Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูเลิศดาราวรรณ ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูเลิศดาราวรรณ ม.ต้น

Published by rujiraoopkaew, 2022-06-28 03:16:08

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูเลิศดาราวรรณ ม.ต้น

Search

Read the Text Version

101 สังคม - ผู้เรยี นแลกเปล่ียนความคิดเห็นรว่ มกันได้ - ผ้เู รยี นใช้กระบวนการกลุ่มไดอ้ ย่างเหมาะสม สง่ิ แวดล้อม - รจู้ ักการใช้สารท่ีอนรุ ักษ์ทรัพยากรสิง่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม - ผลิตภณั ฑแ์ ละวิธกี ารใช้สารเคมีที่มีการบอกต่อๆกัน 9. กระบวนการจดั การเรียนรู้และกิจกรรมการเรยี นรู้ ขั้นท่ี 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครูสร้างความค้นุ เคยกบั ผเู้ รยี นทาความเขา้ ใจเน้ือหาวชิ าวทิ ยาศาสตร์เรอื่ งเกณฑ์ในการจาแนกสาร ชีแ้ จงตัวชวี้ ัดของหน่วยการเรียนรู้ 2. ครทู ักทายกลา่ วนาอธบิ ายการกาหนดเปูาหมายและการวางแผนการเรียนร้เู กณฑ์ในการจาแนก สารสมบัตขิ องธาตุสารประกอบ สารละลาย สารผสม ข้นั ที่ 2 แสวงหาขอ้ มลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูและผ้เู รยี นวางแผนวธิ ีการเรยี นรู้เนอื้ หาท่กี าหนด 2. ผู้เรียนแบง่ กลมุ่ ตามหวั ข้อท่ีกาหนดให้โดยวิธกี ารจบั ฉลาก 1. เกณฑใ์ นการจาแนกสาร 2. สมบตั ขิ องธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม 3. ผู้เรียนศึกษาใบความรจู้ ากทแ่ี ต่ละกลุ่มจบั ฉลากได้ และส่อื อินเตอร์เน็ต โดยใหเ้ วลาศึกษา 15 นาที 4. ผู้เรียนแตล่ ะกล่มุ ส่งตัวแทนนาเสนอเรื่องท่ีศกึ ษา กลุ่มละไม่เกิน 5 นาที หนา้ ช้ันเรียน 5. ผู้เรียนทาแบบทดสอบเรอ่ื งสมบตั ิของสาร เพ่ือทดสอบความเขา้ ใจ ขน้ั ที่ 3 การปฏิบัติและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ครูและผูเ้ รียนสรปุ เนอ้ื หาทไี่ ด้เรียนรรู้ ่วมกัน ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมนิ แบบฝกึ หัดของแตล่ ะกลุม่ โดยการเขยี นช่อื ตนเองไวใ้ นใบงาน 2. ครสู งั เกตจากการมีสว่ นร่วมของผเู้ รยี น 10. ส่อื /แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรยี น 2. แบบฝกึ หัด 3. ใบงาน 4. ใบความรู้ 5. สื่ออินเตอรเ์ น็ต

102 11. การวดั และประเมนิ ผล 10.1วธิ ีการวดั และประเมนิ ผล - ใบงาน - แบบทดสอบก่อนเรยี น – หลังเรียน 10.2 เครื่องมอื วัดและประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียน – หลงั เรยี น 10.3 เกณฑ์การวดั และการประเมินผล - ใบงานคะแนนเต็ม 10คะแนน - แบบทดสอบก่อนเรยี น – หลังเรยี นเกณฑ์การประเมนิ ผ่าน และไม่ผ่าน กจิ กรรมเสนอแนะ .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชื่อ…………………………………………….ครูผ้สู อน (นางเลิศดาราวรรณ ตาคา) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ................................................................................................. ........................................................................................ ............................................................................................................................. ........................................................... ลงชื่อ………………………………………………………ผอู้ นมุ ตั แิ ผน (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน

103 บนั ทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้ กศน.ตาบลดงแดง ครั้งที่ 12 วนั /เดือน/ปวี ันที่ 27 เดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครูผู้สอนนางเลิศดาราวรรณ ตาคา ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พืน้ ฐาน รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า พว21001 จานวนผ้เู รยี นทงั้ หมด ............... คนเข้าเรียน…………………คน ไมเ่ ขา้ เรยี น……………………….คน 1. ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมินโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลงั เรยี น พบวา่ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น มากกวา่ ก่อนเรียนจานวน ........ คนคิดเปน็ ร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรียน นอ้ ยกวา่ ก่อนเรียนจานวน ......... คนคิดเป็นรอ้ ยละ............ 2. เนอ้ื หา/สาระ/รายวชิ า .................................................................................................................................................. ................. ................................................................................................................. .................................................. 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................................. ...................... 4. ปัญหา/อปุ สรรคการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแกป้ ัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ลงชือ่ .........................................................(ผ้บู ันทึก) (นางเลศิ ดาราวรรณ ตาคา) ครู กศน.ตาบล วนั ท่ี........./................/........... ความเห็น/ข้อเสนอของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................................................. ...... ลงช่ือ.................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน

104 ใบความทร่ี ู้ 1 เร่ืองเกณฑ์ในการจาแนกสาร เร่อื งที่ 1 สมบัติของสารและเกณฑ์ในการจาแนกสาร สมบตั ิของสารหมายถงึ ลักษณะเฉพาะตวั ของสารเช่นเนือ้ สารสกี ลิ่นรสการนาไฟฟูาการละลายนา้ จดุ เดอื ดจดุ หลอมเหลวความเปน็ กรด – เบสเป็นตน้ สารแต่ละชนดิ มีสมบัตเิ ฉพาะตัวทแี่ ตกตา่ งกนั แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1. สมบัตทิ างกายภาพของสารเปน็ สมบตั ขิ องสารที่สามารถสังเกตได้งา่ ยเพ่ือบอกลกั ษณะของสารอย่างคร่าวๆ ได้แก่สถานะความแข็งความอ่อนสีกลน่ิ ลักษณะผลกึ ความหนาแนน่ หรอื เปน็ สมบตั ิทอ่ี าจตรวจสอบไดโ้ ดยทาการ ทดลองอย่างงา่ ยๆได้แก่การละลายน้าการหาจุดเดอื ดการหาจุดหลอมเหลวหรอื จดุ เยือกแขง็ การนาไฟฟาู การหา ความถว่ งจาเพาะการหาความรอ้ นแฝง 2. สมบัติทางเคมหี มายถึงสมบัตเิ ฉพาะตัวของสารทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมเี ชน่ การเกิดสารใหม่การ สลายตัวใหไ้ ด้สารใหมก่ ารเผาไหม้การระเบิดและการเกดิ สนมิ ของโลหะเปน็ ตน้ เกณฑใ์ นการจาแนกสาร ในการศึกษาเร่ืองสารจาเปน็ ต้องแบ่งสารออกเปน็ หมวดหมเู่ พอื่ ให้งา่ ยตอ่ การจดจาสารโดยทั่วไปนิยมใช้ สมบัติทางกายภาพดา้ นใดดา้ นหนงึ่ ของสารเปน็ เกณฑใ์ นการจาแนกสาร ซง่ึ มหี ลายเกณฑ์ดว้ ยกนั เช่น 1. ใชส้ ถานะเป็นเกณฑ์จะแบ่งสารออกไดเ้ ป็น 3 กล่มุ คือ 1.1 ของแขง็ ( solid ) หมายถึงสารท่ีมลี กั ษณะรูปรา่ งไม่เปลย่ี นแปลงและมีรปู รา่ งเฉพาะตัวเนอ่ื งจากอนภุ าค ในของแขง็ จดั เรียงชิดตดิ กนั และอดั แนน่ อย่างมีระเบียบไม่มีการเคล่อื นท่ีหรือเคลือ่ นท่ีได้น้อยมากไมส่ ามารถทะลุผ่าน ไดแ้ ละไม่สามารถบีบหรือทาใหเ้ ลก็ ลงไดเ้ ช่นไมห้ ินเหล็กทองคาดินทรายพลาสติกกระดาษเป็นตน้ 1.2 ของเหลว ( liquid ) หมายถึงสารท่มี ลี ักษณะไหลไดม้ ีรปู ร่างตามภาชนะที่บรรจเุ น่ืองจากอนภุ าคใน ของเหลวอย่หู า่ งกนั มากกวา่ ของแข็งอนุภาคไมย่ ึดตดิ กันจึงสามารถเคลื่อนท่ีไดใ้ นระยะใกลแ้ ละมีแรงดึงดูดซึง่ กนั และ กันมปี ริมาตรคงท่สี ามารถทะลผุ ่านไดเ้ ช่นน้าแอลกอฮอลน์ ้ามนั พืชนา้ มันเบนซินเปน็ ต้น 1.3 แก๊ส ( gas ) หมายถึงสารที่ลักษณะฟงูุ กระจายเต็มภาชนะทบ่ี รรจเุ นอื่ งจากอนุภาคของแกส๊ อยหู่ ่างกนั มากมีพลงั งานในการเคลือ่ นที่อยา่ งรวดเรว็ ไปไดใ้ นทุกทิศทางตลอดเวลาจงึ มแี รงดึงดูดระหวา่ งอนุภาคนอ้ ยมาก สามารถทะลุผา่ นไดง้ ่ายและบีบอดั ให้เลก็ ลงได้ง่ายเช่นอากาศแก๊สออกซเิ จนแกส๊ หงุ ต้มเป็นต้น 2. ใชค้ วามเป็นโลหะเป็นเกณฑ์แบง่ ได้เป็น 3 กลุ่มคือ 2.1 โลหะ ( metal) 2.2 อโลหะ ( non-metal ) 2.3 ก่งึ โลหะ ( metaliod ) 3. ใช้การละลายนา้ เปน็ เกณฑ์แบง่ ได้ 2 กล่มุ คอื 3.1 สารทีล่ ะลายน้า 3.2 สารที่ไมล่ ะลายน้า 4. ใช้เนื้อสารเปน็ เกณฑ์แบง่ ออกเป็น 2 กลมุ่ คือ 4.1 สารเน้ือเดยี ว ( homogeneous substance ) 4.2 สารเนอื้ ผสม ( heterogeneous substance

105 ใบความรู้ท่ี 2 สมบตั ิของธาตุสารประกอบสารละลายสารผสม ธาตุ (Element) หมายถึงสารบริสุทธ์ิที่มีองค์ประกอบอย่างเดียวธาตุไม่สามารถจะนามาแยกสลายให้ กลายเป็นสารอ่ืนโดยวิธีการทางเคมีธาตุมีท้ังสถานะท่ีเป็นของแข็งเช่นธาตุสังกะสี(Zn) ตะกั่ว (Pb) เงิน (Ag) และดีบุก (Sn) , เป็นของเหลวเช่นปรอท (Hg) เป็นก๊าซเช่นไนโตรเจน (N2) ฮีเลียม (He) ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจน (H2) เป็น ตน้ สารประกอบ (compound) หมายถึง “สารบริสุทธิ์เนื้อเดียวท่ีเกิดจากธาตุตั้งแต่สองชนิดข้ึนไปเป็น องคป์ ระกอบ” สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุโดยวิธีการทางเคมีสามารถแยกสลายให้เกิดเป็นสารใหม่หรือ กลับคืนเป็นธาตุเดิมได้สารประกอบจะมีสมบัติเฉพาะตัวท่ีแตกต่างจากธาตุเดิมเช่นน้ามีสูตรเคมีเป็น H2O น้าเป็น สารประกอบท่ีเกิดจากธาตุไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) แต่มีสมบัติแตกต่างจากไฮโดรเจนและออกซิเจนน้าตาล ทรายประกอบดว้ ยธาตุคารบ์ อน ( C ),ไฮโดรเจน (H) ,และออกซิเจน (O) เปน็ ตน้ สารละลาย (solution) หมายถงึ สารเนอ้ื เดยี วทไี่ มบ่ ริสุทธ์ิเกิดจากสารต้งั แต่ 2 ชนดิ ขึ้นไปมารวมกนั สารผสมหมายถึงสารที่มีองค์ประกอบภายในแตกต่างกันหรือสารที่เนื้อไม่เหมือนกันทุกส่วนเช่นพริกเกลือ คอนกรีตดินหรืออาจเป็นสารตั้งแต่สองชนิดข้ึนไปผสมกันอยู่โดยที่สารเหล่านี้ยังมีสมบัติเหมือนเดิมและสามารถแยก ออกจากกนั ไดโ้ ดยวิธงี า่ ยๆ

106 แบบฝกึ หัด คาชีแ้ จงจงเลอื กคาตอบที่คิดว่าถูกต้องที่สุดเพยี งคาตอบเดียวในแต่ละข้อ 1) ข้อใดไม่ใช่สสาร ก. เกลอื แกงใส่ลงในอาหาร ข. เสียงของสนุ ขั หอน ค. น้าแกงกาลังเดือด ง. สายไฟทีท่ าจากพลาสตกิ 2) ทองเหลืองจัดเปน็ สารประเภทใด ก. ธาตุ ข. สารประกอบ ค. สารละลาย ง. สารเนือ้ ผสม 3) ข้อใดต่อไปนีเ้ ป็นความหมายของสารประกอบ ก. โมเลกุลของสารประกอบด้วยธาตุ 2 อะตอมข้ึนไป ข. สารทธี่ าตุเป็นชนิดเดียวกนั ค. สารทีเ่ กิดจากธาตุ 2 ชนดิ ขน้ึ ไปมารวมกัน ง. ผลติ ภณั ฑท์ ี่ไดจ้ ากการทาปฏกิ ิริยากนั ของสาร 2 ชนิด 4) ขอ้ ความตอ่ ไปนีข้ ้อใดถกู ต้อง ก. สารละลายทุกชนิดเปน็ สารบริสุทธ์ิ ข. สารบรสิ ทุ ธิ์บางชนิดเปน็ สารเนื้อเดยี ว ค. สารประกอบทุกชนดิ เป็นสารเน้ือเดียว ง. ธาตุบางชนดิ เป็นสารเนอื้ เดียว 5) ถ้าจดั เหลก็ นา้ เช่อื มและสารละลายกรดซัลฟิวริกให้อยู่ในกล่มุ เดยี วกนั จะตอ้ งใชอ้ ะไรเป็นเกณฑ์ในการจดั ก. การนาไฟฟาู ข. การละลาย ค. การเป็นสารเน้ือเดยี วกัน ง. สมบตั เิ ป็นกรด-เบส 6) วธิ ีการกล่นั น้าให้บรสิ ุทธแิ์ บบธรรมดาจะไมเ่ หมาะสมเม่ือนามาใช้กบั อะไร ก. น้าทะเล ข. นา้ คลอง ค. น้าผสมแอลกอฮอล์ ง. สารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์ 7) การแยกนา้ มันดบิ สว่ นใหญ่อาศัยวธิ กี ารแบบใด ก. การสนั ดาป ข. การกลั่นลาดบั สว่ น ค. การตกตะกอนลาดับสว่ น ง. การสลายตัวดว้ ยความร้อน 8) กรดในข้อใดเป็นกรดอินทรียท์ งั้ หมด ก. น้ามะขามกรดไฮโดรคลอริก ข. นา้ มะนาวกรดไนตริก ค. กรดแอซิตกิ น้ามะนาว ง. นา้ มะขามกรดซลั ฟวิ ริก 9) สารใดต่อไปน้ีมสี ภาพเปน็ เบสทง้ั หมด ก. น้ามะนาวนา้ อัดลม ข. นา้ มะขามน้าเกลือ ค. สารละลายผงซกั ฟอกน้าขี้เถ้า ง. สารละลายยาสีฟ๎นนา้ ยาล้างจาน 10) สบู่เกิดจากปฏิกิรยิ าเคมีระหวา่ งสงิ่ ใด ก. แชมพูกับนา้ มนั พืช ข. กรดกบั ไขมันสัตว์ ค. ไขมันสตั ว์กบั น้าขีเ้ ถ้า ง. ไมม่ ีข้อใดถูก

107 เฉลยแบบทดสอบเรื่องสารและการจาแนกสาร 1. ข 6. ง 2. ก 7. ข 3. ค 8. ก 4. ค 9. ค 5. ก 10. ง

108 แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ครั้งท่ี 12 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น กศน.ตาบลดงแดง 1. สปั ดาหท์ ่ี 13 วนั ท่ี 3 เดอื น สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา พว21001 จานวน 4 หนว่ ยกิต 3. มาตรฐานท่ี 2.2 มคี วามร้คู วามเขา้ ใจ และทักษะพื้นฐานเกีย่ วกบั คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. หน่วยการเรียนร/ู้ เร่อื ง งานและพลังงาน 5. สาระสาคญั ความหมายของงานและพลังงาน รปู ของพลังงานประเภทต่าง ๆ พลังงานไฟฟูา กฎของโอหม์ การต่อวงจร ความต้านทานแบบตา่ ง ๆ การคานวณหาค่าความต้านทาน การใชป้ ระโยชนจ์ ากไฟฟูาในชีวิตประจาวนั และการ อนรุ กั ษ์พลงั งานไฟฟาู แสงและคณุ สมบตั ขิ องสาร เลนสช์ นิดต่าง ๆ ประโยชน์และโทษของแรงต่อชวี ิต แหล่งกาเนดิ ของพลงั งานความรอ้ น การนาความรอ้ นไปใช้ประโยชนพ์ ลังงานทดแทน 6. เน้อื หา เรืองที่ 1 ความหมายของงานและพลงั งาน เรอื งที่ 2 รูปของพลังงานประเภทตา่ ง ๆ เรอื งท่ี 3 ไฟฟาู เรืองท่4ี แสง 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้/ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวัง (ดจู ากผังการออกข้อสอบ) 1. อธิบายความหมายของงานและพลงั งานในรูปแบบต่าง ๆ ได้ 2. ตอ่ วงจรไฟฟูาอย่างง่ายได้ 3. ใชก้ ฎของโอห์มในการคานวณได้ 4. บอกวิธีการอนุรักษแ์ ละประหยัดพลังงานได้ 5. อธิบายสมบัตขิ องแสง พลังงานความร้อน และนาไปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั ได้ 6. อธบิ ายพลงั งานทดแทนและเลอื กใชไ้ ด้ 8. การบูรณาการกับหลกั แนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เง่ือนไข 3 หลักการ การเช่อื มโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้ สรปุ ความ จับประเด็นสาคัญของเร่อื งงานและพลงั งาน คุณธรรม - มคี วามตง้ั ใจ - มคี วามขยัน - มีความซือ่ สตั ย์ พอประมาณ - เน้อื หาวิชาทีเ่ รียนรู้มคี วามเหมาะสมกบั วยั ของผู้เรยี นและใช้เวลาเหมาะสมกบั เนื้อหา - ผเู้ รยี นเลือกวิชาท่สี ามารถศึกษาเองไดเ้ ปน็ การเรยี นแบบ กรต. มเี หตผุ ล - ผู้เรยี นนาวสั ดทุ ม่ี ีมาปรับใชใ้ นการทาพลังงานทดแทน

109 มภี ูมคิ ุม้ กนั - มีความรเู้ ร่อื งงานและพลงั งาน - มีความรู้เรือ่ งการใชป้ ระโยชนจ์ ากพลงั งานแต่ละประเภท วัตถุ - การใช้วัสดอุ ุปกรณแ์ ตล่ ะชนิดจนทาใหเ้ กิดประเภทของงานและพลงั งานแต่ละประเภท สังคม - ผเู้ รียนแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ ร่วมกนั ได้ - ผเู้ รียนใชก้ ระบวนการกลุ่มได้อยา่ งเหมาะสม สิง่ แวดล้อม - ใชว้ ัสดุอปุ กรณท์ ีม่ ีในท้องถิ่นและอนุรกั ษ์ส่งิ แวดล้อมได้ วฒั นธรรม - ใชว้ ัสดใุ นทอ้ งถิน่ นามาประดษิ ฐ์และใช้ให้เกดิ แรงตา่ งๆ 9. กระบวนการจดั การเรยี นร้แู ละกจิ กรรมการเรียนรู้ ขน้ั ท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ 1. ครูสรา้ งความค้นุ เคยกบั ผูเ้ รียนทาความเข้าใจเนื้อหาวิชาวทิ ยาศาสตร์เร่อื งงานและพลังงานชีแ้ จง ตัวชีว้ ัดของหน่วยการเรียนรู้ 2. ครูทักทายกลา่ วนาอธิบายการกาหนดเปูาหมายและการวางแผนการเรยี นรู้เรอ่ื งงานและพลังงาน ขั้นที่ 2 แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรียนรู้ 1. ครอู ธิบายเรื่องงานและพลังงาน และประโยชนข์ องการนาไปใช้ 2. ผ้เู รียนศกึ ษาใบความรู้ และส่อื อนิ เตอรเ์ น็ต 3. ผูเ้ รียนแตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนนาเสนอเร่ืองทีศ่ ึกษา กล่มุ ละไมเ่ กิน 5 นาที หนา้ ช้ันเรียน 4. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบเร่อื งงานและพลังงานเพื่อทดสอบความเข้าใจ ขั้นที่ 3 การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ 1. ครูและผู้เรียนสรปุ เนื้อหาทไี่ ด้เรียนรู้ร่วมกัน ขน้ั ที่ 4 การประเมินผลการเรยี นรู้ 1. ผเู้ รยี นมีส่วนร่วมในการประเมนิ แบบฝึกหดั ของแต่ละกลมุ่ โดยการเขียนชอ่ื ตนเองไวใ้ นใบงาน 2. ครสู ังเกตจากการมีสว่ นร่วมของผู้เรยี น 10. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ 1. หนังสือเรียน 2. แบบฝกึ หัด 3. สื่ออนิ เตอรเ์ นต็

110 11. การวัดและประเมนิ ผล 11.1วิธีการวดั และประเมินผล - ใบงาน - แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรยี น 11.2 เครือ่ งมือวัดและประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียน – หลงั เรยี น 11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมินผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน - แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียนเกณฑ์การประเมนิ ผา่ น และไม่ผา่ น กจิ กรรมเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... . ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชือ่ …………………………………………….ครูผสู้ อน (นางเลศิ ดาราวรรณ ตาคา) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ...................................................................................... ................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ลงชือ่ ………………………………………………………ผู้อนมุ ตั ิแผน (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน

111 บนั ทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ กศน.ตาบลดงแดง ครงั้ ที่ 13 วนั /เดือน/ปีวนั ท่ี 3 เดอื นสงิ หาคม พ.ศ. 2565 ครผู ู้สอนนางเลศิ ดาราวรรณ ตาคา ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พ้นื ฐาน รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา พว21001 จานวนผ้เู รียนทัง้ หมด ............... คนเขา้ เรยี น…………………คน ไม่เข้าเรียน……………………….คน 1. ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลังเรียน พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกว่าก่อนเรยี นจานวน ........ คนคดิ เป็นรอ้ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น น้อยกว่าก่อนเรียนจานวน ......... คนคิดเป็นร้อยละ............ 2. เนอ้ื หา/สาระ/รายวชิ า ......................................................................................................................................... .......................... ........................................................................................................ ........................................................... 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................... ............................... 4. ปัญหา/อปุ สรรคการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ลงชอ่ื .........................................................(ผู้บนั ทกึ ) (นางเลศิ ดาราวรรณ ตาคา) ครู กศน.ตาบล วันที่........./................/........... ความเห็น/ข้อเสนอของผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... ลงช่อื .................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพิมาน

112 ใบความรู้ เรือ่ ง งานและพลังงาน งานและพลงั งาน งาน (Work) คอื ปริมาณของพลงั งานท่ีเปน็ ผลมาจากแรงซ่ึงกระทาต่อวัตถุ ก่อนสง่ ผลใหว้ ตั ถดุ ังกลา่ ว เคลือ่ นที่ไปตามแนวแรงได้ในระยะทางหนงึ่ ซึ่งในระบบเอสไอ (SI) งานเปน็ ปรมิ าณสเกลาร์ (Scalar) เช่นเดียวกบั พลังงาน มีหน่วยเปน็ นิวตนั เมตร (N•m) หรือ จลู (J) สามารถคานวณไดจ้ ากความสมั พันธ์ ดังต่อไปน้ี W=Fxs เมอื่ W = งานทเี่ กิดขน้ึ จากแรงกระทา F = แรงที่กระทาต่อวตั ถุ มีหน่วยเป็นนิวตัน (N) s = ระยะทางทวี่ ตั ถเุ คลอ่ื นทไี่ ปตามแนวแรง มหี น่วยเป็นเมตร (m) ในทางฟิสกิ ส์ งานจะเกดิ ขึ้นได้ ต่อเมื่อมีแรงมากระทาต่อวัตถุ แล้วทาใหว้ ัตถุมีการกระจัดอยใู่ นทิศทางหรือใน แนวเดียวกันกับแรง เชน่ เม่ือยกกลอ่ งทม่ี ีน้าหนัก 30 นวิ ตนั ข้นึ จากพนื้ ไปวางบนชั้นหนังสอื ทส่ี งู จากพื้น 1.2 เมตร งานที่เกดิ ข้นึ จากแรงกระทาดังกล่าว สามารถคานวณไดจ้ ากสตู ร W = F x s ตัวอยา่ งเช่น จากแรงกระทา หรือ F = 30 นวิ ตัน และระยะทาง หรือ s = 1.2 เมตร W = 30 นิวตนั x 1.2 เมตร = 36 จลู ดงั น้ัน งานท่ีทาไดม้ ีค่าเทา่ กบั 36 จูล ซ่งึ จากนยิ ามดงั กล่าว งานทเ่ี กดิ ข้นึ จะมีค่าเปน็ บวก (+) เมอ่ื แรงและการกระจดั เป็นไปในทิศทางเดียวกนั โดย งานทไ่ี ดจ้ ะมีคา่ เป็นลบ (-) ตอ่ เม่ือแรงและการกระจัดเปน็ ไปในทิศทางตรงกันขา้ ม ขณะทง่ี านจะมคี ่าเปน็ ศูนย์ (0) หาก แรงและการกระจัดเกดิ ข้นึ ในระนาบซง่ึ ตั้งฉากตอ่ กันและกัน เนอื่ งจากแรงท่ีกระทาไมส่ ามารถทาใหว้ ัตถุเคลื่อนทไ่ี ป จากตาแหนง่ เดิมได้ กาลงั (Power) คือ อัตราของงานทีท่ าได้ในหน่ึงหนว่ ยเวลา โดยกาลังเป็นตัวช้ีวดั ความสามารถในการทางานของท้ัง เคร่ืองยนต์ มนุษย์ สัตว์ หรอื สง่ิ มีชวี ิตอืน่ ๆ โดยสามารถคานวณไดจ้ ากความสัมพนั ธ์ ดังต่อไปน้ี P = W/t เม่ือ P = กาลงั มหี นว่ ยเปน็ วัตต์ (W) W = งานทที่ าได้ มีหนว่ ยเปน็ นิวตนั เมตร หรือ จลู (J) t = ระยะเวลาของการทางาน มีหน่วยเปน็ วินาที (s)

113 พลังงาน (Energy) คือ ความสามารถในการทางานของสิ่งมีชีวิต วัตถุ หรอื สสารต่าง ๆ เช่น การหายใจ การ เคลอ่ื นท่ี หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร กระบวนการเหล่านส้ี ามารถดาเนนิ ต่อไปได้เพราะพลงั งานใน ธรรมชาติ พลงั งานเปน็ ปรมิ าณพื้นฐานของระบบ ซงึ่ ไม่มวี ันสูญสลาย แต่สามารถเปลย่ี นไปอยูใ่ นรูปแบบต่าง ๆ ของ พลงั งาน ตาม “กฎการอนุรักษพ์ ลังงาน” (Law of Conservation of Energy) เช่น พลงั งานนิวเคลียร์ พลงั งานความ รอ้ น หรอื พลังงานไฟฟูา เปน็ ต้น ประเภทของพลงั งาน พลงั งานแบง่ ออกเปน็ 6 ประเภท ตามลกั ษณะท่ีเหน็ ได้ชัดเจน ซึ่งได้แก่ 1. พลงั งานเคมี พลงั งานเคมีเปน็ พลงั งานทส่ี ะสมอยู่ในสารต่างๆ โดยอยใู่ นพนั ธะระหว่างอะตอมในโมเลกลุ เมอ่ื พนั ธะแตก สลาย พลงั งานสะสมจะถูกปล่อยออกมาในรูปของความร้อนและแสงสว่าง เช่น พลังงานทถี่ ูกเก็บไวใ้ นแบตเตอร่ี พลังงานในกองฟนื พลังงานในขนมช็อกโกแลต พลงั งานในถังน้ามัน เม่ือไมล้ ุกไหม้แลว้ จะให้คารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละ ไอน้า รวมถึงผลิตของเสยี อ่ืนๆ เชน่ ข้เี ถา้ เน่ืองจากเช้ือเพลงิ ท่ีใชแ้ ต่ละชนดิ มีโครงสร้างทางเคมที ี่ต่างกัน เมอ่ื ใชใ้ นปรมิ าณเชื้อเพลงิ ทเี่ ทา่ กัน จงึ ให้ความร้อนไม่ เทา่ กนั ซงึ่ กา๊ ซธรรมชาตนิ ้ันให้ความร้อนมากกวา่ นา้ มนั และนา้ มนั นั้นกใ็ ห้ความร้อนมากกวา่ ถ่านหิน 2. พลังงานความรอ้ น แหล่งกาเนดิ พลงั งานความร้อน มนุษย์เราได้พลงั งานความร้อนมาจากหลายแหง่ ดว้ ยกนั เชน่ จากดวงอาทติ ย์, พลงั งานในของเหลวรอ้ นใต้พ้ืนพิภพ การเผาไหม้ของเช้ือเพลิง พลงั งานไฟฟูา พลงั งานนวิ เคลยี ร์ พลังงานน้าในหมอ้ ตม้ นา้ พลังงานเปลวไฟ ผลของความร้อนทาให้สารเกดิ การเปลย่ี นแปลง เช่น อุณหภูมสิ งู ข้นึ หรอื มีการเปลย่ี นสถานะ ไป นอกจากนี้ พลงั งานความรอ้ น ยงั สามารถทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมีได้อีกดว้ ย หนว่ ยทใี่ ชว้ ัดปริมาณความร้อน คือ แคลอร่ี โดยใชเ้ คร่อื งมือท่ีเรียกว่า แคลอร่มี ิเตอร์ 3. พลงั งานกล พลังงานกลเปน็ พลงั งานที่เกย่ี วขอ้ งกบั การเคล่ือนท่ีโดยตรง เช่น ก้อนหนิ ทอี่ ยบู่ นยอดเนนิ จะมพี ลังงานศักย์ กล (Potential mechanical energy) อย่จู านวนหน่ึง ขณะที่ก้อนหนิ กลงิ้ ลงมาตามทางลาดของเนิน พลังงานศกั ย์จะ ลดลง และเกดิ พลงั งานจลน์กลของการเคลื่อนที่ (Kinetic mechanical energy) ขึ้นแทน สิ่งมีชีวติ อาศยั พลังงานรูปนี้ในการทางานที่ตอ้ งมีการ เคลื่อนไหวเป็นประจา เชน่ การเดิน การขยับแขนขา การหยิบ วตั ถุ เป็นตน้ 4. พลังงานจากการแผร่ ังสี พลังงานที่มาในรูปของคล่ืน เชน่ แสง ความร้อน คลนื่ วิทยุ อินฟาเรด อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รงั สคี อสมิก ส่งิ มชี ีวติ ตอ้ งอาศัยพลังงานรปู น้ี ในกระบวนการทีส่ าคัญต่างๆ เช่น การมองเห็นภาพ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง การ ขยายพนั ธ์ชุ นิดท่ีขึน้ อย่กู ับช่วงแสง อาจสรปุ ไดว้ า่ เปน็ พลงั งานจากคลน่ื แม่เหล็กไฟฟูานนั้ เอง ซง่ึ พลงั งานรูปนม้ี บี ทบาท ตอ่ ความเปน็ อยปู่ กติของสงิ่ มีชีวติ และอาจจะไดพ้ ลงั งานที่ไดร้ ับจากดวงอาทิตย์ พลังงานจากเสาสง่ สัญญาณทีวี พลังงานจากหลอดไฟ พลังงานจากเตาไมโครเวฟ และพลังงานจากเลเซอร์ที่ใชอ้ ่านแผ่นซีดี เป็นตน้ 5. พลงั งานไฟฟ้า พลงั งานที่ได้จากปฏกิ ิรยิ าเคมีแบบหนึง่ อนั มีผลใหเ้ กิดกระแสไฟฟาู ขน้ึ ได้ และกระแสไฟฟูาทีเ่ กดิ ข้ึนนีจ้ ะไหล ผา่ นความตา้ นทานไฟฟาู ไดถ้ า้ ต่อใหเ้ ปน็ วงจร ผลจากกระแสไฟฟาู ดังกล่าวอาจทาให้เกิดผลตา่ งๆ เชน่ ก่อให้เกดิ อานาจ แม่เหล็ก เกิดความร้อนหรือแสงสวา่ ง พลังงานท่ีเกิดจากการผ่านขดลวดไปในสนามแมเ่ หลก็ พลงั งานท่ีใช้ขับเคร่ือง คอมพิวเตอร์ และพลังงานที่ไดจ้ ากเซลลแ์ สงอาทติ ย์ เป็นต้น

114 6. พลงั งานนวิ เคลยี ร์ พลังงานที่ถกู ปล่อยออกจากสารกมั มันตภาพรังสี ท่มี ีอยใู่ นธรรมชาติหรอื ทเ่ี กิดในเตาปฏิกรณป์ รมาณหู รือ ระเบดิ ปรมาณู การเกดิ ฟวิ ชนั ของนิวเคลียรเ์ ล็กมีหลกั อยู่ว่า ถา้ นาเอาธาตเุ บาๆ ตงั้ แต่ 2 ธาตุขนึ้ ไป มารวมกันโดยมี พลังงานความร้อนอยา่ งสูงเข้าชว่ ย จะทาให้ธาตุเบาๆ น้ีรวมกัน กลายเปน็ ธาตใุ หม่ ซ่ึงหนกั กว่าเดิม สว่ นฟสิ ชนั เกดิ จากปฏกิ ริ ยิ าระหว่างการยงิ อนุภาคบางชนดิ กบั นิวเคลียสของธาตหุ นกั ๆ ทาให้นวิ เคลยี สของธาตุหนกั แตกแยกออกเปน็ 2 สว่ น ซึ่งแตล่ ะส่วนเปน็ ธาตุทีเ่ บากว่าเดมิ และขนาดเกือบเทา่ ๆ กนั พลังงานรปู น้มี ีบทบาทต่อ ความเป็นอยู่ปกติของส่ิงมชี วี ิตน้อย ประเภทของพลังงานกล (Mechanical Energy) พลงั งานศกั ย์ (Potential Energy : Ep) คือ พลงั งานทีส่ ะสมอยู่ในวตั ถหุ รอื สสารที่หยุดน่ิงอย่กู บั ที่ โดย พลังงานศักยส์ ามารถจาแนกออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ พลังงานศักย์โนม้ ถ่วง (Gravitational Potential Energy) คือ พลังงานท่ีสะสมอยูใ่ นวตั ถุ เน่ืองจากแรงโน้มถว่ ง ของโลก เช่น พลงั งานของน้าในเขอ่ื น หรือ ก้อนหินบนภูเขาสงู ซง่ึ ทาให้พลังงานศักย์โนม้ ถว่ งสามารถคานวณไดจ้ าก ความสัมพันธ์ ดังน้ี Ep = mgh เมือ่ Ep = พลังงานศกั ย์โน้มถ่วง มีหน่วยเปน็ นวิ ตันเมตร หรือจลู (J) m = มวล มีหนว่ ยเป็นกโิ ลกรัม (kg) g = ความเร่งจากแรงโน้มถว่ งโลก มีคา่ ราว 9.8 เมตรต่อวนิ าทีกาลงั สอง (m/s2) h = ระยะความสูงของวัตถุ มหี นว่ ยเปน็ เมตร (m)  พลงั งานศักย์ยืดหยนุ่ (Elastic Potential Energy) คือ พลงั งานที่สะสมอยู่ในวตั ถุที่มีความหยดื หยุ่น โดย พลงั งานจะสะสมอยู่ในรปู ของการหดตัว บดิ เบีย้ ว หรอื โค้งงอ จากการไดร้ ับแรงกระทา ก่อนมีแรงดึงตวั กลับ เพ่ือคืนสู่สภาพเดมิ เช่น สปรงิ ขดลวด หรอื นาฬกิ าไขลาน

115 พลงั งานจลน์ (Kinetic Energy : Ek) คือ พลังงานทเี่ กิดข้ึนในขณะทวี่ ัตถุกาลังเคลื่อนที่ เชน่ การไหลของกระแสนา้ การบนิ ของนก และการเคลอื่ นที่ของรถยนต์ ซง่ึ พลังงานจลนส์ ามารถคานวณได้จากความสมั พนั ธ์ ดังนี้ Ek = ½ mv^2 เม่ือ Ek = พลงั งานจลน์ มหี นว่ ยเปน็ นวิ ตันเมตร หรือ จูล (J) m = มวล มีหนว่ ยเปน็ กโิ ลกรัม (kg) v = ความเร็ว มหี น่วยเป็นเมตรตอ่ วนิ าที (m/s) ปัจจยั ท่ีมีผลต่อพลังงานจลน์ คอื มวลของวตั ถแุ ละความเร็วในการเคลือ่ นท่ี ซึ่งโดยทั่วไปแลว้ วัตถุทเี่ คลือ่ นที่ ด้วยความเรว็ สูงมักมีพลงั งานจลนม์ ากกวา่ วัตถซุ ่ึงเคลอื่ นท่ีดว้ ยความเร็วตา่ แตถ่ า้ วัตถุดังกล่าวเคลอ่ื นทด่ี ้วยความเร็ว เทา่ กนั วตั ถุที่มมี วลมากกวา่ จะมีพลังงานจลน์มากกวา่

116 ใบงานวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง พลังงานศกั ย์โน้มถว่ ง พลังงานจลน์ พลังงานกลและกฎการอนุรักษพ์ ลังงาน ช่อื ....................................................สกลุ ........................................ระดับ............................................ คาชี้แจง : จงตอบคาถามต่อไปนใี้ หถ้ กู ต้องสมบรู ณ์ 1. พลงั งานกลคอื ................................................................................................................. ........................ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. พลังงานศกั ยโ์ น้มถ่วงคือ.......................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. พลงั งานจลนค์ ือ............................................................................................................... ....................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. พลงั งานจลน์ของวัตถจุ ะมากหรอื น้อยขน้ึ อยู่กบั ...................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. พลังงานศกั ย์ของวัตถจุ ะมากหรือน้อยขึน้ อยูก่ ับ...................................................................................... 6. จงหาพลงั งานจลน์ของวตั ถุมวล 4 กิโลกรมั เม่อื เคลอื่ นท่ดี ว้ ยความเร็ว 20 เมตรตอ่ วินาที …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 7. วตั ถุมวล 4 กิโลกรัม อยสู่ ูงจากพื้นดนิ 10 เมตร จะมีพลงั งานศกั ยเ์ ทา่ ใด (กาหนดค่า g = 9.8 m/s2 ) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คาชีแ้ จง ใชข้ อ้ มลู ต่อไปน้ีตอบคาถามข้อ 8 – 9 วตั ถมุ วล 10 กิโลกรัม ปลอ่ ยจากตึกสูงจากพ้นื ดิน 20 เมตร 8. จงหาพลังงานศักย์ของวัตถุ (กาหนดคา่ g = 9.8 m/s2 ) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

117 คณะผจู้ ัดทา ท่ีปรกึ ษา ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร ครู นายพรทวี เกตบตุ ตา ครูผูช้ ว่ ย นางสาวนิภาพร คณุ ศริ ิ ครู กศน.ตาบล ผู้จดั ทา นางเลศิ ดาราวรรณ ตาคา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook