วิธีการ เพื่อความสุขของชีวิต พระพทุ ธศาสนสภุ าษติ บทหนง่ึ กลา่ วไวแ้ ปลความวา่ “ละเหตทุ กุ ขไ์ ด้ เปน็ สขุ ในทท่ี งั้ ปวง” ความหมาย โดยตรง และโดยงา่ ยของพทุ ธภาษติ นกี้ ค็ อื ไมท่ �ำเหตทุ ่ี จะน�ำให้เกิดความทุกข์ ก็จะไม่มีทุกข์ ก็จะเป็นสุข ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนต�ำบลใดก็จะไม่มีทุกข์ ก็จะเป็นสุข ท่ีจริงแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะท�ำให้เกิดปัญหาขัดแย้งได ้ เปน็ สจั จะทเี่ หน็ ไดถ้ นดั ชดั เจนแลว้ ไมท่ �ำเรอ่ื งใหเ้ กดิ ทกุ ข์ ก็ไม่มีทุกข์ ก็มีแต่สุขเหมือนไม่ให้ท้องว่างก็ไม่หิว ไม่ชุบผ้าขาวลงในน้�ำสีด�ำ ผ้าก็ไม่ด�ำ การไม่ปล่อยให้ ท้องว่าง คือการละเหตุท่ีจะท�ำให้ท้องเป็นทุกข์คือหิว การไมช่ บุ ผา้ ขาว ลงในนำ้� สดี �ำ คอื การละเหตทุ จี่ ะท�ำให้ ผา้ เปน็ สดี �ำ
50 วิธีสร้างบุญบารมี เหตุน้ีมีความส�ำคัญยิ่งนักเพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะ ใหผ้ ล ผลจะดจี ะรา้ ยกอ็ ยทู่ เี่ หตุ ไมไ่ ดอ้ ยทู่ อี่ ะไรอน่ื และ ผจู้ ะไดร้ บั ผล กต็ อ้ งเปน็ ผทู้ �ำเหตุ ผไู้ มไ่ ดท้ �ำเหตจุ ะไมไ่ ด้ รับผล การกล่าวเช่นน้ีว่าที่จริงแล้วมีทางให้เกิดปัญหา โต้แย้งได้มากมาย ดังที่มีปรากฏอยู่เสมอไม่ว่างเว้น เกิดมาไม่เคยท�ำบาปท�ำกรรม ท�ำไมถึงต้องมารับทุกข์ อยา่ งนนั้ อยา่ งน้ี นเี้ ปน็ ตวั อยา่ งทปี่ รารภปรารมภ์ ครำ�่ ครวญ กนั อยู่มากมาย ซ่ึงคดิ หรอื มองแตเ่ พยี งผวิ เผนิ กน็ ่าเช่ือ เช่นนั้น คนบางคนท�ำดีให้เห็นอยู่ไม่เคยท�ำไม่ดีให ้ เห็นเลย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้รับผลดีอย่างไร ยากจน แสนสาหสั กม็ ี ทกุ ขร์ อ้ นดว้ ยเรอื่ งรอ้ ยแปดกม็ ี เหตแุ หง่ ทกุ ขท์ ท่ี า่ นใหล้ ะ จงึ ไมใ่ ชเ่ หตทุ ปี่ รากฏใหเ้ หน็ ในปจั จบุ นั เทา่ นน้ั เหตทุ เี่ หน็ ๆ อยู่ หรอื เปน็ เหตใุ นภพชาตปิ จั จบุ นั บางคร้ังบางคราวก็ให้ผลใหญ่ย่ิง ไม่เสมอกับเหตุที่แล ไมเ่ หน็ หรอื เหตทุ พ่ี น้ ไปจากภพชาตปิ จั จบุ นั แลว้ เหตทุ ่ี ไม่ได้ละกันในอดีตท่ีแลไม่เห็นรู้ไม่ถึง ก็มีผล ไม่ใช่ว่า ไมม่ ี และกม็ ผี ลมาถงึ ปจั จบุ นั ไดด้ ว้ ย ไมใ่ ชว่ า่ ไมไ่ ด้ และ ผลก็ ตรงตามเหตุเสมอด้วย เปน็ จรงิ เป็นจงั ด้วย ไมม่ ี คลาดเคลือ่ น แม้เลก็ น้อยเพยี งไร
วิธีการเพ่ือความสุขของชีวิต 51 ทกุ คนอยากเปน็ สขุ ยง่ิ สามารถเปน็ สขุ ในทที่ ง้ั ปวง หรอื ทุกเวลานัน่ เอง ยง่ิ จะยนิ ดีย่ิงนัก จงึ ควรต้องเขา้ ใจ วา่ เมื่ออยากเช่นนัน้ เป็นผล ก็ต้องท�ำเหตุให้ตรงกบั ผล เชน่ นน้ั เป็นสุขในที่ท้ังปวงไม่หมายเฉพาะเป็นสุขในชาติ น้ีภพน้ีหมายถึงเป็นสุขในชาติหน้าภพหน้าด้วย บางที ชาตินี้ภพนี้ เราจะต้องเสวยผลของเหตุในชาติอดีตภพ อดตี ทต่ี ามมาทนั สขุ ในทที่ ง้ั ปวงกค็ อื สขุ ทงั้ ภพหนา้ ดว้ ย ชาติน้ีเป็นสุขก็ต้องระวังอย่าให้ชาติหน้าเป็นทุกข์ ต้อง ละเหตุท่จี ะให้เป็นทกุ ข์ท้ังหมด เหตุทุกข์คือความไม่ดีทุกประการ อันความไม่ดี ทกุ ประการเกดิ จากใจ เชน่ เดียวกับความดีทกุ ประการ ก็เกิดจากใจ ท่านจึงว่าความทุกข์เกิดจากใจ ความสุข ก็เกิดจากใจ หรืออีกอย่างหน่ึงก็ว่าความทุกข์เกิดจาก ความคิด ความสุขก็เกิดจากความคดิ ความคดิ หรอื ใจ จงึ เปน็ ความส�ำคญั ทสี่ ดุ ส�ำหรบั ทกุ คน จะมสี ขุ หรอื ทกุ ข์ ก็อยู่ที่ใจ อยู่ที่ความคิดของใจ ใจคิดให้ละเหตุทุกข์ การพูดการท�ำกรรมท้ังปวงก็จะเป็นการละเหตุทุกข ์
52 วิธีสร้างบุญบารมี ความทุกข์ ย่อมไม่มี ย่อมมีความสุข ย่อมเป็นสุข ละเหตุทกุ ขไ์ ดเ้ พียงไร ย่อมมสี ขุ เพียงน้นั ความคิดใคร่ในสิ่งท่ีน่าปรารถนาพอใจ ความ อยากมี อยากเป็น ความอยากไม่มีไม่เป็น น้ีเป็น ความคิดที่เป็นเหตุทุกข์ ท�ำความคิดน้ีให้เบาบาง เพียงไร ความทุกข์จะลดนอ้ ยลงเพยี งนั้น ความสขุ จะมี มากเพยี งนนั้ แมป้ รารถนาจะละเหตแุ หง่ ทกุ ข์ เพอื่ เปน็ สขุ ในท่ที ั้งปวง ท้งั ในภพนี้และในภพหนา้ ตอ้ งละความคิด ดังกล่าว ซึ่งจะสามารถละได้ก็ต่อเมื่อใช้สติพิจารณา ความรู้สึกในใจ ให้เห็นความอยากท่ีเกิดขึ้นดังกล่าว ท้ังอยากได้ส่ิงน่าใคร่น่าปรารถนาพอใจ ท้ังอยากม ี อยากเป็น อยากไม่มี ไม่เป็น ดูให้เห็น เห็นอย่างรู้ วา่ นนั้ เปน็ เหตุทกุ ข์ ตอ้ งการละเหตุทุกข์ ตอ้ งละความ อยากเหลา่ นนั้ ใหไ้ ด้ ละใหไ้ ดท้ กุ ครงั้ ทแี่ ลเหน็ ทรี่ วู้ า่ เปน็ ความอยาก พยายามดใู จตนเองใหเ้ หน็ ดงั กลา่ ว พยายาม ดบั สง่ิ ที่เห็นเหตุทุกข์ดงั กลา่ ว ท�ำไปเรือ่ ยๆ จะมสี ขุ ในท่ี ทงั้ ปวงได้แน่นอน
วิธีการเพื่อความสุขของชีวิต 53 เสบียงเพอ่ื อนาคต พระพทุ ธองคท์ รงสอนไวอ้ ยา่ งหนงึ่ ทเ่ี ปน็ คณุ อยา่ ง ย่ิงแก่ผู้ปฏิบัติ คือทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบัน ๑ ไม่ให้ อาลยั อดตี ๑ ไมใ่ หเ้ พอ้ ฝนั ถงึ อนาคต ๑ ทงั้ ๓ ประการ นไี้ มไ่ ดห้ มายถงึ ทเี่ ปน็ โทษ แตห่ มายถงึ ทเี่ ปน็ คณุ ประโยชน์ เทา่ น้นั ทว่ี า่ ไมใ่ หอ้ าลยั ถงึ อดตี กม็ คี วามหมายตรงตวั คอื อะไรท่ีเกิดขึ้นแลว้ ผ่านไปแล้ว แม้เป็นความสขุ ความ ชื่นชอบยินดี ก็อย่าไปผูกใจอาลัยถึง อยากให้กลับมา ด�ำรงอยู่ต่อไป ซึง่ เป็นไปไมไ่ ด้ เมอื่ เปน็ ไปไม่ได้ แม้ไป อาลัยอาวรณป์ รารถนาใหเ้ ป็นไปให้ได้ ก็ยอ่ มจะต้องได้ รับความทุกข์เพราะความไม่สมหวัง ถ้าเป็นความทุกข์ ความไม่ช่ืนชอบยินดีพอใจ ก็อย่าไปผูกใจอาวรณ์ถึง แตจ่ งปลอ่ ยเสยี การน�ำใจไปผกู ไวก้ บั เรอ่ื งราวทเี่ ปน็ ทกุ ข์ เป็นความเศร้าหมอง ย่อมท�ำใหต้ อ้ งเป็นทกุ ข์เดอื ดร้อน ไมส่ น้ิ สดุ ความทกุ ขร์ อ้ นควรจะหมดสน้ิ ไปพรอ้ มกบั อดตี ที่ล่วงไปแล้ว ผู้มีปัญญาพึงปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ ทรงสอนไว้ เม่ือคดิ ถงึ อดตี ให้หยุดเสยี ให้พยายามลืม
54 วิธีสร้างบุญบารมี อดตี เสยี จะไดพ้ น้ จากทกุ ขโ์ ทษของอดตี อยา่ งไรกต็ าม ท่ีให้วางอดีตเสียน้ัน ไม่ได้หมายความว่าให้ลืมอะไรๆ ทงั้ หมดทเ่ี กดิ แลว้ ความลมื กบั ความปลอ่ ยวางไมเ่ หมอื นกนั พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทรง สอนให้มีสติจ�ำที่ควรจ�ำ คือจ�ำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ทไี่ มเ่ ปน็ กเิ ลส แตท่ รงสอนใหล้ มื สงิ่ ทเี่ ปน็ กเิ ลส ทกี่ อ่ ให้ เกิดกเิ ลสโทษทุกข์ทุกอยา่ ง ไมม่ ียกเว้นวา่ ให้อาลัยอดีต เรื่องน้ีเพราะมีความส�ำคัญเป็นพิเศษ อดีตเป็นทุกข์ เป็นกิเลส ทุกอย่างต้องลืมให้หมด ปล่อยให้หมด วางให้หมด อนาคตก็ไม่ให้เพ้อฝันถึง คือไม่ให้คาดคะเนว่า อนาคตจะได้ลาภได้ยศอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะการ คาดคะเนล่วงหน้าเช่นน้ีท�ำให้ใจฟุ้งซ่านไม่สงบสุขใน ปัจจุบันด้วย และในอนาคต ถ้าไม่เป็นไปตามคาดคิด กจ็ ะเสยี ใจเพราะผดิ หวงั สอู้ ยอู่ ยา่ งไมค่ าดคดิ ถงึ อนาคต อย่างมีกิเลสจะเป็นสุขสงบกว่า อยู่กับปัจจุบันได้มาก เพียงไร ก็จะมีความสุขได้มากเพียงน้ัน แต่ก็ไม่ได้ หมายความวา่ การท�ำอะไรไมต่ อ้ งตระเตรยี มเพอ่ื อนาคต
วิธีการเพ่ือความสุขของชีวิต 55 การเตรียมอนาคตท่ีส�ำคัญมากอย่างหน่ึงก็คือ การเตรียมอนาคตในภพชาติเบ้ืองหน้า ทุกคนจะมี ชวี ติ อยใู่ นชาตนิ อ้ี ยา่ งมาก กป็ ระมาณรอ้ ยขวบปเี ทา่ นน้ั จะทกุ ขจ์ ะสขุ ในภพชาตนิ กี้ จ็ ะชว่ั ระยะเวลาทไี่ มน่ านเทา่ ไร โดยเฉพาะผู้ผ่านพ้นวัยเด็กมา ศึกษาธรรมอยู่แล้วใน ขณะน้ี ย่อมมเี วลาในภพชาตินี้อีกไม่นานเลย ได้ความ มง่ั มศี รสี ขุ ลาภ ยศ สรรเสรญิ ในภพชาตนิ ส้ี กั เพยี งไร ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้นาน แต่ภพชาติในอนาคตน้ันนาน นักหนา นับปีนับชาติไม่ได้ จึงควรเตรียมภพชาติใน อนาคตมากกวา่ ทที่ า่ นเรยี กวา่ เตรียมเสบียงเดนิ ทางไว้ ส�ำหรับภพชาติข้างหน้า คือเตรียมบุญกุศลไว้ให้พร้อม ให้เพียงพอแก่ทางท่ีไกลแสนไกล จนประมาณไม่ได ้ บุญกุศลที่จะเป็นเสบียงเดินทางนั้นต้องประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา การท�ำจิตท�ำใจให้ผอ่ งแผ้ว บรสิ ทุ ธิ์ จากโลภ โกรธ หลง จ�ำเปน็ ท่ีสดุ ส�ำคญั ที่สดุ และกม็ ี โอกาสจะท�ำไดม้ ากทสี่ ดุ เพราะไมต่ อ้ งประกอบดว้ ยอะไร อน่ื เลย ใจมอี ยกู่ บั ตวั เราเองแลว้ กเิ ลสกอ็ ยกู่ บั ใจนนั่ เอง ถอดถอนออกเสียให้เสมอทุกเวลานาที ทุกอิริยาบถ ยอ่ มไดร้ บั ผลเปน็ เสบยี งทพี่ งึ ปรารถนาของนกั เดนิ ทางทส่ี ดุ
ความหมาย ของบารมี บารมีนำ� ไปสู่ความเป็นพระพทุ ธเจ้า ค�ำวา่ บารมนี ้ี ทา่ นแสดงวา่ พระโพธสิ ตั วไ์ ดบ้ �ำเพญ็ บารมีมาโดยล�ำดับตลอดเวลาช้านาน และบารมีท่ี พระโพธิสัตว์ทรงบ�ำเพ็ญนั้น เม่ือบ�ำเพ็ญมากๆ เข้า ก็เป็นบารมีท่ีสูงขึ้นๆ หรือบริบูรณ์ข้ึน เพราะฉะน้ัน จงึ จดั เปน็ ๓ ชั้น เรยี กวา่ บารมี อุปบารมี ปรมตั ถ- บารมี ท่ีเรียกว่าบารมี ในเมื่อแบ่งเป็น ๓ ชั้น ด่ังน ้ี ก็หมายถึงเปน็ บารมสี ามัญ อปุ บารมี กห็ มายถึงบารมี ที่มากยิ่งขึ้น จนถึงใกล้ท่ีจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ปรมตั ถบารมี บารมที เี่ ปน็ ปรมตั ถ์ คอื ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ อย่างยิ่ง ก็หมายถึงบารมีท่ีสมบูรณ์ น�ำให้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า
58 วิธีสร้างบุญบารมี บารมคี ือคุณธรรมผู้มุ่งดี ค�ำวา่ บารมี ทแี่ ปลวา่ อยา่ งยง่ิ หรอื ทมี่ คี วามหมาย ว่า เลิศ ประเสริฐ ก็หมายถึงธัมมะ หรือภูมิชั้นของ ธมั มะทเ่ี ปน็ คณุ ธรรม ทเี่ ปน็ ความดใี นจติ ใจ ซงึ่ ไดส้ งั่ สม เพ่ิมเติมให้ย่ิงขึ้นๆ คือ ให้เป็นอย่างยิ่ง คือให้ย่ิงข้ึน อยู่เสมอ จนถึงบริบูรณ์เต็มที่ในที่สุด อย่างย่ิงก็คือว่า คุณธรรมที่สั่งสมอบรมให้เป็นอย่างยิ่ง คือยิ่งข้ึนๆ ดังกล่าว และท่ีหมายถึงว่าเลิศหรือประเสริฐ ก็โดยที่ คณุ ธรรมทเ่ี ปน็ อยา่ งยงิ่ นนั้ เปน็ ของเลศิ เปน็ ของประเสรฐิ เป็นของดีท่ีสุด และที่แปลว่าให้ถึงฝั่งนั้น ก็หมายถึง คณุ ธรรม ทนี่ �ำผปู้ ฏบิ ตั ใิ หอ้ อกจากฝง่ั น้ี จนพน้ จากฝง่ั น้ี ไปถึงฝั่งโน้น เป็นความหมายทางรูปธรรม หมายถึง ฝั่ง ๒ ฝั่งที่มีมหาสมุทร มีห้วงน้�ำลึก มีทะเลหลวง คั่นอยู่กลาง แล้วก็เปรียบสัตว์โลกว่า เหมือนอย่างผู้ท่ี ข้ามจากฝั่งน้ีคือโลก หรือว่าความทุกข์ หรือว่ากิเลส ซึง่ นับว่าเปน็ ฝั่งนี้ เพราะว่าทชี่ ื่อวา่ โลกๆ นี้ ตามความ หมายในทางธรรมกห็ มายถึงว่า ทๆ่ี เปน็ ทกุ ข์ มีกิเลส มที กุ ขส์ ตั วโ์ ลกอยฝู่ ง่ั นก้ี ต็ อ้ งประกอบดว้ ยกเิ ลส ประกอบ
ความหมายของบารมี 59 ด้วยความทกุ ข์ จะพ้นจากฝ่ังนไี้ ปสฝู่ ่งั โนน้ อันหมายถึง โลกุตระ พ้นโลกคือ นิพพาน ก็ต้องอาศัยคุณธรรม ทไ่ี ดส้ งั่ สมอบรมยงิ่ ขน้ึ ๆ ทเ่ี ปน็ อยา่ งยงิ่ นนั้ เหมอื นอยา่ ง เปน็ เรอื ส�ำหรบั โดยสารขา้ มไปจากฝง่ั นไ้ี ปสฝู่ ง่ั โนน้ แลว้ ก็ คณุ ธรรมทเี่ หมอื นอยา่ งเรอื ทท่ี �ำใหข้ า้ มฟากไดน้ นั้ กค็ อื บารมี ทแ่ี ปลวา่ ใหถ้ งึ ฝง่ั โนน้ ใหถ้ งึ ฝง่ั กห็ มายถงึ คณุ ธรรม นัน้ เอง บารมีสร้างไดด้ ้วยกรรม บารมนี ก้ี ม็ าจาก กรรม คอื การงานทบ่ี คุ คลกระท�ำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ประกอบด้วยเจตนาคือ ความจงใจ กรรมทบ่ี คุ คลกระท�ำนน้ั กรรมดกี ม็ ี กรรมชว่ั กม็ ี กรรมดกี ใ็ หผ้ ลดี กรรมชว่ั กใ็ หผ้ ลชวั่ ดงั ทม่ี พี ระพทุ ธ- ภาษติ ตรัสสอนไว้ทแ่ี ปล ความว่า ดกู อ่ นภกิ ษทุ งั้ หลาย เรากลา่ วเจตนาวา่ เปน็ กรรม เพราะว่าบุคคลมีเจตนาคือความจงใจแล้ว จึงกระท�ำ กรรม ทางกายบา้ ง ทางวาจาบ้าง ทางใจบา้ ง ดงั น้ี
60 วิธีสร้างบุญบารมี เพราะฉะนัน้ กรรมที่บุคคลกระท�ำนี้เอง ถา้ เป็น กรรมดี ก็เป็นบุญกรรม กุศลกรรม ถ้าเป็นกรรมชั่ว ก็เป็นบาปกรรม อกุศลกรรม สุจริตก็จดั เขา้ ในกรรมดี ทุจริตก็จัดเข้าในกรรมชั่ว กรรมที่ทุกคนได้กระท�ำน ้ี ย่อมให้ผลในปัจจุบันก็มี ในภายหน้าก็มี ในเวลาท่ี ถัดไปจากภายหน้านั้นไปก็มี เหมือนอย่างว่าให้ผลใน วนั นี้ ใหผ้ ลในวนั พรงุ่ นี้ ใหผ้ ลในวนั ทถี่ ดั จากวนั พรงุ่ นไ้ี ป ใหผ้ ลในภพน้ี ใหผ้ ลในภพหนา้ ใหผ้ ลในภพทถ่ี ดั ไปจาก ภพหนา้ กรรมยอ่ มใหผ้ ลตา่ งๆ กนั ดงั่ นี้ แตว่ า่ เมอ่ื กรรม ใหผ้ ลแลว้ กเ็ ปน็ อโหสกิ รรม คอื วา่ กรรมทไ่ี ดใ้ หผ้ ลเสรจ็ ไปแล้ว เพราะฉะน้ัน กรรมซึ่งเป็นตัวเหตุ และผล ของกรรมซึ่งเป็นตัวผล จึงมีเวลาท่ีเสร็จสิ้น แต่ว่าเมื่อ ท�ำกรรมดีไว้บ่อยๆ ก็ย่อมมีความคุ้นเคยอยู่ในความดี มคี วามดยี งั ตดิ อยู่ ดงั ทเี่ รยี กวา่ เปน็ นสิ สยั เปน็ อปุ นสิ สยั เปน็ วาสนา ยงั ไมห่ มดไป ความคนุ้ เคยในทางดี ความดี ทยี่ ังเหลืออยตู่ ิดอยู่ ไมห่ มดส้นิ ไปไดเ้ หมือนอยา่ งกรรม นี่แหละ เรียกว่า บารมี เป็นความคุ้นเคยในทางด ี อนั มาจากกรรมดที ป่ี ระกอบกระท�ำ และความดที เ่ี หลอื
ความหมายของบารมี 61 ติดอยู่เป็นความคุ้นเคยในทางดีดังกล่าวนี้ ก็เป็นส่ิงที่ สั่งสมเพ่มิ เตมิ ขน้ึ ไดอ้ ยู่เสมอ คอื ย่งิ ๆ ขึ้นไปอยเู่ สมอ เพราะฉะนนั้ บารมจี ะหมายถงึ วา่ เกบ็ ดี หรอื เกบ็ ถกู ไว้ ก็ไดเ้ กบ็ ดี เก็บถูกไวใ้ นจิตใจ ไม่หมดส้นิ ไป ทุกคนควรสรา้ งบญุ บารมี หากวา่ จะสรปุ เขา้ ใน มชั ฌมิ าปฏปิ ทา มรรคมอี งค์ ๘ ก็สรุปเข้าได้ ก็มรรคมีองค์ ๘ นั่นเองคือ บารม ี ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาจนถึงได้ตรัสรู้ ปฏิบัติ ทแี รกกเ็ ปน็ บารมี ยง่ิ ขน้ึ ๆ กเ็ ปน็ อปุ บารมี จนถงึ ยง่ิ ทสี่ ดุ กเ็ ป็นปรมตั ถบารมี ก็ได้ตรสั รู้เปน็ พระพทุ ธเจ้า มรรคมีองค์ ๘ ท่ีเป็นมัชฌิมาปฏิปทานี้ ไม่ใช ้ ค�ำวา่ บารมี แต่วา่ ผปู้ ฏิบตั ผิ ศู้ ึกษาธรรมก็พงึ ต้องเขา้ ใจ เอาวา่ บารมนี น้ั เองมาเป็นมรรคมอี งค์ ๘ มรรคมีองค์ ๘ นัน้ ก็มาจาก บารมตี า่ งๆ ทที่ รงบ�ำเพญ็ มาน่นั เอง มาประกอบกันเข้าเป็นมรรคมีองค์ ๘ ฉะน้ัน เม่ือมา เปน็ มรรคมอี งค์ ๘ แลว้ ทรงปฏบิ ตั ิในมรรคมีองค์ ๘
62 วิธีสร้างบุญบารมี นี้บริบูรณ์ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า น่ีเป็นอันว่า มรรคมอี งค์ ๘ นน้ั เอง เปน็ ขอ้ สรปุ ของบารมที ง้ั ๑๐ นนั้ มาเป็นมรรคมีองค์ ๘ บารมที ้งั ๑๐ มี ๑. ทาน การให้ การเสยี สละ ๒. ศีล การรักษา กาย วาจา ใจ ให้เรียบรอ้ ย ๓. เนกขัมมะ การออกบวช ออกจากกาม ๔. ปญั ญา ความรอบรู้ เหตุผล ๕. วิรยิ ะ ความเพยี ร ๖. ขนั ติ ความอดทนมาก ๗. สัจจะ ความจริง ๘. อธษิ ฐาน ตง้ั ใจม่ัน ๙. เมตตา รักใคร่ ๑๐. อเุ บกขา วางใจเปน็ กลาง เพราะฉะนั้น เมื่อจัดตามภูมิธรรมท่ีปฏิบัติ พึง เห็นไดด้ ัง่ น้ี ข้อสรปุ นก้ี เ็ ปน็ ไปตามการวิจารณธ์ รรม
¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧºÒÃÁÕ 63 ทุกคนพงึ ปฏบิ ัติในบำรมตี ำมควรแก่ฐำนะ บารมีธรรมนี้ ดังท่ีได้กล่าวมาแล้วว่า เป็นหลัก ธรรมทีท่ กุ ๆ คนต้องปฏิบัติดว้ ยกนั ทัง้ น้นั จึงจะอยู่ดว้ ย กันเป็นสุข และเม่ือเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา แม้ไม่ ตั้งความปรารถนาจะเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนา พระโพธิญาณ ก็พึงปฏิบัติตามหลักบารมีเหล่าน้ี ก็จะ เป็นบญุ บารมี เป็นบุญนิธ ิ ขมุ ทรัพย์คอื บญุ ซ่งึ ทุกคน ปฏิบัติเท่าไหร่ก็ได้เท่าน้ัน และช่ือว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติ พระพทุ ธศาสนา เขา้ ถงึ พระพทุ ธศาสนาดว้ ย เพราะฉะนนั้ เม่ือว่าตามหลักธรรมแล้ว จึงเป็นของกลางทั่วไป ซ่ึง ทกุ คนควรปฏบิ ัติตามควรแกฐ่ านะของตน
ด�ำเนนิ การผลติ โดย : สาละพิมพการ ๙/๖๐๙ ถ.พทุ ธมณฑลสาย ๔ ต.กระทมุ่ ล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๒๒๐ โทรศัพท์/โทรสาร : ๐๒-๔๒๙-๒๔๕๒, ๐๘-๖๕๗๑-๑๖๘๕
Search