทดสอบยอ่ ย 10. สื่อ/แหลง่ เรียนรู้ 1. หนังสอื เรียน 2. แบบฝึกหดั 3. สอ่ื อินเตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมนิ ผล 11.1วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล - ใบงาน 11.2 เครอื่ งมือวัดและประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวดั และการประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. ........ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ...................

ลงชอื่ …………………………………………….ครูผูส้ อน (นายอาวธุ หงส์ทองคา) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………............................................................................................................................. ..................................... ..................................... ลงชอ่ื ………………………………………………………ผอู้ นุมตั แิ ผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน บนั ทึกหลังการจัดการเรียนรู้ กศน.ตาบลเมืองหงส์ ครัง้ ท่ี 10 วนั /เดือน/ปีวนั ที่ 15 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครูผูส้ อนนายอาวธุ หงสท์ องคา ระดับ มธั ยมศึกษาตอนต้น เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พ้ืนฐาน รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา พว21001 1. ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรยี น พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ........ คนคดิ เป็นรอ้ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น น้อยกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ......... คนคดิ เป็นร้อยละ............ 2. เน้ือหา/สาระ/รายวชิ า ......................................................................................................... .......................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... 4. ปญั หา/อปุ สรรคการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ......................................

............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชื่อ.........................................................(ผูบ้ ันทกึ ) (นายอาวธุ หงสท์ องคา) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผู้บรหิ าร ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชือ่ .................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน ใบความรู้ เรอ่ื งธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์และทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เปน็ เรอื่ งของการเรยี นรูเ้ กี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนษุ ย์ใช้กระบวนการสังเกตสารวจ ตรวจสอบ ทดลองเกย่ี วกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และนาผลมาจดั เป็นระบบหลกั การ แนวคดิ และ ทฤษฎี แนวคดิ และทฤษฎี ดังน้ัน ทกั ษะวทิ ยาศาสตร์ จงึ เปน็ การปฏบิ ัตเิ พ่ือให้ได้มาซ่ึงคาตอบในข้อสงสยั หรอื ข้อสมมตฐิ านตา่ ง ๆ ของมนษุ ยต์ ้ังไว้ ทกั ษะทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 1. การสงั เกตเปน็ วิธกี ารได้มาของข้อสงสัยรับรู้ข้อมูลพิจารณาข้อมูลจากปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติท่ีเกิดข้ึน 2. ต้ังสมมติฐานเป็นการการระดมความคดิ สรุปส่ิงทีค่ าดวา่ จะเป็นคาตอบของป๎ญหาหรอื ข้อสงสยั น้นั ๆ

3. ออกแบบการทดลองเพอื่ ศกึ ษาผลของตวั แปรทตี่ ้องศึกษาโดยควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ท่ี อาจมีผลต่อตัวแปรทีต่ ้องการศึกษา 4. ดาเนินการทดลองเป็นการจักกระทากับตัวแปรท่ีกาหนดซึ่งได้แก่ตัวแปรต้นตัวแปรตาม และตัวแปรทีต่ อ้ งควบคมุ 5. รวบรวมข้อมูลเป็นการบนั ทกึ รวบรวมผลการทดลองหรือผลจากการกระทาของตวั แปรท่ีกาหนด 6. แปลและสรปุ ผลการทดลอง ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรป์ ระกอบด้วย 13 ทกั ษะ ดงั น้ี 1. ทกั ษะขั้นมูลฐาน 8 ทักษะ ไดแ้ ก่ 1.1 ทกั ษะการสังเกต ( Observing ) 1.2 ทักษะการวัด ( Measuring ) 1.3 ทักษะการจาแนกหรอื ทักษะการจัดประเภทสิง่ ของ ( Classifying ) 1.4 ทักษะการใช้ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสเปสกับเวลา( Using Space/Relationship ) 1.5 ทกั ษะการคานวณและการใช้จานวน ( Using Numbers ) 1.6 ทกั ษะการจดั กระทาและสอ่ื ความหมายข้อมูล ( Communication ) 1.7 ทกั ษะการลงความเห็นจากข้อมลู ( Inferring ) 1.8 ทักษะการพยากรณ์ ( Predicting ) 2. ทักษะขน้ั สูงหรือทักษะขั้นผสม 5 ทักษะ ไดแ้ ก่ 2.1 ทกั ษะการตั้งสมมตุ ิฐาน ( Formulating Hypothesis ) 2.2 ทักษะการควบคุมตัวแปร ( Controlling Variables ) 2.3 ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ( Interpreting data ) 2.4 ทกั ษะการกาหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ัตกิ าร ( Defining Operationally ) 2.5 ทักษะการทดลอง ( Experimenting ) รายละเอยี ดทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทัง้ 13 ทักษะ มรี ายละเอยี ดโดยสรุปดังน้ี ทักษะการสังเกต (Observing)หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสท้ัง 5 ในการสังเกต ได้แก่ ใช้ตาดู รูปรา่ ง ใช้หูฟง๎ เสยี ง ใช้ลิ้นชิมรส ใช้จมกู ดมกล่นิ และใชผ้ วิ กายสัมผัสความร้อนเย็น หรือใช้มือจับต้องความอ่อน แขง็ เป็นตน้ การใชป้ ระสาทสมั ผสั เหล่านจ้ี ะใชท้ ลี ะอย่างหรือหลายอย่างพร้อมกนั เพอื่ รวบรวมข้อมูลก็ได้โดยไม่ เพิ่มความคดิ เห็นของผสู้ ังเกตลงไป ทักษะการวัด (Measuring) หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือวัดปริมาณของสิ่งของออกมา เป็นตัวเลขท่ีแน่นอนได้อย่างเหมาะสม และถูกต้องโดยมีหน่วยกากับเสมอในการวัดเพ่ือหาปริมาณของส่ิงท่ีวัด ต้องฝึกให้ผู้เรยี นหาคาตอบ 4 ค่า คือ จะวดั อะไร วัดทาไม ใช้เครื่องมอื อะไรวดั และจะวัดได้อย่างไร ทักษะการจาแนกหรือทักษะการจัดประเภทส่ิงของ (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือการ เรียงลาดับวัตถุ หรือส่ิงท่ีอยู่ในปรากฏการณ์โดยการหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการจาแนกประเภท ซึ่งอาจใช้

เกณฑ์ความเหมือนกัน ความแตกต่างกัน หรือความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซ่ึงแล้วแต่ผู้เรียนจะ เลือกใช้เกณฑ์ใด นอกจากน้ีควรสร้างความคิดรวบยอดให้เกิดขึ้นด้วยว่าของกลุ่มเดียวกันน้ัน อาจแบ่งออกได้ หลายประเภท ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับเกณฑ์ท่ีเลือกใช้ และวัตถุชิ้นหน่ึงในเวลาเดียวกันจะต้องอยู่เพียงประเภทเดียว เทา่ นนั้ ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (Using Space/Relationship) หมายถึง การ หาความสัมพันธ์ระหว่างมิติต่างๆ ท่ีเก่ียวกับสถานท่ี รูปทรง ทิศทาง ระยะทาง พ้ืนที่ เวลา ฯลฯ เช่น การหา ความสัมพันธ์ระหว่าง สเปสกับสเปส คือ การหารูปร่างของวัตถุโดยสังเกตจากเงาของวัตถุ เมื่อให้แสงตก กระทบวตั ถใุ นมมุ ต่างๆกัน ฯลฯ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง เวลากับเวลา เช่น การหาความสัมพันธ์ระหว่างจังหวะการแกว่ง ของลูกตุ้มนาฬกิ ากบั จังหวะการเตน้ ของชพี จร ฯลฯ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง สเปสกับเวลา เช่น การหาตาแหน่งขอวัตถุที่เคล่ือนท่ีไปเมื่อเวลา เปลีย่ นไป ฯลฯ ทกั ษะการคานวณและการใช้จานวน (Using Numbers) หมายถึง การนาเอาจานวนท่ีได้จากการ วดั การสังเกต และการทดลองมาจดั กระทาใหเ้ กิดคา่ ใหม่ เช่น การบวก ลบ คณู หาร การหาค่าเฉล่ีย การหาค่า ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ เพื่อนาค่าท่ีได้จากการคานวณ ไปใช้ประโยชน์ในการแปลความหมาย และการลง ข้อสรปุ ซ่ึงในทางวิทยาศาสตร์เราต้องใช้ตัวเลขอยู่ตลอดเวลา เช่น การอ่าน เทอร์โมมิเตอร์ การตวงสารต่าง ๆ เป็นต้น ทักษะการจัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล (Communication) หมายถึงการนาเอาข้อมูล ซึ่ง ได้มาจากการสงั เกต การทดลอง ฯลฯ มาจดั กระทาเสยี ใหม่ เช่น นามาจัดเรยี งลาดบั หาคา่ ความถ่ี แยกประเภท คานวณหาค่าใหม่ นามาจัดเสนอในรูปแบบใหม่ ตัวอย่างเช่น กราฟ ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ วงจร ฯลฯ การนา ขอ้ มลู อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง หรอื หลาย ๆ อย่างเช่นนี้เรยี กว่า การส่ือความหมายขอ้ มลู ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพิ่มเติมความคิดเห็นให้กับข้อมูลท่ีมีอยู่ อยา่ งมเี หตุผลโดยอาศัยความร้หู รือประสบการณเ์ ดมิ มาช่วย ข้อมูลอาจจะได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง การลงความเห็นจากขอ้ มูลเดียวกนั อาจลงความเหน็ ได้หลายอยา่ ง ทักษะการพยากรณ์ (Predicting) หมายถงึ การคาดคะเนหาคาตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองโดยอาศัย ข้อมูลท่ีได้จากการสังเกต การวัด รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรท่ีได้ศึกษามาแล้ว หรืออาศัย ประสบการณ์ท่ีเกดิ ซา้ ๆ ทักษะการต้ังสมมุติฐาน (Formulating Hypothesis) หมายถึง การคิดหาค่าคาตอบล่วงหน้าก่อนจะ ทาการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพ้ืนฐาน คาตอบท่ีคิดล่วงหน้ายังไม่เป็น หลกั การ กฎ หรือทฤษฎมี ากอ่ น คาตอบท่ีคิดไวล้ ว่ งหนา้ นี้ มักกลา่ วไว้เปน็ ข้อความท่ีบอกความสัมพันธ์ ระหว่าง ตัวแปรตน้ กับตวั แปรตามเชน่ ถ้าแมลงวนั ไปไขบ่ นกอ้ นเน้ือ หรอื ขยะเปยี กแล้วจะทาให้เกดิ ตัวหนอน

ทักษะการควบคุมตัวแปร (ControllingVariables) หมายถึงการควบคุมส่ิงอ่ืน ๆ นอกเหนือจากตัวแปร อิสระ ที่จะทาให้ผลการทดลองคลาดเคล่ือน ถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนๆกัน และเป็นการปูองกันเพื่อมิให้มี ข้อโต้แยง้ ขอ้ ผดิ พลาดหรอื ตดั ความไมน่ า่ เชือ่ ถอื ออกไป ตวั แปรแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คอื 1. ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น 2. ตัวแปรตาม 3. ตวั แปรท่ตี อ้ งควบคุม ทักษะการตีความและลงขอ้ สรุป ( Interpreting data ) ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของลักษณะตาราง รูปภาพ กราฟ ฯลฯ การนา ขอ้ มลู ไปใช้จึงจาเปน็ ตอ้ งตคี วามใหส้ ะดวกทจ่ี ะส่ือความหมายได้ถูกต้องและเขา้ ใจตรงกนั การตคี วามหมายขอ้ มลู คอื การบรรยายลกั ษณะและคณุ สมบัติ การลงข้อสรุป คือ การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ถ้า ความดันน้อย น้าจะเดือด ท่ี อณุ หภูมิตา่ หรอื น้าจะเดอื ดเร็ว ถา้ ความดนั มากน้าจะเดือดท่อี ณุ หภูมสิ ูงหรือน้าจะเดือดชา้ ลง ทักษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (DefiningOperationally) หมายถึง การกาหนด ความหมาย และขอบเขตของคาต่าง ๆท่ีมีอยู่ในสมมุติฐานท่ีจะทดลองให้มีความรัดกุม เป็นท่ีเข้าใจตรงกันและ สามารถสังเกตและวัดได้ เช่น “การเจริญเติบโต” หมายความว่าอย่างไร ต้องกาหนดนิยามให้ชัดเจน เช่น การ เจริญเตบิ โดหมายถึง มคี วามสูงเพม่ิ ขึ้น เปน็ ต้น ทกั ษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบตั ิการโดยใชท้ ักษะต่าง ๆ เช่น การ สังเกต การวัด การพยากรณ์ การตั้งสมมุติฐาน ฯลฯ มาใช้ร่วมกันเพื่อหาคาตอบ หรือทดลองสมมุติฐานที่ต้ังไว้ ซ่งึ ประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขัน้ ตอน 1. การออกแบบการทดลอง 2. การปฏบิ ัตกิ ารทดลอง 3. การบันทึกผลการทดลอง การใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ แสวงหาความรู้ หรือแก้ป๎ญหาอย่างส่าเสมอ ช่วยพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทาง วิทยาศาสตร์ ท่ีแปลกใหม่ และมคี ณุ คา่ ตอ่ การดารงชวี ติ ของมนุษย์มากขึ้น คุณลักษณะของบคุ คลท่ีมจี ิตวทิ ยาศาสตร์ 6 ลักษณะ 1.เป็นคนทมี่ เี หตุผล 1) จะต้องเปน็ คนทีย่ อมรบั และเช่อื ในความสาคญั ของเหตผุ ล 2) ไม่เชอ่ื โชคลาง คาทานาย หรอื สิ่งศกั ดิส์ ิทธ์ิต่าง ๆ 3)คน้ หาสาเหตขุ องป๎ญหาหรอื เหตุการณ์และหาความสมั พันธ์ของสาเหตุกบั ผลท่ีเกดิ ข้นึ

4) ต้องเป็นบุคคลที่สนใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน และจะต้องเป็นบุคคลที่พยายามค้นหา คาตอบวา่ ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ นัน้ เกิดข้ึนได้อย่างไร และทาไมจึงเกิดเหตกุ ารณ์เช่นนน้ั 2.เปน็ คนทีม่ ีความอยากรอู้ ยากเหน็ 1) มคี วามพยายามที่จะเสาะแสวงหาความร้ใู นสถานการณ์ใหม่ ๆ อย่เู สมอ 2) ตระหนกั ถึงความสาคญั ของการแสวงหาข้อมลู เพิ่มเตมิ เสมอ 3) จะตอ้ งเปน็ บุคคลท่ชี อบซักถาม คน้ หาความรู้โดยวธิ ีการตา่ ง ๆ อยเู่ สมอ 3. เป็นบุคคลที่มีใจกวา้ ง 1)เปน็ บุคคลทกี่ ลา้ ยอมรบั การวิพากษ์วิจารณจ์ ากบุคคลอ่นื 2)เป็นบคุ คลทจ่ี ะรบั รู้และยอมรบั ความคดิ เหน็ ใหม่ ๆ อยเู่ สมอ 3)เปน็ บุคคลทเ่ี ตม็ ใจทจี่ ะเผยแพร่ความรู้และความคิดให้แกบ่ ุคคลอืน่ 4)ตระหนกั และยอมรับข้อจากัดของความรู้ทคี่ น้ พบในปจ๎ จุบนั 4. เป็นบุคคลทีม่ ีความซ่ือสัตย์ และมีใจเปน็ กลาง 1) เปน็ บุคคลท่ีมคี วามซ่ือตรง อดทน ยตุ ธิ รรม และละเอียดรอบคอบ 2) เปน็ บคุ คลท่มี คี วามมน่ั คง หนักแน่นต่อผลท่ีไดจ้ ากการพิสูจน์ 3) สังเกตและบันทึกผลตา่ ง ๆ อยา่ งตรงไปตรงมา ไมล่ าเอียง และมีอคติ 5. มีความเพียรพยายาม 1) ทากจิ กรรมที่ไดร้ ับมอบหมายใหเ้ สรจ็ สมบรู ณ์ 2) ไมท่ ้อถอยเมื่อผลการทดลองล้มเหลว หรือมีอปุ สรรค 3) มีความต้งั ใจแน่วแน่ต่อการคน้ หาความรู้ 6. มีความละเอยี ดรอบคอบ 1) ร้จู กั ใชว้ ิจารณญาณก่อนที่จะตดั สนิ ใจใด ๆ 2) ไมย่ อมรบั สงิ่ หน่งึ สิ่งใดจนกว่าจะมีการพิสูจนท์ ีเ่ ช่ือถือได้ 3) หลีกเลย่ี งการตัดสินใจ และการสรปุ ผลทีย่ งั ไมม่ ีการวิเคราะหแ์ ล้วเป็นอย่างดี

ใบงานที่ 1. ให้นกั ศกึ ษาอธบิ ายทกั ษะทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... .................................................................................. .......................................................................... 2. แบ่งกลมุ่ และรว่ มกนั อภิปราย สรปุ 6 คุณลักษณะของบุคคลท่ีมีจิตวทิ ยาศาสตร์ ......................................................................................................... ................................................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ........................................................................................ .................................................................... ............................................................................................................................. ............................... ........................................................................................................................................................... . ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... .......................................................................................................................................... ..................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook