Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า_3

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า_3

Published by supapronsjp, 2022-08-15 15:58:11

Description: กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า_3

Search

Read the Text Version

กลอนดอกสร้กอดเีรย่ รำพึงในป่าช้า โดย นางสาวสุภาภรณ์ สันจะโปะ สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ 631102008119

คำนำ หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๒ เล่มนี้ จัดทำขึ้นโดยยึดตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยมุ่งส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้ศึกษาวรรณคดีที่กำหนดไว้ในประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง วรรณคดี สำหรับการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย ซึ่งผู้เรียนจะได้ศึกษาความเป็นไทย ภาพสะท้อน ของความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม และสังคมไทยในยุคสมัยต่าง ๆ ผ่านวรรณคดีและ วรรณกรรม ทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรองที่มีความสวยงามในด้านการใช้ภาษา ทำให้ผู้เรียน เกิดความซาบซึ้งในวรรณคดีและวรรณกรรม รวมทั้งสามารถนำความรู้ความ เข้าใจ ข้อคิด คติสอนใจ ที่ได้จากการอ่านไปวิเคราะห์และปรับใช้กับการดำเนินชีวิต ประจำวันได้ หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๒

คำเเนะนำการใช้หนังสือ ๑. ศึกษาหลักสูตรและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรฉบับปัจจุบัน เพื่อเข้าใจสาระและมาตรฐานการ เรียนรู้ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้แกนกลาง และสิ่งอันพึงประสงค์ให้เกิดแก่นักเรียน ๒. ศึกษาหนังสือเรียนวรรณคดีลำนำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ทุกเล่มทุกบทอย่างละเอียด ซึ่งใช้เป็นสื่อ หลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย และจัดหน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ตามความ เหมาะสม ๓. ศึกษาพื้นฐานความรู้ความสามารถภาษาไทยและอื่นๆของนักเรียน ซึ่งอาจจะใช้บททดสอบสัมภาษณ์ และก่อนเริ่มบทเรียน ควรเตรียมความพร้อมอย่างน้อย ๑-๒ สัปดาห์

สารบัญ หน้า หัวข้อ ๑-๓ ๑. ความเป็นมา ๔ ๒. ประวัติผู้เเต่ง ๕ ๓. ลักษณะคำประพันธ์ ๖-๒๗ ๔. เนื้อเรื่อง ๒๘-๒๙ ๕. คุณค่าด้านเนื้อหา ๓๐ ๖. ข้อคิดที่ได้ ๓๑-๓๓ ๗. ความถาม/เกร็ดความรู้

ความเป็นมาของ กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า มีที่มาจากกวีนิพนธ์ Elegy Written in a Country ของ ทอมัส เกรย์ (Thomas Gray) กวีชาวอังกฤษ ซึ่งประพันธ์หลังจากญาติ และเพื่อนของผู้ประพันธ์เสียชีวิตลงในเวลาใกล้เคียงกัน

พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นผู้ประพันธ์กลอน ดอกสร้อรำพึงในป่าช้าจากต้นฉบับแปลของ เสฐียรโกเศศ ก่อนที่จะขึ้น กลอนดอกสร้อยจะมีบทกถามุขหรือบทนำเรื่อง ซึ่งนาคะประทีปเป็น ผู้เรียบเรียงไว้ ซึ่งก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องผู้ประพันธ์ได้ระบุข้อความที่เกี่ยวกับ การแปลเรื่องนี้ไว้ว่า\"จากภาษาอังกฤษที่ท่านเสฐียรโกเศศให้ข้าพเจ้าได้ แต่งดัดแปลงให้เข้ากับธรรมเนียมไทยบ้าง\"ดังบทประพันธ์นี้

ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย จากคำประพันธ์ตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่ามีการดัดแปลงโดยกล่าวถึงชาวบ้านบาลระจันเหล่าผู้ กล้าของไทยเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ และศรีปราชญ์ กวีของไทยในสมัยอยุธยา เป็นการดัดแปลงเนื้อความบางส่วนให้เข้ากับธรรมเนียมของไทย เป็นลักษณะเด่นของ วรรณคดีไทยในสมัยรัขกาลที่ ๖ จนถึงรัชกาลที่ ๗

ประวัติผู้เเต่ง พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) พระยาอุปกิตศิลปสาร ชื่อเดิม นิ่ม กาญจราชีวะ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๒๒ ได้รับการศึกษาชั้นต้นจากวัดบางประทุนนอก และที่วัดประยุรวงศาวาส ต่อมาได้บวช เป็นสามเณรและเป็นพระภิกษุที่วัดสุทัศนเทพวราราม พระยาอุปกิตศิลปสารเริ่มเข้ารับราชการ โดยทำงานเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สายสวลีสัณฐาคาร ฝ่ายสอนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุลาบและโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผลงานสำคัญทางภาษาและวรรณคดีไทย ได้แก่ สยามไวยากรณ์ เป็นตำรา ไวยากรณ์ไทยมี ๔ เล่ม ได้แก่ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์และฉันทลักษณ์

ลักษณะคำประพันธ์ กลอนดอกสร้อย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลอนสุภาพ เพียงแต่ขึ้นต้นด้วย เอ๋ย ลงท้ายด้วยเอย คณะ 1บทมี 8 วรรค

เนื้อเรื่องย่อ กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า กถามุข ดังได้ยินมา สมัยหนึ่ง ผู้มีชื่อต้องการความวิเวก เข้าไป นั่งอยู่ ณ ที่สงัด ในวัดชนบทเวลาตะวันรอน ๆ จนเสียงระฆังย่ำ บอกสิ้นเวลาวัน ฝูงโคกระบือและพวกชาวนาพากันกลับที่อยู่เป็น หมู่ ๆ เมื่อสิ้นแสงตะวันแล้ว ได้ยินแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรกับเสียง เกราะในคอกสัตว์. นกแสกจับอยู่บนหอระฆังก็ร้องส่งสำเนียง ณ ที่นั้นมีต้นไทรต้นโพธิ์สูงใหญ่ ใต้ต้นล้วนมีเนินหญ้า กล่าวคือที่ฝังศพต่างๆอันแลเห็นด้วยเดือนฉาย ศพในที่เช่นนั้น ก็เป็นศพชาวไร่ชาวนานั่นเอง ผู้นั้นมีความรู้รู้สึกเยือเย็น แล้ว รำพึงในหมู่ศพ จึงเขียนความในใจออกมากันดังนี้

๑ วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย ถอดคำประพันธ์ เสียงระฆังตีย่ำดังหง่างเหง่ง มาทำให้เกิดความวังเวงใจยิ่งนัก ในขณะที่ ฝูงควายก็เคลื่อนจากท้องทุ่งลาเวลากลางวันเพื่อมุ่งกลับยังถิ่นที่อยู่ของมัน ฝ่ายพวกชาวนาทั้งหลายรู้สึกเหนื่อยอ่อนจากการทำงานต่างก็พากันกลับ ถิ่นพำนักของตนเมื่อตะวันลับขอบฟ้าก็ไม่มีแสงสว่าง ทำให้ท้องทุ่งมืด ไปทั่วบริเวณและทิ้งให้ข้าพเจ้าเปล่าเปลี่ยวอยู่แต่เพียงผู้เดียว

๒ ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง มีก็แต่จังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย ถอดคำประพันธ์ ยามนี้แผ่นดินมืดไปทั่ว อากาศเย็นยะเยือกหนาว เพราะเป็นเวลากลางคืน และป่าใหญ่แห่งนี้ ก็เงียบสงัด มีแต่จิ้งหรีดและเรไรร้องกันเซ็งแซ่ไปหมด เจ้าของคอกวัวควายต่างก็รัวเกราะกัน เป็นเสียงเปราะๆ ทำให้รู้ว่าเป็นเสียงเกราะดังแว่วมาแต่ไกล

๓ นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ อยู่บนยอกหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมันเอย ถอดคำประพันธ์ นกแสร้องแจ๊ก ๆ เพื่อทำให้เสียขวัญ มันจับอยู่บนหอระฆังที่มีเถาวัลย์พันรุงรังถึงหลังคา และบังแสงจันทร์อยู่ เหมือนมันจะฟ้องดวงจันทร์ว่าให้หันมาดูผู้คนที่มาสู่ที่อยู่มันรักษาไว้ ซึ่งถือเป็นส่วนที่เฉพาะส่วนตัวมานาน ทำให้มันไม่มีความสุข

๔ ต้นเอ๋ยต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้ ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้ แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวันเอย ถอดคำประพันธ์ มีต้นไม้สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้าและต้นโพธิ์ที่เป็นพุ่มแผ่ร่มเงาออกไปโดย รอบ ที่ใต้ต้นไม้มีเนินหญ้าเป็นที่ฝังศพคนในระแวกแถวนี้ ซึ่งนอนนิ่งอยู่ เกลื่อนไปหมดในหลุมลึก ดูแล้วน่าสลดใจอย่างยิ่งนัก และตัวของข้าพเจ้า เองก็ใกล้หลุมนี้เข้าไปทุกวัน

๕ หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุกเอย ถอดคำประพันธ์ หมดห่วงเนื่องจากดวงวิญญาณได้แตกสลายไปแล้วถึงแม้ว่าลมยามเช้าจะชายพัด ให้สดชิ้น เป็นการเตือนนกแอ่นลมให้เคลื่อนออกจากที่แผดร้องไปตามโรงนาทั้ง ไก่ก็ขันแข่งกับนกดุเหว่า เหมือนจะช่วยกันปลุกร่างของผู้นอนรายเรียงที่อยู่ให้หลุม ฝังศพให้ตื่นขึ้นแต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ยินเสียงปลุกเสียแล้ว

ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า ทิ้งเพื่อยากแม่เหย้าหาข้าวปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรัย เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้งทุกสิ่งเอย ถอดคำประพันธ์ ยามหนาวเคยนั่งผึงไฟอยู่พร้อมหน้า แต่ก็ต้องมาทิ้งเพื่อนยากทิ้งแม่ เรือนที่คอยหุงข้าวหาอาหารให้รับประทานทุกเช้าเย็น ทิ้งทั้งลูกน้อย ที่พอเห็นหน้าพ่อก็ดีใจกอดคอฉอเลาะ นั้นคือต้องทอดทิ้งทุกสิ่งทุก อย่างไปอย่างแน่นอน

๗ กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่ เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นพื้นแผ่นดิน เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย ถอดคำประพันธ์ เห็นกองข้าวสูงราวกับโรงนา ช่างน่ายินดีนัก กองข้าวนี้เกิดเพราะการ เก็บเกี่ยวด้วยเคียวของใคร หรือใครเป็นคนไถคราดพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ ขึ้นมา เช้าก็ถือคันไถพร้อมกับไล่ควายอย่างสบายใจอยู่ท้องนา โดยจับหางไถไถนาตามใจของจน หางไถหันไปในทิศทางต่าง ๆ เพราะใครเล่า

๘ ตัวเอ๋ยตัวทะยาน อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน ดูถูกกิจชาวนาสารพัน และความครอบครองกันอันชื่นบาน เขาเป็นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด มีปวัตน์เป็นไปไม่วิตถาร ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพื่อนตูเอย ถอดคำประพันธ์ ตัวทะเยอะทะยานเอ๋ย ขออย่าดลบันดาลใจให้มีการดูถูกการกระทำต่าง ๆ ขอชาวนา และความเป็นอยู่อันชื่นบานของขา เขาอยู่กันอย่างมีความสุขอย่างเรียบง่าย โดยมี ความเป็นไปไม่เกินวิสัยปรกติของมนุษย์ ขอจงอย่าอย่าไปพูดจาเยาะเย้ยหรือดูหมิ่น การเป็นของเขาเลย

๙ สกุลเอ๋ยสกุลสูง ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์ ความงามนำให้มีไมตรีกัน ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์ วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพเอย ถอดคำประพันธ์ คนมีชาติตระกูลสูง ทำให้จิตใจของจนพองโตขึ้นโดยคิดว่าตนมีศักดิ์ศรีเหนือคน อื่น คนมีอำนาจนำความสง่างามมาให้แก่ชีวิต คนมีหน้าตางดงามทำให้คนอื่นรัก ใคร่คนมีฐานะร่ำรวยย่อมหาความสุขได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนต่างก็รอความแตกดับของ ร่างกายโดยกันทั้งนั้น วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมด ล้วนมารวมกันที่หลุมฝังศพ

๑๐ ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย ถอดคำประพันธ์ ผู้เย่อหยิ่งทั้งหลายเอ๋ย ขออย่าชิงติซากศพผู้ยากไร้เหล่านี้เลยแม้เห็นจมดินหน้าสลดใจ ที่ระลึกอะไรซักอย่างก็ไม่มีก็ตามทีเถิด ไม่เหมือนอย่างบ้างศพที่ญาติตบแต่งด้วยเครื่อง แสดงเกียรติยศอย่างดี โดยมีการสร้างอนุสาวรีย์อันสง่างามเพื่อเป็นสถานที่บวงสรวงบูชา

๑๑ ที่เอ๋ยที่ระลึก ถึงอธึกงามลบในภพพื้น ก็ไม่ชวนชีพดับให้กลับคืน เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกกลั่น จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้าเอย ถอดคำประพันธ์ ที่ระลึกสร้างขึ้น ถึงแม้จะงามเลิศสักเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้ผู้ตายฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ เสียงชื่นชมเชิดชูในคุณธรรมดีของผู้ตาย รวมทั้งเสียงชื่นชมในคุณงามความดีของผู้ตายรวมทั้ง เสียงประกาศถึงเกียรติยศของผู้ตายอย่างแพร่หลายรู้กันทั่วไปจะไปเข้าหูผู้ตายนั้นก็หาไม่ ทุก อย่างล้วนเป็นคุณแก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และเป็นการเชิดชูเกียรติยศของญาติพี่น้องที่มีชีวิตอยู่ต่อไป

๑๒ ร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่ ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย ณ สมัยก่อนกาลบุราณเอย ถอดคำประพันธ์ ร่างกายของคนทั้งหลายเมื่อตายจะจมพื้นดินอยู่เต็มไปหมด ขอจงอย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าไม่ ดี เพราะอาจเป็นถิ่นที่มีชื่อเสียงมาในสมัยก่อนได้ คือ เป็นสถานที่ก่อสร้างพระ เจดีย์บรรจุพระศพของพระมหากษัตริย์ อันประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการของจักรรดิ ในสมัยโบราณนานมาแล้ว

๑๓ ความเอ๋ยความรู้ เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน อันความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน กระแสวิญญาณงันเพียงนั้นเอย ถอดคำประพันธ์ ความรู้เป็นเครื่องชี้นำทางไปสู่ความก้าวหน้าแต่ตอนนี้หมดโอกาสที่จะชี้นำทางต่อ ไปแล้ว จำต้องละความห่วงใยทั้งหมดลงไปสู่ความตาย อันความยากจนทำให้ไม่ ได้รับการศึกษา ได้รับวิชาความรู้อยู่เฉพาะในท้องถิ่นของตน ตอนนี้หมดทุกข์ หมดทุกข์ที่จะขลุกอยู่แต่ในการทำมาหากินเสียที เพราะวิญญาณของเราคงจะ หยุดเพียงเท่านี้

๑๔ ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย ถอดคำประพันธ์ ดวงแก้วหรือสิ่งที่มีค่ามักจะอยู่ในที่ลี้ลับ เช่น ในภูเขาหรืออยู่ใต้ท้องสมุทรซึ่ง สุดสายตามนุษย์ ทำให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าไมมีผู้ใดชิ้นชม เปรียบเสมือนกับ ดอกไม้ที่มีสีสวยงามละกลิ่นหอมที่อยู่ไกล เช่น ในป่า ก็ไม่มีใครได้เชยชม เลยสักคน ย่อมบานหล่นไปเปล่า ๆ อย่างมากมายน่าเสียดายเป็นยิ่งนัก

๑๕ ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย ฯลฯ ถอดคำประพันธ์ ซากศพทั้งหลายเหล่านี้อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ เช่น ชาวบ้านบางรจันที่อาสา จะสู้รบกับกองทัพพม่าที่มาทำร้ายถึงกรุงศรีอยุทธยา หรือศพท่านกวีศรีปราชญ์ที่นอนนิ่งไม่พูด ไม่จา หรือศพผู้กู้รู้บ้านเมืองเรืองปัญญาอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมานอนถมจมดินอยู่

๑๘ มักเอ๋ยมักใหญ่ ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหัง ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบเอย ถอดคำประพันธ์ พวกมักใหญ่ใฝ่สูงจะทำแต่สิ่งที่ตนใฝ่ฝันมุ่งหมายไว้และปิดปังความจริงบาง อย่างโดยไม่เปิดเผยให้ใครทราบ แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอับอาย มุ่งแต่แสดง ให้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกว่าดี มีการใช้จ่ายทรัพย์สินเกินฐานะ พูดจาอวดดีเพื่อ แสดงความมีเกียรติที่สูงส่งของตนให้ผู้อื่นเห็น อันเป็นการปกปิดความเป็นจริง ของตนเองไว้

๑๙ ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป เพื่อรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่าเอย ถอดคำประพันธ์ ขอจงอยู่ห่างไกลพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งทำแต่สิ่งเหลวไหลใส่ตัวเอง โดยไม่ดู ความมักน้อยของชาวนาเป็นตัวอย่าง ฉะนั้นเพื่อรักษาความสบายใจและความ วิเวกร่มเย็นเฉกเช่นอยู่ในหุบเขาลำเนาไพร ควรถือสันโดษดับความฟุ้งซ่านใจ ตามแบบของชาวนาไว้จะเยือกเย็นกว่า

๒๐ ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน มีการจารึกบันทึกคุณ ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์ พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวชเอย ถอดคำประพันธ์ ศพของคนธรรมดาสามัญ ไม่มีใครเขายกย่องหรือกล่าวถึงฉะนั้นจึงไม่ต้องไปเกรงกลัวว่า ใครจะนินทา เพราะไม่มีการเขียนจารึกบันทึกคุณความดีไว้ แม้บางครั้งจะมีการยกย่อง ในคุณงามความดีบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเชิดชูกันอย่างเต็มที่ ทำพอเป็นเครื่องเตือนใจใน การทำความดี หรือเป็นเครื่องหนุนนำเพื่อให้เกิดสังเวชใจเท่านั้น

๒๑ ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์ จารึกคำสำนวนชวนสักการ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน จารึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์ อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผีเอย ถอดคำประพันธ์ ศพของคนดี เป็นสิ่งที่จูงให้เลื่อมใส มีการจารึกค่าสักการะ ผิดกับศพของชาวนาธรรมดา ซึ่งอย่างดีทาสุดก็มีแค่กวีสมัครเล่นซึ่งจะจารึกเอาไว้เพียงแค่เดือน วัน ปี ที่ล่วงลับ อุทิศ สิ่งของทางธรรมให้แก่ผู้ตาย

๒๒ ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย ถอดคำประพันธ์ ห่วงอะไร ไม่เท่าห่วงชีวิต แม้นคนที่ลืมทุกสิ่งก็ยังคิดได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งสิ่งที่ ทำให้มีความสุข ถ้าผู้เคยมีความทุกข์ก็ยิ่งไม่เสียให้ง่ายๆ ใครจะยอมจากที่อยู่แสนสบาย โดยไม่หันหลังอาลัยไปมอง

๒๓ ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง ละถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำเอย ถอดคำประพันธ์ ขอให้ดวงจิตของเราจงลืมกิจการงานทั้งหลายที่เคยสนุกสุขสบาย เคยเสียดาย เคย วิตกและเคยปกครอง ต้องละถิ่นเคยให้ความสุขสำราญบานใจ แบะฝันใฝ่อยาก เป็นเจ้าของ ขอจงหมดความวิตก หมดวามเสียดายหมดสิ่งที่ปรารถนา โดยไม่หัน หลังเหลียวไปมองมันอีกเลย

คุณค่าด้านเนื้อหา ๑.แสดงแนวคิดหลักเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตตามกฎไตรลักษณ์ ซึ่งแสดงถึง ความเป็นอนิจจังของชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าใครก็หนีความตายไม่พ้น จึงควรดํา เนินชีวิตแบบรู้ จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับสิ่งใด เช่น บทที่ 4 \"แห่งหลุมลึกลานจรดระทดใจ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวันเลย\" บทที่ 9 \"วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผ่านมาประจบหลุมศพเอย\"

2. ผู้แต่งรู้จักเลือกใช้คำให้เกิดความรู้สึกและอารมณ์สะเทือนใจ เกี่ยว กับชีวิต ความตาย ความเหงา ความวังเวงใจ สังเวชใจ ทำให้ผู้อ่านมี อารมณ์ร่วมไปกับกวี เช่น วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน สูงวัวควายพ่ายลาทิวาการ ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปรียวอยู่เดียวเลย เเสดงให้เห็นถึงความรู้สึกหว้าเว้ของกวีที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว ท่ามกลางความมืด

ข้อคิดที่ได้ 1.สร้างความดี : เมื่อตายเราควรเป็นเเบบอย่างที่ดีให้เเก่ คนรุ่นหลัง 2.ชีวิตเป็นอนิจจัง : อย่าประมาท ควรมีสติอยู่ทุกเมื่อ 3. ทุกคนเท่าเทียมกัน 4.บทประพันธ์มีความไพเราะ สามารถจรรโลงใจให้ผู้อ่าน คล้อยตาม เเละจูงใจให้ทำความดี

คำถามท้ายบท 1. กลอนดอกสร้อยขึ้นต้น เเละลงท้ายด้วยคำว่าอะไร? ตอบ......................................................... 2. ตำแหน่งสัมผัสและการใช้คำที่มีวรรณยุกต์ท้ายวรรค ใช้ เหมือนกลอนชนิดใด? ตอบ.........................................................

คำศัพท์ เกร็ดความรู้ : คำศัพท์ เกราห์ ความหมาย ขันธ์ เครื่องสัญญาณทำด้วยไม้ ซื้อ ใช้ตีหรือสั่นให้ดัง ซ่อง ร่างกาย เเถก เย็น ร่ม ชื้น ที่อยู่ เสือกไป ตรงไป ในความว่า เเถกขวัญ หมายความว่า ทำให้ตกใจ,ทำให้เสียขวัญ

เกร็ดความรู้ : คำศัพท์ คำศัพท์ ความหมาย ปวัตน์ ความเป็นไป ผาย หรือ ผ้าย คลื่อนจากที่ ม่าน ชนชาติพม่า รำบาญ รบ ลาญ เเตกหักทำลาย สัตตรัตน์ เเก้ว ๗ ประการ หางยาม หางไถตอนที่มือถือ อธึก ยิ่ง เกิน มาก


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook