Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงงานเรื่องประวัติครูบาขาวปี

โครงงานเรื่องประวัติครูบาขาวปี

Published by pee_sak, 2022-03-14 02:36:21

Description: รายวิชาประวัติศาสตร์ ม.5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2564

Search

Read the Text Version

รายงานโครงงานวิชาประวตั ศิ าสตร์ เร่ือง ประวัตคิ รูบาขาวปี รายงานนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของการศึกษาวชิ าประวตั ศิ าสตร์ รหัส ส 32104 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศกึ ษา2564 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 จงั หวัดลาพนู

โครงงานวชิ าประวตั ศิ าสตร์ เร่ือง ประวัตคิ รูบาขาวปี จดั ทาโดย เลขท่ี 9 นางสาวสุชาดา สุวรรณตบิ๊ เลขท่ี 13 นางสาวกวนิ ธดิ า นิมติ ภานันท์ เลขท่ี 14 นางสาวกัลยา แสนเมอื งมา เลขท่ี 17 นางสาวธฆิ มั พร ผาด่านสวัสด์ิ เลขท่ี 20 นางสาวพรธวิ า สูงพนารักษ์ คุณครูพีรวุฒิ วงศ์ตนั กาศ เสนอ คุณครูพรี วุฒิ วงค์ตันกาศ รายงานนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของการศกึ ษาวชิ าประวตั ศิ าสตร์ รหสั ส 32103 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปี ท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 จงั หวดั ลาพนู สานักบริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐานกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

ชอื่ โครงงาน ประวตั ิครูบาขาวปี ช่อื ผ้เู ขยี น นางสาวสชุ าดา สวุ รรณติ๊บ นางสาวกวินธิดา นมิ ติ ภานนั ท์ นางสาวกลั ยา แสนเมืองมา นางสาวธิฆมั พร ผาดา่ นสวสั ด์ิ นางสาวพรธิวา สงู พนารักษ์ อาจารย์ท่ีปรึกษาโครงงาน คณุ ครูพีรวฒุ ิ วงศ์ตนั กาศ บทคัดย่อ โครงงานฉบบั นเี ้ป็นสว่ นหนึ่งของวิชาประวตั ิศาสตร์ เป็นกจิ กรรมศกึ ษาค้นคว้า ด้วยตนเอง โดยมจี ุดประสงค์เพ่ือการศกึ ษาหาความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกบั ประวตั ิและความเป็นมา ของครูบาอภชิ ยั ขาวปี ซง่ึ มเี นอื ้ หาเก่ียวกบั พระสงฆ์และพระพทุ ธศาสนาที่เกิดขนึ ้ ในประเทศไทย และเกี่ยวข้องกบั ภาคเหนือในจงั หวดั ลาพนู คณะผ้จู ดั ทาได้ดาเนนิ การศกึ ษาโดยสืบค้นจาก อนิ เตอร์เน็ตและห้องสมดุ ซง่ึ เป็น แหลง่ ข้อมลู ท่ีมหี ลกั ฐานเก่ียวกบั ประวตั ิครูบาขาวปี จากการศกึ ษาในเร่ืองประวตั คิ รูบาขาวปี ทา ให้คณะผ้จู ดั ทาได้นาเอาข้อมลู มาเผยแผใ่ ห้แกผ่ ้ทู ่จี ะศกึ ษาตอ่ ไป

กติ ติกรรมประกาศ โครงงานประวตั ิศาสตร์เรื่องประวตั ิครูบาขาวปี นนั้ สาเร็จขึน้ ได้โดยได้รับความ ชว่ ยเหลืออย่างยง่ิ จากคณุ ครูพรี ะวฒุ ิ วงศ์ตนั กาศ คณุ ครูทป่ี รึกษาโครงงานและครูผ้สู อนวชิ า ประวตั ิศาสตร์ทใี่ ห้คาแนะนาเสนอแนะแนวคิดและค่อยให้ความรู้ในการจดั ทาโครงงาน ประวตั ิศาสตร์ตลอดจนการแก้ไข้ข้อบกพร่องต่างๆมาโดยตลอดจนโครงงานนเี ้สร็จสมบรู ณ์ผ้ศู กึ ษาจึง กราบขอบคณุ เป็นอย่างสงู ขอขอบคณุ ครูพีรวฒุ ิ วงศ์ตนั กาศ ที่ได้ให้ความชว่ ยเหลือด้านการรวบรวมข้อมลู ตา่ งๆในการจดั รูปเลม่ โครงงาน ขอขอบพระคณุ ครูมนวิภา ชนะทิพย์ ทไี่ ด้ให้ความอนเุ คราะห์ในการให้ข้อมลู และให้ ศกึ ษาค้นคว้าข้อมลู ในห้องสมดุ และได้ให้ข้อแนะนาเก่ียวกบั หนงั สือทีเ่ กี่ยวข้องกบั โครงงานในครัง้ นี ้ และสาหรับการทาโครงงานให้มคี วามถูกต้องสมบรู ณ์ ผ้จู ดั ทาขอกราบพระคณุ ในความกรุณาเป็น อย่างยงิ่ สดุ ท้ายนี ้ขอขอบพระคณุ ครู อาจารย์ ผ้เู ป็นกาลงั ใจให้โอกาสทางการศกึ ษาแก่ ผ้จู ดั ทาเสมอมา คณุ ประโยชน์จากการทาโครงงานเลม่ นี ้ผ้จู ดั ทาขอมอบบชู าพระคณุ ครู อาจารย์ ผ้จู ดั ทาหวงั เป็นอย่างย่ิงว่าโครงงานฉบบั นจี ้ ะเป็นประโยชน์ต่อครูผ้สู อน ตลอดจนผู้ที่สนใจโดยทว่ั ไป จดั ทาโดย นางสาวสชุ าดา สวุ รรณต๊ิบ นางสาวกวนิ ธิดา นมิ ิตรภานนั ท์ นางสาวกลั ยา แสนเมืองมา นางสาวธิฆมั พร ผาดา่ นสวสั ดิ์ นางสาวพรธิวา สงู พนารักษ์

คานา โครงงานเลม่ นีเ้ป็นสว่ นหน่ึงของกลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั ธรรม รายวิชาประวตั ิศาสตร์ จดั ทาขนึ ้ เพ่ือให้นกั เรียน นกั ศกึ ษา และเยาวชนทกุ คนทม่ี คี วาม สนใจศกึ ษาเก่ียวกบั ประวตั ิของครูบาขาวปี โดยโครงงานเลม่ นมี ้ ปี ระวตั ิเก่ียวกบั ครูบาขาวปี ผลงานของครูบาขาวปี ผ้จู ดั ทาหวงั ไว้อย่างยิ่งว่า โครงงานเลม่ นจี ้ ะเป็นประโยชน์แกผ่ ้ศู กึ ษาหรือผ้อู ่านทกุ คนท่มี โี อกาศได้เข้ามาศกึ ษา ไม่มากก็น้อยและสามารถนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ หากโครงงานเลม่ นมี ้ ขี ้อผิดพลาดประการใดกข็ ออภยั ไว้ ณ ท่ีนีด้ ้วย คณะผ้จู ดั ทา

สารบญั เร่ือง หน้า บทคัดย่อ กิตตกิ รรมประกาศ คานา สารบญั บทท่ี 1 บทนา 1-3 ท่มี าและความสาคญั 3 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 5-6 บทท่ี 2 เอกสารท่เี ก่ยี วข้อง 6-7 8-9 เร่ืองท่ี 1.การเกดิ ขนึ้ ของพระพุทธศาสนา 9-10 เร่ืองท่ี 2การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เร่ืองท่ี 3.หน้าท่ขี องพระสงฆ์ 11-13 เร่ืองท่ี 4.ครูบาขาวคาปัน 14-16 บทท่ี 3 วธิ ีดาเนินการโครงงาน ขนั้ ตอนทางประวัติศาสตร์ 17-30 ตารางการปฏบิ ตั ิงาน 31-34 บทท่ี 4 ผลการดาเนินงานโครงงาน 34-37 1. ประวตั ขิ องครูบาอภชิ ยั ขาวปี 38-40 2. เกยี รตคิ ณุ ท่ีได้รับ 40-41 3.บทบาทของครูบาอภชิ ยั ขาวปี 4.ผลงานของครูบาขาวปี 42 5.ประเพณีเปล่ียนผ้าครูบาขาวปี 43 บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 44 สรุป 45 ข้อเสนอแนะ บรรณานุกรม ภาคผนวก 1. เค้าโครง โครงงาน

บทท่ี 1 บทนา ท่มี าและความสาคญั พระพทุ ธศาสนานบั ว่าเป็นศาสนาทม่ี อี ายเุ ก่าแก่เป็นอนั ดบั สอง รองจากศาสนา พราหมณ์ท่ีดารงอยใู่ นรูปของศาสนาฮนิ ดู พระพทุ ธศาสนาอบุ ตั ิขนึ ้ ในโลกเม่ือ 45 ปีก่อนพทุ ธศกั ราช โดยพทุ ธศกั ราชเริ่มนบั 1 ถดั จากปีที่พระพทุ ธเจ้าเสด็จดบั ขนั ธปรินิพาน ในดินแดนชมพทู วีปซงึ่ ใน ปัจจบุ นั ได้แก่ ประเทศอนิ เดีย และเนปาล โดยเร่ิมขึน้ ในวนั ท่พี ระพทุ ธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ พวกปัญจวคั คีย์ ซง่ึ ตรงกบั วนั เพ็ญ เดือนอาสาฬะ ขนึ ้ 15 คา่ เดอื น 8 จากวนั นนั้ เป็นต้นมา พระพทุ ธเจ้าได้เสดจ็ จาริกออกเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาไปทว่ั ชมพทู วปี โดยในระยะแรกพระองค์เสด็จ ออกเผยแผ่พระองค์เดียว เมื่อมีสาวกมากขนึ ้ ก็ให้พทุ ธสาวกออกเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาด้วย ทาให้ พระพทุ ธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายไปในชมพทู วีปอย่างรวดเร็ว ชาวชมพทู วปี พากนั ละ ทงิ ้ ลทั ธิเดิมแล้วหนั มานบั ถือเลอื่ มใสศรัทธาในพระพทุ ธศาสนามากขนึ ้ เป็นลาดบั เมือ่ พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าเสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพานแล้ว ต่อมาประมาณพทุ ธศตวรรษที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราช ผ้ปู กครองประเทศอนิ เดียในสมยั นนั้ มีความศรัทธาเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนามาก พระองค์ได้ทรง ให้ความอปุ ถมั ภ์โดยทรงจดั ให้มกี ารสงั คายนาพระไตรปิฎกครัง้ ท่ี 3 ขึน้ ในปี พ.ศ.236 ณ วดั อโศกา ราม นครปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ปัจจบุ นั คือ เมืองปัตนะ เมืองหลวงของรัฐพหิ าร ทรงอาราธนาพระ โมคคลั ลีบตุ รตสิ สเถระเป็นประธาน หลงั จากสงั คายนาร้อยกรองพระธรรมวินยั เสร็จสิน้ แล้ว พระโมค คลั ลีบุตรตสิ สเถระ ได้จดั คณะพระธรรมทตู ออกเป็น 9 คณะแล้วสง่ ไปประกาศพระพทุ ธศาสนาใน ดินแดนต่างๆ พระสงฆ์ หมายถงึ หม่สู าวกของพระพทุ ธเจ้า ผ้ซู ง่ึ ฟังคาสง่ั สอนของพระพทุ ธเจ้าแล้ว เลื่อมใส สละเรือนออกบวช ถือวตั ร ปฏบิ ตั ิ ตามพระธรรมวินยั ที่พระบรมศาสดาสงั่ สอนและกาหนด ไว้พระสงฆ์ จดั เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย ซง่ึ ได้แก่ พระพทุ ธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยพระสงฆ์ ในพระรัตนตรัยหมายถงึ เฉพาะพระอริยสงฆ์คือบุคคลไมว่ ่าคฤหสั ถ์หรือนกั บวช และไม่วา่ มนษุ ย์หรือ เทวดา ท่ปี ฏบิ ตั ธิ รรมจนได้บรรลมุ รรคผล แต่โดยทว่ั ไปมกั เข้าใจวา่ พระสงฆ์คือภิกษุหรือภิกษุณี คือ มนษุ ย์ท่ไี ด้ฟังคาสง่ั สอนแล้วเกดิ ความเลือ่ มใสจนสละเรือนออกบวชตามพระพทุ ธเจ้า เพราะต้องการ จะได้บรรลธุ รรมตามพระพทุ ธเจ้าสงั่ สอนไว้ ถือเป็นนกั บวชในพระพทุ ธศาสนา พระภกิ ษุปฏบิ ตั ติ าม

สิกขาบทที่กาหนดไว้จานวน 227 ข้อ สว่ นพระภิกษุณีรักษาสกิ ขาบท 311 ข้อ บางครัง้ เรียกวา่ สงฆ์ ภกิ ษุรูปแรกในพระศาสนาของพระโคตมพทุ ธเจ้าคือพระอญั ญาโกณฑญั ญะ การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา เป็นหน้าทห่ี ลกั ของพทุ ธบริษัท และถือวา่ เป็นการธารง รักษาพระพทุ ธศาสนาไปด้วยในตวั พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาท่มี ่งุ สร้างสนั ติภาพให้แก่มนษุ ยชาติ การธารงรักษาพระพทุ ธศาสนา จึงเท่ากบั การสง่ เสริมสนั ติสขุ ของมนุษยชาติด้วยเชน่ กนั การธารง รักษาพระพทุ ธศาสนาต้องอาศยั การสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั เพ่ือสืบทอดพระพทุ ธศาสนาให้ดารงอยู่ สืบไป มใิ ห้พระธรรมวนิ ยั เกดิ ความผิดเพยี ้ น ในสมยั หลงั พทุ ธกาลไม่นาน การสืบทอด พระพทุ ธศาสนาอยใู่ นรูปของการบอกเลา่ ส่กู นั ฟัง และชว่ ยกนั จดจาในหม่พู ระเถระ เรียกวา่ “มขุ ปาฐะ” ต่อมาหลายร้อยปี มีการจดบนั ทกึ ด้วยภาษาบาลีเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร และได้เผยแผ่ออกไป จากชมพทู วปี สดู่ นิ แดนอ่ืนๆ จนมกี ารแปลเป็นภาษาอ่นื ๆ อีกหลายภาษา และมกี ารชาระ หรือการ สงั คายนาพระธรรมวินยั อีกหลายต่อหลายครัง้ จนปัจจบุ นั ได้มกี ารบรรจวุ ชิ าพระพทุ ธศาสนาเข้าเป็น สว่ นหนึ่งของหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พระสงฆ์จึงเป็นผ้ทู ่ีมคี วามสาคญั หนึง่ ในพทุ ธบริษัท4 คอื ภกิ ษุ อนั ได้แก่นกั บวชชาย มีศีล 227 ข้อเป็นวตั รปฏบิ ตั ิ ภิกษุณี คอื นกั บวชหญิง มศี ีล 311 ข้อเป็นวตั รปฏิบตั ิ และจะต้อง อปุ สมบทจากสงฆ์สองฝ่าย คือ จากภิกษุณีสงฆ์ และภิกษุสงฆ์ จงึ จะเป็นนางภิกษุณีโดยสมบรู ณ์ อบุ าสก คฤหสั ถ์ผ้ชู าย ผ้เู ข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และสมาทานอโุ บสถศลี หรือศีล 8 เป็นประจา หรืออย่างน้อยทกุ วนั ขนึ ้ และแรม 15 คา่ หรือทีช่ าวบ้านเรียกวา่ วนั พระใหญ่ อบุ าสิกา คฤหสั ถ์ ผ้หู ญิง เข้าถึงพระรัตนตรัย และมีข้อวตั รปฏบิ ตั ิในทานองเดยี วกบั อบุ าสก โดยพระสงฆ์ที่มี ความสาคญั ของภาคเหนือมีหลายรูปแต่ทม่ี ีบทบาทสาคญั คือครุบาศรีวชิ ยั ครูบาศรีวชิ ยั หรือ พระสีวิไชย เป็นพระเถระชาวจงั หวดั ลาพนู ผ้มู ีบทบาทสาคญั ใน การสร้างและบรู ณะพทุ ธศาสนสถานหลายแหง่ ทว่ั ภาคเหนอื ของประเทศไทย จนได้รับการขนานนาม วา่ ตนบญุ แหง่ ล้านนา ท่านชอบแอบนาปลาทพี่ อ่ แมห่ ามาได้ไปปลอ่ ย ในวยั เดก็ ท่านมีอปุ นสิ ยั แตกตา่ งจากเดก็ รุ่นเดียวกนั ท่ชี อบเลน่ สนกุ สนานตามประสา ทา่ นชอบเลน่ ปัน้ พระ ปัน้ พระธาตุ-เจดีย์ และฝักใฝ่ทางธรรมตงั้ แต่เด็ก เมอ่ื เข้าสเู่ พศบรรพชิต ทา่ นเป็นพระทีม่ กั น้อย สนั โดษ ไม่แสวงหา ยศถาบรรดาศกั ด์ิ เป็นพระที่เน้นวิปัสสนากรรมฐานอยใู่ นป่าท่ีสงดั ปฏบิ ตั ิตนอย่างเคร่งครัด ฉนั อาหารเพยี งมือ้ เดยี ว และไม่ฉนั อาหารที่ประกอบด้วยเนอื ้ สตั ว์ ในเรื่องของความขดั แย้งระหวา่ งครู

บาศรีวชิ ยั กบั รัฐสยามและองค์กรสงฆ์สว่ นกลาง อาจกลา่ วได้วา่ มีความสาคญั อย่างย่งิ ในชวี ประวตั ิ ของครูบาศรีวชิ ยั อย่างไรกต็ าม ผ้คู นในปัจจบุ นั แทบจะไมร่ ับรู้เรื่องราวความขดั แย้งนี ้เนอื่ งจากความ ขดั แย้งของครูบาศรีวชิ ยั เป็นเพยี งเร่ืองทเ่ี กดิ ขึน้ จากความไม่เข้าใจกนั ระหว่างระบบเก่ากบั ระบบใหม่ และความขดั แย้งนนั้ กจ็ บลงด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระสงั ฆราชในยคุ นนั้ หรือมองว่าความ ขดั แย้งเป็นเรื่องความไม่พอใจสว่ นตวั ของพระสงฆ์ในท้องถ่ินกบั ครูบาศรีวชิ ยั และได้หยิบยืมอานาจที่ ได้รับจากรัฐเพ่อื ใช้จดั การกบั ครูบาศรีวิชยั หรือกระทงั่ ลดทอนความสาคญั ลงให้กลายเป็นเพียงเร่ือง “มารผจญ” เพ่อื ทดสอบบารมขี องครูบาศรีวิชยั จนเป็นที่มาของวลสี าคญั ท่ีวา่ “มารบ่มี ป๋ ารมีบเ่ กดิ ” ในการตอ่ ส้ขู องครูบาศรีวิชยั กบั รัฐสว่ นกลางเป็นการรักษาธรรมเนียมพทุ ธศาสนาแบบจารีตล้านนา อย่างเคร่งครัด จนทาให้ครูบาศรีวชิ ยั กลายเป็นสญั ลกั ษณ์ของพทุ ธจารีตล้านนาและเป็นผ้อู นรุ ักษ์ ความเป็นล้านนา งานกอ่ สร้างและการบรู ณะพทุ ธสถานถือเป็นภาพลกั ษณ์หลกั ของครูบาศรีวิชยั กลา่ วคือ ท่านได้เดนิ ทางไปบูรณะก่อสร้างสถานทีแ่ ต่ละแหง่ ให้มคี วามยิ่งใหญ่ และมคี วามสาคญั เชน่ การสร้างถนนขนึ ้ พระธาตดุ อยสเุ ทพระยะทางกว่า 11 กโิ ลเมตร ใช้เวลาเพียง 5 เดือนเศษ ซงึ่ มี ผ้คู นทว่ั ภาคเหนือเดินทางมาชว่ ยสร้าง โดยไมใ่ ช้งบประมาณจากรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว อีกทงั้ ยงั สมั พนั ธ์กบั เรื่องการแสดงบารมี ความศกั ด์ิสทิ ธ์ิ และอภนิ ิหารต่าง ๆ ทเี่ กิดขึน้ ในระหว่างการกอ่ สร้าง หรือบรู ณะสถานที่ตา่ ง ๆ นอกจากนี ้ครูบาศรีวชิ ยั ยงั เป็นนกั พฒั นาผ้มู งุ่ เน้นเรื่องการก่อสร้างบรู ณะ อยา่ งการผายเบยี ้ เส่ยี งทายเพอ่ื กาหนดวนั และเวลาในการกอ่ สร้าง อาจกลา่ วได้ว่าเร่ืองราวของบารมี ความศกั ดส์ิ ิทธ์ และอภินหิ ารได้เสริมให้ภาพลกั ษณ์ของครูบาศรีวชิ ยั กลายเป็นผ้วู ิเศษหรือเป็น “ตน บญุ ” ครูบาอภิชยั ขาวปี คนเมืองเหนือออกเสียงเป็น “ขาวป๋ี” คอื ศาสนทายาทผ้สู บื สาน ตานาน “ตนบญุ แห่งล้านนา” ต่อจากครูบาเจ้าศรีวิชยั ในการดาเนนิ กจิ กรรมทางศาสนาและกจิ กรรม สาธารณประโยชน์ อีกทงั้ ยงั เป็นแนวร่วมในการต่อต้านอานาจจากสยามท่ีพยายามครอบงาวงการ สงฆ์ล้านนาเหตทุ ถ่ี กู เรียกวา่ “ขาวปี” ก็เพราะท่านถกู จบั สกึ จากความเป็นพระสงฆ์ ทาให้ต้องมาน่งุ ห่มผ้าขาว สว่ นคาว่า “ปี” มาจากช่อื เดิมของท่านก่อนบวช มีชื่อวา่ “จาปี” หรือออกเสียงเป็น “จมุ ปี” ตามท่ีทา่ นเกดิ ในช่วงสงกรานต์วนั “ปากปี” ตรงกบั วนั จนั ทร์ที่ 17 เมษายน ปีฉลู พ.ศ.2432 เด็กชาย จมุ ปีมเี ชือ้ สายลวั ะ เป็นชาวแมเ่ ทย อาเภอลี ้จงั หวดั ลาพนู กาพร้าบิดาตงั้ แต่ยงั เลก็ เมื่ออายไุ ด้ 16 ปี มารดานาไปฝากบวชเป็นสามเณร ณ วดั บ้านปาง โดยมคี รูบาเจ้าศรีวิชยั เป็นพระอปุ ัชฌาย์ครูบาเจ้า ศรีวชิ ยั ได้ถา่ ยทอดความรู้ให้ทงั้ ทางธรรมและโลก พบว่าสามเณรจมุ ปีมีพรสวรรค์ด้านการก่อสร้างใน

เชงิ ชา่ งมากเป็นพิเศษ จากการติดสอยห้อยตามอาจารย์ครูบาเจ้าศรีวชิ ยั ไปก่อสร้างวดั วาอารามทกุ หนทกุ แห่งมิได้ขาด จงึ เกิดความชานาญในด้านนตี ้ งั้ แต่ยงั เยาว์ อายุครบ 22 ปี สามเณรจมุ ปีบวชเป็น พระภกิ ษุ มฉี ายาว่า “พระอภิชยั อภชิ โย” เมอื่ อปุ สมบทได้ 2 พรรษาจงึ กราบลาอาจารย์ เพอื่ ม่งุ มน่ั งานก่อสร้างปฏสิ งั ขรณ์วดั ร้างตา่ งๆ ตามแนวทางท่คี รูบาเจ้าศรีวิชยั วางไว้ถือเป็นช่วงต้นของชวี ิต พระภกิ ษุระหวา่ งอายุ 24 ปีจนถงึ อายุ 35 ปี ท่ีอทุ ิศท่มุ เทให้แกง่ านการกอ่ สร้างพระอารามอยา่ งเตม็ ที่ นอกจากแถบอาเภอลี ้แม่ทา บ้านโฮง่ ในลาพนู แล้ว ยงั ได้เดนิ ทางไปก่อสร้างศาสนสถานทวั่ ล้านนา ทงั้ ในเชยี งใหม่ ตาก และข้ามเขตแดนพม่าแถบลมุ่ นา้ สาละวินอกี ด้วย การถกู จบั สกึ ครัง้ ที่ 1 ปี พ.ศ. 2467เมอื่ ครูบาอภิชยั ขาวปีบวชได้ 13 พรรษา ท่านถกู กลน่ั แกล้ง และถกู จบั ดาเนนิ คดีอยา่ งไร้เหตผุ ล ในข้อหาหลบเล่ียงการเกณฑ์ทหาร การถกู จบั สกึ เป็นครัง้ ท่ี 2 นี ้แม้ครูบาอภิชยั ขาวปีจะไมต่ ้องถกู กกั ขงั ในเรือนจาเหมอื นกบั ครัง้ แรก แต่ก็ถกู คาดโทษวา่ “ห้ามกลบั ไปบวชอกี และห้ามตดั ไม้ทาลาย ป่าอีก” การถกู จบั สกึ ครัง้ ที่ 3 “ผ้าขาวปี๋ หรือหนานปี๋ ซง่ึ คณะสงฆ์ประกาศห้ามมิให้อปุ สมบท เน่ืองจากเคยขโมยตดั ไม้สกั ในป่า มาสร้างวิหาร โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตจากทางราชการ จงึ ถกู คณะ สงฆ์ลงโทษเป็นทตุ ยิ ปาราชิก” ดงั นนั้ กลมุ่ ของข้าพเจ้าจึงได้ทาโครงงานของครูบาขาวปี เพือ่ ค้นคว้าหาข้อมลู เก่ียวกบั ประวตั ิความเป็นมาและผลงานที่เก่ียวข้องกบั ครูบาขาวปี วตั ถุประสงค์ 1. เพอ่ื ศกึ ษาประวตั คิ วามเป็นมาของครูบาขาวปี 2. เพ่ือศกึ ษาผลงานสาคญั ของครูบาขาวปี

บทท่2ี เอกสารท่เี ก่ยี วข้อง จากการศึกษาค้นคว้าข้อมลู ท่ีมคี วามเกี่ยวข้องกบั ประวตั ขิ องครูบาขาวปี พบว่า มี เอกสารทเี่ กี่ยวข้องกบั โครงงาน ดงั นี ้ 1.การเกิดขนึ ้ ของพระพทุ ธศาสนา 2.การศกึ ษาของคณะสงฆ์ไทย 3.หน้าท่ีของพระสงฆ์ 4.ครูบาขาวคาปัน โดยมีรายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี ้ 1.การเกดิ ขึน้ ของพระพุทธศาสนา พระพทุ ธศาสนา เป็นศาสนาทีเ่ กิดในอินเดียก่อนพทุ ธศกั ราช 45 ปี โดย พทุ ธศกั ราชเร่ิมตงั้ แต่ปีซงึ่ พระพทุ ธเสด็จเข้าสปู่ รินิพาน นบั วา่ เป็นศาสนาทีส่ าคญั ทีส่ ดุ ในโลก ศาสนาหนงึ่ มีผ้นู บั ถือหลายร้อยล้านคนโดยเฉพาะในประเทศต่าง ๆ ทางเอเชยี ใต้ เอเชียตะวนั ออก และเอเชยี อาคเนย์ ผ้ใู ห้กาเนิดพระพทุ ธศาสนา คือ พระพทุ ธเจ้า ซีง่ เป็นโอรสของพระเจ้าสทุ โธทนะ และพระนางสิริมหามายา แหง่ กรุงกบิลพสั ด์ุ แคว้นสกั กะ ซงึ่ เวลานอี ้ ย่ใู นเขตประเทศเนปาลในสมยั ทพี่ ระองค์ยงั ไมไ่ ด้ออกบวช มีพระนามวา่ สิทธตั ถะ ในขณะท่ยี งั ทรงเป็นเด็กอย่กู ท็ รงศกี ษาศลิ ป วทิ ยาการนสานกั ต่าง ๆ หลายสานกั ด้วยกนั จนเป็นผ้มู ีความรู้ ความชานาญในวิชาการต่าง ๆ หลายสาขา เม่อื พระสทิ ธตั ถะมพี ระชนม์ได้ 16 พรรษา ก็ทรงอภเิ ษกสมรสกบั เจ้าหญิงยโส ธราและมโี อรสองค์หน่ึง คือ เจ้าชายราหลุ ชวี ติ ในฆราวาสวสิ ยั ของ พระองค์มีแตค่ วามสมหวงั ไป ทกุ ส่ิงทกุ อยา่ ง แต่ต่อมาเม่ือมีพระชนมายไุ ด้ 29 พรรษาก็ทรงเบ่ือหน่ายโลก เพราะทรงเหน็ ความไม่ เทยี่ งแท้แน่นอนของโลกและทรงหวงั จะชว่ ยชาวโลกให้พ้นทกุ ข์ จงึ ได้ทรงสละความสขุ นานาประการ สละลกู เมยี ญาตพิ ่ีน้อง และมติ รสหายออกบวช เพื่อหาทางท่ีจะนาไปสคู่ วามพ้น ทกุ ข์ ทรงผนวชอย่จู นกระทงั่ มพี ระชนม์ได้ 35 พรรษา จงึ ได้ตรัสรู้คือรู้แจ้งในความจริงแห่งโลก เป็น พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าเมอื่ ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็เสด็จเที่ยวแนะนาสงั่ สอนประชาชนในแคว้นตา่ ง ๆ

ในอนิ เดยี เพ่อื หาทางท่จี ะนาประชาชน ไปส่คู วามพ้นทุกข์อย่เู ป็นเวลาถงึ 45 ปี ปรากฎว่าประชาชน ชาวอนิ เดยี ในสมยั นนั้ ได้หนั มานบั ถือพระพทุ ธศาสนา และเข้ามาบรรพชาอปุ สมบทเป็นจานวน มาก พระพทุ ธเจ้าทรงสง่ั สอนอยจู่ นกระทงั่ มีพระชนมายไุ ด้ 80 พรรษา จงึ ปรินิพพาน หลงั จากทพี่ ระพทุ ธเจ้าปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์กย็ งั ชว่ ยกนั เผยแผ่พระพทุ ธศาสนาสบื ตอ่ มา จนกระทง่ั ถงึ ประมาณ พ.ศ. 300 พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งเมอื งปาฏาลีบตุ ร่วมกบั คณะสงฆ์ ได้สง่ พระสงฆ์ออกประกาศพระพทุ ธศาสนาทงั้ ภายในและภายนอกประเทศอินเดีย คณะสงฆ์สาย หนึง่ ได้เข้ามายงั สวุ รรณภมู ิ อนั ได้แก่ดินแดนในเขตประเทศพม่าและไทยในปัจจบุ นั นี ้ พระพทุ ธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองขึน้ ในดินแดนนี ้ตามลาดบั จนกระทง่ั ถึงสมยั สโุ ขทยั เป็นราชธานี พ่อขนุ รามคาแหงมหาราชจึงได้ทรงรับเอาพระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาตไิ ทย และเป็น ศาสนาประจาชาตเิ ร่ือยมาจนกระทงั่ ถึงทกุ วนั นี ้แม้ในรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยก็ตราไว้ว่า พระมหากษตั ริย์จะต้องทรงเป็นพทุ ธมามกะ และทรงเป็นองค์เอกอคั รศาสนูปถมั ภก คือ แม้ พระองค์จะทรง นบั ถือพระพทุ ธศาสนา แต่พระองค์กพ็ ระราชทานความอปุ ถมั ภ์แก่ศาสนาอ่นื ๆ ใน เมอื งไทยด้วยเช่นกนั พทุ ธบริษัท 4 ประกอบไปด้วย ภกิ ษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสิกา ซงึ่ สามารถแบ่ง ออกเป็น 2 สว่ น ใหญ่ ๆ คือ ทางธรรม ประกอบด้วย ภิกษุ (ชาย) ภิกษุณี(ญ) ทางโลก ประกอบด้วย อบุ าสก(ช) อบุ าสิกา(ญ) บุคลากรเหลา่ นเี ้ป็นผ้ทู ี่ดารงไว้ซึ่งพระพทุ ธศาสนามีหน้าท่ี -ศกึ ษาพระธรรมให้เข้าใจจริง ๆ -นาไปประพฤตปิ ฏิบตั ิ เป็นไปเพือ่ ประโยชน์ตน -มีสว่ นช่วยเผยแพร่เกือ้ กลู ให้บคุ คลอนื่ เข้าใจและนาไปประพฤติปฏบิ ตั ิ ประโยชน์ท่าน -สามารถปกปอ้ งเมือ่ มีผ้กู ลา่ วให้คลาดเคลื่อนหรือกลา่ วจ้วงจาบพระธรรมวินยั โดยหน้าที่เหลา่ นมี ้ าจากพระสตู รท่ีว่า ดงั พระผ้มู พี ระภาคเจ้าตรัสกบั พระยา มารวา่ “ดกู ่อนมารผ้มู บี าป ภิกษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสิกา ผ้เู ป็นสาวก สาวกิ า ของตถาคตยงั ไม่ ฉลาด ไมไ่ ด้รับแนะนา ยงั ไมแ่ กล้วกล้า ไมเ่ ป็นพหสู ตู ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบตั ิธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ ปฏบิ ตั ชิ อบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกบั อาจารย์ของตน จกั บอกจกั แสดง จกั บญั ญัติ จกั แต่งตงั้

จกั เปิดเผย จกั จาแนก จกั ทาให้ตนื ้ จกั แสดงธรรมมี ปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาท ท่เี กิดขึน้ ให้ เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพยี งใด ดกู อ่ นมารผ้มู บี าป ตถาคตจกั ยงั ไม่ปรินพิ พาน เพยี งนนั้ ” (มหา ปรินิพพานสตู ร) 2.การศกึ ษาของคณะสงฆ์ไทย การศกึ ษาของคณะสงฆ์ในพระพทุ ธศาสนานนั้ ได้เริ่มต้นขนึ ้ ตงั้ แต่วนั เพญ็ เดอื น 8ของทุกปีที่45ก่อนพทุ ธกาล ขณะที่พระพทุ ธเจ้าได้เสด็จมาประทบั รอยธรรมจกั รด้วยการแสดง ธัมมจกั กปั ปวตั ตนสตู รโปรดพระปัญจวคั คยี ์ ณ ป่าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ใกล้เมืองพาราณสี จนได้ บงั เกดิ พระอริยเจ้าผ้ไู ด้รับการพฒั นาจนข้ามพ้นขดี ขนั้ ของการศกึ ษาทงั้ ปวงทม่ี อี ยใู่ นโลก มาสฝู่ ่าย โลกตุ ระเป็นทา่ นแรกนบั จากการตรัสรู้ของพระพทุ ธเจ้า เมื่อลองเปรียบเทียบจากนยิ ามของ การศึกษา จะพบวา่ มนี กั การศกึ ษาได้ให้นิยามไว้หลากหลายแต่คล้ายคลงึ เช่น เพลโต้ ได้กลา่ วว่า การศึกษา คือ การค้นหาความจริงแท้ซงึ่ เป็นสิง่ สากล เป็นสจั จะและมคี วามเป็นนิรันดร์ หรือ จอห์น ดิวอี ้นกั การศกึ ษาสมยั ใหมไ่ ด้นิยามการศกึ ษาไว้วา่ การศกึ ษา คือ ความเจริญงอกงาม การศกึ ษา คือ ขบวนการทางสงั คม การศกึ ษา คือ ชวี ิต ทางฝ่ายนกั การศกึ ษาไทย ก็มองการศึกษาไม่ได้ แตกตา่ งกนั นกั โดยให้ความหมายว่า การศกึ ษา คอื ความเจริญงอกงามของชวี ิต คือ กระบวนการ กาจดั อวชิ ชาสาหรับมนษุ ย์ เป็นการนาความกระจา่ งสจู่ ิตและทาให้เกิดปัญญา จนกระทงั่ การศกึ ษา คือ การทาให้มนษุ ย์เป็นผ้ถู กู ต้องและสมบรู ณ์ เพื่อให้ได้มาซงึ่ สติปัญญา มวี ิชาชพี และ มนษุ ยธรรมตลอดถงึ การกาจดั ราคะ โทสะและโมหะ จากข้อมลู เหลา่ นีอ้ าจสรุปได้วา่ การศกึ ษา คือ การพฒั นาชีวิตให้เจริญงอกงามถึงขีดสดุ ด้วยการกาจดั ราคะ โทสะและโมหะ เพ่ือนเข้าถึงความ จริงแท้ซงึ่ เป็นสจั จะ และมคี วามเป็นนริ ันดร์ เมื่อมองการศกึ ษาโดยความหมายนกี ้ จ็ ะสามารถนา สวมทบั กบั ความหมายของการพฒั นาจนเข้าถึงโลกตุ ระในฝ่ายพระพทุ ธศาสนาได้อย่างมเี หตมุ ีผล ดงั นนั้ จงึ กลา่ วได้วา่ การศึกษาในพระพทุ ธศาสนา ได้เร่ิมต้นขนึ ้ นบั ตงั้ แต่มผี ้สู ามารถพฒั นาตนเอง จนเข้าถงึ โลกุตรธรรมได้ ซง่ึ อีกนยั หนง่ึ ก็เป็นการรับรองคากลา่ วทีว่ ่า “ศาสนาพทุ ธเป็นศาสนาแห่ง การศกึ ษา” เพราะศาสนาพทุ ธนนั้ มจี ดุ เริ่มต้นมาจากการศึกษานน่ั เอง ในการศกึ ษาช่วงต้นของพระพทุ ธศาสนานนั้ เป็นการศกึ ษาท่ีเรียนรู้จาก พระพทุ ธเจ้าโดยตรงบ้าง จากพระอรหนั ต์พทุ ธสาวกบ้าง ด้วยการท่องจาปากเปลา่ เรียกว่า “มขุ ปาฐะ”บ้าง ซงึ่ ทงั้ หมดเป็นกิจอนั พงึ กระทาในฝ่ายคนั ถธุระ เมื่อเรียนแล้วนาไปปฏบิ ตั เิ รียกวา่ วปิ ัสสนาธุระ ครัง้ ประมารปี พ.ศ.360 พระพทุ ธศาสนาถกู นาเข้ามาประดษิ ฐานในดนิ แดนสวุ รรณ ภมู ิ โดยพระโสณะและพระอตุ ตระ ซงึ่ สนั นิษฐานกนั ว่าเป็นทจ่ี งั หวดั นครปฐมโดยมโี บราณสถาน

และโบราณวตั ถตุ า่ งๆเป็นประจกั ษ์พยานอยจู่ นบดั นี ้ภายหลงั จากทพี่ ระพทุ ธศาสนาเข้ามาสู่ ดนิ แดนสวุ รรรภมู แิ ล้ว จากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์พบวา่ ยงั ไม่ได้มกี ารจดบนั ทกึ ความ เคลอื่ นไหวใดๆในระยะนี ้จนกระทง่ั มาถงึ ปี พ.ศ.1205เมือ่ พระนางจามเทวีได้ทรงอาราธนา พระสงฆ์ผ้ทู รงพระไตรปิฎกจานวน 500 รูป ไปยงั เมอื งลาพนู เพอ่ื สร้างความเจริญทางด้านต่างๆ ให้แก่เมอื งหริภญุ ไชย หลงั จากนนั้ พระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็เร่ิมมคี วามเจริญรุ่งเรืองขึน้ อยา่ ง ต่อเนื่องอย่ใู นเมอื งล้านนาและในเมืองสโุ ขทยั จนมกี ารบนั ทกึ ความรุ่งเรืองของพระพทุ ธศาสนาที่ เกิดขนึ ้ ในอาณาจกั รล้านนาไว้วา่ ในปี พ.ศ.2020 มกี ารสงั คายนาพระไตรปิฎกครัง้ ที่ 8 ของโลกขนึ ้ ที่ วดั เจด็ ยอดหรือวดั มหาโพธาราม นบั ตงั้ แต่นนั้ มา พระสงฆ์ของเมืองล้านนาจึงมีการศึกษา พระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และมีความเช่ยี วชาญในภาษาบาลีเป็นอย่างย่งิ ทงั้ นีเ้ห็นได้จากการท่ี พระสงฆ์สมยั นนั้ สามารถรจนาหนงั สอื ที่ทรงอทิ ธิพลต่อสงั คม เป็นภาษาบาลไี ว้หลายเลม่ ซง่ึ ก็ยงั มี ปรากฏให้เหน็ อย่ใู นปัจจบุ นั ดงั เช่น มงคลตั ถทีปนี ท่ีแต่งโดยพระสิริมงั คลาจารย์ใน พ.ศ.2067 หรือ ปัญญาสชาดกท่รี จนาขนึ ้ ในช่วงประมาณ พ.ศ.2000ท่ีนบั ได้ว่าอยใู่ นยคุ สมยั เดยี วกนั หลงั จากพระพทุ ธศาสนาถกู ถ่ายทอดออกสสู่ งั คมโลกแล้ว สิง่ ท่ีเหมอื นกนั อย่าง หน่ึงของการศกึ ษาฝ่ายคนั ถธรุ ะของสงฆ์ในยคุ หลงั พทุ ธกาลสบื มา คือการนาเอาภาษามคธ หรือท่ี พระพทุ ธโฆสะ ได้นาคาวา่ “บาลี” มาใช้เรียกแทนภาษามคธตงั้ แต่ในพทุ ธศตวรรคท่ี 10 มาเป็น ภาษากลางในการจารึกพระไตรปิฎก ซง่ึ เป็นคมั ภีร์หลกั ในพระพทุ ธศาสนารวมทงั้ อรรถกถา และ ฎกี าตา่ งๆซงึ่ เป็นคมั ภีร์ชนั้ รอง ดงั นนั้ ไมว่ า่ จะเป็นที่แหง่ ใดในโลกจึงต้องถกู เริ่มต้นด้วยการศกึ ษา ภาษาบาลีก่อนเพื่ออ่านแปลพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎกี า และโยชนาตา่ งๆ ซง่ึ กระบวนการศึกษา ของสงฆ์ไทยตงั้ แต่สมยั โบราณเองกเ็ ร่ิมจากการศึกษาภาษาบาลีกอ่ นเช่นเดียวกนั โดยจะเป็นไป ตามลาดบั ขนั้ ตอน เรียกวา่ “วงศ์ปริยตั ิ” คือเร่ิมศกึ ษาจากคมั ภีร์กลมุ่ สทั ทาวิเสส จนแตกฉานใน หลกั ไวยากรณ์แล้ว จงึ เร่ิมศึกษาคมั ภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎกี า อนฎุ ีกา คณั ฐี และโยชนา ปัจจบุ นั การศกึ ษาของสงฆ์ฝ่ายไทยนนั้ ยงั คงให้ความสาคญั กบั การศกึ ษาบาลเี ป็นอย่างมาก จนถึง กบั มคี วามเข้าใจกนั อย่างกว้างขวางว่า การศกึ ษาภาษาบาลคี ือการศกึ ษาพระไตรปิฎก และในทาง กลบั กนั การศกึ ษาพระไตรปิฎกคือการศกึ ษาภาษาบาลคี วามเป็นมาของการศกึ ษาของคณะสงฆ์ ไทย อาจแบ่งยคุ สมยั ตามหลกั ฐานที่มปี รากฏในหน้าประวตั ศิ าสตร์ได้ดงั ตอ่ ไปนี ้คือ สมยั สโุ ขทยั สมยั อยธุ ยา สมยั ธนบรุ ี สมยั รัตนโกสนิ ทร์ยคุ ต้นรัชกาลท่ี 1 ถึงรัชกาลท่ี4สมยั รัตนโกสนิ ทร์ยุค ใหม่รัชกาลท่ี 5 ถงึ ปัจจบุ นั

3.หน้าท่ขี องพระสงฆ์ พระสงฆ์คอื เนือ้ นาบญุ อนั ย่งิ ของพทุ ธศาสนกิ ชน หน้าที่หลกั ของพระสงฆ์กค็ ือ การธารงรักษา และเผยแผพ่ ระธรรมคาสอนของพระบรมศาสดาให้ยงั่ ยืนสบื ไป ด้วยสงั ฆคณุ อนั ยง่ิ ใหญ่นี ้พทุ ธศาสนกิ ชนจงึ ควรรู้จกั การปฏบิ ตั ิตนต่อพระภิกษุสงฆ์ที่เหมาะสม หน้าทห่ี ลกั ของ พระสงฆ์ในพระพทุ ธศาสนา ได้แก่ การศกึ ษาหลกั คาสอนทางพระพทุ ธศาสนา แล้วปฏิบตั ิตาม พร้อมทงั้ นาหลกั คาสอนมาเผยแผแ่ กป่ ระชาชน สาหรับพระสงฆ์ไทยมีหน้าท่ี และบทบาททต่ี ้อง ปฏิบตั ิ ดงั นี ้ 3.1 การปกครองคณะสงฆ์ ได้แก่ งานด้านการบริหารพระภิกษุสามเณร ซง่ึ พระสงฆ์ทม่ี คี วามรู้ ความสามารถจะได้รับแต่งตงั้ เป็นเจ้าคณะตา่ งๆ โดยตาแหน่งสงั ฆราช เป็น ตาแหนง่ สงู ทสี่ ดุ รองลงมาได้แกเ่ จ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจงั หวดั เจ้า คณะอาเภอ เจ้าคณะตาบล เจ้าอาวาส ผ้ชู ่วยเจ้าอาวาส และเลขานกุ ารแต่ละ เจ้าคณะ เป็นตาแหน่งสดุ ท้าย มหาเถรสมาคม ถือว่าเป็นองค์กรปกครองสงู สดุ ของคณะสงฆ์ทงั้ สองนิกาย 3.2 การจัดการศึกษาแก่พระภกิ ษุสามเณร และประชาชนท่วั ไป ได้แก่ งานบริหาร และเป็นอาจารย์สอนตามสถาบนั การศกึ ษาของ สงฆ์ ได้แก่ มหาวิทยาลยั สงฆ์ โรงเรียนพระปริยตั ิธรรม แผนกธรรม-บาลี และ แผนกสามญั ศึกษา 3.3 การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้แก่ การสอน การอบรม การแสดงธรรม การปาฐกถาธรรม และ การเขียนตารา และการปฏบิ ตั ิธรรมโดยเผยแผ่ผ่านสอ่ื ต่างๆ เช่น วทิ ยุ โทรทศั น์ หนงั สือพมิ พ์ รวมถงึ อนิ เทอร์เนต็ 3.4 การก่อสร้าง และการบูรณปฏสิ งั ขรณ์วัดวาอาราม หมายถงึ การเป็นผ้ดู แู ลการสร้างวดั วาอาราม และรักษาบรู ณะ ซ่อมแซม

3.5 การบาเพญ็ สาธารณประโยชน์แก่สงั คม เชน่ การจดั การศกึ ษาแกเ่ ด็กด้อยโอกาส การตอ่ ต้านยาเสพติด การบริจาคเงินทนุ แก่หน่วยงานต่างๆ และการสง่ เสริมวชิ าชพี ต่างๆ เป็นต้น 4.ครูบาขาวคาปัน วดั พระพทุ ธบาทผาหนามครูบาขาวคาปันเป็นผ้พู าศรัทธามาบกุ เบิกแผ้วถาง ขณะนนั้ พืน้ ท่ีเตม็ ไปด้วยป่าเขาเถาวลั ย์และหนามจว้าก ครูบาขาวคาปันพาศรัทธาขนท่อนา้ ทต่ี ่อจาก ต้นนา้ จากขนุ แม่ตนื มาวดั พระพทุ ธบาทตะเมาะ นามาทาการต่อปะปาภเู ขาท่ีอารามผาหนาม สร้างใหม่ นิมนต์ครูบาอภไิ ชยขาวปีจากวดั พระธาตดุ วงเดียวมาพานกั จดั ให้มที าบญุ ถวายนา้ ปะปา ทานส้ายทานแทนในปีนนั้ นา้ ปะปาภเู ขาได้ใช้ทงั้ ชาวบ้านชาววดั กอ่ นที่ครูบาอภไิ ชยขาวปีจะมา พานกั ท่ีอารามผาหนาม เนอ่ื งด้วยเหตเุ กิดอธิกรณ์กบั ครูบาขาวคาปันได้ทาการบวชสามเณร2รูปโดยไม่ได้ รับอนญุ าตแิ ละไม่ได้เป็นพระอปุ ัชฌาย์ เป็นอปุ ัชฌาย์เถื่อน ด้วยเหตวุ า่ ครูบาคาปันทาหนงั สือขอ อนญุ าตบิ วชสามเณรต่อเจ้าคณะอาเภอดอยเต่าแตไ่ ม่มีหนงั สอื ตอบกลบั ขณะนนั้ มีชาวบ้านบาง ฝ่ายได้มาปรารภขอให้ครูบาคาปันยตุ เิ ร่ืองท่จี ะบรรพชาสามเณรในครัง้ นี ้ครูบาคาปันท่านได้ พจิ ารณายดึ ถือตามแบบอปุ ัชฌาย์ของทา่ นคือครูบาสีวไิ ชยจึงตดั สินใจบรรพชาสามเณร โดยคิดว่า จะเกดิ เหตสุ ิ่งใดก็ให้มนั เกดิ ซ่ึงครูบาคาปันได้ทาผิดระเบียบคณะสงฆ์ เม่ือทางคณะสงฆ์อาเภอดอย เต่าทราบจงึ ตงั้ อธิกรณ์ให้ครูบาคาปันลาสกิ ขาจากการเป็นพระทางครูบาชยั ยะวงศ์ซง่ึ พานกั อย่ทู ่ี อารามห้วยนา้ อนุ่ ชว่ั คราวแนะนาให้สกึ สามเณรทงั้ สองรูปเป็นการดว่ นเรื่องราวจะได้มีทางออก ฝ่าย ครูบาคาปันท่านไม่ยอมสกึ สามเณรท่ีบวชถูกต้องตามธรรมวินยั และตามปฏปิ ทาครูบาสวี ิไชยเมอื เหตกุ ารณ์บานปลายมีหนงั สือเรียกครูบาคาปันเพื่อฟังโทษอธิกรณ์บงั คบั ให้สกึ ครูบาคาปันองค์ท่าน ยอมรับไม่ปฏิเสธแต่ไม่ยอมสึกเพราะระนกึ อย่เู สมอวา่ ทา่ นไมไ่ ด้ทาผิดพระวินยั ข้อใด จนเกิดการใช้ กาลงั บงั คบั แต่ไมส่ ามารถจบั เข้าถงึ ตวั ครูบาคาปันได้เพราะทา่ นมคี วามสามารถพเิ ศษทางชนั้ เชิงการ ต่อส้หู รือ เชงิ มวย และอยยู่ งคงกระพนั ใครจบั จะสามารถแก้หลดุ ได้เรียนจากครูบาตาวดั ศรีลงั กาและ ครูอีกหลายทา่ นคนจานวนหลายคนไม่สามารถเข้าถงึ ตวั ทา่ นได้งา่ ย(ผู้เขียนลองมาด้วยตวั เอง)ครูบา คาปันทา่ นเดนิ เท้าพร้อมคณะกลบั มาอารามพระพทุ ธบาทตะเมาะโดยทางการสง่ ตารวจ2นายฆารา วาส2คนจากอาเภอมาดาเนินสกึ ทา่ นท่ีวดั พระพทุ ธบาทตะเมาะ ครูบาคาปันเลา่ ให้ข้าพเจ้าฟังวา่ บรรยากาศขณะนนั้ เดอื ดร้อนว่นุ วายกนั มากชาวแม่ตนื ทราบขา่ วพากนั มาจานวนมาก ทางเจ้าหน้าท่ี

ได้แจ้งความผิดให้ทราบกนั โดยทว่ั ทางพ่อกานนั สวนได้ขอร้องเจ้าหน้าทใ่ี ห้ผ่อนผนั รอครูบาอภิไชย ขาวปีกลบั มาก่อนคอ่ ยดาเนินการเรื่องนีข้ ณะนนั้ ครูบาขาวปีไมไ่ ด้อย่ปู ระจาอารามได้รับนิมนต์ช่วย สร้างวดั โรงเรียนสถานทตี่ ่างๆ แตท่ างเจ้าหน้าท่ีไมย่ อมยืนยนั ทจี่ ะสกึ ท่านให้ได้ ครูบาคาปันเห็นว่าเพอื่ ตดั ประเด็น ต้นเหตทุ จี่ ะเป็นข้ออ้างก้าวล่วงกระทบกระเทือนไปถึงครูบาอภไิ ชยขาวปีในด้านลบเพราะทางคณะ สงฆ์เจ้าคณะปกครองขณะนนั้ บางสว่ นไม่ยอมรับครูบาอภไิ ชยขาวปีไม่พอใจหลายประการดงั นนั้ ครู บาคาปันจึงยอมให้เจ้าหน้าที่ถอดผ้ากาสาวพตั ร์ นงุ่ ห่มจวี รสขี าวเพือ่ ยตุ ิปัญหานบั แต่นนั้ มาเมอ่ื ครูบา ขาวปีกลบั มาถงึ วดั พระพทุ ธบาทตะเมาะทราบเหตกุ ารณ์ทงั้ หมดแล้ว เกดิ ความสงั เวชจึงพจิ ารณาถงึ ภยั อนั จะเกิดขึน้ ด้วยความเมตตา จึงดาริย้ายออกจากวดั พระพทุ ธบาทตะเมาะ พอดีขณะนนั้ นายอาเภอลีม้ โี ครงการบรู ณะวดั พระธาต5ุ ดวง โดยปรารภขอเมตตากบั ครูบาวงศ์ช่วย ครูบาวงศ์จึง ถวายแจ้งเรื่องวดั พระธาตหุ ้าดวงให้ครูบาขาวทราบและกราบนมิ นต์ครูบาขาวปีมาพานกั จาพรรษาที่ วดั พระธาตหุ ้าดวงโดยมี ครูบายศ ครูบาคาปัน ครูบาวงศ์ พระพรรณครูบาพรรณ พระคาฟหู รือครูบา คาฟเู จ้าอาวาสวดั พระธาตหุ ้าดวงรูปต่อมาได้2พรรษาหลงั จากงานตานส้ายตานแทน ครูบาขาวปีได้ ย้ายมาจาพรรษาทวี่ ดั พระธาตดุ วงเดยี ว ปีพ.ศ.2505 ให้ครูบาคาปันมาบกุ เบิกอารามผาหนามและ จาพรรษา1พรรษา รุ่งขึน้ อกี ปีครูบาคาปันได้กราบนมิ นต์ครูบาขาวปีมาพานกั ท่ีอารามผาหนาม นบั ตงั้ แต่ครูบาคาปันลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวดั วงั หลวง อ.บ้านโฮง ครูบาคา ปันได้มาปรนนิบตั ริ ับใช้ครูบาขาวปีผ้เู ป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึง่ ท่ีวดั พระพทุ ะบาทตะเมาะจนถงึ อารามผาหนาม ครูบาขาวปีได้มอบหน้าท่ีดแู ลบริหารภายในอารามและบุคคลากร การกอ่ สร้าง เบิกจา่ ยวสั ดตุ ลอดจนถึงข้าวสารอาหารการบริโภค ต้องมาเบิกรับท่ีครูบาคาปัน

บทท่ี3 วิธีการดาเนนิ งาน ในการจดั ทาโครงงานประวตั ิศาสตร์เร่ืองศึกษาความเป็นมาของครูบาขาวปี ตาบลป่า ไผ่ อาเภอลี ้จงั หวดั ลาพนู ทางผ้จู ดั ทาได้ดาเนินงานตามขนั้ ตอนทางประวตั ิศาสตร์ ดงั นี ้ ขนั้ ตอนท่ี1 กาหนดหัวข้อเร่ืองท่จี ะศกึ ษา - รวมกลมุ่ กาหนดหวั เร่ืองทีจ่ ะศกึ ษาเก่ียวกบั ประวตั คิ รูบาขาวปี - นาเสนอหวั ข้อเร่ืองทีจ่ ะศกึ ษาให้ครูประจาวิชา - เขียนเค้าโครงโครงงานเพ่ือเสนอให้ครูประจาวิชา ขนั้ ตอนท่ี2 สืบค้นและรวบรวมข้อมลู -ค้นคว้าข้อมลู เกี่ยวกบั ประวตั คิ รูบาขาวปีจากอนิ เตอร์เน็ตพบเวบ็ ไซต์ท่เี ก่ียวข้อง จานวน 3 เว็บไซต์ มีดงั นี ้ (1)https://www.tnews.co.th/variety/369595?fbclid=IwAR0JT312 33TmjcI sFqbZt8Tj 7n54yvwPJl-hfVahoqYzv4xEF92dPbr7O (2)https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0 %B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8 %A0%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2% E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B 8%B5?fbclid=IwAR1k6iA2OaoYsL8vaL4sYnL-qgZxDnn0X- VuaKo4DtBArXST8Ohu0V1DwU4 (3)https://www.mcu.ac.th/article/detail/14295?fbclid=IwAR1RO 2zBEGGzcHMh3T2gdhmNjoE27hVHiET9_csTXyqK9ucTwI_Bk 6DryH4 - ค้นคว้าข้อมลู เกี่ยวกบั ความหมายหรือทมี่ าของพระสงฆ์และการศกึ ษาของสงฆ์ จากหนงั สอื ท่เี ก่ียวข้องทงั้ หมดจานวน 3 เลม่ ดงั นี ้ (1) หนงั สือสารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนโดยพระราชและสงค์ใน พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั เลม่ 39

(2) หนงั สือเรียนรายวชิ าพระพทุ ธศาสนากลมุ่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนา วฒั นธรรม (3) หนงั สอื จากประวตั ิครูบาศรีวชิ ยั ขนั้ ตอนท่ี3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน - นาหลกั ฐานที่ได้จากการศกึ ษาค้นคว้าจากอนิ เตอร์เน็ตและห้องสมดุ มาตรวจสอบ และ ประเมินคณุ ค่าของหลกั ฐานวา่ มคี วามนา่ เช่ือถือมากน้อยเพียงใด - ผลการประเมนิ คณุ ค่า เว็บไซต์และหนงั สือได้พบวา่ มีหนงั สอื ท่เี ก่ียวข้องเก่ียวกบั โครงงานท่ีกลมุ่ ของข้าพเจ้าได้ศกึ ษาคือ (1) หนงั สือเรียนรายวชิ าพนื ้ ฐานพระพทุ ธศาสนากลมุ่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนา วฒั นธรรม (2) หนงั สือสารานกุ รมไทยสาหรับ เยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั เลม่ 39 (3) หนงั สือประวตั ิครูบาขาวปี และเวบ็ ไซต์ ดงั นี ้ (1)https://www.tnews.co.th/variety/369595?fbclid=IwAR0JT31233T mjcIsFqbZt8Tj7n54yvwPJl-hfVahoqYzv4xEF92dPbr7OZU (2)https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0% B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A0% E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8% 82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%B5?fbclid =IwAR1k6iA2OaoYsL8vaL4sYnL-qgZxDnn0X- VuaKo4DtBArXST8Ohu0V1DwU4 (3)https://www.mcu.ac.th/article/detail/14295?fbclid=IwAR1RO2z BEGGzcHMh3T2gdhmNjoE27hVHiET9_csTXyqK9ucTwI_Bk6Dry4 - ประเมนิ และพิจารณาในรายละเอียดข้อมลู ในทกุ ๆด้านซงึ ้ ต้องใช้เหตผุ ลเป็นแนวทาง ในการตีความและประเมินคณุ ค่าเพอื่ นาไปสกู่ ารค้นพบข้อเทจ็ จริงประวตั ิศาสตร์

ขัน้ ตอนท่ี4 การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ ละจดั หมวดหม่ขู ้อมลู - นาข้อมลู ทไี่ ด้จากการประเมนิ มาวเิ คราะห์ให้ละเอยี ดรอบคอบอกี ครัง้ ว่าน่าเชื่อถือได้ จริง - นาข้อมลู ท่วี ิเคราะห์มาแล้วจดั เป็นประเภทและหมวดหมขู่ องหลกั ฐานให้เป็นระบบ และหวั ข้อแตล่ ะหวั ข้อดงั นี ้ -ประวตั ิของครูบาอภชิ ยั ขาวปี -เกียรติคณุ ทไ่ี ด้รับ -บทบาทของครูบาอภิชยั ขาวปี -ผลงานของครูบาขาวปี -ประเพณีเปล่ยี นผ้าครูบาขาวปี ขนั้ ตอนท่ี 5 เรียบเรียงและนาเสนอโดยการทาเป็ นส่ือPower Point - สรุปเรียบเรียงประเด็นทเี่ ราศกึ ษาคอื เรื่องความเป็นมาของประวตั ิครูบาขาวปี - นาเสนอโครงงาน โดยการนาเนอื ้ หาเกี่ยวกบั ประวตั คิ รูบาขาวปีมาจดั ทาเป็น Power Point เพ่ือเป็นสื่อในการนาเสนอ

ตารางการดาเนินงาน กจิ กรรม การดาเนินการ ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ หมาย เหตุ 1.กาหนด -รวมกลมุ่ กาหนดหวั เรื่องท่จี ะ วนั ท่ี12 สมาชิกทุกคน หวั ข้อ ศกึ ษาเก่ียวกบั ประวตั คิ รูบา มกราคม พ.ศ. เร่ืองท่จี ะ ขาวปี 2565 ศกึ ษา -นาเสนอหวั ข้อเร่ืองที่จะศกึ ษา ให้ครูประจาวิชา -เขียนเค้าโครงโครงงานเพ่ือ เสนอให้ครูท่ปี รึกษา 2.สืบค้น -ค้นคว้าข้อมลู เก่ียวกบั ประวตั ิ วนั ท่ี20 สมาชิกทุกคน และ ครูบาขาวปีจากอนิ เตอร์เน็ต มกราคม พ.ศ. รวบรวม -ค้นคว้าข้อมลู เก่ียวกบั 2565 ข้อมลู พระสงฆ์และความเช่ือของ พระพทุ ธเจ้า

3.ประเมิน -นาหลกั ฐานท่ไี ด้จาก วนั ท2่ี 3 สมาชิกทกุ คน คุณค่า การศกึ ษาค้นคว้าจาก มกราคม 2565 ของ อนิ เตอร์เน็ตและห้องสมดุ มา หลกั ฐาน ตรวจสอบและประเมนิ คณุ ค่า ของหลกั ฐานว่ามีความ นา่ เช่ือถือมากน้อยเพียงใด -ประเมินและพิจารณาใน รายละเอียดข้อมลู ในทกุ ๆด้าน ซงึ ้ ต้องใช้เหตผุ ลเป็นแนวทาง ในการตคี วามและประเมิน คณุ ค่าเพื่อนาไปส่กู ารค้นพบ ข้อเทจ็ จริงประวตั ิศาสตร์ 4.นา -นาข้อมลู ที่ได้จากการประเมิน วนั ท่ี28 สมาชิกทกุ คน ข้อมลู มาวิเคราะห์ให้ละเอียด มกราคม2565 วเิ คราะห์ รอบคอบอีกครัง้ ว่านา่ เชื่อถือ สงั เคราะห์ ได้จริง และจัด หมวดหมู่ -นาข้อมลู ท่ีวิเคราะห์มาแล้ว จดั เป็นประเภทและหมวดหมู่ ของหลกั ฐานให้เป็นระบบ

5.เรียบ -สรุปเรียบเรียงประเดน็ ท่เี รา วนั ท่ี26 สมาชกิ ทกุ คน เรียงและ ศกึ ษาคือ เรื่องความเป็นมา กมุ ภาพนั ธ์ นาเสนอ ของประวตั ิครูบาขาวปี 2565 -นาเสนอโครงงาน

บทท่ี4 ผลการดาเนินงานโครงงาน 1.ประวัติของครูบาอภชิ ัยขาวปี เม่ือเอย่ ชือ่ ของครูบาเจ้าอภิชยั หรือครูบาขาวปี คนรุ่นปัจจบุ นั น้อยคนจะรู้จกั แต่ว่าเมอ่ื ถามคนในอดตี เมื่อ 80 – 90 ปีทีแ่ ล้วไม่มใี ครไม่รู้จกั เกจชิ อื่ ดงั แหง่ ล้านนาคนนี ้เพราะว่าท่านเป็นลกู ศิษย์เอกของครูบาเจ้าศรีวิชยั ซงึ่ กลา่ วกนั วา่ ครูบาเจ้าอภิชยั ขาวปีจะเป็นผู้สบื ต่องานพฒั นาจากครู บาศรีวชิ ยั ซง่ึ หลงั จากท่ีครูบาศรีวิชยั ได้มรณภาพลงแล้ว ครูบาเจ้าอภิชยั ก็ได้สร้างสรรค์งานต่างๆใน รูปถาวรวตั ถุ ทงั้ ด้านพทุ ธจกั รและอาณาจกั รไว้มากมาย รวมถึงในด้านการเผยแพร่ธรรมะ อนั เป็น คาสงั่ สอนขององค์พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า พร้อมกบั อบรมสง่ั สอนบรรดาประชาชนผ้เู ล่อื มใสในตวั ท่าน ให้ตงั้ ตนเป็นคนดีอยใู่ นศลี ธรรม อนุสรน์สถานครูบาเจ้าอภชิ ัยขาวปี บ้านแม่เทย

1.1ชาติกาเนิด ครูบาอภชิ ยั ขาวปี เป็นบตุ รของนายเมา่ และนางจนั ตา หล้าแก้ว เป็น ชาวบ้านเชือ้ สายลวั ะ ชาวแม่เทย อาเภอลี ้จงั หวดั ลาพนู ถือกาเนดิ เมื่อวนั จนั ทร์ เดือน 7 เหนอื ปีกดั เป้า ปีฉลู ซงึ่ ตรงกบั วนั ท่ี 17 เดือนเมษายน พ.ศ.2431อนั เป็นวนั มหาสงกรานต์ หรือวนั ปากปี เพื่อให้เป็นมงคลตามวนั จึงมีช่อื ว่า จาปี หรือ จมุ ชีวิต ในวยั เด็กของเด็กชาย จาปี หรือครูบาเจ้าอภิชยั ขาวปีก็เหมือนกบั ชาวบ้านจน ๆ ทวั่ ไป ท่านเกดิ ในครอบครัวชาวบ้านป่าครอบครัวหนง่ึ ที่บ้านแมเ่ ทย อ.ลี ้จ.ลาพนู เม่ือวนั ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2443 ซง่ึ ถึงปัจจุบนั พ.ศ.2564เป็นเวลา118 ปีตอนสมยั ยงั เล็กเด็กชายจาปีมีร่างกายทบ่ี อบเบามาก เพราะไม่มีโอกาสได้รับประทานอาหาร ทด่ี ี กินแตผ่ กั กบั กลอย เจ็บป่ วยเป็นโรคขาดสารอาหารแต่ก็ไมร่ ้ายแรงนกั หลงั จาก นนั้ อีก 4 ปี ครอบครัวของเด็กชายจาปีก็ต้องสญู เสียเสาหลกั ของล้าน คือ ผ้เู ป็นบิดา ไปด้วยโรคไข้ ป่ า ครูบาขาวปี 1.2 การออกบรรพชา เมื่อเด็กชายจาปีเตบิ โตขนึ ้ แม้ร่างกายจะเล็กแตส่ ิง่ แวดล้อมกห็ ลอ่ หลอมหวั ใจของท่าน ให้แข็งแกร่งดงั เพชร เด็กชายจาปีกบั แม่ ชว่ ยกนั ต่อส้ใู นการ ดารงชวี ิตอย่างทรหด จนเมือ่ อายไุ ด้ 16 ปี ผ้เู ป็นแมจ่ ึงนาเด็กชายจาปีเป็นฝากตวั เป็น

ลกู ศิษย์ของครูบาศรีวชิ ยั ทว่ี ดั บ้านปาง ทา่ นจึงได้เริ่มเรียนหนงั สอื โดยท่านเป็นผ้มู ี นสิ ยั ขยนั เล่าเรียนอยา่ งจริงจงั ออ่ นโยน ว่านอนสอนง่าย นอบน้อม ครูบาเจ้าศรี วิชยั จงึ มกั ใช้เวลาท่ที ่านรับใช้ใกล้ชิดอบรมกล่อมเกลา ถ่ายทอดความรู้ให้ด้วยความ เมตตา จนท่านครูบาอภชิ ยั มีความรู้เป็นลาดบั สามารถอ่านออกเขียนได้ และมที กั ษะ ในการสวดมนต์ได้ดี ซงึ่ นอกจากจะเป็นการศกึ ษาเลา่ เรียนหนงั สอื แล้วการบวชยงั เป็นการทดแทนพระคณุ ของพอ่ แม่ท่ีดีทสี่ ดุ หลงั จากทีส่ ามเณรศรีวิชยั ได้บวชเรียน ฝึก ปฏิบตั ธิ รรม กมั มฏั ฐาน ครูบาศรีวิชัยกับศิษย์ ท่ีวัดสงิ ห์ อาเภอเมอื ง จงั หวัดเชยี งใหม่ 1.3 การอุปสมบท จนอายไุ ด้ 22 ปีครูบาเจ้าศรีวชิ ยั จงึ ได้ทาการอปุ สมบทให้ แต่เหตทุ ่ี ทา่ นมชี อ่ื เหมือนกบั ครูบาศรีวิชยั เมื่อเป็นพระภกิ ษุจึงได้เปลยี่ นชือ่ ใหม่เป็น “อภชิ ยั ขาวปี” เม่ืออปุ สมบทได้เพียง 2 พรรษา จงึ ได้กราบลาอาจารย์ เพือ่ แยกไปม่งุ งาน กอ่ สร้างปฏิสงั ขรณ์ต่อไป ซง่ึ ท่านได้ปฏิบตั งิ านกอ่ สร้างในสถานท่ี ต่าง ๆ พระ อภิชยั เริ่มงานก่อสร้างในสถานที่ต่าง ๆ ตงั้ แต่อายุ 24 จนถงึ อายุ 35 ลางร้ายก็เร่ิม อบุ ตั ิ สมยั นนั้ ใช้เงนิ ตราปราสาททอง ตรารูปช้างสามหวั และเริ่มมธี นบตั รใช้ควบคู่ กนั ไป ขณะที่กาลงั กอ่ สร้างกฏุ ิวดั บ้านปาง อ.ลี ้จ.ลาพนู แตย่ งั ไมท่ นั เสร็จ ปลดั อาเภอลสี ้ มยั นนั้ กม็ าสอบถามถงึ ใบกองเกินการเกณฑ์ทหารจากท่าน แต่ท่าน ไม่มี ตารวจจงึ คมุ ตวั ไปจงั หวดั ลาพนู และสง่ ตวั ฟ้องศาล เมอ่ื ถกู ศาลไต่สวนถงึ ใบ กองเกนิ วา่ ทาไมถึงไมไ่ ด้รับทา่ นก็ในการว่า ขณะท่ีเร่ิมมีการเกณฑ์ทหารนนั้ ได้ระบุ

วา่ ให้ขนึ ้ ทะเบยี นตงั้ แต่อายุ 18 ปีบริบรู ณ์ แต่ขณะนนั้ อายทุ ่านได้ 25 ปี บดั นีอ้ ายุ ของท่านได้ 35 ปีแล้ว จงึ นบั ว่าพ้นการเกณฑ์แล้ว ศาลจงึ พกั เร่ืองนีไ้ ว้ก่อน ถูกบังคับให้สกึ และครองผ้าขาวครัง้ แรก หลงั จากนนั้ อีกไมน่ าน ท่านกต็ ้องขึน้ ศาลอีก และให้ท่านรับใบกอง แต่ท่านก็ไม่ได้ไปแจ้งแกท่ างการให้มีการยกเว้นหรืออย่างไร ฉะนนั้ ทา่ นจงึ มคี วามผดิ ให้จาคกุ 6 เดือน แล้วให้จดั การสกึ ท่านออกจากการเป็นพระภิกษุก่อน แต่ท่านก็ยงั ยนื ยนั ว่าท่านบริสทุ ธ์ิ ท่านเป็นพระทงั้ กายและใจ ชวี ิตนีอ้ ทุ ิศให้กบั ศาสนาแล้ว ทา่ น ไมย่ อมเปลอื ้ งผ้ากาสาวพสั ตร์ออกจากกายของทา่ นด้วยมือของตวั เองเป็นอนั ขาด เมือ่ ยืนยนั อย่างนี ้ศาลจึงให้ตารวจคมุ ตวั ทา่ นไปหาเจ้าคณะจงั หวดั ให้จดั การสกึ ตามระเบียบ แม้กระนนั้ ท่านก็ยงั ยนื ยนั อย่างเด็ดเด่ยี ว ท่ีจะไมย่ อมสกึ และเมื่อ อภชิ ยั ภิกษุไม่ยอมสกึ เจ้าคณะจงั หวดั จึงต้องบงั คบั โดยให้ตารวจจบั เปลือ้ ง ผ้าเหลืองออกจากตวั ทา่ น จากนนั้ ก็ตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ตารวจผ้มู ีอานาจล้น เหลอื ในสมยั นนั้ กส็ วมกญุ แจมือท่าน แล้วคมุ ตวั ไปโรงพกั เสียคนื หนงึ่ วนั รุ่งขึน้ เวลา บา่ ย 4 โมงเย็น ก็ถกู สง่ เข้าจองจาในเรือนจาของจงั หวดั ลาพนู ในสมยั นนั้ ตอ่ ไป ซงึ่ ใน นนั้ ทา่ นต้องได้รับทกุ ข์เวทนาแสนสาหสั ทา่ นเล่าถึงชวี ิตในคกุ ตอนนนั้ วา่ คกุ ในสมยั นนั้ สดุ แสนสกปรก ยงั เป็นคกุ ไม้ พนื ้ ปกู ระดาน เวลานอนก็นอนทงั้ ๆ ทล่ี า่ มโซ่ โดย สอดร้อยกบั นกั โทษคนอืน่ คือข้อเท้าทงั้ สอง ลา่ มโซ่ตรวน มโี ซเ่ ส้นใหญ่ สอดร้อย ลอดตะขอพว่ งกบั นกั โทษคนอ่ืนอีกทเี ร่ืองจะนอนหลบั สบายนนั้ ไมต่ ้องพดู ถึงเพราะ พอล้มตวั นอน ฝงู เลือดนบั เป็นร้อย ๆ ตวั อ้วนปี๋เป็นต้องรุมกดั ดดู เลือดกนิ ให้ยบุ ยิบ ไปหมด จะถ่ายหนกั ถา่ ยเบา กว็ ่ากนั ตรงชอ่ งกระดานตรงทีใ่ ครท่ีมนั เรื่องกลนิ่ เหมน็ ไม่ต้องหว่ ง คล้งุ ไปหมดตลบอบอวลทงั้ เรือนจาทเี ดยี วชีวิตประจาวนั ในห้องขงั กค็ ือ พอ 7 โมงเช้า เปิดประตหู ้องขงั ทางานไมท่ นั ใจ ถึงเวลา 8 นาฬิกา ผู้คมุ เป่านกหวีด เลกิ งาน ทานข้าว ซงึ่ ข้าวนี่ก็อยา่ หวงั ว่าจะกินให้อิ่มหมีพีมนั และเอร็ดอร่อย ไมม่ ที าง ข้าวกระตกิ เลก็ ๆ แกงถ้วยหนึง่ ต้องกินถึง 4 คน พอหรือไมพ่ อกนิ กม็ ีให้เท่านนั้ ซงึ่ แน่ละเวลากนิ ก็ใช้ความว่องไว ขืนมวั ทาสาอาง ค่อยเป็นค่อยกนิ เป็นต้องอด คนอ่นื ทีเ่ ขาไว กินเรียบหมด และกบั ข้าวแตล่ ะวนั นนั้ เลือกไมไ่ ด้ จะมจี าพวกผกั เสียแหละ เป็นสว่ นมาก เชน่ ยอดฟักทอง ผกั ตาลงึ เป็นต้น แกงใสป่ ลาร้า ค้างปี เหม็นหืน หา ความอร่อยไม่มีเลย ถ้าเทให้หมกู นิ ยงั สงสยั อยวู่ ่ามนั จะกินหรือไม่ ข้าวนงึ่ ที่ใช้

รับประทานก็เป็นข้าวเกา่ แข็งเหมอื นกินก้อนกรวด เป็นข้าวแดงใช้แรงนกั โทษนน่ั เอง ช่วยกนั ตา จึงดีอย่หู นอ่ ยที่มวี ิตามนิ กนิ แล้วแรงดี สร้ างโรงพยาบาล ทา่ นอภิชยั ขาวปีทนทกุ ข์ทรมานอย่ใู นคกุ ไม่นาน กไ็ ด้ไปเห็น โรงพยาบาลจงั หวดั ลาพนู ในสมยั นนั้ ชารุดทรุดโทรมเหลือเกิน ทา่ นจึงแจ้งให้กบั ผู้ บญั ชาการเรือนจา ๆ ก็ไปหารือกบั ผ้วู ่าราชการจงั หวดั ๆ ก็กลวั วา่ จะสร้างไม่ทนั เสร็จ เพราะทา่ นอภชิ ยั ขาวปีติดคกุ อย่แู ค่ 6 เดือนเทา่ นนั้ จึงไมอ่ นญุ าต ท่านจึงถามวา่ ถ้า สร้างเหมาโรงพยาบาลนีจ้ ะใช้งบประมาณเท่าไร อนง่ึ ถ้าสร้างภายใน 6 เดือนไม่ เสร็จ เม่อื ถงึ คราวฉลองเมื่อไรกจ็ ะร่วม ทางจงั หวดั กบ็ อกว่าถ้ามเี งินถงึ 1,600 บาท ก็สร้างได้ (ในสมยั นนั้ มีค่ามาก) ท่านจึงออกเงินสว่ นตวั มอบให้ทางจงั หวดั เพื่อเป็น ทนุ สร้างโรงพยาบาลต่อไป เป็นจานวนเงิน 1,600 บาท ซ่งึ หลงั จากได้รับทนุ แล้วก็ ดาเนินการก่อสร้างทนั ที และผลแห่งความดนี นั้ ทางจงั หวดั ก็สง่ ให้ทางเรือนจา สง่ ทา่ นให้ไปพานกั อย่ใู นโรงพยาบาลหลงั เกา่ เพือ่ เป็นกาลงั ใจในการทางานสร้าง โรงพยาบาล พร้อมกนั นนั้ กใ็ ห้นกั โทษชาย 2 คน มาอย่ดู ้วยเพ่ือปรนนิบตั ิ ทงั้ อาหาร การกินก็ถกู กาชบั ให้ทาอย่างดีและสะอาดเป็นพิเศษกวา่ นกั โทษทงั้ หลาย ท่านกเ็ ลย พ้นจากการทรมานเพราะถกู เรือดยงุ กดั นบั จากนนั้ มา การกอ่ สร้างก็รุดหน้าไป อย่างรวดเร็ว ทงั้ นีก้ เ็ นื่องมาจากบรรดาประชาชนทงั้ หลายทเี่ ลื่อมใสในตวั ทา่ น เมอื่ ทราบข่าวว่าท่านมาเป็นประธานในการกอ่ สร้างโรงพยาบาล กพ็ ากนั มาช่วยและ ทาบญุ ด้วยอยา่ งคบั คง่ั และเงนิ ทไี่ ด้จากการบริจาคครัง้ นนั้ ยงั ได้ถงึ 2,000 กวา่ บาท เกนิ กวา่ ท่ีกาหนดไว้ถึงส่ีร้อยบาท วันพ้นโทษ ครัน้ ถึงเดอื น 9 เหนอื แรม 2 ค่า ก็เป็นวนั ท่ีทา่ นพ้นโทษตามคา พพิ ากษาครบ 6 เดือนและโรงพยาบาลกแ็ ล้วเสร็จก่อนถงึ 10 วนั ในวนั ที่จะออกจาก คกุ นนั้ ทา่ นกไ็ ด้ให้ทานแกพ่ วกนกั โทษทงั้ หลายเป็นขนมส้มหวานทงั้ อาหารทงั้ หลาย อย่างเหลือเฟื อ จนพวกเขาอิ่มหมีพีมนั ไปตามๆ กนั เพราะเมื่อถงึ ตอนทีท่ ่านยงั ถกู จองจาอย่ใู นคกุ นนั้ ระยะหลงั พวกนกั โทษทงั้ หลายกอ็ ย่กู ินสบายจากของไทยทานที่ ประชาชนผ้เู ลอ่ื มใสมาถวายถึงในคกุ เป็นประจาทกุ วนั อย่างมากมาย รวมความวา่ ผ้เู ก่ียวข้องท่อี ย่ใู นเรือนจาทงั้ หมด ล้วนแล้วแต่ได้รับความสบายในด้านอาหารการ

กนิ ไปตาม ๆ กนั ดงั นนั้ เม่ือถึงกาหนดพ้นโทษ วนั นนั้ นกั โทษทงั้ หลายต่างพากนั ปริ เวทนา บ่นพร่าว่า เมือ่ ท่านอออภิชยั ขาวปีพ้นโทษไปแล้ว พวกเราทงั้ หลายยงั จะได้ อย่กู ินอิ่มอยา่ งนอี ้ ีกหรือ แล้วพากนั ร่าไห้ ด้วยความอาลยั รักในตวั ท่านเสียงระงม เป็นภาพทีส่ ะเทอื นใจย่ิงนกั แม้ตวั ท่านเองก็แทบกลนั้ นา้ ไว้ไมอ่ ยู่ พวกเขาพากนั มา รอท่ปี ระตคู กุ เป็นการสง่ ทา่ นด้วยใบหน้าทนี่ องไปด้วยนา้ ตา และจากปากประตคู กุ จนถงึ วดั พระธาตหุ ริภญุ ชยั มีประมาณระยะทาง 70 วา ก็มปี ระชาชนมายืนเรียงราย ถวายทานกบั ท่าน ซง่ึ ก็ได้เป็นเงนิ ถึง 300 บาท พอดกี บั เงินที่ซอื ้ ของถวายทานให้แก่ นกั โทษ เหมือนกบั เป็นการยืนยนั วา่ การทาบญุ สนุ ทานนนั้ ไมห่ ายไปไหน เมอ่ื ทา่ น เดนิ ทางไปถึงประตวู ดั พระธาตหุ ริภญุ ชยั ก็มพี ระสงฆ์ 10 รูป มาสวดมนต์เป็นการ ลดเคราะห์สะเดาะภยั ให้ แล้วให้ศีลให้พรให้อย่ดู ีมสี ขุ สืบไป จากนนั้ พอถึงเดือน 9 เหนอื แรม 4 ค่ากร็ ่วมฉลองโรงพยาบาลเป็นเวลา 3 วนั อุปสมบทครัง้ ท่ี2 ในวนั ทแี่ ล้วเสร็จงานฉลองสมโภช ทา่ นกเ็ ดินทางไปนมสั การท่าน อาจารย์ครูบาเจ้าศรีวิชยั ท่วี ดั พระสงิ ห์ เชยี งใหม่ ในครานนั้ ท่านครูบาศรีวชิ ยั จึง อปุ สมบททา่ นเป็นภิกษุอกี โดยมีครูบาแหง่ วดั นนั้ เป็นอปุ ัชฌาย์ หลงั จากได้กลบั มา สรู่ ่มกาสาวพสั ตร์แล้ว ทา่ นอยจู่ าพรรษากบั ครูบาศรีวิชยั ได้ 1 พรรษา กล็ าอาจารย์ จาริกสร้างสถานทต่ี ่าง ๆ ตอ่ ไปอีกหลายแหง่ ทงั้ วดั และโรงเรียน ความคิดที่จะสร้างถนนขนึ ้ ดอยสเุ พทเกิดขนึ ้ ครัง้ แรก เม่อื ปี 2460 พลโท หมอ่ มเจ้าบวรเดช กฤดากร อปุ ราชเทศาภบิ าลมณฑลฑลพายพั เคยให้นาย ชา่ งกองทางดาเนินการสารวจและจดั ทาประมาณการค่าใช้จ่ายในการสร้างถนนขนึ ้ ดอยสเุ ทพ สรุปว่าต้องใช้งบประมาณ 200,000บาท และเวลาในการก่อสร้างร่วม 3 ปี เชน่ นโี ้ ครงการดงั กลา่ วจงึ หยดุ ชะงกั ไปแต่ต้นทงั้ ที่ยงั ไม่ได้ลงมือแต่อยา่ งใดการ สร้างถนนขนึ ้ ดอยสเุ ทพ เกิดขนึ ้ อีกครัง้ หลงั จากคณะสงฆ์เชยี งใหม่และพลตรี เจ้า แก้ว นวรัฐ นิมนต์ ครูบาเถมิ ้ พระอธิการโสภา โสภโณ ไปเป็นเจ้าอาวาสวดั พระธาตุ ดอยสเุ ทพ เวลานนั้ การขึน้ ดอยสเุ ทพ เต็มไปด้วยความลาบาก นา้ ดม่ื นา้ ใช้ก็ไม่ สะดวก ความเป็นอย่ขู องพระทว่ี ดั ยากเข็ญ เพราะไมม่ ชี ุมชนศรัทธาคอยอปุ ัฏฐาก ครูบาเถมิ ้ จึงคิดจะสร้างถนนขนึ ้ มาบนดอย ครูบาเถมิ ้ นาเรื่องนีม้ าปรึกษากบั พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ, หลวงศรีประกาศ (ฉนั ท์ วชิ ยาภยั ) สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรคนแรก

ของจงั หวดั เชยี งใหม่ แตไ่ มไ่ ด้ข้อสรุปทีแ่ น่ชดั ด้วยเป็นงานยาก งานใหญ่ ภายหลงั หลวงศรีประกาศ นาเรื่องดงั กลา่ วมาปรึกษาครูบาศรีวชิ ยั แตไ่ มใ่ ช้การสร้างถนนขึน้ ดอยสเุ ทพ หากเป็นการนาไฟฟ้าไปติดบน เมือ่ ทา่ นนงั่ สมาธิอธิษฐานจิตแล้วจงึ แนะนาให้สร้างถนนก่อนดีกว่า แล้วไฟฟ้าจะเป็นเรื่องง่ายหากหลวงศรีประกาศก็ยงั ไมม่ น่ั ใจ เพราะทางขึน้ ดอยสเุ ทพทงั้ สงู ทงั้ ไกล ต้องใช้คนและเงนิ จานวนมหาศาล แต่ครูบาศรีวิชยั ก็ยืนยนั ให้สร้างถนน เมอ่ื หลวงศรีประกาศนาเรื่องมาแจ้งกบั ครูบา เถมิ ้ และพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ ทงั้ สองท่านกเ็ ห็นตรงกนั วา่ ถ้าครูบาศรีวชิ ยั บอกว่า สามารถทาเสร็จ เป็นอนั เชอื่ ถือได้ จงึ ตกลงทาหนงั สือยื่นเรื่องการสร้างถนนขนึ ้ ดอย สเุ ทพ ไปถงึ หลวงธารงนาวาสวสั ดิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพอื่ ขอให้สง่ นายช่างมา ทาการสารวจ เมอ่ื รัฐบาลรับเรื่องแล้ว พระพิศาลสขุ มุ วิม ประสพ สขุ มุ ท อธิบดี กรมโยธาเทศบาล ก็สง่ คณะสารวจลงพนื ้ ที่ พร้อมจดั ทาแผนทีก่ ารสร้างถนน หลวง ศรีประกาศ และครูบาเถมิ ้ ได้นาแผนที่ดงั กลา่ วไปให้ครูบาศรีวชิ ยั ดู ครูบาศรีวิชยั กาหนดวนั เพอ่ื ทาพิธีบกุ เบิกทางเป็นอดุ มฤกษ์ไว้ในวนั ที่ 9 พฤศจกิ ายน 2477 เวลา 10.00 น. วนั ศกุ ร์ขึน้ 3 ค่า เดือนยเี่ หนือ เดือน 12 ภาคกลาง ปีจอ เมื่อกาหนดวนั ได้ เถ้าแกโ่ หงว แซ่เตียว-คหบดชี าวเชยี งใหม่ และเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นเจ้าภาพพิมพ์ ใบปลิวบอกขา่ วการสร้างทางขึน้ ดอยสเุ ทพจานวน 100,000 ใบในวนั พธิ ี ครูบาเถมิ ้ เป็นผ้ปู ระกอบพธิ ีเชิญเทวดาอารักษ์ทงั้ 4 ทิศ จากนนั้ พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เป็นผ้ลู ง จอบแรกตามด้วย เจ้านายฝ่ายเหนอื , หลวงศรีประกาศ ฯลฯ พระสงฆ์สวดชยนั โต ครูบาศรีวชิ ยั ประกาศต่อสาธารณะวา่ “การนเี ้ป็นการใหญ่ จะสาเร็จได้จะต้องมี เทพบตุ รและเทพธิดามาช่วย” แล้วก็ชไี ้ ปทช่ี ายหญิงทีม่ าร่วมงานการสร้างถนนขนึ ้ ดอยสเุ ทพนนั้ ครูบาเถมิ ้ กบั ครูบาศรีวชิ ยั แบ่งการควบคมุ งานกนั โดยครูบาเถม่ิ มี หน้าท่ีกากบั ดแู ลควบคมุ เส้นทางหลกั จากวดั พระธาตดุ อยสเุ ทพลงมา สว่ นครูบาศริ ชยั ควบคมุ การทางานจากด้านลา่ งขนึ ้ ไปยังพระธาตดุ อยสเุ ทพ และทาหน้าท่ี “นงั่ หนกั ” เป็นประธานระดมทนุ ทรัพย์และรับไทยทานที่บริเวณหน้าวดั ศรีโสภา ขณะนนั้ เป็นวดั ร้าง

ครูบาศรีวิชยั คณะลกู ศิษย์และประชาชนท่ีเล่ือมใสศรัทธา มาร่วมกันสร้าง ถนนขึน้ ดอยสุเทพ ถกู บงั คับให้สกึ และครองผ้าขาวครัง้ ท่ี 2 เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2465 ขนุ ระมาดไมตรี กานนั คนแรกของตาบล แม่ระมาด จงั หวดั ตาก และชาวบ้านแมร่ ะมาด มีความปรารถนาจะได้มพี ระพทุ ธรูป ไว้กราบสกั การบชู าเป็นศนู ย์รวมทางจิตใจ จึงได้ไปติดต่อขอเชา่ บชู าพระพทุ ธรูป แกะสลกั จากหินอ่อนทงั้ แท่ง มาจากประเทศพมา่ นบั เป็นพระพทุ ธรูปหนิ อ่อนขนาด ใหญ่ ลาดบั 3 ของโลก รองจากองค์ใหญ่ทีส่ ดุ ในโลกประดษิ ฐานท่ปี ระเทศอนิ เดยี และลาดบั 2 ประดิษฐานอย่ทู ป่ี ระเทศปากีสถาน และองค์ทสี่ ามคือองค์นี ้ในราคา 800 รูปี มขี นาดหน้าตกั กว้าง 1.30 เมตร สงู จากพระแท่นฐานถงึ รัศมี 1.60 เมตร แม้องค์ทา่ นจะมีนา้ หนกั มากแคไ่ หน แต่ความศรัทธาท่มี ี ผ้ไู ปอญั เชิญต่างก็ไม่ย่อท้อ นาทา่ นมาทางเรือผ่านเมอื งมะละแหมง่ แล้วเดินทางต่อจนถงึ ทา่ เรือจองโต จาก ทา่ เรือแห่งนีท้ ่านครูบาขาวปี ซง่ึ เป็นทเ่ี คารพรักของชาวบ้านและชาวภาคเหนือ ได้ ไปรับพระพทุ ธรูปหนิ อ่อนพร้อมญาติโยม อญั เชญิ ขึน้ บนเกวียนแล้วเดนิ ทางถึงเมือง กรุกกริก บ้านจ่อแฮ (บ้านกะเหรี่ยง) การเดินทางด้วยความยากลาบากเพราะเป็น ภเู ขาสงู ชนั มากจึงลา่ ช้ามาก ต้องนอนพกั แรมระหว่างทางถึง 2 คืนจากนนั้ ก็เดินทาง มาถึงหมบู่ ้านปา้ งกา การเดินทางรวดเร็วขนึ ้ เพราะเป็นพืน้ ทีร่ าบจนกระทงั่ ถึง หมบู่ ้านเมยี วดีริมฝ่ังแม่นา้ เมย เขตประเทศพมา่ ตรงข้ามบ้านท่าสายลวด อาเภอแม่ สอดปัจจบุ นั จึงอญั เชญิ ลงจากเกวียนข้ามแม่นา้ เมยเข้าประเทศไทย ทีอาเภอแม่ สอด จงั หวดั ตาก โดยพกั ผ่อนท่บี ้านทา่ สายลวด 3 คนื แล้วเดนิ ทางเข้าเขตอาเภอแม่ ระมาด และอญั เชิญพระพทุ ธรูปหินอ่อน ประดิษฐาน ณ วดั ดอนแก้วแหง่ นี ้

พระพทุ ธรูปหินอ่อน ทว่ี ัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก มเี ร่ืองเลา่ กนั ว่าตอนทีน่ าองค์พระพทุ ธรูปข้ามแม่นา้ ด้วยแพนนั้ มี ชว่ งหนง่ึ ท่ีนา้ ไหลเชยี่ วรุนแรงมาก จนแพพลิกและองค์พระได้เลื่อนหลดุ จมลงในนา้ ชาวบ้านต่างพากนั ใช้เชอื กช่วยกนั ฉุดรัง้ กนั อย่างเต็มที่ ครัง้ แล้วครัง้ เลา่ แต่ไม่วา่ จะ ทาประการใด กไ็ ม่เป็นผล จนต้องนิมนต์ขอบารมที ่านครูบาอภชิ ยั ขาวปีช่วย ครูบา ท่านลงแพไม้ไผ่ แล้วใช้ด้ายเส้นเลก็ ๆ สง่ ให้คนดาลงไปคล้ององค์พระพทุ ธรูป แล้ว ท่านก็ตงั้ จิตอธิษฐานอญั เชิญพระพทุ ธรูป จบคาอธิษฐาน ทา่ นครูบาดงึ เส้นด้ายท่ี คล้ององค์พระขนึ ้ มา องค์พระพทุ ธรูปทีป่ กตติ ้องใช้คนหามนบั สิบคนจงึ จะยกไหวก็ ได้ลอยขนึ ้ มาและสามารถอญั เชญิ ขนึ ้ ฝ่ังได้สาเร็จเป็นท่ีอศั จรรย์มาก รวมเวลาทไ่ี ป อญั เชญิ พระพทุ ธรูปหินออ่ นในครัง้ นีเ้ป็นเวลา 12 วนั ทแ่ี มร่ ะมาดน่เี อง ก็มเี ร่ืองนา่ เศร้าใจเกิดขนึ ้ อีก กลา่ วคอื เม่ือสร้างพระวหิ ารเพอื่ ประดิษฐานพระหนิ อ่อนนนั้ เงิน ไม่พอ ยงั ขาดอย่อู กี 700 บาท เป็นค่าทองคาเปลว 400 บาท กบั ค่านายช่างอีก 300 บาท ท่านก็ปรึกษาเรี่ยไรเอาจากชาวบ้านจนครบด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน แล้ว ชว่ ยกนั สร้างต่อ จนแล้วเสร็จทนั ฉลอง พระวิหารวดั ดอนแก้วทป่ี ระดิษฐานพระหนิ อ่อน

เม่ือเร่ืองการเรี่ยไรนีท้ ราบถงึ อาเภอ จึงเรียกกานนั ไปสอบสวนว่า อภิชยั ภิกษุ เร่ียไรจริงหรือไม่ กานนั กร็ ับวา่ จริงแต่ด้วยความเตม็ ใจของชาวบ้าน เพราะถ้าไม่ทาอย่างนนั้ งานสร้างโบสถ์กห็ ยุดชะงกั ทางอาเภอก็ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ ผดิ เพราะเป็นพระเป็นเจ้าจะทาการเร่ียไรไมไ่ ด้ ผดิ ระเบียบคณะสงฆ์ แล้วรายงาน เรื่องนีไ้ ปยงั เจ้าคณะจงั หวดั ๆ จงึ ตดั สินว่าให้สกึ พระอภิชยั เสีย ท่านจงึ จายอมสกึ จากภาวะความเป็นภกิ ษุ ทา่ มกลางความสลดหดหขู่ องผ้คู นทร่ี ู้เห็นเป็นอนั มาก ท่ี ทา่ นครูบาของพวกเขาต้องมารับกรรมเพราะทาความดี อยา่ งไมย่ ตุ ธิ รรม ท่านต้อง เปล่ยี นมาน่งุ หม่ แบบชีปะขาวอยทู่ ใ่ี ต้ต้นประดแู่ ห้งทีย่ ืนต้นตายซากมานานเป็นแรม ปี ซง่ึ ณ ที่นี ้เองจึงเกิดเร่ืองทน่ี า่ อศั จรรย์สมควรจะบนั ทกึ ไว้คอื พอท่านเปลี่ยนผ้า กาสาวพสั ตร์ออกจากกายมาครองผ้าขาวเท่านนั้ ต้นประดทู่ แ่ี ห้งโกร๋นปราศจากใบ นนั้ ก็ผลิตดอกออกใบขนึ ้ มาอีก ท่ามกลางความอศั จรรย์ใจของบรรดาประชาชนท่ี ร่วมชมุ นมุ อยเู่ ป็นอนั มาก ตา่ งพากนั หลง่ั นา้ ตา ล้มตวั ก้มลงกราบโดยพร้อมเพรียง กนั นบั เป็นปรากฏการณ์ท่ีจะไม่เห็นอีกในชีวิต ขณะนนั้ กานนั กบั ชาวบ้านที่ร่วม ชมุ นมุ อยู่ ณ ที่นนั้ ได้ยินจงึ ช่วยกนั บริจาคให้ทา่ น ได้เงิน 15 บาท ท่านจึงมอบให้กบั นายตารวจคนหนงึ่ ทีม่ ากบั ผ้วู ่าฯ ไป แต่ก็นบั วา่ เป็นคราวเคราะห์ของตารวจคนนนั้ ซงึ่ พอรับเงนิ ไปได้สกั ครู่ก็ไปทาหายเสยี จึงต้องควกั กระเป๋ าตวั เองจา่ ยแทนไปตาม ระเบยี บ หลงั จากทพ่ี กั ทที่ า่ ล่คี นื หนึ่งแล้ว ท่านพร้อมคณะกข็ นของข้ามแม่นา้ ปิงไป ขนึ ้ รถ ไปจนถงึ วดั พระนอนปคู า แล้วอย่รู ่วมฉลองวิหารพระนอนปคู า อาเภอสนั กาแพง จงั หวดั เชยี งใหม่ ร่วมกบั ท่านครูบาศรีวิชยั ซงึ่ ทา่ นมาวดั พระนอนแม่ปคู า เพ่อื บรู ณะองค์พระบรมธาตเุ จดีย์ และสร้างวหิ ารพระนอนแมป่ คู า จนแล้วเสร็จ แล้ว ก็กลบั มา หมายจะมาจาพรรษาท่วี ดั แม่ตนื อ.ลี ้ อีกแต่นายอาเภอจอมเหยี ้ ม กส็ ง่ั กานนั มาไลไ่ ม่ให้อย่เู ป็นอนั ขาด ท่านจึงสดุ แสนที่อดั อนั้ ตนั ใจและรู้สกึ สลดใจเป็น อยา่ งย่ิงท่ีถูกจองล้างจองผลาญอย่างไมม่ ที ส่ี นิ ้ สดุ สร้ างวัดพระบาทตะเมาะ กพ็ อดที า่ นคิดได้ว่ามญี าติทางพอ่ ของทา่ นเป็นกานนั อย่ทู ีต่ าบลดอย เตา่ จึงให้คนไปบอกให้มาพบทา่ น เม่ือกานนั มาถงึ แล้วท่านก็ถามวา่ \"อาตมาจะไป อยทู่ พ่ี ระบาทตะเมาะได้หรือไม่\" กานนั ดอยเต่าจงึ ไปปรึกษากบั ทางอาเภอ ๆ จงึ

บอกว่า ดีแล้ว ให้ไปบอกท่านให้มาอยเู่ ร็วๆ เถิด ด้วยเหตนุ ที ้ ่านจึงได้ไปอยพู่ ระบาท ตะเมาะ โดยสร้างอารามขึน้ ท่ีนนั้ ด้วยความร่วมมือทงั้ ฝ่ายนายอาเภอและป่าไม้ อาเภอ ไปจองทีก่ ว้าง 500 วา ยาว 500 วา และที่พระบาทตะเมาะนเี ้อง ท่านได้ สร้างวหิ ารครอบรอยพระพทุ ธบาทหนึง่ หลงั มเี จดยี ์ตงั้ อย่บู นวหิ ารถึง 9 ยอด นบั เป็น ศลิ ปะทีง่ ดงาม ปรากฏอยจู่ นถงึ ปัจจบุ นั นี ้ซงึ่ ทา่ นจะไปเท่ียวชมได้ นบั เป็นวิเวก สถานท่เี หมาะกบั ผ้ใู ฝ่หาความสงบทเี่ หมาะมากอีกแห่งหน่งึ ในเร่ืองการสร้างวดั พระ บาทตะเมาะนี ้ครูบาชยั ยะวงศา แห่งวดั พระบาทห้วยต้มท่านได้เลา่ ให้ฟังว่า ครูบา อภิชยั ขาวปีเป็นผ้สู ร้างวดั แห่งนี ้และจาพรรษาอย่ทู ่ีวดั นี ้ตงั้ แต่ประมาณปี พ.ศ. 2467 รวมเวลาที่ท่านจาพรรษาอย่ทู ว่ี ดั นี ้33 ปี คาว่า “ตะเมาะ” นนั้ เป็นคาพดู ท่ี เพยี ้ นมาจากคาว่า “เตา่ หมอบ” เพราะท่วี ดั มีก้อนหนิ ท่มี ลี กั ษณะคล้ายเต่าหมอบอยู่ เป็นจานวนมาก เม่ือพดู คาว่าเตา่ หมอบ นานเข้าจึงเพยี ้ นเป็น ตะเมาะ วิหารครอบรอยพระพุทธบาทวดั พระพทุ ธบาทตะเมาะ อุปสมบทครัง้ ท่ี 3 ท่ีวดั พระสงิ ห์นี ้ท่านครูบาศรีวิชยั ก็อปุ สมบทให้ท่านเป็นภกิ ษุอกี เป็น ครัง้ ที่ 3 แตก่ ระนนั้ ก็ตาม ดเู หมือนวา่ ท่านไม่มีบญุ พอทจี่ ะอย่ใู นผ้าเหลืองได้นาน ๆ พอทา่ นครูบาศรีวิชยั ก็เกิดคดีตา่ ง ๆ นานา ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ คงทิง้ ให้ท่านอยู่ รักษาวดั พระสงิ ห์แต่เพียงผ้เู ดียว

ครองผ้าขาวครัง้ ท่ี 3 ด้วยจติ ใจทเ่ี ป็นหว่ งในตวั อาจารย์ของท่านย่งิ นกั แล้วก็มีมารมา ผจญอีกจนได้เม่ือ มหาสดุ ใจวดั เกตกุ ารามกบั ท่านพระครูวดั พนั อ้นรูปหนึง่ มาหลอก ว่าให้ทา่ นสึกเสยี เพราะมฉิ ะนนั้ ทา่ นจะเอาครูบาศรีวชิ ยั จาคกุ ทา่ นจึงสกึ เป็น ชีปะขาวอีกครัง้ หนึ่ง นบั เป็นครัง้ สดุ ท้าย แล้วออกจากวดั พระสิงห์กลบั ไปพกั ทีว่ ดั บ้านปางด้วยความเหงาใจแตท่ ่านก็ไมล่ ะทิง้ งานกอ่ สร้าง จงึ ได้สร้าง กฏุ ทิ ่วี ดั บ้าน ปางอีก 1 หลงั แล้วกลบั ไปอย่ทู ีพ่ ระบาทตะเมาะตามเดมิ 1.4สูญเสียอาจารย์ ชีวิตท่านช่วงนี ้คงม่งุ อย่กู บั งานก่อสร้างไม่หยดุ หย่อน จากทนี่ ี่ย้าย ไปทนี่ น่ั ไม่มที สี่ ิน้ สดุ จนกระทง่ั ครูบาศรีวิชยั พ้นจากมลทินท่ีถกู กล่าวหา ทา่ มกลาง ความดีใจของสาธชุ นทงั้ หลาย แต่ความดีใจนนั้ คงมอี ยไู่ ด้ไม่นานทา่ นครูบาเจ้าศรี วิชยั กไ็ ด้อาพาธหนกั แล้วถงึ แกม่ รณภาพลงในทีส่ ดุ ยงั ความโศกาอาดรู ให้เกิดแก่ มหาชนผ้เู ลื่อมใสโดยทว่ั ไป ล้านนาไทยได้สญู เสียนกั บญุ ผ้ยู ิง่ ใหญ่ไปแล้วอย่างไมม่ ี วนั กลบั หากจะเอาเสียงร่าไห้มารวมกนั แล้วไซร้เสยี งแหง่ ความวิปโยคนีค้ งได้ยินไป ถงึ สวรรค์ ทา่ นเองในฐานะท่เี ป็นลกู ศษิ ย์ท่ีท่านอาจารย์ได้พร่าสอนตงั้ แต่ยงั เลก็ ๆ ก็ มคี วามเศร้าโศกเสียใจมิใช่น้อย แตก่ ็ปลงได้ด้วยธรรมสงั เวชโดยอารมณ์กมั มฏั ฐาน แล้วทาทกุ อย่างในฐานะศิษย์จะพงึ มตี อ่ อาจารย์ด้วยกตเวทติ าธรรม ท่านจึงสร้าง เมรุหลงั หนงึ่ กบั ปราสาทหลงั หนง่ึ พร้อมหบี บรรจศุ พ เพ่ือเกบ็ ไว้รอการฌาปนกจิ ตอ่ ไปที่วดั บ้านปาง ซึ่งได้มกี ารฌาปนกจิ ศพท่านครูบาศรีวชิ ยั อีกไม่ก่ีปีต่อมา หลงั จากมรณภาพไม่นาน มณฑปท่ตี งั้ ศพพระครูบาศรี วชิ ัย พ.ศ. 2481-2482 ประดิษฐาน ณ วัดบ้านปาง ต.ศรีวิชยั อ.ลี้ จ.ลาพูน

1.5สร้างวัดผาหนาม ท่ีพานักในปัจฉิมวัย วดั คนื ยงั คงหมนุ ไปพร้อมกบั ความเป็นนกั กอ่ สร้างนกั พฒั นาของ ทา่ นก็ย่ิงลือกระฉอ่ นยงิ่ ขนึ ้ เม่อื ขาดทา่ นครูบาศรีวชิ ยั ผ้คู นกห็ ลง่ั ไหลกนั มาหาทา่ น อยา่ งมืดฟา้ มวั ดิน ในฐานะทายาททางธรรมของครูบาเจ้าศรีวิชยั ผลงานระยะ ตอ่ มา เม่อื ได้รับพลงั อย่างท่วมท้นขนึ ้ จงึ ยิ่งใหญ่เป็นลาดบั และกว้างขวางหา กาหนดมไิ ด้โดยไมเ่ คยว่างเว้น จนถงึ พทุ ธศกั ราช 2470 อายสุ งั ขารของทา่ นเริ่มชรา ลงแล้ว คือมีอายุ 76 ปี แตท่ ่านยงั คงแข็งแรง ปราศจากโรคภยั ไข้เจ็บ ทงั้ นี ้อาจจะ ด้วยอานาจผลบญุ ที่ได้บาเพ็ญมากไ็ ด้ จึงสมควรจะสร้างสถานท่ีสกั แหง่ หน่ึง เพื่อ เป็นทีพ่ านกั ปฏิบตั ธิ รรมในปัจฉิมวยั ก็พอดีชาวบ้านผาหนามซงึ่ อพยพจาก อ.ฮอด หนีภยั นา้ ท่วมมาอยทู่ ่ีบ้านผาหนาม อาเภอลี ้จงั หวดั ลาพนู มีพ่อน้อยฝน ต่นุ วงศ์ เป็นประธาน พร้อมกบั ชาวบ้านได้มานมิ นต์ทา่ นให้ไปสร้างอารามใกล้เชงิ ดอยผา หนาม เพอ่ื เป็นที่พงึ่ กายใจและประกอบศาสนกิจ ทา่ นก็รับนิมนต์ พร้อมกบั ชอบใจ สถานที่ดงั กลา่ วและ ตงั้ ใจวา่ จะเป็นสถานท่สี ดุ ท้ายเพ่ือเป็นทพี่ านกั และปฏิบตั ิธรรม ของทา่ น คณะศรัทธาบ้านผาหนามและศรัทธาจากทวั่ ทุกสารทิศ จึงพร้อมใจกนั กอ่ สร้างเป็นอารามขนึ ้ จากนนั้ จนมสี ง่ิ กอ่ สร้างใหญ่โตมากมายและทา่ นถือท่แี หง่ นี ้ เป็นทพี่ านกั อย่เู สมอ แต่ทงั้ นีม้ ิได้หมายความวา่ ทา่ นจะงดมิไปสร้าง หรือพฒั นาที่ อื่นอีก แตย่ งั คงไปเป็นประธานสร้างสถานท่ีตา่ ง ๆ ควบคกู่ บั งานสร้างวดั ผาหนาม อกี ตงั้ หลาย ๆ แห่ง

วหิ าร เจดีย์วัดผาหนาม มรณภาพ ในปี พ.ศ. 2514 คณะศรัทธาวดั สนั ทงุ่ แฮ่ม จงั หวดั ลาปาง ได้มานิมนต์ ทา่ นไปนง่ั เป็นประธานในการกอ่ สร้างจนแล้วเสร็จ ต่อมาคณะศรัทธาวดั ต้นธงชยั จงั หวดั สโุ ขทยั มานิมนต์ท่านเพือ่ ขอความเมตตาไปเป็นประธานในการสร้างพระ วหิ าร ท่านเดินทางไปเมอื่ วนั ท่ี 2 มนี าคม พ.ศ. 2520 และเมอ่ื ไปถึงวดั ทา่ ต้นธงชยั ได้ เพยี งวนั เดียว ท่านกไ็ ด้มรณภาพในวนั ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2520 โดยอาการสงบ

2.เกยี รติคณุ ท่ไี ด้รับ ร่องรอยเส้นทางแหง่ การจาริกเพอื่ ประโยชน์ให้กบั มวลชนได้ปรากฏถึงความเจริญ ทางศาสนากอปรกบั ศาสนวตั ถแุ ละสาธารณปู การท่ีปรากฏเป็น เครื่องหมายแหง่ ความดีประจกั ษ์ให้ เห็นตวั ตนที่แท้จริงของครูบาอภชิ ยั ขาวปี กบั การพฒั นาสงั คมกบั พระพทุ ธศาสนาไปในคราวเดียวกนั แม้ตลอดการมีชีวติ ของทา่ นจะเจออปุ สรรคเร่ืองราวการเปลี่ยนแปลงแหง่ ชีวิตก็ตาม แตท่ า่ นไม่เคย วา่ งเว้นจากงานพฒั นาแม้แต่เพียงวนั เดยี วด้วยเหตผุ ลหลกั คอื การยงั ความผาสขุ และประโยชน์ให้กบั สว่ นรวมสงั คมและมวลชนเกียรติคณุ ของท่านได้เผยแพร่ออกไปโดยผ่านการตีพมิ พ์ของสานกั พมิ พ์ ต่างๆ เพอ่ื ต้องการเชิดชคู วามดขี องท่านดงั่ ในนิตยสารอภนิ ิหารและพระเครื่อง วบิ ลู ย์ วงษ์ประเสริฐ วา่ ทา่ นเป็นนกั บญุ คนแห่งล้านนาไทยคนที่ 2 ท่านเคยถกู กลา่ วหาว่าซอ่ งสมุ ผ้คู นกบฏคดิ แยกดินแดน แตค่ วามจริงตงั้ แต่อายุ24ปีจนถงึ ปัจจบุ นั ท่านคิดแตส่ ร้างถาวรวตั ถทุ เ่ี ป็นสาธารณประโยชน์เทา่ นนั้ จนรัฐบาลเหน็ คณุ งามความดี ของท่านได้ มอบโลท่ องคา เป็นรางวลั

นอกจากวารสารฉบบั ดงั กลา่ วยงั มกี ารตีพิมพ์โฆษณาประกาศเกียรตคิ ณุ ของทา่ นครู บาอภิชยั ขาวปี๋ พรรษา 81 นกั บญุ แหง่ ล้านนาไทย ศษิ ย์เอกพระครูบาศรีวิชยั รับนิมนต์จะมาถงึ บ้าน ท่งุ ป่าเก็ดใกล้โรงเรียน แม่โจ้สนั ทราย จงั หวดั เชยี งใหม่ ถึงบริเวณงานวนั ที่ 16 เดือน 8 ขนึ ้ 12 คา่ เวลา ก่อนเท่ยี ง ไม่อยากดงั แต่ดงั ถงึ นอกประเทศพม่า แม่สอด เชียงตงุ เมืองต๋วน เมืองหาง แม้ยอด คนแห่งเมอื งไทย จอมพล ป.พิบลู สงคราม ยงั ไปร่วมทาบญุ ร่วม ตรง ก.ม.ท่ี 52 ถนนเชยี งใหม่- จอมทองบดั นที ้ ่ีตรงนนั้ มีอาคารถาวรชื่อโรงเรียนห้วยนา้ ดิบอภิชยั ขาวปีไปแล้วจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ไปร่วมทาบญุ ที่ พระธาตหุ ้าดวง ถนนลาพนู -ลี ้ บดั นที ้ ี่ตรงนนั้ มอี าคารถาวรค่ายลกู เสอื ไปแล้ว 1 ใน 40 โลท่ ี่รัฐบาลโดยกระทรวงศกึ ษาธิการ มอบให้ฐานะสร้างอาคาร ถาวรให้โรงเรียนต่างๆ รูปโล่รางวัล40โล่ท่ีครูบาขาวปี ได้รับจากรัฐบาลกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

โล่ท่ไี ด้จากการสร้างโรงเรียนภายใน อ.ลี้ โล่ท่ีได้จากการสร้างโรงเรียนภายใน ลาพนู ป่ าซาง บ้านโฮ่ง

โล่ท่ไี ด้จากการสร้างโรงเรียนภายใน เชียงใหม่ จอมทอง ดอยเต่า โล่ท่ไี ด้จากการสร้างโรงเรียนภายใน เวียงหนองล่อง วงั ผาง ป่ าซาง บ้านโฮ่ง โล่ท่ไี ด้จากการสร้างโรงเรียนภายใน ลาปาง เกาะคา แม่ระนาด ตาก

ทงั้ นีจ้ ากการคิดแต่จะสร้างศาสนสถานและงานสาธารณประโยชน์ของท่านทาให้ หนว่ ยงานต่างๆ และทางรัฐบาลได้มอบโลท่ องคาเพ่อื แสดงถงึ คณุ งามความดที ีท่ า่ นสร้างให้กบั สงั คม และประเทศชาตจิ ากผลงานเชิงประจกั ษ์ดงั กล่าวเป็นส่งิ ชวนให้สงั คมในสมยั นนั้ ได้ร่วมกนั คิดแล พิจารณาวา่ การกระทาของครูบาดงั กลา่ วว่าจริงหรือไม่ท่ีครูบาอภิชยั ขาวปีถกู คนบางกลมุ่ ตอ่ ต้านว่า เป็นกบฏสร้างความแตกแยกและเป็นภยั แก่สงั คมทงั้ ที่ท่านมีอดุ มการณ์เพ่อื สงั คมมาโดยตลอด คณุ ค่าและคณุ ประโยชน์ของท่านถือได้วา่ มีคา่ มากกวา่ รางวลั ที่ได้รับ และยงั เป็นบทสะท้อนให้เห็นว่า เกียรติคณุ ท่ไี ด้รับตา่ งๆ เป็นสง่ิ รับรองความ ชอบธรรมของครูบาอภิชยั ขาวปีด้วย 3.บทบาทของครูบาอภชิ ยั ขาวปี บทบาทของครูบาอภชิ ยั ขาวปีไมไ่ ด้มีตาแหน่งอย่างเป็นทางการทางสงั คมทว่าตาแหนง่ ของครูบาอภชิ ยั ขาวปีที่ได้รับมาเกิดขนึ ้ จากผลการยอมรับของการทางานเพ่อื พระพทุ ธศาสนาและ สงั คมทาให้เกิดตาแหนง่ นขี ้ นึ ้ โดยการคาดหวงั ของกลมุ่ คนในสงั คมในการชว่ ยเหลือและตอบสนอง ความต้องการใน ระดบั ต่างๆ ตามแนวคิดของ อนวิ ชั แก้วจานง เพ่อื มงุ่ ไปที่ประโยชน์อนั จะเกิดกบั สว่ นร่วมทางสงั คมและพทุ ธศาสนาเป็นหลกั ครูบาศรีวิชยั ถ่ายรูปเป็นที่ระลกึ ร่วมกบั ศษิ ย์ยานุศษิ ย์มี ครูบาขาวปี ครูบาชยั ยะ วงศาพฒั นา ฯลฯเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผ้คู รองนครเชียงใหม่ และประชาชน ณ บนั ไดนาค ทางขนึ ้ พระ ธาตดุ อยสเุ ทพ จ.เชียงใหมใ่ นคราวสร้างทางขึน้ พระธาตดุ อยสเุ ทพแล้วเสร็จ ในวนั เปิดใช้ทางเป็นวนั แรก วนั ท่ี 30 เมษายน 2478 การเคล่ือนไหวของครูบาอภิชยั ขาวปีในเขตล้านนาเป็นการเคลือ่ นไหวท่ี มรี ูปแบบเป็นขบวนการโดยมีจดุ มงุ่ หมายทสี่ าคญั คอื การสงเคราะห์สงั คมและสร้างพนื ้ ทท่ี างศาสนา โดยเฉพาะในเขตล้านนาตอนใต้ตงั้ แต่ เชียงใหม่ ลาพนู ลาปาง แมฮ่ ่องสอน ตาก สโุ ขทยั ซงึ่ ยงั

ปรากฏถึงร่องรอยการจาริกของ ครูบาอภชิ ยั ขาวปี การเคลอื่ นไหวทีเ่ สมือนมีอานาจของครูบาอภชิ ยั ขาวปีได้มีอิทธิพล และมบี ทบาทต่อล้านนาในด้านการปกครอง ด้านการศกึ ษา ด้านการเผยแผ่ 3.1บทบาทในการปกครอง บทบาทในการปกครองของครูบาอภชิ ยั ขาวปีทม่ี ตี ่อสงั คมล้านนาใน ฐานะนกั เผยแผ่พระพทุ ธศาสนาได้มอี ิทธิพลความเชอ่ื ต่อกลมุ่ ชนในชาตพิ นั ธ์ุต่างๆ ในล้านนาให้ความนบั ถือเป็นจานวนมากเนื่องจากปัจจยั ทางสงั คมที่มกี าร เปลยี่ นแปลงภาวะแห่งความกดข่เี กิดขนึ ้ การหาที่พงึ่ หรือหลกั ท่ียงั สามารถยดึ มน่ั ในแนวทางเดิมได้ทาให้ค่านิยมของกลมุ่ ชนในล้านนาทมี่ ีต่อครูบาอภิชยั ขาวปีมี จานวนมากกอปรกบั การทค่ี รูบาอภิชยั ขาวปีได้ยึดเอาหลกั ธรรมาธิปไตยเป็นใหญ่ ทาให้เกิดอานาจความชอบธรรมในการปกครองมีประสิทธิผลเกดิ ขนึ ้ ได้ด้วย การ ฝากความหวงั และการศรัทธาให้กบั ครูบาสงั เกตได้จากในกรณีทค่ี รูบาจะเดนิ ไป สร้างศาสนสถานหรืองานกิจกรรมทางสงั คมตา่ งๆผ้คู นมีการติดตามและมีการมา ต้อนรับตลอดเส้นทางการเดินทางจานวนมากการบริหารและปกครองผ้คู นในการ สร้างศาสนสถานด้วยระยะเวลาอนั รวดเร็ว การสร้างความสามคั คีใน กลมุ่ ผ้ตู ดิ ตาม ของครูบาอภชิ ยั ขาวปี โดยการใช้อานาจทางธรรมและการสอดรับ ของการเป็นตน บญุ ทาให้ครูบาอภิชยั ขาวสามารถปกครองผ้คู นในทกุ ระดบั ทกุ ชาตพิ นั ธ์ุได้อย่างไม่ เกดิ ปัญหาใดๆขนึ ้ จนกระทงั่ ผ้มู อี านาจทางสงั คมในระดบั ตา่ งๆต่างให้ความสาคญั ตอ่ การเคลื่อนไหวการทางานสงั คมในล้านนาของครูบาอภิชยั ขาวปี ครูบาศรีวชิ ัยน่ังรถเถ้าแก่โหวง คหบดีใหม่เมอื งเชียงใหม่ณ ถนนติดเชิง บนั ไดนาคทางขึน้ พระธาตดุ อยสุเทพ เม่ือวันท่ี 30 เมษายน พ.ศ. 2478

3.2บทบาทด้านศาสนศึกษา ด้านงานเขียนของครูบาอภชิ ยั ขาวปียงั ทรงอิทธิพลตอ่ การศกึ ษาของ พระภกิ ษุสามเณรและอบุ าสกอบุ าสิกาผ้ตู ดิ ตาม เช่นแบบสวดมนต์ฉบบั พระอภชิ ยั ขาวปี เป็นบทสวดมนต์ทเี่ รียบเรียงขนึ ้ มาใหม่โดย พระครูบาอภิชยั ขาวปี ฯลฯ ทงั้ นนั้ บทบาทครูบาอภิชยั ขาวปีทปี่ รากฏต่อสงั คม ล้านนาด้านศาสนศกึ ษาท่เี ป็นเชิง ประจกั ษ์คือการเขียนหนงั สือในเชงิ ประวตั ิศาสตร์พระพทุ ธศาสนาเชงิ คตธิ รรมหลกั คาสอนในทางพระพทุ ธศาสนาได้เป็นหลกั ฐานและข้อมลู สาคญั ต่อวงการศกึ ษา ท่ี ใช้สาหรับงานเขียนและการ อ้างองิ ในงานวจิ ยั และงานเขยี นหนงั สือวารสารและ บทความต่างๆ บคุ ลิกภาพการปฏบิ ตั ิของครูบาอภิชยั ขาวปีหรือสื่อทางตวั บุคคลได้ เป็นต้นแบบทางการศกึ ษาของสงฆ์และกลมุ่ ชนผ้มู ีความศรัทธาในล้านนาได้มีการ ยดึ ถือและปฏิบตั มิ าจนถึงปัจจบุ นั โดยเฉพาะขบวนการครูบารุ่นใหม่ท่ีได้ยดึ เอา รูปแบบมาใช้และบคุ ลกิ ภาพแหง่ การเผยแผ่ได้นาไปสกู่ ารศกึ ษาและการทางานวจิ ยั ของนกั ศกึ ษาและนกั วิชาการในปัจจบุ นั 3.3บทบาทด้านศกึ ษาสงเคราะห์ ครูบาอภชิ ยั ขาวปีทป่ี รากฏต่อสงั คมล้านนาคือการสนบั สนนุ และสร้าง สถานศกึ ษาในแถบดนิ แดนล้านนากวา่ 30 สถานศึกษาจากบทบาทของครูบาอภชิ ยั ขาวปีท่ีปรากฏต่อสงั คมล้านนาสะท้อนให้เหน็ อิทธิพลในด้านการศกึ ษาในอดีตใน ภาพลกั ษณ์ของศาสนากบั การศกึ ษาท่ี เป็นปัจจยั ที่เออื ้ ตอ่ กนั สกู่ ารพฒั นาสงั คม ล้านนา 3.4บทบาทด้านสาธารณูปการ เนือ่ งด้วยปัจจยั ทางความทกุ ข์ยากทางสงั คมและบทบาทการ ช่วยเหลอื ของรัฐทยี่ งั มีน้อยทาให้ครูบาอภิชยั ขาวปีมีบทบาทสาคญั ในการช่วยเหลือ ทางสงั คมด้วยความหวงั จากทางสงั คมทม่ี อบให้เสมือนเป็นตวั สื่อทดแทนทีข่ าด หายไปการเข้ามามีบทบาทในฐานะผ้นู าทางศาสนาสง่ ผลให้ครูบาอภชิ ยั ขาวปีเกิด การเคล่ือนไหวทางสงั คมอย่ตู ลอดโดยผ่านรูปแบบการนิมนต์ให้ท่านไปเป็นประธาน ในการรับการถวายจตปุ ัจจยั และบริจาคส่ิงของตา่ งๆเพื่อช่วยเหลือในการสร้าง อาคารประเภทสาธารณปู การทงั้ นีเ้นอ่ื งจากมิอาจรอคอยงบประมาณจากทาง

รัฐบาลและยงั แสดงถงึ บทบาทสาคญั ของครูบาอภชิ ยั ขาวปีในการเคล่ือนไหวทาง สงั คมที่ม่งุ เน้นประโยชน์เพอื่ ความสะดวกสบายและการเป็นอย่ทู ีด่ ขี ึน้ ของผ้คู นใน ล้านนา 3.5บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์ ครูบาอภชิ ยั ขาวปีที่มตี ่อสงั คมล้านนาได้แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะใหญ่ คือการดาเนินกิจกรรมเพอื่ ช่วยเหลอื เกือ้ กลู และการช่วยเหลือเกือ้ กลู ประชาชนทว่ั ไป จากลกั ษณะดงั กลา่ วเป็นการช่วยเหลือเกือ้ กลู เกี่ยวกบั ชวี ิตการเป็นอยแู่ ละการ ตอบสนองปัจจยั 4 ทางสงั คม ด้วยการสงเคราะห์ของครูบาอภิชยั ขาวปี 4.ผลงานของครูบาขาวปี ครูบาเจ้าอภชิ ยั ขาวปี อริยสงฆ์นกั บญุ แหง่ ล้านนา ท่านเป็นศษิ ย์เอกของครูบาเจ้าศรี วชิ ยั ได้มรณภาพเมอื่ ปีพ.ศ. 2520 ขณะทา่ นยงั มีชีวติ อย่นู นั้ ได้จาพรรษาอยทู่ ่ี วดั พระพทุ ธบาทผา หนาม อ.ลี ้ จ.ลาพนู เม่อื ครูบาเจ้าศรีวชิ ยั มรณภาพแล้ว ท่านจึงเปรียบเสมอื นทายาทธรรมท่มี ผี ้มู าขอ ความเมตตาไปเป็นประธานในการบูรณะวดั วาอารามตา่ งๆ ทา่ นเป็นพระนกั พฒั นาและนกั สร้าง โดย มีผลงานในด้านการบรู ณะก่อสร้างมากมาย ถึง 5 จงั หวดั และอกี 1 ประเทศ คือ พมา่ เมอื งเมยี วดี ตามที่ผ้เู คยติดตามกลา่ วไว้เฉพาะวดั 400 วดั และโรงเรียน 42 โรงเรียน สะพานข้ามแม่นา้ นบั เป็น สิบๆ สะพาน ถนนอีกนบั หลายร้อยกิโลเมตร โรงพยาบาล อนามยั และยงั ได้สร้างอาเภออีกสอง อาเภอ และท่านเคยได้รับโลท่ ่ีระลกึ ในการสร้าง อนสุ าวรีย์พระเจ้ากาวรี ะ อีกด้วย โดยผลงานการก่อสร้างและบรูณะพฒั นาของทา่ นครูบาอภชิ ยั ขาวปี ทีไ่ ด้มีการจด บนั ทกึ ไว้มี ดงั นี ้ การสร้ างโรงเรียน 1.โรงเรียนบ้านบ่อหนิ ต.ตลาดขวญั อ.ดอยสะเกด็ จ.เชียงใหม่ เมอ่ื วนั ที่18 พฤษภาคม 2502 รวมเงิน 8,738,575 บาท 2.โรงเรียนบ้านล้อม เมื่อ พ.ศ. 2494รวมเงิน 69,074 บาท 3.โรงเรียนบ้านห้วยกาน เมอ่ื พ.ศ. 2494 รวมเงนิ 150,000 บาท 4.โรงเรียนบ้านทาหมนื่ ข้าว ต.ทากาศ 5.โรงเรียนบ้านดอยก้อม เม่อื 1 ธนั วาคม 2500 สนิ ้ เงนิ 93.216

6.โรงเรียนบ้านดอยแช่ ต.ทากาศ เมอื่ วนั ท่ี 25 พฤศจกิ ายน 2497รวมเงนิ 57,968.70 บาท 7.โรงเรียนบ้านไร่หลวง ต.มว่ งน้อย รวมเงนิ 10,000 บาท พร้อมกบั สร้างเสาไฟฟา้ เข้าหมบู ้าน รวมเงิน 22,000 บาท 8.โรงเรียนบ้านทาศรีปา้ น ต.ทาขมุ เงิน เม่อื วนั ที่ 31 มีนาคม 2512รวมเงนิ 132,671.50 บาท 9.โรงเรียนบ้านป่าป๋ วย เมื่อ พ.ศ. 2501 รวมเงิน 131,750บาท สร้ างโรงเรียนในอาเภอลี ้ 10.โรงเรียนบ้านวงั มน ต.แม่ตื่น เมอื่ พ.ศ. 2500 รวมเงนิ 85,172 บาท 11.โรงเรียนบ้านปางส้าน ต.ดงดา เมอื่ วนั ท่ี 24 พฤศจกิ ายน 2500 รวมเงนิ 97,537.75 บาท 12.โรงเรียนบ้านบวก ต.ดงดา เมอ่ื วนั ท่ี 11 มกราคม 2500 รวมเงิน 60,000 บาท 13.โรงเรียนบ้านแมเ่ ทย ต.แมต่ ืน เมอื่ วนั ท่ี 13 ตลุ าคม 2500 สนิ ้ เงิน 232,472.75 บาท 14.โรงเรียนบ้านป่าคา ต.ดงดา เมื่อวนั ที่ 10 มกราคม 2500 รวมเงนิ 112,507.75 บาท 15.โรงเรียนบ้านแมป่ ๊ อก ต.แม่ตืน เม่ือวนั ท่ี 12 มิถนุ ายม 2500 รวมเงิน 232,691.59 บาท 16. โรงเรียนบ้านแมต่ นื เม่ือวนั ท่ี 3 กมุ ภาพนั ธ์ 2500 รวมเงนิ 260,000 บาท อาเภอเวยี งหนองล่อง วังผาง ป่ าซาง บ้านโฮ่ง 18.โรงเรียนบ้านร่องห้า ต.ท่าต้มุ เมื่อวนั ที่ 13 กนั ยายน 2501 รวมเงิน 7,715.85 บาท 19.โรงเรียนบ้านห้วยอ้อ ต.นา้ ดิบ เมอื่ 19 มีนาคม 2498 รวมเงนิ 71,221.15 บาท 20.โรงเรียนบ้านกลางท่งุ ท่าล่ี ต.วงั ผาง เมอื่ พ.ศ. 2497 รวมเงนิ 175,113.75 บาท 21.โรงเรียนบ้านไร่ดง ต.นา้ ดิบ เมื่อ พ.ศ. 2498 รวมเงนิ 80,000 บาท 22.โรงเรียนบ้านทา่ ช้าง ต.หนองลอ่ ง เมื่อวนั ที่ 12 พฤศจกิ ายน 2595 รวมเงิน 125,105.90 บาท 23. โรงเรียนบ้านป่าตาล ต.ม่วงน้อย เม่ือ พ.ศ. 2497 รวมเงนิ 170,000 บาท 24. โรงเรียนบ้านแม่อาว ต.นครเจดยี ์ เมอ่ื พ.ศ. 2503 รวมเงิน 67,729.50 บาท

25. โรงเรียนบ้านเหลา่ ปางเสือ เมือ่ พ.ศ. 2503 รวมเงิน 67,729.50 บาท จังหวัดเชยี งใหม่ จอมทอง ดอยเต่า 26.โรงบ้านหลวงศรีจอมทอง เมอ่ื พ.ศ. 2494 รวมเงนิ 175,038.15 บาท 27.โรงเรียนบ้านสามหลงั ต.สองแคว เมอื่ วนั ท่ี 1พฤษภาคม 2494 รวมเงิน 60,000 บาท 28.โรงเรียนบ้านห้วยนา้ ดิบ ต.ข่วงเปา เมอื่ วนั ที่ 10 กนั ยายน 2495 รวมเงนิ 73,191 บาท 29.โรงเรียนบ้านทงุ่ หมากหนมุ่ ต.สบเต๊ียะ เมื่อวนั ที่ 15 กรกฎาคม 2496 สนิ ้ เงนิ 43,677.40 บาท 30.โรงเรียนบ้านสบเตี๊ยะ เม่ือวนั ที่ 1 กรกฎาคม 2495 รวมเงิน 40,272.50 บาท 31.โรงเรียนบ้านข่วงเปา เมื่อ พ.ศ. 2500 สนิ ้ เงิน 100,000 บาท 32.โรงเรียนบ้านเมอื งกลาง เม่ือวนั ที่ 10 กมุ ภาพนั ธ์ 2510 รวมเงิน 85,327 บาท 33.โรงเรียนบ้านดอยเตา่ เมือ่ พ.ศ. 2500 รวมเงิน 161,518.80 บาท 34.จงั หวดั ลาปาง อาเภอเกาะคา แม่ระมาด ตาก 35.โรงเรียนวดั นาแก้ว สร้างเม่อื พ.ศ. 2505 สนิ ้ เงนิ 257,726 บาท 36.โรงเรียนบ้านนางแตน สร้างเมื่อ วนั ที่ 25 กมุ ภาพนั ธ์ 2506 37.โรงเรียนบ้านวงั แดง ต.ตะขิน เม่อื วนั ที่ 8 มนี าคม 2496 5.ประเพณีเปล่ียนผ้าครูบาขาวปี

พทุ ธศาสนกิ ชน ชาวจงั หวดั ลาพนู และ จงั หวดั ใกล้เคียง ร่วมงานประเพณีเปลย่ี นผ้า ครองสรีระร่าง ครูบาอภชิ ยั ขาวปี ซงึ่ เป็นพระเกจิ หน่ึงในลกู ศษิ ย์ของ ครูบาศรีวชิ ยั นกั บญุ แหง่ ล้านนาไทย ซง่ึ มรณภาพ มาแล้ว 40 ปี แตส่ รีระร่างยงั คงสภาพไมเ่ นา่ เป่ือย วดั พระพทุ ธบาทผา หนาม ต.ป่าไผ่ อ.ลี ้จ.ลาพนู พทุ ธศาสนิกชน ชาว จ.ลาพนู และ ใกล้เคยี ง เดินทางไปร่วมพธิ ีเปล่ียน ผ้าครองสรีระร่าง “ ครูบาอภิชยั ขาวปี ” แห่งมรณะกาล ซึ่ง วดั พระพทุ ธบาทผาหนาม ต.ป่ าไผ่ และ คณะศรัทธา ได้ร่วมกนั จดั ในระหวา่ ง วนั ท่ี 1 – 4 มีนาคม เป็นประจาทกุ ปี บรรยากาศเป็นไปอยา่ ง เนืองแนน่ โดยมีว่าท่ี ร้อยตรีณรงค์ โรจนโสทร ปลดั จ.ลาพนู เป็นประธานในพิธี มี หน.สว่ น ราชการ และคณะศรัทธา กว่า 1,000 คน มาร่วมทาบญุ ในชว่ งเช้ามพี ิธีทาบญุ พระสงฆ์จานวน 40 รูป สวดมาตกิ า จากนนั้ เวลา 14.29 น. พิธีเปล่ียนผ้าครองพระสรีระ องค์ครูบาเจ้าอภชิ ยั ขาวปี สว่ น ช่วงค่า เวลา 19.30 น. พระสงฆ์จานวน 9 รูป สวดพระอภธิ รรม และ จะมีพธิ ีทาบญุ ตกั บาตร อทุ ศิ สว่ นกศุ ล แด่ครูบาอภิชยั ขาวปี ในงานนอกจากจะมีพิธีเปลี่ยนผ้าสรีระร่างครูบาอภชิ ยั ขาวปี ยงั มกี าร ถวายทานกองเจดีย์ทรายเขาวงกตด้วย แห่ครูบาขาวปี ประเพณีเปล่ยี นผ้าครูบาขาวปี

จดั กิจกรรมสืบสานประเพณีล้านนาฟื้น คุณค่าส่ชู ุมชน

บทท่ี5 สรุปและข้อเสนอแนะ 1.สรุปผล จากการทาโครงงานศกึ ษาค้นคว้าทางประวตั ิศาสตร์ เรื่องประวตั ิครูบาขาวปี เพือ่ ศกึ ษาเก่ียวกบั ประวตั ิความเป็นมาของครูบาขาวปี และ ผลงานสาคญั ของครูบาขาวปี ครูบาขาวปี เป็นพระเถระชาวจงั หวดั ลาพนู ผ้มู บี ทบาทสาคญั ในการสร้างและบรู ณะ พทุ ธศาสนสถานหลายแห่งทวั่ ภาคเหนือของประเทศไทย ครูบาอภิชยั ขาวปีถือกาเนิดเม่ือวนั จนั ทร์ เดือน 7 เหนือ ปีกดั เปา้ ปีฉลู ซง่ึ ตรงกบั วนั ที่ 17 เดือนเมษายน พ.ศ.2431 เม่อื อายไุ ด้ 16 ปี ผ้เู ป็นแม่ จงึ พาไปฝากตวั เป็นลกู ศษิ ย์ของครูบาศรีวิชยั ท่ีวดั บ้านปางทา่ นจึงได้เร่ิมเรียนหนงั สือ จนอายไุ ด้ 22 ปีครูบาเจ้าศรีวชิ ยั จงึ ได้ทาการอปุ สมบทให้หลงั จากที่ท่านบวชท่านได้ถกู จบั สกึ 3 ครัง้ ถกู จบั สกึ ครัง้ ท่ี 1 เนื่องจากท่านถกู ใสร่ ้ายวา่ ไมไ่ ปเกณฑ์ทหาร ถูกจบั ศกึ ครัง้ ท่ี 2 เนื่องจากถกู ใสร่ ้ายวา่ เร่ียไรเงิน จากชาวบ้านในการและบุกรุกป่าซง่ึ ให้ชาวต่างชาติทาสมั ปทาน ถกู จบั สกึ ครัง้ ท่ี 3 ครัง้ สดุ ท้าย เน่อื งจากเคยขโมยตดั ไม้สกั ในป่า มาสร้างวหิ าร โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตจากทางราชการ จึงถกู คณะ สงฆ์ลงโทษเป็นทตุ ยิ ปาราชิก ผลงานและบทบาทของครูบาขาวปี โดยมีผลงานในด้านการบรู ณะก่อสร้างมากมาย ถึง 5 จงั หวดั และอกี 1 ประเทศ คือ พม่า เมืองเมียวดี ตามทีผ่ ้เู คยตดิ ตามกลา่ วไว้เฉพาะวดั 400 วดั และ โรงเรียน 42 โรงเรียน สะพาน ด้วยชื่อเสียงของครูบาขาวปีทาให้ต้องถูกอธิกรณ์อยถู่ ึง 3 ครัง้ แต่ทกุ ครัง้ ก็ไมพ่ บความผิดเกี่ยวกบั พระวินยั และทางอาญาเลยสกั ครัง้ รัฐบาลเห็นคณุ งามความดี ของ ท่านได้จงึ มอบโลท่ องคา เป็นรางวลั รวมทงั้ หมด 40 โลร่ างวลั และทส่ี าคญั ท่านยงั มีบทบาท มากมายได้แก่ บทบาทในการปกครอง ที่มตี ่อสงั คมล้านนาในฐานะนกั เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาได้มี อทิ ธิพลความเชื่อต่อกลมุ่ ชนในชาติพนั ธ์ุต่างๆ บทบาทด้านศาสนศกึ ษา ทรงอิทธิพลต่อการศกึ ษา ของพระภิกษุสามเณรและอบุ าสกอบุ าสิกาผ้ตู ิดตาม บทบาทด้านศกึ ษาสงเคราะห์ การสนบั สนนุ และสร้างสถานศกึ ษาในแถบดินแดนล้านนากว่า 30 สถานศกึ ษา บทบาทด้านสาธารณปู การ บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์ เป็นต้น ครูบาขาวปีมรณภาพ ทา่ นได้มรณภาพในวนั ท่ี 3 มนี าคม พ.ศ. 2520 โดยอาการสงบ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook