Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 1 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

หน่วยที่ 1 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Published by k.katae446, 2021-10-29 06:05:33

Description: หน่วยที่ 1 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Search

Read the Text Version

) 1.1 ความหมายของสง่ิ แวดลอ้ ม 1.2 ประเภทของสิ่งแวดล้อม 1.3 ความสาคญั ของส่ิงแวดล้อม 1.4 สมบัติของสง่ิ แวดล้อม 1.5 ทรัพยากรธรรมชาติ 1.6 ทรัพยากรดิน

) 1.7 ทรัพยากรนา้ 1.8 ทรัพยากรป่ าไม้ 1.9 ทรัพยากรสตั วป์ ่ า 1.10 ทรัพยากรทางทะเล 1.11 ความเกยี่ วข้องของสิ่งแวดลอ้ มกบั วถิ ชี วี ติ มนุษย์

เนือ้ หาสาระ (Content) ปัจจบุ นั ประชากรโลกเพมิ่ จานวนขนึ้ อยา่ งรวดเรว็ ทาใหม้ กี ารใชท้ รพั ยากรธรรมชาติอยา่ งมากมาย เชน่ ดนิ นา้ ป่ าไม้ เป็นตน้ ตามความจาเป็นพนื้ ฐานเพือ่ การดารงชีวิต 1.1 ความหมายของสงิ่ แวดล้อม ส่ิงแวดล้อม หมายถึง ทุกส่ิงทุกอย่างที่อยู่รอบตัวทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งท่ีเกิดขึน้ เอง ตามธรรมชาติ และส่ิงท่ีมนษุ ยส์ รา้ งขึน้ ประกอบดว้ ยสิ่งที่เป็นรูปธรรม (จบั ตอ้ งและมองเห็นได)้ และ นามธรรม (จบั ตอ้ ง ไมไ่ ดแ้ ละมองไมเ่ หน็ )

1.2 ประเภทของสิ่งแวดลอ้ ม การจาแนกประเภทของสงิ่ แวดลอ้ มแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท (กนก จนั ทรท์ อง, 2539) ประเภทของสง่ิ แวดลอ้ ม

1. ส่ิงแวดล้อมทเี่ กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ (Natural Environment) หมายถึง ทกุ สิ่งทกุ อยา่ ง ท่อี ยรู่ อบตวั มนษุ ยแ์ ละเป็นสง่ิ ทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ แบง่ ยอ่ ยออกเป็น 2 ลกั ษณะ (1) ส่ิงแวดล้อมทางชวี ภาพ (Biotic Environment) ไดแ้ ก่ ป่ าไม้ สตั วป์ ่ า สตั วน์ า้ เป็นตน้ (2) ส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) ไดแ้ ก่ แรธ่ าตุ ดิน หนิ นา้ เป็นตน้ ส่ิงแวดลอ้ มทีเ่ กิดขนึ้ เองโดยธรรมชาติ

2. ส่ิงแวดล้อมทมี่ นุษย์สร้างขนึ้ (Man-Made Environment) แบง่ เป็น 2 ลกั ษณะ (1) ส่ิงแวดล้อมที่เป็ นรูปธรรม (Physical-Feature Environment) ไดแ้ ก่ อาหาร ท่ีอยู่อาศัย ยารกั ษาโรค เสือ้ ผา้ และเทคโนโลยีตา่ ง ๆ (2) ส่ิงแวดล้อมทีเ่ ป็ นนามธรรม (Abstract Environment) ไดแ้ ก่ กฎหมายประเพณี ระเบียบ ขอ้ บงั คบั ศาสนา ความเชื่อและพธิ ีกรรม เป็นตน้ สงิ่ แวดลอ้ มทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขึน้

1.3 ความสาคัญของส่งิ แวดล้อม สิง่ แวดลอ้ มเป็นปัจจยั พนื้ ฐานสาคญั ของการดารงชวี ติ ของมนษุ ยแ์ ละส่ิงมีชีวิตทงั้ หลายมีอิทธิพล ตอ่ พฤตกิ รรมการดาเนินชีวิตของมนษุ ยท์ อ่ี าศยั อยใู่ นภมู ภิ าคตา่ ง ๆ (ชชั พล ทรงสนุ ทรวงศ,์ 2546) ความสาคญั ของสงิ่ แวดลอ้ มแบง่ ออกเป็น ไดด้ งั นี้ 1. สง่ิ แวดลอ้ มทางกายภาพ มีความสาคญั ต่อ ส่ิงมีชีวิตที่อาศัยอย่ใู นสิ่งแวดล้อมนั้น เช่น นา้ ใ ช ้เ พื่ อ ก า ร บ ริ โภ ค อ า ก า ศ ใ ช ้เ พ่ื อก า ร ห า ย ใ จ ของมนุษยแ์ ละสัตว์ ดินเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัย ของสิ่งมีชีวิตบนบก แสงแดดใหค้ วามรอ้ นและ ชว่ ยในการสงั เคราะหแ์ สง ของพชื ความสมั พนั ธข์ องสง่ิ แวดลอ้ มทางกายภาพ

2. ส่ิงแวดลอ้ มทางชวี ภาพ จะชว่ ยปรบั ใหส้ ง่ิ มชี ีวติ มกี ารเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดลอ้ ม 3. ส่ิงแวดลอ้ มจะเปลี่ยนแปลงไปตามการกระทาของสงิ่ มชี วี ติ ที่อยใู่ นส่ิงแวดลอ้ มนนั้ 4. ความสัมพนั ธข์ องส่ิงมีชีวิตที่อาศยั อย่ใู นสิ่งแวดลอ้ มในแง่ของการถ่ายทอดพลงั งานระหว่าง ผผู้ ลติ ผบู้ รโิ ภค ผยู้ อ่ ยสลาย ในแงข่ องการอยรู่ ว่ มกนั เกือ้ กลู กนั หรอื เบียดเบียนกนั 5. เป็นปัจจัย 4 ในการดารงชีวิต ไดแ้ ก่ เป็นแหล่งอาหาร เป็นท่ีกาเนิดเครื่องนุ่งห่ม เป็นวัสดุ อปุ กรณ์ ในการสรา้ งทอ่ี ยอู่ าศยั เป็นแหลง่ กาเนิดยารกั ษาโรค 6. เป็นปัจจัยในการกาหนดพฤติกรรมของส่ิงมีชีวิตเป็นปัจจยั ในการกาหนดระบบของสังคม วฒั นธรรม เศรษฐกิจ อาชีพ วถิ ีชีวติ ของมนษุ ย์

1.4 สมบตั ขิ องสง่ิ แวดลอ้ ม 1. สง่ิ แวดลอ้ มเป็นสมบตั เิ ฉพาะตวั เป็นการบง่ บอกถึงเอกลกั ษณห์ รอื ลกั ษณะอยา่ งชดั เจน 2. สิ่งแวดลอ้ มไมโ่ ดดเดีย่ วในธรรมชาต 3. ส่ิงแวดลอ้ มตอ้ งการส่งิ แวดลอ้ มอ่นื เสมอ 4. สิง่ แวดลอ้ มตอ้ งอยเู่ ป็นกลมุ่ หรอื ระบบ 5. สิ่งแวดลอ้ มเมอ่ื ถกู กระทบกระเทอื นยอ่ มกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเสมอ 6. สงิ่ แวดลอ้ มมีความเปราะบาง ความคงทนแตกตา่ งกนั 7. สิ่งแวดลอ้ มมกี ารเปลี่ยนแปลงเสมอ

1.5 ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งท่ีเกิดขึน้ เองตามธรรมชาติ มีประโยชนส์ ามารถสนองความ ตอ้ งการ ของมนษุ ยไ์ ด้ 1. ทรพั ยากรท่ีใชแ้ ลว้ ไม่หมดเนื่องจากธรรมชาติสรา้ งใหม้ ีใชอ้ ย่ตู ลอดเวลา ไดแ้ ก่ นา้ ที่อยู่ใน วฎั จกั ร 2. ทรพั ยากรทใี่ ชแ้ ลว้ หมดแตส่ รา้ งทดแทนได้ เชน่ ป่ าไม้ ดิน และสตั วป์ ่ า เป็นตน้ 3. ทรพั ยากรท่ีใชแ้ ลว้ หมดไป โดยธรรมชาติไม่อาจจะสรา้ งขึน้ ทดแทนไดใ้ นช่วั อายุของคนรุ่น ปัจจบุ นั เชน่ แรธ่ าตุ นา้ มนั

1.6 ทรัพยากรดิน ดนิ (Soil) คือ สง่ิ ทีป่ กคลมุ พนื้ ผิวโลก เกิดจากการสลายตวั ผพุ งั ของหินชนิดตา่ ง ๆ หินท่ีสลายตวั ผุกร่อน ผสมรวมกบั ซากพืช ซากสตั ว์ ตามกระบวนการทางกายภาพและเคมี สว่ นประกอบที่สาคญั ดงั นี้ 1. แรธ่ าตุ (Mineral Material) 2. อนิ ทรยี วตั ถุ (Organic Material) 3. นา้ (Water) 4. อากาศ (Air) ขบวนการสรา้ งดิน

1.6.1 ประโยชน์ของดนิ ดินมปี ระโยชนต์ อ่ มนษุ ยแ์ ละส่งิ มชี วี ติ อ่นื ๆ ดงั นี้ 1. ประโยชนต์ อ่ การเกษตรกรรม 2. การเลยี้ งสตั ว์ ดินเป็นแหลง่ อาหารสตั ว์ ทงั้ พวกพืชและหญา้ 3. เป็นแหลง่ ท่อี ยอู่ าศยั แผน่ ดนิ เป็นทต่ี งั้ ของเมอื ง บา้ นเรอื นทาใหเ้ กิดวัฒนธรรม 4. เป็นแหลง่ เก็บกกั นา้

1.6.2 ปัญหาทรัพยากรดินเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้ 1. การกดั เซาะและพงั ทลายหนา้ ดินโดยนา้ 2. การตดั ไมท้ าลายป่ า 3. การเพาะปลกู และเตรยี มดินอยา่ งไมถ่ กู วิธี 4. ดินทเ่ี ป็นกรดเกษตรกรแกไ้ ขได้ ดว้ ยการใชป้ นู ขาวหวา่ นและไถพรวนใหเ้ ขา้ กบั ดนิ การอนุรักษ์ทรัพยากรดนิ ทสี่ าคัญ มดี งั ตอ่ ไปนี้ (1) การใชท้ ่ีดินอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม (2) การปรบั ปรุงบารุงดนิ โดยการเพม่ิ ธาตอุ าหารใหแ้ กด่ ิน (3) การป้องกนั การเสือ่ มโทรมของดินไดแ้ ก่ ปลกู พืชคลมุ ดนิ ปลกู พืชหมนุ เวยี น (4) ทาการเกษตรตามแนว “ทฤษฎใี หม”่ มี 3 ขนั้ ตอน ดงั นี้

ขนั้ ตอนที่ 1 การผลิตใหพ้ ง่ึ ตนเองดว้ ยวิธีงา่ ย คอ่ ยเป็นค่อยไปตามกาลงั ใหพ้ อมีพอกินการผลิต ถือเป็น ขนั้ สาคญั ท่สี ดุ ใหแ้ บง่ ออกเป็น 4 สว่ น ตามอตั ราสว่ น 30 : 30 : 30 : 10 ขุดสระเกบ็ กกั นา้ (ร้อยละ 30 ของพนื้ ท)่ี สระเก็บกกั นา้

- ปลูกขา้ ว (ร้อยละ 30 ของพืน้ ท)่ี พืน้ ท่ีประมาณ 30 % ใหป้ ลกู ขา้ วในฤดฝู น เพื่อใชเ้ ป็นอาหารประจาวนั สาหรับครวั เรอื นให้ เพียงพอตลอดปี โดยไมต่ อ้ งซอื้ หาในราคาแพง เป็นการลดคา่ ใชจ้ า่ ย และสามารถพง่ึ ตนเองได้ พนื้ ที่ปลกู ขา้ ว

- ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พชื ผัก (รอ้ ยละ 30 ของพนื้ ท)ี่ พืน้ ที่ประมาณ 30 % ใหป้ ลกู ไมผ้ ล ไมย้ ืนตน้ พืชไร่ พืชผัก พืชสมนุ ไพร ฯลฯ โดยทาแบบ ผสมผสานกนั และหลากหลายในพนื้ ทเ่ี ดียวกนั เพอ่ื ใชเ้ ป็นอาหารประจาวนั หากเหลือจาก การบรโิ ภคก็ นาไปขายได้ พนื้ ทปี่ ลกู ไมผ้ ล

- เป็ นทอ่ี ยอู่ าศัย และอ่นื ๆ (รอ้ ยละ 10 ของพนื้ ท)ี่ พืน้ ที่ประมาณ 10 % ใชเ้ ป็นที่อยู่อาศัย เลีย้ งสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและ สง่ิ กอ่ สรา้ งอน่ื รวมทงั้ คอกเลยี้ งสตั ว์ เรอื นเพาะชา ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ ขั้นตอนที่ 2 การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือสหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวสั ดิการ การศกึ ษา สงั คม และศาสนา ขนั้ ตอนที่ 3 การดาเนินธรุ กิจ โดยติดตอ่ ประสานงาน จดั หาทนุ หรอื แหลง่ เงิน พนื้ ทใ่ี ชเ้ ป็นทอ่ี ยอู่ าศยั

1.7 ทรัพยากรนา้ น้า เป็นทรัพยากรที่มีความสาคัญต่อชีวิตคนพืช และสัตวม์ ากท่ีสุดแต่ก็มีค่าน้อยท่ีสุดเม่ือ เปรยี บเทียบ กบั ทรพั ยากรธรรมชาตอิ นื่ ๆ 1.7.1 ประเภทของน้า แบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ 1. นา้ ผิวดิน ไดแ้ ก่ นา้ ในแมน่ า้ ลาคลอง ทะเลสาบ และในพนื้ ที่ชมุ่ นา้ ทเี่ ป็นนา้ จดื 2. นา้ ใตผ้ ิวดิน หรอื นา้ ใตด้ นิ หมายถึง นา้ จืดที่ขงั อยใู่ นชอ่ งวา่ งของดนิ หรอื หิน 1.7.2 การวัดคุณภาพของแหล่งน้า 1. ค่าพีเอช (pH) หรือค่าความเป็นกรด-ด่างค่าพีเอชจะมีค่าอยู่ในช่วง 0-14 ค่าพีเอช มากกวา่ 7 หมายถงึ มีสภาพเป็นดา่ ง 2. แหลง่ นา้ มีอณุ หภมู ชิ ว่ ง 20 องศาเซลเซียส 3. บีโอดี (Biochemical Oxygen Demand, BOD) หมายถึง ปริมาณของออกซิเจนที่ แบคทีเรยี ใชใ้ นการยอ่ ยสลายสารอินทรยี

4. ค่าดีโอ (Dissolved Oxygen, DO) ค่ารอ้ ยละของออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้าหรือ ของเหลว นา้ ทีม่ คี ณุ ภาพดี 5. กลิ่นเหม็น ถึงแมว้ ่าจะไม่เป็นอันตรายต่อสขุ ภาพโดยตรง แต่ก็เป็นผลกระทบท่ีรุนแรง ตอ่ การดารงชวี ติ และจิตใจของประชาชน 1.7.3 ประโยชนข์ องทรพั ยากรนา้ นา้ เป็นสง่ิ จาเป็นท่ีเราใชส้ าหรบั การดืม่ กิน คนเรามชี ีวิตอยโู่ ดยขาดนา้ ไดไ้ มเ่ กิน 3 วนั เราใช้ นา้ ใน กิจกรรม ดงั นี้ 1. ใชใ้ นการอปุ โภค-บรโิ ภค 2. การเพาะปลกู เลยี้ งสตั ว์ แหลง่ นา้ เป็นทอ่ี ยอู่ าศยั ของปลาและสตั วน์ า้ 3. การอตุ สาหกรรมตอ้ งใชน้ า้ ในขบวนการผลิต ใชล้ า้ งของเสีย ใชห้ ล่อเครื่องจกั รและระบาย ความรอ้ น ฯลฯ 4. แมน่ า้ ลาคลอง ทะเล มหาสมทุ ร เป็นเสน้ ทางคมนาคมขนสง่ ที่สาคญั 5. ทศั นียภาพของรมิ ฝ่ังทะเล และนา้ ทีใ่ สสะอาด เป็นแหลง่ ทอ่ งเทีย่ วของมนษุ ย์

1.7.4 ปัญหาทรัพยากรน้า ทสี่ าคัญมีดังนี้ 1. เพ่ิมปริมาณความตอ้ งการใชน้ า้ เพ่ือที่ จะผลิตอาหารใหไ้ ดเ้ พียงพอแก่จานวนประชากรท่ี เพิม่ ขึน้ 2. การกระจายนา้ ไปสสู่ ว่ นตา่ ง ๆ ของพนื้ ทีไ่ มเ่ ทา่ เทียมกนั 3. การเพ่ิมมลพษิ ในนา้ มลพษิ ในนา้

1.7.5 การอนุรักษท์ รัพยากรน้าทีส่ าคัญ ๆ มดี งั ตอ่ ไปนี้ 1. การใชน้ า้ อยา่ งประหยดั 2. การสงวนนา้ ไวใ้ ชใ้ นบางฤดหู รอื ในสภาวะทม่ี นี า้ มากเหลือใช้ 3. การพฒั นาแหลง่ นา้ ในพนื้ ท่ีขาดแคลนนา้ 4. การป้องกนั นา้ เสยี การไมท่ งิ้ ขยะ สิง่ ปฏกิ ลู และสารพษิ ลงในแหลง่ นา้ 5. การนานา้ เสียกลบั ไปใช้ นา้ ทไี่ มส่ ามารถใชไ้ ดใ้ นกิจการหนง่ึ

1.8 ทรัพยากรป่ าไม้ 1.8.1 ประเภทของป่ าไมใ้ นประเทศไทย ประเภทของป่ าไมจ้ ะแตกตา่ งกนั ไปขนึ้ อยกู่ บั การกระจายของฝนจาแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ 1. ป่ าประเภทไม่ผลัดใบ (Evergreen) ป่ าประเภทมองดเู ขียวชอมุ่ ตลอดปี ตน้ ไมแ้ ทบทงั้ หมดเป็นประเภททไี่ มผ่ ลดั ใบ ไดแ้ ก่ (1) ป่ าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest) (2) ป่ าสนเขา (Pine Forest) (3) ป่ าชายเลน (Mangrove Forest) บางทีเรยี กวา่ “ป่ าเลนนา้ เค็ม” หรอื ป่ าเลน (4) ป่ าพรุหรอื ป่ าบงึ นา้ จืด (Swamp Forest)

2. ป่ าประเภทผลัดใบ (Declduous) (1) ป่ าเบญจพรรณ (Mixed Declduous Forest) (2) ป่ าเต็งรงั (Declduous Dipterocarp Forest) (3) ป่ าหญา้ (Savannas Forest) 1.8.2 ประโยชน์ของทรัพยากรป่ าไม้ ประโยชน์ทางตรง (Direct Benefits) ไดแ้ ก่ ปัจจยั 4 ประการ 1. ใชไ้ มม้ าสรา้ งอาคารบา้ นเรอื นและผลิตภณั ฑต์ า่ ง ๆ เชน่ เฟอรน์ ิเจอร์ กระดาษ ฟืน เป็นตน้ 2. ใชเ้ ป็นอาหารจากสว่ นตา่ ง ๆ ของพืชและผล 3. ใชเ้ สน้ ใยทไี่ ดจ้ ากเปลือกไมแ้ ละเถาวลั ย์ มาถกั ทอเป็นเครอื่ งน่งุ หม่ เชือก และอ่ืน ๆ 4. ใชา้ ยารกั ษาโรคตา่ ง ๆ

ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits) 1. ป่ าไมเ้ ป็นเป็นแหลง่ กาเนิดตน้ นา้ ลาธาร 2. ป่ าไมท้ าใหเ้ กิดความชมุ่ ชนื้ และควบคมุ สภาวะอากาศ 3. ป่ าไมเ้ ป็นแหลง่ พกั ผ่อนและศกึ ษาความรู้ 4. ป่ าไมช้ ว่ ยบรรเทาความรุนแรงของลมพายแุ ละปอ้ งกนั อทุ กภยั 5. ป่ าไมช้ ว่ ยปอ้ งกนั การกดั เซาะและพดั พาหนา้ ดิน

1.8.3 การอนุรักษ์ทรัพยากรป่ าไม้ อยบู่ นความคิดทส่ี าคญั 3 ขอ้ คือ 1. Sustain yield concept ใจความสาคญั ของมโนทศั นน์ ีอ้ ยทู่ ่ีวา่ อตั ราการตดั ไมแ้ ละอตั รา การ เจรญิ เตบิ โตของไมต้ อ้ งสมดลุ กนั เพอื่ ใหม้ ผี ลผลติ ของไมใ้ ชไ้ ปไดโ้ ดยไมม่ ีท่สี นิ้ สุด 2. Multiple use concept วตั ถปุ ระสงคก์ ารจดั ป่ าไมค้ วรอยใู่ นลกั ษณะอเนกประสงค์ ป่ าไม้ไม่ใช่ แหล่งไมเ้ ท่านนั้ แต่เป็นแหล่งสตั วป์ ่ า แหล่งนันทนาการ แหล่งนา้ อีกทงั้ ยงั สามารถรกั ษา ความอุดม สมบรู ณข์ องดนิ และอตั ราเพิ่มธาตอุ าหารในนา้ ท่ีเรยี กวา่ Eutrophication 3. Long run policy นโยบายการจดั การป่ าไมร้ ะยะยาวเป็นนโยบายสาคญั ของการจดั การป่ าไม้

1.9 ทรัพยากรสตั วป์ ่ า สัตว์ป่ า (Wildlife) ในพระราชบญั ญัตสิ งวนและคมุ้ ครองสตั วป์ ่ า พ.ศ. 2535 ไดใ้ หค้ านิยามไวว้ ่า สัตวท์ ุกชนิด ไม่ว่าสัตวบ์ ก สัตวน์ า้ สัตวป์ ีก แมลงหรือแมง ซึ่งตามสภาพธรรมชาติ ย่อมเกิดและ ดารงชีวิต อย่ใู นป่ าหรือในนา้ และใหห้ มายความรวมถึง ไข่ของสัตวป์ ่ าเหล่านั้นทุกชนิดดว้ ย แต่ไม่ หมายความรวมถึง สตั วพ์ าหนะท่ไี ดจ้ ดทะเบียนทาต๋วั รูปพรรณตามกฎหมายวา่ ดว้ ยสตั วพ์ าหนะ 1.9.1 ประเภทของสตั วป์ ่ าพ.ร.บ. สงวน และคมุ้ ครองสตั วป์ ่ าพ.ศ. 2535 จาแนกสตั วป์ ่ าไวด้ งั ตอ่ ไปนี้ 1. สัตวป์ ่ าสงวนเป็ นสัตวป์ ่ าหายากหรือกาลังจะสูญพันธุ์ จึงหา้ มล่าหรือมีไวค้ รอบครอง ทงั้ สตั วท์ ่ยี งั มีชีวติ หรอื ซากสตั ว์ เวน้ แตก่ ระทาเพ่อื การศกึ ษาวิจยั ทางวชิ าการ

2. สัตวป์ ่ าคุ้มครองหมายถึงสัตวป์ ่ าตามที่กฎกระทรวงกาหนดให้เป็ นสัตวป์ ่ าคุ้มครอง กาหนดไว้ เช่น กระทิง กระรอกบิน กวาง เกง้ ชะมด ชะนี ไก่ป่ า นกยงู นกแรง้ นกเงือก งสู ิง งเู หลือม เป็นตน้ ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตใหล้ ่าไดห้ รือมีไวใ้ นครอบครอง หรือคา้ เวน้ แต่การกระทา โดยทาง ราชการ เพ่ือการศกึ ษาวจิ ยั และเพาะพนั ธุ์ ตวั อยา่ งดงั รูป สตั วป์ ่ าคมุ้ ครอง

3. สัตวป์ ่ านอกประเภท หมายถึง สัตวป์ ่ าที่ไม่ไดอ้ ยู่ในพระราชบัญญัติสงวนและ คุม้ ครอง สตั วป์ ่ า พ.ศ. 2535 1.9.2 ประโยชน์ของสัตว์ป่ า 1. เป็นอาหาร การนาเนือ้ ของสตั วป์ ่ ามาบรโิ ภค 2. ดา้ นเศรษฐกิจ ประโยชนด์ า้ นเศรษฐกิจทีไ่ ดจ้ ากสตั วป์ ่ ามีหลายรูปแบบ เชน่ การนาหนัง งา นอ และขน เป็นตน้ 3. เครอ่ื งใชเ้ ครอ่ื งประดบั 4.ดา้ นวิชาการ การคน้ ควา้ วิจัยทางดา้ นวิทยาศาสตรแ์ ละการแพทยท์ ่ีประสบผลสาเร็จและ สามารถนามาใชก้ บั คนไดด้ ว้ ยการาสตั วป์ ่ ามาทดลองกอ่ น 5. การรกั ษาสมดลุ ของธรรมชาต

1.9.3 การอนุรักษท์ รัพยากรสัตว์ป่ า มหี ลกั ในการจดั การดงั นี้ 1. การประกาศพนื้ ท่ีคมุ้ ครอง เชน่ อทุ ยานแหง่ ชาติ เขตรกั ษาพนั ธุส์ ตั วป์ ่ า วนอุทยาน 2. จากดั การลา่ หา้ มลา่ ในบางฤดทู ีผ่ สมพนั ธุ์ 3. การควบคุมส่ิงทาลาย เช่น การเขา้ ไปแย่งอาหารท่ีอย่อู าศยั หรือการนาสตั วต์ ่างถิ่นมาเลีย้ ง อาจก่อใหเ้ กิดผลกระทบตอ่ สตั วป์ ่ าได้ ทงั้ ในเรอื่ งโรคระบาดและการลา่ กดั กินสตั วพ์ นื้ เมือง 4. การเพ่ิมปริมาณสัตวป์ ่ าใหม้ ากขึน้ เช่น การเพาะเลีย้ งในพืน้ ที่ธรรมชาติ การผสมเทียม ซ่ึง ปัจจบุ นั ไดม้ ีการจดั ตงั้ ศนู ยเ์ พาะเลยี้ งและขยายพนั ธสุ์ ตั วป์ ่ าขนึ้ หลายแหง่

1.10 ทรัพยากรทางทะเล ป่ าชายเลนเป็นระบบนิเวศของป่ าชายฝ่ังที่ทนตอ่ สภาพความเคม็ ได้ พนั ธุไ์ มป้ ่ าชายเลน ไดแ้ ก่ 1. โกงกาง ทงั้ โกงกางใบเลก็ และโกงกางใบใหญ่ 2. ไมแ้ สน 3. ไมต้ ะบนู 4. ไมเ้ สมด็ 5. พวกปรง จะพบท่วั ๆ ไปในป่ าชายเลน ป่ าโกงกาง

1.10.1 ประโยชน์ของป่ าชายเลน ป่ าชายเลนมีความสาคญั และมีประโยชนอ์ ย่างมหาศาลตอ่ มนุษย์ ทงั้ ทางดา้ นเศรษฐกิจสงั คม และทางดา้ นนิเวศวทิ ยา ดงั นี้ 1. การนาไมม้ าใชป้ ระโยชน์ 2. เป็นทป่ี ้องกนั ชายทะเล 3. ทาหนา้ ท่ีเป็นแหลง่ กกั ตะกอน สิ่งปฏกิ ลู และสารมลพษิ ตา่ ง ๆ 4. ชว่ ยใหม้ กี ารงอกตวั ของแผ่นดินจากการท่ตี ะกอนดินทรายซงึ่ ไหลมากบั แมน่ า้ 5. นิเวศวทิ ยาป่ าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่เหมาะสมกบั การวางไข่ 6. เป็นแหลง่ พกั ผอ่ นหยอ่ นใจความสวยงามจากพรรณไมต้ า่ ง ๆ

1.10.2 การอนุรักษ์ป่ าชายเลน 1. การรกั ษาพนื้ ที่ป่ าชายเลนท่มี อี ยใู่ หค้ งไว้ 2. การจดั การวางแผนการใชท้ ่ีดนิ ชายฝ่ังทะเลใหเ้ หมาะสม 3. การเพ่มิ พนื้ ที่ป่ าชายเลน โดยการปลกู ป่ า 4. การใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรป่ าชายเลนใหม้ ีประสิทธิภาพมากขึน้ มีการใชป้ ระโยชน์ แบบผสม ระหวา่ งประมงและป่ าไม้ 1.10.3 ปะการัง ปะการัง (Corals) เป็นสตั วไ์ มม่ กี ระดกู สนั หลงั ขนาดเล็ก มีโครงสรา้ งหินปนู หอ่ หุม้ ตวั อ่อน น่มุ ไว้ ปะการงั จะเตบิ โตไดด้ เี ฉพาะบรเิ วณท่มี นี า้ ทะเลท่ีมีอณุ หภมู ิตงั้ แต่ 18-27 องศาเซลเซียส เชน่

1. สาหรา่ ยเซลลเ์ ดียว ปะการงั 2. หญา้ ทะเล 3. ฟองนา้ 4. ปะการงั ออ่ น 5. กลั ปังหา 6. ดอกไมท้ ะเล 7. สตั วอ์ ่ืน ๆ ที่อาศยั อยใู่ นแนวปะการงั กลั ปังหา

1.10.4 ประโยชน์ของแนวปะการัง 1. แนวปะการงั บรเิ วณชายฝ่ังและแนวปะการงั แบบกาแพง 2. แนวปะการงั เป็นตวั สรา้ งทรายใหก้ บั ชายหาด 3. แนวปะการงั เป็นแหลง่ อาหารมนษุ ย์ 4. สารพิษบางอยา่ งซง่ึ สตั วท์ ะเลในแนวปะการงั สรา้ งเพอื่ ปอ้ งกนั ตวั เองนนั้ 5. แนวปะการงั และสิง่ มชี วี ติ ทีส่ วยงามใตท้ อ้ งทะเล 1.10.5 การอนุรักษป์ ะการังดาเนินการดังนี้ คอื 1. ทาการกาหนดเขตการใชป้ ระโยชนใ์ นแนวปะการงั 2. ติดตงั้ ทนุ่ ผกู เรอื ในเขตการใชป้ ระโยชนใ์ นแนวปะการงั ทมี่ คี วามสาคญั สงู สาหรบั ใหจ้ อดเรอื โดยไมใ่ หท้ ิง้ สมอ 3. หา้ มการจบั ปลาทกุ ประเภทในบางบรเิ วณ เพอ่ื ใหม้ ปี ลาเขา้ มาหลบในบรเิ วณนนั้ มากขนึ้ 4. นาเรอื ทอ้ งกระจกมาใหบ้ รกิ ารเพือ่ ใหช้ มปะการงั 5. ประชาสมั พนั ธใ์ หม้ ีการตระหนกั ถึงคณุ คา่ ของทรพั ยากรปะการงั

1.11 ความเกยี่ วขอ้ งของสง่ิ แวดล้อมกบั วิถชี ีวติ มนุษย์ 1. เป็นแหลง่ ปัจจยั พนื้ ฐานในการดารงชวี ิตของมนษุ ย์ 2. ส่ิงกาหนดการตงั้ ถิ่นฐานและชมุ ชน 3. ตวั กาหนดลกั ษณะอาชพี 4. ตวั กาหนดรูปแบบของวฒั นธรรม ส่ิงแวดล้อม หมายถึง ทกุ ส่ิงทกุ อย่างท่ีอย่รู อบตัว ทงั้ มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งท่ีเกิดขึน้ เองตาม ธรรมชาติ และสง่ิ ทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขึน้ ส่ิงแวดล้อมแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ สิ่งแวดล้อมท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และ สิง่ แวดลอ้ ม ทีม่ นษุ ยส์ รา้ งขึน้ ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งท่ีเกิดขึน้ เองตามธรรมชาติ มีประโยชนส์ ามารถสนองความ ตอ้ งการ ของมนษุ ยไ์ ด้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook