วดั เจ็ดยอด วดั เชียงยนื วัดชยั ศรภี มู ิ วดั สวนดอก วดั เจดีย์หลวง วดั บุพพาราม วดั ตโปทาราม วดั นันทาราม วัดชัยมงคล 49
คา¶าพระอรหันµ์ ø ทิÈ สมั พุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ นิสินโน เจวะ มชั ฌิเม โกณฑญั โญ ปุพพะภาเค จะ อาคะเณยเย จะ กัสสะโป สารีปุตโต จะ ทกั ขเิ ณ หะระตเิ ย อปุ าลี จะ ปัจฉเิ มป จะ อานนั โท พายัพเพ จะ คะวมั ปะติ โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร อสิ าเณป จะ ราหโุ ล อเิ ม โข มงั คะลา พุทธา สพั เพ อธิ ะ ปะติฏฐิตา วันทิตา เต จะ อัมเหหิ สกั กาเรหิ จะ ปชู ิตา เอเตสัง อานภุ าเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน ฯ อิจเจวะมจั จนั ตะนะมัสสะเนยยัง นะมสั สะมาโน ระตะนตั ตะยัง ยงั ปุญญาภสิ นั ทงั วปิ ลุ ัง อะลัตถัง ตสั สานุภาเวนะ หะตนั ตะราโย ฯ 50
คาí áปÅ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้า ทรงประทบั นง่ั ทา่ มกลาง มพี ระอญั ญาโกณฑญั ญะอยทู่ างทศิ ตะวนั ออก พระมหากัสสปะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระสารีบุตร อยู่ทางทิศใต้ พระอุบาลีอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระอานนท์ อยู่ทางทิศตะวันตก พระควัมปติอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระโมคคัลลานะอย่ทู างทศิ เหนือ และพระราหุลอยทู่ างทิศตะวัน ออกเฉยี งเหนือ พระพุทธเจ้าพร้อมท้ังพระสาวกผู้เป็นมงคลเหล่าน้ีแล ได้ ประดิษฐานอยู่ ณ สถานที่นี้หมดแล้ว พวกเราได้กราบไหว้และ ท�าการสักการบูชา ซ่ึงพระพุทธเจ้ากับท้ังเหล่าพระสาวกนั้นแล้ว ดว้ ยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าและพระสาวกเหลา่ นั้น ขอพวกเรา จงมีแต่ความสุขสวัสดีเถดิ ข้าพเจ้านมัสการซึ่งพระรัตนตรัยใด ท่ีบุคคลควรกราบไหว้ โดยส่วนย่ิงอย่างน้ี ได้กองบุญอันไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้แล้ว ดว้ ยอานภุ าพแหง่ พระรตั นตรยั นน้ั ขอขา้ พเจา้ จงเปน็ ผแู้ คลว้ คลาด ปลอดภยั จากภยันตรายทงั้ มวลด้วยเถดิ 51
พระพทØ ¸àจา้ (ประทับทา่ มกÅาง) พระพุทธเจ้าทรงประสูติในแคว้นขนาดเล็กนามว่าสักกะ (ปจั จบุ นั อยบู่ รเิ วณประเทศเนปาล) มพี ระนามเดมิ วา่ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ พระราชบดิ าพระนามวา่ พระเจา้ สทุ โธทนะ เปน็ กษตั รยิ ค์ รองแควน้ สักกะ และพระราชมารดาพระนามว่าพระนางสิริมหามายา ซ่ึง เปน็ พระราชธดิ าของกษตั รยิ แ์ หง่ แควน้ โกลยิ ะ ครนั้ ประสตู ไิ ดเ้ พยี ง หน่ึงสัปดาห์ พระราชมารดาก็สวรรคต พระองค์จึงอยู่ในความ ดูแลของพระน้านางนามว่าประชาบดีโคตมี เจ้าชายสิทธัตถะมี พระสตปิ ญั ญาฉลาดเฉยี บแหลม สามารถรา�่ เรยี นจนจบศลิ ปศาสตร์ ๑๘ ประการ คร้ันมีพระชนมายุย่างเข้า ๑๖ พรรษา พระราชบิดาโปรด ใหอ้ ภิเษกสมรสกับพระนางพมิ พา (ยโสธราก็เรยี ก) ผู้เป็นพระราช ธิดาของกษัตริย์แห่งแค้วนโกลิยะ ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระราช มารดา เพราะเกรงว่าพระราชโอรสจะออกผนวชตามค�าท�านาย ของพวกพราหมณ์ พระเจา้ สุทโธทนะจึงโปรดให้สรา้ งปราสาท ๓ ฤดู เพอื่ ปรนเปรอเจา้ ชายสทิ ธตั ถะใหล้ มุ่ หลงโลกยี สขุ กบั พระมเหสี และเพลดิ เพลนิ กับเหลา่ สนมกา� นัลนาง คร้ันมพี ระชนมายไุ ด้ ๒๙ 52
พรรษาก่อนออกผนวช เจ้าชายสิทธัตถะมีพระโอรสหนึ่งพระองค์ พระนามว่าราหลุ วันหน่ึงเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสอุทยานภายนอก พระนคร ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ กล่าวคือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ได้เกิดธรรมสังเวชด้วยพิจารณา เห็นว่าธรรมดาของชีวิต ต้องตกอยู่ในสภาพน้ีอย่างหลีกเล่ียงมิได้ การจะสลัดพ้นออกจากโลกียสุข เห็นจะมีแต่การด�ารงเพศเป็น นักบวชเท่านั้น จึงตัดสินพระทัยออกบวชด้วยการถอดเคร่ือง อาภรณ์อันมีค่า แล้วหันมาสวมใส่ผ้ากาสาวะอันเป็นเคร่ืองหมาย ของบรรพชิต จากน้ันเดินทางแสวงหาอาจารย์ ผู้สามารถช้ีแนะ หนทางเพ่อื หลดุ พ้นจากวฏั สงสาร เบ้ืองต้นได้ศึกษาทดลองแนวปฏิบัติในส�านักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ผู้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แห่งอุรุเวลาเสนานิคม แต่ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางหลุดพ้นที่แท้จริง จึงหันไปบ�าเพ็ญตบะตามแนวทางของนักพรตสมัยน้ัน ต้ังแต่วิธี เรียบง่ายจนถึงช้ันอุกฤษฏ์ (บางทีเรียกว่าบ�าเพ็ญทุกรกิริยา) เป็น ระยะเวลาถึง ๖ ปี แต่ไม่สามารถค้นพบทางหลุดพ้นท่ีแท้จริง จึงเปลี่ยนวิธีการใหม่ด้วยการหันมาเสวยกระยาหาร แล้วด�าเนิน ตามทางสายกลาง เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คร้ันวันข้ึน ๑๕ ค่�า เดือนหกวิสาขฤกษ์ พระองค์ได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ณ อุรเุ วลาเสนานคิ ม เป็นพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าของชาวโลก 53
ขณะนน้ั พระองค์ทรงมพี ระชนมายุ ๓๕ พรรษา นบั แตน่ นั้ มาพระองคไ์ ดอ้ อกประกาศหลกั ธรรมคา� สอน เพอื่ สงเคราะหแ์ กช่ าวโลกและหวงั ประโยชนเ์ กอ้ื กลู แกม่ วลมนษุ ยชาติ ทรงประทานพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตน สตู รแกพ่ ระปญั จวคั คยี ์ ซงึ่ ประกอบดว้ ยโกณฑญั ญะ วปั ปะ ภทั ทยิ ะ มหานามะ และอัสสชิ ครั้นจบพระธรรมเทศนาโกณฑัญญะได้ ดวงตาเหน็ ธรรมแลว้ ทลู ขอบวช พระองคไ์ ดป้ ระทานการอปุ สมบท ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ถือว่าท่านเป็นพระภิกษุรูปแรกที่เกิด ขน้ึ ในโลก เหตกุ ารณน์ ี้ตรงกบั วันเพญ็ เดอื นอาสาฬหบูชา นับจากนั้นจนถึงพรรษาสุดท้าย พระองค์ได้เสด็จจาริกไป ตามคามนคิ มเขต และแวน่ แควน้ นอ้ ยใหญท่ วั่ ชมพทู วปี เพอ่ื เผยแผ่ หลกั ธรรมคา� สอนซง่ึ เปน็ ของจรงิ อนั ประเสรฐิ จนพระธรรมคา� สอน ของพระองคเ์ ป็นที่รู้จกั แพรห่ ลาย ตง้ั แต่กระทอ่ มนอ้ ยกลางทงุ่ นา จนถึงพระราชวงั อนั ใหญ่โตรโหฐาน ผคู้ นทุกชนชนั้ วรรณะตา่ งพา กนั หนั มานบั ถอื พระพทุ ธศาสนา สมาทานตนเปน็ อบุ าสกอบุ าสกิ า มากมาย เพราะธรรมะของพระองคเ์ สมอื นนา้� อมฤต ทุกคนมสี ทิ ธ์ิ ทจี่ ะรูแ้ ละสมั ผัสได้ โดยไม่มกี ารกีดกนั ด้วยเร่อื งชนั้ วรรณะ พระองค์ทรงให้ความส�าคัญเร่ืองหมู่คณะ จึงมอบหมายให้ คณะสงฆ์ท�าหน้าท่ีบริหารกันเองในลักษณะขององค์กร เรียกว่า สังฆะ ทุกสิ่งอย่างคณะสงฆ์สามารถตัดสินใจด�าเนินกันเอง โดย 54
พระองค์ท�าหน้าที่เป็นเสมือนท่ีปรึกษา ด้วยความใจกว้างของ พระองค์ท�าให้คณะสงฆ์มีจ�านวนเพ่ิมมากข้ึนและแพร่หลายไป ตามหัวเมืองน้อยใหญ่ ถือว่าเป็นกุศโลบายอันชาญฉลาดลงตัว ของพระองค์ ด้วยวิธีการนี้คร้ันพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว คณะสงฆ์ของพระองค์สามารถด�ารงคงอยู่เป็นเวลายาวนานตราบ เท่าปรัตยุบันกาล คร้ันล่วงเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาว เราทง้ั หลาย มพี ระสรรี ะชราภาพตามวยั สงั ขาร เพราะทรงลา� บาก ตรากตร�าจากการเดินทางไกล และท�างานอันหนักตลอดระยะ เวลาอันยาวนาน แต่ถึงกระน้ันพระองค์หาได้หวั่นเกรงต่อพญา มัจจุราชไม่ ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ พระองค์พร้อม พระสาวกได้เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองกุสินาราแห่งแคว้นมัลละ ทรง ประทบั ใตต้ น้ สาละกลางเมอื งกสุ นิ ารา แลว้ เสดจ็ ดบั ขนั ธป์ รนิ พิ พาน นา� ความโศกเศร้าเสยี ใจมาส่พู ุทธบริษัทท้งั หลายทัง้ ปวง พระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทตักเตือนพระสาวกท้ังบรรพชิต และคฤหัสถ์ว่า “เราขอบอกเธอท้ังหลาย สังขารท้ังปวงมีความ เส่ือมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอพึงท�าประโยชน์ตนเองและ ประโยชนข์ องผูอ้ น่ื ให้สมบรู ณ์ ดว้ ยความไม่ประมาทเถดิ ” 55
พระอญั ญาâก³±ัญญะ ประจíาทิÈบรู พา (µะวนั ออก) ท่านเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลแห่งโกณฑัญญโคตร ณ หมบู่ า้ นโทณวตั ถุ ใกลก้ รงุ กบลิ พสั ด์ุ ดว้ ยเหตแุ หง่ กา� เนดิ ในสกลุ นน้ั จึงมีนามเรียกขานกันว่าโกณฑัญญะ เม่ือเจริญวัยได้ศึกษาคัมภีร์ ไตรเพท และเลา่ เรียนตา� ราท�านายลักษณะจนเชี่ยวชาญแตกฉาน มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม ท่านได้รับเชิญจากพระเจ้า สทุ โธทนะใหเ้ ขา้ รว่ มพธิ ที า� นายพระลกั ษณะสทิ ธตั ถกมุ าร พราหมณ์ ผู้เฒ่าท้ังหมดท�านายว่าพระกุมารน้ันหากอยู่ครองฆราวาสจักได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และหากเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้ เป็นศาสดาเอกของโลก แต่พราหมณ์หนุ่มโกณฑัญญะท�านายว่า เจา้ ชายสทิ ธัตถะจะออกผนวชและตรัสรแู้ นน่ อน ดว้ ยความเชอ่ื มน่ั ในคา� ทา� นายของตน จงึ ไดช้ กั ชวนพราหมณ์ หนุ่มอีก ๔ คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ รวม เรียกว่า ปัญจวัคคีย์ พร้อมใจกันออกบวชเป็นสันยาสี รอฟังข่าว วา่ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะจะออกผนวชเมอ่ื ไร ตอ่ มาครน้ั ทราบวา่ เจา้ ชาย สิทธัตถะออกผนวช และเดินทางไปบ�าเพ็ญเพียรที่ต�าบลอุรุเวลา 56
เสนานคิ มแควน้ มคธแลว้ จงึ พากนั เดนิ ทางไปเขา้ เฝา้ และถวายการ อปุ ฏั ฐากตลอดการบา� เพญ็ เพยี รถึง ๖ ปี แต่ตอ่ มาเห็นว่าสิทธตั ถะ ดาบส ไดล้ ะเลกิ การบา� เพญ็ เพยี รขนั้ อกุ ฤษฏเ์ สยี (ทกุ รกริ ยิ ากเ็ รยี ก) จึงหมดความศรัทธาตกลงกันหนีไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมอื งพาราณสี คร้ันสิทธัตถะดาบสตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จ จาริกไปแสดงธรรมโปรดท่านพร้อมเพ่ือนพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ท่านได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วขอบวชกับ พระพุทธเจ้า ท่านจึงเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา ต่อมาได้ฟังพระธรรมเทศนาอีกสูตรหนึ่งก็บรรลุอรหัตผลพร้อม เพือ่ นปญั จวัคคีย์ ทา่ นเป็นกา� ลงั สา� คญั ในการประกาศพระศาสนา เฉกเช่นรูปอ่นื ดว้ ยการเดนิ ทางไปเทศนโ์ ปรดญาติพีน่ อ้ ง สามารถ โน้มน้าวหลานชายนามวา่ ปณุ ณมนั ตานีบตุ รใหอ้ อกบวช ซึง่ ตอ่ มา เปน็ พระนกั เทศนผ์ ูม้ ีชือ่ เสียงโด่งดงั พระเถระน้ันเป็นผู้มีพรรษายุกาลและรอบรู้เหตุการณ์ มากกวา่ พระสาวกรปู อื่น จึงไดร้ บั การยกย่องจากพระบรมศาสดา วา่ เปน็ ยอดกว่าภกิ ษทุ ้งั หลายผ้รู ตั ตญั ู (ผรู้ รู้ าตร)ี ครั้นลว่ งเขา้ สู่ ปัจฉิมวัย ท่านได้ทูลอ�าลาพระพุทธเจ้าไปจ�าพรรษาที่ป่าฉัททันต์ แดนหิมพานต์ และนิพพานที่น้ัน ท่ามกลางสิงสาราสัตว์ท่ีพากัน แสดงความเศร้าโศก 57
พระมหากัสสปà¶ระ ประจาí ทิÈอาคàนย์ (µะวนั ออกà©ยÕ งãµ้) ท่านเกิดในกัสสปโคตรแห่งหมู่บ้านมหาติฏฐะแคว้นมคธ เป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลนามว่ากปิละ มีนามเดิมว่าปิปผลิ มาณพ ครั้นเจริญวัยได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์ไตรเพทตามธรรม เนยี มของพราหมณ์ ตอ่ มาบิดามารดาได้จดั ให้แตง่ งานกับสาวงาม นามว่าภัททกาปิลานี ผู้เป็นบุตรีของพราหมณ์แห่งโกสิยโคตร แต่ทั้งสองคนหาต้องการล่วงประเวณีกันไม่ ต่างคนต่างต้องการ ประพฤติพรหมจรรย์ จึงอยู่ร่วมกันเหมือนพี่ชายน้องสาว เหตุที่ เป็นเช่นนี้เพราะภพน้เี ป็นภพสดุ ท้ายของทงั้ สองคน ต่อมาครั้นบิดามารดาเสียชีวิตแล้ว ทั้งสองคนมีความเห็น ตรงกันว่าการครองเรือนมีแต่ทุกข์เหมือนไฟสุมหัว จึงสละทรัพย์ สินศฤงคาร พากันห่มผ้ากาสายะสะพายบาตร ออกบวชถือเพศ เปน็ บรรพชติ มงุ่ หมายเปน็ พระอรหนั ต์ ตา่ งคนตา่ งแยกทางแสวงหา ครูอาจารย์ ปิปผลิมาณพได้พบพระพุทธเจ้าท่ีพหุปุตตนิโครธ ระหวา่ งกรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทา ได้เหน็ พระฉัพพรรณรังสี ก็เกิดความเลื่อมใสจึงยอมตนเป็นศิษย์ พระพุทธองค์ได้ประทาน 58
โอวาทใหท้ า่ นนา� ไปปฏบิ ตั ิ เพยี งหนงึ่ สปั ดาหล์ ว่ งไปทา่ นกบ็ รรลอุ รหตั ตงั้ แตน่ นั้ เปน็ ตน้ มาเพอ่ื นสหธรรมกิ พากนั เรยี กชอ่ื ทา่ นตามตระกลู ว่าพระมหากัสสปะ ท่านได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นตัวอย่าง ที่ดีของพระหนุ่มเณรน้อย ด้านการประพฤติรักษาธุดงควัตร ๑๓ ข้อ จนได้รับการยกย่องว่ายอดกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ถือธุดงควัตร คราวหน่ึงพระพุทธองค์เห็นว่าผ้าสังฆาฏิของท่านหนัก จึงเปล่ียน ผา้ จวี รผนื ใหมก่ บั ทา่ น ทา� ใหท้ า่ นตอ้ งประพฤตธิ ดุ งควตั รใหเ้ ครง่ ครดั มากขึ้น ภายหลงั พระพทุ ธเจา้ ปรินิพพานแล้ว ๓ เดอื น ท่านเห็นว่า มีคนกล่าวจาบจ้วงค�าสอนของพระพุทธเจ้า พิจารณาว่าหาก ปลอ่ ยไว้เกรงจะเป็นภัย จึงไดป้ รกึ ษาหารือพระอรหนั ต์ ๕๐๐ รปู ช่วยกันท�าสังคายนาร้อยกรองพระธรรมค�าสอนของพระพุทธเจ้า ให้เป็นหมวดหมู่ ณ ถ�้าสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภาระ กรุง ราชคฤห์ มีพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นกษัตริย์แห่งมคธรัฐเป็น ศาสนูปถัมภก คร้ันวัยล่วงได้ ๑๒๐ ปี ท่านก็เข้าสู่นิพพาน ณ กรุงราชคฤห์ อัฐิของท่านได้มีการสร้างสถูปแล้วบรรจุไว้ เพ่ือ สักการะกราบไหวข้ องเหล่าศาสนิกชน 59
พระสารบÕ Øµร ประจาí ทิÈทักÉิ³ (ทÈิ ãµ้) ท่านเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลแห่งหมู่บ้านอุปติสสะ เมืองนาลันทา ด้วยเหตุน้ันจึงมีนามตามช่ือหมู่บ้านว่าอุปติสสะ บิดาเป็นนายบ้านช่ือว่าวังคันตะพราหมณ์ มารดาช่ือว่านางสารี พราหมณี เมื่อเจริญวัยได้ศึกษาคัมภีร์ไตรเพทและเล่าเรียน ศิลปศาสตร์ เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลมสามารถเล่าเรียนได้อย่าง คล่องแคล่ว ท่านมีเพ่ือนรักรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งนามว่า โกลติ ะ ตา่ งคนตา่ งมเี ดก็ หนมุ่ เปน็ บรวิ ารถงึ ๕๐๐ คน สมยั วยั หนมุ่ พากันท่องเที่ยวเสพสุขสนุกสนาน ตามธรรมดาของบุตรเศรษฐี มหาศาลสมยั น้นั ต่อมาเกิดความเบ่ือหน่ายในเพศฆราวาส จึงชักชวนสหาย โกลิตะออกบวชในส�านักของสัญชยั ปริพาชก ผู้เปน็ เจา้ ลัทธผิ ใู้ หญ่ คนหนึ่ง แต่คร้ันศึกษาหลักค�าสอนของอาจารย์จนเจนจบแล้ว ทราบวา่ มใิ ชห่ นทางหลดุ พน้ จากทกุ ขแ์ ทจ้ รงิ จงึ ตกลงกบั สหายออก แสวงหาอาจารย์ผชู้ ้ีหนทางพน้ ทกุ ข์ วันหน่ึงได้พบพระอัสสชิเถระ เดินรับบิณฑบาตกลางเมืองราชคฤห์ เกิดศรัทธาในอากัปกิริยา 60
ครน้ั ได้ฟงั ธรรมคาถาจากพระเถระแล้ว ได้บรรลุโสดาปัตตผิ ล จงึ นา� ขา่ วดมี าแจง้ แกส่ หายจนสามารถบรรลโุ สดาปตั ตผิ ลเชน่ เดยี วกนั ปริพาชกสองสหายได้เข้าไปอ�าลาสัญชัยปริพาชกผู้เป็น อาจารย์ แล้วเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมทูลขอบวช ผ่านไปหน่ึงสัปดาห์พระโมคคัลลานะสามารถบรรลุพระอรหัตผล ถดั มาอกี หนง่ึ สปั ดาหพ์ ระสารบี ตุ รกบ็ รรลพุ ระอรหตั ผลเชน่ เดยี วกนั ทา่ นถอื วา่ เปน็ กา� ลงั สา� คญั อยา่ งยง่ิ ในการประกาศพระศาสนา เพราะดา� รงตา� แหนง่ เปน็ พระอคั รสาวกเบอื้ งขวา และไดร้ บั เอตทคั คะ วา่ ยอดกวา่ ภกิ ษทุ งั้ หลายผเู้ ลศิ ดว้ ยปญั ญา เพราะทา่ นมปี ญั ญามาก เป็นรองก็เพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงได้รับต�าแหน่งส�าคัญจาก พระพทุ ธองคว์ ่าธรรมเสนาบดี แปลว่า ผู้เป็นแม่ทัพแห่งธรรม ในวาระสุดท้ายของชีวิตก่อนจะนิพพาน ท่านได้ไปเทศน์ โปรดนางสารีพราหมณี ผู้เป็นมารดาจนเป็นพระโสดาบัน และ ได้นิพพานในบ้านเกิดตนเอง พระจุนทะผู้เป็นน้องชายได้ร่วมกับ ญาติท�าฌาปนกิจสรีระ แล้วเก็บอัฐิธาตุน�าไปถวายพระพุทธเจ้า พระพทุ ธองคโ์ ปรดใหก้ อ่ เจดยี บ์ รรจอุ ฐั ธิ าตไุ วท้ วี่ ดั เชตวนั มหาวหิ าร เมืองสาวัตถี 61
พระอบØ าÅÕ ประจาí ทิÈหร´Õ (µะวนั µกà©ยÕ งãµ)้ ท่านเกิดในตระกูลช่างกัลบก ซึ่งเป็นวรรณะหีนชาติชั้นต่�า ในแควน้ สกั กะ ครนั้ เจรญิ วยั ไดเ้ ปน็ ชา่ งกลั บกทา� หนา้ ทแ่ี ตง่ พระเกศา ถวายเจา้ ชายภทั ทยิ ะ เจา้ ชายอนรุ ทุ ธะ เจา้ ชายภคุ เจา้ ชายกมิ พลิ ะ และเจ้าชายอานนท์ ต่อมาได้ติดตามดูแลเจ้าราชกุมารศากยะผู้ เดนิ ทางไปผนวช ณ อนปุ ยิ อมั พวนั แควน้ มลั ละ ดว้ ยความปรารถนา จะบวช จึงทูลวิงวอนขออนุญาตเจ้าศากยะ เจ้าศากยะเหล่าน้ัน กราบทูลพระพทุ ธเจ้าใหบ้ วชอุบาลีช่างกลั บกเสียกอ่ น ดว้ ยเห็นวา่ เปน็ วธิ ีทีจ่ ะละทฐิ คิ วามถอื ตัวของความเปน็ กษตั ริย์ ครน้ั บวชแลว้ ไมน่ านไดเ้ ลา่ เรยี นและเจรญิ วปิ สั สนาจนบรรลุ พระอรหตั ทา่ นเปน็ พระสาวกอกี รปู หนงึ่ ซง่ึ ชว่ ยเหลอื พระพทุ ธเจา้ ประกาศศาสนา เอกลักษณ์อันโดดเด่นของท่านคือเป็นผู้ทรงจ�า พระวินัยอย่างแม่นย�า สามารถแก้ไขอธิกรณ์คณะสงฆ์ได้อย่าง เรียบร้อยดีงาม ด้วยเหตุน้ันท่านจึงได้รับเอตทัคคะว่ายอดกว่า ภกิ ษทุ ้ังหลายดา้ นทรงจ�าพระวินยั 62
ท่านได้รับมอบหมายจากพระพุทธเจ้าให้ท�าหน้าที่วินิจฉัย อธิกรณ์หลายต่อหลายคดี ทั้งเรื่องท่ีเกิดข้ึนภายในภิกษุสงฆ์และ ภิกษุณีสงฆ์ ทั้งเร่ืองที่เก่ียวข้องกับคณะสงฆ์หรือมีผู้พาดพิง คณะสงฆ์ การตัดสินของท่านได้รับการยอมรับของคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่กษัตริย์คนช้ันสูงจนถึงสามัญชนคนรากหญ้า ด้วยความ สามารถดังกล่าวพระพุทธเจ้าจึงทรงสรรเสริญท่านว่ามีความรู้ เทียบพระสัพพญั ตุ ญาณ ด้วยความมีชื่อเสียงเช่นนี้ มีพระภิกษุผู้ปรารถนาเรียน พระวินัยมาสมัครเรียนในส�านักของท่านเป็นจ�านวนมาก ต่อมา กลายเป็นสา� นกั วนิ ัยธรอันโดง่ ดงั และสบื สายต่อมาหลายรุ่น ท่านรับภาระครั้งย่ิงใหญ่อีกคร้ังภายหลังพุทธปรินิพพาน ไม่นาน เมื่อพระมหากัสสปเถระทราบว่ามีภิกษุกล่าวจ้วงจาบ พระพุทธเจ้า พระเถระพิจารณาเห็นว่าหากปล่อยไปนานเกรงจะ เปน็ ภยั ตอ่ พระพทุ ธศาสนา จงึ ปรกึ ษาหารอื กบั พระอรหนั ตห์ า้ รอ้ ย รูปพร้อมท้ังพระอุบาลีเถระ เพื่อร้อยกรองพระพุทธพจน์ให้เป็น หมวดหมู่ คราวน้นั ท่านไดร้ ับมอบหมายจากคณะสงฆใ์ หท้ า� หนา้ ที่ ตอบคา� ถามเกย่ี วกบั พระวนิ ยั โดยผทู้ า� หนา้ ทส่ี อบถามคอื พระมหา กสั สปเถระ ในฐานะประธานสงฆก์ ารสงั คายนา ขณะทพ่ี ระอานนท์ ได้รับมอหมายให้ท�าหน้าท่ีชี้แจงพระสูตรและพระอภิธรรม หลัง เสร็จสิ้นการสังคายนา ท่านได้ท�าหน้าที่ส่ังสอนพระวินัยแก่พระ ภกิ ษุสามเณรเร่ือยมาจนตราบเข้าส่นู ิพพาน 63
พระอานนท์ ประจาí ทÈิ ปจ˜ ©ิม (µะวันµก) ท่านเกิดในวงศ์ศากยะ เป็นโอรสของเจ้าชายอมิโตทนะ ผู้ เปน็ พระอนุชาของพระเจา้ สุทโธทนะ ท่านเป็นหนึ่งในสหชาติของ พระพทุ ธเจา้ เพราะประสตู ใิ นวนั เดยี วกนั สมยั วยั หนมุ่ ไดเ้ ทย่ี วเลน่ สนุกสนานตามฐานะของเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ต่อมาออกบวชพร้อม กับเจ้าชายศากยะ ๕ พระองค์ ได้แก่ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชาย อนรุ ทุ ธะ เจา้ ชายภคุ เจา้ ชายกมิ พลิ ะ และเจา้ ชายเทวทตั (เชอื้ สาย โกลิยะ) ตลอดท้ังกัลบกนามว่าอุบาลี อุปัชฌาย์ของท่านนามว่า เพลัฏฐสีสเถระ คร้ันบวชแล้วได้ฟังโอวาทจากพระปุณณมันตานี บตุ รแลว้ บรรลโุ สดาปัตติผล ต่อมาท่านได้รับฉันทามติจากคณะสงฆ์ให้ท�าหน้าท่ีเป็น ผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า โดยท่านได้ทูลขอพร ๘ ประการ คือ ๑) ไม่ขอรับจีวรอันประณีต ๒) ไม่ขอรับบิณฑบาตอันประณีต ๓) ไม่พักอยู่ในท่ีประทับของพระพุทธเจ้า ๔) ไม่ไปในท่ีนิมนต์ ๕) ขอให้เสด็จไปสู่ท่ีอันตนรับนิมนต์ไว้ ๖) หากบริษัทมาแต่ที่ ไกลสามารถเข้าเฝา้ ได้ทนั ที ๗) ถ้ามีความสงสัยสามารถเข้าเฝ้าทูล 64
ถามได้ทันที และ ๘) หากทรงแสดงธรรมเทศนาลับหลังขอให้ แสดงอกี ครง้ั เหตทุ ข่ี อพรดงั กลา่ ว เพอื่ ปอ้ งกนั คา� ครหานนิ ทาเรอ่ื ง ลาภสักการะหนึ่ง และเพ่ืออนุเคราะห์แก่บริษัทผู้เดินทางไกล ประสงคเ์ ข้าเฝ้าหนึ่ง ทา่ นไดท้ า� หนา้ ทอ่ี ปุ ฏั ฐากพระพทุ ธเจา้ เปน็ อยา่ งดจี นถงึ วนิ าที สดุ ทา้ ย ดว้ ยความสามารถดงั กลา่ ว ทา่ นจงึ ไดร้ บั เอตทคั คะวา่ ยอด กว่าภิกษุท้ังหลายด้านพุทธอุปัฏฐาก นอกจากน้ัน พระพุทธเจ้า ยงั ทรงยกยอ่ งทา่ นวา่ เปน็ พหสู ตู เปน็ ผมู้ สี ติ มคี ติ และมคี วามเพยี ร ท่านได้บรรลุพระอรหัตภายหลังพุทธปรินิพพานผ่านแล้ว สามเดือน ด้วยการบ�าเพ็ญเพียรอย่างเข้มงวดอุกฤษฏ์ในเบื้องต้น แล้วผ่อนเบาลงในเบ้ืองปลาย จากนั้นได้รับเชิญจากคณะสงฆ์ให้ เขา้ รว่ มการสังคายนาพระธรรมวินัย ซงึ่ มีพระมหากสั สปเถระเป็น ประธาน คราวนน้ั ทา่ นไดร้ บั มอบหมายใหท้ า� หนา้ ทว่ี สิ ชั นาพระธรรม และพระอภธิ รรม คร้ันใกล้เข้าสู่นิพพานท่านได้เหาะข้ึนสู่อากาศ ได้แสดง อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ห์ ลายอยา่ ง แลว้ ตง้ั สตั ยอ์ ธษิ ฐานใหร้ า่ งกายแตกออก เป็น ๒ ส่วน เพ่ือพระญาติศากยวงศ์ส่วนหนึ่ง เพื่อพระญาติ โกลิยวงศ์ส่วนหนึ่ง ป้องกันมิให้ชนท้ังสองพวกวิวาทกันเพระเหตุ แห่งอฐั ิ ครนั้ อธิษฐานเสร็จแล้วกน็ ิพพาน ณ เบื้องบนแห่งอากาศ ทา่ มกลางแมน่ า�้ โรหณิ ี สรรี ะรา่ งกายของทา่ นกแ็ ตกออกเปน็ ๒ สว่ น แล้วตกมายงั ภาคพ้นื สมดังทีท่ ่านได้อธิษฐานไวท้ กุ ประการ 65
พระควมั ปµิ ประจíาทิÈพายพั (µะวันµกà©ยÕ งàหนอื ) ท่านเป็นบุตรมหาเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสี แคว้นกาสี เป็นหน่ึงในส่ีผู้เป็นสหายของยสกุลบุตร อีกสามท่านคือ วิมล สพุ าหุ และปณุ ณชิ สหายทง้ั หา้ คนนเี้ ปน็ เพอ่ื นเลน่ กนั มาตงั้ แตเ่ ดก็ รกั กนั มากเหมอื นเงาตามตวั เหน็ คนหนง่ึ กต็ อ้ งเหน็ อกี สค่ี นทเ่ี หลอื สมัยวัยเยาว์ได้ศึกษาคัมภีร์ไตรเพทตามประเพณีของพราหมณ์ สมยั นนั้ ครนั้ ยา่ งเขา้ สวู่ ยั หนมุ่ ไดส้ นกุ สนานเทยี่ วเลน่ กบั สหายตาม ประสาของคนมีทรพั ย์ศฤงคารมากมาย ต่อมาทราบว่ายสกุลบุตรออกบวชตามพระพุทธเจ้า จึง พร้อมใจกันกับสหายเดินทางไปหาสนทนาสอบถามพระยสะ ณ ป่าอสิ ปิ ตนมฤคทายวัน นอกเมอื งพาราณสี พระยสะไดพ้ าเข้าเฝา้ พระพุทธเจ้า และสนทนาสอบถามพระพทุ ธองค์ตามคติความเชอื่ ของตน หลังจากฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยอนุปุพพิกถาและ อรยิ สจั ๔ ทงั้ หมดไดด้ วงตาเห็นธรรมสา� เร็จเปน็ พระโสดาบันแล้ว ทลู ขอบวช พระพทุ ธเจ้าทรงบวชให้ดว้ ยวธิ ีเอหภิ กิ ขอุ ุปสัมปทา 66
ทา่ นไดเ้ ลา่ เรยี นและเจรญิ วปิ สั สนาไมน่ านกบ็ รรลพุ ระอรหตั จากนนั้ ไดร้ บั มอบหมายจากพระพทุ ธเจา้ ใหอ้ อกเดนิ ทางประกาศ พระธรรมค�าสอนแก่ชาวชมพูทวีป เช่นเดียวกับพระเถระรูปอ่ืน ผู้เป็นสหายทอี่ อกบวชพรอ้ มกัน คราวหนงึ่ ทา่ นไดเ้ ดนิ ทางไปเขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้ ทปี่ า่ อญั ชน วัน เมืองสาเกต มีพระภิกษุสามเณรติดตามพระพุทธเจ้าเป็น จ�านวนมาก เสนาสนะส�าหรับพักอาศัยไม่เพียงพอ พระภิกษุ สามเณรสว่ นใหญจ่ งึ พากนั ไปจา� วดั บนหาดทรายชายฝง่ั แมน่ า�้ สรภู ใกลว้ หิ าร เวลาเทยี่ งคนื เกดิ ฝนตกหนกั นา้� หลากไหลทว่ มพระภกิ ษุ สามเณร ด้วยความกลัวต่างพากันหวีดร้องด้วยเสียงอันดัง ครั้น พระพุทธเจ้าได้ยินเสียงจึงมอบหมายให้ท่านไปช่วยแก้ไข คร้ันรับ พุทธบัญชาแล้ว ท่านได้ใช้พลังฤทธิ์กั้นสายน้�าขนาดใหญ่เท่าภูเขา ไม่ให้ไหลมาถูกต้องกายพระภิกษุสามเณร แม้แต่ละอองน�้าก็ไม่ ต้องระคายผิวพระภกิ ษสุ ามเณร คราวน้ันทา่ นไดร้ ับค�าสรรเสริญจากพระพทุ ธเจ้าวา่ เทวดา และมนษุ ย์ทงั้ หลายพากนั นอบนอ้ มพระควัมปติ ผ้หู ้ามแม่น้า� สรภู ให้หยุดไหลด้วยฤทธิ์ ผู้ไม่ติดอยู่ในกิเลสและตัณหาใดๆ ผู้ไม่ หวัน่ ไหวต่ออะไรทง้ั ส้ิน ผู้ผ่านพน้ เครอ่ื งข้องทัง้ ปวง ผเู้ ป็นมหามุนี และเปน็ ผถู้ งึ ฝัง่ แห่งภพ (คือพระนิพพาน) 67
พระมหาâมคคัÅÅานะ ประจíาทิÈอ´Ø ร (àหนือ) ทา่ นเปน็ บตุ รของพราหมณน์ ายบา้ นโกลติ คาม ดว้ ยเหตนุ นั้ จงึ มนี ามตามหมบู่ า้ นวา่ โกลติ ะ สว่ นมารดาชอ่ื วา่ โมคคลั ลพี ราหมณี ทา่ นเปน็ สหายรกั กบั อปุ ตสิ สมาณพ ครน้ั เจรญิ วยั ไดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี น คัมภีรพ์ ระเวทตามธรรมเนยี มของพราหมณ์ ท่านมกั ชวนเพื่อนรกั เทย่ี วเลน่ ตามนคิ มคามนอ้ ยใหญจ่ นเกดิ ความเบอ่ื หนา่ ย วนั หนงึ่ ได้ ชวนอปุ ตสิ สมาณพออกบวชในสา� นกั ของสญั ชยั ปรพิ พาชก ซงึ่ เปน็ ศาสดาจารย์ผใู้ หญส่ มัยน้นั ตอ่ มาพจิ ารณาเหน็ วา่ ลทั ธคิ า� สอนของสญั ชยั ปรพิ าชกไมใ่ ช่ ทางพน้ ทกุ ข์ จงึ ตกลงกนั ออกแสวงหาผรู้ หู้ นทางสโู่ มกษะ ดว้ ยการ แยกย้ายสืบค้นหาท่ัวชมพูทวีป วันหน่ึงอุปติสสมาณพได้พบพระ อสั สชแิ ละฟงั ธรรมคาถาจนสามารถบรรลโุ สดาปตั ตผิ ล จงึ นา� ขา่ วดี มาบอกโกลิตะผู้สหายจนบรรลุตาม แล้วตกลงกันไปลาอาจารย์ สัญชัย เพอ่ื เขา้ เฝ้าพระพุทธเจา้ ครั้นมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนา ของพระพุทธเจ้าแล้วได้ขออุปสมบท 68
ภายหลงั อปุ สมบทแลว้ ไดห้ น่ึงสปั ดาห์ ท่านได้เจรญิ วิปสั นา แล้วบรรลุพระอรหัต นับแต่นั้นมาเพ่ือนภิกษุสามเณรเรียกท่าน ตามตระกูลว่าพระโมคคลั ลานะ ทา่ นไดเ้ ปน็ กา� ลงั สา� คญั ชว่ ยเหลอื พระพทุ ธเจา้ ในการเผยแผ่ พระศาสนา จึงได้รับการแตง่ ต้งั จากพระพทุ ธเจ้าใหด้ า� รงต�าแหน่ง พระอัครสาวกฝ่ายซ้าย คู่กับพระสารีบุตรท่ีได้รับแต่งต้ังเป็น พระอัครสาวกฝ่ายขวา ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุท้ังหลายในทางเป็นผู้ทรงฤทธ์ิ เพราะสามารถ เหาะไปสวรรค์และด�าดิ่งลงไปนรก แล้วน�าข่าวมาแจ้งแก่มนุษย์ ชกั น�าให้เกิดความเล่อื มใสดว้ ยการละชวั่ ท�าดี ความสามารถอันโดดเด่นอีกด้านหนึ่งของท่านคือ เป็น วศิ วกรสรา้ งอาคารวหิ าร สมยั นางวสิ าขามหาอบุ าสกิ าสรา้ งบพุ พา รามวิหารนน้ั พระพุทธเจ้าโปรดให้ท่านเปน็ ผู้ควบคุมการก่อสร้าง จนแลว้ เสร็จ ท่านจงึ ได้อกี ต�าแหน่งหนง่ึ วา่ นวกัมมาธฏิ ฐายี วาระสุดท้ายของชีวิต ท่านถูกโจรรุมทุบตีจนกระดูกแหลก ละเอียด ท่านก็ยอมรับชะตากรรมเพราะเห็นว่าเป็นวิถีของกรรม เก่าแต่หนหลัง จากน้ันท่านได้เข้าฌานสมานกระดูกแล้วเหาะไป อ�าลาพระพุทธเจ้าเพ่ือทูลลานิพพาน คราวน้ันพระพุทธเจ้าทรง เป็นองค์ประธานจุดเพลิงฌาปนกิจศพ แล้วโปรดให้สร้างเจดีย์ บรรจอุ ฐั ธิ าตขุ องทา่ น ใกลซ้ มุ้ ประตพู ระเวฬวุ นั วหิ าร เมอื งราชคฤห์ เพ่ือเป็นที่สกั การบูชาของศาสนิกชน 69
พระราหÅØ ประจาí ทิÈอสÕ าน (µะวันออกà©ยÕ งàหนอื ) ทา่ นเปน็ พระโอรสของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะกบั พระนางยโสธรา (พิมพาก็เรียก) ทรงมีพระประสูติกาลในวันท่ีพระราชบิดาตัดสิน พระทัยออกผนวช ด้วยเหตุนั้นจึงอยู่ภายใต้การเล้ียงดูของพระ ราชมารดามาแต่ต้น สมัยวัยเยาว์ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีตาม ธรรมเนียมของเชื้อพระวงศ์ พระราชมารดาน้ันปรารถนาให้ท่าน ครองราชย์สืบต่อพระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระอัยกา เพราะถือว่า เปน็ ทายาทโดยชอบธรรมสบื ตอ่ จากพระราชบิดา คราวหน่ึงพระบรมศาสดาได้เสด็จไปเทศนาโปรดพระ ประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์คราวน้ันพระนางยโสธราปรารถนาให้ ราหุลกุมารเสวยราชสมบัติแทนพระราชบิดา จึงส่งพระกุมาร ไปทลู ขอกบั พระพทุ ธเจา้ พระบรมศาสดาทรงดา� รวิ า่ ทรพั ยส์ มบตั ิ ทั้งหลายภายนอกหาประเสริฐยิ่งกว่าอริยทรัพย์ภายในได้ไม่ จงึ มอบหมายใหพ้ ระสารบี ตุ รเปน็ อปุ ชั ฌายบ์ รรพชาแกร่ าหลุ กมุ าร ท่านจงึ เปน็ สามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา 70
นบั แต่น้ันมา สามเณรราหลุ ไดต้ ดิ ตามพระบรมศาสดาและ พระอปุ ัชฌาย์ เพอื่ ศกึ ษาวัตรปฏิบตั ิและพระธรรมวินัย จนกระท่ัง อายุครบจึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุ คร้ันบวชแล้วได้เจริญวิปัสสนา ไมน่ านกบ็ รรลุพระอรหตั ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาย่ิงนัก ท่าน จะลุกข้ึนแต่เช้าตรู่กอบทรายให้เต็มฝ่าพระหัตถ์ แล้วต้ังความ ปรารถนาว่าเวลาวันน้ีข้าพเจ้าพึงได้รับโอวาทค�าสอนจากส�านัก ของพระบรมศาสดา หรือจากส�านักของอุปัชฌาย์และอาจารย์ ท้ังหลาย ให้ได้มากประมาณเท่าเม็ดทรายในก�ามือแห่งข้าพเจ้าน้ี ด้วยเหตุนั้นภายหลังต่อมาท่านได้รับการยกย่องจากพระบรม ศาสดาว่ายอดกว่าภิกษุทั้งหลายด้านใคร่ในการศึกษา เกียรติคุณ อีกอย่างหน่ึงของท่านคือเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เพราะไม่ถือตัว วา่ เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า นอกจากน้ัน ท่านยังแสดงกตัญูกตเวทิตาธรรมแก่พระ ราชมารดาดว้ ย ซึง่ สมยั นน้ั ได้ออกผนวชเปน็ ภิกษุณแี ล้ว ครัง้ หนง่ึ ทราบว่าภิกษุณีผู้เป็นพระราชมารดามีอาการจุกเสียดแน่นท้อง เพราะลมเสยี ดแทงพระอทุ ร ครนั้ สอบถามวธิ รี กั ษาจากนายแพทย์ แล้ว ท่านได้ออกบิณฑบาตรับน�้ามะม่วงผสมกับน้�าตาลกรวด แล้วน�ามาดูแลรักษาภิกษุณีผู้เป็นพระราชมารดาจนหายขาด ท่านปรินิพพานก่อนพระอัครสาวกท้ังสองและก่อนพระพุทธเจ้า โดยนิพพานที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากไปแสดงธรรมเทศนา โปรดพวกเทพยดาทง้ั หลาย 71
ãครáµ่งคา¶าพระอรหันµ์ ø ทิÈ? หากย้อนรอยถอยหลังดูตั้งแต่ต้น จะเห็นเส้นทางต�านาน คาถาพระอรหันต์ ๘ ทิศ อย่างชัดเจน เร่ิมตั้งแต่ประเทศพม่า รับคติความเช่ือแบบพราหมณ์ น�ามาผสมผสานกับความเชื่อเดิม ของตน แล้วเลือกรับเอาเฉพาะส่ิงที่เห็นว่าเหมาะสมกับตน โดย เฉพาะความเช่ือเรื่องโหราศาสตร์และเทพนพเคราะห์ เพราะเห็น ว่ามีผลดีผลเสียต่อโชคชะตาชีวิตของผู้คน นอกจากนั้นยังมี การปรับเปลยี่ นและเพิม่ เติมบางอย่าง ให้เหมาะสมกับความชอบ ของตน จนกลายมาเป็นพิธีกรรมและบันทึกเป็นคมั ภรี ม์ หาทักษา ต่อมาผู้ที่ท�าพิธีสะเดาะเคราะห์เดิมจากพราหมณ์เปล่ียน เปน็ พระสงฆ์ จงึ มกี ารเพม่ิ เตมิ พระคาถาบางบททเี่ หน็ วา่ เหมาะสม สอดคล้องกับเทพนพเคราะห์ของพราหมณ์ จนต่อมารวมกัน เป็นเนื้อเดียว ความเชื่อเช่นนี้มีอิทธิพลต่อชาวพม่าทุกชนช้ัน ตั้งแต่สถาบันกษัตริย์ชั้นสูงตลอดจนคนชาวบ้าน หลักฐานท่ี แสดงออกถึงความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ สามารถพบเห็นในภาพ จติ รกรรมฝาผนงั ตามวัดทว่ั ไปในประเทศพม่า 72
พม่าสร้างชาติได้อย่างย่ิงใหญ่เกรียงไกรสมัยพระเจ้า อโนรธามงั ชอ่ (อนรุ ทุ ธะกเ็ รยี ก) นอกจากบา้ นเมอื งจะเปน็ ปก แผน่ มั่นคงแล้ว พุทธศาสนายังมีการปฏิรูปครั้งใหญ่จนรุ่งเรืองม่ันคง รู้จักกันในนามพุทธศาสนาแบบพุกาม ได้แผ่ขยายเข้ามายัง ดินแดนแผ่นดินไทยด้วย โดยเฉพาะหัวเมืองทางเหนือของ ประเทศไทย สมยั พญามังรายสรา้ งบ้านแปลงเมอื งก็ได้รบั อิทธพิ ล พทุ ธศาสนาแบบพุกามเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นคอื คติความเชอ่ื เรือ่ งเทพนพเคราะห์ สมัยหลังพญามังราย พระพทุ ธศาสนาในอาณาจักรลา้ นนา รงุ่ เรอื งอยา่ งไมเ่ คยเปน็ มากอ่ น หนงึ่ นนั้ พระสงฆไ์ ทยรา่� เรยี นภาษา บาลจี นเชย่ี วชาญแตกฉาน สามารถแตง่ คมั ภรี ท์ างพระพทุ ธศาสนา เป็นจ�านวนมาก อีกหน่ึงน้ันคือการสังคายนาพระธรรมวินัยเป็น คร้ังแรกบนแผ่นดินไทยในอาณาจักรล้านนา หลักฐานน้ีช้ีบอกว่า พระพุทธศาสนาในอาณาจักรลา้ นนารุง่ เรืองมั่นคงเพียงใด คาถาพระอรหนั ต์ ๘ ทศิ นา่ จะแตง่ ขน้ึ สมยั อาณาจกั รลา้ นนา น้ีเอง เพ่ือปรับเปล่ียนความเช่ือเทพนพเคราะห์แบบพราหมณ์ให้ เป็นพุทธ สังเกตได้จากการจัดวางพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ สาวกองคส์ �าคัญ ให้สอดคล้องกับฤทธานภุ าพของเทพนพเคราะห์ ของพราหมณ์ เพอื่ ใหช้ าวพทุ ธเหน็ วา่ พทุ ธานภุ าพและสาวกานภุ าพ ส�าคัญกวา่ เทวานุภาพ 73
บทส่งทา้ ย ทิศบูรพา: พระอรหันต์ประจ�ำทิศคือพระโกณฑัญญะ ผู้ส�ำเร็จเป็นพระ อรหันต์องค์แรก ท่านใดปรารถนาเป็นผู้ส�ำเร็จก่อนใคร โบราณบอกว่าควรบูชา พระจันทร์ ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางห้ามญาติหรือปาง หา้ มสมทุ รเปน็ พระประจำ� วนั และแนะนำ� ใหส้ วดบทอภยั ปรติ ร (ยนั ทนุ นมิ ติ ตงั ฯลฯ) ๑๕ จบ เพ่ือให้เกิดโชคลาภ สามารถคุ้มครองจากภยันตรายตลอดท้ังโรคาพยาธิ และเสริมส่งใหม้ ีความสุขสวัสดตี ลอดกาลนาน ทศิ อาคเนย์: พระอรหันตป์ ระจ�ำทิศคอื พระมหากัสสปะ ผ้เู ปน็ ประธานสงฆ์ สมัยหลังพุทธปรนิ ิพพาน ท่านใดปรารถนาใหผ้ ูค้ นนบั หนา้ ถือตา โบราณบอกวา่ ควร บูชาพระอังคาร ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางไสยาสน์เป็น พระประจ�ำวัน และแนะน�ำให้สวดบทขัดธชัคคสูตร (ยัสสานุสสะระเณนาปิ ฯลฯ) ๘ จบ เพอื่ ให้เกดิ โชคลาภ สามารถคุ้มครองจากภยันตรายตลอดทง้ั โรคาพยาธิ และ เสริมส่งใหม้ ีความสุขสวสั ดีตลอดกาลนาน ทิศทักษิณ: พระอรหันต์ประจ�ำทิศคือพระสารีบุตร ผู้เลิศทางปัญญารู้แจ้ง แทงตลอด ท่านใดปรารถนามีปัญญาเฉลียวฉลาด โบราณบอกว่าควรบูชาพระพุธ ตามคติทางพระพุทธศาสนา จดั ใหพ้ ระพทุ ธรูปปางอุม้ บาตรเปน็ พระประจ�ำวนั และ แนะน�ำให้สวดบทขัดขันธปริตร (สัพพาสีวิสะชาตีนัง ฯลฯ) ๑๗ จบ เพ่ือให้เกิดโชค ลาภ สามารถคุ้มครองจากภยันตรายตลอดท้ังโรคาพยาธิ และเสริมส่งให้มีความสุข สวัสดีตลอดกาลนาน ทศิ หรดี: พระอรหนั ต์ประจำ� ทิศคือพระอบุ าลี ผู้เลิศดา้ นเชี่ยวชาญพระวินัย ท่านใดปรารถนาให้บุตรหลานอยู่ในระเบียบวินัย โบราณบอกว่าควรบูชาพระเสาร์ ตามคตทิ างพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรปู ปางนาคปรกเปน็ พระประจำ� วัน และ แนะน�ำให้สวดอังคุลิมาลปริตร (ยะโตหัง ภะคินิ ฯลฯ) ๑๐ จบ เพ่ือให้เกิดโชคลาภ สามารถคุ้มครองจากภยันตรายตลอดทั้งโรคาพยาธิ และเสริมส่งให้มีความสุขสวัสดี ตลอดกาลนาน ทิศปัจฉิม: พระอรหันต์ประจ�ำทิศคือพระอานนท์ ผู้เป็นเลิศด้านพหูสูต ทา่ นใดปรารถนาใหบ้ ตุ รหลานจบการศกึ ษาสงู โบราณบอกวา่ ควรบชู าพระพฤหสั บดี
ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางสมาธิเป็นพระประจ�ำวัน และ แนะน�ำให้สวดบทขัดวัฏฏปริตร (ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร ฯลฯ) ๑๙ จบ เพ่ือให้เกิด โชคลาภ สามารถคุ้มครองจากภยนั ตรายตลอดทั้งโรคาพยาธิ และเสริมสง่ ให้มคี วาม สขุ สวสั ดีตลอดกาลนาน ทิศพายัพ: พระอรหันต์ประจ�ำทิศคือพระควัมปติ ผู้เป็นเลิศด้านโชคลาภ ท่านใดปรารถนาความร่�ำรวยม่ังค่ัง โบราณบอกว่าควรบูชาพระราหู ตามคติทาง พระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์เป็นพระประจ�ำวัน และแนะน�ำ ให้สวดบทขัดกรณียเมตตสูตร (ยัสสานุภาวะโต ยักขา ฯลฯ) ๑๒ จบ เพ่ือให้เกิด โชคลาภ สามารถคุ้มครองจากภยันตรายตลอดท้ังโรคาพยาธิ และเสริมส่งให้มี ความสขุ สวัสดตี ลอดกาลนาน ทิศอุดร: พระอรหันต์ประจ�ำทิศคือพระโมคคัลลานะ ผู้เป็นเลิศด้านความ ส�ำเร็จด้วยฤทธิ์ ท่านใดปรารถนาให้การค้ารุ่งเรืองซ้ือง่ายขายคล่อง โบราณบอกว่า ควรบูชาพระศุกร์ ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางร�ำพึงเป็น พระประจ�ำวนั และแนะน�ำให้สวดบทขัดอาฏานาฏยิ ปรติ ร (อปั ปะสันเนหิ นาถัสสะ ฯลฯ) ๒๑ จบ เพอ่ื ใหเ้ กดิ โชคลาภ สามารถคมุ้ ครองจากภยนั ตรายตลอดทง้ั โรคาพยาธิ และเสรมิ สง่ ใหม้ คี วามสุขสวสั ดตี ลอดกาลนาน ทิศอีสาน: พระอรหันต์ประจ�ำทิศคือพระราหุล ผู้เป็นเลิศด้านการศึกษา ท่านใดปรารถนาให้บุตรหลานเรียนดีเรียนเก่ง โบราณบอกว่าควรบูชาพระอาทิตย์ ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางถวายเนตรเป็นพระประจ�ำวัน และแนะน�ำให้สวดบทโมรปรติ ร (อเุ ทตะยญั จักขมุ า ฯลฯ) ๖ จบ เพอ่ื ให้เกิดโชคลาภ สามารถคุ้มครองจากภยันตรายตลอดท้ังโรคาพยาธิ และเสริมส่งให้มีความสุขสวัสดี ตลอดกาลนาน ตรงกลาง: เป็นที่สถิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นประธาน ของเหลา่ สาวกอรหนั ต์ ทา่ นใดปรารถนามเี ดชานภุ าพรงุ่ โรจนต์ ลอดอษั ฎาทศิ โบราณ บอกว่าควรบูชาพระเกตุ ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางสมาธิ เพชรอยู่ประจ�ำตรงกลาง และแนะน�ำให้สวดชัยมงคลคาถา (ชะยันโต ฯลฯ) ๙ จบ เพื่อให้เกิดโชคลาภ สามารถคุ้มครองจากภยันตรายตลอดทง้ั โรคาพยาธิ เสรมิ ส่งใหม้ ี ความสขุ สวสั ดีตลอดกาลนาน
หนงั สอื อา่ นประกอบ ทศพร โสดาบรรลุ. “คติการสร้างเมืองเชียงใหม่ในวัฒนธรรมล้านนา”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๔๖. เทพย์ สาริกบุตร. ต�ำราพรหมชาติฉบับราษฎร์ดูด้วยตนเอง. กรงุ เทพมหานคร: สำ� นักงาน ส. ธรรมภกั ดี, ๒๕๒๖. บรรจบ บรรณรุจิ. อสีติมหาสาวก ๘๐ พระอรหันต์สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้า. นนทบรุ ี: กองทนุ ศกึ ษาพุทธสถาน, ๒๕๓๗. บ�ำรุง ช�ำนาญกิจ. “การศึกษาเปรียบเทียบเรื่องจักรวาลในศาสนาไชนะ และพุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรดุษฎี บณั ฑิต, บัณฑิตวทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. พระยาสัจจาภิรมย์ฯ (สรวง ศรีเพ็ญ). เทวก�ำเนิด. พิมพ์ครั้งท่ี ๑๘, กรงุ เทพมหานคร: ส�ำนกั พิมพ์อมรินทร์, ๒๕๕๖. ภัสราภรณ์ เทศธรรม. “การศึกษาต�ำนานพระธาตุประจ�ำปีเกิด”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙. ส. พลายนอ้ ย. เทวนิยาย. พิมพค์ ร้ังที่ ๒, กรงุ เทพมหานคร: สำ� นกั พมิ พ์ รวมสาสน์ . ๒๕๓๔. อรุณศักด์ิ ก่ิงมณี. ตรีมูรติ อภิมหาเทพของฮินดู. กรุงเทพมหานคร: ด่านสทุ ธาการพมิ พ์, ๒๕๕๑. เอเดรียน สนอดกราส. สัญลักษณ์แห่งสถูป แปลโดย รศ.ดร.ภัทรพร สิริกาญจนและคณะ, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, ๒๕๓๕.
รายนามผรู้ ่วมบริจาคพิมพ์หนงั สือ ท่านละ ๕,๑๐๐ บาท คณุ แม่รอง ชิดรัมย์ ทา่ นละ ๕,๐๐๐ บาท พลเอก ภาณุวัชร นาควงษม ์ คณุ แมบ่ ุญสม จนั ทรก์ ระจา่ ง ท่านละ ๒,๐๐๐ บาท คุณรงั สี บรู ณประภาพงศ์ ทา่ นละ ๑,๕๕๐ บาท คณุ พอ่ เขียว - คุณแม่สมร ศรใี ส ทา่ นละ ๑,๐๐๐ บาท คณุ ไกรฤกษ์ ไมตรวี งษ์ คุณสมบรู ณ์ นพิ รรมั ย์ คุณแสงโสม ช�ำนาญวนกจิ คณุ สุนันทา แก้วสมนกึ คณุ ณรงค์ จีนานนนั ต์ แพทยห์ ญงิ อัญชลี อัศวมงคลกลุ คุณเพ็ญรวี สอ่ื รตั นสิริ คุณรังสรรค์ พรพฤตกิ รกุล คุณศรีไพร นพิ รรัมย์ - คณุ ผกามาส ศรีนนท์ คุณศภุ ชยั ขอบุญสง่ เสริม ทา่ นละ ๕๐๐ บาท คุณจริ วฒั น์ คุ้มครอง คุณชุตมิ า อร่ามเรือง คุณสนัน มหาตมวดี คณุ พอ่ เอ่ียม ล้อมกลาง คุณส�ำเนียง โลประโคน คณุ พ่อหลา่ นุเรศรัมย์ คณุ ทนั แป้นเงนิ คุณศภุ มาศ นรนิ ทรร์ มั ย์ คุณแมเ่ ยน็ จะแรบรมั ย์
คุณแม่ประจิตต์ จารสุ งิ ห์ พร้อมลูกหลาน คณุ สออ้ น นกุ าศรมั ย์ - คุณอรญั ญา นเรนทรร์ ัมย์ คุณพอ่ สุเทพ - แมพ่ ูนสุข ศริ ิพงษ์ พรอ้ มครอบครัว สท.กติ ติศกั ด์ิ - คุณยุลี พรรณรัตนศิลป์ พร้อมครอบครัว ทา่ นละ ๔๕๐ บาท คณุ ไชยยศ นทีรตั นกำ� จาย ท่านละ ๓๐๐ บาท คณุ วิไลลกั ษณ์ นิพรรมั ย์ คุณพ่อเหลือ บญุ ศรรี มั ย์ ทา่ นละ ๒๕๐ บาท คณุ แม่สนอง บุญศรรี มั ย์ คุณพ่อฉอ้อน ขาลรมั ย์ คุณแม่ปิ่น ขาลรัมย์ คุณบุญชยั จริตรมั ย์ และครอบครวั คุณเคยี ง วิรัมย์ ทา่ นละ ๒๐๐ บาท คณุ คำ� เปลยี่ น เจรญิ รัมย์ คุณปราณี จะเริกรมั ย ์ คุณสพุ ันธ์ สุสิรัมย ์ คณุ พ่อสะอึก อะโรคา คุณแม่นภิ า เจรญิ รัมย์ คณุ แมภ่ ักด์ิ พลรกั ษา คณุ มนิดา การกระสงั คณุ แมส่ ี แก่นนอก คุณฐิตริ ัตน์ สุภคั ชยั เลิศ ด.ญ.ธนั ยสรณ์ สภุ ัคชยั เลิศ คุณเสกสรร แสนค�ำพล คณุ นนั ทน์ ภัส เจรญิ รมั ย ์ คุณวุฒนิ ันท์ - คณุ สวาท หอมหวน คณุ แมเ่ หม บญุ ศรีรมั ย์ พรอ้ มครอบครัว ทา่ นละ ๑๕๐ บาท คุณแมส่ อง นุเรศรัมย์ คณุ แม่สะบวน อะโรคา คณุ พอ่ บุญเลศิ อะโรคา
ท่านละ ๑๐๐ บาท คณุ สจุ ติ ราภรณ์ อรา่ มเรือง คณุ กิมเนย รอบแคว้น คณุ พชั รินทร์ แสงคำ� ด.ญ.สุธนิ ี อาจทวีกุล ด.ญ.บัวชมพู นกุ าศรมั ย์ คุณสุวรรณา กกรัมย์ คณุ พอ่ เกตุ จริตรัมย ์ คุณประเทือง ธนารักษอ์ ุดม คณุ พอ่ วฒุ ิชัย ศิรริ ัมย์ คุณพอ่ เคียน ฉายศริ ิ คุณแมบ่ ุญเพียร นพรัมย์ คณุ สจุ ิน บญุ ศรีรัมย์ คุณปะทุม นพรัมย์ คณุ สมบุญ วัฒนจำ� นง คุณพ่อญาติ นพรมั ย์ คณุ ศกั ดา ปักกาติ คณุ เกษม บญุ ศรรี ัมย์ คณุ พอ่ ยนุ ทะเริงรมั ย์ คุณพ่อบวั จะแรบรมั ย์ คณุ แมเ่ ฮี่ยง จรติ รมั ย์ คณุ แม่ทองมว้ น อไุ รรกั ษ์ คุณแมส่ ภุ าพ บุญศรีรมั ย์ คณุ แมป่ ระกอบ แกน่ นอก คณุ แมพ่ กิ ลุ (ลด) นพรมั ย์ คณุ รัตนาภรณ์ เพรกหน้ี คุณแม่วนั ดี เจริญรมั ย์ คณุ ประวัติ เจรญิ รมั ย์ คุณแม่แกว้ เจริญรัมย์ คุณแมส่ งั ข์ จรติ รมั ย์ คุณพอ่ พชิ ติ อะพรรัมย์ คณุ แม่เลข จะแรบรัมย์ คุณแม่ยัน อะโรคา คณุ ชยั วัฒน์ ตระกลู รัมย์ หมอเพลิน คณุ วนั เพญ็ อุ่นสำ� โรง คณุ ศศกรณ์ หอมเนียม คณุ แม่บญุ มี โหรารมั ย์ คุณแม่บุญมา อุไรรกั ษ ์ คุณวิไล หาวงศ์ คณุ ปรวรรณ สุนทราบรู ณ ์ คุณเพิ่ม นะราชรมั ย์ คณุ ปัญญา กสุ ิรัมย์ คณุ พรหมประทาน มหาตวดี ท่านละ ๖๐ บาท คุณแม่สายรุ้ง เจริญรมั ย์ ท่านละ ๕๐ บาท คณุ แม่ลอย นกิ ลู รมั ย์ คณุ แมก่ รองแก้ว ยนิ ดรี มั ย์ คณุ ยายแฉลม้ อุไรรักษ์ คณุ แมจ่ นั ทร์ เจรญิ รัมย ์ คณุ วชั ระ หวังใหญ่รมั ย์ คุณแมค่ ง เจรญิ รมั ย์ คณุ บญุ เหลือ เจริญรมั ย์ คณุ แม่กหุ ลาบ เจริญรมั ย์ ด.ญ.จิรัฎฐิยา อักษร คุณจกั รพงษ์ สมหวงั ได้ ด.ญ.เพญ็ นภา อกั ษร คุณสมศักดิ์ สมหวังได้ คณุ สพุ รรณี นิพรรมั ย์
บันทกÖ ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ...................................................................................................... ......................................................................................................
Search