Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อารยธรรมอินเดีย 5ทับ7

อารยธรรมอินเดีย 5ทับ7

Published by อัจฉรา ไสยะหุต, 2021-09-17 15:02:58

Description: อารยธรรมอินเดีย 5ทับ7

Search

Read the Text Version

อารยธรรมอนิ เดยี

แผนที่ประเทศอินเดยี

อารยธรรมอินเดีย ปัจจยั ทางภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมอินเดียหรืออารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ เป็ นแหล่งอารยธรรมเร่ิมแรกของอินเดีย อยู่บริเวณดินแดนภาคตะวนั ตกของอินเดีย (ปากีสถานในปัจจุบนั ) ท่ี แม่น้าสินธุไหลผ่าน อาณาเขตลุ่มแม่น้าสินธุครอบคลุมบริเวณกวา้ งกว่าลุ่มแม่น้าไนล์แห่งอิยิปต์ โดยทุกๆปี กระแสน้าไดไ้ หลท่วมทน้ ฝั่งทาใหด้ ินแดนลุ่มน้าสินธุอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทากสิกรรม นกั ประวตั ิศาสตร์บาง คนเรียกอารยธรรมในดินแดนน้ีวา่ วฒั นธรรมฮารัปปา (Harappa Culture) ซ่ึงเป็นชื่อเมืองโบราณท่ีต้งั อยู่ บริเวณลุม่ น้าสินธุเม่ือประมาณ 3,500 – 1,000 ปี ก่อนพทุ ธศกั ราช

จากภูมิประเทศของอินเดียที่มีลกั ษณะเป็นรูป สามเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีเทือกเขาหิมาลยั ก้นั อยทู่ าง ตอนเหนือ มีเทือกเขาฮินดูกชู อยทู่ างดา้ นตะวนั ตก เฉียงเหนือ ทางดา้ นตะวนั ตกติดกบั ทะเลอาหรับ ส่วนทางตะวนั ออกติดกบั มหาสมุทรอินเดียไป จนถึงอา่ วเบงกอล ดงั น้นั ผทู้ ่ีเดินทางบกเขา้ มายงั บริเวณน้ีในสมยั โบราณตอ้ งผา่ นช่องเขาทางดา้ น ตะวนั ตกท่ีเรียกวา่ ช่องเขาไคเบอร์ ซ่ึงเป็นหนทาง เดียวที่จะเขา้ สู่อินเดียในสมยั โบราณ ช่องเขาน้ี เกี่ยวขอ้ งกบั ประวตั ิศาสตร์อินเดียตลอดมา เพราะ เส้นทางน้ีเป็นทางผา่ นของกองทพั ของผรู้ ุกรานและ พอ่ คา้ จากเอเชียกลาง อฟั กานิสถานเขา้ สู่อินเดีย เพราะเดินทางไดส้ ะดวก

การต้งั ถิ่นฐานและเผา่ พนั ธุ์ 1. สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ พบหลกั ฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่งในบริเวณลุ่มแม่น้า สินธุ คือ 1.1 เมืองโมเฮนโจ – ดาโร ทางตอนใตข้ องประเทศปากีสถาน 1.2 เมืองฮารับปา ในแควน้ ปันจาป ประเทศปากีสถานในปัจจุบนั รูปป้ันที่คน้ พบท่ีคน้ พบในสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์สนั นิษฐานวา่ เป็นชนช้นั สูงหรือนกั บวช 2. สมยั ประวตั ิศาสตร์ เริ่มเมื่อมีการประดิษฐต์ วั อกั ษรข้ึนใช้ โดยชนเผา่ อินโด-อารยนั ซ่ึง ต้งั ถ่ินฐานบริเวณแม่น้าคงคา แบ่งได้ 3 ยคุ 2.1 ประวตั ิศาสตร์สมยั โบราณ เริ่มต้งั แต่กาเนิดตวั อกั ษรพรามิ ลิปิ สิ้นสุดสมยั ราชวงศ์ คุป ตะ เป็นยคุ ท่ีศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพทุ ธศาสนา ไดถ้ ือกาเนิดแลว้ 2.2 ประวตั ิศาสตร์สมยั กลาง เริ่มต้งั แต่ราชวงศค์ ุปตะสิ้นสุดลง จนถึง ราชวงศโ์ มกลุ เขา้ ปกครองอินเดีย 2.3 ประวตั ิศาสตร์สมยั ใหม่ เริ่มต้งั แต่ราชวงศโ์ มกลุ จนถึงการไดร้ ับเอกราชจากองั กฤษ

หลกั ฐานทางโบราณคดีพบวา่ มีเมืองใหญ่ 2 เมือง คือ เมืองฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเฮนโจ – ดาโร (Mohenjo – Daro) หลกั ฐานดงั กลา่ วทาใหท้ ราบวา่ บริเวณลุ่มน้าสินธุมีผคู้ นต้งั ถ่ินฐานและสร้างสรรคอ์ ารย ธรรมมายาวนาน คือ พวกดราวเิ ดียนส่ิงท่ีเด่นท่ีสุดของอารยธรรมแม่น้าสินธุ ตวั เมืองที่มีการวางผงั เมืองอยา่ งเป็น ระเบียบ แยกพ้ืนท่ีใชก้ นั งานออกจากกนั อยา่ งชดั เจน เช่น เขตท่ีอยอู่ าศยั ศาสนสถาน ยงุ้ ฉาง มีการตดั ถนนเป็นมุมฉาก และแบ่งเมืองออกเป็นตาราง แสดงความรู้ดา้ นเรขาคณิตข้นั สูงสิ่งท่ีโดดเด่นกวา่ อารยธรรมอื่นๆ คือ มีการจดั ระบบ สุขาภิบาลท่ีดี เป็นระบบ จากรูปแบบการก่อสร้างแสดงใหเ้ ห็นวา่ มีการปกครองแบบรวมอานาจ ซ่ึงผปู้ กครองอาจเป็น นกั บวชหรือกษตั ริยท์ ี่เป็นผนู้ าศาสนาดว้ ย

ลกั ษณะซากเมืองโบราณฮารัปปา ชนเผ่าสาคญั ทส่ี ร้างสรรค์อารยธรรมลุ่มนา้ สินธุ แบ่งได้เป็ น 2 พวก คือ 1) พวกดราวเิ ดยี น คือชนพืน้ เมืองด้งั เดมิ ทต่ี ้งั ถนิ่ ฐานบริเวณลุ่มนา้ สินธุราว 4,000 ปี มาแล้ว พวกนี้ มรี ูปร่างเตีย้ ผวิ คลา้ และจมูกแบน คล้ายกบั คนทางตอนใต้ในอนิ เดยี บางพวกปัจจุบนั 2) พวกอารยนั เป็ นพวกทอี่ พยพเคลื่อนย้ายจากดนิ แดนเอเชียกลาง ลงมายงั ตอนใต้กระจายไปต้งั ถนิ่ ฐานในพื้นทต่ี ่างๆซ่ึง อุดมสมบูรณ์และมภี ูมอิ ากาศทอ่ี บอุ่นกว่า พวกอารยนั ส่วนหน่ึงได้เคล่ือนย้ายเข้ามาต้งั ถิ่นฐานอยู่ในลุ่มนา้ สินธุและขบั ไล่ พวกดราวเิ ดยี นให้ถอยร่นไปหรือจับตวั เป็ นทาส พวกอารยนั มรี ูปร่างสูงใหญ่ ผวิ ขาว จมูกโด่ง คล้ายกบั ชาวอนิ เดยี ทอี่ ยู่ทาง ตอนเหนือ พวกอารยนั เหล่านีร้ ับวัฒนธรรมชนพืน้ เมือง แล้วนามาผสมผสานเป็ นวฒั นธรรมทม่ี เี อกลกั ษณ์เฉพาะ

การปกครองและกฎหมาย บ้านเมืองในล่มุ นา้ สินธุมีร่องรอยของการปกครองแบบรวมอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ท้ังนีเ้ หน็ ได้จากรูปแบบ การสร้างเมืองฮารัปปาและเมืองโมเฮนโจ – ดาโร ทม่ี กี ารวางผงั เมืองในลกั ษณะเดยี วกนั มีการตดั ถนนเป็ น ระเบียบ การสร้างบ้านใช้อฐิ ขนาดเดยี วกนั ตวั เมืองมักสร้างอยู่ในป้อมซ่ึงต้องมีผ้นู าท่ีมีอานาจแบบรวมศูนย์ ผ้นู ามีสถานภาพเป็ นท้ังกษตั ริย์และเป็ นนักบวชจงึ มอี านาจท้ังทางโลกและทางธรรม ต่อมาเม่ือพวกอารยนั เข้ามาปกครองดนิ แดนลุ่มนา้ สินธุแทนพวกดราวเิ ดยี น จงึ ได้เปลย่ี นแปลงการปกครอง เป็ นแบบกระจายอานาจ โดยแต่ละเผ่ามีหวั หน้าท่เี รียกว่า “ราชา” ปกครองกนั เอง มีหน่วยการปกครองลดหลนั่ ลงไปตามลาดบั จากครอบครัวทม่ี บี ดิ าเป็ นหวั หน้าครอบครัว หลายครอบครัวรวมเป็ นระดบั หมู่บ้าน และหลาย หมู่บ้านมีราชาเป็ นหัวหน้า ต่อมาแต่ละเผ่ามกี ารพ่งุ รบกนั เอง ทาให้ราชาได้ขนึ้ มามีอานาจสูงสุดในการปกครอง ด้วยวธิ ีต่างๆ เช่น พธิ ีราชาภเิ ษก ความเชื่อในเร่ืองอวตารพธิ ีอศั วเมธ เป็ นพธิ ีขยายอานาจโดยส่งม้าวงิ่ ไปยงั ดนิ แดนต่างๆ จากน้ันจงึ ส่งกองทพั ตดิ ตามไปรบเพ่ือยดึ ครองดนิ แดนทม่ี ้าวง่ิ ผ่านไป การต้ังชื่อเพื่อสร้างความ ยง่ิ ใหญ่ คาสอนในคมั ภรี ์ศาสนาและตาราสนับสนุนความยง่ิ ใหญ่ของราชา และต่อมากม็ คี ตคิ วามเชื่อว่า ราชา ทรงเป็ นสมมตเิ ทพ คือ พระมหากษตั ริย์ทรงเป็ นเทพอวตารลงมาเพ่ือปกครองมวลมนุษย์

ในด้านการปกครองมีการเขยี นตาราเกย่ี วกบั การเมืองการปกครอง ชื่อ อรรถศาสตร์ ระบุหน้าท่ีของกษตั ริย์ ในด้านกฎหมาย มพี ระธรรมศาสตร์และต่อมามกี ารเขยี น พระธรรมนูญธรรมศาสตร์ขนึ้ ด้านสังคมและวฒั นธรรม ในล่มุ นา้ สินธุ กลุ่มชนทอ่ี าศัยในระยะแรกคือพวกดราวเิ ดยี นซ่ึงมีโครงสร้างทางสังคมประกอบด้วยผ้ปู กครอง ได้แก่ ราชาและขุนนาง แต่เม่ือพวกอารยนั เข้า มาปกครองทาให้มกี ารเปลยี่ นแปลงทางสังคม กล่าวคือฝ่ ายดราวเิ ดยี นถูกลดฐานะลงเป็ นทาส ความสัมพนั ธ์ของคนในสังคมระยะแรกมีการแต่งงานระหว่างชนสอง เผ่าพนั ธ์ุ แต่ต่อมาพวกอารยนั เกรงว่าจะถูกกลืนทางเชื้อชาติ จงึ ห้ามการแต่งงานระหว่างชนสองกล่มุ ทาให้เกดิ การแบ่งแยกระหว่างเผ่าพนั ธ์ุ จนกลายเป็ นระบบชน ช้ันที่แบ่งหน้าทช่ี ัดเจนโดยแบ่งออกเป็ น 4 วรรณะใหญ่ๆ คือ วรรณะพราหมณ์ ผ้ปู ระกอบพธิ ีกรรมและสืบสานต่อศาสนา วรรณะกษตั ริย์ มหี น้าที่ปกป้องแว่นแคว้น วรรณะแพศย์ มีหน้าทีผ่ ลติ อาหารและหารายได้ให้แก่บ้านเมือง และวรรณะศูทร คือคนพืน้ เมืองด้งั เดมิ ท่ีมหี น้าท่รี ับใช้วรรณะท้ังสาม ส่วนลูกที่เกดิ จากการแต่งงาน ข้ามวรรณะถูกจดั ให้อยู่นอกสังคม เรียกว่า พวกจณั ฑาล นอกจากนีใ้ นหมู่ชาวอารยนั สตรีมีฐานะสูงในสังคมและใช้โคเป็ นเคร่ืองวดั ความมั่งคง่ั ของบุคคล

ในด้านวฒั นธรรม พวกดราวเิ ดยี นนับถือสัตว์บางชนิด ได้แก่ โค ช้าง และแรด นอกจากนีย้ งั นับถือเทพเจ้า ต่างๆและแม่พระธรณี ซ่ึงเป็ นเทพแี ห่งความอุดมสมบูรณ์ พวกอารยนั รับความเชื่อของพวกดราวเิ ดยี นบาง อย่างมานับถือ ได้แก่ การนับถือโค พระศิวะและศิวลงึ ค์ นอกจากนีย้ งั นับถือเทพเจ้าหลายองค์

อนิ เดยี เป็ นต้นสายธารทางวฒั นธรรมของชาตติ ะวนั ออก ( ชนชาตใิ นทวปี เอเชีย ) หลายชาติ เป็ นแหล่งอารยธรรมทีเ่ ก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก บางทเี รียกว่า “แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่นา้ สินธุ” ( Indus Civilization ) อาจแบ่งยุคสมัยทางประวตั ศิ าสตร์ของอนิ เดยี ได้ดงั นี้ 1. สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ยุคโลหะของอนิ เดยี เริ่มเมื่อผู้คนรู้จกั ใช้ทองแดงและสาริด เม่ือประมาณ 2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และรู้จกั ใช้เหลก็ ในเวลาต่อมา พบหลกั ฐานเป็ นซากเมืองโบราณ 2 แห่ง ในบริเวณท่ี ราบลุ่มแม่นา้ สินธุ คือ (1) เมืองโมเฮนโจ ดาโร ( Mohenjo Daro ) ทางตอนใต้ของประเทศ ปากสี ถานเมืองโมเฮนโจ ดาโร (2) เมืองฮารับปา ( Harappa ) ในแคว้นปันจาป ประเทศปากสี ถานใน ปัจจุบนั Get started ประวตั ศิ าสตร์โลก การแพร่ขยายและการถ่ายทอดอารยธรรมอนิ เดยี jirattikul srisuwan jirattikul srisuwan Aug 28, 2018 · 4 min read ในการศึกษาอารยธรรมโบราณของอนิ เดยี สิ่งหน่ึงท่เี ราพบกค็ ือความต่อเนื่องของวฒั นธรรมอนิ เดยี ต้งั แต่อดตี จนถงึ ปัจจุบนั ดูเหมือนว่าอารยธรรมท่ีสาคญั ๆ ของโลกนี้ จะมีอารยธรรมอนิ เดยี และจนี เท่าน้ันท่ียงั คงประพฤติ ปฏบิ ัตกิ นั อยู่เหมือนเช่นพนั ปี ท่ีผ่านมา ในทางตรงข้ามหากเราพจิ ารณาอารยธรรมเมโสโปเตเมยี อยี ปิ ต์ กรีก เราจะ พบการเสื่อมสลายขาดความต่อเนื่องของอดตี กบั ปัจจุบันในอนิ เดยี ปัจจุบนั เรายงั คงเห็นและได้ยนิ การประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนาทใ่ี ช้บทสวด ซ่ึงเคยใช้กนั มานับพนั ปี เรายงั คงเหน็ ว่าประชาชนของอนิ เดยี เคร่งครัดต่อคติ ค่านิยม หรือกฎเกณฑ์อนั เนื่องมาจากการจดั ระเบียบทางสังคมหรือระบบวรรณะอย่างไรกต็ ามการศึกษา ประวตั ศิ าสตร์โบราณของอนิ เดยี น้ันมไิ ด้เกดิ ขนึ้ อย่างจริงจงั จนกระทง่ั ช่วง หลงั ของคริสต์ศตวรรษท่ี 19 ก่อนหน้านีเ้ รื่องราวของอนิ เดียโบราณปรากฏอย่ใู นเอกสารของ กรีก ซึ่งกป็ รากฏอยู่น้อยมาก ผ้ศู ึกษาเรื่องราวของอนิ เดยี ในยุคแรก ๆ น้ันเป็ นพวกมชิ ชันนารี ซ่ึงประสบความสาเร็จในการศึกษาไวยากรณ์ภาษาสันสกฤต แต่กม็ ิได้ทาให้ เข้าใจอดตี ของอนิ เดยี อย่างแท้จริง เพราะมชิ ชันนารีศึกษาเฉพาะสิ่งท่ีเขากาลงั เผชิญหน้าอยู่เท่าน้ันการศึกษาเรื่องราวของอนิ เดยี ต้งั แต่คร่ึงหลงั ของคริสต์ศตวรรษท่ี 18 จนกระท่ังมาถงึ ต้น ๆ คริสต์ศตวรรษที่ 20 น้ันส่วนใหญ่จะเป็ น การศึกษา ภาษา วรรณกรรม มกี ารแปลวรรณกรรมสาคญั ๆของอนิ เดยี เช่น ภควตั คตี า จงึ ทาให้ไม่ได้ภาพ ของอนิ เดยี ท่แี ท้จริง บางกรณกี ย็ งั เชื่อว่า อารยธรรมอนิ เดยี เริ่มต้น และเกดิ ขนึ้ โดยชาวอารยนั

เมืองโมเฮนโจ ดาโร เมืองฮารับปา กระทง่ั ศตวรรษท่ี 20 การขดุ ค้นทางโบราณคดอี ย่างจริงจงั จงึ เกดิ ขนึ้ มีการจดั ต้งั กองโบราณคดโี ดยมี Sir John Marshall เป็ น ผ้อู านวยการ และหลงั จากน้ันการขดุ ค้นอย่างมีระบบกเ็ กดิ ขนึ้ ผลงานที่ยงิ่ ใหญ่ของกองโบราณคดนี ีก้ ค็ ือ การค้นพบอารยธรรมลุ่มแม่นา้ สินธุ ในปี 1924การค้นพบอารยธรรมล่มุ แม่นา้ สินธุ เป็ นการเปลย่ี นโฉมหน้าประวตั ศิ าสตร์โบราณของอนิ เดยี ทาให้เราได้เรียนรู้ภาพของอนิ เดยี ทแี่ ท้จริง ทาให้ เราเข้าใจวฒั นธรรมของอนิ เดยี ชัดเจนขนึ้ โดยเฉพาะพฒั นาการด้านศาสนา ซึ่งยงั คงมีอทิ ธิพลมาจนถงึ ปัจจุบัน อนิ เดยี เป็ นต้นสายธารทาง วฒั นธรรมของชาตติ ะวนั ออก ( ชนชาตใิ นทวปี เอเชีย ) หลายชาติ เป็ นแหล่งอารยธรรมท่เี ก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก บางทเี รียกว่า “แหล่งอารยธรรม ลุ่มแม่นา้ สินธุ” ( Indus Civilization ) อาจแบ่งยุคสมัยทางประวตั ศิ าสตร์ของอนิ เดยี ได้ดงั นี้ 1. สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ยุคโลหะของ อนิ เดยี เริ่มเม่ือผู้คนรู้จกั ใช้ทองแดงและสาริด เม่ือประมาณ 2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และรู้จกั ใช้เหลก็ ในเวลาต่อมา พบหลกั ฐานเป็ นซากเมือง โบราณ 2 แห่ง ในบริเวณทร่ี าบลุ่มแม่นา้ สินธุ คือ (1) เมืองโมเฮนโจ ดาโร ( Mohenjo Daro ) ทางตอนใต้ของประเทศปากสี ถาน เมืองโม เฮนโจ ดาโร (2) เมืองฮารับปา ( Harappa ) ในแคว้นปันจาป ประเทศปากสี ถานในปัจจุบนั

สมัยประวตั ศิ าสตร์ อนิ เดยี เข้าสู่ “สมัยประวตั ศิ าสตร์” เม่ือมีการประดษิ ฐ์ตวั อกั ษรขนึ้ ใช้ประมาณ 700 ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดย ชนเผ่าอนิ โด — อารยนั ( Indo — Aryan )ซึ่งต้งั ถนิ่ ฐานในบริเวณล่มุ แม่นา้ คงคา สมยั ประวตั ศิ าสตร์ของอนิ เดยี แบ่งเป็ น 3 ยุค ดงั นี้ 1) ประวตั ศิ าสตร์สมยั โบราณ เริ่มต้งั แต่การถือ (2) ประวตั ศิ าสตร์สมยั กลาง เร่ิมต้งั แต่เม่ือราชวงศ์คุปะ กาเนิดตวั อกั ษรอนิ เดยี โบราณ ที่เรียกว่า “บรามิ สิ้นสุดลง ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6 จนถงึ ต้น ลปิ ิ ” ( Brahmi lipi ) เมื่อประมาณ 700 ปี คริสต์ศตวรรษท่ี 16 เม่ือกษตั ริย์มุสลมิ สถาปนาราชวงศ์โม ก่อนคริสต์ศักราช และสิ้นสุดในราวคริสต์ศตวรรษ กลุ ( Mughul ) และเข้าปกครองอนิ เดยี ท่ี 6 ซึ่งตรงกบั สมยั ราชวงศ์คุปตะ (Gupta ) เป็ นยุคสมัยทศ่ี าสนาพราหมณ์ ฮนิ ดู และ พระพทุ ธศาสนาได้ถือกาเนิดขนึ้ แล้ว (3) ประวตั ศิ าสตร์สมัยใหม่ เร่ิมต้งั แต่ต้นราชวงศ์โมกลุ ในราวคริสต์ศตวรรษท่ี 16 จนถงึ การได้รับเอกราชจากองั กฤษ ในปี ค.ศ. 1947

อกั ษร บรามิ ลปิ ิ อารยธรรมอนิ เดยี อารยธรรมอนิ เดยี มคี วามเจริญรุ่งเรืองและมีอายุเก่าแก่ไม่แพ้อารยธรรมแหล่งอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว สรุป สาระสาคญั ได้ดงั นี้ 1. สมยั อารยธรรมลุ่มแม่นา้ สินธุ ( ประมาณ 2,500–1,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ) ถือว่าเป็ นสมยั อารย ธรรม “กง่ึ ก่อนประวตั ศิ าสตร์” เพราะมีการค้นพบหลกั ฐานจารึกเป็ นตวั อกั ษรโบราณแล้วแต่ยงั ไม่มผี ู้ใดอ่านออก และไม่แน่ใจ ว่าเป็ นตวั อกั ษรหรือภาษาเขยี นจริงหรือไม่ ศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองโมเฮนโจ — ดาโร และเมืองฮารัปปา ริมฝั่งแม่นา้ สินธุประเทศปากสี ถานในปัจจุบนั สันนิษฐานว่าเป็ นอารยธรรมของชนพืน้ เมืองเดมิ ทเ่ี รียกว่า“ทราวฑิ ” หรือพวกดราวเิ ดยี น ( Dravidian ) 2. สมยั พระเวท ( ประมาณ1,500–600ปี ก่อนคริสต์ศักราช ) เป็ นอารยธรรมของชนเผ่าอนิ โด- อารยนั ( Indo-Aryan ) ซ่ึงอพยพมาจากเอเชียกลาง เข้ามาต้งั ถน่ิ ฐานในบริเวณทร่ี าบล่มุ แม่นา้ สินธุและคงคาโดยขบั ไล่ ชนพืน้ เมืองทราวฑิ ให้ถอยร่นลงไปทางตอนใต้ของอนิ เดยี สมัยพระเวทแสดงถงึ ความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ หลกั ฐานท่ที าให้ทราบเรื่องราวของยุคสมยั นี้ คือ “คมั ภรี ์พระเวท” ซึ่งเป็ นบทสวดของพวกพราหมณ์ นอกจากนีย้ งั มบี ท ประพนั ธ์มหากาพย์ทยี่ ง่ิ ใหญ่อกี 2 เร่ือง คือ มหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ บางทีจงึ เรียกว่าเป็ นยุคมหากาพย์ 3. สมัย พทุ ธกาล หรือสมัยก่อนราชวงศ์เมารยะ ( Maurya ) ประมาณ 600–300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ) เป็ นช่วงทอี่ นิ เดยี ถือกาเนิด ศาสนาทส่ี าคญั 2 ศาสนา คือ ศาสนาพทุ ธและศาสนาเชน 4. สมัยจกั รวรรดเิ มารยะ ( Maurya ) ประมาณ 321–184 ปี ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าจนั ทรคุปต์ปฐมกษตั ริย์ราชวงศ์เมารยะได้รวบรวมแว่นแคว้นในดนิ แดนชมพทู วปี ให้เป็ นปึ กแผ่น ภายใต้จกั รวรรดทิ ยี่ ง่ิ ใหญ่เป็ นคร้ังแรกของอนิ เดยี สมัยราชวงศ์เมารยะ พระพทุ ธศาสนาได้รับการอปุ ถมั ภ์ให้เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ( Asoka ) ได้เผยแพร่พระพทุ ธศาสนาไปยงั ดนิ แดนท้ังใกล้และไกล รวมท้งั ดนิ แดนในภูมภิ าคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ซ่ึงเผยแพร่เข้าสู่แผ่นดนิ ไทยในยุคสมัยท่ียงั เป็ นอาณาจกั รทวารวดี 5. สมยั ราชวงศ์ กษุ าณะ ( ประมาณ 200 ปี ก่อนคริสต์ศักราช — ค.ศ.320 ) พวกกษุ าณะ (Kushana ) เป็ นชนต่างชาตทิ ี่เข้ามารุกรานและ ต้งั อาณาจกั รปกครองอนิ เดยี ทางตอนเหนือ กษตั ริย์ทยี่ งิ่ ใหญ่ คือ พระเจ้ากนิษกะ รัชสมัยของพระองค์อินเดยี มคี วาม เจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวทิ ยาการแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์

นอกจากน้ัน ยงั ทรงอปุ ถมั ภ์พระพุทธศาสนา ( นิกายมหายาน ) ให้เจริญรุ่งเรือง โดยจดั ส่งสมณทูตไปเผยแพร่พระศาสนายงั จนี และทิเบต มี การสร้างพระพุทธรูปท่ีมศี ิลปะงดงาม และสร้างเจดยี ์ใหญ่ท่ีเมืองเปชะวาร์ 6. สมัยจกั รวรรดคิ ุปตะ ( Gupta ) ประมาณ ค.ศ.320–550 พระเจ้าจนั ทรคุปต์ท่ี 1 ต้นราชวงศ์คุปตะได้ทรงรวบรวมอนิ เดยี ให้เป็ นจกั รวรรดอิ กี คร้ังหน่ึง ได้ชื่อว่าเป็ นยุคทองของอนิ เดยี มคี วาม เจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ท้ังด้านศิลปวฒั นธรรม การเมือง การปกครอง ปรัชญาและศาสนา ตลอดจนการค้าขายกบั ต่างประเทศ 7. สมยั หลงั ราชวงศ์คุปตะ หรือยุคกลางของอนิ เดยี ( ค.ศ.550–1206 ) เป็ นยุคท่จี กั รวรรดแิ ตกแยกเป็ นแคว้นหรืออาณาจกั รจานวนมาก ต่างมรี าชวงศ์แยก ปกครองกนั เอง 8. สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี หรืออาณาจกั รเดลฮี ( ค.ศ. 1206–1526 ) เป็ นยุคท่ีพวกมุสลมิ เข้ามาปกครองอนิ เดยี มีสุลต่านเป็ น ผู้ปกครองทเ่ี มืองเดลฮี 9. สมัยจกั รวรรดโิ มกลุ ( Mughul ) ประมาณ ค.ศ. 1526–1858 พระเจ้าบาบูร์ ผ้กู ่อต้งั ราชวงศ์โมกลุ ได้รวบรวม อนิ เดยี ให้เป็ นปึ กแผ่นอกี คร้ังหน่ึง ได้ชื่อว่าเป็ นจกั รวรรดอิ สิ ลามและเป็ นราชวงศ์สุดท้ายของอนิ เดยี โดยอนิ เดยี ตกเป็ นอาณานิคมขององั กฤษ ในปี ค.ศ.1858 กษตั ริย์ราชวงศ์โมกลุ ทยี่ งิ่ ใหญ่ คือ พระเจ้าอกั บาร์มหาราช ( Akbar ) ทรงทะนุบารุงอนิ เดยี ให้มคี วามเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน และในสมยั ของชาห์ เจฮนั ( Shah Jahan ) ทรงสร้าง “ทชั มาฮัล” ( Taj Mahal ) ซ่ึงเป็ นอนุสรณ์แห่งความรัก เป็ นงาน สถาปัตยกรรมทีผ่ สมผสานศิลปะอนิ เดยี และเปอร์เซียทีม่ ีความงดงามยง่ิ

อนิ เดยี เป็ นแหล่งอารยธรรมทเี่ ก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก บางทีเรียกว่า แหล่งอารยธรรมล่มุ แม่นา้ สินธุ อาจแบ่ง ยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร์ของอนิ เดยี ได้ดงั นี้ สมัยก่อนประวตั ศิ าสตร์ พบหลกั ฐานเป็ นซากเมืองโบราณ 2 แห่งในบริเวณลุ่มแม่นา้ สินธุ คือ เมืองโมเฮนโจดาโร ทางตอนใต้ของประเทศปากสี ถาน เมืองฮารับปา ใน แคว้นปันจาป ประเทศปากสี ถานในปัจจุบัน สมัยประวตั ศิ าสตร์ เริ่มเม่ือมกี ารประดษิ ฐ์ตวั อกั ษรขนึ้ ใช้ โดยชน เผ่าอนิ โด-อารยนั ซึ่งต้งั ถนิ่ ฐานบริเวณแม่นา้ คงคา แบ่งได้ 3 ยุค ประวตั ศิ าสตร์สมัยโบราณ เร่ิมต้งั แต่กาเนิด ตวั อกั ษร บรามิ ลปิ ิ สิ้นสุดสมยั ราชวงศ์ คุปตะ เป็ นยุคท่ีศาสนาพราหมณ์ ฮนิ ดู และพุทธศาสนา ได้ถือกาเนิด แล้ว ประวตั ศิ าสตร์สมยั กลาง เริ่มต้งั แต่ราชวงศ์คุปตะสิ้นสุดลง จนถงึ ราชวงศ์โมกลุ เข้าปกครองอนิ เดยี ประวตั ศิ าสตร์สมัยใหม่ เร่ิมต้งั แต่ราชวงศ์โมกลุ จนถงึ การได้รับเอกราชจากองั กฤษ อารยธรรมอนิ เดยี อารยธรรมล่มุ แม่นา้ สินธุ เป็ นอารยธรรมของชนพืน้ เมืองเผ่าดราวเิ ดยี น ศูนย์กลางอยู่ทเี่ มือง โมเฮนโจดาโร และเมืองฮารับปา สมัยพระเวท เป็ นอารยธรรมชนเผ่าอารยนั ทเ่ี ข้ายดึ ครองดราวเิ ดยี นหรือชาวท ราวฑิ ท่ีถูกขบั ไล่ให้ถอยร่นลงทางใต้ ชาวอารยนั ให้กาเนิดศาสนาพราหมณ์ และ ระบบวรรณะ 4 วรรณกรรม สาคญั ในยุคนี้ ได้แก่ คมั ภรี ์พระเวท เป็ นบทสวดของพวกพราหมณ์ ใช้วธิ ีท่องจาต่อๆกนั มา ประกอบด้วย 4 คมั ภรี ์คือ ฤคเวท ยชุรเวท ไตรเวท และ อาถรรพเวท มหากาพย์รามายณะ สันนิษฐานว่าแสดงถงึ การต่อสู้ ระหว่างชาวอารยนั (พระราม) กบั ชาวทราวฑิ (ทศกณั ฑ์) แต่งโดยฤษวี าลมกิ ิ มหากาพย์มหาภารตยุทธ ว่าด้วย การต่อสู้ของพนี่ ้องสองตระกลู (ปานฑพ-เการพ) คมั ภรี ์ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็ นท้ังกฎหมาย ศาสนบัญญตั ิ จารีต ประเพณี หลกั ศีลธรรม

ตรีมูระติ เทพเจ้าของอนิ เดยี สมยั พุทธกาล เกดิ ศาสนาพทุ ธ และมีการใช้ภาษาบาลี (มคธ) เกดิ ศาสนาเชน ผู้ก่อต้งั คือ วรรธมาน มหาวรี ะ สมยั ราชวงศ์เมารยะ พระเจ้าจนั ทรคุปต์ ได้รวบรวมแว่นแคว้นในดนิ แดนชมพูทวปี ให้เป็ นปึ กแผ่น เริ่มการปกครองโดยรวบอานาจไว้ทก่ี ษตั ริย์และเมืองหลวง พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมทูตไปเผยแผ่พทุ ธศาสนาในแว่นแคว้นต่างๆ หลงั ราชวงศ์เมารยะล่มสลาย เกดิ การแตกแยกเป็ นแว่นแคว้น สมัยราชวงศ์กษุ าณะ พวกกษุ าณะเป็ นชนต่างชาตทิ ่ีเข้ามารุกราน และต้งั อาณาจกั รปกครองอนิ เดยี ทางตอนเหนือ ด้านการแพทย์เจริญมากในสมัยพระเจ้ากนิษกะ ส่งสมทูตไปเผยแผ่พทุ ธศาสนานิกายมหายานทจี่ นี และธิเบต สมัยราชวงศ์คุปตะ พระเจ้าจนั ทรคุปต์ที่ 1 ทรงรวบรวมอนิ เดยี ให้เป็ นจกั รวรรดอิ กี คร้ังหนึ่ง เป็ นยุคทองของอนิ เดยี ท้ังด้านศิลปวฒั นธรรม การเมือง ปรัชญา ศาสนา สมัยจกั รวรรดโิ มกลุ พระเจ้าบาบูร์ ผู้ก่อต้งั ราชวงศ์โมกลุ นับถือศาสนาอสิ ลาม เป็ นราชวงศ์สุดท้ายของอนิ เดยี พระเจ้าอกั บาร์มหาราช ทรงทะนุบารุงอนิ เดยี ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทุกด้าน และทรงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา สร้างสามคั คใี ห้เกดิ ขนึ้ ในชาติ พระเจ้าซาร์ เจฮัน ทรงเป็ นมุสลมิ ที่เคร่งครัดและศรัทธาในศาสนาอสิ ลาม เป็ นผู้สร้าง ทัชมาฮาล ท่ีมีความงดงามยง่ิ

ศิลปกรรมอนิ เดยี มกั เกยี่ วข้องกบั ความเชื่อทางศาสนา ด้านสถาปัตยกรรม ซากเมืองฮารับปา พระพทุ ธรูปแบบอมราวดี และโมเฮนโจดาโร ทาให้เห็นว่ามีการวางผงั เมืองอย่างดี มสี าธารณูประโภคอานวยความสะดวก หลายอย่าง เช่น ถนน บ่อนา้ ประปา ซ่ึงเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม ซาก พระราชวงั ท่ีเมืองปาฏลบี ุตรและตกั ศิลา สถูปและเสาแปดเหลย่ี ม ท่สี าคญั คือ สถูปเมืองสาญจี (สมยั ราชวงศ์โมริยะ) สุสานทัชมาฮาล สร้างด้วยหินอ่อน เป็ นการผสมระหว่างศิลปะอนิ เดยี และ เปอร์เชีย ด้านประตมิ ากรรม เกยี่ วข้องกบั ศาสนา พระพุทธรูปแบบคนั ธาระ พระพุทธรูป แบบมถุรา พระพทุ ธรูปแบบอมราวดี ภาพสลกั นูนท่มี หาพลปิ ุลมั ได้รับการยกย่องว่ามหศั จรรย์ จติ รกรรม สมยั คุปตะ และหลงั สมัยคุปตะ เป็ นสมัยที่รุ่งเรืองท่ีสุดของอนิ เดยี พบงานจติ รกรรม ที่ ผนังถา้ อชันตะ เป็ นภาพเขยี นในพระพทุ ธศาสนาแสดงถงึ ชาดกต่างๆ ที่งดงามมาก ความสามารถในการวาดเส้นและการอาศัยเงามืดบริเวณขอบภาพ ทาให้ภาพแลดูเคล่ือนไหว ให้ ความรู้สึกสมจริง นาฏศิลป์ เกยี่ วกบั การฟ้อนรา เป็ นส่วนหน่ึงของพธิ ีกรรมเพื่อบูชาเทพเจ้าตาม คมั ภรี ์พระเวท สังคตี ศิลป์ ทสวดสรรเสริญเทพเจ้าท้ังหลาย ถือเป็ นแบบแผนการร้องทเ่ี ก่าแก่ ท่สี ุดใน สังคตี ศิลป์ ของอนิ เดยี แบ่งเป็ นดนตรีศาสนา ดนตรีในราชสานักและดนตรีท้องถนิ่ เครื่องดนตรีสาคญั คือ วณี า หรือพณิ ใช้สาหรับดดี เวณุ หรือขลุ่ย และกลอง

การแพร่ขยายและการถ่ายทอดอารยธรรมอนิ เดยี อารยธรรมอนิ เดยี แพร่ขยายออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆทั่วทวปี เอเชีย โดยผ่านทางการค้า ศาสนา การเมือง การทหาร และได้ผสมผสานเข้ากบั อารยธรรมของแต่ละประเทศจน กลายเป็ นส่วนหนึ่งของอารยธรรมสังคมน้ันๆ ในเอเชียตะวนั ออก พระพุทธศาสนามหายานของอนิ เดยี มีอทิ ธิพล อย่างลกึ ซึ้งต่อชาวจนี ท้ังในฐานะศาสนาสาคญั และในฐานะทมี่ อี ทิ ธิพลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะของจนี พระพทุ ธรูปแบบคนั ธาระ ภูมิภาคเอเชียกลาง อารยธรรมอนิ เดยี ท่ถี ่ายทอดให้เร่ิมต้งั แต่คริสต์ศตวรรษท่ี 7เม่ือพวกมุสลมิ อาหรับ ซึ่งมอี านาจใน ตะวนั ออกกลางนาวทิ ยาการหลายอย่างของอนิ เดยี ไปใช้ ได้แก่ การแพทย์ คณติ ศาสตร์ ดาราศาสตร์ เป็ นต้น ขณะเดยี วกนั อนิ เดยี กร็ ับอารยธรรมบางอย่างท้งั ของเปอร์เชียและกรีก โดยเฉพาะด้านศิลปกรรม ประตมิ ากรรม เช่น พระพทุ ธรูปศิลปะคนั ธาระซึ่งเป็ นอทิ ธิพลจากกรีก ส่วนอทิ ธิพลของเปอร์เชีย ปรากฏในรูปการปกครอง สถาปัตยกรรม เช่น พระราชวงั การเจาะภูเขาเป็ นถา้ เพื่อสร้างศาสนสถาน ภูมภิ าคทีป่ รากฏอทิ ธิพลของอารยธรรมอนิ เดยี มากท่สี ุดคือ เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ พ่อค้า พราหมณ์ และภกิ ษุสงฆ์ชาวอนิ เดยี เดนิ ทางมาและนาอารยธรรมมาเผยแพร่ อารยธรรมที่ ปรากฏอยู่มีแทบทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านศาสนา ความเช่ือ การปกครอง ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพทุ ธ ได้หล่อ หลอมจนกลายเป็ นรากฐานสาคญั ทส่ี ุดของประเทศต่างๆในภูมภิ าคนี้ พระพุทธรูปแบบมถุรา

ด้านเศรษฐกจิ คนในดนิ แดนลุ่มนา้ สินธุมีการทาอาชีพเกษตรเป็ นพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ และมีการทาการค้า ภายใน การเพม่ิ ประชากรในแต่ละอาณาจกั ร ทาให้การค้าภายในเมืองต่างๆขยายตวั ขนึ้ ซึ่งมีสินค้าสาคญั เช่น ดบี ุก ทองแดง หนิ มีค่าชนิดต่างๆ นอกจากนีย้ งั มีสินค้าอตุ สาหกรรม เช่น การทอผ้า ฝ้าย ไหม เป็ นสินค้าไปขาย ในดนิ แดนต่างๆ อาทิ อาระเบยี เปอร์เซีย และอยิ ปิ ต์ เป็ นต้น เม่ือชาวอารยนั มอี านาจม่นั คง จึงได้สร้างบ้านอยู่ เป็ นหมู่บ้าน มกี ารปลกู ข้าวและเลยี้ งสัตว์พนั ธ์ุต่างๆมากขนึ้ เพ่ือใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกจิ นอกจากนีช้ าว อารยนั ยงั มีอาชีพเป็ นช่างต่างๆ เช่น ช่างทองแดง ช่างเหลก็ ช่างป้ันหม้อ ช่างปะชุน เยบ็ ผ้า เป็ นต้น การทีช่ าว อารยนั ดาเนินการค้าขายท้ังทางบกและทางทะเลอย่างต่อเน่ือง ทาให้มเี ศรษฐกจิ ดพี อท่จี ะสนับสนุนให้เกดิ การ สร้างสรรค์อารยธรรมในด้านอ่ืนๆ ด้านภาษาและวรรณกรรม ในดนิ แดนล่มุ นา้ สินธุยงั พบวฒั นธรรมด้านภาษา คือ ตวั อกั ษรโบราณของ อนิ เดยี ซึ่งเป็ นอกั ษรด้งั เดมิ ทีย่ งั ไม่มนี ักวชิ าการอ่านออก อกั ษรโบราณนีป้ รากฏในดวงตราต่างๆ มากกว่า 1,200 ชิ้น โดยในดวงตราจะมีภาพววั ควาย เสือ จระเข้ และช้าง ปรากฏอยู่ด้วย พวกอารยนั ใช้ภาษาสันสกฤตซ่ึงเป็ นภาษาทีใ่ ช้เขยี นคมั ภรี ์ศาสนา เช่น คมั ภรี ์พระเวท เม่ือประมาณ 1,000 ปี มาแล้ว วรรณกรรมท่ืสาคญั ได้แก่ มหากาพย์มหาภารตยุทธ ซึ่งเป็ นเรื่องการสู้รบในหมู่พวกอารยนั และมหากาพย์รามเกยี รต์ิ เป็ นเร่ืองการสู้รบระหว่างพวกดราวเิ ดยี นกบั พวกอารยนั

มรดกของอารยธรรมอินเดีย 1. ดา้ นสถาปัตยกรรม – ซากเมืองฮารับปาและโมเฮนโจ – ดาโร ทาใหเ้ ห็นวา่ มีการวางผงั เมืองอยา่ งดี มีสาธารณูปโภคอานวยความสะดวกหลาย อยา่ ง เช่น ถนน บ่อน้า ประปา ซ่ึงเนน้ ประโยชนใ์ ชส้ อยมากกวา่ ความสวยงาม – ซากพระราชวงั ที่เมืองปาฏลีบุตรและตกั ศิลา สถูปและเสาแปด เหล่ียม ท่ีสาคญั คือ สถูปเมืองสาญจี (สมยั ราชวงศโ์ มริยะ) – สุสานทชั มาฮาล สร้างดว้ ยหินอ่อน เป็นการผสมระหวา่ งศิลปะอินเดียและเปอร์เชีย 2. ด้านประตมิ ากรรม เช่น พระพุทธรูปแบบคนั ธาระ พระพุทธรูปแบบมถุรา พระพทุ ธรูปแบบอมราวดี

3. จติ รกรรม สมัยคุปตะ และหลงั สมยั คุปตะ เป็ นสมัยทีร่ ุ่งเรืองทส่ี ุด ของอนิ เดยี พบงานจติ รกรรมที่ ผนังถา้ อชันตะ เป็ น ภาพเขียนใน พระพทุ ธศาสนาแสดงถงึ ชาดกต่างๆ ทง่ี ดงามมาก ความสามารถใน การวาดเส้นและการอาศัยเงามืดบริเวณขอบภาพ ทาให้ภาพแลดู เคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกสมจริง 4. นาฏศิลป์ เกย่ี วกบั การฟ้อนรา เป็ นส่วนหน่ึงของพธิ ีกรรมเพื่อ บูชาเทพเจ้าตามคมั ภรี ์พระเวท

คุณครูทป่ี รึกษากจิ กรรม นางอจั ฉรา โสยะหตุ /นางสาวอารยี ์ เท่ียงออ่ น คณะทางานกจิ กรรม นาย ภานเุ ดช โตสงิ หราช เลขท่ี 7 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย อาทติ ย์ พทุ ธรกั ษา เลขท่ี 1 ม.5/7 (ทวิ 2) น.ส. เกศสริ ิ สระทองวงษ์ เลขท่ี 10 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย ธเนศ เสาธง เลขท่ี 2 ม.5/7 (ทวิ 2) น.ส. เขมิกา รุง่ เรอื ง เลขท่ี 11 ม.5/7 (ทวิ 2) น.ส. ธนวรรณ ยาระศรี เลขท่ี 12 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย องอาจ โคมดุ เลขท่ี 3 ม.5/7 (ทวิ 2) น.ส. นพมาศ กาญจนธงชยั เลขท่ี 13 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย อภิสทิ ธิ์ นิลโอโล เลขท่ี 4 ม.5/7 (ทวิ 2) น.ส. วชั รนิ ทร์ วงั นาค เลขท่ี 15 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย ชาญณรงค์ เชือ้ รุง่ เลขท่ี 5 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย ธนกร สงิ หกลุ เลขท่ี 6 ม.5/7 (ทวิ 2) น.ส. วณิ ิชยา ไมต้ รา เลขท่ี 16 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย รตั ตกิ ร บญุ ช่วย เลขท่ี 8 ม.5/7 (ทวิ 2) นาย ธราธร ศรีเหลอื งงาม เลขท่ี 9 ม.5/7 (ทวิ 2) น.ส. กิตติยา ใจกลา้ เลขท่ี 17 ม.5/7 (ทวิ 2)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook