1 พฒั นาการตา่ งๆในทวปี ยโุ รป 2
3 พฒั นาการดา้ นการเมืองการปกครอง 4 โดยทวั่ ไปกล่าวไดว้ า่ ในอดีตดินแดนส่วนใหญ่ของ เม่ือจกั รวรรดิโรมนั ล่มสลายลงใน ค.ศ. ๔๗๖ ยโุ รปไดเ้ ขา้ สู่สมยั กลาง (Milddle ทวปี ยโุ รปมีกษตั ริยเ์ ป็นประมุขสูงสุด แมแ้ ต่ใน Ages ค.ศ. ๔๗๖-๑๔๙๒)ที่ระยะแรกๆบา้ นเมืองแตกแยกจากการเขา้ รุกรานของพวกอนารย สมยั กรีกเรืองอานาจเมื่อกวา่ ๕๐๐ ปี ก่อน ชนเผา่ กอท (Goth) หรือชนเผา่ เยอรมนั ที่อพยพลงมาจากตอนเหนือ ระบอบการปกครอง คริสตศ์ กั ราช ระบอบการปกครองแบบกษตั ริยก์ ็ แบบรวมศูนยอ์ านาจของโรมสลายตวั บา้ นเมืองไร้ข่ือแป ประมวลกฎหมายโรมนั ท่ีใชบ้ งั คบั เป็นท่ีรู้จกั กนั แพร่หลายแลว้ ในสมยั จกั รวรรดิ ทวั่ ท้งั จกั รวรรดิถูกละทิ้งเกิดเป็นระบอบการปกครองแบบฟิ วดลั (feudalism) หรือการ โรมนั (๒๗ ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช-ค.ศ.๔๗๖) พระ ปกครองแบบกระจายอานาจการปกครองตกอยใู่ นมือของขนุ นางเจา้ ของท่ีดิน และมีการใช้ ประมุขสูงสุด เรียกวา่ ซีซาร์หรือจักรพรรดิซ่ึงทรง กฎหมายจารีตประเพณี (customary law) ของพวกอนารยชนแทนประมวลกฎหมายโรมนั ปกครองอาณาบริเวณกวา้ งขวางครอบคลุมพ้ืนที่ใน อยา่ งไรกด็ ี กษตั ริยก์ ย็ งั คงไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เป็นเจา้ ของแผน่ ดินและไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เป็น ยโุ รปและบางส่วนของเอเชียและแอฟริกา พระประมุข (แต่ไม่มีอานาจ) แต่ในปลายสมยั กลางกษตั ริยต์ ่างสามารถสถาปนาอานาจ ปกครองแบบรวมศนู ยอ์ านาจและสร้างรัฐชาติ (nation state) ท่ีรวมดินแดนต่างๆ เขา้ เป็นชาติ เดียวกนั ได้ ซ่ึงพระราชอานาจในการปกครองของกษตั ริยใ์ นดินแดนต่างๆ มีพฒั นาการที่ แตกต่างกนั
5 6 ระบอบการปกครองของทวปี ยโุ รป จะเห็นไดเ้ ด่นชดั 2. ระบบคอมมวิ นิสต์ ใช้กนั ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวนั ออก อยู่ 2 ระบอบ เช่น รัสเซีย 1. ระบอบประชาธิปไตย ใช้กนั ทางแถบยุโรปเหนือ ยุโรปใต้ ยุโรปกลาง แบ่งออกเป็ น 2 รูปแบบ คือ 1.1 แบบมีพระมหากษตั ริยเ์ ป็นประมุข ไดแ้ ก่ สหราช อาณาจกั ร สเปน สวเี ดน –นอร์เวย-์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยยี ม - เดนมาร์ก 1.2 แบบที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ไดแ้ ก่ ฝรั่งเศส- เยอรมนี ไอซ์แลนด์ –กรีซ- อิตาลี -โปรตุเกส –ออสเตรีย- สวติ เซอร์แลนด์
7 8 พฒั นาการดา้ นเศรฐกิจของทวปี ยโุ รป เศรษฐกิจในเขตแมเนอร์เป็นเศรษฐกิจพอเล้ียงตนเอง (self- sufficient economy) ที่ชาวไร่ชาวนาต่างประกอบอาชีพพอ ระหวา่ ง ค.ศ. ๔๗๖-๑๐๕๐ หรือสมยั กลางตอนตน้ ชาวไร่ กินพอใชแ้ ละผลิตสินคา้ เพ่อื ใชเ้ องหรือแลกเปลี่ยนกนั ชาวนาส่วนใหญ่ต่างสูญเสียอิสรภาพและกลายเป็ นทาสติด การคา้ ท่ีเคยรุ่งเรืองในสมยั จกั รวรรดิโรมนั ตอ้ งหยดุ ชะงกั ท่ีดิน (serf) ตอ้ งอยใู่ นสงั กดั ของขนุ นางเจา้ ของที่ดินและ เป็นเวลากวา่ ๕๐๐ ปี ก่อนท่ียโุ รปจะฟ้ื นตวั จนสามารถ ดารงชีวติ อยใู่ นเขตแมเนอร์ (manor) ซ่ึงเป็นเขตท่ีดินใน สร้างความเป็นปึ กแผน่ และปลอดภยั จากการรุกรานของ ปกครองของขนุ นาง และเป็นท่ีเพาะปลูกและอยอู่ าศยั โดยมี พวกอนารยชน จานวนประชากรไดเ้ พ่ิมมากข้ึนและ เขตท่ีเป็นท่ีต้งั ปราสาทของขนุ นางเจา้ ของท่ีดิน และเขต สามารถผลิตสินคา้ เพอื่ การคา้ ขายท้งั ภายในประเทศและ หมู่บา้ นซ่ึงเป็นเขตที่อยอู่ าศยั ของพวกทาสติดที่ดินและชาวไร่ ส่งออกได้ ชาวนาบางคนท่ีเป็ นเสรี ชน
9 รูปแบบเศรษฐกิจดา้ นตา่ ง ๆ 10 1.เศรษฐกจิ แบบพาณชิ ยนิยม 2.เศรษฐกจิ แบบทุนนิยม เศรษฐกิจแบบพาณิชยนิยม (mercantilism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ ปลายคริสตศ์ ตวรรษที่ ๑๘ ไดเ้ กิดแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เกิดข้ึนและพฒั นาพร้อมๆ กบั การก่อตวั ของรัฐชาติ เป็นรูปแบบของ และการเมืองท่ีสาคญั คือ แนวคิด ไลส์เซ-แฟร์ (laissez- เศรษฐกิจคริสตศ์ ตวรรษท่ี ๑๖-๑๘ โดยรัฐเขา้ ควบคุมอุตสาหกรรม faireเป็นคาฝรั่งเศส หมายถึง ปล่อยใหเ้ ป็นเอง) และแนวคิด และการคา้ ภายในประเทศ ส่งเสริมการดาเนินธุรกิจของพอ่ คา้ การ การคา้ เสรี (free trade) ของแอดมั สมิท (Adam Smith) ชาว ส่งสินคา้ ออก และกีดกนั การนาเขา้ สินคา้ จากต่างประเทศลทั ธิ สกอต เจา้ ของผลงานเรื่อง The Wealth of Nations (ค.ศ. พาณิชยนิยมเป็นผลจากความเช่ือวา่ การควบคุมและการดาเนินธุรกิจ ๑๗๗๖) ท่ีกาหนดใหอ้ ุปสงค์ (demand) และอุปทาน (supply) ต่างๆ จะทาใหร้ ัฐมนั่ คง เขม้ แขง็ ดงั น้นั จึงถือเป็นหนา้ ที่และความ เป็นตวั กาหนดกลไกของตลาด จาเป็นของรัฐท่ีจะตอ้ งดาเนินการทุกวถิ ีทางเพอ่ื เป็นเจา้ ของ ดา้ นเศรษฐกิจน้นั ไลส์เซ-แฟร์ หมายถึง การดาเนินนโยบาย ทรัพยากรและโภคทรัพยต์ ่างๆ และเขา้ ครอบครองดินแดนต่างๆ ภายในท่ีรัฐบาลไม่ควรเขา้ ไปกา้ วก่ายกบั การคา้ เป็นธุรกิจของ แลว้ จดั ต้งั เป็นอาณานิคม เผยแผศ่ าสนา ทา้ ยที่สุดกก็ ่อใหเ้ กิดความ ภาคเอกชนท้งั ในดา้ นอุตสาหกรรมและการเงิน ระบบ ขดั แยง้ กนั เองและเขา้ สู่สงคราม กลายเป็นสงครามที่ลุกลามใน เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมส่งเสริมใหน้ ายทุนแข่งขนั กนั อยา่ งเสรี ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ผบู้ ริโภคจะทาใหก้ ลไกของตลาดเคลื่อนไหวและนาความมง่ั คงั่ มาสู่รัฐได้
11 12 พฒั นาการดา้ นสงั คมดา้ นศิลปวฒั นธรรม 1.2การขยายตวั ของเมืองในยุคปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรม การขยายตวั ของเมืองในยคุ ปฏิวตั ิอุตสาหกรรมเด่นชดั ข้ึนในกลางคริสตศ์ ตวรรษที่ 1.1กาเนิดของชนช้ันกลาง ๑๙ กล่าวคือใน ค.ศ. ๑๘๕๑ การสารวจสามะโนครัวในองั กฤษบ่งช้ีใหเ้ ห็นเป็นคร้ัง ในสมยั กลางตอนตน้ สงั คมของตะวนั ตกประกอบดว้ ย ชนช้นั ๓ แรกวา่ มีประชากรอาศยั อยใู่ นเขตเมืองมากกวา่ อยใู่ นเขตชนบท ขณะที่ประเทศ ฐานนั ดร ไดแ้ ก่ กษตั ริย-์ ขนุ นาง นกั บวช และชาวไร่-ชาวนา (ทาส อ่ืนๆ กม็ ีแนวโนม้ ของสงั คมเมืองในลกั ษณะเดียวกนั น้ีดว้ ย แต่เม่ือสิ้น ติดท่ีดิน) แต่เม่ือมีการฟ้ื นตวั ของเศรษฐกิจและเมืองข้ึนใน คริสตศ์ ตวรรษท่ี ๑๙ มีเมืองกวา่ ๕๐ แห่งที่มีประชากรมากกวา่ ๑ ลา้ นคน ปัจจุบนั คริสตศ์ ตวรรษที่ ๑๑ สงั คมยโุ รปกเ็ กิดชนช้นั ใหม่ คือ ชนช้นั กลาง ประชากรส่วนใหญ่ในทวีปยโุ รปมากกวา่ ร้อยละ ๕๐-๖๐ อาศยั อยใู่ นเขตเมืองซ่ึงมี หรือชนช้นั กระฎุมพี ท่ีประกอบอาชีพต่างๆ เช่น ช่างฝีมือ ลูกจา้ ง ขนาดใหญ่ พ่อคา้ อาจารย์ นกั ศึกษา โดยอาศยั อยใู่ นเขตเมือง ถือวา่ เป็น ชนช้ัน ใหม่ ของสงั คมตะวนั ตก ชนช้นั กลางเหล่าน้ีไดร้ ่วมกนั วางรากฐาน ความเจริญใหแ้ ก่สงั คมยโุ รปและปลูกฝังอุดมการณ์และวิธีการ ปฏิบตั ิในการอยรู่ ่วมกนั เช่น สิทธิและหนา้ ท่ีของชาวเมือง การ จดั เกบ็ ภาษีและค่าปรับ เป็นตน้ เพื่อนารายไดม้ าบริหาร การทานุ บารุงแลการป้องกนั เมือง ส่งเสริมและขยายการศึกษาการจดั ต้งั มหาวทิ ยาลยั และเกิดการฟ้ื นฟูศิลปวทิ ยาการและความเจริญอื่นๆ ตลอดจนส่งเสริมคุณธรรมและใหค้ วามสาคญั แก่สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคปัจเจกบุคคล ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานสาคญั ที่ทาให้ สงั คมยโุ รปสามารถพฒั นาระบอบการปกครองแบบระบอบ ประชาธิปไตย
13 14 1.3การสร้างสรรค์ทางศิลปวฒั นธรรม แมว้ า่ ศิลปวฒั นธรรมของกรีก-โรมนั คือ รากเหงา้ ของอารยธรรม ตะวนั ตก แต่คริสตศ์ าสนาซ่ึงเป็นท่ียอมรับในจกั รวรรดิมนั ต้งั แต่ตน้ คริสตศ์ ตวรรษที่ ๔ และมีอิทธิพลอยา่ งมากในโลกตะวนั ตกจนสมยั กลางไดช้ ่ือวา่ ยคุ แห่งศรัทธา (Age of Faith) กค็ ือ พลงั ท่ีแต่งเติมให้ ศิลปวฒั นธรรมของยโุ รปบรรลุความงามและความสมบูรณ์แบบ ท้งั มีการสร้างมหาวหิ าร (cathedral) ดว้ ยศิลปะแบบกอทิกไปทว่ั ยโุ รป ในระหวา่ ง ค.ศ. ๑๑๐๐-๑๓๐๐ มีจานวนมากกวา่ ๕๐๐ แห่ง ต่อมา ในยคุ ฟ้ื นฟูศิลปะวทิ ยาการ (Renaissance) ท่ีเริ่มตน้ ในอิตาลีในกลาง คริสตศ์ ตวรรษที่ ๑๔ ยโุ รปสามารถฟ้ื นฟูการศึกษาและผลงาน สร้างสรรคท์ างดา้ นวจิ ิตรศิลป์ ของกรีก-โรมนั ข้ึนมาใหม่ ศิลปิ นต่าง หวนกลบั ไปสู่โลกของธรรมชาติ จนเกิดเป็นรูปแบบของศิลปะซ่ึง เป็นความงามของธรรมชาติและการวภิ าคของมนุษยท์ ี่จดั วา่ เป็น ผลงานอนั ยงิ่ ใหญ่ของพระเป็นเจา้ มาซกั ซีโอ (Masaccio, ค.ศ. ๑๔๐๑-๑๔๒๘) เป็นจิตรกรอิตาลีคนแรกที่นาเทคนิคการวาดภาพ ๓ มิติมาใช้ จนเกิดเป็นแนวคิดใหม่ที่วา่ ลกั ษณะท่ี สมจริง (realism) น้นั เป็นอยา่ งไร
Search
Read the Text Version
- 1 - 7
Pages: