Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Atom-structure

Atom-structure

Published by kkaem.wj, 2020-12-27 06:15:27

Description: Atom-structure

Search

Read the Text Version

เอกสารชุดท่ี 2 เอกสารประกอบการสอนโครงการเปดประตสู ูมหาวิทยาลยั หนาที่ 1 เรอื่ ง โครงสรา งอะตอม รศ.อินทิรา หาญพงษพ นั ธุและดร. บัญชา พูลโภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. ดัลตัน 3. ค.ศ. 1891 สโตนยี  ทฤษฎอี ะตอมของ ดลั ตนั ไดศ กึ ษาผลงานของฟาราเดย - อะตอมเปนอนภุ าคท่ีเลก็ ทส่ี ดุ และเปนผูสรุปวา ไฟฟาประกอบดว ยอนภุ าคทาง - ไมส ามารถแบง แยกตอ ไปอีกแลว ไฟฟาและตง้ั ชอื่ อนภุ าคนวี้ า อิเล็กตรอน และ ∴ อะตอมเปนทรงกลม แบง แยกไมได อิเลก็ ตรอนน้ี เปน อนุภาคเลก็ ในอะตอมของธาตุ 2. แบบจําลองอะตอมของ เจ เจ ทอมสนั 4. ฟาราเดย ศึกษาและทดลอง เกีย่ วกับการนาํ ไดศ ึกษาเกี่ยวกับการแยกสารละลายดว ย กระแสไฟฟาและไดต้งั กฎการแยกสารดวยไฟฟา ไฟฟาของกา ซในหลอดรังสีแคโทด (Faraday’s Law of electrolysis) ทอมสนั ไดทดลองวดั อตั ราสว น ประจตุ อ มวลของอิเล็กตรอน ในรังสคี ะโทด จะไดวา e/m = ประจุ = -1.76 x 108 coulomb/g 1. มลิ ิแกน มวล ไดทําการทดลองตอจาก เจ. เจ. ทอมสนั เพ่ือหา = คา คงท่ี ประจุท่ีมีอยูในอิเล็กตรอนแตล ะตวั เรียกการทดลอง ทอมสคนั า จคงงึ ทสี่รุปวา น้นั วา • “ไอมิเลข ก็ ึน้ ตอรยอนกู อับะเปตชนอนอมดิ นขขุภอองางธคกามตา ูลซุทฐทุกาชี่บนนสริดรา”จกลใุ นทหี่มอีลยอูใดน • ไมขน้ึ อยกู ับชนิดของโลหะท่ใี ชท าํ ขั้วไฟฟา สรปุ แบบจาํ ลองอะตอมของ เจ เจ ทอมสนั oil drop experiment - อะตอมมลี กั ษณะเปนทรงกลม e- แตล ะตัวมปี ระจุ = -1.60 x 10-19 coulamb - มีอนุภาคทม่ี ปี ระจุบวก เรยี กวา โปรตอน e- แตล ะตัวมีมวล = 9.1 x 10-28 กรัม - มอี นภุ าคทม่ี ีประจลุ บ เรยี กวา อิเลก็ ตรอน - จํานวนโปรตอน = จํานวนอเิ ลก็ ตรอน - กระจายอยทู ่วั ไปในทรงกลม +- +- ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายนเ้ี ปน ลขิ สิทธ์ขิ องภาควิชาเคมี คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปด ประตสู มู หาวทิ ยาลยั หนา ที่ 2 เร่ือง โครงสรางอะตอม รศ.อนิ ทริ า หาญพงษพ ันธุและดร. บญั ชา พลู โภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 2. รทั เธอรฟ อรด ละเอยี ด พบวา ในนวิ เคลียสมอี นภุ าคทเี่ ปน กลางทาง ทําการทดลอง ยิงอนภุ าคอลั ฟาเขา ไปยงั แผน ทองคาํ ไฟฟา จรงิ เรียกชือ่ วา นวิ ตรอน บางๆ มีความหนา 0.0004 มม. เรยี กการทดลองนีว้ า การทดลองการกระเจิงรงั สอี ลั ฟาของรทั เธอรฟอรด 9. เฟรดเดอริก ซอดดี ชาวอังกฤษ เปน ผูใ หชื่ออะตอมของธาตุเดยี วกนั ท่ีเลขมวล ตางกนั วา ไอโซโทป (Isotope) สญั ลกั ษณธ าตทุ เ่ี ขยี นโดยแสดงรายละเอยี ดของ จํานวนอนุภาคพน้ื ฐานของอะตอมเรียกวา (Alpha Scattering Experiment) สญั ลกั ษณน วิ เคลียร สรปุ แบบจาํ ลองอะตอมของรทั เธอรฟ อรด เขียนสัญลกั ษณนที้ ว่ั ๆ ไปคอื A X อานวา Z, X, - อะตอมมลี ักษณะโปรง Z - ประกอบดว ยโปรตอนรวมกนั อยตู รงกลาง A นวิ เคลยี ส ซ่งึ มขี นาดเลก็ แตมีมวลมาก สว นอเิ ล็กตรอน มีมวลนอ ยมาก จะวงิ่ อยู X แทนสญั ลกั ษณอะตอมของธาตุ รอบๆ นิวเคลยี ส Z แทนเลขมวลอะตอม (atomic number) A แทนเลขมวล (Mass number) นกั วทิ ยาศาสตรไ ดศึกษาและทาํ การ ทดลองตา งๆ เพ่ือรวบรวมขอมลู มาอธิบาย พฤตกิ รรมของอิเลก็ ตรอนในอะตอม คอื การศกึ ษาสเปกตรัมของสารหรอื ธาตุ 3. มอสเลย 10. โรแบรต บนุ เซน ไดศึกษาเกย่ี วกบั รงั สเี อกซข องธาตุตางๆ ทําใหท ราบ ใชสเปกโตสโคปตรวจสอบเสนสเปกตรมั ของแร วา ธาตแุ ตล ะชนิด มีจาํ นวนโปรตอนเทา ใด ซึ่งตอมา นกั วทิ ยาศาสตรจงึ ใชจํานวนโปรตอนของธาตุ ตางๆ และระบธุ าตุทเ่ี ปน องคป ระกอบของแรท ี่นาํ มา เรยี กวา เลขอะตอม จึงเรยี งธาตุตามเลขอะตอมใน ศกึ ษาได ตารางธาตุ แทนนาํ้ หนักอะตอม จากนอ ยไปมาก เสนสเปกตรมั ทีเ่ กิดขึ้น อธบิ ายไดวา 4. เซอร แชดวกิ ชาวอังกฤษ โดยปกตอิ ิเลก็ ตรอนในอะตอม จะอยใู น ไดทาํ การทดลอง ยงิ อนุภาคแอลฟาไปยังธาตุตางๆ ระดับพลงั งานตา่ํ สุดท่ี สภาวะพ้นื ground state เมอื่ ทดสอบผลการทดลองดวยเครอื่ งมอื ที่มีความ อะตอมไดรบั พลังงานเพมิ่ และไปอยใู นระดับพลังงาน ทส่ี งู ขน้ึ เรยี กวา สถานะกระตุน excited state ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายน้ีเปนลิขสทิ ธ์ขิ องภาควชิ าเคมี คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปดประตูสมู หาวิทยาลยั หนาท่ี 3 เร่ือง โครงสรางอะตอม รศ.อนิ ทริ า หาญพงษพันธุและดร. บัญชา พูลโภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการทดลองเผาสารเพอื่ ศกึ ษาเกยี่ วกับสขี อง ปจ จุบนั แบบจาํ ลองอะตอมมกั จะเขยี นเปน เปลวไฟจะไดว า - สเปกตรัมของโลหะชนดิ เดยี วกนั จะเหมอื นกัน 11. นวิ บอร สเปกตรมั ของโลหะตางชนดิ กัน จะไมเหมอื นกัน ศกึ ษาและปรบั ปรุงแบบจําลองอะตอม ของรทั เธอรฟ อรด โดยอาศยั ทฤษฎคี วันตมั จะไดว า - สขี องเสน สเปกตรมั อาจเหมอื นกัน แตต ําแหนง อะตอมเปนทรงกลม ประกอบดวย โปรตอนและ ของเสน สเปกตรัมท้งั หมดไมตรงกนั เนอื่ งจาก นิวตรอน รวมกนั เปนนวิ เคลียสอยตู รงกลางมี สเปกตรมั เปนสมบตั ิเฉพาะตัวของธาตุ อิเลก็ ตรอนวง่ิ เปนโคจรหรือระดบั พลังงานรอบๆ นิวเคลยี ส แบบจาํ ลองอะตอมแบบใหม เรยี กวา แบบกลุม หมอก การศกึ ษาเรอ่ื งสเปกตรัม 1. เซอรไ อแซก นวิ ตนั อะตอมประกอบดว ยโปรตอนและนวิ ตรอน รวมกันเปน นิวเคลียสอยูตรงกลางมอี ิเลก็ ตรอน วงิ่ อยู ทดลองแยกแสงขาวโดยใชป รซิ มึ รอบๆ โดยมที ิศทางทีไ่ มแ นน อน โอกาสทจี่ ะพบ อเิ ลก็ ตรอนบรเิ วณใกลนวิ เคลียสมมี ากกวา บริเวณที่ หางจากนวิ เคลยี ส ทีส่ ถานะกระตุนน้อี ะตอมจะไมเ สถยี รจึงมี การปรับตวั เขา สภู าวะทมี่ พี ลงั งานตํา่ โดยอเิ ล็กตรอน จะคายพลังงานสว นเกนิ ออกมาในรูปของพลังงาน รงั สี ตวั อยา งสขี องเปลวไฟของโลหะบางชนิด ธาตุ สขี องเปลวไฟ สีของสเปกตรัม 3Li แดงเลอื ดนก แดงเขม 2. กุสตาฟ คีรชั ฮอฟฟ ชาวเยอรมัน 11Na เหลอื ง เหลอื งเขม 10K มว ง มว งเขม ประดิษฐเ ครื่องมอื สเปกโตสโคปใชแ ยก 20Ca แดงอิฐ แดงเขม 38Sr แดงเลอื ดนก แดงเขม สเปกตรัมของแสงขาวและใชตรวจเสน สเปกตรัม 56Ha เขยี วอมเหลือง เขียวเขม 20Co เขยี วมรกต เขียวเขม ของธาตุทถี่ ูกเผา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายนเี้ ปน ลิขสทิ ธข์ิ องภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปดประตูสมู หาวทิ ยาลยั หนา ท่ี 4 เรอื่ ง โครงสรา งอะตอม รศ.อินทริ า หาญพงษพันธแุ ละดร. บัญชา พลู โภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ตัวอยางขอสอบเรื่องโครงสรา งอะตอม 1. กาํ หนดแบบจาํ ลองอะตอม 3 แบบ ดังแสดงขางลา ง ee +-+-+ +-+-+-+ ee +-+-+ I II III แบบใดเปนแบบจําลองของดาลตนั แบบจําลองของรทั เธอรฟ อรด และแบบจําลองของทอมสนั ตามลาํ ดบั แบบจําลองของดาลตนั แบบจาํ ลองของรทั เธอรฟอรด แบบจาํ ลองของทอมสนั 1 I II III 2 II III I 3 II I III 4 III I II ตอบ ขอ 3. เหตุผล แบบจาํ ลองของดาลตัน เปน ทรงกลมโอกาสถูก ขอ 2, 3 แบบจําลองของทอมสนั มอี เิ ล็กตรอนและโปรตอนกระจายในทรงกลม ขอ 3 จงึ เปน ขอ ถกู 2. ขอ ความใดถูกตอ งที่สดุ 1. แบบจาํ ลองอะตอมของดัลตัน เปน ทรงกลมแบงแยกไมได 2. ธาตุ X มีเลขมวล 3 คา แสดงวา ธาตุ X มี 3 ไอโซโทป 3. อะตอมของธาตชุ นิดเดยี วกนั มีเลขอะตอมเทา กนั 4. ถกู ทงั้ 1, 2, 3 เหตุผล ตามทฤษฎขี อง Dalton. 1. อนุภาคทีเ่ ลก็ ทสี่ ุดของธาตุ ขนาดเลก็ ท่ีสุดแบง แยกไมได เรียกวา อะตอม 2. อะตอมชนดิ เดยี วกนั ยอ มมขี นาด และมวลเทา กนั ตวั อยาง 180 + 0PE 12 C 13 C 14 C* 6 6 6 (กมั มนั ตรงั ส)ี ธาตุชนิดเดยี วกัน ตองมเี ลขอะตอมเทากนั ตอบ ขอ 4. ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายนเ้ี ปน ลิขสิทธิข์ องภาควชิ าเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปดประตสู ูมหาวิทยาลยั หนา ท่ี 5 เรอ่ื ง โครงสรางอะตอม รศ.อินทิรา หาญพงษพนั ธุแ ละดร. บัญชา พลู โภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 3. จงพจิ ารณาขอ ความตอ ไปน้ี แลว ตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ 1. แบบจาํ ลองอะตอมเปนขอ สันนษิ ฐานทน่ี กั วทิ ยาศาสตรส รางข้นึ โดยอาศัยขอ มูลจากการทดลอง 2. ในการทดลองของทอมสนั เกยี่ วกับการนาํ ไฟฟา ของกา ซน้นั กาซทีบ่ รรจใุ นหลอดรงั สคี าโธดนน้ั ตองมคี วาม ดันสูง 3. การทส่ี ารละลายอิเลก็ โตรไลทน าํ ไฟฟา ได เพราะในสารละลายประกอบดวยออิ อนบวกและอิออนลบอยู ทว่ั ไป 4. ความแตกตางระหวา งแบบจาํ ลองของทอมสนั กับรัทเชอรฟ อรด กค็ อื ประจไุ ฟฟา ของอนุภาคในอะตอม ขอ ใดบา งท่ไี มถ กู ตอ ง 1. ขอ 1, 3 2. ขอ 2, 3 3. ขอ 2, 4 4. ขอ 1, 4 4. ขอความตอ ไปน้ี ขอใดถกู ตอง 1. อะตอมของธาตชุ นิดเดยี วกนั ยอมมีมวลเทา กนั 2. นิวตรอนเปน อนภุ าคทเ่ี ปน กลางทางไฟฟา คอื มปี ระจุเปน ศนู ย 3. มวลของอะตอมสว นใหญ คอื มวลของโปรตอน 4. ธาตุ 14 A กับ 14 B เปน ไอโซโทป 6 7 เหตุผล ขอ 1 ผดิ ธาตุมไี อโซโทป ซึ่งมมี วลตางกนั ขอ 3 ผดิ มวลอะตอม คอื มวลของโปรตอน + มวลของนวิ ตรอน ขอ 4 ผดิ 6A และ 7B เปนธาตตุ า งชนดิ กนั ∴ ขอ 3 ถูก อะตอมประกอบดวยอนุภาคพ้ืนฐาน 3 ชนดิ คือ โปรตอน (ประจบุ วก) อเิ ล็กตรอน (ประจุ ลบ) และนวิ ตรอน (เปนกลางทางไฟฟา) 5. อนภุ าคท่ีมีประจุเปน ลบในหลอดรงั สีคาโธด เกดิ จากสวนใดของหลอดรงั สนี น้ั 1. เกดิ จากโลหะท่ีเปน อาโนด และกา ซที่บรรจใุ นหลอดรังสคี าโธด 2. เกดิ จากโลหะทเี่ ปน คะโธด และกาซทบ่ี รรจุในหลอดรงั สคี าโธด 3. เกิดจากโลหะทเ่ี ปน คาโธดไดรับพลังงานเพิ่ม 4. เกิดจากกา ซทบ่ี รรจุในหลอดรังสีคาโธด เหตผุ ล เม่ือผา นพลงั งานสงู เขา ไปหลอดรังสคี ะโธด ทข่ี วั้ คะโธดทีท่ าํ ดว ยโลหะจะใหอิเล็กตรอนออกมาแลว ไปชน กา ซทบี่ รรจุในหลอด ใหอ ิเลก็ ตรอนและไอออนบวกของกา ซออกมา จงึ ตอบขอ 2 6. อนุภาคทมี่ ีประจบุ วกในหลอดรงั สีคาโธด เมื่อหาคาประจุตอ มวล (e/m) จะไมเทา กนั ถา บรรจุกาซตางชนิดกัน แสดงวา อนุภาคน้เี กิดจากสว นใดของหลอดรงั สคี าโธด 1. เกดิ จากโลหะท่เี ปน คาโธด 2. เกดิ จากโลหะที่เปน อาโนด ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายน้ีเปน ลิขสิทธข์ิ องภาควิชาเคมี คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปด ประตสู ูมหาวิทยาลยั หนาท่ี 6 เร่อื ง โครงสรางอะตอม รศ.อนิ ทิรา หาญพงษพนั ธแุ ละดร. บญั ชา พลู โภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 3. เกิดจากโลหะทเี่ ปน คาโธดและอาโนด 4. เกดิ จากกา ซทบ่ี รรจใุ นหลอดรังสีคาโธด เหตผุ ล ตอบขอ 4 เกดิ จากกา ซท่บี รรจใุ นหลอดรังสคี าโธด เมื่อถูกอิเลก็ ตรอนท่ีไดจ ากโลหะทท่ี าํ หนา ที่ขว้ั คาโธด ขณะพลังงานสงู มาตกกระทบ 7. ในการทดลองเผาสารประกอบของโซเดยี ม เพอ่ื ดสู เปกตรัมของโซเดยี มนน้ั พลงั งานจากเปลวไฟทําหนา ที่ 1. ทําใหแถบสีแยกออกเปน เสน ที่มคี วามถี่ตา งๆ กันบนสเปกตรมั 2. ทาํ ใหอ เิ ลก็ ตรอนในระดบั พลงั งานสงู ๆ คายพลงั งาน ดงั ปรากฏเปน เสนบนสเปกตรมั 3. ทาํ ใหเ กดิ แถบสีมวง คราม น้ําเงิน เขยี ว เหลือง แสด แดง เปน ตน 4. ทําใหเกิด Na+ และทําใหอ เิ ลก็ ตรอนในระดับพลงั งานตาํ่ ๆ ของโซเดยี มอะตอมมีพลงั งานสงู ขึ้น เหตผุ ล ตอบขอ 4 เมือ่ ใหพ ลงั งานหรอื ความรอนกับ Na อเิ ลก็ ตรอนในระดบั พลังงานตางๆ ของ Na ก็จะมพี ลงั งานสงู ข้ึน ทํา ใหอเิ ล็กตรอนทอ่ี ยใู นวงในสดุ เคลื่อนทไี่ ปยังระดับพลงั งานท่ีสดุ ขนึ้ ซง่ึ จะไมเ สถยี ร จะว่งิ ไปลงไปในระดบั พลงั งาน เดิมตํ่า จงึ ตอ งคายพลงั งานออกมาในรปู แสงหรอื เปลง แสงออกมาเปนสเี หลอื ง 8. โพแทสเซยี มโครเมต กระดาษกรอง (สเี หลือง) กระจกสไลด กบั คอปเปอรซ ัลเฟต (สีฟา) จากรูปการทดลองการผา นกระแสไฟฟา ในสารละลายจะไดผ ลการทดลองดงั น้ี 1) ที่ (ก) มีสเี หลอื งประกอบดวยโครเมตออิ อน 2) ท่ี (ข) มีสฟี า ประกอบดวยคอปเปอร (II) อิออน 3) ท่ี (ก) มสี ีเหลอื ง ประกอบดว ยโครเมต และซัลเฟตไอออน 4) ท่ี (ข) ไมม สี ี ประกอบดว ยโพตสั เซยี มออิ อน เหตุผล ท่ี (ก) เปนขวั้ บวก ที่ (ข) เปนขัว้ ลบ K2CrO4 = 2K+ + CrO24− ไมมีสี สเี หลือง ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายน้เี ปนลิขสิทธ์ิของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปด ประตสู มู หาวิทยาลัย หนา ที่ 7 เร่ือง โครงสรา งอะตอม รศ.อินทิรา หาญพงษพ นั ธุและดร. บัญชา พูลโภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- CuSOn = Cu2+ + SO42− สีฟา ไมม ีสี ∴ ท่ี (ก) ข้ัวบวกจะมี CrO24− และ SO 2− เกาะอยู 4 ท่ี (ข) ขัว้ ลบ จะมี K+ และ Cu2+ เกาะอยู ตอบ ขอ 3 มอี ิออนลบ เกาะอยู CrO24− สีเหลอื ง, CO 2− ไมมีสี 4 9. ธาตุ X มี 3 ไอโซโทป ซึ่งมมี วลอะตอม และปริมาณไอโซโทปดงั น้ี ไอโซโทป มวลอะตอมของไอโซโทป ปรมิ าณไอโซโทป 1 19.99 90.92 2 20.99 0.26 3 21.99 8.86 มวลอะตอมของธาตุ X เทา กัน 1. 19.99 2. 20.18 3. 20.99 4. 21.49 เหตุผล สตู ร มวลอะตอม = ∑% x มวล/100 มวลอะตอมเฉลยี่ = 90.92x19.92 + 0.26x20.99 + 8.86x21.99 100 = 18.175 + 0.0545 + 1.94.83 = 20.18 ตอบ ขอ 2 Note พิจารณาปริมาณไอโซโทป % มากสุด มวลอะตอมเฉลีย่ ของธาตปุ ระมาณ มวลอะตอมไอโซโทปท่ีโจทย กําหนดใหใ นท่ีน้ี ≈ หรือ > 19.99 เล็กนอ ย ในทนี่ ้คี อื ขอ 2 10. กําหนดมวลอะตอมและปรมิ าณไอโซโทปในธรรมชาติตามตาราง 1A 2A 1B 2B % ในธรรมชาติ 99 1 98 2 มวลอะตอม 1.0 2.0 30.0 31.0 มวลโมเลกุลของสารประกอบ A3B เปน เทา ใด ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายนเี้ ปน ลิขสทิ ธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปด ประตูสมู หาวิทยาลัย หนาท่ี 8 เรอ่ื ง โครงสรางอะตอม รศ.อนิ ทริ า หาญพงษพ นั ธุและดร. บญั ชา พูลโภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. 33.00 2. 33.05 3. 33.50 4. 35.0 ตอบ ขอ 2. เหตุผล 1. สตู ร มวลอะตอมเฉลีย่ = %มวลx% 100 2. พจิ ารณา % ในธรรมชาติ ประมาณได มวลโมเลกุลของ A3B = 3A + B > 33 เลก็ นอ ย 3 x 1 + 3. = 33 มวลอะตอมของ A = 99x1+ 1x2 = 101 = 1.01 100 100 ∴ มวลโมเลกุล A5B = 3 x 1.01 + 30.02 = 33.05 11. ถา ไอโซโทปหน่งึ ของธาตุชนดิ หนงึ่ มปี ระจใุ นนวิ เคลียสเปน 2 เทาของ 13 C และมีเลขมวลเปน 3 เทา ธาตุ 6 ไอโซโทป จะมอี นภุ าคมลู ฐานอยา งละกีอ่ นุภาค จํานวนอิเลก็ ตรอน จํานวนโปรตอน จาํ นวนนวิ ตรอน 16 12 39 26 2 3 36 12 27 4 12 12 27 เหตผุ ล ตอบขอ 4 เพราะ มีประจนุ ิวเคลยี ส = จํานวนโปรตอน ∴ A X 3 x 13 Z 2x6 C A เลขมวล = 3 x 13 = 39 Z เลขอะตอม = 2 x 6 = 12 มีขอเดยี วคอื ขอ 4 12. ความยาวคลน่ื ของเสน สเปกตรมั 4 เสน A = 404 nm. B = 450 nm C = 455 nm. D = 608 nm เสน สเปกตรมั ใดทีแ่ สดงวา อเิ ล็กตรอนมกี ารเปลี่ยนแปลงพลงั งานนอยที่สุด 1. A เทาน้ัน 2. B และ C 3. C เทา นน้ั 4. D เทา นน้ั ตอบ ขอ 4 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายนเ้ี ปนลขิ สทิ ธิข์ องภาควชิ าเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย

เอกสารประกอบการสอนโครงการเปดประตูสูมหาวทิ ยาลยั หนาที่ 9 เรอ่ื ง โครงสรา งอะตอม รศ.อนิ ทิรา หาญพงษพันธุและดร. บัญชา พูลโภคา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เหตุผล จากสตู ร พลงั งาน E = ne/X E2 แสดงวา E มาก (ความยาวคลน่ื ) สน้ั E นอ ย (ความยาวคลน่ื ) มาก โจทย ถามพลงั งานเปลย่ี นแปลง นอยทสี่ ดุ ∴ D = 608 nm เปน ขอ ถกู ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เอกสารประกอบการบรรยายนเี้ ปน ลิขสิทธ์ขิ องภาควิชาเคมี คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook