Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่4

บทที่4

Published by pwongkomsing, 2018-09-03 01:59:19

Description: บทที่4

Search

Read the Text Version

บทท่ี 4 แหลง การเรยี นรูและเครือขายการเรยี นรู พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 (ม.22, ม.24) และหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ระบุวาในการออกแบบการเรยี นรู ผูสอนตอ งใชแหลงเรียนรู เพื่อใหผเู รยี นไดพฒั นาเตม็ ตามศักยภาพ และบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูท่ีกําหนด ส่ือการเรียนรู เปนเครือ่ งมอื สนับสนุนการจดั การกระบวนการเรียนรู มีหลายประเภท แหลงการเรียนรูแ ละเครอื ขา ยการเรยี นรู โดยเฉพาะในทอ งถ่นิ ผสู อนสามารถเสาะหา จัดทําหรือพัฒนาขึ้นมาเอง หรือปรับปรุงสื่อที่มีอยูเดิมหรืออยูรอบตัว รอบชุมชนทองถ่ิน ท่ีสามารถสงเสริมและสื่อสารใหผูเรียนเกิดการเรียนรูนอกจากนสี้ ถานศกึ ษา ตอ งจัดใหมแี หลง การเรียนรู ศูนยส่ือการเรียนรู ระบบสารสนเทศการเรียนรูและเครือขายการเรียนรูทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ ทั้งในถานศกึ ษาและในชมุ ชน เพอื่ การศกึ ษาคนควาและการแลกเปลีย่ นประสบการณการเรียนรู ระหวางสถานศึกษา ทองถ่นิ ชุมชน สังคมเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารเพอื่ การศกึ ษา ประเทศไทยมีนโยบายในการนําเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาใชในการจัดการเรียนการสอน ดังปรากฏในหมวดท่ี 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ.2542 สนับสนุนใหไ อซที ี เปน เคร่ืองมือสาํ คัญ ในการปรับปรุงประสทิ ธภิ าพในการจดั การเรียนการสอนของผูสอน และเพิ่มประสิทธิผลในการเรียนรูของผูเรียน มีเปาหมายท่ีจะสรางทรัพยากรบุคคลในสังคมไทยใหเปนสังคมเศรษฐกิจฐานความรู (Knowledge – basedeconomy: KBE) และการเรียนรูตลอดชีวิต จุดมุงหมายท่ีสําคัญคือการเตรียมพรอมใหผูเรียนมีทักษะในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู ดังนั้น ทั้งผูสอนและผูเรียนจําเปนตองปรับเปล่ียนบทบาทของตนเองใหมีความรูและทักษะในการเรียนรูอยางมีความหมายตลอดชีวิต ซ่ึงเปนประโยชนท่ีจะชวยใหประเทศสามารถแขงขันกับนานาอารยประเทศไดอยางทัดเทียม ทักษะดังกลาวอาจเรียกไดวาเปนความฉลาดในดานเทคโนโลยี (TQ: Technology Quotient) ซึ่งเปนวิทยาการสมัยใหมท ีไ่ ดรบั การยอมรบั อยา งสูง ในปจ จบุ นั วา สามารถเพม่ิ ความสามารถในการเรยี นรูของผูเรียนได เราสามารถใชไอซที ีในวงการศกึ ษาไดหลายรูปแบบ ดังน้ี 1. ไอซีทีเปนวิชา หมายถึง การเรียนรูเก่ียวกับไอซีทีโดยจัดเปนคอรสวิชาหน่ึงโดยเฉพาะ เน้ือหาทจ่ี ะเรยี นในวิชานี้จะต้ืนลึกมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับประเภทของการศึกษาและ

98ระดบั ของผูเรียน เชน ผูเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมยอมเรียนเนื้อหาไมลึกมากเทาผูเรียนในระดับปริญญาหรอื ผูเ รียนในสถาบันดา นเทคนคิ การเรยี นรูเก่ียวกับไอซีทีเปนการเตรียมความพรอมใหกับผูเรยี นเพอ่ื ใชไอซีทีในการศึกษาหาความรู ในวชิ าชีพและชวี ติ สังคมในอนาคต 2. ไอซที ีเปน เครือ่ งมือ ในการเรียนการสอนโดยตรง เปนการใชไอซีทเี ปน สือ่ เพ่อื ใหผูสอนใชสอนและผูเรียนใชเรียน ลักษณะการใชอาจมีอยูหลากหลายรูปแบบแตกตางกันตามเทคนิคและวิธีการสอน เชน ใชในการเรียนเพ่ือฝกทักษะและปฏิบัติ (drill and practice) ใชในการจําลอง(simulations) และใชในเครอื ขา ยการศึกษา เปน ตน 3. ไอซีทีเปนเครื่องมือชวย เปนการใชไอซีทีเปนเคร่ืองมือชวยในการทํางาน เชนการรวบรวมขอ มลู เอกสาร เตรียมการสอน การทํางานคนควาวิจัย การติดตอกับผูปกครองนักเรียนเปนตน การใชไอซีทลี กั ษณะน้เี ปน การใชง านอยางอสิ ระจากวิชาเรยี น 4. ไอซีทีเปน เครื่องมอื ในการชวยจัดการและจัดรวบรวมโครงสรางในสถาบันการศึกษาเชน การใชเ ครอื ขา ยเฉพาะทใี่ นหนว ยงาน การใชระบบสารสนเทศเพือ่ การจดั การ (MIS) สํานักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย (2553) ไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารเพือ่ การศกึ ษา วา คือการนําความกา วหนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมากอใหเกิดการเปล่ียนแปลงรูปแบบการเรียนรูของมนุษย โดยการนําระบบเครื่องมือสอ่ื สารตางๆ เชน ระบบโทรศัพท ระบบโทรทศั น เขากบั ระบบคอมพวิ เตอรทต่ี อบโตก ับผูใ ช ประกอบกับการใชแหลงความรูท่ีหลากหลาย จะทําใหผูใชสารมารถเรียนรูส่ิงตางๆ ดวยความสนใจ และมีศักยภาพในการลดขอ จํากดั ดานเวลาและระยะทาง กอใหเกิดประโยชนตอการเรียนรูตลอดชีวิต ในลักษณะการเรียนรูดิจิทัล คือ การผนวกกันของทักษะความรูและความเขาใจที่ผูเรียนตองเรียนรูเพ่ือท่ีจะมีสวนรวมอยางเต็มท่ี และมีความปลอดภัยในโลกยุคดจิ ิทลั มากขึ้น การเรยี นรเู ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารเพ่ือการศึกษา กิดานันท มลิทอง (2548)และหลกั สตู รแกนกลาง พทุ ธศกั ราช 2551 มคี วามสอดคลองกัน สรุปไดวา โดยทั่วไปแลวเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร จะใชเพือ่ การศกึ ษาใน 3 ลักษณะ ไดแก 1. การเรยี นรูเกย่ี วกบั เทคโนโลยี (learning about technology) เปนการเรียนรูในเรือ่ งของเทคโนโลยี ไดแก กระบวนการเทคโนโลยสี ารสนเทศ การติดตอส่ือสาร การคนหาขอมูล การใชขอมูลและสารสนเทศ การแกปญหาหรือการสรางงาน คุณคาและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร เปน ตน 2. การเรียนรูโดยใชเทคโนโลยี (learning by technology) เปนการใชเทคโนโลยีเปนเครื่องมือเพ่ือการเรียนรู เชน การนําเสนอขอมูล สรางภาพกราฟก สรางานเอกสาร วิธีดูแลรักษาอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศ การใชอินเทอรเน็ตเพ่ือการสืบคนและคนควาหาความรู การสรางช้นิ งานในลกั ษณะบทเรียนอเิ ลก็ ทรอนิกส เปนตน

99 3. การเรียนรูไปกับเทคโนโลยี (learning with technology) เปนการเรียนรูเก่ียวกับความเจริญกาวหนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไดแก เลือกใชเทคโนโลยีอยางสรา งสรรคต อชีวติ สงั คมสิง่ แวดลอม และมีการจัดการเทคโนโลยีดวยการลดการใชทรัพยากร หรือเลือกใชเทคโนโลยีท่ีไมมีผลกระทบตอส่ิงแวดลอม สามารถประยุกตใชเทคโนโลยีใหมๆ มาใชเพื่อพฒั นาการเรยี นรูของตนเอง สํานักเทคโนโลยเี พือ่ การเรยี นการสอน (2554) ไดเสนอการนําส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร หรอื สอื่ ไอซที ี แบง ตามลกั ษณะของการนําไปใชใ นการจัดการเรยี นรวู า ในการจัดการเรียนรูของผสู อนน้นั มี 2 ลักษณะ ไดแ ก 1. สอนโดยใชสื่อไอซที ีเปน เคร่ืองมือประกอบการเรียนรู ในกรณีนี้เปนการนําสื่อไอซีทีถายทอดเน้อื หา สาระ ออกแบบการจัดการเรียนรูและเปนเครือ่ งมอื ประกอบการสอนในรายวชิ าตา งๆโดยใหผูเรียนศึกษาหาความรู สรางองคความรูและเรียนรูความรูตางๆ ผานส่ือไอซีที ที่ผูสอนผลิตผูเรียนผลิต ผสู อนและผเู รียนรว มกนั ผลติ หรือนาํ สอ่ื ไอซที ี ทม่ี ีอยโู ดยทัว่ ไปบนเครือขายอินเทอรเน็ตสื่อไอซีที ลักษณะนี้ ไดแก ส่ือวีดิทัศน หนังสืออิเล็กทรอนิกส (e-book) หรือบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เปน ตน 2. ผสู อนใหผเู รียนไดเ รียนรูการใชสอ่ื ไอซีที และการติดตอสื่อสารดวยสื่อไอซีทีโดยตรงสวนใหญจ ะใชว ธิ ีนก้ี บั รายวิชาการงานอาชพี และเทคโนโลยี และวิชาคอมพิวเตอร ซ่ึงผูสอนสามารถจัดกระบวนการเรียนรูใหสอดคลองกับหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรูและตัวช้ีวัด โดยผูสอนตองวเิ คราะหห ลักสตู รและจัดสาระและกิจกรรมการเรียนรใู หผูเ รยี นไดเรียนรวู ิธีการใชง านโปรแกรมตา งๆและสามารถสรางช้นิ งานใหเกดิ เปน ผลผลิตจากการเรียนรูดวยคอมพิวเตอรได โดยมีผูสอนเปนผูใหคําปรกึ ษา แนะนํา และประเมินผลตามสภาพจริง ผลผลิตจากการเรียนรู ไดแก การจัดทํารายงานดว ยโปรแกรมประมวลผลคํา โปรแกรมตารางคํานวณ โปรแกรมฐานขอมูล โครงงานจากการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพวิ เตอร หรอื สรา งผลผลิตในลกั ษณะช้ินงานจากโปรแกรมประยุกต เชน หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส เวบ็ เพจ รายการโทรทัศน และคอมพิวเตอรช ว ยสอน เปน ตน นอกจากน้ีระบบการส่ือสารในปจ จุบนั ท่เี อ้ืออาํ นวยตอการศกึ ษา สามารถสื่อสารระหวางผูสอนกบั ผเู รยี นไดทั้งแบบการสือ่ สารทางเดียวและการสือ่ สารสองทาง ดังนี้ 1. การสอ่ื สารทางเดยี ว เชน การรับชมรายการโทรทศั นก ารศกึ ษาจากโรงเรียนไกลกังวลผา นสญั ญาณดาวเทียม การสอบถามผูเชี่ยวชาญจากกระดานถามตอบปญหา หรือการสืบคนขอมูลสารสนเทศจากระบบสบื คนท่นี ยิ มกนั ในปจ จุบัน เชน Google เปน ตน 2. การสื่อสารสองทาง เชน การเรียนการสอนในหองเรียนเสมือนจริง ทั้งผูเรียนและผูสอนไมจ าํ เปน ตองอยใู นสถานทเี่ ดยี วกนั แตผ สู อนสามารถสอนสดไดโดยผานระบบประชุมทางไกล

100หรือการถา ยทอดภาพและเสียงผานโปรแกรมสําเร็จรูปทําใหรับภาพ และฟงเสียงในแบบประสานเวลาระหวางกันได เปน ตนคอมพวิ เตอรเ พอ่ื การศกึ ษา คําวา คอมพิวเตอร ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไดใหความหมายไววา“คอมพิวเตอร น.เครอ่ื งอเิ ล็กทรอนิกสแ บบอตั โนมัติ ทาํ หนา ท่เี หมือนสมองกล ใชสําหรับแกปญหาตางๆ ทั้งทงี่ า ยและซับซอ นโดยวิธีทางคณิตศาสตร (อ.Computer)” คอมพิวเตอร จึงเปนเคร่ืองจักรอเิ ลก็ ทรอนกิ สท ่ีสรางขึ้นเพื่อใชทํางานแทนมนุษยในดานตางๆ ในดานงานการคํานวณ งานกราฟกการประมวลผล การจดั เกบ็ ขอมลู การจัดการสัญลกั ษณขอ มูล การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร การสื่อสารอิเลก็ ทรอนิกส รวมถงึ ใหความบนั เทิงทั้งภาพและเสียง (กดิ านนั ท มลิทอง, 2548) นับตั้งแตชาวจีนไดประดิษฐอุปกรณชวยในการคํานวณข้ึนเม่ือราวหน่ึงพันปกอนคริสตศ ักราชและตอมาไดมผี สู รา งเคร่อื งคาํ นวณท่ใี ชร หัสในการบันทึกขอมูล และใชบัตรในการปอนขอมูลน้ัน นับไดวา เปนเรม่ิ แรกของการประดษิ ฐคดิ คนเกี่ยวกับเครอ่ื งคอมพิวเตอรเพื่อการใชง าน และต้ังแตป พ.ศ.2483 เปนตน มา ไดม ผี ปู ระดิษฐเครอื่ งคอมพวิ เตอรขนึ้ มามากมายหลายขนาดทําใหเปนการเริม่ ยคุ คอมพิวเตอรอ ยา งแทจ รงิ โดยสามารถจดั แบงคอมพิวเตอรออกไดเ ปน 5 ยคุ ดังน้ี - ยุคแรก พ.ศ.2494-2501 : หลอดสญุ ญากาศ - ยคุ ท่สี อง พ.ศ.2502-2507 : ทรานซสิ เตอร - ยุคที่สาม พ.ศ.2508-2512 : วงจรรวม ไอซี - ยคุ ทส่ี ี่ พ.ศ.2513-2523 : ไมโครโพรเซสเซอร หรอื ไมโครคอมพวิ เตอร - ยุคทีห่ า พ.ศ.2524-ปจ จบุ นั : เปนยคุ ของการพฒั นาไมโครโพรเซสเซอรทม่ี ีความ รวดเรว็ ในการทํางานมากขนึ้ ในการทํางานของคอมพิวเตอร เพ่ือใหไดสารสนเทศขึ้นมานั้น จะประกอบไปดวยกระบวนการ 4 ขัน้ ตอน คือ 1. การรบั ขอมูล (input operation) เปน การทํางานข้ันแรกของคอมพิวเตอรโดยจะรับขอมูลเขา มา ขอ มลู นี้อาจอยูในรูปแบบของตัวเลข ขอ ความ ภาพ เสียง ทยี่ งั ไมมีการจดั ใหเปนระเบยี บผใู ชจ ะปอ นขอ มูลผานอุปกรณรบั ขอมลู เชน ตวั อักษรผานคยี บ อรด หรือเสียงผานไมโครโฟน ขอมูลจะถูกแปลงใหเ ปนรูปแบบทปี่ ระมวลไดดวยคอมพิวเตอร

101 2. การประมวล (processing operation) เมอ่ื ไดร บั ขอมลู เขามาแลว ขอมูลนนั้ จะถกู จัดดําเนนิ การเพื่อการประมวลผลหรือแปลงใหเปนสาสนเทศ (เชน ขอความหรือผลรวม) ตัวอยางเชนตวั เลขจะถูกบวกหรือลบเพือ่ เปน ผลลพั ธในการคดิ คํานวณ 3. การสงออก (output operation) เมอ่ื ไดส ารสนเทศจากการประมวลผลแลว จะมีการสงสารสนเทศนั้นออกไปเพื่อการใชงาน เชน การดูผลลัพธบนจอมอนิเตอร การพิมพผลลัพธดวยเครือ่ งพมิ พ หรอื เสียงออกทางลาํ โพง ฯลฯ 4. การจัดเก็บในหนวยเก็บรอง (secondary–storage operation) โดยปรกติขอมูลและสารสนเทศทไ่ี ดมานน้ั นอกจากจะเก็บในในหนวยความจําหลักของคอมพิวเตอรแลว ยังสามารถจดั เกบ็ สาํ รองไวในหนวยความจําสาํ รอง เชน ฮารดดิกส ดสิ เกต็ และแผน ซดี รี อม เปน ตน กระบวนการทง้ั 4 ขัน้ ตอน ในการทํางานของคอมพิวเตอร สามารถแสดงไดดังตอ ไปน้ีรับขอ มลู การประมวลผล ผลลัพธ การจัดเกบ็(Input) (Process) (Output) (Storage) ภาพที่ 4.1 การทาํ งานของคอมพิวเตอรอินเทอรเ นต็ เพอ่ื การศกึ ษา อินเทอรเน็ต (internet) คือ ระบบของการเช่ือมโยงขายงานคอมพิวเตอรขนาดใหญครอบคลุมไปท่ัวโลก เพื่ออํานวยความสะดวกในการใหบริการขาวสารขอมูลสารสนเทศ เชนไปรษณียอิเล็กทรอนิกส กระดานสนทนาสด หรือกระดานขาว เปนตน โดยต้ังอยูในไซเบอรสเปซ(cyberspace) ซ่ึงเปรียบเสมือนท่ีวางที่สรางข้ึนโดยระบบของคอมพิวเตอร ผูใชงานอินเทอรเน็ตสามารถเขาถึงระบบโดยผา นการส่อื สารโดยใชเ กณฑว ธิ คี วบคุมการสงผา น หรือถา ยโอนขอ มลู ระหวา งคอมพิวเตอรตามมาตรฐานอนิ เทอรเ น็ต (TCP/IP) เราสามารถจะประยุกตใชเทคโนโลยีอินเทอรเน็ตในการศกึ ษาไดห ลากหลายรปู แบบ ดงั น้ี

102 1.การสืบคนขอมูล เนื่องจากอินเทอรเน็ตเปนระบบที่รวมเครือขายขอมูลตางๆ เขาไวดว ยกัน สามารถสบื คนขอ มลู จากแหลง ตางๆ ท่ัวโลกเพื่อการศึกษา คนควาและวิจัยในเร่ืองท่ีบุคคลสนใจทกุ สาขาวิชาเพ่อื นาํ มาใชใ นการเรียนการสอนและการวจิ ัย ซ่ึงแหลง คน ควา มหี ลากหลายรปู แบบเชน การสืบคน ผา นหองสมุดอิเล็กทรอนกิ ส หรอื ระบบคนหาขอ มูล เชน Google เปนตน 2. การเรียนและการติดตอส่ือสาร ในการจัดการเรียนการสอน ท้ังผูเรียนและผูสอนสามารถติดตอส่ือสารถึงกันและกันไดโดยงาย การนําเสนอบทเรียนอาจนําเสนอในรูปแบบ CAIลักษณะออฟไลนหรือออนไลนก็ได เมื่อผูเรียนศึกษาเสร็จแลวหากมีคําถามหรือสงงานใหผูสอนสามารถสง กลบั ไปยังผูส อนไดท างไปรษณียอิเล็กทรอนิกส หรือผานระบบติดตอสื่อสารที่ปจจุบันมีรูปแบบมากมายใหเลอื กใช 3. การเรียนการสอนเชิงเสมือน เปนลักษณะท่ีผูสอนและผูเรียน ไมไดพบปะกันในช้ันเรียน แตสามารถทาํ ใหเกดิ การเรยี นรูไดโ ดยใชค อมพิวเตอรเปนอปุ กรณการเรียนการสอนและใชการสอ่ื สารความเร็วสูงในการสงผา นบทเรยี นและขอมูลสารสนเทศทางอินเทอรเ นต็ จงึ ทําใหเปน ลักษณะของการศึกษาทางไกล โดยผูเรียนสามารถนั่งเรียนอยูในสถานท่ีใดๆ ก็ได เรียกวา การเรียนอิเล็กทรอนกิ ส (electronic-learning) หรืออเี ลริ น นิง (e-learning) โดยจะเนนเฉพาะการเรียนการสอนผา นเครือขายคอมพวิ เตอรโดยใชเ ทคโนโลยีเวบ็ ในการนําเสนอบทเรียนออนไลนและมีการสอ่ื สารระหวา งผเู รียนและผูสอนหรือระหวางผเู รียนดวยกันเองผานทางอเี มลและเวบ็ บอรด 4.หองเรียนเสมือน (Virtual classroom) โดยท่ัวไปแลวหองเรียนเสมือนจะเปนสภาพแวดลอมของการเรียนการสอนที่ใชระบบการสื่อสารผานคอมพิวเตอร ประกอบไปดวยการสื่อสารเปน กลมุ มีการทาํ งานและสงิ่ อาํ นวยความสะดวกใน สเปซ ซง่ึ ใชซ อฟตแวรส รางขน้ึ มา เพื่อใหเปน สภาพของ เชิงเสมือน โดยการมปี ฏสิ มั พันธโ ตต อบกันระหวา งผูสอนและผูเรียนแทนท่ีจะเปนการพบกนั ทางกายภาพ ภาพที่ 4.2 หอ งเรียนเสมอื นจรงิ ท่มี า: กิดานนั ท มลิทอง, 2548: 280

103 การเรยี นการสอนลกั ษณะน้ี ตอ งมีการนัดเวลาในการเรียนกันกอ นลว งหนา เพ่ือใหผูเรียนมาอยูพรอมกันและมักใชการประชุมทางไกลดวยวีดิทัศน หรือเว็บแคม ประกอบดวยเพื่อความสมบูรณแบบในการสอน การเรียนระบบนี้นอกจากจะมเี คร่ืองคอมพิวเตอรแลวยังตองมีอุปกรณและวสั ดุอื่นๆ ไดแกจอภาพ กลองวีดิทัศน ลําโพง ไมโครโฟน และซอฟตแวรในการรับสงสัญญาณภาพเสยี งและบทเรยี นท้ังในหองสอนและหองเรยี น นอกจากการสอนสดแบบประสานเวลาดังกลาวแลวยังสามารถสรางหองเรียนเสมือนในลักษณะของเว็บไซต ท้งั น้ีเพ่ือใหผูเรียนเขามาเรียนเน้ือหาวิชาไดเหมือนกบั การเรียนในหองเรียนและมกี ารนดั หมายเวลาลาระหวางผูเรียนและผูสอนเพ่ือการส่ือสารสดไดอ ีกดว ย ขน้ึ อยูกับวาจะใหค วามหมายของ หอ งเรียนเสมือน วา จะมีการใชก ารประสานเวลามากนอยเพียงใด นอกจากจะใชคําวา Virtual classroom แลว อาจมีการใชคําวา webcasts และwebinars ในความหมายของหอ งเรียนเสมอื นอกี ดวยนวัตกรรมหอ งสมดุ น้าํ ทพิ ย วภิ าวนิ (2551) ไดก ลา วถงึ นวตั กรรมหอ งสมุด สรปุ ไดวา ระบบงานหอ งสมุดและระบบเทคโนโลยที ีช่ ว ยสนบั สนนุ งานของหองสมุดมคี วามสัมพันธกนั เนอื่ งจากเทคโนโลยเี ปนเครื่องมือการทํางานตามกระบวนการทํางานของหองสมุด มีแนวคิดในการวิเคราะหกระบวนการทํางานประกอบไปดวย การจัดหาทรัพยากร การวิเคราะหหมวดหมู การบันทึกขอมูลลงในฐานขอมูลและการบรกิ าร แสดงเปน ภาพไดดังนี้ ภาพท่ี 4.3 กระบวนการทํางานของหองสมดุ ในปจ จบุ ัน ที่มา: นํ้าทิพย วิภาวิน, 2551: 31 กระบวนการทํางานของหอ งสมุดในอนาคต ประกอบไปดว ยการสรางไฟลขอมลู ของขอ มลู(metadata) ซึ่งเปนการอธบิ ายคุณสมบัตขิ องขอมลู ท่แี บงเปน หมวดหมู หรอื กลุม ของขอ มูลเพ่ือความสะดวกในการคนคนื เรยี กการจดั การนี้วา managing e-Resources หรอื e-Content ทั้งนี้เน่ืองจาก

104การจัดเก็บเอกสารสิ่งพิมพสวนใหญจ ะอยใู นลกั ษณะของไฟลดจิ ิทลั และมกี ารรวบรวมไวใ นจุดบริการคือ Knowledge Portal โดยใชเ ทคโนโลยีของ web 2.0 สนับสนุน ท่ีเรียกวา social network siteหมายถึง การบรกิ ารของเวบ็ ท่ผี ูใชแ ละเจาของมสี วนรว มในการแบงปนทรัพยากรระหวางกันและกันเชน ผูใชสามารถเพ่ิมเติมเนื้อหาที่ตองการเชื่อมโยงกับขอมูล และดึงขอมูลของหองสมุดไปใชประโยชนไดงาย จงึ ทาํ ใหเ กิดเทคโนโลยี library 2.0 ข้นึ ดังภาพที่ 4.4 ภาพท่ี 4.4 กระบวนการทาํ งานของหองสมุดในอนาคต ทม่ี า : น้ําทิพย วิภาวนิ , 2551: 32 สําหรับเทคโนโลยที ี่ใชในหอ งสมุดในอนาคต มรี ายละเอียดดงั นี้ 1. เปนระบบหอ งสมุดอตั โนมตั ิ โดยใชซ อฟตแวรหองสมุดหรือซอฟตแวรระบบหองสมุดอตั โนมัติ ท่นี าํ เอาเทคโนโลยี web 2.0 มาใช 2. ศนู ยความรู (Library Portal หรอื Web Portal) ไดแกซอฟตแวรท่ีชวยจัดการขอมูลจากสอื่ ทกุ ประเภทเพ่ือใชในการคน หาขอมูลทต่ี องการ โดยการสบื คน และแสดงผลท่ีหนาจอเดียวกันลกั ษณะการทาํ งานคลา ย Search Engine เชน Google 3. การจัดทําสหบรรณนุกรมออนไลนและการจัดทําฐานขอมูลกลางสําหรับไฟลดิจิทัลเพอื่ ความสะดวกของผูใชในการสบื 4. คนขอ มูลจากหนาจอเดียว โดยสืบคนจากฐานขอมูลกลางหรือฐานขอมูลของแตละหองสมุด แนวคิดของเทคโนโลยี library 2.0 เปนความตองการใหผูใชมีสวนรวมในการสรางแลกเปล่ียนขอมูลที่ผูใชสนใจดวยตนเอง โดยนํามาสรางเปนศูนยความรูสวนบุคคล (PersonalPortal) ซง่ึ เปน แนวโนมของระบบฐานขอมูลในปจจุบันไดนําเสนอ เพื่ออํานวยความสะดวกแกผูใชท่ีตอ งการสรา งเนือ้ หาเอง ตองการแลกเปล่ยี นขอมลู ระหวา งกนั และใชข อ มลู โดยนํามาเชื่อมโยงกับฐานขอ มูลในเวบ็ บล็อก (Web blog) ของผูใชแตล ะคนคือแนวคิดหน่ึงของ Library 2.0 จงึ กลาวไดวาWeb 2.0 + Library = Library 2.0 เน่ืองจาก Library 2.0 เปนการประยุกตใชเ ทคโนโลยี web 2.0ความแตกตางของ web 1.0 และ web 2.0 คือการเปลี่ยนแปลงจากเวบ็ ไซตท ่ีมุงทําธุรกิจอยางเดียว

105มาเปนการมงุ สรางชมุ ชนหรือสังคมออนไลนม าก เทคโนโลยที ี่ใช Library 2.0 เชนเดียวกับ web 2.0ไดแก 1. การใชพ น้ื ที่แลกเปลย่ี นขอมลู ระหวา งเพ่ือน 2. การสรา งเวบ็ บล็อกของตนเอง 3. การสรางชมุ ชนระหวางกลมุ 4. การแลกเปล่ียนรปู ภาพระหวา งกนั 5. การแลกเปลย่ี นภาพเคล่ือนไหวระหวา งกนั 6. การแลกเปลยี่ นแผนท่ีระหวางชุมชน 7. การสง ภาพจากมอื ถอื ขน้ึ เว็บ 8. การสง บทความข้ึนเวบ็ สารานกุ รมออนไลนเครอื ขายการเรยี นรู การใชเทคโนโลยเี ปน สอ่ื กลางในการเรยี นรู และทาํ ใหกลุมการเรียนรูสามารถที่จะกอตัวข้ึนเปนเครือขายการเรียนรู (learning network) โดยสรุปจากการศึกษางานของRich Gordon(2008), บดินทร วิจารณ (2549), ใจทพิ ย ณ สงขลา (2550) และเกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักดิ์ (2543)รายละเอยี ดดงั นี้ 1. การสรางหรือการกอต้ังเครือขายการเรียนรูบนสังคมออนไลน สามารถกระทําไดหลายแนวทางดวยกนั ดังน้ี ขั้นท่ี 1 กาํ หนดกลมุ เปาหมายและวตั ถปุ ระสงค ขั้นท่ี 2 พิจารณาเลอื กเครื่องมอื เชน comments, discussion boards, blogs, Photo/video sharing, social network เปนตน ข้ันที่ 3 มอบหมายงานใหผ ูท เี่ หมาะสมบริหารเครอื ขาย ขัน้ ที่ 4 การสรางแรงจูงใจการมสี ว นรว ม (motivate participation) โดยใชห ลักของความงา ย การสอ่ื สารนโยบาย และความคาดหวังของเครือขาย ผูใชสามารถสรางขอมูลสวนตัวของตนเองได (user profiles) สนบั สนุนระบบสมคั รสมาชกิ ใหม เอ้อื ใหผูใชมีทางเลือกในการท่ีจะมีสวนรวมอยา งหลากหลาย สรางการติดตอส่ือสารระหวางสมาชิกของเครือขายในลักษณะออนไลนและออฟไลน เปนตน ข้ันท่ี 5 วางแผนการแกไขปญหาทจี่ ะเกดิ ขน้ึ (minimize unpleasantness)

106 การสรา งหรือการกอตั้งเครอื ขาย เร่ิมตน ทสี่ มาชกิ ของเครือขายมีความสนใจในเร่ืองใดๆรว มกนั มกี ลมุ เปา หมายและวัตถุประสงคทชี่ ัดเจน สว นใหญม โี ครงสรางท่ไี มไดเ กดิ จากการจัดกระทําแตเกิดจากการไหลของการทํางาน เกิดสังคมแหงการแบงปนความรูระหวางกันข้ึนท้ังในลักษณะพบปะและใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การตดิ ตอสื่อสาร จนกระทงั่ กลายเปน เครือขายในทส่ี ดุ การใหเกียรติตอ กันและกัน เปนการสรางบรรยากาศเพอ่ื ใหเกิดการมีสวนรวมในการแลกเปล่ียนเรียนรู จึงเปน สง่ิ ทีค่ วรสรางใหเกิดข้ึนในเครือขาย 2. การเสริมสราง/การจัดการเครอื ขาย เม่ือมีการสรางหรอื กอ ตง้ั เครือขา ยแลว หากไมม ีการจดั ระบบคอยระวังและเสรมิ สรา งความรว มมอื ของสมาชิกแลว เครือขายจะเริ่มแสดงอาการของการมีปญหาเพราะจะเกิดสภาพของความสับสน วุนวายและขัดแยงระหวางกัน อาจเกิดข้ึนมาจากความไมชัดเจนของบทบาทหนาที่ ดังน้ันควรมีการวิเคราะหเครือขายทางสังคม (social networkanalysis, SNA) ซึ่งเปน ท้งั แผนทีแ่ ละการวัดผลของลักษณะความสัมพันธ การสงตอของงาน ขอมูลความรใู นระดับของบุคคล กลุมงาน และองคกร ดังน้ันแตละโหนด (node) จะหมายถึงบุคคลหรือกลมุ คน เสนเชื่อมโยงระหวา งโหนดแสดงถงึ ความสมั พันธแ ละการสงตอ รวมถึงการแลกเปลยี่ นความรูทีเ่ กิดขนึ้ การวิเคราะหเ ครือขายมี 3 ขั้นตอนหลกั คือ 2.1 หากระบวนการหลัก (work flow) ขององคกรและหนว ยงานทีเ่ กีย่ วของ 2.2 หาความเชื่อมโยงในประบวนการ เพื่อสรางเปนเครือขาย โดยอาจใชคําถามเชน ในการทาํ งนตอ งมีทีป่ รกึ ษา มีการแลกเปลีย่ นขอมูล มีการตัดสินใจ ฯลฯ วาไดรวมกับใคร และความถใี่ นการติดตอ สือ่ สารเปนอยา งไร และมีใครบางเครอื ขา ยท่ตี ดิ ตอ ประสานงานดว ย 2.3 การสรางแผนที่เครอื ขา ยทางสงั คม โดยการสรา งเสน เชอ่ื มโยงระหวางโหนด ซ่ึงแตล ะเสน อาจมรี หัสสที ่ีแสดงถึงระดับของความสัมพันธ เมื่อมีแผนที่ของเครือขายทางสังคมแลว จะสามารถดําเนินการวเิ คราะหเ พอ่ื ปรับปรงุ ในหลายๆ ดานได เชนการปรับทีมงานใหเหมาะสมยิ่งข้ึนจุดไหนที่เปนจุดวิกฤติของกระบวนการก็สามารถจะตรวจสอบความเช่ือมโยงได สามารถปรับปรุงลกั ษณะงานใหเหมาะสมกับความสัมพันธท างสงั คมทเี่ กดิ ขนึ้ ได ในสว นของการเสรมิ สรางอาจทําดวยการใชค วามรว มมือเปนฐาน โดยจดั เตรยี มเครือ่ งมอื การสอื่ สารและการนาํ เสนออยางเหมาะสม และตองกําหนดบทบาทหนาท่ีใหกับผูที่มีสวนเกี่ยวของ หากไมมีการจัดบทบาทหนาที่ของสมาชิกในเครอื ขา ยแลวอาจเกิดความขัดแยงระหวางสมาชิกเนื่องจากการทํางานที่ซํ้าซอนกัน นอกจากน้ีการสรางเอกลักษณของชุมชน เชน สรางโลโก คําขวัญสรางประวัติบุคคลและประวัติชุมชน การดาํ เนินการดังกลาว เปนส่ิงหนงึ่ ท่ชี ว ยเสริมสรา งชุมชนใหด าํ รงอยูไดภายใตค วามรว มมอื ของสมาชิก 3. การคงไวแ ละพฒั นาเครือขาย ส่ิงสําคัญที่สุดของการคงไวซึง่ เครอื ขา ย คือ การใหเกยี รตริ ะหวา งกนั ของสมาชกิ ภายในเครอื ขาย การสนทนาแลกเปลย่ี นความรูระหวา งกนั ตอ งเปนไปอยา งสรางสรรค มคี วามเชือ่ มนั่ กนั ในขอมลู ท่ีไดรบั ซ่งึ ตอ งมกี ารพิจารณาสงิ่ ทไี่ ดรบั และทําใหผ อู นื่

107ไดรับรเู ชน กนั เช่ือในความมตี ัวตนของสมาชกิ ในเครือขา ย มีการจัดกจิ กรรมรวมทดี่ ําเนินการอยา งตอ เนือ่ งและมปี ฏสิ ัมพนั ธ เพื่อเปน กลไกทจ่ี ะดงึ สมาชกิ เขา หากัน ความยั้งยืนของเครอื ขายจะเกิดขึน้ ก็ตอ เมอื่ การทเี่ ครือขา ยจัดกิจกรรมอยา งตอ เนื่องจนกลายเปน แบบแผน (pattern) ของการกระทาํ ที่สมาชิกของเครือขา ยยอมรบั โดยทวั่ กนั ตองระมดั ระวงั และรักษาสมั พนั ธภาพท่ีดีระหวางกนั ตองกาํ หนดระบบจงู ใจเพียงพอที่จะดงึ ดดู สมาชกิ ใหเ ขารว มรวมไปถงึ การพฒั นาเครอื ขายใหขยายออกไปดงั นน้ั ตองมกี ารวเิ คราะหตัวบง ชถ้ี งึ แรงจูงใจทีแ่ ตกตา ง หลากหลายในแตล ะบุคคล แลวจดั กลุมของสง่ิ จูงใจทใี กลเ คยี งกนั ออกมาเปน กลมุ ๆ เชน คา ตอบแทน เกียรตยิ ศชอ่ื เสียง การยอมรบั ฯลฯ อันจะนาํ ไปสมู าตรการการสรา งแรงจูงใจสาํ หรบั บุคคลในแตล ะกลมุ อยา งเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ตอ งจัดหาทรัพยากรสนบั สนุนเครอื ขายอยางพอเพียง เม่อื เครอื ขา ยเกิดปญ หาตอ งใหค วามชวยเหลอื และแกไขปญ หาอยา งทนั ทว งที อาจจัดใหมศี นู ยทปี่ รกึ ษาเครือขา ย โดยจัดใหมผี เู ชีย่ วชาญ และจัดใหมีศนู ยค วามรู เพอื่ ทาํ หนา ทีศ่ กึ ษา คน ควาและวิจัยองคค วามรเู กยี่ วกบั การจดั การเครอื ขา ย โดยศกึ ษาจากตัวอยางเชิงประจกั ษของเครือขายทปี่ ระสบผลสําเรจ็ หรอื ลม เหลว ในการปฏบิ ตั งิ านจริง รวมถึงตองมกี ารสรา งผนู ํารุนใหมอยางตอ เนือ่ ง โดยการฝก อบรมใหความรูแกผ นู ําเครอื ขา ยใหห วั ขอตางๆ ท่ีจาํ เปน เชน การจัดการประชุม การบรหิ ารการเงิน การจดั การบัญชี การติดตามประเมินผลกจิ กรรมการสรางแรงจูงใจ การระดมความรว มมอื เปน ตน วงจรชีวิตของเครอื ขา ยเรม่ิ ตน จากการกอรูปของเครอื ขา ยทสี่ มาชกิ ท่มี ีความสนใจรวมกันชวยกันสรางขึ้น หรืออาจมีหนวยงาน องคกรใหความสนับสนุนอยางใกลชิด และใหคําปรึกษาชว ยเหลือในการจดั การเครอื ขาย สนบั สนุน เสริมสรา งใหเ ครอื ขา ยเกิดความรวมมือกันโดยธรรมชาติภายใตบรรยากาศทเี่ ปน มติ ร ใหเกยี รตซิ งึ่ กันและกัน ทั้งน้เี พือ่ ธาํ รงไวซ ง่ึ การรักษาเครอื ขายใหด ํารงอยูอยางยง่ั ยนื และผลักดันใหเครือขายเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตท้ังการทํางานและการเรียนรูของมวลสมาชิกท่ียอมรับเครือขายทางสังคมเขามาเปนสวนหนง่ึ ของชวี ิตอยา งถาวร ใจทิพย ณ สงขลา (2550) ไดเสนอหลักการเกี่ยวกับเครื่องมือสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สรุปวา การจัดกิจกรรมท่ีบุคคลไดรับการนําทางดวยผูเรียนดวยกันที่มีความชาํ นาญกวาหรอื ดว ยสารสนเทศชี้นาํ ทด่ี ี ตอมากลายเปน รากฐานสาํ คญั ในการประยุกตเ ขาสูการสรางสิ่งแวดลอมของการเรียนแบบรวมมือดวยการสนับสนุนจากคอมพิวเตอร โดยเนนที่การมีปฏสิ ัมพนั ธท างการเรียนท่ที ําใหผูเ รียนตอ รอง ปรับเหมาะและสรางความรใู หมในบบิ ทของผูเรียน จึงใชสังคมเปนบริบทในการสรางความรู แนวทางคอนสตรัคติวิสตเสนอ กรอบการฝกทางปญญา(Cognitive Apprenticeship) และในสถานการณจริง (Situated Cognition) เปนการเรียนเน้ือหาสาระจากประสบการณแ ละสถานการณจริง การใหตัวอยางและการเปนตัวอยาง การใหคําปรึกษาการสะทอนความคิด การคนควาและเพม่ิ ลําดบั ความซับซอน รวมทั้งการปฏิสัมพันธแลกเปลี่ยนและสรา งความรดู วยประสบการณรวมกนั กับ กลุม การเรยี นรู

108 แนวทางการจัดกระบวนการเรยี นรนู น้ั เนนการปฏสิ ัมพนั ธร ะหวางบคุ คล ถือวาบุคคล คอืผกู ระทํา คนหาและสรางความรูในบริบทท่มี ีความหมาย ไมส ามารถจดั ใหอยูในหองเรยี นได ตองจัดใหอยูภายใตสภาพแวดลอมจริงเพื่อใหผูเรียนเช่ือมโยงความรูอยางมีความหมาย ในบริบทของตนเองหมายถึงการเรียนแบบรวมมือดว ยการสนบั สนุนจากคอมพิวเตอร คือ บริบทของการเรียน แนวทางในการเรียนรูแ บบนี้ ไดแ ก 1. มุงท่กี ารใหส่งิ แวดลอมเปน จริงและเสนอหลายมุมมอง ท่ีจะชวยผูเรียนผูกเชื่อมกับความรทู ม่ี ีมากอน 2. สนบั สนุนการใชคอมพวิ เตอรเ ปนเครอื่ งมอื ทางปญญา ที่ชวยสนับสนุนการเรียนแบบรวมมือดวยเทคโนโลยี เพื่อเอ้ือใหเกิดการเช่ือมโยงแลกเปล่ียนความคิดมุมมองดวยปญญาในระหวางกระบวนการกลมุ 3. สนับสนนุ การใชคอมพวิ เตอรเพ่ือชวยลดภาระงาน ที่ซํ้าซากในการปฏิบตั ิ หรอื ใชชวยลดภาระในการจาํ โดยใชก ารจดั การการเรยี นแบบรว มมือดว ยการสนับสนนุ จากคอมพิวเตอร ทําหนาท่ีเสมือนผชู วยและผูใหจัดการแหลงความรูและขยายความสามารถทางปญญาของบุคคล เครื่องมอื ในการเรยี นแบบรว มมือดวยการสนับสนุนจากคอมพิวเตอรน้ันมีซอฟทแวรอยูหลากหลาย ที่สามารถชวยสรางเครือขายการเรียนรูและเอ้ือตอการปฏิสัมพันธระหวางกันเพื่อการเรียนรู ซอฟทแวรเหลานี้มีลักษณะท่ีรวมกันคือ ตองสามารถท่ีชวยผูเรียนในการสืบถาม สะทอนความคิดเพ่ือใหเกิดการเรียนรูไดอยางลึกซึ้ง ตัวอยางซอฟทแวร เหลานี้ เชน วิกิ บล็อก กระดานประกาศ อเี มล กลมุ ขาว แชท็ ขอความดว น เครอื่ งมอื ในสง่ิ แวดลอ มเสมอื น เปนตน เทคโนโลยีเว็บ 2.0 (web 2.0) เปนเทคโนโลยีที่นักวิชาการไดใหความสนใจศึกษาและวิจัยอยางกวางขวาง และใหความหมายและเรียกชื่อแตกตางกันไป ตามขอบเขตและจุดมุงหมายอยางไรก็ตามคําวาเทคโนโลยีเว็บ 2.0 หมายถึงการที่บุคคล หนวยงานหรือสถาบันใดๆ สรางความสัมพันธทางสังคมระหวางกันในลักษณะออนไลน มีจุดมุงหมายอยางใดอยางหนึ่งโดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศและคอมพวิ เตอรเปน สอื่ กลางในการติดตอส่อื สาร ยืน ภูวรวรรณ (2549) อางถึงใน นํ้าทิพย วิภาวิน (2551) กลาววา อินเทอรเน็ต ยุคที่ 2หมายความวา ผทู มี่ ีสว นเกย่ี วของกบั เครอื ขา ยอินเทอรเ น็ตทกุ คนทุกฝายไมวา จะเปนผูผิตเน้ือหาหรือผูใชเ น้อื หา ตา งเขามารว มกันทาํ หนา ที่แบงปน แลกเปลย่ี น และเชอื่ มโยงขอ มูลขาวสารถึงกันและกันเทคโนโลยี web 2.0 จึงเปนแพลตฟอรม (platform) ท่ีอาศัยอุปกรณท่ีอยูในเครือขายเปนตัวชวยทํางานให การใชงานและการประยุกตตางๆ อาศัยอุปกรณทํางานรวมกันในเครือขายที่เปนเน้ือเดียวกัน ทําใหการทํางานตางๆ ไมขึ้นอยูกับคอมพิวเตอรหรืออุปกรณคอมพิวเตอรของผูใช ขอมูลโปรแกรมไดรับการจัดวางไวในเครือขาย ผูใชเรียกเขาหาหรือใชงานไดทุกสถานท่ี ไมจํากัด ขอให

109เขาถึงและเช่ือมตอกับเครือขายเทาน้ัน ขอมูลขาวสารที่เรียกใช มีการผสมผสานของขอมูลหลายรูปแบบได จึงทําใหเครือขายเหมือนเปนแพลตฟอรม ใหผ ูใชใชง าน Christian Fuchs (2009) ไดเ ชอื่ มโยงเคร่ืองมือทางสังคมบนเว็บหรือ social softwareกับพัฒนาการของเว็บ ที่เร่ิมจาก web 1.0 มนุษยเรียนรูดวยตนเองเปนหลัก สืบคนขอมูลจากเครือขายเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีผูจัดเตรียมและเผยแพรไวให อาจเปนหนวยงาน องคกร หรือบุคคลทั่วไป ตอ มาไดม ีการพฒั นาระบบการติดตอ สอ่ื สาร เขาสยู ุค web 2.0 ผใู ชส ามารถแลกเปลี่ยนขอมูลระหวา งกันไดผ า นเครือขายคอมพิวเตอร เรียกไดวา web 1.0 เปนเว็บส่ือกลางของความรู ในลักษณะ read-only web สวน web 2.0 เปนเว็บท่ีเปนสื่อกลางของการติดตอส่ือสารแลกเปล่ียนความรู ในลกั ษณะ read-write web ผใู ชอินเทอรเน็ตสว นใหญในปจจุบัน จะคุนเคยกับการใชงานในรูปแบบน้ีจากบริการของเว็บ (web service) เชน Wiki, You tube , MySpace, Flicker , Blogเปน ตน ดังภาพท่ี 4.5 ภาพท่ี 4.5 เปรยี บเทียบพฒั นาการของ web 1.0 และ 2.0 ทมี่ า: https://wemtech.wikispaces.com เครือขายสังคมออนไลน (social network site) ไดใช web และ software เปนเครื่องมือในการติดตอส่ือสารของคนสังคมในยุคปจจุบัน (techno-social system) เพราะสังคมประกอบไปดว ยความรู การส่อื สารและความรวมมือ เม่ือเทียบกับพัฒนาการของ web แลว พบวาในชวง web 1.0 เปนการใชเครือขายคอมพิวเตอรเปนฐานในการแลกเปล่ียนความรูของมนุษยในชว งตอมาไดเปนเปลีย่ นเปน การใช web 2.0 ในการติดตอส่อื สาร และเขา สูชวง web 3.0 ท่ีมนุษยใชเ ปน เครื่องมือในการสรา งความรว มมือระหวา งกัน

110 จะเหน็ ไดว าเว็บเทคโนโลยีจาก web 1.0 ถึง web 3.0 เปนเคร่ืองมือที่ชวยในการเรียนแบบรวมมือดวยการสนับสนุนจากคอมพิวเตอร (CSCL- Computer Support CollaborativeLearning) ชว ยลดภาระในสวนของกระบวนการทางปญญา ทําใหผูเรียนสามารถมุงเนนการพัฒนาทกั ษะทางปญญาอ่ืนท่ีจาํ เปนกวา เพอ่ื บรรลุผลกระบวนการทางปญ ญาหลายๆ ดา นที่มีความสัมพันธกนั (ใจทพิ ย ณ สงขลา, 2550) เชน วิกิ (wiki) ใชฐานของเว็บเพื่อสรางอาศรมเสวนาในมิติตางเวลาทําใหผูเรียนหรือกลุม โพสตและแกไขเอกสารรวมกัน มักอยูในรูปแบบของการเรียนแบบรวมมือออนไลนและสารานุกรม สวนบล็อก (blogs/web blogs/weblog) คือ เคร่ืองมือส่ือสารในมิติตางเวลา ทใ่ี หพ ้นื ทผี่ ูเรียนในการเขียนบันทึกการเรยี นรปู ระจาํ วันและรวบรวมลิงคเกี่ยวกับหัวขอท่ีสนใจโดยทั่วไปบล็อกมักจะเปน ของบุคคลคนเดียวแตอ าจจัดใหเปน การเขียนรว มโดยกลุมคนได รายการที่โหลดข้นึ จะเสนอตามลาํ ดับเวลา ส่ิงท่ีใหมกวาจะอยูบ นสดุ บล็อกเปด โอกาสใหผ ูอานสามารถวิจารณและตดิ แนบไปกบั เรอ่ื งราวที่เกี่ยวของน้ัน บล็อกสวนใหญจะมีเคร่ืองมือสืบคนไดหรือผานเคร่ืองมือการจดั สง อาร เอส เอส (RSS – Really Simple Syndication or Rich Site Summary) การท่ีผูอานสามารถวิพากษและลิงคไปยังเว็บไซตที่เก่ียวของได ทําใหสามารถอานตอตดิ ตามและใชว จิ ารณญาณกบั เรอื่ งที่ไดร บั การวิพากษไ ดง ายเทากบั วา ผูอ า นไดป ฏสิ มั พนั ธโ ดยตรงตามบรรณานุกรมที่ผูเรียนไดทําลิงคไวให สําหรับกลุมเสวนา กระดานขาวกระดานประกาศ(Forum/Discussion Board/Bulletin Board Systems) เปนเครื่องมือสื่อสารในมิติตางเวลาที่ใหผเู รยี น/ผสู อน ประกาศขอความ ไฟล และสารสนเทศในพ้นื ท่สี วนกลาง สมาชกิ สามารถโตตอบ หรือดาวนโหลดไฟลเหลาน้ันได การเรียงลําดับของกระดานขาวตามหัวขอ ทําใหผูอานสามารถอานเนอื้ หาภายในทีเ่ กยี่ วกบั เร่ืองนนั้ ๆ ไดต ามลาํ ดบั เปนตน รูปแบบของเทคโนโลยีเว็บ (a typology ofweb technologies) ผูเขียนไดสรุปและนําเสนอเปรียบเทียบกับการส่ือสารแบบประสานเวลา(synchronous) และไมประสานเวลา(asynchronous) ดังตารางท่ี 4.1 โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใหนกั ศึกษาทราบและเขาใจศพั ทเ ทคนคิ ทางดา นเทคโนโลยีของเวบ็ ที่เปนภาษาองั กฤษตารางที่ 4.1 รูปแบบของเทคโนโลยเี วบ็ (a typology of web technologies)typology Synchronous AsynchronousCognition Peer-to-peer networks Websites (o2m), Online journals(Web 1.0) For file sharing (o2m,m2m) (o2o,m2o,o2m) Alternative online publishing (e.g. lndymedia, Alternet, o2m,m2m),

111ตารางท่ี 4.1 (ตอ ) Synchronous Asynchronous typology Online archives (o2m,m2m),e-portfolio (o2m), Internet radio/pod castingCommunication Chat (o2o, o2m, m2m) (o2m),social bookmaking (o2m,m2m), (web 2.0) Instant messaging social citation (o2m,m2m), electronic (o2o,o2m), calendar (o2m),Real Simple Syndication Voice over ip (RSS,o2m) (o2o,o2m,m2m) E-mail (o2o,o2m), Mailing-list (m2m), Video conferencing Bulletin board systems (usenet,m2m), systems (o2o,o2m,m2m) Web-based discussion boards (m2m), Blogs (o2m,m2m),Video blogs (v-blogs)/photo blogs (o2m,m2m)Group blogs (m2m), Social network service (e.g. online dating and Friendship service like Myspace, o2o), social guides(o2m, m2m), mobile telecommunication (e.g. SMS and cellular [hones; o2o,o2m),online rating, evaluation and recommendation system (e.g. trip advisor, eBay- and Amazon Market Place-user ratings, listing of similar items at Amazon, o2m, m2m)

112ตารางท่ี 4.1 (ตอ )typology Synchronous AsynchronousCo-operation Multi User Dungeons Wikis (m2m),Shared workspace(web 3.0) (MUDs) (o2o, o2m, m2m), system (e.g. BSCW) MUDs Object-Oriented (m2m),Asynchronous groupware (MOOs)(o2o, o2m, m2m) (m2m), knowledge communalities Graphical worlds (o2o, (e.g. Wikipedia) o2m, m2m),MMORPG (Massive Multiplayer Online Role playing Games,O2o, o2m, m2m)Synchronous groupware (collaborative real-time Editing shared whiteboards, shared application programs, m2m)ทม่ี า: Christian Fuchs, 2009: 7หมายเหตุ : o2o คอื one-to-one, o2m คือ one-to many, m2m คอื many-to-many จากความคิดเห็นของนกั การศกึ ษาดงั กลาวขางตน สรุปไดว า เทคโนโลยเี วบ็ 2.0 หมายถงึการทบ่ี ุคคล องคกร หนว ยงาน หรือสถาบันตา งๆ รวมตัวกันโดยมีความสนใจในเรื่องราวเดียวกัน มีกิจกรรมที่ทําอยูคลายกัน หรืออยูในอาชีพเดียวกัน ที่ใชเทคโนโลยีเปนส่ือกลาง โดยมีระดับความสัมพันธกันต้ังแตการแลกเปลี่ยนขอมูลและความรู หรือติดตอส่ือสารในลักษณะเหมือนการมีปฏิสัมพันธทางสังคม แตไมไดพบกันจริง จนไปถึงระดับการสรางความรวมมือระหวางกันในการดาํ เนินกจิ กรรมใดกจิ กรรมหนึง่ Rich Gordon (2008) ใหค วามหมายเก่ียวกับ (Social network site) วา เปนบริการท่ีใชเว็บเปน ฐาน (web-based services) ที่อนุญาตใหผ ใู ชส รา งงานเพื่อเผยแพรในลักษณะสาธารณะและกึ่งสาธารณะภายใตระบบของตนเองสามารถแลกเปล่ียนขอมูลกับผอู ่นื และเชื่อมตอกับระบบของผูใ ชอ ่ืนได เชน Myspace, Face book โดยลักษณะของ web จะมีความหมายที่ครอบคลุมมากกวา

113คําวา Word Wide Web คือ techno-social information network ซึ่งถือเปนเคร่ืองมือที่ชวยใหบุคคลท่ีเก่ียวของในเครือขายมีปฏิสัมพันธตอกันและกัน รวมถึงการแลกเปล่ียนขอมูลสารสนเทศระหวางกัน Anderson and Elloumi (2004) กลาววา เปนสิ่งที่ยากที่จะนิยามความหมายคําวาonline learning เนื่องจากขน้ึ อยกู ับเทคโนโลยีทีเ่ ปลย่ี นแปลงไป อาจใชคาํ วา e-learning, internetlearning, network learning, tele-learning, virtual learning, computer assisted learning,web-base learning และ distance learning คาํ ทใ่ี ชเ รียกเหลานีล้ ว นมคี วามหมายโดยนัยวา ผเู รียนอยูหางไกลจากผูสอนหรือติวเตอร ชองทางในการติดตอส่ือสารระหวางกันผูเรียนจะใชเทคโนโลยีคอมพิวเตอร และอนิ เทอรเน็ตในการเขาถึงแหลงเรยี นรู ผูเขียนไดศ ึกษาเอกสารคูมือ How to use social software in higher education ของiCamp Project ซ่ึงไดเ ผยแพรอ อนไลนในเวบ็ ไซต http://www.icamp.eu พบวาโครงการดังกลาวไดบูรณาการเทคโนโลยี web 2.0 สนับสนุนการเรียนการสอน ใชเคร่ืองมือที่เรียกวา socialsoftware แบง กิจกรรมออกเปน 6 กลุม ไดแก การติดตอสื่อสาร (communication) การเผยแพรและแลกเปลี่ยน (publish & sharing) ความรว มมอื (collaborative) การจดั การกระบวนการเรียนรูของตนเอง (self-organization of the learning process) การสรา งเครือขายทางสังคม (creatinga social network) และการสืบคน อินเทอรเน็ต (searching the net) รายละเอยี ดดงั นี้ตารางที่ 4.2 แสดงกจิ กรรมและเคร่อื งมอื social software ทใ่ี ชโ ครงการ iCampกจิ กรรม Social software1. การตดิ ตอ่ สอื สาร (communication) - การสง่ ข้อความ (instant messaging systems) - การประชมุ ด้วยภาพและเสียง (Skype) - เวบ็ เพือการประชมุ (flash meeting) - ลกั ษณะของกิจกรรม(scenarios) - mentoring between buddies - virtual office hours - group discussions - remote guest speakers - collaborative work groups - lectures

114ตารางที่ 4.2 (ตอ)กจิ กรรม Social software2. การเผยแพร่และแลกเปลียน - blogs and feedback(publish & sharing) - e-learning course - tutorial - video wiki3. ความร่วมมือ (collaborative) - blogs and feedback / group blog scenario - Google calendar / docs - Doodle (โปรแกรมเลือกวนั ประชมุ ทีเหมาะสมทีสดุ สาํ หรับสมาชกิ กลมุ่ )4. การจดั การกระบวนการเรียนรู้ของ - ระบบ personal learning contractsตนเอง ( self-organization of the - weblogs for conversation learning diarieslearning process) - tutorial : blog5. การสร้างเครือขา่ ยทางสงั คม - scuttle : a social bookmaking service(creating a social network) - myentity (personal network)6. การสบื ค้นอนิ เทอร์เนต็ - objectspot (meta-search engine)(searching the net) - SQLที่มา: http://www.icamp.eu แนวคิดในการเรียนรูของโครงการ iCamp คือ การสรางสภาวะแวดลอมในการเรียนรูของผูเรียน (personal learning environments: PLEs) ดังน้ันสภาพแวดลอมในการเรียนรูของผเู รียนแตละคน รวมถึงกระบวนการพัฒนาการเรียนรูภายในตนเอง จะมคี วามแตกตางกนั มาก ดังนั้นiCamp จึงใหผเู รียนแตล ะคนสรางประสบการณการเรียนรตู ามท่ีตนเองประสงค โดยอาศัยเครื่องมือSocial software ตวั อยา งดงั ภาพท่ี 4.6

115 ภาพท่ี 4.6 personal learning environments: PLEs ท่ีมา: iCamp, 2008: 106 Wood & Smith (2005) และกดิ านันท มลิทอง (2548) กลา ววา Computer-mediatedcommunication (CMC) หรือการสื่อสารผานคอมพิวเตอร เปนทางเลือกใหมในการส่ือสารผานเครอื ขา ยโดยใชเทคโนโลยีคอมพิวเตอรเปนส่ือกลาง สามารถรับสงขอมูลมัลติมีเดียไดทั้งตัวอักขระภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง การสื่อสารในอินเทอรเน็ตกระทําไดหลากหลายรูปแบบ เชนไปรษณียอ เิ ลก็ ทรอนกิ ส (e-mail) เพื่อสง ขอมูลถึงกันโดยการพิมพความความและสามารถแนบไฟลภาพและไฟลเสยี ง การสนทนาสด (chat) โดยใช net meeting และ msn messenger เพ่ือพิมพขอความโตตอบกันทนั ที การใชคอมพวิ เตอรเ พอ่ื การสื่อสารสามารถนํามาใชเปนสื่อในการเรียนการสอนทั้งในหอ งเรยี นปกติและการศึกษาทางไกลในลักษณะการเรียนอิเล็กทรอนิกส หรือ e-learning

116ดวยสมรรถนะทางดา นการสอื่ สารนี้ จึงสามารถสอ่ื สารผานคอมพวิ เตอรในลกั ษณะประสานเวลาและไมประสานเวลา ถาเปนในลักษณะประสานเวลา ผูเรียนทั้งหมดจะลงบันทึกเปดเขาไปยังเว็บไซตเดียวกนั และในเวลาเดียวกันเพ่ือรับและตอบสนองตอ ขอ มูลขา วสารหรอื บทเรียน หากเปน ลักษณะไมประสานเวลา ขอ มูลหรอื บทเรยี นจะถกู สงไปยังเคร่ืองบริการเครือขายเพ่ือใหผูเรียนเขามาเปดอานและตอบกลับเม่อื ใดก็ไดในเวลาท่สี ะดวกโดยการใชอเี มล ผูเ ขียนไดวิเคราะหแ ละเปรยี บเทยี บตวั อยา งการสอ่ื สารแบบเผชิญหนา กบั การสื่อสารผา นคอมพิวเตอร ตามตารางที่ 4.3 ดงั น้ีตารางท่ี 4.3 เปรียบเทียบตัวอยา งการส่ือสารแบบเผชิญหนา กบั การสือ่ สารผานคอมพิวเตอรการสื่อสารแบบเผชิญหนา การสอ่ื สารผานคอมพวิ เตอร(face-to-face communication) Computer-mediated communication- การใหค าํ ปรึกษา (mentoring) - อเี มล (e-mail)- การสอนในช้ันเรยี น (classroom) - บลอ็ ก (blog)- การประชมุ (conferences) - วิกิ (wiki)- การพบปะ (meeting) - กลมุ เสวนา/กระดานขาว/กระดานประกาศ (forum/discussion board/bulletin boardฯลฯ ฯลฯ ใจทพิ ย ณ สงขลา (2550) กลาวถึงการมปี ฏิสมั พันธท างการเรยี น(learning interaction)ในการเรียนอิเล็กทรอนิกสตามลักษณะการปฏิสัมพันธดวยการใชคอมพิวเตอรเปนส่ือกลาง บนเครอื ขายการเรียนรู โดยใหความหมายวา CMC คือ การปฏิสัมพันธระหวางบุคคลกับคอมพิวเตอร(human to computer) และการปฏิสัมพันธระหวางกลุมหรือบุคคล โดยอาศัยคอมพิวเตอรเปนชอ งทางการสอื่ สาร (human to human) สามารถจําแนกลกั ษณะของการปฏิสัมพันธทางการเรียนอิเล็กทรอนิกสเปน 2 ลักษณะ ไดแก การปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับเน้ือหาสาระ (learner-content interaction) และการปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนดวยกันและผูสอน (learner-learner-instructor interaction) Anderson & Elloumi (2004) กลาวถึง ความสัมพันธทางสังคมออนไลน สรุปไดวาบทบาทของผูสอนและติวเตอรในสภาพแวดลอมของการเรียนการสอนออนไลน คือ การสรางบรรยากาศในการเรยี นการการสอน ทีส่ นบั สนนุ การเรียนการสอนออนไลน โดยพฒั นามาจากแนวคิดของ Garrison, Anderson และ Archer (2000) ซง่ึ ไดใหความหมายวา เปนความสามารถของผูเ รยี นท่ีจัดการตนเองดานสังคมและอารมณ ในชุมชนแหงการสืบสอบ เพ่ือใหเกิดการเรียนรูอยางมีความหมายซ่งึ ผูเรยี นตอ งมคี วามพรอ มในองคป ระกอบการเรียนรู 3 ดา น ดงั ภาพที่ 4.7

117 Social Supporting Cognitivepresence presence discourse Educational Selecting experience content Setting climate Teaching presence (structure/process) ภาพที่ 4.7 รูปแบบความสมั พันธท างสงั คมออนไลนใ นชุมชนสืบสอบ ท่มี า: Gredler, E., 1997: 275 จากภาพรปู แบบมีองคประกอบที่มีความสมั พนั ธ 3 ประการไดแ ก (1) ความรู (cognitivepresence) (2) สังคม (social presence) และ (3) การสอน (teaching presence) การเรียนและการสอนในสภาพแวดลอมออนไลน ที่มุงเนนการสนับสนุนความตองการของผูเรียน เหมือนกันกับสภาพแวดลอมในการเรียนการสอนแบบอ่ืน องคประกอบแรกน้ัน ผูเรียนตองมีระดับความรูอยางเพียงพอ มีทักษะการคิดอยางวิจารณญาณ ความพรอมดานความรูนี้จะเปนพ้ืนฐานสําคัญในการเรยี นรเู นอ้ื หา องคป ระกอบทสี่ องเปน การสรางความรูสกึ ปลอดภยั และมน่ั ใจทางสงั คมออนไลน ใหก บัผเู รียนในการใหค วามรว มมอื ในการแสดงความคดิ เหน็ หากขาดความรูสึกเชนนี้แลวผูเรียนจะไมกลาโตเถยี ง แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ หรอื ยอมรับความชว ยเหลอื จากผสู อนและผูเชยี่ วชาญ องคป ระกอบการสอน ซึ่ง Garrison, Rourke, Anderson และ Archer (2001) อางใน Terry Anderson (2004)

118อธบิ ายวา ประกอบดว ยบทบาทสําคญั 3 ประการทผี่ ูสอนตองมีความพรอม เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการสอน คือ 1. การออกแบบและจัดประสบการณการเรียนรู (design and organization of thelearning) 2. การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนเพ่ือสนับสนับการเรียนรูระหวางผูเรียนกับผูเรียนระหวา งผูสอนกับผูเรียน ผเู รียนกับกลมุ ผูเรียน รวมถงึ แหลง การเรียนรู 3. บทบาทในการสอนในฐานะผดู ําเนนิ การ (moderating) ในการจัดประสบการณการเรยี นรูใหกับผูเรียน ในรูปแบบการสอนที่หลากหลาย บทบาทของผูสอนในระหวางการดําเนินการเรียนการสอนออนไลน ไดแก (1) บทบาทผูสอน (2) บทบาททางสังคม และ (3) บทบาทในการจัดการและบทบาทในทางเทคนคิ รายละเอยี ด ดงั น้ี 3.1 บทบาทผูสอน (instructor) เปนผูที่ใชเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสเพ่ือสงผานเน้ือหาไปยังผูเรียนและทําหนาที่เปนผูชี้แนะแนวทางการเรียนรู โดยการจัดสิ่งแวดลอมกระตุนใหผูเรียนเกิดการเรียนรูดวยสื่อในรูปแบบตางๆ เชน การกําหนดเน้ือหา การจัดลําดับและผนวกรวมเนื้อหา การเลอื กสื่อทน่ี าํ เสนอเนอื้ หา เชน ไฟลวดี ิทัศน กราฟก ภาพชนิดตางๆ เปนตน รวมถึง การเลือกเคร่ืองมือสื่อสารประกอบการเรียน เชน อีเมล กระดานขาว รวมถึง การสรางกิจกรรมการปฏิสมั พันธท างการเรียนทก่ี ระตุนการสะทอนความคิด ช้ีนําจุดสนใจ ควบคุมดูแลการเรียนและการสื่อสารใหอยใู นกรอบเปา หมายของการเรยี นรู การแนะนาํ ใหก ารประเมินผลและการใหผลปอ นกลับ 3.2 บทบาททางสงั คม (social role) ทําหนา ทเี่ สมือนแกนนําประสานความสัมพันธภายในกลมุ การเรียนใหเกิดขึ้นเชน เดียวกับการเรียนในหองเรียน แตมีความละเอียดซับซอนตางมิติจากการเรียนในช้ันเรียน เปนเครือขายการเรียนรู (learning network) ตองสรางความรูสึกใหกับผูเรียนในบรรยากาศของความเปนสังคม เชน แสดงความเอาใจใสและมีผูสอนอยูรวมตลอดกระบวนการเรยี นอยเู สมอ เทคนิควิธีการ เชน การสรางกลุมพบปะสังสรรคในระบบออนไลนคาเฟการสนทนาหรอื ลิงคไ ปยังเว็บไซตสวนตัว เปนการสนับสนุนใหมีขอสนทนาที่ไมเปนทางการ ผูสอนควรสรางความสัมพันธกําลังใจดวยการโตตอบเปนรายกลุมหรือบุคคลในประเด็นท่ัวไป และแสดงความใสใ จเม่ือพบวา ผเู รยี นขาดการเรยี นอยางตอเนอ่ื งหรอื การเชญิ ผูทีม่ ชี อื่ เสียงหรอื นกั วชิ าการทกี่ ลมุผเู รียนใหค วามสนใจเพื่อการพบปะในรูปของการสือ่ สารตางเวลาหรอื ออนไลน 3.3 บทบาทในการจดั การ (management role) หมายถึง การท่ีผูสอนตองกําหนดโครงสรางของรายวิชา กิจกรรม ชวงเวลาพบปะ เกณฑการประเมินและการตัดเกรด รวมถึงการปรับปรุง ทบทวนแกไขรายวิชา เทคนคิ วิธีการคือ ผูสอนตองทําหนาท่ีประสานหรือมอบหมายภาระงาน อธบิ าย ใหค วามกระจางในงานแตละช้นิ รวมทัง้ ใหความชว ยเหลอื อื่นๆ เชน การจดั กลมุ อํานวย

119ความสะดวกในการสงงาน การจัดกระดานขาว การใหคําปรึกษา หรือหองเสวนาออนไลนเพื่อชวยตอบคาํ ถาม เปน ตน 4. บทบาทดานเทคนิค (technological role) ไดแก การจัดความพรอมของผูเรียนเลือกคอรสแวรและระบบท่ีงายตอผูเรียน ตองปฐมนิเทศผูเรียนในดานเทคนิคการใชและสรางความคุนเคยใหกับผูเรียน และเตรียมแผนรองรับปญหาเมื่อเทคโนโลยีเกิดขอบกพรอง อาจบันทึกบทเรียนไวในซีดรี อม สาํ หรับการส่อื สารออนไลนพรอ มกนั ของผูเรียนท่ีมีจํานวนมาก ผูสอนอาจแยกเปนกลุมโดยมเี ครือ่ งเซิรฟ เวอรแ ยกกัน เพ่อื ปอ งกันระบบลม การทผ่ี สู อนการจัดสภาพแวดลอมเชงิ สงั คมใหกับผูเรียนดังกลาวทําใหผูเรียนสรรคสรางความรูอ ยา งมีความหมายและตรงกับประสบการณของผูเรียนน้ัน มีความสอดคลองกับงานวิจัยของSolari & Coats (2009) ที่คน พบวากระบวนการเรียนรูจะเร่ิมซับซอนมากข้นึ เมอ่ื บุคคลตัง้ แตสองคนขึ้นไปมีปฏิสัมพันธตอกัน เม่ือปฏิสัมพันธมีปริมาณมากข้ึนและเกิดกลุมขึ้นมาก็จะมีแบงหนาท่ีกันทํางาน (cooperation) แตยังไมเกิดการเรียนรูทางสังคมขึ้น จนกวาจะถึงระดับท่ีมีการรวมมือกันทาํ งานเปนทมี โดยผานการตดิ ตอสือ่ สารระหวา งกันในการแลกเปลย่ี นเรยี นรูในลกั ษณะประสานเวลาและไมประสานเวลา ดังตัวอยางท่ีไดสรางเครือขายนักการศึกษาเพื่อแลกเปล่ียนกันในการจัดการเรยี นการสอนนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ระหวางมหาวิทยาลัยปกก่ิงและมหาวิทยาลัยเทกซัสโดยผา นการรวมมอื กันออนไลน (online collaboration) ใชร ะบบการสอ่ื สารแบบประสานเวลาและไมป ระสานเวลามีโครงสรางของเครอื ขา ยออนไลน ดงั ภาพที่ 4.8 ภาพท่ี 4.8 โครงสรางของการจดั การเรยี นการสอนโดยผา นการรวมมอื กนั ออนไลน ท่มี า: Solari and Coats 2009: 8

120 ดังนั้นลกั ษณะสําคัญของการเรยี นอเิ ล็กทรอนิกสบ นเครอื ขายการเรียนรู คือการท่ีผูเรียนผูสอนไมจําเปนตองไดพบปะกันในชั้นเรียนจริง แตสามารถสื่อสารถึงกันผานเน็ตเวิรค ไมวาดวยขอความ เสียง หรือภาพ แตเนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารผานเน็ตเวิรคไมสามารถสรางใหเกิดความสมั พนั ธห รอื สังคมไดด ว ยตนเอง ผูสอนตองออกแบบและทาํ ใหเกิดการปฏิสัมพันธทางสังคมข้ึนเพ่ือกระตุนใหผ ูเ รยี น ระหวางผเู รยี นดว ยกัน รวมถงึ ผทู ่ีเก่ียวขอ ง ติดตอส่อื สารระหวางกันอยางมั่นใจและรูสกึ ปลอดภยั ท่ีจะแลกเปลย่ี นความคิดเห็นระหวางกันอยางเปดเผย เปนการสรางความสัมพันธอนั เปน ปจจยั ทสี่ งเสรมิ ใหเกิดแรงจูงใจทําใหเกิดการเรียนรูรวมกันในส่ิงแวดลอมเดียวกัน เกิดภาวะของการชวยเหลอื เกอื้ กลู กนั เปรียบเทียบซ่งึ กนั และกนั ทําใหนําไปสูความสําเรจ็ ในกจิ กรรมการเรียนน้นั ๆ ดงั ภาพที่ 4.9 ภาพที่ 4.9 การสรรคสรางความรูโดยการเพม่ิ การเรียนรทู างสงั คม ทม่ี า: Solari and Coats 2009: 8

121การจัดการความรูในช้นั เรยี น อรจรีย ณ ตะก่ัวทุง (2549) และ น้ําทิพย วิภาวิน และนงเยาว เปรมกมลเนตร (2551)ไดกลาวถงึ การจัดการความรู ในช้ันเรียนและองคกร สรุปไดวา แนวคิดและแนวปฏิบัติเก่ียวกับการจดั การความรเู กดิ ขึน้ และแพรหลายไปในองคก รตางๆ ท่ัวโลกต้ังแตทศวรรษที่ 1990 และยอมรับวาแนวคิดการจัดการความรู เปนกระบวนการใหมท่ีชวยใหองคกรสามารถแขงขันกับผูอ่ืน และสรางนวัตกรรมใหมๆ ของตนเอง ใหเปนองคกรทม่ี ีคุณภาพ ถือวาเปนเปาหมายของทุกองคกร ที่ตองการเพ่ิมประสทิ ธิภาพของการทํางาน ตามพระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑ และวิธีการบริหารกิจการบา นเมืองทีด่ ี พ.ศ.2546 มาตรา 11 กําหนดไววา \"สวนราชการมีหนาท่ีพัฒนาความรูในสวนราชการเพอ่ื ใหม ลี ักษณะเปนองคก รแหงการเรียนรอู ยางสมํ่าเสมอ โดยตองรับรูขอมูลขาวสาร และสามารถประมวลผลความรูใ นดานตางๆ เพื่อนํามาประยุกตใชในการปฏิบัติราชการไดอยางถูกตอง รวดเร็วและเหมาะสมตอสถานการณ รวมทัง้ ตองสง เสรมิ และพฒั นาความรู ความสามารถ สรางวสิ ัยทศั นและปรบั เปล่ียนทศั นคตขิ องขา ราชการในสงั กดั ใหเปนบคุ ลากรท่มี ีประสิทธภิ าพ และมีการเรยี นรรู ว มกนั \"องคก รแหง การเรียนรู เปน ที่ซ่ึงบุคลากรแตละคน แตละกลุม และท่ัวทง้ั องคก ร ทัง้ 3 ระดบั น้ี มีอิสระในการเรียนรู สามารถสรางความรูท่ีหลากหลายรวมกัน แบงปนความรู เพื่อเพ่ิมพูนสมรรถนะและศักยภาพที่จะกอใหเกิดความกาวหนาในการดําเนินกิจการไปสูเปาหมายอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะอยางยง่ิ ในระดับกลุม ที่มีการแลกเปล่ยี นเรยี นรูม ากที่สดุ บุคลากรในองคกรแหงการเรียนรู จะตองมีวินัย 5 ประการ คือ 1) คิดอยางเปนระบบครบวงจร (system thinking) 2) ไฟแรง ใฝรู คูศักยภาพ (personal mastery) 3) รับรูภาพลักษณโลกรอบตัวอยางถูกตอง (mental models) 4) สรางวิสัยทัศนรวมกัน (building shared visions)และ 5) เรียนรูรว มกันเปนทมี (team learning) (Senge อา งถงึ ใน อรจรยี  ณ ตะกัว่ ทงุ , 2549: 21) เมื่อนําแนวคิดการจัดการความรูในองคกรดังกลาว มามององคกรที่เปนชั้นเรียนหรือหองเรียนที่ประกอบไปดวยผูสอนและผูเรียน ซึ่งเปรียบไดกับองคกรที่ตองไดรับการพัฒนาเชนเดยี วกัน ดังรปู แบบการจดั การความรูในชั้นเรยี นที่ อรจรีย ณ ตะก่ัวทุง ไดนํากลยุทธการจัดการความรูมาใช ในรายวิชาการออกแบบสารเพ่ือการเรียนการสอน ระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยกี ารศกึ ษา คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั นําเสนอรูปแบบฯ ดงั ภาพที่ 4.10

122 ภาพท่ี 4.10 รปู แบบการจดั การความรใู นชนั้ เรยี น ที่มา: อรจรยี  ณ ตะกัว่ ทงุ , 2549: 23 จากภาพท่ี 4.10 แสดงถงึ หอ งเรียนแหงการเรยี นรู ทีใ่ ชก ลยุทธในการจัดการความรู โดยใชว ิธแี ลกเปลีย่ นเรียนรรู ะหวางกัน โดยในสัปดาหแรกของการเรียนผูสอนจะระดมความคิดเห็นของผเู รียนวา มคี วามคาดหวังในการสรา งหองเรยี นในรปู แบบดังกลาวใน 5 ประเดน็ ไดแก (1) บรรยากาศในการเรียน (2) การแลกเปลย่ี นเรยี นรู (3) การสรางความรู/นวัตกรรม ซ่ึงเปนผลผลิตของรายวิชา(4) ผเู รียนจะมลี กั ษณะการเรียนรอู ยางไรภายหลังการเรียนรจู ากหอ งแหงการเรียนรแู ลว และ (5) ทงั้ผเู รียนและผสู อนสามารถรวมกนั สรางวฒั นธรรมในชน้ั เรียนอะไรบา ง ผลที่ไดรับจากการทดลอง โดยเปรียบเทียบความคาดหวังกับส่ิงที่เกิดข้ึนจริงกับนิสิตที่เรยี นครบหลักสตู รแลว ปรากฏวา นิสิตสวนใหญเห็นวา การเรียนแบบนี้ ทําใหพวกเขากลาคิดส่ิงท่ีไมเคยคดิ มากอ น กลาแสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกบั งานของผูอน่ื มากข้นึ และเหน็ วาผลงานของตนเองและของเพื่อนเปนงานท่ีมีคุณคา เปนประโยชนตอวงการเทคโนโลยีการศึกษา และตองเผยแพรใหกวา งขวาง สรปุ ไดว า การที่ผูส อนใหอิสระผูเรียนในการพัฒนาความเช่ียวชาญของเขาดวยตัวเขาเองโดยการกาํ หนดส่ิงท่ตี องเรยี นรู ใหโอกาสแสวงหาความรูแลวนํามาแลกเปลี่ยนกันในช้ันเรียน ใหเขาเปนผสู อนแทนการเปนผเู รียนใหม ากที่สุด จะชว ยทําใหเกิดการเรียนรูอยางแทจริง เพ่ือตอยอดไปสูบุคลากรขององคก รยคุ องคก รแหงการเรยี นรู

123 บทสรปุ การใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพ่ือการศึกษา มีวัตถุประสงคเพ่ือตองการจะสรางคนในสังคมไทยใหเปนสงั คมเศรษฐกิจฐานความรูและการเรยี นรูต ลอดชวี ิต สิ่งสําคัญคอื ผูส อนและผเู รียนตองมที กั ษะในการใชคอมพิวเตอร และอินเทอรเน็ต ทําใหการจัดการเรียนการสอนท่ีนําไอซที ีมาประยุกตใ ช เกดิ ประโยชนก บั ผูเรียนมากที่สดุ ในบทน้ีไดน าํ เสนอนวตั กรรมหอ งสมุดท่ีกา วเขา สชู ว งเปลยี่ นแปลงจากระบบเดมิ ไปสูระบบอตั โนมัติ ทใ่ี ชเ ทคโนโลยีของเว็บ 2.0 ชวย ทําใหเกดิ แนวคดิ ของเทคโนโลยี library 2.0 ที่ผใู ชมสี ว นรว มในการสรา งและแลกเปล่ยี นขอมูลระหวางกันทําใหเกิดเครือขายการเรียนรูในสังคมออนไลนข้ึน ในปจจุบันมีซอฟทแวรที่หลากหลายที่เปนเครือ่ งมอื สนับสนนุ การเรียนรูบนเครือขา ยอินเทอรเนต็ นอกจากน้ีผเู ขยี นไดชี้ใหเห็นถึงการนําแนวคิดและรูปแบบการจัดการความรูในชั้นเรียน พรอมกับนําเสนอวิธีการทดลองและผลการทดลองใชรูปแบบดังกลาว โดยผูสอนใหอิสระผูเรียนกําหนดสิ่งที่ตองเรียนรู และแสวงหาความรูแลวนํามาแลกเปลี่ยนกันในชั้นเรียน ชวยพัฒนาใหผูเรียนมีคุณลักษณะของบุคคลแหงการเรียนรูขององคกรตอไปคาํ ถามทบทวน 1. จงยกตวั อยางและอธิบายซอฟตแวรบนเครือขายอินเทอรเน็ตท่ีมีลักษณะการส่ือสารทางเดียวและสองทาง 2. จงอธบิ ายขน้ั ตอนการทาํ งานของคอมพวิ เตอร โดยวาดเปนแผนผังความคดิ 3. จงบอกถึงประโยชนข องการใชอ ินเทอรเ น็ตเพอื่ การศึกษา มาอยา งนอ ย 5 ขอ 4. จงสรุปแนวคิดสําคญั ของแนวคิดของเทคโนโลยี library 2.0 มาโดยสงั เขป 5. กลยทุ ธใ นการจัดการความรูในช้นั เรยี นประกอบไปดว ยประเด็นใดบาง และสามารถสรา งวฒั นธรรมหอ งเรียนแหง การเรียนรูไดอ ยางไรหวั ขอ คน ควา 1. ใหนักศึกษาคน ควา หวั ขอ เรอ่ื ง การจดั การเรียนรู โดยเขยี นสรุปใหครอบคลุมประเด็นดังตอ ไปนี้ 1.1 ความหมาย กระบวนการและแผนการจัดการความรู 1.2 วิธีคน หาความรแู ละการตรวจสอบความรู 1.3 ธนาคารความรู 1.4 ชมุ ชนนกั ปฏิบัติ

124 2. ใหน กั ศกึ ษาคนควา หัวขอเร่ือง อินเทอรเน็ตเพ่อื การศกึ ษา โดยเขยี นสรปุ ใหครอบคลุมประเดน็ ดังตอไปนี้ 2.1 ความหมาย ความสาํ คญั ความเปนมา 2.2 การทํางานของอินเทอรเ น็ต 2.3 ขอดแี ละขอจํากัดของอินเทอรเน็ต 2.4 การใชอินเทอรเนต็ ในการเรียนการสอน 2.5 ตวั อยางแผนการสอนท่ีใชอ นิ เทอรเน็ตในการจัดการเรียนการสอน

125 ใบงานท่ี 7 การวิเคราะหเ นอ้ื หาใบงานที่ ภาระงาน กจิ กรรม ใหวิเคราะหเนื้อหาที่จะใชสําหรับ7 การวิเคราะหเ นอื้ หาเพอ่ื การแกไ ขปญหาการเรยี นการ นวัตกรรมการศึกษาที่สามารถ แกไขหรือพัฒนา ปญหาการเรียน สอนในช้ันเรยี น การสอน โดยมีแนวทางในการ นําเสนอ ดงั ภาพคําอธิบายใบงานที่ 7 : ภาระงานที่มอบหมายในใบงานนี้ คอื ใหว เิ คราะหเนือ้ หาทจ่ี ะใชสําหรับนวัตกรรมการศกึ ษาทสี่ ามารถ แกไขหรือพฒั นา ปญหาการเรยี นการสอน โดยผสู อนจะใหแ นวทางเกยี่ วกบั หลกั สูตรการศึกษาท่ีเก่ียวของกับรายวิชาท่ีตรงกับสาขาวิชาที่นักศึกษาสังกัด ในลักษณะของภาพรวม และมอบหมายใหดาํ เนนิ การสืบคน จากอินเทอรเ น็ต และคน ควาจากแหลง เรียนรูตา งๆ เพ่ิมเตมิ

126 ใบงานที่ 8 การคัดเลอื กเนื้อหาใบงานที่ ภาระงาน กิจกรรม ใหเ ลือกเนอ้ื หาทเ่ี หมาะสมเพียง 18 การคดั เลือกเนอื้ หาเพ่อื การแกไขปญ หาการเรียน หัวขอเร่ืองจากใบงานท่ี 7 โดยมี แนวทางในการนาํ เสนอ ดังภาพ การสอนในชน้ั เรียนคําอธบิ ายใบงานท่ี 8 : ภาระงานทม่ี อบหมายในใบงานน้ี คือ ใหเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมเพียง 1 หัวขอเรอื่ ง จากใบงานท่ี 7 เน่อื งจากหากใชเนื้อหาทงั้ หมดของรายวชิ าที่กลุมเปาหมายเรียนทั้งภาคการศึกษาจะไมส ามารถนํานวัตกรรมไปทดลองใชกับเน้ือหาท้ังหมดได โดยมีแนวความคิดที่วาหากครูสามารถนําเนื้อหาท่ีเลอื กแลวบรรจุไวในนวัตกรรมที่ครูออกแบบและพัฒนาไดแลวเพียง 1 หนวยการเรียนรู ดังนั้นเน้ือหาสวนอน่ื ๆ ทง้ั หมด ครกู จ็ ะสามารถทาํ ไดเชนกนั โดยอาจเปลยี่ นแปลงนวัตกรรมหรือแนวทางในการออกแบบไดอ ยางสรา งสรรค


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook