สุภีร์ ทุมทอง เป็นมีสตติ ัง้ มั่นอยา่ งนีน้ ั่นแหละ เปน็ การ เจริญสติสัมโพชฌงค์ เมื่อมีสติอย่างนั้น แล้วค้นคว้า พิจารณาธรรมด้วยปัญญา ให้เห็นว่า สิ่งใดเป็นกุศล ส่ิงใดเป็น อกศุ ล สง่ิ ใดควร สิ่งใดไม่ควร และเหน็ สภาวะต่าง ๆ โดยความเป็นส่ิงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา น้ีเป็นการเจริญ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค ์ ผปู้ ฏบิ ตั ทิ ม่ี สี ตติ ง้ั มน่ั คน้ ควา้ พจิ ารณา ธรรมดว้ ยปญั ญา อยอู่ ยา่ งนนั้ ไมย่ อ่ หยอ่ น ไมห่ ยดุ ไมน่ อนเล่น ไม่ประมาท ไม่ใช่ได้ ดีแล้วหยุดอยู่ ทำอย่างเต็มที่ เรียกว่า เจริญวริ ยิ สมั โพชฌงค์ 49
หลงั จากทเี่ พยี รมสี ติ และทำธมั มวจิ ยั ปีติเกิดขึ้น เป็นการเจริญปีติสัมโพชฌงค์ เม่ือจิตมีปีติ กายและจิตย่อมสงบระงับ เป็นการเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ กาย สงบ มีความสุข จิตก็ต้ังม่ัน เป็นการ เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์เหล่านี้ เป็นผลมาจากการปฏิบัติท่ีถูกต้อง เม่ือจิต ต้ังมั่น เป็นสมาธิ ก็ย่อมมีอุเบกขา วาง เฉยต่อสังขารทั้งหลายได้ เป็นการเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เมื่อเจริญโพชฌงค์ ๗ ที่อิงอาศัยวิเวก อิงอาศัยวิราคะ อิง อาศัยนิโรธ น้อมไปเพ่ือความปล่อยวาง กย็ อ่ มทำใหว้ ชิ ชาและวิมตุ ติบริบูรณไ์ ด้
อานาปานสต ิ วันนี้ ได้กล่าวถึงการทำกรรมฐาน เดยี ว คือ อานาปานสติ ทำใหส้ ติปฏั ฐาน ๔ บริบูรณ์ ทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ ทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ กรรมฐาน อ่ืน ๆ ก็สามารถใช้เทคนิคแบบเดียวกันนี้ ได้ เป็นการทำกรรมฐานให้ได้ประโยชน์ ถึงที่สุด ไม่ใช่ทำกรรมฐานอย่างหน่ึง ได้สติ ได้สมาธิแล้ว พอจะเจริญปัญญา ไปทำอีกกรรมฐานหน่ึง เปล่ียนไปเร่ือย หลายอันเหลือเกิน บางคนก็คอยมาถาม อาจารย.์ . ทำไงตอ่ ๆ 52
สุภรี ์ ทุมทอง หากเราใชเ้ ทคนคิ วธิ อี ยา่ งอานาปานสติ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในอานาปาน สติสูตรน้ี เราก็ทำกรรมฐาน ฝึกสติ ตามรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต และธรรม อยู่ในวงน้ีแหละ เราทำกรรมฐานอย่าง ใดอย่างหน่ึงขึ้นมา ทำบ่อย ๆ ให้มีสติ บ่อย ๆ ให้จิตมีความตั้งมั่น เป็นสมาธิ แนบแน่นระดับใดก็ได้ เมื่อมีความรู้สึก เกิดขึ้น มีปีติ สุข จิตตสังขาร เกิดข้ึน ก็ให้รู้ว่า มันเป็นสภาวะอย่างหน่ึง ไม่มี ตวั ตน เกดิ แลว้ ดบั มาแลว้ ไป อยา่ ไปหลง อย่าไปสงสัย อย่าไปหยุดอยู่ จนระงับ 53
อานาปานสต ิ จติ ตสงั ขารหยาบ ๆ ได้ ความคดิ ปรงุ แตง่ หยาบ ๆ หมดไป ต่อมาก็รู้จักจิต ทำ จิตให้เบิกบานด้วยการเข้าสมาธิ หรือ ทำความรู้ให้เกิดข้ึน ทำจิตให้ตั้งม่ัน หมดนวิ รณ์ มคี วามพรอ้ ม ช่วงนีก้ ็ทำท้งั แบบสมถะและแบบวิปัสสนาปนกันไป เม่ือจิตมีความพร้อมดีแล้ว พิจารณา สงั ขารใหเ้ หน็ วา่ มแี ตส่ งิ่ ไมเ่ ทยี่ ง คลายไป ดบั ไป เปน็ ไปเพอื่ ปลอ่ ยวาง ไมค่ วรยดึ มน่ั ถอื มัน่ เป็นวปิ ัสสนาขัน้ สูง แบบนี้ ใช้ได้ กบั ทุกกรรมฐาน 54
สภุ รี ์ ทุมทอง การบรรยายตอนเช้าวันนี้ คงพอ สมควรแก่เวลาเท่าน้ีนะครับ อนุโมทนา ทกุ ทา่ น 55
การท่กี ายไม่ไหวหรอื เอนเอียง หรือการทจ่ี ติ ไมไ่ หวหรอื ดน้ิ รน เพราะอานาปานสติสมาธ ิ ที่ภิกษเุ จริญ ทำให้มากแล้ว ส.ํ ม. ๑๙/๙๘๓
หากภกิ ษใุ นธรรมวนิ ัยนพี้ งึ หวังวา่ แม้กายของเราไม่พงึ ลำบาก จกั ษุของเราไมพ่ ึงลำบาก และจิตของเราพงึ หลดุ พน้ จากอาสวะท้ังหลาย เพราะไม่ถือมัน่ ก็พงึ มนสิการอานาปานสติสมาธนิ แี้ ลใหด้ ี สํ.ม. ๑๙/๙๘๔
หากภิกษุในธรรมวินัยนพ้ี งึ หวงั ว่า เราพงึ ละความคิดถึง และความดำรอิ นั อาศัยเรือนเสยี กพ็ งึ มนสกิ ารอานาปานสตสิ มาธนิ แ้ี ลให้ดี สํ.ม. ๑๙/๙๘๔
หากภกิ ษุในธรรมวนิ ัยน้ีพึงหวังวา่ เราพงึ มีความหมายร้วู ่า ปฏิกลู ในสิ่งไม่ปฏกิ ลู อยู่ กพ็ ึงมนสิการอานาปานสติสมาธินแ้ี ลให้ดี สํ.ม. ๑๙/๙๘๔
หากภกิ ษุในธรรมวินัยนีพ้ งึ หวงั วา่ เราพึงเว้นทั้ง ๒ นน้ั คือ สิง่ ไมป่ ฏิกลู และสิง่ ปฏิกูล แลว้ เป็นผู้มอี ุเบกขา มีสติ มสี ัมปชญั ญะอยู่ กพ็ งึ มนสิการอานาปานสติสมาธิน้ีแลใหด้ ี ส.ํ ม. ๑๙/๙๘๔
หากภิกษใุ นธรรมวินัยนี้พึงหวงั ว่า เราพึงสงัดจากกาม และอกุศลธรรมทั้งหลายแลว้ บรรลุปฐมฌานที่มวี ติ กวิจาร ปตี แิ ละสุขอันเกิดจากวเิ วกอยู่ ก็พึงมนสกิ ารอานาปานสตสิ มาธนิ ีแ้ ลให้ดี สํ.ม. ๑๙/๙๘๔
หากภกิ ษุในธรรมวินยั น้ีพึงหวงั วา่ เพราะละสุขและทกุ ขไ์ ด้ เพราะโสมนสั และโทมนัสดบั ไปก่อนแลว้ เราพงึ บรรลจุ ตุตถฌานที่ไมม่ ีทกุ ข์ไม่มีสขุ มีสตบิ รสิ ทุ ธเิ์ พราะอุเบกขาอยู่ กพ็ ึงมนสกิ ารอานาปานสติสมาธินีแ้ ลให้ดี ส.ํ ม. ๑๙/๙๘๔
หากภกิ ษุในธรรมวนิ ยั นพี้ ึงหวังว่า เราพงึ ลว่ งเนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน โดยประการทง้ั ปวง บรรลสุ ัญญาเวทยติ นโิ รธ (สมาบัติทด่ี บั สญั ญาและเวทนา) ก็พงึ มนสกิ ารอานาปานสติสมาธิน้ีแลให้ด ี สํ.ม. ๑๙/๙๘๔ อา้ งอิง : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
ประวัต ิ อาจารย์สุภีร์ ทมุ ทอง วนั เดอื นปีเกิด - ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๕ - บ้านหนองฮะ ต. หนองฮะ อ. สำโรงทาบ จ. สุรนิ ทร ์ การศึกษา - เปรยี ญธรรม ๔ ประโยค - ประกาศนยี บตั รบาลใี หญ่ วดั ทา่ มะโอ จ. ลำปาง - ปรญิ ญาตรี วศิ วกรรมศาสตรบณั ฑติ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น - ปรญิ ญาโท พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย งานปัจจุบนั (พ.ศ. ๒๕๕๕) - อาจารยส์ อนพเิ ศษวชิ าพระอภธิ รรมปฎิ ก และวชิ าปรมตั ถธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต บาฬศี กึ ษาพุทธโฆส จ. นครปฐม - บรรยายธรรมะตามสถานที่ต่าง ๆ ท้ังในกรุงเทพฯ และ ตา่ งจังหวดั - เผยแผ่ธรรมะทางเว็บไซด์ www.ajsupee.com
Search