Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงการสร้างต้นแบบเพื่อจัดทำองค์ความรู้ ด้านงานช่างประดับมุก ผู้แต่ง : กรมศิลปากร จัดทำ E-BOOK : ห้องสมุดประชาชนจังหวัดชลบุรี

โครงการสร้างต้นแบบเพื่อจัดทำองค์ความรู้ ด้านงานช่างประดับมุก ผู้แต่ง : กรมศิลปากร จัดทำ E-BOOK : ห้องสมุดประชาชนจังหวัดชลบุรี

Published by 100bookchonlibrary, 2021-01-26 03:07:08

Description: 9dDQApTj0tAxaSSb1LTe63CfNjrteDuGE7sJOReD

Search

Read the Text Version

๔๒ ๒.๒.๑วธิ กี ารเลือกหอย  เลอื กใช้หอยขนาด ๘ นว้ิ  เลือกหอยที่ไมม่ ีเพียงเกาะกินเปลอื ก หรือถ้ามกี ็ตอ้ งนอ้ ยท่สี ดุ ๒.๒.๒ การตัดแบ่งชิ้นหอย ให้ทาการตัดในบริเวณแนวรู จากขอบปากหอยไลล่ งไป จนถงึ ปลายหอย โดยตัดออกเปน็ ชนิ้ และทาการซอยออกเป็น ๑ หรอื ๒ ชนิ้ (ภาพที่ ๒.๒.๒ก,)(ภาพท่ี ๒.๒.๒ข) (ภาพท่ี ๒.๒.๒ค,)(ภาพที่ ๒.๒.๒ง) (ภาพท่ี ๒.๒.๒ก) (ภาพที่ ๒.๒.๒ข) (ภาพท่ี ๒.๒.๒ค) (ภาพท่ี ๒.๒.๒ง) ๒.๒.๓ การขัดปอกเปลอื ก ในลกั ษณะของหอยเปา๋ ฮอื้ สามารถตดั แบง่ ชนิ้ หอยกอ่ นจงึ คอยขดั เปลือก หรอื จะขัดปอกเปลือกก่อนแลว้ จงึ ตัดแบง่ ชิน้ หอยกไ็ ด้โดยใช้มอเตอรต์ ดิ หิน เจียรขดั หนิ ปนู ออกแคพ่ อเหน็ สีของเปลอื กหอยก็พอ ปอกเปลือกแค่เห็นผิวเขียวๆ(ภาพที่ ๒.๒.๓ก,)(ภาพที่ ๒.๒.๓ข)

๔๓ (ภาพท่ี ๒.๒.๓ก) (ภาพท่ี ๒.๒.๓ข) ๒.๒.๔ การขดั น้าลายมกุ นาช้นิ หอยทท่ี าการตัดแบง่ แล้วนามาขัดหนิ ปนู ดา้ นใน (น้าลายมกุ ) หอยเป๋าฮื้อจะมีขัดแค่ดา้ นในเปน็ รอยสากๆให้ทวั่ ทั้งตวั ในสว่ นดา้ นในกพ็ อ ลักษณะของหอยเป๋าฮือ้ เปลอื กจะบางแคข่ ดั นดิ หนอ่ ยกใ็ ช้งานได้แล้ว (ภาพที่ ๒.๒.๔ก,) (ภาพท่ี ๒.๒.๔ข) (ภาพที่ ๒.๒.๔ค,)(ภาพท่ี ๒.๒.๔ง) (ภาพท่ี ๒.๒.๔ก) (ภาพที่ ๒.๒.๔ข) (ภาพท่ี ๒.๒.๔ค) (ภาพท่ี ๒.๒.๔ง)

๔๔ ๒.๓ หอยจาน เปน็ หอยท่มี ลี กั ษณะแบบเรยี บ แตส่ คี วามแวววาว(มีไฟ) น้อยกวา่ หอย ๒ ประเภททนี่ าเสนอไป ลักษณะสีเป็นสีขาวขนุ่ หรอื สนี า้ ตาล ด้วยลกั ษณะทแี่ บนเรียบช่างจงึ นยิ มนามาตดั วางเป็นแนวเส้น และจะแสดงให้เหน็ ความแตกต่างจากตัวลายชดั เจน จาก ประสบการของชา่ งผปู้ ฏิบัตงานกลา่ ววา่ เป็นหอยท่ฉี ลยุ ากมคี วามเหนียวและแข็งฉลยุ ากกวา่ หอย ๒ ประเภทท่ีกลา่ วมาแต่ราคาถกู ช่างนิยมนาไปฉลแุ ละทามุกแบบฝังลาย ๒.๓.๑ วธิ ีการเลอื กหอย  เลอื กใช้หอยจานขนาดเส้นผ่าศนู ยก์ ลางของตัวหอยไม่ต่ากว่า ๘ นว้ิ  เลือกหอยท่ีไมม่ ีเพียงเกาะกนิ เปลอื ก หรอื ถา้ มีก็ตอ้ งน้อยทส่ี ดุ ๒.๓.๒ การตดั แบ่งชิน้ หอย ใหท้ าการตัดสว่ นขอบหอยออกทุกดา้ น และตัดสว่ นหวั และตัดแบ่งซอยออกเปน็ ๒ ชนิ้ ดังภาพ(ภาพท่ี ๒.๓.๒ก), (ภาพที่ ๒.๓.๒ข), (ภาพที่ ๒.๓.๒ค), (ภาพท่ี ๒.๓.๒ง), (ภาพที่ ๒.๓.๒จ), (ภาพที่ ๒.๓.๒ฉ) (ภาพที่ ๒.๓.๒ก) (ภาพท่ี ๒.๓.๒ข) (ภาพที่ ๒.๓.๒ค) (ภาพที่ ๒.๓.๒ง)

๔๕ ส่วนท๑่ี ส่วนท๒่ี (ภาพที่ ๒.๓.๒จ) สว่ นหวั (ภาพท่ี ๒.๓.๒ฉ) ๒.๓.๓ การขดั ปอกเปลอื ก นาหอยท่ีตดั แบง่ สว่ นท่ี๑และ๒ มาขดั ปอกเปลือกด้าน นอกฝัง่ ทเี่ ป็นหินปูนออกให้ถงึ สว่ นเนอื้ หอย ดงั ภาพ(ภาพที่ ๒.๓.๓ก),(ภาพที่๒.๓.๓ข) ๒.๓.๔ การขัดน้าลายมกุ นาชน้ิ หอยที่ขดั ปอกเปลือกหนิ ปนู ออกแลว้ มาขัดในส่วน หินปูนด้านใน (น้าลายมุก) ขัดออกให้ไดค้ วามหนาประมาณเหรยี ญ ๑ บาท-เหรียญ ๒ บาท โดยให้มคี วามหนาที่สม่าเสมอทั้งชิ้น ดังภาพ(ภาพที่ ๒.๓.๔ก),(ภาพท่ี๒.๓.๔ข) (ภาพท่ี ๒.๓.๓ก) (ภาพท๒ี่ .๓.๓ข) (ภาพที่ ๒.๓.๔ก) (ภาพท๒ี่ .๓.๔ข)

๔๖ ๓. การเตรียมใบเล่ือย ใบเลือ่ ยฉลลุ ายทีใ่ ช้ในปจั จบุ ัน มี ๒ ชนดิ ไดแ้ ก่ ใบเลอื่ ยฉลไุ ม้ และใบ เลื่อยฉลุโลหะ ดงั ตวั อยา่ งเปรียบเทียบใบเลื่อยทัง้ ๒ชนิด (ภาพ๒) ๓.๑ ใบเลอ่ื ยโลหะเป็นใบเลือ่ ยสาหรบั เล่ือยฉลุโลหะ ใช้เบอร์ ๐ และ เบอร์ ๑ ลกั ษณะใบ เลอ่ื ยฟนั ของใบเลอี่ ยจะมลี กั ษณะของฟนั ทสี่ มา่ เสมอตลอดทง้ั ใบ ใบเลอ่ื ยโลหะใช้ไดเ้ ลย (ภาพ๒) ๓.๒ ใบเลอ่ื ยไม้ เป็นใบเล่อื ยสาหรับฉลไุ ม้ ใช้เบอร์ ๐ และ เบอร์ ๑ ลกั ษณะของฝัน ใบเลอ่ื ย เป็นคู่ฟนั เว้นวรรคแล้วมี คูฟ่ นั เป็นเชน่ น้ีจนตลอดท้ังใบ เม่ือซ้อื มาตอ้ งทาการตี ใบเลอ่ื ย ด้วยแท่นเหลก็ กลมหรือเหลย่ี มก็ได้แต่สาคญั ตอ้ งให้หน้าเหลก็ ต้องเรยี บเสมอกัน ตลอดทงั้ หน้าเหล็ก แลว้ ใช้ตะไบ ๑๔ นิว้ นาใบเลือ่ ยมาวางบนแทน่ เหลก็ โดยการเอา ด้านทมี่ ีฟันเลื่อยงายขึน้ บนแท่งเหลก็ แลว้ ทบุ ใบเลือ่ ยต้ังแตต่ ้นจนถึงปลายให้ตลอดทงั้ ใบ เลอ่ื ย ด้วยตะไบแบน กวา้ ง หน่งึ นิว้ ยาวหนงึ่ ฟตุ เพือ่ ให้ใบเลอ่ื ยบานออกจะทาใหใ้ บเล่อื ย มีความคม เมื่อทาการเล่อื ยใบเลอ่ื ยจะกินเนอื้ หอยไดด้ ีขนึ้ การใชง้ านไปฉลุไมต้ อ้ งนามา ทบุ เพื่อเปน็ การคัดคลองเล่อื ย (ทาใหใ้ บเลอื่ ยมีความคม)ดังภาพ(ภาพที่ ๓.๒ก),(ภาพที่ ๓.๒ข), (ภาพท่ี๓.๒ค)

(ภาพท่ี ๓.๒ก) ๔๗ (ภาพท๓ี่ .๒ข) (ภาพท๓ี่ .๒ค) ชา่ งหลายท่านลงความเหน็ วา่ การใช้ใบฉลุไมจ้ ะมคี วามคมกวา่ ใบเลอื่ ยโลหะ แต่เมอ่ื ทาการฉลแุ ลว้ จะตอ้ งใช้ตะใบแตง่ ลวดลายเพ่อื ลบคมเลือ่ ย (รอยฟันเล่อื ย)ให้ลวดลายมคี วามเรยี บร้อยสวยงาม ข้อสังเกต ๑. ใบเล่ือยไม้มรี าคาถกู กวา่ ใบเลอื่ ยโลหะ ๒. ใบเล่ือยไม้ เบอร์ ๐ เหมอื นกนั ใบเลอ่ื ยไมจ้ ะใหญก่ วา่ เล็กนอ้ ย ๓. ความกว้าง ของคมเลือ่ ย ใบเลือ่ ยไม้จะกว้างกว่าใบเลื่อยโลหะ ๔. การใชง้ านในลวดลายทีม่ ีความละเอียดช่างนิยมาใชใ้ บเล่อื ยโลหะ

๔๘ ๔. โครงเล่อื ย และวีธีการจับโครงเลือ่ ย ทใ่ี ชใ้ นการฉลเุ ปน็ โครงเลื่อยทใ่ี ชใ้ นงานทาทอง วธิ กี ารการจับโครงเล่อื ย มหี ลายวิธดี ว้ ยกนั การจับโครงเล่ือยน้ันโดยมากข้ึนอยูก่ บั ความถนัดของ ชา่ งแต่ละบุคคล และอีกกรณีก็คอื เพอ่ื ท่ใี นการปฏบิ ัตงิ านเปน็ พ้ืนทจ่ี ากัด พืน้ ที่บังคับ ๔.๑ จับโครงเลื่อยด้านบน การจบั แบบน้ีฝุน่ จากการฉลุจะไม่โดนมือ หรอื เปน็ ช่างทเี่ คย ทางานทองมาก็จะถนัดในการจับโครงเลือ่ ยแบบนี้ การจับโครงเล่อื ยดา้ นบนมคี วามเสี่ยงเมอ่ื ใบเลอื่ ยฉลหุ ักอาจทาให้มบเล่ือยทิม่ มอื ได้ แต่ด้วยความถนดั ชา่ งบางทา่ นกย็ งั จับใบเลอ่ื ยแบบ นอ้ี ย(ู่ ภาพที่ ๔.๑ก) ๔.๒ จบั โครงเลอื่ ยดา้ นล่าง จะทาให้สามารถมองเห็นเสน้ ลายไดช้ ดั เจน แตป่ ญั หาเร่ืองฝนุ่ ทีร่ ่วงลมมาถกู มอื ทาใหเ้ ลอะเทอะ(ภาพที่ ๔.๒) ขอ้ สังเกต - ถงึ จะจบั โครงเล่ือยด้านบนหรือด้านล่าง เวลาจบั โครงเลอื่ ยแลว้ ตอ้ งให้ฟันของใบเลื่อยแทง ลงดา้ นลา่ งตลอด(ภาพท่ี ๔.๑ข) (ภาพที่ ๔.๑ก) (ภาพท่ี ๔.๑ข) (ภาพท่ี ๔.๒)

๔๙ ๔.๓ การจับโครงเลื่อยแบบเล่อื ยโบราณ ทาจากหวายนามาดดั เปน็ ลักษณะคันธนู และ ใช้ลวด(ภาพท่ี ๔.๓) (ภาพที่ ๔.๓) ๕. การเตรยี มสมุกกะลา การทาสมกุ นากะลามะพร้าวมาเผาไฟจนกระทัง่ เปลวไฟหมดไป นาไปแชน่ ้า เพ่ือดับไฟ และลา้ งขเ้ี ถ้าออก นาไปตากแดดให้แห้งสนทิ นามาตาหรือบ่นบดให้ ละเอยี ด นามากรองด้วยผา้ ขาวบางหรอื ผา้ ไหมซลิ สกรนี ละเอียด จะได้สมกุ พรอ้ มใชง้ านท่ี ละเอียดมาก ๆ เมือ่ นาผสมยางรักแล้วถมลาย จะทาให้ไม่มีฟองอากาศ หรือมีกน็ ้อย ดังภาพ (ภาพที่ ๕ก),(ภาพที่ ๕ข), (ภาพท่ี ๕ค),(ภาพท่ี ๕ง),(ภาพที่ ๕จ),(ภาพที่ ๕ฉ) (ภาพท่ี ๕ก) (ภาพท่ี ๕ข)

๕๐ (ภาพที่ ๕ค) (ภาพที่ ๕ง) ๖. การเตรยี มยางรกั ๖.๑ การกรองรัก รักท่ไี ดม้ าจะมีกากของใบเศษไม้ปะป่นมาด้วยชา่ งตอ้ งนามากรองโดยข้ัน แรกอาจจะกรองดว้ ยตะแกรงตาห่างเพอ่ื กรองเศษไม้ กากขนาดใหญ่ (ภาพที่ ๖.๑ก) และ หลังจากน้นั จงึ กรองด้วยผา้ ขาวบางให้ละเอียดมากขนึ้ หรอื ก็ใช้ผา้ ไหมซิลสกรนี กรองการกรอง จะกรองตากแดด(ชา่ งเรยี กการเคยี่ วแดด) ,(ภาพท่ี ๖.๑ข) เมือ่ ได้ยางรกั แล้ว นามาเกบ็ ไวใ้ น ภาชนะปดิ ฝาใหแ้ นน่ ไม่ใหอ้ ากาศเขา้ ได้จะทาใหร้ กั แห้ง (ภาพท่ี ๖.๑ง) ระหว่างปฏบิ ัตงิ าน การทารักแต่ละครงั้ ต้องใช้เวลานานหลายวนั กวา่ รักทีท่ าจะแห้ง ในระหว่างน้ันรกั ในกระปอ๋ ง ก็แหง้ ไปดว้ ยเช่นกัน ดังน้ัน เมอื่ จาเป็นตอ้ งใชง้ านอีกครงั้ จะตอ้ งกรองรกั ก่อนปฏิบตั ิงาน หรอื หากรกั แหง้ แข็งปดิ หน้ากใ็ ห้ลอกแผ่นแหง้ ออกใช้ยางรกั ดา้ นใน ในการทารักรอบแรกรกั จะใช้ เวลาในการแห้งหลายวนั แตใ่ นรอบถดั ไปรักจะแห้งเรว็ ขนึ้ เมือ่ แหง้ สนทิ ผวิ จะเป็นมันเวลาขดั ด้วยกระดาษทรายจะล่ืน และเวลาขดั จะตดิ กระดาษทราย (ภาพที่ ๖.๑ก) (ภาพที่ ๖.๑ข)

๕๑ (ภาพที่ ๖.๑ค) (ภาพที่ ๖.๑ง) ๖.๒ รกั สมกุ คือการนายางรักผสมกบั ผงถา่ น สมุกกะลา สมุ กใบตอง (ผงถ่านกะลา)(ผง ถ่านใบตอง) การผสมผงสมุกที่รอ่ นแล้ว กับยางรกั โดยใชเ้ กรยี งคลกุ ใหย้ างรักกับผงสมุกเขา้ เป็นเนอื้ เดยี วกัน แล้วคอ่ ยๆเติมยางรกั ลงไปกะดูอยา่ ใหเ้ หลวเกินไป ให้มีลักษณะเนอื้ เหมอื น กะละแม ๖.๒.๑ รกั สมุกส้าหรบั ตดิ ลาย จะเปน็ รกั สมกุ ทีผ่ สมใหเ้ หลวเพ่ือใช้ในการตดิ ประดับ ลาย เนอื่ งจากหากใช้ยางรกั ล้วนในการติดลายยางรกั ล้วนจะแห้งชา้ และไม่อยู่ตวั จาเป็นตอ้ งผสมสมกุ เล็กนอ้ ยเพอ่ื ใหร้ กั อย่ตู วั และแหง้ เร็วขึ้นจะผสมใหร้ กั สมกุ เหลว ใช้ใน การถอนลายจากกาวเป็นประดบั ด้วยรัก หรอื การประลวดลายสดบนช้นิ งาน (ภาพท่ี ๖.๒.๑ก),(ภาพที่ ๖.๒.๑ข) (ภาพที่ ๖.๒.๑ก) (ภาพท่ี ๖.๒.๑ข)

๕๒ ๖.๒.๒ รกั สมกุ ส้าหรับถมลาย จะเปน็ รักสมุกที่ผสมขน้ เหนียว ใชใ้ นการถมลาย โดย ใช้สมกุ กะลานามาผสมกับยางรักใช้เกรยี งผสมใหเ้ ข้ากัน เมอื่ แห้ง รักสมุกจะขัดงา่ ยกว่า รกั ล้วนๆ (ภาพท่ี ๖.๒.๒ก) (ภาพที่ ๖.๒.๒ข) (ภาพท่ี ๖.๒.๒ค) (ภาพท่ี ๖.๒.๒ง) ๗. วสั ดทุ ดแทนรกั เน่อื งการปฏิบัตงิ านประดับมกุ ในขนั้ ตอนการถมลายการใช้วสั ดุ รกั มปี ญั หา ในการปฏบิ ัตงิ านยาก เนอื่ จากบางคนมกี ารแพร้ ัก ขนั้ ตอนการปฏิบตั งานหลายขนั้ ตอน ใชเ้ วลา ในการปฏิบตั งานมาก วสั ดุท่เี ป็นรักมรี าคาสงู และหายาก ในปัจจุบนั จงึ มีการนาวัสดุอื่นเขา้ มา เพื่อใหก้ ารปฏบิ ัติงานประดบั มุกมีความสะดวก และรวดเรว็ ยง่ิ ข้นึ จึงมผี ้หู ันมาใชว้ สั ดทุ ดแทนรกั ทมี่ ีคุณสมบตั ิทสี่ รา้ งช้นิ งานออกมาใด้ในลกั ษณะเดยี วกันกับการใชย้ างรัก แต่ปฏิบตั งิ านได้ สะดวก รวดเรว็ และสามารถจดั หาวัสดไุ ด้ง่ายในที่นี้จะนาเสนอ วัสดุ๒ประเภทคือสโี ป๊วรถยนต์ และอีพอกซี่ เอ,บี

๕๓ ๗.๑ สโี ปว้ รถยนต์ สีโป้วทบั หนา้ โพลี พตุ ต้ี ชนิดนา้ ยาแดง(สโี ปว๊ แดง)ที่ใชโ้ พลีเอ สเตอรเ์ รซิน ชนดิ อมิ่ ตัวเปน็ ส่วนผสมหลกั แหง้ ได้ในสภาวะอากาศปกติ บรรจอุ ยูใ่ น ลักษณะทสี่ ามารถทาให้แข็งตวั ด้วยสารช่วยแข็งหรือนา้ ยาเร่งทีม่ ี สีแดง สีโปว้ ทบั หน้าโพลี พุตต้มี ีคุณภาพสงู มีคณุ สมบตั ิโปว้ งา่ ย แห้งเรว็ มคี วามยืดหยุน่ ดี และขดั ใหเ้ รียบได้ง่าย แหง้ ไดใ้ นสภาวะอากาศปกติ (ภาพที่ ๗.๑)เวลาใชง้ านใชสดี าผสมใหเ้ ข้ากนั แลว้ จึงผสม ตวั เร่งทาแขง็ แลว้ โปว้ ลงบนชน้ิ งานทป่ี ระดับมุกเรียบร้อยแล้ว ท้ิงให้แหง้ จึงขัดออก (ภาพที่ ๗.๑) ๗.๒ อีพอกซี่ ใชอ้ ีพอกซี เอ,บี เวลาใช้งานใช้อีพอกซี่ ชนิดเอ ผสมกบั สีดา หรอื ผสม กับผงสมุก ให้เขา้ กนั แล้วจงึ ผสมอพี อกซี ชนดิ บี ผสมใหเ้ ข้ากันแล้วโปว้ ลงบนช้นิ งานที่ ประดับมุกเรยี บรอ้ ยแลว้ ท้ิงให้แห้งจึงขัดออก (ภาพที่ ๗.๒) (ภาพที่ ๗.๒)

๕๔ บทที่ ๔ ขัน้ ตอนการปฏิบัตงิ านประดบั มกุ การปฏิบัตงิ านประดบั มกุ ในการจดั ทาเอกสารองคค์ วามรูฉ๎ บับนี้จะแสดงการปฏิบัติงานประดับมุก ในลกั ษณะงานทแ่ี ตกตํางกันคอื การจัดสรา๎ งหม๎อนา้ มนต์ ซงึ่ เป็นชนิ้ งานทม่ี ลี ักษณะลอยตัว และอกี ชน้ิ เปน็ งานประดบั มกุ ในแนวระนาบ บนพน้ื เรียบ เพอื่ จะไดเ๎ ห็นลักษณะการปฏิบตั ิงานทมี่ คี วามแตกตาํ งกันในบาง ข้นั ตอนกระบวนการ และวิธกี ารปฏิบัติงาน เพือ่ เป็นการศึกษาเปรียบเทยี บแนวทางในการปฏบิ ัตงิ านประดบั มกุ ของผู๎สนใจในลาดับตอํ ไป ข้นั ตอนในการปฏิบัติงานประดับมกุ มขี ้นั ตอนหลายอยํางกวาํ จะได๎มาซึ้ง ช้นิ งานประดบั มุกทส่ี วยงาม และทรงคณุ คํา ๑. ขนั้ ตอนการปรบั แต่งหุน่ เพ่ือใช้ในงานประดบั มกุ เมื่อได๎ชิ้นงานที่จะนามาทางานประดับมกุ เชนํ พานแวนํ ฟ้า ตะลํมุ ตอ๎ งมกี ารปรบั แตํงใหไ๎ ด๎ขนาดใกล๎เคยี งกันโดยใช๎ตะไบ หรอื อุปกรณ์อ่ืนๆมาชวํ ยใน การปรบั แตํงขนาดชํองใหม๎ ีขนาดเทํากนั เพือ่ ใหไ๎ ดพ๎ ้นื ที่ในการออกแบบที่แนนํ อน สะดวกในการปฏบิ ตั ิงานไมํ ต๎องปรบั แบบให๎ลงในแตลํ ะชํองซึง่ จะยงํุ ยากกวํา (ภาพท่ี ๑ก) (ภาพท่ี ๑ข) (ภาพที่ ๑ก) (ภาพที่ ๑ข)

๕๕ ๒. ข้นั ตอนการออกแบบลวดลายในงานประดับมุก งานประดบั มุกเปน็ ลวดลายท่ีเกิดจากการใชว๎ ัสดุ (วตั ถุดิบ) ทท่ี ามาจากเปลอื กหอยประเภทตํางๆ ซ่ึงธรรมชาตขิ องเปลอื กหอยจะมลี กั ษณะทีโ่ คง๎ จากภูมิ ปัญญาของชาํ งทม่ี ีมาแตํโบราณ แก๎ปัญหาโดยวิธีการแบํงตวั ลายใหม๎ ขี นาดเล็ก และสั้นลงจนเกิดเปน็ วิถกี าร ออกแบบสาหรับงานประดับมุกแบบไทยสืบเนือ่ งมาจนถงึ ปจั จบุ ัน(ภาพท่ี ๒ก) (ภาพที่ ๒ข) การออกแบบ ลวดลายประดบั มุกมคี วามแตกตํางจากงานออกแบบลายประเภทอื่น คือการออกแบบจะต๎องเขียนใหม๎ ี ลักษณะตวั ลายให๎แยกขาดเปน็ ตัวๆ โดยเขียนลายเปน็ เส๎นคํู เพอื่ ใหช๎ าํ งฉลลุ วดลายไดถ๎ กู ต๎องตาม แบบ (ภาพท่ี ๒ก) (ภาพท่ี ๒ข) ภาพเปรียบเทยี บลายมกุ กับลายรดน้า ในการออกแบบตอ๎ งพิจารณาหํุนตน๎ แบบกาหนดรูปแบบลวดลายโดยครําวๆ เพ่อื หารปู แบบลวดลายท่ี จะใชก๎ บั ช้ินงานนัน้ ๆวาํ เปน็ ลายอะไร ใชล๎ ายอะไรจึงจะเหมาะกับชิ้นงาน เชนํ พานแวนฟา้ ตะลุมํ ตู๎พระธรรม หมอ๎ นา้ มนต์ ตอ๎ งศกึ ษา เลอื กลวดลายทจี่ ะนามาออกแบบตํางๆ ในแตํละสวํ นของภาชนะมักใช๎ลายประเภท ไดลายทจี่ ะโชว์หรอื แสดงจดุ เดํนของชนิ้ งานจะวางตรงจุดได เชํนดา๎ นข๎างของกลอํ งด๎าน ข๎างของตะลุมํ ลวดลายปบานประตู ควรเปน็ ชํวงท่สี ามารถมองเห็นไดเ๎ ดํนชดั เป็นต๎น สํวนในพนื้ ทข่ี นาดเล็กของภาชนะเชนํ

๕๖ ทอ๎ งไม๎ ควิ้ บัว ปากของฐาน สํวนบวั ลูกแก๎ว ของภาชนะ มักมีลายท่ใี ช๎เฉพาะท่ี เชนํ ลายประเภทประจา ยามกา๎ มปู ลายลูกฟักก๎ามปู ลายลกู แก๎ว ลายรักรอ๎ ย ลายบวั ลายกระจงั ลายประดิษฐประเภทลายเกลยี ว ลายขอสรอ๎ ย ลายกรวยเชิง ลายพรรณพฤษา ลายดอกพฒุ ตาล ลายใบเทศเป็นต๎น การออกแบบลวดลาย สาหรบั งานประณีตศิลป์ทว่ั ไปตอ๎ งศกึ ษา เพอ่ื นามาใช๎ให๎ถูกทถ่ี ูกทางและเหมาะสมกบั ช้นิ งานและการนาไปใช๎ งานตามประเพณีนิยม ๒.๑ การร่างแบบเพอื่ การออกแบบ (กรณีหม๎อน้ามนต์) ในการออกแบบลวดลายในงาน ประดับมกุ จาเปน็ ต๎องไดห๎ ุํนชิ้นงานท่ีจะทาการประดบั มาแลว๎ จงึ ทาการกาหนดจดุ เริ่มตน๎ ออกแบบ ลวดลายตามพน้ื ท่จี รงิ ใช๎โดยเหล็กฉากขดี เส๎นแนวดงิ่ กาหนดจุดเริม่ ตน๎ (ภาพที่ ๒.๑ก) ใชเ๎ ส๎น กระดาษวัดโดยรอบดา๎ นบน และดา๎ นลาํ ง แล๎วนากระดาษมาพบั แบงํ ๘ สวํ นตามแบบที่ กาหนดใหไ๎ ดข๎ นาดเทําๆกนั และตเี ส๎นแบงํ ๘ ชํอง (ภาพที่ ๒.๑ข)ใช๎เทปกาวนตี โตเ๎ ทปปดิ ลง บนหํนุ ตามชํองที่แบํงใน ๑ ชํวงลาย เพ่ือเปน็ การถอดขนาดที่แนํนอนตามลกั ษณะสวํ นโคง๎ ของ หมอ๎ นา้ มนต์ หรอื วสั ดุทรงอ่ืนกไ็ ด๎ เปน็ วิธีการถอดแบบท่ีคอํ นขา๎ งไดข๎ นาดท่ีแนํนอน มากท่สี ุด แบบหนึ่ง(ภาพท่ี ๒.๑ค) ถอดแบบกระดาษกาวนตี โต๎เทปออกมา หากแบบมีความโคง๎ มากให๎ ทาการตดั ให๎ได๎กระดาษในลกั ษณะที่แบนเรยี บท่ีสดุ อาจจะตัดแบงํ ได๎ดงั แบบราํ งแบบลวดลาย โดยคราํ วๆลงบนหุนํ กระดาษ เพอ่ื กาหนดรปู แบบตัวลาย(ภาพที่ ๒.๑ง) (ภาพท่ี ๒.๑จ)เมอื่ ได๎ พื้นที่ในแนวราบ และแบบรํางสเก็ตแบบคราํ วๆแล๎วนามาออกแบบ อาจมีการออกแบบมากวาํ ๑ แบบเพอื่ ให๎คณะกรรมการตรวจพจิ ารณาความเหมาะสม สวยงามกบั การทจี่ ะจัดทาหม๎อ นา้ มนตด์ งั กลาํ ว (ภาพที่ ๒.๑ฉ) (ภาพท่ี ๒.ช) (ภาพท่ี ๒.๑ซ) (ภาพท่ี ๒.๑ฌ) (ภาพที่ ๒.๑ญ) (ภาพที่ ๒.๑ก) (ภาพที่ ๒.๑ข)

(ภาพท่ี ๒.๑ค) ๕๗ (ภาพท่ี ๒.๑จ) (ภาพที่ ๒.๑ง) (ภาพที่ ๒.๑ฉ) (ภาพท่ี ๒.๑ช) (ภาพที่ ๒.๑ซ)

๕๘ (ภาพที่ ๒.๑ฌ) (ภาพที่ ๒.๑ญ) ๒.๒ การปรบั ลายเส้นแบบ เมื่อได๎แบบจากงานสเก็ตตามขนาดจริงของงานนามาเปน็ ตน๎ แบบ โดยใช๎กระดาษไขวางทบั แบบลายสเกต็ แลว๎ จงึ ทาการคดั เสน๎ ลายให๎ลวดลายเป็นลายเสน๎ แบบ เส๎นคํสู าหรบั ใช๎ในงานประดับมุก (ภาพท่ี ๒.๒ก)(ภาพท่ี๒.๒ข) (ภาพท่ี ๒.๒ค)(ภาพท่ี๒.๒ง) สาหรับการออกแบบลวดลายประดบั มกุ หมอ๎ น้ามนต์ท่ีจดั ทาข้นั ในครัง้ นี้ผอ๎ู อกแบบจานวน ๓ แบบ และนามาใหค๎ ณะทางานและและเชิญผ๎ูมปี ระสบการณท์ างดา๎ นงานออกแบบลวดลายมา คัดเลอื ก ใหค๎ าแนะนาปรับบบแกล๎ วดลายเพื่อใหเ๎ กิดความเหมาะสมถกู ต๎องสวยงาม และ ผ้อู อกแบบนาไปปรบั แก้ตามคาแนะนาของคณะกรรมการจนกระทง่ั ไดแ้ บบท่เี หมาะสม (ภาพท่ี ๒.๒จ)(ภาพท่ี๒.๒ฉ) (ภาพที่ ๒.๒ช)(ภาพท่ี๒.๒ซ) (ภาพที่ ๒.๒ฌ)(ภาพที่๒.๒ญ) (ภาพท่ี ๒.๒ก) (ภาพท๒ี่ .๒ข)

(ภาพท่ี ๒.๒ค) ๕๙ (ภาพท่ี ๒.๒จ) (ภาพท่ี๒.๒ง) (ภาพท่ี๒.๒ฉ) (ภาพท่ี ๒.๒ช) (ภาพที่๒.๒ซ)

๖๐ (ภาพท่ี ๒.๒ฌ) ออแบบจนกระทงั่ ครบตามแบบทก่ี าหนดไวใ๎ นสํวนตาํ งๆ ของชิ้นงานอาจออกแบบเปน็ ชวํ งของลาย ที่ ซา้ กันและนามาใช๎ (ภาพท๒ี่ .๒ญ)

๖๑ การออกแบบลวดลายของงานประดับมุกนน้ั จะต๎องเขยี นให๎มลี ักษณะตัวลายใหแ๎ ยกขาดจา กกนั โดยมี การเขียนลายเป็นแบบเส๎นคํู แยกเปน็ ตัวๆ ๒.๓ วิธตี รวจสอบจังหวะความงามของงานประดับมกุ หากตอ๎ งการตรวจเชค็ ลวดลาย จงั หวะชํองไฟที่เหมาะสมสวยงามเน่อื งจากลายมกุ จะปรากฏชดั บนพ้ืนรกั สีดา ความสวยงามจากการ เว๎นชอํ งไฟทเี่ หมาสมจะทาให๎เกิดความงาม วิธีการตรวจสอบ ลวดลายที่มีความสวยงามเป็นลวดลาย ที่มีจังหวะชํองวาํ ง ชอํ งไฟ ท่เี หมาะสมสวยงามโดยการระบายสีให๎เหน็ ชํวงลายที่ออกแบบไว๎ให๎ชัดเจน ยิ่งขึ้น(ภาพท่ี ๒.๓ก)ในการออกแบบลวดลายประดบั หมอ๎ น้ามนต์นี้ ผอู๎ อกแบบไดก๎ าหนดใหใ๎ ชห๎ อย ๒ ชนิดคือ หอยโขํง และหอยเปา๋ อ้อื เพอื่ เป็นการแบํงโทนสี เนอ่ื งจากหอยโขงํ จะมโี ทนสีชมพสู วาํ ง และหอยเปาฮ้ือจะมีโทนสีเขม๎ กวาํ เปน็ ตวั กรอบลาย(ภาพท่ี ๒.๓ข) (ภาพท๒่ี .๓ก) กรอบลาย (ภาพที่ ๒.๓ข) ๒.๔ การสาเนาแบบเพือ่ ใชใ้ นงานประดบั มกุ เมือ่ ได๎แบบลวดลายประดบั มกุ ท่สี วยงามพร๎อม ใชแ๎ ล๎วให๎ทาสาเนา ๓-๔ ชดุ ในการทาสาเนาควรใชเ๎ คร่ืองถํายเอกสารเคร่อื งเดียวกันถํายในคราว เดยี วกนั เพ่อื ลดปญั หาการยํอขยายของเลน็ ส์ของเครอ่ื งถํายเอกสารแตํละเคร่ืองมีโฟกัสทีแ่ ตกตาํ ง กนั ทาให๎เกดิ ปญั หาในการปฏิบตั งานในลาดับตํอไปในทสี่ ดุ

๖๒  ชดุ ที่ ๑ เป็นแบบใชด๎ ตู รวจทานความเรียบรอ๎ ยในการประดับลาย  ชดุ ที่ ๒ นาไปติดแบบทีไ่ มอ๎ ดั แบนเรยี บนาพลาสติกใสวางบนแบบลาย และนากระดาษ สาชนดิ บางวางบนแบบลายเมอ่ื ฉลลุ ายและขดั แตํงขอบลายแล๎วนามาติดบนกระดาษสา ด๎วยกาวนา้  ชุดที่ ๓ นาแบบลายทีไ่ ด๎ ตดั แยกช้ิน ติดลงบนแผํนหอยทข่ี ัดเตรียมไว๎ ด๎วยกาวนา้ โดย เมื่อฉลุและขัดแตํงลายเรียบร๎อยแล๎วใหน๎ าลายแตํละช้นิ ผนกึ ลงบนแบบชดุ นี้ เพื่อปอ้ งกนั ตัวลายสูญหายและสะดวกในการประดับลายลงบนชน้ิ งาน  ชดุ ท่ี ๔ กรณีตอ๎ งการถอดลายจากกาวลาเท็กเป็นการถอดลายประดับดว๎ ยยางรกั * เนอ่ื งจากเคยมกี รณกี ารนาแบบลายเดยี วกนั ไปถาํ ยเอกสารคนละเครอื่ ง แล๎วลายมขี นาดตํางกนั เพียง เลก็ น๎อยจนสงั เกตแุ ทบไมเํ ห็นแตใํ นสุดท๎ายเมอ่ื นามาวางบนชิ้นงานต๎องมีการปรับทาให๎เกิดปัญหาได๎ และได๎ ทดสอบแล๎วปรากฎวําเกิดปญั หาจากเครื่องถํายเอกสารคนละเครอื่ ง ๓. ข้นั ตอนการฉลุลวดลาย ในขั้นตอนนี้จะมีกระบวนการปลกี ยอํ ยมากมายซ่งึ เทคนคิ ชําง ผป๎ู ฏิบตั ิงานแตํละทาํ นจะมีความแตกตาํ งกัน ไมวํ ําจะเป็นการผนกั ลาย รูปแบบแบบการฉลเุ ทคนิคการฉลุโดย ในเอกสารฉบบั นี้จะนาเสนอวธิ กี ารฉลุในสวํ นของการบากลาย ๒ วธิ ที น่ี ิยมฉลุเพื่อเปน็ กรณศี ึกษา ๓.๑ การผนึกลาย นาสาเนาแบบชดุ ท่ี ๑ มาตดั ลวดลายและผนึกลวดลายลงบนเปลอื กหอย ทท่ี าการขดั เจยี รจนไดข๎ นาดความบางที่ต๎องการ ตดั แบํงลายออกเปน็ ชุด สํวนชํางบางทาํ นใช๎สีในการ แบงํ ชํวงชดุ ลายเพ่อื งํายในการคดั แยกหมวดลาย เนื่องจากชํางบางทํานจะฉลลุ วดลายในคราวเดียวแลว๎ จงึ ขัดแตํงลาย(ภาพท่ี๓.๑ก) (ภาพที่ ๓.๑ข) (ภาพท่ี๓.๑ค) (ภาพที่ ๓.๑ง) (ภาพท๓ี่ .๑ก) (ภาพท่ี ๓.๑ข)

๖๓ (ภาพท๓่ี .๑ค) (ภาพท่ี ๓.๑ง) ๓.๒ วธิ ีการฉลลุ าย ในการฉลใุ นงานประดับมกุ มอื ด๎านหนง่ึ จับโครงเล่อื ยเพือ่ ฉลลุ วดลาย สํวน อีกมอื จบั เปลอื กหอย โดยมากชํางมกั ใชค๎ ีมชวํ ยจบั เนื่องจากเปลือหอยจะมีขนาดเล็กการใช๎คีมก็ ขึ้นอยกูํ ับความถนัดของชาํ ง ชํางบางทํานหรอื ตามลกั ษณะงานแตํละชํวงก็อาจใชค๎ มี หรือการจับ ทแ่ี ตกตํางกันออกไป ในการฉลลุ ายท่ีเปน็ เส๎นตรงเส๎นโคง๎ กท็ าการฉลตุ ามเส๎นลายที่ทาการ ออกแบบ สาหรับในกรณกี ารฉลุลวดลายในงานช้ินเดยี วกนั ชํางกต็ ๎องตกลงกันปรบั แนวการฉลุ การฉลบุ นเส๎น กินเสน๎ นอกเสน๎ ตอ๎ งตกลงกนั กอํ นทาการฉลเุ พื่อใหไ๎ ดง๎ านทีม่ ีความสอดคลอ๎ ง และไกล๎เคยี งเหมือนฉลดุ ๎วยชาํ งคนเดียว ดงั ตวั อยํางภาพ (ภาพท่ี๓.๒ก) (ภาพท่ี ๓.๒ข) (ภาพที่๓.๒ค) (ภาพท่ี ๓.๒ง) (ภาพท่ี๓.๒ก) (ภาพท่ี ๓.๒ข) (ภาพท่ี๓.๒ค) (ภาพที่ ๓.๒ง)

๖๔ ๓.๓ วิธกี ารฉลุบากลายแบบที่ ๑ (ภาพท่ี ๓.๓) ๓.๓.๑ ฉลุลายเดินเสน๎ จากสํวนยอดของตวั ลายหมายเลข ๑ เข๎าไปในรอยบาก ในจุดหมาย เลข ๓ (ภาพที่ ๓.๓.๑) ๓.๓.๒ ถอยเลื่อยออกมาทห่ี มายเลข ๒ แล๎วฉลุวนนออกมาทีห่ มายเลข ๔ แล๎วฉลุจาก หมายเลข ๔ เข๎าไปในรอยบากหมายเลข ๓ (ภาพท่ี ๓.๓.๒ก), (ภาพที่ ๓.๓.๒ข), (ภาพท่ี ๓.๓.๒ค) ๓.๓.๓ แลว๎ ฉลเุ ร่มิ ตน๎ จากหมายเลข ๔ แลว๎ ฉลตุ ามเส๎นลายไปจนถงึ หมายเลข ๕ (ภาพที่ ๓.๓.๓) (ภาพที่ ๓.๓) (ภาพท่ี ๓.๓.๑) (ภาพท่ี ๓.๓.๒ก (ภาพที่ ๓.๓.๒ค)

๖๕ (ภาพท่ี ๓.๓.๒ง) (ภาพที่ ๓.๓.๓) ๓.๔ วธิ ีการฉลุบากลายแบบที่ ๒ (ภาพท่ี ๓.๔) ๓.๔.๑ ฉลุลายเดินเสน๎ จากสํวนยอดของตัวลายหมายเลข ๑ เขา๎ ไปในรอยบากหมายเลข ๓(ภาพที่ ๓.๔.๑ก) (ภาพท่ี ๓.๔.๑ข) ๓.๔.๒ ถอยเล่อื ยออกมานอกลายบากแล๎วฉลุหมุนท่จี ุดหมายเลข ๒ เพอื่ เป็นจุดหมุนกลับใบเลอ่ื ย (ภาพท่ี ๓.๔.๒ก) และถอยใบเลือ่ ยเขา๎ ใปในรอยฉลุเดมิ ในรอยบากหมายเลข ๓ แล๎วฉลุออกมาจากรอยบาก หมายเลข ๒ ออกมานอกตัวลายทหี่ มายเลข ๔ ตดั เลยออกมาจนถงึ หมายเลข ๒ ทาใหเ๎ กดิ ชํองใหญขํ ึ้น (ภาพที่ ๓.๔.๒ข) (ภาพท่ี ๓.๔.๒ค) ๓.๔.๓ กลบั มาทจี่ ดุ หมนุ กลบั ใบเลอื่ ย หมุนคมเลอื่ ยเร่มิ ฉลุจากยอดลายท่ี ๔ ฉลุไปตามเส๎นลายไปจนถึง หมายเลข ๕ จนเสรจ็ เป็นตวั ลาย ๑ ตัว (ภาพท่ี ๓.๔.๓ก),(ภาพที่ ๓.๔.๓ข) (ภาพที่ ๓.๔.๓ค) (ภาพที่ ๓.๔)

๖๖ (ภาพที่ ๓.๔.๑ก) (ภาพท่ี ๓.๔.๑ข) จดุ หมุนกลบั ใบเล่ือย (ภาพท่ี ๓.๔.๒ก) (ภาพท่ี ๓.๔.๒ข) (ภาพท่ี ๓.๔.๒ค) (ภาพที่ ๓.๔.๓ก) (ภาพที่ ๓.๔.๓ข) (ภาพท่ี ๓.๔.๓ค)

๖๗ ๓.๕ ขอ้ สังเกต ตวั ลายทฉี่ ลเุ รยี บร๎อยแล๎วเปรียบเทยี บการฉลุบากลายทั้ง ๒ แบบ(ภาพท่ี๓.๕) ๓.๕.๑ ลวดลายท่ไี ดจ้ ากการฉลุบากลาย แบบที่ ๑ รอยบากลายจะกวา๎ งกวําแบบที่ ๒ และมีจดุ ตัดขาด ซึ่งเมอ่ื ฉลุแล๎วต๎องใช๎ตะใบลบรอยต่งิ ดังกลําวเพอ่ื ใหล๎ วดลายสวยงาม เกิด การเสยี เวลาในการปฏิบตั งิ านเพิ่มข้นึ (ภาพที่๓.๕.๑) ๓.๕.๒ ลวดลายท่ไี ด้จจากการฉลุบากลาย แบบที่ ๒ รอยบากจะแคบกวําแบบที่ ๑ และไมตํ อ๎ งเสียเวลาในการขัดแตงํ รอยบาก(ภาพท่ี๓.๕.๒) (ภาพท๓่ี .๕) แบบท่ี ๒ (ภาพท๓่ี .๕.๒) แบบท่ี ๑(ภาพท๓ี่ .๕.๑)

๖๘ ๔. ขน้ั ตอนการขัดแต่งลวดลาย เมือ่ ทาการฉลุลวดลายแตํละตวั เสรจ็ ชํางต๎องตะใบแตํงลบรอยฟนั เลอื่ ย หรอื ตกแตงํ ลวดลายใหไ๎ ดร๎ ูปทรงตามท่ีตอ๎ งการโดยใช๎ตะไบหางหนูขนาดตํางๆ หลายๆลักษณะหนา๎ ตะไบตามความเหมาะสมกบั การใชง๎ านในจุดนน้ั ๆ ในการขดั แตํง (ภาพท่ี ๔ก) (ภาพที่ ๔ข) (ภาพที่ ๔ค) (ภาพท่ี ๔ง) (ภาพที่ ๔จ) (ภาพท่ี ๔ฉ) (ภาพท่ี ๔ก) (ภาพที่ ๔ข) (ภาพท่ี ๔ค) (ภาพท่ี ๔ง) (ภาพที่ ๔จ) (ภาพที่ ๔ฉ)

๖๙ ๕. การสร้างลวดลายด้วยมอเตอรต์ ิดใบตดั และมอเตอร์ตดิ หินเจียร ในการทาลวดลายงาน ประดับมุกลวดลายทใ่ี ชม๎ อเตอร์ตดิ ใบตัด และมอเตอรต์ ิดหนิ เจียรในการสรา๎ งลวดลายจะทาใหไ๎ ด๎งานเร็วขน้ึ และได๎งานปริมาณลายมาก แตํโดยมากจะเปน็ ลวดลายในลักษณะรปู ทรงเรขาคณิต เชํน เสน๎ ตรง สามเหล่ียม สเ่ี หล่ียม เปน็ ต๎น เป็นการชํวยลดเวลาในการปฏิบตั งิ าน และได๎ประมาณงานมากข้ึน ๕.๑ การทาเสน้ ตรง ตดั แบงํ ชิ้นหอยให๎ได๎ขนาดทคี่ อํ นข๎างตรง แลว๎ นามาตดั ซอยเปน็ เส๎นขนาด เล็กโดยใชก๎ ารเปลอื กหอยท่ีตัดซอยแลว๎ มาตดั เปน็ เส๎นตรงเล็ก ๆ โดยปรับขนาดความกว๎างของ เสน๎ ลายด๎วยน๏อตหางปลา ใหไ๎ ดข๎ นาดตามต๎องการ แล๎วทาการตัดซอยแบํงให๎เสน๎ ที่มีขนาดความ กว๎างทเี่ ทํากนั (ภาพท่ี ๕.๑ก) (ภาพท่ี ๕.๑ข) (ภาพที่ ๕.๑ค) (ภาพท่ี ๕.๑ง) (ภาพที่ ๕.๑จ) (ภาพที่ ๕.๑ก) นอ๏ ตหางปลา (ภาพที่ ๕.๑ข) (ภาพท่ี ๕.๑ค) (ภาพท่ี ๕.๑ง) (ภาพท่ี ๕.๑จ)

๗๐ ๕.๒ ใช้ตดั เปน็ ลายกรวยเชิง ตัดช้นิ หอยด๎วยมอเตอรต์ ิดใบตัดให๎ได๎ลักษณะสามเหล่ยี ม (ภาพที่ ๕.๒ก) และนามาลบเหลีย่ มดา๎ นบนด๎วยมอเตอรห์ นิ เจยี รให๎ไดล๎ ักษณะทรงลายกรวยเชงิ (ภาพท่ี ๕.๒ข) และนาตัวลายดังกลาํ วมาบากโดยใชม๎ อเตอรต์ ิดใบตัดเป็นการเกบ็ รายละเอยี ด (ภาพที่ ๕.๒ค) (ภาพท่ี ๕.๒ง)จนกระท้ังไดล๎ ายกรวยเชิงท่มี ีความสวยงาม(ภาพท่ี ๕.๒จ) (ภาพ ท่ี ๕.๒ฉ) (ภาพที่ ๕.๒ก) (ภาพท่ี ๕.๒ข) (ภาพที่ ๕.๒ค) (ภาพที่ ๕.๒ง) (ภาพท่ี ๕.๒จ) (ภาพท่ี ๕.๒ฉ)

๗๑ ๕.๓ การทาลวดลายประจายาม ปรับน๏อตหางปลาให๎ได๎ขนาด ตดั ชอยชน้ิ หอยเป็นเสน๎ ตรง ยาว นาเส๎นดังกลําวมาจท้ี ่ีมอเตอรใ์ ห๎ได๎กึ่งกลางของเสน๎ ให๎เปน็ รอยบาก จี้ทัง้ ๓ ด๎าน ใหไ๎ ด๎รอย บากทเ่ี สมอกนั (ภาพที่ ๕.๓ก)(ภาพท่ี ๕.๓ข)(ภาพท่ี ๕.๓ค) แล๎วจึงตดั ชนิ้ ลายออกจากเส๎น (ภาพที่ ๕.๓ง) และนาชิ้นลายดังกลาํ วมาจบ้ี ากลายด๎านท่ี ๔ กจ็ ะได๎ตัวลายประจายาม (ภาพ ท่ี ๕.๓จ) (ภาพที่ ๕.๓ฉ) (ภาพที่ ๕.๓ก) (ภาพที่ ๕.๓ข) (ภาพท่ี ๕.๓ค) (ภาพท่ี ๕.๓ง) (ภาพที่ ๕.๓ฉ) (ภาพที่ ๕.๓จ)

๗๒ ๕.๔ การทาลวดลายไข่ปลา ๕.๔.๑ ฉลหุ รอื ตดั ตวั ลายออกมาเป็นส่ีเหลี่ยมเลก็ ๆ จานวนมากพอ แลว๎ จงึ ใช๎สวํานเจาะรู (ภาพท่ี ๕.๔.๑ก)และนามาลบมุมโดยใชม๎ อเตอร์หินเจียรทัง้ ๔ ดา๎ น (ภาพท่ี ๕.๔.๑ข) (ภาพที่ ๕.๔.๑ค) (ภาพที่ ๕.๔.๑ง) ๕.๔.๒ ใชม๎ อเตอรห์ ินเจียรป่นั โดยใช๎แกนเหล็กหรือไม๎ตามขนาดรขู องสวําน นามารอ๎ ยชิน้ หอย(ภาพที่ ๕.๔.๒ก)ที่ทาการลบมมุ เรยี บรอ๎ ยแลว๎ แลว๎ นาไปปั่นหมุนดว๎ ยมอเตอร์หินเจียร (ภาพที่ ๕.๔.๒ข) จนกระท่ังได๎ตัวลายที่มลี กั ษณะกลมตามทต่ี ๎องการก็จะได๎ลวดลายไขปํ ลา ทีม่ คี วามกลม และสมา่ เสมอ (ภาพที่ ๕.๔.๑ก) (ภาพที่ ๕.๔.๑ข) (ภาพท่ี ๕.๔.๑ค) (ภาพท่ี ๕.๔.๑ง) (ภาพท่ี ๕.๔.๒ข) (ภาพท่ี ๕.๔.๒ก)

๗๓ ๖. ขน้ั ตอนการเก็บลวดลายทท่ี าการฉลุขดั แต่งเรียบร้อยแล้ว นาลวดลายทฉี่ ลุขัดแตํงเรียบรอ๎ ย แล๎วมาวางประดับบนกระดาษสาใชก๎ าวลาเท็กติดผนกึ ลวดลายปอ้ งกนั การสญู หาย ของตวั ลาย (ภาพท่ี ๖ก) (ภาพท่ี ๖ข) (ภาพท่ี ๖ค) (ภาพท่ี ๖ง)ทดลองวางประดบั บนหนํุ เพือ่ ตรวจสอบชอํ งไฟกอํ นประดับดว๎ ยรกั ลง บนชนิ้ งานจรงิ (ภาพท่ี ๖จ) (ภาพท่ี ๖ก) (ภาพท่ี ๖ข) (ภาพที่ ๖ก) (ภาพท่ี ๖ข) (ภาพที่ ๖จ)

๗๔ ๗. ขน้ั ตอนการถอดลายจากกาวเป็นประดบั ดว้ ยยางรัก นาแผํนลายไปวางบนถาดทม่ี ีน้า รอง ดว๎ ยผ๎าหรอื ฟองนา้ ทิง้ ไวส๎ ักพักใหต๎ ัวลายหลดุ รอํ น(ภาพที่ ๗ก) ใช๎คมี ปากคีบถอดตัวลายชบั นา้ ใหแ๎ ห๎ง แล๎ว นาตัวลายไปแตะรกั สมกุ ทผ่ี สมแบบเหลว(ภาพท่ี ๗ข) (ภาพท่ี ๗ค) (ภาพท่ี ๗ง) เตรียมแบบรองในการ ประดบั ด๎วยรกั โดย ๑.วางแบบลาย ๒.วางแผนํ ใสทับกันการซึมของรกั ลงไปที่กระดาษลายด๎านลาํ ง ๓.วาง แผํนกระดาษสาและผนกึ ใหด๎ ี (ภาพที่ ๗จ) จากน้ันนาตัวลายทแ่ี ตะยางรกั แลว๎ วางประดบั บนกระดาษสา บางทีเ่ ตรียมไว๎จนกระทัง่ ครบตามลวดลายทง้ิ ไหแ๎ ห๎งสนิท แลว๎ จะสามารถดึงลายให๎รอํ นหลดุ จากแผนํ ใสได๎ โดยงาํ ย เพอ่ื นาไปประดับจรงิ ในข้ันตอนตํอไป (ภาพท่ี ๗ก) (ภาพท่ี ๗ข) (ภาพที่ ๗ค) ๓ (ภาพท่ี ๗ง) (ภาพท่ี ๗ฉ) ๑๒ (ภาพท่ี ๗จ)

๗๕ ๘. ขนั้ ตอนการประดบั ลายบนห่นุ ช้ินงาน ในการจัดทาเอกสารองคค์ วามรฉู๎ บับน้ี จะนาเสนอ วธิ ีการประดับลวดลายลงบนหุนํ ในลกั ษณะแบบตาํ งๆ เพื่อใหเ๎ หน็ และเปรยี บเทยี บลกั ษณะหุนํ ชิ้นงานแบบ ลอยตัว และหํนุ ชิน้ งานแบบแผนํ เรียบแนวระนาบ เพอ่ื ใหผ๎ ๎ศู กึ ษาสามารถนาไปปรับ ประยุกตใ์ ชใ๎ นการ ประดับลายบนหนํุ ในแบบตาํ งๆใหม๎ คี วามเหมาะสมตอํ ไป ๘.๑. แบบท่ี ๑ ประดับในลกั ษณะลายทเ่ี ปน็ แผนํ แตไํ มใํ หญํมาก นาแผนํ ลายท่ีตดิ ด๎วยรกั ที่ แห๎งสนิทถอนแผํนกระดาษออกมา ตดั ใหไ๎ ด๎ขนาดตวั ลาย นายางรกั มาทาลงบนดา๎ นหลงั ของแผนํ ลาย หรอื ทางรกั ลงบนหุํนในสํวนท่จี ะทาการประดับลาย (ภาพที่ ๘.๑ก) (ภาพที่ ๘.๑ข) (ภาพ ที่ ๘.๑ค) (ภาพที่ ๘.๑ง) ขยบั ประลวดลายใหไ๎ ด๎ตามแบบท่ตี อ๎ งการ (ภาพท่ี ๘.๑จ) (ภาพท่ี ๘.๑ฉ) ประดบั ลวดลายลงบนหนํุ งานตน๎ แบบจนเสรจ็ แล๎วทิ้งให๎รกั แหง๎ สนทิ (ภาพท่ี ๘.๑ช) (ภาพที่ ๘.๑ซ) (ภาพที่ ๘.๑ฌ) (ภาพท่ี ๘.๑ญ) (ภาพท่ี ๘.๑ก) (ภาพที่ ๘.๑ข) (ภาพที่ ๘.๑ค) (ภาพท่ี ๘.๑ง)

(ภาพที่ ๘.๑จ) ๗๖ (ภาพท่ี ๘.๑ช) (ภาพที่ ๘.๑ฌ) (ภาพที่ ๘.๑ฉ) (ภาพท่ี ๘.๑ซ) (ภาพท่ี ๘.๑ญ)

๗๗ ๘.๒ แบบที่ ๒ ในลักษณะของชิ้นงานท่ีมแี ผํนขนาดใหญํ เชนํ ลวดลายประดบั บานประตูประดบั มกุ หอมณ เทียรธรรม จะใชธ๎ ูปจใ้ี ห๎กระดาษสาทะลุ และเว๎นระยะในการยึดเกาะของตวั ลาย ชวํ ยใหง๎ ํายตํอการที่จะทาให๎ เกิดการยึดเกาะระหวาํ งตัวลายมุก กบั พืน้ หนํุ ชิน้ งานได๎มากยง่ิ ขึ้น (ภาพท่ี ๘.๒ก) (ภาพที่ ๘.๒ข) (ภาพท่ี ๘.๒ค)(ภาพท่ี ๘.๒ง) จากนัน้ ทายางรกั ท่หี นุํ ชิน้ งานนาตวั ลายวางลงบนหํุน และทาการปรบั ขยบั ลวดลายให๎ สวยงามจากน้ันทิง้ ใหร๎ กั แห๎งสนิท (ภาพท่ี ๘.๒จ) (ภาพท่ี ๘.๒ฉ) (ภาพท่ี ๘.๒ช) (ภาพท่ี ๘.๒ซ) (ภาพท่ี ๘.๒ฌ) (ภาพท่ี ๘.๒ญ) ปัญหา ถ๎าไมใํ ช๎ธปู จ้ี ยางรกั จะซมึ ผาํ นกระดาษข้ึนมายาก ทาให๎เกิด ฟองอากาศใตแ๎ ผํนลาย การยดึ เกาะตวั ลายกับพ้ืนไมํสมบูรณ์ (ภาพท่ี ๘.๒ก) (ภาพท่ี ๘.๒ข) (ภาพที่ ๘.๒ค) (ภาพที่ ๘.๒ง) (ภาพที่ ๘.๒จ) (ภาพที่ ๘.๒ฉ)

๗๘ (ภาพท่ี ๘.๒ช) (ภาพที่ ๘.๒ซ) (ภาพที่ ๘.๒ฌ) (ภาพท่ี ๘.๒ญ) ๘.๓ แบบที่ ๓ การประดบั ลายประเภทน้ีจะเปน็ ลายท่แี บบกลบั โดยนาลายที่ขัดแตํงเรียบรอ๎ ย แลว๎ ตดิ ลงบนกระดาษสา (ภาพท่ี ๘.๓ก) นาหํุนท่ีจะประดับลายมาทาด๎วยยางรัก(ภาพท่ี ๘.๓ข) แล๎วนาแผํนลายมาคว่าหน๎าลงไปและกดใหต๎ ิดแนนํ กับยางรกั ทที่ าแลว๎ (ภาพที่ ๘.๓ค) (ภาพท่ี ๘.๓ง) ทง้ิ ให๎รกั แห๎งสนิท(ภาพท่ี ๘.๓จ) แล๎วจงึ ใชก๎ ระดาษทรายขดั กระดาษสาออก (ภาพที่ ๘.๓ค) (ภาพที่ ๘.๓ง)

๗๙ (ภาพท่ี ๘.๓ค) (ภาพท่ี ๘.๓ง) (ภาพที่ ๘.๓จ) ๘.๔ แบบท่ี ๔ การประดับลวดลายแบบน้จี ะเปน็ ลวดลายท่ีมีการปรบั ขยับจงั หวะของลวดลาย ให๎ได๎ลวดลายที่สวยงาม โดยนาลวดลายถอดมาแตะยางรกั และนาลวดลายมาประดบั บนหุํน ช้นิ งาน (ภาพที่ ๘.๔ก)(ภาพท่ี ๘.๔ข)( ภาพท่ี ๘.๔ค)(ภาพท่ี ๘.๔ง) (ภาพท่ี ๘.๔ก) (ภาพท่ี ๘.๔ข)

๘๐ ( ภาพท่ี ๘.๔ค) (ภาพที่ ๘.๔ง) ๙. ข้ันตอนการทารัก เมื่อช้ินงานท่ปี ระดับลายดว๎ ยยางรกั แหง๎ สนิท แลว๎ ใช๎ยางรกั ล๎วนทาชโลมลง บนชน้ิ งานใหท๎ ว่ั ด๎วยภูกํ ันหรือแปรงจนี ยีรกั ลงในรอํ งลายให๎ทั่ว(ภาพที่ ๘.๕ก)(ภาพท่ี ๘.๕ข) แตํอยาํ ทาให๎รกั เยิม้ หรอื มากเกินไปเพราะถา๎ ยางรักจะลงไปกองทพ่ี ื้นถ๎าหนามากรกั ด๎านบนจะแห๎งแตรํ ักท่ีอยดํู า๎ นในจะไมแํ ห๎ง ต๎องเสียเวลาในการมาเจะพ้ืนรกั เพือ่ ทาให๎รกั ดา๎ นในแหง๎ สนทิ กอํ นทางานตํอไป เมือ่ ทารักชั้นที่ ๑ เรยี บร๎อย แล๎วปลอํ ยทิง้ ให๎แหง๎ สนทิ ( ภาพที่ ๘.๕ค)(ภาพท่ี ๘.๕ง) หรอื ต๎องการให๎ยางรกั แห๎งเร็วให๎ทาการบํมรักแลว๎ ทารักลว๎ นๆ ซา้ ประมาณ ๓ รอบจนลายเริม่ ตนื้ ( ภาพที่ ๘.๕ก) (ภาพท่ี ๘.๕ข) ( ภาพท่ี ๘.๕ค) (ภาพที่ ๘.๕ง)

๘๑ ๑๐. ข้ันตอนการบม่ รัก เมอื่ ทารกั ทีช่ ิน้ งานแตลํ ะรอบหรอื ตอ๎ งการใหร๎ กั แห๎งเร็วขนึ้ ให๎ทาการบํมรัก จะทาใหร๎ ักแห๎งเรว็ ขึน้ ถา๎ เปน็ งานช้นิ ใหญํต๎องทาตบู๎ ํมเฉพาะ หรือชิ้นงานเล็กๆใหน๎ านา้ หลํอไว๎ในกน๎ ถังและ วางชน้ิ งานลงบนตะแกรงหรือชนั้ โดยไมํใหช๎ นิ้ งานสาผสั นา้ โดยตรง หรอื บางครั้งถา๎ ทาตู๎เฉพาะโดยใชผ๎ า๎ ผวยทา เปน็ ตสู๎ ามารถพรมน้าท่ผี ๎าทีค่ ลมุ ชน้ิ งาน แล๎วกจ็ ะสามารถทาให๎รกั แหง๎ เรว็ ได๎เชนํ กันดังตวั อยาํ งตบ๎ู มํ รกั แบบ ตาํ งๆ(ภาพท่ี ๑๐ก)(ภาพที่ ๑๐ข) ในการทางานรักทกุ ประเภทจะต๎องปลํอยให๎ยางรักแห๎งสนิททุกครงั้ ทุกช้นั ทกุ ขัน้ ตอน (ภาพท่ี ๑๐ก) (ภาพท่ี ๑๐ข) ๑๑. ข้ันตอนการถมลายดว้ ยรักสมุก ๑๑.๑ การถมลายด้วยรักสมุก แบบเหลว ผสมรักสมุกใหเ๎ หลวแล๎วใชแ๎ ปรง หรอื พูกํ ันแตะ และยีรักสมกุ ลงในรํองลายใหท๎ ่ัวทั้งช้ินงาน และนาเขา๎ ตู๎บํมรกั ท้งิ ให๎รักแหง๎ สนทิ รักในสวํ นรอํ ง ลายจะยบุ ตวั ลง ทาซา้ อีก ๑ ครง้ั จนกระท้งั เหน็ วํารํองลายตืน้ ลง(ภาพท่ี ๑๑ก) (ภาพท่ี ๑๑ข) (ภาพที่ ๑๑.๑ก) (ภาพท่ี ๑๑.๑ข)

๘๒ (ภาพท่ี ๑๑.๑ค) (ภาพที่ ๑๑.๑ง) ๑๑.๒ การถมลายดว้ ยรกั สมุก แบบข้น เมื่อลวดลายถมไกลจ๎ ะเต็มลายแล๎ว (ภาพที่ ๑๑.๒ก) (ภาพที่ ๑๑.๒ข)ให๎ผสมรกั สมกุ แตํใหม๎ คี วามขน๎ ขึ้นอีก ใช๎เกรียงในการโปว๊ รกั สมุกลงบนหนํุ ชิน้ งาน จนกระทัง้ เต็มลวดลาย (ภาพท่ี ๑๑.๒ก) (ภาพท่ี ๑๑.๒ข) แล๎วนาไป บํมในต๎ู จนรักแหง๎ สนทิ เพอ่ื ใชก๎ ารทางานขน้ั ตํอไป (ภาพท่ี ๑๑.๒ก) (ภาพท่ี ๑๑.๒ข) (ภาพที่ ๑๑.๒ค) (ภาพที่ ๑๑.๒ง)

๘๓ ๑๒. ข้นั ตอนการขดั ชิ้นงาน ในเอกสารฉบับนีจ้ ะนาเสนอการปฏิบตั ิงานขัน้ ตอนนีม้ เี คร่อื งมอื อปุ กรณ์หลายอยํางทน่ี ามาใช๎ในการปฏบิ ตั งิ านได๎และอปุ กรณ์ตํางมวี ิธกี าร ใชง๎ านทีแ่ ตกตํางกนั ออกไปผ๎ู ศกึ ษาสามารถศึกษาและนาไปปรบั ใชใ๎ นการปฏบิ ัตงานจรงิ ๑๒.๑ ขดั ดว้ ยลกู หมู ในขั้นตอนแรกใชม๎ อเตอร์หินเจยี รชํวยเหมอื นการปอกเปลอื กเปดิ ผิวหนา๎ ใหถ๎ ึงผิวมกุ (ภาพท่ี ๑๒.๑ก)(ภาพท่ี ๑๒.๑ข) (ภาพที่ ๑๒.๑ก) (ภาพที่ ๑๒.๑ข) (ภาพท่ี ๑๒.๑ก) (ภาพที่ ๑๒.๑ข) (ภาพที่ ๑๒.๑ค) (ภาพที่ ๑๒.๑งข) ๑๒.๒ ขดั ดว้ ยหนิ กากเพชร สามารถนามาใชใ๎ นขั้นตอนการขัดพื้นผิวโดยเฉพาะอยาํ งย่งิ ใน พ้นื ผวิ ท่มี ีลกั ษณะแบนเรยี บ(ภาพท่ี ๑๒.๒) ๑๒.๓ ขดั ดว้ ยกระดาษทราย มีวธิ กี ารใช๎งานกระดาษทรายหลายอยํางในการขดั ชวํ งแรกต๎อง ใช๎กระดาษทรายเบอรห์ ยาบ และเม่ือขดั แตงํ ในชวํ งสุดทา๎ ยใหใ๎ ชก๎ ระดาษทรายละเอยี ด

๘๔ ๑๒.๓.๑ นากระดาษทรายตดิ เครอื่ งขัดแบบเตารดี เพื่อใช๎ขัดงานในลกั ษณะผิวแบนเรยี บ (ภาพที่ ๑๒.๓.๑) (ภาพที่ ๑๒.๓.๑ก) (ภาพที่ ๑๒.๓.๑ข) ๑๒.๓.๒ นากระดาษทรายตดิ หรือหอํ ทํอนไม๎ หรอื แผํนยาง เพอื่ ให๎สามารถจัดกระดาษ ทรายไดถ๎ นดั มากย่ิงขึ้น (ภาพท่ี ๑๒.๓.๒ก) ในการขัดแบบนนี้ ิยมขัดดว๎ ยกระดาษทรายน้า และใช๎น้าในการขดั จะชํวยลดเรอ่ื งฝนุ่ ในการปฏบิ ัตงิ าน(ภาพที่ ๑๒.๓.๒ข) (ภาพท่ี๑๒.๓.๒ค) (ภาพท่ี ๑๒.๓.๒ง) (ภาพท่ี ๑๒.๓.๒จ) (ภาพที่ ๑๒.๓.๒ฉ) (ภาพที่ ๑๒.๓.๒ช) (ภาพท่ี ๑๒.๒) (ภาพที่ ๑๒.๓.๑ก) (ภาพท่ี ๑๒.๓.๑ข) (ภาพท่ี ๑๒.๓.๑ค)

๘๕ (ภาพที่ ๑๒.๓.๑ง) (ภาพที่ ๑๒.๓.๑จ) (ภาพที่ ๑๒.๓.๑ฉ) (ภาพท่ี ๑๒.๓.๑ช) ๑๒.๓.๓ ต๎องใช๎แปรงทองเหลืองขดั ฝนุ่ ออกสามารถใช๎งานตอํ ได๎อกี (ภาพท่ี ๑๒.๓.๓ก ) กระดาษทรายกํอนการขดั รกั (ภาพที่ ๑๒.๓.๓ข)กระดาษทรายหลงั การขัดยารักจะเกาะจับ ตวั (ภาพที่ ๑๒.๓.๓ค) (ภาพท่ี ๑๒.๓.๑) (ภาพท่ี ๑๒.๓.๓ก)

๘๖ (ภาพท่ี ๑๒.๓.๓ข) (ภาพที่ ๑๒.๓.๓ค ) ๑๓. ขน้ั ตอนการแรลาย ในงานประดบั มุกในลายบางประเภท เชนํ ลายใบไม๎ ดอกไม๎จะมกี ารแร ลายเพอ่ื เป็นข้นั ตอนในการตกแตํงรายละเอยี ดของลวดลายท่ตี ๎องการเพิม่ เติม เชํนลายเสน๎ แรของใบ และ ดอก ในข้นั ตอนนนี้ าเคร่อื งมือเหลก็ อกไกํทใี่ ช๎ในงานประดับอญั มณมี าประยุกต์ใช๎งาน (ภาพที่ ๑๓ก) (ภาพท่ี ๑๓ข) และเช็ดด๎วยยางรกั ยางรักจะเข๎าไปแซกในรองลายท่แี รไว๎ ชิน้ งานกจ็ ะสวยงาม (ภาพท่ี ๑๓ก) (ภาพท่ี ๑๓ข) ๑๔. ข้นั ตอนการเช็ดรกั ชักเงา เม่ือได๎ชิน้ งานท่ีขดั ผิวช้นิ งานหรือแรลายชิ้นงานเสร็จเรยี บรอ๎ ยแลว๎ จึงนามาเชด็ รกั ชักเงา เน่ืองจากช้นิ งานท่ีไดจ๎ ากการขัดด๎วยกระดาษทรายละเอยี ดจะได๎ช้ินงานทีม่ ีผิวเรียบเนียน แตํสดี าจะเป็นสีดาดา๎ นไมมํ นั วาว แล๎วนาช้ินงานมาทเการเช็ดรักชดั เงาน โดยใช๎สาลชี บุ ยางรักลว๎ นเช็ดวน ให๎ ท่วั ทงั้ ช้ินงาน ทิ้งไว๎สกั ประเดยี๋ วใช๎สาลีคํอยๆเช็ดวนเพ่ือถอนรกั ออกจากช้ินงานโดยสงั เกตพน้ื ผวิ ของชนิ้ งานจะ มีสดี าสนิท และเป็นมนั วาว เปน็ ใช๎ได๎เพื่อให๎ไดช๎ นิ้ งานที่มีความสวยงาม(ภาพท่ี ๑๔ก) (ภาพท่ี ๑๔ข) (ภาพที่ ๑๔ค) (ภาพที่ ๑๔ง)

๘๗ (ภาพท่ี ๑๔ก) (ภาพท่ี ๑๔ข) (ภาพท่ี ๑๔ค) (ภาพที่ ๑๔ง) ช้นิ งานสาเร็จ

๘๘ ชนิ้ งานสาเรจ็

๘๙ ๑๕. การดแู ลรักษาช้ินงาน ๑๔.๑ เชด็ รกั และถอนรัก เมอื่ ได๎ชิน้ งานทเ่ี สร็จสมบรู ณ์แล๎วนาชน้ิ งานมาเชด็ รกั และถอน รัก ดว๎ ยการใช๎สาลี หรือผา๎ ชบุ ยางรักทาใหท๎ ว่ั ท้ังชน้ิ งานแลว๎ ทิง้ ไว๎สกั พักอยํางให๎รักแห๎ ใช๎ สาลสี ะอาดคอํ ยๆถอนคือเช็ดรกั ออก ใช๎สาลขี ัดวนจนทวั่ สงั เกตพุ ื้นจะดามนั และมกุ ใสสะอาด เปน็ อันไช๎ได๎ ๑๔.๒ ใบตองฉกี ฝอยแตะน้ามันมะพร้าว จากการบอกเลาํ สืบตํอกันมา ใช๎ใบตองแหง๎ ฉกี ฝอย หรือสาลแี ตะน้ามันมะพรา๎ ว นามาเชด็ ขดั ท่ีชิ้นงานประดบั มกุ และถอนโดยใช๎สาลเี ช็ด วนเพือ่ ถอนนา้ มันออกจนได๎ช้ินงานทมี่ คี วามมันวาว เพือ่ เปน็ การดูแลรกั ษาใหเ๎ กดิ ความเงา วาวของชิน้ งาน อกี วธิ หี นึ่ง (บคุ คลทว่ั ไปไมสํ ามารถหายางรักมาใช๎ในการดูแลรักษาไดอ๎ ยาํ ง สะดวก จึงใช๎วธิ นี ี้เป็นการดแู ลรักษาเป็นเบื้องตน๎ เพอ่ื ให๎ชิ้นงานมีความสวยงาม) แตทํ าง สานักชาํ งสิบหมจูํ ะใช๎ การเช็ดรกั และถอนรกั

๙๐ บทที่ ๕ ขอ้ เสนอแนะ ในงานประดบั มุก ปัญหาอปุ สรรค ขอ้ ควรระวัง แนวทางแก้ไข ในการปฏิบัตงิ านประดับมกุ งานประดับมกุ เปน็ งานทม่ี ีกระบวนการทางานหลายข้ันตอน ในการปฏิบัตงิ านละในขั้นตอนมอี ันตรายในการปฏบิ ตั ิงานหลาย ประการในเอกสารฉบบั น้ีจะเสนอปญั หาออปุ สรรค์ และข้อเสนอแนะแนวทาง หรอื วธิ ีการที่ช่างคิดแก้ปัญหา ในการปฏบิ ัติงานในแตล่ ะขน้ั ตอน ดังน้ี ๑. ขนั้ ตอนการขดั ปอกเปลือกหอย ๑.๑ ปัญหาอปุ สรรค ในขัน้ ตอนการขดั เจียรปอกเปลือกหอย ปญั หาเรอื่ งฝนุ่ ในขณะปฏิบัตงิ าน เน่ืองจากฝนุ่ ในการเจยี รหอยมขี นาดเล็ก และมีกล่นิ เหม็น เปน็ มลภาวะทางอากาศ ทาให้ผทู้ อี่ ยู่ ไกลเคยี งไดร้ บั ปญั หานด้ี ว้ ย เน่อื งสถานทีใ่ นการปฏิบัตงิ านเป็นทีโ่ ลง่ ฝนุ่ ในการเจยี รหอยจึงฟุง้ กระจายไปทวั่ (ภาพท่ี ๑.๑ก) (ภาพที่ ๑.๑ข) (ภาพที่ ๑.๑ค) (ภาพที่ ๑.๑ง) ๑.๒ ข้อควรระวงั เนอ่ื งจากฝ่นุ ทเี่ กดิ จากการเจียรหอยเป็นฝนุ่ ขนาดเล็ก ขนาดมผี า้ ปิดจมูก เมอ่ื ถอดผ้าออกจะเหน็ รอยฝนุ่ เกาะตามช่องจมกู และเป็นฝ่นุ หินปนู (ภาพที่ ๑.๑ก) (ภาพท่ี ๑.๑ข)

๙๑ (ภาพท่ี ๑.๑ค) (ภาพท่ี ๑.๑ง) ๑.๓ แนวทางแกไ้ ข ทางผู้ปฏิบตั ิงานได้มีแนวทางในการแกไ้ ขปญั หาเรื่องฝุน่ และพยายามหา แนวทางในการแกไ้ ข และปรบั ปรุงมา โดยดาเนินการปรบั ปรงุ แกไ้ ขมาเปน็ ลาดับดงั น้ี ๑.๓.๑ ทาม่านฉากกน้ั ฝนุ่ ฝุ่นที่ฟงุ้ กระจายไปรบกวนผู้ที่อย่ไู กลเ้ คยี ง โดยลาดับแรกจดั ทา แผงม่านก้นั (ภาพท่ี ๑.๓.๑ก)(ภาพท่ี ๑.๓.๑ข) กส็ ามารถลดฝ่นุ ทฟ่ี ง้ กระจายได้เพยี ง เล็กนอ้ ย และผปู้ ฏิบตั งิ านขดั เจียรกลบั เจอฝุน่ มากขน้ึ การแก้ปัญหานี้ไมป่ ระสบผลอันเปน็ ท่ี น่าพงึ พอใจ (ภาพที่ ๑.๓.๑ก) (ภาพท่ี ๑.๓.๑ข) ๑.๓.๒ ทาตเู้ ครอื่ งดูดเกบ็ ฝนุ่ ผู้ปฏิบตั งิ านไดร้ ับคาแนะนามากมายแต่ทส่ี ามารถทดลองทา ไหค้ ือ ใชพ้ ัดลมดูดอากาศ ทากล่องเก็บฝนุ่ และมีท่อยาวระบายลม (ภาพท่ี ๑.๓.๒ก) (ภาพที่ ๑.๓.๒ข)(ภาพที่ ๑.๓.๒ค)(ภาพที่ ๑.๓.๒ง) สามารถแกป้ ญั หาฝนุ่ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดีแต่ ทงั้ นี้ช่างผปู้ ฏิบัตงิ านกค็ วรปดิ จมกู เพื่อกันฝุ่นดว้ ยจะเป็นการป้องกันได้ดยี งิ่ ข้นึ (ภาพที่ ๑.๓.๒ก) (ภาพท่ี ๑.๓.๒ข)