บทที่ 3 สือ่ การเรยี นการสอน สือ่ นบั วา เปน สง่ิ ท่มี ีบทบาทสําคญั อยา งมากในการเรยี นการสอนต้ังแตอดีตจนถึงปจจุบันเพราะสื่อเปนตัวกลางท่ีชวยใหการส่ือสารระหวางผูสอนและผูเรียนดําเนินไปอยางมีประสิทธิภาพชวยใหผูเรยี นไดเขาใจความหมายของเนือ้ หาไดต รงกบั ทผี่ สู อนตอ งการ ไมวา สือ่ นน้ั จะอยูในรูปแบบใดกต็ าม ลว นแตเ ปน ทรัพยากรที่สามารถอํานวยความสะดวกในการเรียนรูไดท้ังสิ้น การใชสื่อถือเปนการสอื่ สารระหวางผเู รียนและผสู อน ผูสอนตองเลอื กใชส ่ือและชองทางการสอ่ื สารใหถ กู ตอ งเหมาะสมกับเนื้อหาท่ีจะสอน เหมาะสมกับรูปแบบการเรียนรูของผูเรียน รวมถึงความเหมาะสมกับสภาพแวดลอ มในการเรยี นดว ย ท้งั น้กี ารใชส่ือที่ไมเหมาะสมกับสภาพการณอาจทําใหการเรียนการสอนไมบรรลตุ ามจุดมุง หมายที่ตั้งไว นอกจากน้ีเม่ือเลือกส่ือประเภทใดแลวยอมคํานึงถึงเทคโนโลยีของสื่อแตละประเภทดวย เพ่ือเลือกใชส่ือท่ีทันสมัยและสามารถสื่อสารดวยชองทางตางๆ เพ่ือสงเนื้อหาใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดอยางดีท่ีสุด เหมาะแกการเรียนรูของผูเรียน โดยผูสอนสามารถเลือกใชส อื่ แตล ะประเภทตามทฤษฎีการเรียนรแู ละรปู แบบการเรยี นรูข องผเู รียนแตล ะคนไดสอ่ื พน้ื ฐานและสอื่ ดจิ ทิ ลั ส่ือ (medium, pl.media) เปนคํามาจากภาษาลาตินวา medium แปลวา ระหวาง(between) หมายถงึ สงิ่ ใดกต็ ามทบี่ รรจุขอ มลู สารสนเทศหรอื เปน ตัวกลาง ใหขอมูลสงผานจากผูสงหรือแหลงสงไปยงั ผรู ับสามารถสือ่ สารกนั ไดตรงตามวัตถปุ ระสงค เม่ือผสู อนนาํ มาใชป ระกอบการสอนจะเรียกวา ส่ือการสอน (instructional media) และเมื่อนําใหผูเรียนใชจะเรียกวา ส่ือการเรียน(learning media) โดยเรียกรวมกันวา สื่อการเรียนการสอน หรืออาจเรียกส้ันๆ วา ส่ือการสอนดงั น้นั ผสู อนจําเปน ตองศกึ ษาถงึ ลักษณะเฉพาะและคุณสมบัติของสื่อแตละชนิด เพ่ือเลือกส่ือใหตรงกบั วตั ถุประสงคการสอนและจดั ประสบการณการเรยี นรใู หแ กผ เู รยี น โดยตอ งมีการวางแผนอยางเปนระบบในการใชส่ือดวย เพ่ือใหกระบวนการเรยี นการสอนเปนไปอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ สอ่ื การเรยี นการสอน หมายถงึ ทุกสง่ิ ทกุ อยา งทีผ่ ูสอนและผเู รยี นนาํ มาใชในการเรียนการสอน เพอ่ื ชวยใหก ระบวนการเรียนรดู ําเนนิ ไปสูเ ปา หมายอยา งมีประสิทธิภาพ โดยใชวัสดสุ ่งิ ของทมี่ อี ยูในธรรมชาติ อปุ กรณ เครื่องมอื รวมทงั้ วธิ กี ารสอนและกจิ กรรมในรปู แบบตา งๆ (สํานกั เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนการสอน , 2554) คุณคาของสื่อการเรียนการสอน มดี งั ตอไปนี้
66 1. ชว ยใหผ ูเรียน เรยี นรูไ ดด ีขน้ึ จากประสบการณตรงอยา งมีความหมาย 2. ชวยใหผ เู รยี น เรียนรไู ดเ ร็ว และใชเ วลานอยลง 3. ชวยกระตนุ ใหผูเ รียนมคี วามสนใจในการเรยี นมากขน้ึ และสรางการมีสวนรวมในการเรยี นอยางกระตือรือรน 4. ชว ยสง เสริมการคดิ สรางความคิดรวบยอด ถายโยงความรูสูความจําระยะยาว และมคี วามคงทน ทําใหผูเรยี นสามารถเรยี กคนื ความรไู ดต ลอดเวลา เม่อื ผสู อนตองการวัดและประเมนิ 5. ชว ยสงเสรมิ การคิดวิเคราะหและไตรต รอง 6. ชวยแกไ ขปญ หาในการเรยี นรู หรอื ขอจาํ กัดของผเู รยี นเปนรายบุคคล ไดแ ก 6.1 ทาํ ใหเรยี นรูส่ิงทีซ่ ับซอนไดงา ยขึน้ 6.2 ทาํ ใหเ รยี นรสู ่งิ ท่ีเปน นามธรรมใหเปน รูปธรรมมมากข้นึ 6.3 ทําใหสามารถสงั เกตสิง่ ที่เคล่อื นไหวเร็ว โดยจําลองใหชาลงได 6.4 ทําใหส ามารถสงั เกตสิ่งทเ่ี คล่อื นไหวชา โดยจาํ ลองใหเรว็ ขน้ึ ได 6.5 ทําใหส ่งิ ท่ีมีขนาดใหญใหเ ลก็ ลงเพือ่ การศกึ ษาไดง ายขน้ึ 6.6 ทาํ ส่งิ ท่เี ล็กมาจนตามองไมเ หน็ ขยายใหช ดั เจนเหน็ รายละเอียดมากขน้ึ 6.7 นาํ ส่งิ ทเ่ี กิดขึ้นในอดีตมาศกึ ษาในปจ จุบันได 6.8 นาํ สง่ิ ท่อี ยหู างไกล หรืออยูใ นสภาพแวดลอ มอ่นื มาศึกษาภายในชั้นเรียนได 7. ชวยลดการบรรยายของผสู อนลง โดยใหส อ่ื ทาํ หนาทถ่ี ายทอดความรูใหแกผูเรียน 8. ชว ยทาํ ใหผูเรยี นมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนดีข้ึน เพราะส่ือการเรียนการสอนจะตองผานการหาประสทิ ธิภาพกอนนํามาใชในการเรียนการสอน อยา งไรก็ตาม ปญหาในการนําสื่อการเรียนการสอนมาใชในหองเรียนในสภาพปจจุบันพบวาครูยังคงสอนแบบบรรยายหนาช้ันเรียน โดยใหผูเรียนรับฟงแลวจินตนาการตามเพื่อจดจําเนื้อหา ซึ่งบางเน้ือหาท่ีเปนนามธรรม อาจทําใหผูเรียนไมสามารถเขาใจได สงผลตอคุณภาพการเรียนรูข องผเู รยี น ปญหาเหลาน้ี เกิดข้ึนจากผมู สี ว นเกีย่ วขอ ง 2 กลมุ ดังนี้ 1. กลุมผูบริหาร ในอดีตผูบริหารมักไมใหความสนใจ ไมตระหนักในคุณคาและความสําคัญของส่อื เทาท่ีควร มอบหมายใหเ ปน หนา ท่ขี องครูในการคดิ วางแผนสรางสื่อการเรียนการสอนเอง ขาดการวางนโยบายดานการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้สถานศกึ ษาบางแหง อยใู นถ่ินทุรกันดาร ไมสามารถหาวัสดุ อุปกรณ หรอื เทคโนโลยีมาใชในการเรียนการสอนได รวมถึงไมมีกระแสไฟฟา ใช จงึ ทําใหก ลุมผูบริหาร ไมสามารถจดั สภาพแวดลอมและเตรียมสอื่ การเรยี นการสอนใหกับผูเ รียนอยางเพียงพอ
67 2. กลุมผูสอน ครูผูสอนมีความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนโดยตรง และมีความรอบรูในเนอ้ื หาวิชาทต่ี นเองรับผิดชอบ แตมักขาดเทคนิคในการใชสื่อการเรียนการสอนในการถายทอดความรู เนื่องจากขาดความเขา ใจในการเลือก ออกแบบ สราง และการประเมินส่ือ รวมถึงการประยกุ ตใ ชท ฤษฎีการเรยี นรู กับการนาํ สือ่ การเรยี นการสอนไปใช จงึ ทําใหครขู าดความสนใจท่ีจะพัฒนาสื่อการเรยี นการสอน และเนนการบรรยายหนาช้ันเรียน และการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนที่ไมไ ดวางแผนอยางเปน ระบบ สง ผลใหผ ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นของผูเรียนตํา่ ดังจะเห็นไดจ ากผลการทดสอบทางการศึกษาแหงชาตขิ น้ั พ้นื ฐาน (Ordinary National Educational Test: O-NET) ขงจื้อ กลาววา I see and I forget, I hear and I remember, I do and Iunderstand. (เมื่อฉันไดเ หน็ ฉันก็จะลมื , ถาฉนั ไดย ิน ฉนั ก็จะจาํ , ยงิ่ ฉันไดทาํ ฉันย่ิงเขาใจ) สะทอนถงึ ภาพท่ี 3.1 ไดเปน อยางดี เพราะรูปแบบการเรียนรขู องคนเราแบง เปน 3 รปู แบบ ไดแกก ารฟง การดูและการกระทํา การใหประสบการณการเรียนรูขอคนจึงอิงอยูกับทั้ง 3 รูปแบบน้ี เอดการ เดล(Dale, 1969:105-135 อางใน กิดานันท มลิทอง,2548:103-105) ไดแบงสื่อการสอนโดยสรางเปนกรวยประสบการณ (Cone of Experience) ดงั ภาพที่ 3.1 ภาพที่ 3.1 กรวยประสบการณของ เอดการ เดล (Edgar Dale) ทมี่ า: กดิ านนั ท มลทิ อง, 2548: 103
68 จากภาพท่ี 3.1 จะเห็นไดวาแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธระหวางส่ือโสตทัศนประเภทตา งๆ ขณะเดยี วกันเปนการแสดงข้ันตอนของประสบการณการเรียนรูและการใชสื่อแตละประเภทของกระบวนการเรียนรดู วย แตละสวนจะเปน ตัวแทนของขนั้ ตอนท่ีอยูระหวางประสบการณตรงและประสบการณน ามธรรมอยางท่สี ุด เมื่อพิจารณาจากฐานของกรวยขึ้นไปสูจุดยอดบนจะเปนการคอ ยๆ ลดความเปน ประสบการณตรงลงไปในแตล ะข้นั ตอน และในทางกลบั กันหากดจู ากจุดยอดของกรวยลงมาจะเปนการเพ่มิ ประสบการณตรงและเกิดการเรียนรูมากข้ึนทลี ะขั้นตอนเชนกนั ดังน้ี ประสบการณตรง เปนการใหประสบการณที่เปนจริงมากที่สุดโดยการใหผูเรียนไดรับประสบการณตรงอยา งมคี วามหมายจากของจรงิ ดวยการเหน็ สัมผัสจับตอง ล้ิมรส ไดย ิน และไดกลิ่นเพื่อใหผูเ รียนมีสว นรวมโดยตรง เชน สัมผัสขนสัตวเพ่ือรับรูค วามออนนุม รบั ประทานมะนาวเพ่ือรบั รูรสเปรีย้ ว ฯลฯ อยูในสถานการณจริง เชน อยูใตดินโดยเดินทางดวยรถไฟใตดิน ฯลฯ หรือดวยการกระทาํ ของตนเอง เชน การจัดดอกไม ทํากับขาว เหลา น้เี ปน ตน ประสบการณร อง เปน การเรียนรูโดยใหผูเรยี นเรียนจากสิง่ ที่ใกลเคียงความเปนจริงที่สุดประสบการณนจ้ี ะใชเ มอ่ื ส่ือท่ีจะนาํ เสนอเปน ส่อื ขนาดใหญเกินกวาท่ีจะนําเขามาในหองเรียนและไมสามารถนาํ ไปชมเพอื่ ใหรับประสบการณต รงได เชน ตึกระฟา หอไอเฟล เรือดํานํ้า หรือเปนสื่อที่อยูภายในส่ิงมีชีวิตหรือวัตถุที่ไมสามารถผาออกดูได ในกรณีน้ีจะใชของจําลองแทน เชน โครงกระดูกกลองถายรปู หรือหากไมสามารถไปในสถานที่จริงหรืออยูในสถานการณจริงไดจะใชการจําลองก็ไดเชน การลงบัตรเลือกต้ัง การนง่ั ในหองนกั บินจาํ ลอง เปนตน ประสบการณน าฏกรรมหรือการแสดง เปน การแสดงบทบาทสมมตุ ิหรอื การแสดงละครเพ่ือเปนการจัดประสบการณแกผูเรียนในเร่ืองที่มีขอจํากัดดวยยุคสมัย เวลา และสถานท่ี เชนเหตุการณใ นประวัติศาสตรห รอื เรื่องราวทีเ่ ปน นามธรรม โดยใหผูเรียนมีสวนรวมเพื่อเรียนรูจากการสวมบทบาทสมมุติในการแสดงนัน้ การสาธิต เปนการแสดงหรือการกระทําประกอบคําอธิบายของความจริง แนวคิดหรือกระบวนการ เพ่อื ใหเ หน็ ลาํ ดบั ขัน้ ตอนของการกระทาํ นน้ั เชน การตัดเย็บเสื้อผา การปรุงอาหาร ในการสาธติ นีถ้ งึ แมสวนมากแลว ผูเรียนจะเปนผูสังเกตการณ (observer) เทาน้ัน แตในบางคร้ังอาจมีการกระทาํ (doing) รว มดวย การศึกษานอกสถานที่ เปนการใหผูเรียนพบเห็นและเรียนรูจากประสบการณภายนอกสถานที่เรยี น โดยการเยย่ี มชมสถานท่ตี างๆ เชน เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตรเ พ่อื ดูวัตถุและสถานท่ีโบราณ ไปสวนสตั วเ พอื่ ดูสัตวน านาชนิด นทิ รรศการเปน การจัดแสดงสิ่งของตางๆ เชน การจัดปายนิเทศ เพ่ือใหสาระประโยชนและความรูแกผูเรียน โดยนําสื่อนานาประเภทมาจัดรวมกันเพ่ือใหไดรับประสบการณหลายอยาง
69ผสมผสานกนั มากท่ีสดุ เชนในการจัดนทิ รรศการวันเขาพรรษาอาจมีการใชภาพกราฟก ท้ังภาพถายภาพวาดประกอบขอความตวั อักษร เสนอภาพเคลือ่ นไหวดวยแผน วซี ดี ีเก่ียวกับการทาํ บุญทีว่ ัด มเี สยี งแสดงธรรมจากเครือ่ งเสยี ง มขี องจรงิ เกี่ยวกบั ของถวายพระ เปน ตน โทรทัศน โดยใชท้ังโทรทัศนการศึกษาและโทรทัศนการสอน เพ่ือใหขอมูลความรูแกผเู รยี น หรือผชู มท่ีอยใู นหอ งเรยี นหรอื อยทู างบาน และใชส ง ไดทัง้ ในระบบวงจรเปด และวงจรปด การสอนอาจจะเปน การสอนสดหรือบันทึกลงวีดทิ ศั นก็ได ภาพยนตร เปนภาพเคลื่อนไหวและเสียงท่ีบันทึกเร่ืองราวเหตุการณ ลงบนฟลม แตในปจ จุบนั เปนการใชแผนวีซีดี/ดีวดี ี แทน เพ่ือใหผเู รียนไดรบั ประสบการณท ้งั ภาพและเสยี ง การบนั ทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง ในข้ันตอนน้ีของกรวยประสบการณเปนการใชส่ือหลายประเภท สื่อเสียงและภาพอาจใชไดทั้งการเรียนรายบุคคลหรือเปนกลุม ส่ือในขั้นตอนนี้จะใหประสบการณนอยกวาสื่อโสตทัศนท่ีกลาวมาขางตนทั้งน้ีเนื่องจากภาพนิ่ง (ภาพถายหรือภาพเลียนแบบของจรงิ ) ขาดความเคลื่อนไหวและเสียงการกระจายเสียงของวทิ ยจุ ะไดยินเพียงเสียงโดยไมมีภาพเหมือนการแพรสัญญาณของโทรทัศนและการบันทึกเสียงเปนการบันทึกขอมูลตางๆ ที่ใหเฉพาะเสยี ง ทัศนสัญลักษณ ส่ือในข้ันตอนน้ีเปนการนําเสนอสัญลักษณทางทัศนะ เชน แผนท่ีแผนภูมิ แผนภาพ กราฟ หรือเคร่ืองหมายซ่ึงเปนสิ่งท่ีเปนสัญลักษณทนความเปนจริงของส่ิงตางๆหรือขอ มลู ทตี่ องการใหเรยี นรู วจนสัญลักษณ เปน ขนั้ จดุ ยอดกรวยซึง่ นาํ เสนอประสบการณข น้ั ท่เี ปนนามธรรมท่ีสุดในลกั ษณะสญั ลักษณทางวาจาหรือกริ ยิ า ซึ่งจะไมเกีย่ วของกบั ลักษณะทางกายภาพของสิง่ ที่ใชแทน เชนคาํ วา มา จะไมมรี ูปรางหรือเสียงเหมือนมา ในขั้นตอนน้ีจึงเปนนามธรรมของทุกส่ิงที่ไมเปนรูปรางเหมือนตวั ตนทแี่ ทจริงของส่ิงนัน้ แตจะส่อื ความหมายของส่งิ น้ันแทน วจนสัญลักษณ อาจเปนคําที่สื่อความหมายไดช ัดเจน เชน สุนขั รถยนต แนวคดิ เชน ความงาม หลักการทางวิทยาศาสตร เชน กฎความโนมถวง สูตร เชน H20 รวมถึงสิ่งใดๆ ท่ีเปนตัวแทนของสัญลักษณไดแก ตัวหนังสือในภาษาเขียนและเสียงของคําพูดในภาษาพูด การใชวจนสัญลักษณเปนส่ือในการเรียนการสอนจึงควรใชรว มกบั ส่ือในขั้นตอนอนื่ ๆ ดว ยเพ่ือใหผูเรยี นเกิดการเรยี นรแู ละความเขาใจทถี่ ูกตอ ง
70สอ่ื พ้นื ฐาน จากกรวยประสบการณข องเอดการ เดล จะเห็นไดวาสามารถแบงส่ือไดเปน 3 ประเภทใหญๆ ไดแก วสั ดุ อปุ กรณ และเทคนคิ วธิ กี าร โดยใชส ื่อโสตทัศนเปนหวั ใจหลกั คือ ตาดู หูฟง แมวาจะเปน การใชเทคนิควธิ กี ารเปน สอื่ ในการเรยี นการสอน แตในบางกรณีก็ตอ งใชสอื่ โสตทัศน ประกอบในการนําเสนอดวย ในชวงแรกๆ มีการนาํ สอ่ื โสตทัศนมาใชในการศึกษา โดยใชภาพและเสียงในการนาํ เสนอเน้ือหา ในลักษณะสือ่ ธรรมดาและสือ่ อเิ ล็กทรอนิกส เชน แผนเสียงและเครื่องเลนแผนเสียงเทปเสียงและเครอื่ งเลน เทป ฟลมและเครือ่ งฉายภาพยนตร ภาพถาย แผนที่ ของจาํ ลอง ของจริง สื่อเหลาน้นี บั เปนส่ือแบบดั้งเดิม (traditional media) หรือเรียกวา ส่ือพ้ืนฐาน สวนใหญเปนอุปกรณการสอน (teaching aids) เนน ส่ิงที่นาํ มาสอน ตอ มาเนนการรับรูทางดานเสียงกับภาพ จึงใชค าํ วา โสตทัศนอปุ กรณห รือโสตทศั นูปกรณ (audio-visual aids) กดิ านนั ท มลิทอง (2548) ไดเรยี บเรยี งการใชเทคโนโลยเี สียงและภาพเพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการศึกษาในชวงศตวรรษท่ีแลวถึงปจุบันของประเทศสหรฐั อเมริกา ซง่ึ ตอมาไดน าํ เขามาเผยแพรและใชในการเรียนการสอนของประเทศไทย หัวขอนี้ไดสรปุ เฉพาะการใชส ่อื โสตทัศนแตละประเภททใ่ี ชใ นการเรยี นการสอน และแสดงเปนคาบเวลาท่สี าํ คญัผูเขียนไดส รุปและนาํ มาเสนอเปน ภาพท่ี 3.2 ดงั น้ี (เขาสยู ุคสอื่ โสตทศั น) เขา สยู คุ เทคโนโลยสี ารสนเทศพ.ศ.2448-2463 | 2453 | 2463-2480 | 2484-2489 | 2493-2509 | 2520-ปจ จบุ ัน- สไลด ภาพยนตร - ภาพยนตร - เครอ่ื งฉาย - โทรทศั น - ไมโครคอมพิวเตอร- ฟลมภาพยนตร - วิทยุ ภาพขา มศีรษะ เพื่อการศึกษา ป 2523 เปน ตน มา- สง่ิ พิมพ - หนงั สอื - เคร่ืองจาํ ลอง - เครื่องฉายภาพยนตร - อนิ เทอรเน็ต- ของจําลอง การบนิ - เครื่องฉายฟลม สทริป - อปุ กรณดิจิทัล- แผนภมู ิ - เคร่อื งเสียง - เคร่อื งฉายสไลด - เครือ่ งฉายสไลด - เทคโนโลยกี อ นหนานี้ ฯลฯ - หองปฏิบัตกิ าร - มีการใชอ ยาง ทางภาษา แพรห ลาย ภาพท่ี 3.2 การใชเ ทคโนโลยเี สยี งและภาพในชวงศตวรรษทแ่ี ลวถึงปจบุ นั จากภาพที่ 3.2 จะเห็นไดวาชวงกอนป พ.ศ.2509 เปนการใชส่ือการเรียนการสอนในรปู แบบเกา เม่อื เปรยี บเทียบกับปจจุบนั เชน สิง่ พมิ พ บัตรคาํ โปสเตอร ของจรงิ ของจาํ ลอง กระดานชอลก กระดานผาสําลี กระดานนิเทศ แผนภูมิ กราฟ การสาธติ ฯลฯ สื่อเหลาน้ีครูสามารถผลิตและถา ยทอดเนอ้ื หาไดด ว ยตนเอง ดงั ภาพการนาํ เสนอผลงานการส่อื พืน้ ฐานของนกั ศึกษา ท่ี 3.3-3.29
71ภาพที่ 3.3 บัตรคาํ ภาพที่ 3.4 แผนภาพภาพท่ี 3.5 กระดานนิเทศ ภาพท่ี 3.6 ของจําลองภาพที่ 3.7 pop-up ภาพที่ 3.8 สือ่ 3 มิติ
72ภาพท่ี 3.9 โปสเตอร ภาพท่ี 3.10 สอ่ื ประเภทอุปกรณท ดลองภาพท่ี 3.11 การต นู ภาพท่ี 3.12 สอื่ ประเภทเกมภาพที่ 3.13 หนงั สอื เลมเล็ก ภาพท่ี 3.14 แผนภูมิ
73ภาพที่ 3.15 หุนกระดาษและหุนนวิ้ มือ ภาพที่ 3.16 วธิ ีสอนโดยใชบ ัตรคํา
74ภาพที่ 3.17 วิธีสอนโดยใชเ กมภาพที่ 3.18 การจดั มุมความรู
75 นอกจากน้ี สอ่ื พ้นื ฐานยังรวมถึงสอื่ ระบบแอนะลอ็ ก ซ่งึ เปนอปุ กรณอ เิ ลก็ ทรอนิกส ที่ใชใ นการถายทอดเนอื้ หาจากวัสดใุ หเ หน็ เปน ภาพขนาดใหญ ท่ฉี ายไปยังจอภาพ หรอื ถายทอดเสยี งจากวสั ดุบนั ทึก แบง ออกเปน (1) เคร่อื งฉาย เชน เครอ่ื งฉายภาพขา มศรี ษะ เครื่องฉายภาพทบึ แสง เครอ่ื งฉายสไลด เครอื่ งฉายภาพยนตร (2) เครอ่ื งเสยี ง เปน อปุ กรณแ ปลงสญั ญาณคลืน่ ไฟฟา ความถเี่ สยี งใหเปนคลื่นเสียงเพื่อใหเ หมาะสมกบั การไดย ิน เชน ลาํ โพงและวทิ ยุ หรอื เปน วสั ดุอปุ กรณใ นการรบั หรือบนั ทึกเสยี ง เชน แถบเทปและเครอ่ื งเทปเสยี งและ(3) เคร่อื งแปลง/ถายทอดเสยี ง เชน กลอ งโทรทัศนเคร่ืองเลน วีดิทัศน เคร่ืองวชิ วลไลเซอร ดงั ภาพตวั อยางที่ 3.19-3.24ภาพท่ี 3.19 เคร่ืองวชิ วลไลเซอร ภาพท่ี 3.20 เครอ่ื งเสยี งภาพท่ี 3.21 เครื่องฉายภาพขา มศรี ษะ ภาพที่ 3.22 เคร่ืองฉายสไลด
76 ภาพท่ี 3.23 เคร่ืองฉายภาพยนตร ภาพท่ี 3.24 เคร่อื งฉายฟลมสทรปิสอื่ ดจิ ิทัลดิจิทัล (digital) กิดานันท มลิทอง (2548) กลาววา มาจากคําวา digit หมายถึง ตัวเลข หรือ เลขโดด ดังนั้น คําวา digital มีความหมายคลายกับนิ้วมือที่เราใชนับจํานวน เมื่อนําคํานี้มาใชเปนสัญญาณดิจิทัล จึงหมายถึงสัญญาณท่ีมีลักษณะเลขโดดโดยเฉพาะท่ีเปนเลขฐานสอง (binarynumber) แยกจากกันคอื 1 และ 0 ซ่งึ เปน จังหวะไฟฟา เปด หรอื ปด จงึ มีความไดเปรียบในการบีบอดั และความเที่ยงตรงในการบันทกึ และการอาน รวมถึงความแมนยําในการเขาถึงขอมูล สามารถใชงานกับระบบคอมพิวเตอรไดโดยตรง เม่ือนําระบบดิจิทัลมาใชเปนสื่อ จึงหมายถึง อุปกรณอเิ ล็กทรอนกิ สทใ่ี ชในการถา ยทอดเน้อื หาและแปลงสญั ญาณท่นี าํ มาใชแทนระบบแอนะล็อก สอื่ ระบบดจิ ิทลั ไดแ ก ภาพตัวอยา ง ดงั น้ีภาพที่ 3.25 เครอื่ งเลน ซดี ี/ดวี ีดี แบบพกพา ภาพท่ี 3.26 เครอ่ื งเลน ซีดี/ดีวีดี
77ภาพที่ 3.27 กลองดิจิทัล ภาพที่ 3.28 เคร่อื งวดิ โี อโพรเจก็ เตอร ภาพที่ 3.29 สายตอ พวงส่ือดิจทิ ลั
78 นอกจากคอมพิวเตอรแลว ปจจุบันมีสื่อดิจิทัลอีกมากมายใหผูสอนไดเลือกใชกันอยางแพรหลาย หลักการทํางานท่ีสําคัญของสื่อดิจิทัล คือ รูปแบบขอมูลตองเปนตัวเลข แตเนื่องจากสญั ญาณภาพและเสียงโดยธรรมชาตจิ ะเปน ระบบแอนะล็อก เมื่อจะนาํ มาใชใ นรูปแบบดิจิทัล จึงตองมกี ารแปลงขอมูลใหเ ปนเลขฐานสองเสยี กอ น เพอ่ื บันทกึ ขอมลู ลงในส่ือดิจิทัล และแปลงกลับไปเปนแอนะลอ็ กอีกครัง้ หนงึ่ เพือ่ ใหเ ปน ภาพ ภาพเคลอื่ นไหวและเสยี งตามธรรมชาติเดิมตอไป ดังภาพท่ี 3.30 ภาพที่ 3.30 หลักการทํางานของสอ่ื ดจิ ทิ ลั ตวั แปลงแอนะล็อกเปนดจิ ทิ ลั และตัวเขารหัส จะดําเนินการเปล่ียนความถี่ของภาพและเสียงจากตนแหลงซึ่งเปนแอนะล็อก หรอื กระแสดว ยอปุ กรณต รวจจับ เชน กลองถา ยภาพระบบดจิ ทิ ลัจะมีชิปซีซีดี ประกอบดวยโฟโตเซลลขนาดจ๋ิวจํานวนมากรับแสงที่สงกระทบวัตถุและเปล่ียนเปนสญั ญาณไฟฟา เปนจดุ เรม่ิ ตน ของขบวนการแอนะล็อก จากน้นั สง ตอ ใหอุปกรณแ ปลงสญั ญาณใหเปนเลขฐานสอง แตเน้อื จากขอมูลที่ไดร บั น้นั มจี ํานวนมากจึงตอ ง เขารหัส และ บีบอดั เพื่อลดทอนขอมลูใหเ หลือเพียงสว นทจี่ ําเปนตอ งใชจ ริง สง ผลใหม ีขนาดเล็กและไมเปลืองเน้ือที่จัดเก็บ และสะดวกในการสงผานระบบเครือขายท่ีเปนชองการการสื่อสารไดอีกดวย ซึ่งภาพและเสียงอาจใชมาตรฐานท่ี
79นิยมกันในปจจุบัน เชน ภาพที่ใชมาตรฐาน JPEG หรือ เสียงเพียงอยางเดียวในมาตรฐาน MP3,WAVE หรอื ภาพ ภาพเคลอื่ นไหว และเสยี ง มาตรฐาน MPEG, AVI หรอื MP4 เปน ตน สาํ หรับวสั ดดุ ิจทิ ลั เม่ือมกี ารเขารหสั และบบี อดั ขอ มลู แลว จะบันทึกขอมลู ลงในวัสดุตางๆเชน ฮารดดิสก แผน ซดี ี แผนดวี ีดี แผน เมมโมรีสต๊กิ เทปเสียง เปนตน นอกจากนี้สามารถสงขอมูลท่ีถูกบีบอัดในลักษณะของแฟมขอมูล (data file) และแบบสายธารขอมูล (streaming data) ไปในเครือขายคอมพิวเตอรในระบบการสื่อสารแถบกวาง (broadband communication system)ระบบเครือขายเฉพาะท่ี (local area network: LAN) หรอื เครอื ขา ยอินเทอรเ น็ต ตัวถอดรหัสและตัวแปลงดิจิทัลเปนแอนะล็อก เม่ือบันทึกขอมูลลงส่ือหรือสงไปยังเครอื ขา ยแลว เมื่อตองการใชงานขอ มลู เชน ดภู าพ ฟง เสียง หรอื ดูภาพยนตร จะตอ งนําวัสดทุ ี่เปนส่ือดิจิทัลไปใชกับอุปกรณที่มาตรฐานตรงกัน เชน เคร่ืองเลน MP3 เคร่ืองเลนซีดี/ดีวีดี หากใชกับคอมพิวเตอร ตองใชกับซอฟตแวรที่รองรับกับมาตรฐานน้ันๆ ดวย และตองมีอุปกรณเชื่อมตอ เชนชองเสยี บ USB เพื่ออานไฟลข อมูล เครอื่ งอานซีดี/ดีวดี ี เพอ่ื อา นส่อื ดิจิทัล หรือเช่ือมตอกับเครือขายอนิ เทอรเน็ต/LAN (เครอื ขา ยทองถ่ิน) เพ่อื สามารถใชส ายธารขอ มูลได เปน ตน เนาวนิตย สงคราม (2554) กลา วถึงเหตผุ ลทคี่ วรใชดิจิทัลวีดิทัศนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวา ผูเรียนยอมมีความคุนเคยกับการชมภาพยนตรมาต้ังแตเล็ก เชน การตูน สารคดีเปนตน โดยสวนใหญมกั เปน การนาํ เสนอเรื่องราวดวยภาพและคําพูด ในโรงเรียนตางประเทศไดนําดิจิทัลวีดิทัศนมาใชในการเรียนการสอน เชน การเลาเร่ืองประวัติศาสตร ศาสนา นิยาย ชีวิตจริงเพลง (มิวสิควดิ โี อ) เหตกุ ารณรวมสมัย ใชฝ กการพูดหรือการออกเสียง เปนตน สําหรับประเภทของดิจิทัลวีดิทัศนท่ีใชในการเรียนการสอน ไดแก 1) การบรรยาย ลักษณะคลายหนังส้ัน หรือละครโทรทศั น 2) สารคดี เปนการนาํ เสนอขอเท็จจรงิ เรอ่ื งราวเก่ียวกบั บุคล เหตกุ ารณ เพ่ือนําเสนอสาระความรู 3) แอนิเมช่นั ท่ีสรางขึ้นดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร เชน Macromedia Flash เพ่ือนําเสนอเรื่องราวที่เปนสาระความรูตางๆ และ 4) การเลาเรื่องแบบดิจิทัล เพื่อนําเสนอเรื่องราว มุมมองขอเท็จจรงิ ของผเู รยี น ท้งั ภาพ เสยี ง ขอ ความ สอ่ื พื้นฐานใชน าํ เสนอเน้อื หาในลกั ษณะส่ือธรรมดาและส่อื อิเล็กทรอนกิ สระบบแอนะลอ็ กในระยะเวลาตอมาดว ยพฒั นาการของเทคโนโลยีดิจทิ ัล ทาํ ใหม ีการใชส อ่ื ดิจิทลั แทนสอ่ื แอนะล็อก ท้งัวัสดุและอุปกรณ เชน เดิมใชเคร่ืองฉายภาพศีรษะนําเสนอเน้ือหาโดยใชแผนโปรงใส แตปจจุบันเปล่ียนมาเปนการใชโปรแกรมนําเสนอ Microsoft Office PowerPoint แทน และฉายดวยเคร่ืองวดิ โี อโพรเจก็ เตอร และการฉายภาพยนตรด ว ยฟล ม หรือวีดิทัศน เปล่ียนมาใชแผนวีซีดีหรือแผนดีวีดีแทน ซ่ึงใหภ าพและเสยี งทค่ี มชัดมากกวา หรอื การฟงเพลงดว ยเทปคาสเซ็ตตร ะบบแอนะล็อก เปลีย่ นมาเปน การฟง จากแผนซดี ีระบบดิจิทัล เปนตน ดังน้ันผูสอนควรทราบถึงคุณลักษณะและคุณสมบัติของสื่อแตละประเภท เพื่อการเลือกและประยุกตใชรวมถึงบูรณาการสื่อพ้ืนฐานและส่ือดิจิทัลให
80เหมาะสมกับเนื้อหา รวมถงึ วิธีจัดการเรียนการสอน ตารางที่ 3.1 แสดงการเปรียบเทียบส่ือพื้นฐานสื่อแอนะล็อก และสอ่ื ดิจทิ ลั รวมถงึ คุณสมบัติของสอ่ื ในการนาํ เสนอในภาพรวมตารางที่ 3.1 เปรยี บเทียบการนําเสนอเนอ้ื หาดวยสือ่ พน้ื ฐาน สือ่ แอนะลอ็ ก สือ่ ดจิ ิทลั และคุณสมบตั ิการนาํ เสนอ สื่อพนื้ ฐาน/ส่ือแอนะล็อก สอื่ ดิจทิ ัลภาพนิง่ ประเภท -แผนโปรง ใสและเคร่อื งฉายภาพ -คลปิ อารตบนแผน ซดี หี รอืภาพถา ย ภาพวาด ขา มศรี ษะ อินเทอรเ นต็ -สไลดและเครอื่ งฉายสไลด -กลองดจิ ทิ ลั คอมพิวเตอร -แผน โปสเตอร -กระดานนิเทศ การนาํ เสนอ สื่อพื้นฐาน/สื่อแอนะล็อก ส่ือดจิ ทิ ลัเสียงหรอื คําพูด -เทปเสียงและเคร่อื งเลน /บันทกึ เทป -แผน ซดี /ี ดีวีด/ี MP3และเครอ่ื งเลน -เสยี งจากอนิ เทอรเ นต็รายการโทรทศั น -จอโทรทศั น -จอภาพคอมพวิ เตอร -การแพรส ญั ญาณบนอนิ เทอรเ นต็ขอ มูลอกั ขระ/ -สิ่งพมิ พป ระเภทหนงั สอื วารสาร -มัลตมิ ีเดยี ซีดีขอมูลรวม -หนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส -อินเทอรเ น็ตของจริงของจาํ ลอง -วัสดุของจรงิ 3 มิติ -ภาพ 3 มิติ ความเปนจรงิ เสมอทม่ี า: กดิ านนั ท มลทิ อง, 2548: 137
81ส่ือมลั ติมเี ดีย กิดานันท มลิทอง (2548) และ ณัฐกร สงคราม (2553) กลาวถึงความเปนมาของส่ือในอดตี สรปุ ไดวา มกั เปนสื่อในรูปแบบเดย่ี ว หรอื ส่ือประสมแบบดั้งเดิม ที่มีการถายทอดเน้ือหาไปยังผูรบั สารเพียงชองทางเดยี ว ไมว า จะผานทางการมองเห็น ทางการฟง หรือการสัมผัส แตมีขอจํากัดดา นความนา สนใจและเทคนิคในการนําเสนอเพื่อใหผูใชเกิดการรับรู ตอมาจึงมีแนวคิดในเร่ืองการผสมผสานส่ือเกิดข้ึน ในลักษณะวิธีการใชสื่อขามกัน (cross-media approach) คําวา มัลติมีเดียหรอื ส่อื ประสมแบบใหม ถูกใชค ร้ังแรกในป ค.ศ.1965 ในรูปแบบของการแสดงท่ีผสมผสานระหวางแสง สี ดนตรีและศลิ ปะการแสดง ตอมาในชวงป ค.ศ.1970 นิยามของส่ือมัลติมีเดีย มีลักษณะเปนการนาํ เครอื่ งฉายหลายเคร่ืองมาใชรวมกับเทปเสียง หรือ วัสดุ อุปกรณตางๆ เชน เคร่ืองฉายสไลดเครอ่ื งฉายภาพโปรง ใส เคร่อื งเลน วีดิทัศน มาใชงานรวมกนั ดว ยวิธีการตางๆ ในคราวเดียวกันหรอื เปนลาํ ดับข้ันตอน ตอมามีการนาํ เอาระบบคอมพิวเตอรมาเปนตัวชวยควบคุมการทํางานของอุปกรณแตละชิ้น โดยมีวตั ถุประสงคเพอ่ื เราใหเ กิดความนาสนใจและใหผ ชู มเกิดการรับรูอยางหลากหลายทั้งการมองเห็นและไดยนิ เรียกอีกอยา งหนึ่งวา คอมพิวเตอรมีเดยี สําหรบั ราชบัณฑิตยสถาน ไดบัญญตั ิศพั ทของคํา multimedia เปน ศัพทบ ัญญัติเทคโนโลยสี ารสนเทศไวว า 1. สือ่ ประสม 2. ส่ือหลายแบบ รปู แบบของมลั ติมเี ดีย แบงออกไดเปน 2 ประเภทใหญๆ ไดแก 1. มัลติมีเดียเพ่ือการนําเสนอ (presentation multimedia) มีวัตถุประสงคมุงสรางความตื่นตาต่ืนใจ นา สนใจ นาติดตามและถายทอดผานประสาทสัมผัสที่หลากหลาย เชน ตัวอักษรภาพและเสียง ปจ จุบนั พฒั นาถึง ขนั้ ที่ใหผ ูชมไดส มั ผสั ไดถ งึ ความรสู ึกตา งๆ เชน ความรอน ความเย็นการส่ันสะเทือน หรือกลนิ่ 2. มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ (interactive multimedia) มีวัตถุประสงคมุงสรางใหผูใชสื่อสามารถโตตอบไดโดยตรงผา นโปรแกรมมลั ตมิ เี ดียอาจเรยี กไดวาเปน สอ่ื ประสมเชิงโตตอบ มีลักษณะของส่ือหลายมิติ (hypermedia) สามารถแบงเนื้อหาออกเปนสวนยอยและผูใชสามารถขามไปใชขอมูลในสวนอ่ืนๆ ท่ีเช่ือมโยงถึงกันดวยจุดเชื่อมโยงหลายมิติไดทันที เขาถึงขอมูลสารสนเทศที่ไมจําเปนตองเรียงลําดบั เน้ือหา อาจกลา วไดวา สื่อหลายมติ ิ = ส่ือประสม + จดุ เช่ือมโยงหลายมิติ รูปแบบของเน้อื หาในมลั ติมเี ดีย โดยทั่วไปจะประกอบไปดวยสือ่ การรับรู ไดแ ก 1. ขอ ความหรอื ตัวอกั ษร (text) 2. ภาพกราฟก (graphics) ทั้งแบบบิตแม็ป ซ่ึงเปนภาพที่สรางข้ึนจากตารางจุดภาพ(grid of pixels) และแบบเวกเตอร (vector graphics) ท่ีสรางขึ้นจากรูปทรงท่ีขึ้นอยูกับสูตรทางคณติ ศาสตร ทําใหมีเสนท่ีน่ิมนวลและมีความคมชัดแมขยายใหญข้ึน นอกจากนี้ยังรวมถึงภาพท่ีได
82จากการวาดดวยมือหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร หรือจากการแสกน รวมถึงภาพน่ิง (still images)หรือภาพท่ีไดจากการถา ยจากกลอ งดจิ ิทัลอีกดวย 3. เสยี ง (sound) หมายถงึ เสียงทบี่ ันทึกและเกบ็ ไวในรปู แบบดจิ ิทัล สามารถนํากลับมาเลน ซ้าํ ได (play back) 4. ภาพเคลื่อนไหว (animation) หมายถึง การนาํ ภาพกราฟกมาทําใหมีการเคล่ือนไหวเชน ภาพการต นู ซึ่งในปจุบันสามารถสรางไดง าย เรียกวา การตูนที่สรางขึน้ มาจากคอมพวิ เตอรดิจิทัล(digital computer cartoon animation) โดยอาศัยโปรแกรมกราฟกตางๆ โดยเฉพาะโปรแกรมMacromedia Flash ทน่ี าํ มาใชส รา งการต นู 2 มิติ หรือ 3 มิติได 5. ภาพเคล่อื นไหวแบบวีดิทัศน (full-motion video) เปนส่ืออีกรูปแบบหนึ่งท่ีนิยมใชกับมลั ตมิ เี ดีย เน่ืองจากสามารถแสดงภาพ ภาพเคลือ่ นไหว และเสียงไปพรอ มๆ กนั ได 6. ปฏิสัมพันธ (interactive) หมายถึง การท่ีผูใชสามารถโตตอบส่ือสารกับโปรแกรมมัลติมเี ดียได เชน การเลอื กดูขอมลู ท่ีสนใจ โดยไมเ รียงลําดบั เน้อื หา โดยใชเ มาส แปน พมิ พห รอื สัมผัสหนา จอ การสง่ั งานดว ยเสียง เปนตน ประโยชนของมัลติมีเดีย ดวยคุณสมบัติของมัลติมีเดียหรือส่ือประสม ท่ีนําเสนอสื่อหลากหลายรูปแบบในคราวเดียวกนั รวมถึงการมีปฏิสัมพันธโตตอบกับผูใชแลวใหผลปอนกลับหรือตอบโตก ับผูใชใ นทนั ที ทําใหมีผูน ิยมใชสอ่ื ประเภทน้ีอยางแพรหลายและนํามาใชเพอื่ เอ้ือประโยชนในการโฆษณา ประชาสัมพนั ธ การสื่อสารโทรมนาคม การแพทยและสาธารณสุข การคาและพาณิชยการบันเทิงและนันทนาการ ภูมิศาสตร และการพิมพ ในหลายรูปแบบตามที่ตองการ สําหรับประโยชนท ่ีเอ้ือตอการเรยี นการสอน น้ัน ไดแก 1. การส่อื สารความรู เนอ้ื หาของมัลตมิ เี ดยี ชว ยในการสอื่ สารความรูจากผูสอนหรือจากแหลง เรียนรูตา งๆ ไปสผู เู รยี นไดอยา งชดั เจนกวาสอ่ื แบบดง้ั เดิม 2. เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง มัลติมีเดียสามารถสนองตอบตอการใชงานของผูเรียนไดทันที เนือ่ งจากผูเรียนสามารถเลอื กเนอ้ื หาหรือกําหนดจังหวะในการเรียนของตนไดเองตามวันและเวลาที่ตอ งการ 3. ความยดื หยุน มัลติมเี ดยี สามารถนาํ มาประยุกตใชกับการจัดการเรียนการสอนไดทุกรูปแบบและสถานการณ เนอื่ งจากส่อื มลั ติมีเดียสามารถใชไดหลากหลายวิธี เพ่ือนําเสนอเน้ือหาที่ดีทส่ี ดุ แกผ ูเ รียน 4. ปฏิสัมพนั ธ มลั ตมิ เี ดียสามารถกระตนุ ใหผ เู รียนรูสึกกระตือรือรนและกระฉับกระเฉงตลอดเวลาที่เรียนเน้ือหาจาก บทเรียน เน่ืองจากสื่อมัลติมีเดียท่ีสรางจากโปรแกรมคอมพิวเตอรสามารถมีปฏิสัมพนั ธโ ตตอบผเู รยี นไดห ลายวิธีการและอยางรวดเร็ว
83 5. สนองตอบตอการใชส ื่อการเรียนการสอนอยางหลากหลาย ดวยแนวคิดการจัดการเรียนรแู บบรวมมือระหวางกนั ของผูเรยี น การเรียนรแู บบโครงงาน และสนับสนุนการเรียนรูที่เอื้อใหผูเรยี นแสวงหาความรไู ดดวยตนเอง ขอจาํ กดั ของมัลตมิ เี ดีย แมว า มัลติมีเดียจะมคี ณุ ลกั ษณะที่เออื้ ตอการเรียนรูทดี่ ี แตในการนํามาประยุกตใ ชกบั การจดั การเรยี นการสอนของไทย พบวายังมีขอจาํ กัดอยูห ลายประการ ไดแก 1. ทกั ษะการผลิต สือ่ มลั ติมเี ดียในปจจุบันยังมีการผลิตและนํามาใชในการจัดการเรียนการสอนในชัน้ เรยี นโดยผสู อนเปนผอู อกแบบใหเหมาะสมกับปญ หาการเรยี นการสอนในชั้นเรียนของตนนอย ท้ังนี้อาจเกี่ยวของกับทักษะในการสรางส่ือมัลติมีเดียที่ตองสามารถใชสื่อไดหลากหลายรูปแบบแลว นาํ มาผสมผสานเปนส่ือมลั ตมิ เี ดยี 2. กระบวนการหาประสทิ ธิภาพ ปจจุบันพบวาผูผลิตส่ือมัลติมีเดียขาดกระบวนการหาประสทิ ธภิ าพส่ือและวเิ คราะหผลการตรวจสอบสื่อ ทําใหสอ่ื มลั ตมิ เี ดียถกู สรา งขนึ้ โดยไมม กี ารประเมนิคุณภาพเพื่อนาํ ไปสูการแกไข 3. การออกแบบมลั ติมเี ดยี มัลติมีเดยี สวนใหญทผี่ ลลิตขึน้ มา ขาดการนําหลักทฤษฎีการเรียนรูมาใชในการออกแบบสื่อมัลติมีเดียและการบรรจุวิธีสอนลงในสื่ออยางเปนข้ันตอนและเปนระบบ 4. ทีมงานพฒั นามัลติมีเดยี การสรางสอื่ มัลติมีเดียที่ไดค ณุ ภาพตองอาศัยคณะผูพัฒนาท่ีมีความสามารถครบถว นทจี่ ะผสมผสานสอ่ื หลากหลายรูปแบบลงไปในส่ือมัลติมีเดีย รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรท่มี คี วามสามารถในดานการสรางส่อื มลั ติมีเดียและตอ งมีความรูดานการออกแบบการเรียนการสอนอกี ดวย 5. ความพรอมในการใชงานมัลติมีเดีย แมสื่อมัลติมีเดียท่ีมีคุณภาพและเอ้ือตอการเรยี นรูของผเู รียนไดดเี พยี งใด แตขอจํากัดดา นความซบั ซอ นในการใช ราคาคอมพิวเตอร อุปกรณตอพว งเพอ่ื ใหส่ือมัลตมิ เี ดยี นาํ เสนอเน้อื หาไดสมบรู ณม รี าคาแพง ตอ งอาศัยเครือขา ยอินเทอรเ น็ต ตอ งใชไฟฟา อาจทําใหผ ูส อนหรอื ผเู รียนมคี วามรสู กึ ไมส ะดวกในการใชง าน และหนั ไปใชส่ือรปู แบบอ่ืนแทนโดยเฉพาะส่ือพื้นฐาน ท่สี รางขึ้นมาจากคอมพวิ เตอรท่ีผูสอนมีความถนดั มากกวา
84สอ่ื ไอซที ี สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (2554) ไดใหความหมายของสื่อไอซีที(Information and Communications Technology media) วาหมายถึง เทคโนโลยีที่ใชในการนําเสนอขอ มูลสารสนเทศ ความรู ฯลฯ ผานอุปกรณอ เิ ล็กทรอนกิ สตา งๆ เชน คอมพวิ เตอร โทรศัพทโทรศพั ทเคลอ่ื นที่ โทรทัศน ดีวดี ี วิดีโอ วดิ ีโอคอนเฟอรเ รน็ ซ รวมทงั้ การนาํ เสนอผานระบบเครือขายอินเทอรเ น็ต สอ่ื ไอซีที มีคุณสมบตั ิคลายคลึงกับส่ือมัลติมีเดีย จึงทําใหผูเรียนมีความสนใจ สามารถนําเสนอเนื้อหาที่เปนนามธรรมใหเปนรูปธรรมได ทําใหผูเรียนมองเห็นความสัมพันธของเร่ืองราวตา งๆ ทเี่ รยี นรไู ดงาย รวดเร็ว รวมทัง้ จดจําเนือ้ หาไดค งทนขนึ้ และกระตุนใหเกิดความคิดสรางสรรคสิ่งใหม สอ่ื ไอซีทีจาํ แนกตามแหลงทมี่ า มีรายละเอยี ดดงั นี้ 1. สอื่ ไอซที ีที่ครไู มต องผลิตเอง โดยท่ีครไู มม คี วามรูในการผลติ ส่ือแตตอ งมคี วามสามารถในการใชส ื่อ แยกเปน 1.1 สือ่ อิเลก็ ทรอนกิ สท่ีมีขายตามทองตลาด 1.2 สือ่ ท่มี ีบรกิ ารบนอินเทอรเ น็ต ท้ังของหนวยงานราชการและสถานศกึ ษา 1.3 ส่ือทห่ี นวยงานตน สงั กดั จัดสรรให 1.4 ส่ือท่ีครูคนอื่นผลิตและครูยืมมาใช อาจนํามาจากอินเทอรเน็ต ไดรับการบริจาคการเผยแพรทางวิชาการของเพือ่ นครู หรอื หนว ยงานทางการศึกษา แตตองพิจารณาถึงความถูกตองของเนือ้ หาและคุณภาพของส่ือน้ันดวย 1.5 ส่ือไอซีที ทค่ี รูทา นอื่นรว มกบั ผเู รยี นผลติ ขน้ึ และครยู มื มาใช 1.6 ส่ือไอซที ี ที่ผูเรียนผลิต จากการเรียนรูในวิชาตางๆ ไดแก การจัดทํารายงานดวยโปรแกรมประมวลผลคํา โปรแกรมตารางคํานวณ โปรแกรมฐานขอมูล โปรแกรมสรางภาพนิ่งภาพเคล่ือนไหว ภาพเลอ่ื น การเขียนโปรแกรมภาษาคอมพวิ เตอร และการสรา งผลงานดวยโปรแกรมประยกุ ตอื่น เชน หนังสืออิเล็กทรอนิกส รายการโทรทัศน แอนิเมชั่น ซเี อไอ เปน ตน 2. สื่อไอซีทีท่ีครูเปนผูผลิตและผูใช โดยครูเปนนักเทคนิค นักออกแบบกิจกรรมการเรียนรูดว ยสือ่ อิเลก็ ทรอนกิ ส เปนผเู ชยี่ วชาญดานเนือ้ หา ดําเนินการผลิตตามวัตถุประสงคและความตอ งการของตนเอง 3. ส่ือไอซีทีท่ีครูสอนใหผูเรียนผลิต เปนส่ือที่ไดจากกิจกรรมการเรียนการสอนในวิชาตา งๆ ทค่ี รูมอบหมายใหผูเรยี นไดศกึ ษาคนควาหาความรแู ลวนํามาจัดทําเปนผลผลิตของการจัดการเรียนรใู นลักษณะสือ่ อิเล็กทรอนิกส
85 4. สื่อไอซีทีท่ีครูและผูเรียนรวมกันผลิต โดยครูตองมีความสามารถดานคอมพิวเตอรเปนผสู อนใหผ ูเรยี นสามารถใชโ ปรแกรมในการผลิตส่ือ รวมถึงมีความรูในเนื้อหาที่จะบรรจุลงในส่ือพรอ มกับเปน ผเู ชย่ี วชาญตรวจสอบคณุ ภาพของสอ่ื ทีร่ ว มกันผลิตข้ึน 5. ส่ือไอซีทีท่ีครูรวมกันผลิตในลักษณะเครือขายภายในและภายนอกสถานศึกษา เปนการรวมมือของครูผสู อนเองทีร่ วมตวั กันผลติ ส่อื เปนกลุม และนาํ ไปเผยแพรห รือใชง านรว มกัน ซงึ่ เปนการประหยดั เวลาและคาใชจ า ย จินตวีร คลายสังข (2555) กลา ววา เด็กยคุ ใหม หรือ ยุค Net Gen ท่เี กดิ ขน้ึ มาพรอมกับเทคโนโลยีและอนิ เทอรเ นต็ จะมลี ักษณะโดดเดน คือ กลาคิด กลาทํา กลาพูด กลาถาม มีความใฝรูเม่ือสงสัยก็จะสามารถหาคําตอบไดดวยตนเอง แมบางคร้ังจะยังขาดวิจารณญาณในการเลือก คัดกรองคําตอบ แตพวกเขาก็สามารถหาคําตอบมาได การมาบรรจบกันของเทคโนโลยี สูการสรางนวตั กรรมการศึกษาใหมๆ จนกลายเปน เทคโนโลยีการศกึ ษา ทาํ ใหวสั ดอุ ปุ กรณตางๆ เปนจากระบบแอนะล็อกมาเปน ดิจทิ ลั ทําใหใชงานไดสะดวก รวดเร็วและถูกตอง ซึ่งเปนคุณสมบัติอยางหนึ่งของระบบคอมพวิ เตอรค อื การประมวลผล จดั เก็บและคนคนื สารสนเทศ เม่อื นาํ คอมพวิ เตอรม าใชร ว มกนักับการสอ่ื สารความเรว็ สูงและเช่ือมตอ กบั เครือขายอนิ เทอรเ นต็ ทาํ ใหโลกเราในปจจุบันเขาสูยุคของเทคโนโลยีและการสื่อสาร (Information and Communications Technology: ICT) ซึ่งในสมัยแรกเร่ิม นักเทคโนโลยีการศึกษามักแบงส่ือ ออกเปน ส่ือส่ิงพิมพ ส่ือเสียง สื่อภาพ ส่ือวีดิทัศน ส่ือมัลตมิ ีเดีย และสอื่ เว็บ แตใ นปจ จุบันเสนแบงระหวางสื่อตางๆ เหลานั้นเหมือนจะจางหายไป เหลือเพียงสอื่ แบบเดียวคือ สอ่ื อิเล็กทรอนิกส (electronic media) เพราะเกิดจากการมาบรรจบกันของสื่อกับเทคโนโลยดี ิจิทลั ทกั ษะทจี่ ําเปน อยา งหนึ่งของผูเรียนยคุ ใหม ในศตวรรษที่ 21 คือ การรูไอซีที ซึ่งแปลมาจากคําวา ICT literacy หมายถึง การท่ีผูเรียนใชเทคโนโลยีดิจิทัล เคร่ืองมือสื่อสาร และเครือขายเทคโนโลยีสารสนเทศ สรางเครือขายเพื่อการเรียนรูทางสังคมออนไลนและแลกเปล่ียนเรียนรูสารสนเทศรว มกับผูอ่ืนอยา งสรา งสรรค มวี ิจารณญาณและจริยธรรม ดังที่ พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ.2542 หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และจากกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแหง ชาติ (IT 2020) ประกาศเม่ือวันที่ 22 มีนาคม 2554 ทมี่ ยี ทุ ธศาสตรเ นน การพฒั นาการศึกษาดวยไอซีที (e-Education) เพือ่ นาํ พาประเทศไทยเขาสสู ังคมแหง ภมู ิปญ ญาและการเรียนรู (knowledge-based economy and society) เพ่ือยกระดับของคุณภาพชีวิตของคนไทย สงผลทําใหคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย เพื่อนําไปสูท กั ษะการเรียนรตู ลอดชวี ิต โดยใชไ อซีทเี ปน เครื่องมือ วิจารณ พานชิ (2556) เสนอแนะวาไวในหนงั สือการสรางการเรียนรู สูศตวรรษที่ 21 วาครูตอ งใชไอซที ใี นการกลบั ทางหองเรียน โดยใหผเู รียน เรียนวชิ าทบ่ี า นผา นทางสอ่ื ไอซที ี แลวกลับมาทําการบา นทโี่ รงเรียน การสรางหอ งเรียนกลบั ทาง (the flipped classroom) มีข้ันตอนดังนี้
86 ภาพท่ี 3.31 การสรางหอ งเรยี นกลับทาง ทมี่ า: การสรางการเรยี นรสู ศู ตวรรษท่ี 21, 2556: 48 ขาวการศึกษาของหนังสือพิมพเดลินิวส ฉบับวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2556 เร่ืองหองเรยี นกลับดา น สรุปไดวา เปนแนวทางจัดการเรียนการสอนแบบใหมที่ Jonathan และ Aaronครวู ชิ าเคมขี องโรงเรียน Woodland Park High School สหรัฐอเมริกา คิดคนข้ึน นักเรียนบางสวนของพวกเขาจาเปนตองขาดเรียนบอยคร้ังเพราะถูกกิจกรรมตางๆ ดึงตัวออกไป ท้ัง 2 คนจึงระดมสมองคิดหาทางแกไข จนนําไปสู Flipped Classroom ในป ค.ศ.2007 จนถึงปจจุบัน กระแสFlipped Classroom แพรข ยายเปนวงกวา งออกไปในอเมรกิ า และในปการศกึ ษา 2556 ชั้นเรียนในโรงเรียนประถมศกึ ษาและมธั ยมศกึ ษา สังกดั สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน จะปรับตวัใหเปนหองเรยี นกลบั ดานเชนกัน วิธกี ารคอื ครบู ันทึกวดิ ีโอการสอนในช้ันเรียน แลวใหเด็กไปดูเปนการบาน จากน้ันครูใชชั้นเรยี นสําหรับชี้แนะนักเรียนใหเขาใจแกนความรูโดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใหเด็กสามารถเรยี นรไู ดด ว ยตัวเอง ดังนัน้ ครจู ะแจกส่อื ใหเ ด็กไปเรยี นรลู ว งหนาท่ีบาน หรือใหเด็กไปดูสื่ออยางยูทูบเมื่อมาเขาช้ันเรียนในวันรุงข้ึน นักเรียนจะซักถามขอสงสัยตางๆ จากน้ันก็ลงมือทํางานท่ีไดรับมอบหมายเปน รายบุคคลหรอื รายกลมุ โดยมคี รูคอยใหคําแนะนําตอบขอสงสยั การตรวจสอบวา เด็กไดดูส่ือท่ีครูใหไปเรียนรูลวงหนาหรือไมนั้น สามารถตรวจสอบจากบนั ทึกโนตท่ีมาสง ใหครู อาจบันทึกมาในสมุด เขา ไปเขยี นไวในบลอ็ กของครู หรอื เขยี นสง มาทางอีเมลและจะใหเดก็ ต้งั คาํ ถามมาดวยอยางนอย 1 ขอ อยางไรกต็ าม จะตองมกี ารฝกทักษะในการจดบันทึกใหแ กน กั เรยี นกอ นชว งตน ปการศึกษาเพ่อื เตรียมความพรอ มในการเขา สหู อ งเรียนกลับดา นใหเ ด็ก
87การวางแผนในการใชส อ่ื การสอน ในนําสอ่ื การเรียนการสอนไปใชอ ยางเปนระบบ ผูเขียนขอแนะนําแบบจําลองของไฮนิกและคณะ (Heinich, and Others, 1999) ทีเ่ รียกวา The ASSURE model มขี ั้นตอนดงั น้ี 1. การวิเคราะหล ักษณะผูเ รยี น (analyze learner characteristic) เปนการวิเคราะหลักษณะของผูเรียน เพ่ือใหผูสอนทราบวา ผูเรียนมีความพรอมในการเรียนมากนอยเพียงใด เน่ืองจากตองเลือกส่ือใหมีความสัมพันธกับลักษณะท่ัวไปและลักษณะเฉพาะของผูเรียน ลักษณะทั่วไป ไดแก อายุ ระดับความรู สภาพสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของผูเรียนแตละคน ลักษณะเฉพาะ ไดแก ทักษะและความรูพ้ืนฐานท่ีมีมากอน ความชํานาญในทักษะท่ีจะสอนมมี ากนอยเพียงใด ทักษะในการเรียนดา นภาษา การอา น เขยี น การคํานวณและ ทศั นคตติ อ รายวิชาท่จี ะเรยี น 2. การกาํ หนดวัตถุประสงค (state objective) การต้ังวัตถุประสงค มีจุดมุงหมายที่ผูสอนกําหนดข้ึนเพื่อคาดหวังวา ผูเรียนจะสามารถบรรลุถึงสิง่ ใดหรอื มคี วามสามารถใหมอ ะไรบา งในการเรียนนน้ั ทาํ ใหผสู อนทราบวาตองเลือกสอ่ื ประเภทใด วธิ ีการใดใหเ หมาะสมและถูกตองกับวัตถุประสงคแตละขอ การกําหนดวัตถุประสงคโดยใชหลกั การ the ABCDs of well-stated objective ประกอบไปดว ย 2.1 ผูเรียน (audience) บทเรยี นกาํ หนดใหผเู รียนตอ งปฏิบตั ิอะไรบาง 2.2 พฤติกรรม (behavior) เปนการคาดหวังวาผูเรียนจะสามารถทําอะไรไดบางหลังจากการเรียนรู 2.3 เงอ่ื นไข (condition) เปนพฤติกรรมของผูเรียนที่ผูสอนกําหนดในวัตถุประสงคและสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมท่ีคาดหวังของผเู รียนได 2.4 มาตรฐาน (degree) คือเกณฑใ นการวัดพฤติกรรมที่ผูเรียนแสดงออกมาใหเห็นวามีความสามารถอยใู นระดบั ใด ท้ังในดานเชงิ ปริมาณและคณุ ภาพ 3. การเลอื ก ดดั แปลง หรือออกแบบสื่อใหม (select, modify, design materials) การเลือกประเภทของสือ่ ท่ีเหมาะสมและถกู ตอ ง สามารถดําเนินการไดดังตอ ไปนี้ 3.1 เลือกจากส่ือที่มีอยูแลว โดยปรกติ สถานศึกษาจะมีทรัพยากรท่ีใชเปนสื่อการเรียนการสอนไดอยูแลว ผูสอนเพียงแตตรวจสอบและเลือกใหตรงกับลักษณะของผูเรียนและวตั ถปุ ระสงคของการเรยี นรู 3.2 ดัดแปลงสอ่ื ทีม่ อี ยแู ลว ใหใชไดด แี ละมีความเหมาะสมกับเนอ้ื หามากย่งิ ขนึ้ ผูสอนควรคํานงึ ถงึ เวลาและงบประมาณในการดดั แปลงดว ยวา คมุ คา หรือไม
88 3.3 การออกแบบสื่อใหม เปนกรณีที่ไมมีสื่อเดิมหรือสื่อเดิมไมสามารถดัดแปลงใหใชไดตามความตอ งการ ผสู อนจึงจําเปน ตอ งออกแบบและจัดทําสอ่ื ใหม โดยคาํ นึงถึง ความเหมาะสมกับเน้อื หา ถูกตอ งตามจดุ มุงหมายของการสอนและลกั ษณะของผูเรยี น มีงบประมาณในการจัดทํา มีเครื่องมอื และผูชํานาญการในการจดั ทาํ สอ่ื และมกี ระบวนการหาประสทิ ธภิ าพสือ่ 4. การใชส ่อื (utilize materials) การใชสือ่ เปนข้ันท่ผี สู อนนาํ สอื่ ไปใชในการเรียนการสอน ควรดําเนนิ การดงั นี้ 4.1 เตรยี มตัวใชส อ่ื โดยการดหู รอื อานเนื้อหาในสอ่ื กอน 4.2 จดั เตรียมสถานท่ี จัดทีน่ ง่ั เรยี น ที่ตดิ ต้ังหรอื แสดงสื่อ ทดลองความพรอ มของส่อืวาใชงานไดห รือไม กอ นใชใ นการเรยี นการสอนจรงิ 4.3 เตรยี มตัวผูเรียน เปนการแนะนําผูเรียนในขณะท่ีผูสอนกําลังใชสื่อในการเรียนการสอนวา ควรปฏบิ ัติตนเองอยางไร หรอื แนะนําวธิ กี ารใชส ื่อ 4.4 ควบคุมชัน้ เรยี น ผูส อนควรจูงใจใหผูเรียนสนใจสื่อการเรียนการสอนที่นําเสนอและกระตนุ ใหผ เู รยี นมีความกระตือรือรน ท่จี ะเรียนรูจากส่อื ตลอดเวลาในการจัดการเรยี นการสอน 5. การกาํ หนดการตอบสนองของผูเรียน (require learner response) ผูสอนควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ใชส่ือท่ีเปดโอกาสใหผูเรียนมีสวนรวมและสามารถตอบสนองการเรียนรู มผี สู อนเสริมแรงโดยใหข อ มูลปอ นกลับทันที การตอบสนองของผูเรียนควรกระทาํ โดยเปด เผย ท่ีใชว ิธีการเขยี นหรอื พดู ออกมา และการตอบสนองภายในตวั ของผูเรียน ท่ีใชวิธีการคดิ ในใจหรอื การทองจํา การทาํ แบบฝกหัด การตอบคําถาม การอภปิ ราย หรือการใชบทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน จะเปด โอกาสใหผูเรียนมีการตอบสนองและไดรับการเสริมแรงระหวางเรียนจากผูสอนไดเ ปนอยางดี 6. การประเมนิ (evaluation) การประเมนิ การใชสือ่ การเรยี นการสอน สามารถดําเนนิ การได 3 ลกั ษณะ ไดแก 6.1 การประเมินกระบวนการสอน เปนการตรวจสอบวาเมื่อผูสอนจัดการเรียนการสอนแลว สามารถบรรลุตามวัตถปุ ระสงคท ี่กําหนดขน้ึ หรือไม ทง้ั ผูสอน สื่อการสอน และวิธีการสอนการประเมนิ สามารถทําไดกอน ระหวางและหลังการสอน 6.2 การประเมนิ ความสาํ เรจ็ ของผูเรียน จะขนึ้ อยกู ับวัตถปุ ระสงคท่ีผูสอนไดตั้งไววามเี กณฑเ ทา ใด การวัดผลสามารถทาํ ไดโดยการทดสอบ การสอบปากเปลา หรือตรวจสอบผลงานของผูเ รยี น สง่ิ ทจ่ี ะสะทอ นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผเู รยี นมากที่สุด คอื พฤตกิ รรมการปฏิบัตงิ านและการแสดงออกของผูเรยี น 6.3 การประเมินส่ือและวิธีสอน ดําเนินการไดโดยใหผูเรียนรวมกันอภิปรายและวิจารณสอื่ การเรียนการสอนและเทคนิควธิ กี ารสอนของผูสอนวามคี วามเหมาะสมเพียงใด
89 จากขั้นตอนท้ัง 6 ข้ันตอน ของแบบจําลอง ASSURE สะทอนถึงการวางแผนการใชส่ือการเรียนการสอนอยางเปนระบบ ในสภาพแวดลอมที่เปนจริงในช้ันเรียน ผูสอนสามารถนําแบบจําลองน้ีไปประยุกตใชในการวางแผนการสอนไดอยางมีประสิทธิภาพ และเปนหลักการท่ีนา เช่อื ถือและไดร ับการยอมรบั สามารถอางอิงประสิทธิภาพในการสอนของผูสอนได นอกจากน้ียังเปนหลักประกนั ถึงความสําเร็จในการสอนเพื่อใหผเู รียนเกดิ การเรียนรูไ ดเปนอยางดีการหาประสิทธิภาพส่อื และวิเคราะหผลการตรวจสอบสอ่ื มนตรี แยมกสกิ ร (2551) ไดสรปุ วา การหาคา ประสิทธภิ าพสอื่ การสอนท่มี ีหลกั การและแนวคดิ สนับสนุน มี 2 วิธี คือ 1) เกณฑมาตรฐาน 90/90 (The 90/90 Standard) ตามแนวคิดของเปร่อื ง กมุ ุท และ 2) E1/E2 ตามแนวคดิ ของชัยยงค พรหมวงศ เกณฑมาตรฐาน 90/90 มหี ลักการสาํ คญั คอื การเรียนแบบรอบรู (Mastery Learning)ท่ีมีความเชอื่ วา ผูเรียนทกุ คนสามารถที่จะเรียนจนประสบความสําเร็จได ถาหากวามีเวลาที่ใชในการเรยี นรูตามท่ีตองการ ซึง่ เปน ท่ีมาของการเรียนเพ่อื รอบรู (Mastery Learning) รปู แบบการสอนวิธีนี้สง ผลดตี อการศึกษาหลายดา น ไดแกค ะแนนสอบ ความสามารถในการจาํ เนอ้ื หาบทเรียน ความเร็วในการเรียน ทศั นคติของนักเรียนตอ การเรียน และทศั นคตขิ องอาจารยตอ นักเรยี น การประยุกตแ นวคิดน้เี พือ่ นาํ ไปออกแบบ CAI ไดด ังตอไปน้ี จากแนวคิดของ Carroll และ Bloom ท่ีไดเสนอรูปแบบการเรียนเพื่อรอบรูไวแลวนั้นตอมา Hotchkis (1986 อางถึงใน จงจิต ตรีรัตนธํารง, 2543) อาจารยแหงมหาวิทยาลัยแมคไควรีประเทศออสเตรเลีย ไดทําการศึกษาคนควาเก่ียวกับการเรียนเพื่อรอบรู พบวา องคประกอบการเรยี นรขู อง Carroll ยังขาดประเด็นที่สําคัญอีกประการหน่ึง คือ ประสบการณเดิมของผูเรียน สวนทฤษฎีการเรียนเพอื่ รอบรูของ Bloom ซ่งึ ไดแ นวคิดมาจาก Carroll แมว า จะเปนทฤษฎีการเรียนรทู มี่ ีประสิทธิภาพและทําใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นแตยังขาดปจจัยท่ีสําคัญคือเครื่องมือท่ีเหมาะสมกบั การสอนเปนกลุม ในสภาพของหองเรยี นที่มผี ูเรียนจํานวนมาก Hotchkis จึงไดเสนอแนวทางในการจัดการเรยี นรโู ดยไดเ สรมิ ปจจัยทีส่ ําคญั อกี ประการหนึ่ง คือ ประสบการณกอนเรยี น และไดน าํ แนวคิดของการพฒั นาการเรียนรูตามเสนโคงของความถี่สะสม ซ่ึงมีความสอดคลองและเหมาะสมกบั หลกั การเรียนเพ่ือรอบรูมาพัฒนาขน้ั ตอนการสอน แบง ออกเปน 5 ขัน้ คือ 1.ขน้ั การรับรู (Acquisition) ในขั้นนี้ ครูเร่ิมเสนอเน้ือหาใหมใหแกผูเรียน ผูเรียนเริ่มเรียนรแู ละจะไดรับปจจยั สาํ คญั ดา นตางๆ ไดแ ก เจตคติ ความคิดรวบยอด ความรู ความเขา ใจ ผูเรยี นจะเร่ิมลองผิดลองถูกกับส่ิงท่ีเรียนรู ความถูกตองและความแมนยําในการเรียนรูจะมีนอย ในข้ันนี้ครูผูสอนควรดาํ เนนิ การดังน้ี
90 1.1 จดั เรียงเน้ือหาในหลกั สูตรตามลําดับความยากงาย ใหเ นอื้ หามคี วามสมั พันธก นั 1.2 กําหนดเวลาทเ่ี หมาะสมในการเรียนแตล ะบทเรียน 1.3 เตรียมแบบทดสอบซ่ึงประกอบดวยแบบทดสอบยอ ยและแบบทดสอบรวม 1.4 กาํ หนดแผนการสอน โดยเนน การสอนใหเ กิดความคดิ รวบยอดแกผ เู รยี นเปนสาํ คัญเมื่อทาํ การสอน ครคู วรสงั เกตในเรอื่ งความเหมาะสมของเวลาท่ใี หผ เู รียนแตล ะคน และแตล ะบทเรียน ความยากงา ยเหมาะสมกบั ทกั ษะพนื้ ฐานของผูเ รยี น และปญหาที่อาจเกดิ ขึ้นในระหวางการเรยี นรูของนักเรียน 2.ขัน้ เกดิ ความคลอ งตัว (Fluency) ในขั้นนี้ ผูเรียนจะไดร บั การฝกฝนทกั ษะ จนเกดิความเขาใจในเน้อื หา ภายหลังจากผูเรยี นไดเรยี นรแู ละเกิดความคิดรวบยอดทีถ่ ูกตองแลว การปฏบิ ตั ิของผเู รียนจะเพม่ิ ความถูกตอ งมากขึน้ ดังนน้ั ผสู อนตอ งเตรยี มกจิ กรรมการสอนใหม ากพอ เพ่อื ฝกใหผเู รยี นเกดิ ความคลอ งแคลว แมนยํา และรวดเร็วในบทเรียน 3.ข้นั เกดิ ความคงทน (Maintenance) ในข้ันนีส้ บื เนอ่ื งมาจากความคลองตวั ในเนอื้ หาอันเนอื่ งมาจากการฝก ปฏบิ ัตขิ องผเู รียนในข้ันท่ี 2 ความคงทนของความรูท ไี่ ดร บั จะอยูไ ดน านและไมลืม เนอื่ งจากมคี วามแมนยําในสง่ิ ที่เรียนจากการปฏบิ ตั แิ ละประสบการณในการลองผิดลองถกู มาหลายครง้ั แลว วิธีการท่จี ะพิจารณาวาผูเรยี นจําไดนานและถาวรในสว นทม่ี คี วามจาํ เปนตอ การเรียนในบทเรียนตอ ไป คอื การทดสอบอยางสมาํ่ เสมอ อกี ทง้ั มอบหมายงานทท่ี ํา เพ่อื ใหร วู าเปน เรือ่ งสาํ คญั 4.ขน้ั นําไปประยกุ ตใ ช (Application) ข้ันนี้ เม่ือผเู รยี นมีความชํานาญในความรูท่ีเรียนมาการนําไปใชในที่น้ี เปนการเพิ่มประสบการณของผูเรียน โดยเนนที่การแกปญหาจากเหตุการณสมมติในหองเรยี น ทั้งน้ี เปนความจําเปนของครูที่ตองพิจารณาวา การนําความรูไปประยุกตใชของผเู รียน ถา มเี หตุการณทีเ่ กิดขนึ้ ในสภาพแวดลอมเปนประจํา ครูอาจนําเหตุการณทั้งหมดมากําหนดเปนภาพการแกป ญ หาเพยี งเลก็ นอย สาํ หรบั เหตุการณทไ่ี มมีโอกาสเหน็ ครจู ึงควรจดั สอนหรอื ใหเปนขอ แกป ญหาใหม ากและบอ ยครง้ั เพอื่ ใหผูเรยี นไดม ีโอกาสในการแกป ญ หาใหมากท่ีสุดเทา ท่ีจะมากไดและเปนการเพม่ิ ความชํานาญในการแกปญ หาใหแกผเู รียนดวย 5.ขน้ั ปรับใชใหถ กู กบั สถานการณ (Adaptation) ในขน้ั นี้ ผูเ รียนจะสามารถนําความรูมาดดั แปลงหรอื ประยุกตใชไดทกุ ๆ สถานการณทผ่ี ูเรียนมโี อกาสในการแกปญหาจริงในชีวิตประจาํ วนัซง่ึ อาจจัดเปนเหตุการณสมมติ เพ่อื ใหผ เู รียนเหน็ แนวทาง โดยมีครูเปน ผแู นะนาํ ถา ผูเรยี นไมส ามารถแกปญหาเองไดถูกตองในช้ันเรียน ผูเรียนตองคิดตัดสินใจและลงมือกระทําดวยตนเอง หากเกิดขอ ผดิ พลาด ผูเ รยี นจะพยายามทบทวนและหาแนวทางแกไ ขตอ ไปดวยตนเอง การหาประสิทธิภาพ E1/E2 มีหลักการการประเมินพฤติกรรมอยางตอเนื่อง(กระบวนการ) และการประเมินสุดทา ย (product) ของผเู รยี น โดยกําหนดคาประสิทธิภาพ E1 เปนประสิทธิภาพของกระบวนการ ประเมินจากการทดสอบระหวางเรียน E2 เปนประสิทธิภาพของ
91ผลลพั ธ ประเมินจากการทดสอบหลังเรียน มีแนวคิดพื้นฐานท่ีสําคัญ ไดแก 1) การสรางการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนรูอยา งกระฉับกระเฉง 2) การจัดประสบการณการเรียนรูแบบคอยเปนคอยไป โดยจัดลําดับเน้ือหาจากงายไปยาก จากส่ิงที่ซับซอนนอยไปสูมากข้ึนตามลําดับ 3) การจัดประสบการณแหงความสําเรจ็ เพื่อสรางความรสู ึกที่ดี มคี วามภาคภูมใิ จ มีความมน่ั ใจ และมพี ลังท่ีจะเรยี นรตู อไป 4) การใหขอ มูลยอนกลบั แบบทนั ทที ันใด โดยใหผเู รยี นทราบผลการเรียนรขู องตนเองในระหวางเรียนวามีคุณภาพเพียงใด ช้ีใหเห็นขอดี ขอดอย ใหคําแนะนําในการเรียนรู เพื่อใหผูเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไปสูทิศทางท่ีเปนเปาหมายของการเรียนรู ซ่ึงเปนจุดเดนของการหาคาประสิทธิภาพ E1/E2 สาํ หรบั นิยามประสิทธภิ าพของ E1/E2 มีรายละเอียดดังนี้ E1 หมายถงึ คารอ ยละของคะแนนเฉลีย่ ทเ่ี กิดขึ้นจากการทํากจิ กรรมระหวา งเรียน E2 หมายถงึ คารอยละของคะแนนเฉลีย่ ทีเ่ กดิ จากการทาํ แบบทดสอบหลงั การเรียนการหาประสทิ ธภิ าพของ E1/E2 สามารถคาํ นวณไดจากสตู ร ∑X NE1 A X 100เมอ่ื E1 หมายถงึ คา ประสทิ ธิภาพของกระบวนการเรยี นรู ∑ X หมายถึง ผลรวมของคะแนนกจิ กรรมระหวางเรยี นของผูเรยี นทกุ คน N หมายถงึ จํานวนผเู รียนท่ีใชใ นการประเมินประสทิ ธภิ าพส่อื A หมายถงึ คะแนนเต็มของกจิ กรรมระหวา งเรยี น ∑F NE2 B X 100เม่ือ E2 หมายถึง คา ประสทิ ธิภาพของผลลัพธก ารเรยี นรู ∑ F หมายถึง ผลรวมของคะแนนทีไ่ ดจ ากแบบทดสอบหลังเรียนของผเู รยี นทกุ คน N หมายถงึ จาํ นวนผูเรียนทใี่ ชใ นการประเมินประสิทธิภาพสื่อ B หมายถึง คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรยี น
92 อยางไรก็ตามเมื่อเทียบการหาคาประสิทธิภาพ E1/E2 กับ การหาคาประสิทธิภาพตามเกณฑมาตรฐาน 90/90 มนตรี แยมกสิกร (อางแลว) เสนอความเห็นวา คาประสิทธิภาพ E1/E2 จะแสดงคาแบบรวม เปนการมองเฉพาะภาพรวมของกลุมผูเรียน ยังขาดกระบวนการท่ีจะพิจารณาผลการเรียนรูเ ปนรายบุคคล เหมอื นกบั การหาคาประสิทธิภาพตามเกณฑมาตรฐาน 90/90 จากวิธีการหาประสิทธิภาพสื่อและวิเคราะหผลการตรวจสอบสื่อขางตน สามารถวิเคราะหและนาํ เสนอการประเมนิ และปรับปรุงสื่อการเรียนการสอนเพื่อหาคาประสิทธิภาพ แสดงเปน แผนผงั (flowchart) ดงั ตอ ไปน้ี
93 เรม่ิ การออกแบบการเรียนการสอน ตน แบบส่อื ที่ออกแบบและสราง การออกแบบสวนนําเสนอ การใชง าน ปรบั ปรงุขอคดิ เห็นจาก ลักษณะหรอื วิธีการ ผเู ช่ียวชาญ ความจาํ เปน ในการ ใช ปรับปรงุ โครงสรางภายใน ไมใ ช ปรับปรงุ เนือ้ หาสาระ การตรวจสอบ คณุ ภาพของสื่อ ไมใ ช ทดลองสื่อ 1:1 ตามเกณฑท ี่กําหนด ความจําเปน ในการ ใช ปรบั ปรุง ปรับปรุงคณุ ภาพ ประสิทธภิ าพของส่อื ตามเกณฑท่ีกําหนด จากการตรวจสอบคณุ ภาพของสื่อ พรอม ไมใ ช ทีจ่ ะนําไปทดลองใชจ รงิ กับกลมุ ตวั อยา ง ทดลองสื่อ กลมุ เล็ก (3-5)ขอคดิ เห็นจาก ความจาํ เปนในการ ใช ผเู ชย่ี วชาญ ปรับปรงุ คณุ ภาพ ปรับปรงุ จบ ไมใ ช ทดลองส่ือ กลุมใหญ (30+) ไมใ ชหมายเหตุ : ความจําเปนในการ ใช ปรับปรุงคณุ ภาพ1. ข้ันที่ ถึง หมายถึง การทดลองใชสื่อกับผูเรียนท่ี ปรบั ปรงุ มคี ุณสมบตั ใิ กลเคยี งกบั กลุมตัวอยาง ถือวาเปนการตรวจสอบรอบแรก ในลกั ษณะของ pilot testing เพอ่ื ตรวจสอบความเขา ใจภาษาการใชงาน แบบทดสอบ และขอ คดิ เห็นอื่น ๆ ไมใ ช 2. ขั้นที่ เปนการตรวจสอบรอบ 2 ในลักษณะของ field testingเพื่อหาคา ประสิทธิภาพกับผเู รียนทม่ี คี ณุ สมบัติและในสภาพการณที่ใกลเ คียงกบั กลมุ ตวั อยาง ภาพที่ 3.32 แผนผังการตรวจสอบและปรบั ปรงุ หาคาประสทิ ธภิ าพของสอ่ื
94 บทสรปุ สื่อการเรียนการสอน ทม่ี หี ลักการจากกรวยการจดั ประสบการณการเรียนรูของเอดการ เดล ท่ีแบงรูปแบบการเรยี นรขู องคนเราเปน 3 รูปแบบ ไดแก การฟง การดูและการกระทําเพอื่ นําไปสูการใชสื่อพ้ืนฐานในการจัดการเรียนการสอน เชน บัตรคํา แผนภาพและกระดานนิเทศเปน ตน ตอมาเริ่มมีการพัฒนาเขา สยู คุ ของสอื่ ดิจทิ ลั ซึ่งเปนอุปกรณอิเลก็ ทรอนิกสท ใ่ี ชใ นการถายทอดเน้อื หาและแปลงสญั ญาณท่นี าํ มาใชแ ทนระบบแอนะล็อก รวมถึงไดนําเสนอหลักการทํางานของส่ือดิจิทัล ยุคปจจุบันมีแนวคิดในเรื่องการผสมผสานส่ือเกิดข้ึน ในลักษณะวิธีการใชส่ือขามกัน โดยคอมพิวเตอรเ ปน ตัวควบคมุ จึงเกิดสือ่ มัลตมิ เี ดียขน้ึ มา ทาํ ใหผชู มรับรทู ั้งภาพและเสียงรวมถึงส่ืออ่ืนๆไดใ นคราวเดยี วกนั สําหรับส่ือไอซีที วิธีการเลือกใชสื่อในความหมายรวมคือส่ืออิเลคทรอนิกส ท่ีครูสามารถพจิ ารณาเลือกใชไ ดห ลายแบบและนําเสนอแนวทางการใชไ อซที ใี นการกลบั ทางหองเรียน ซึ่งเปนแนวคิดการจัดการเรยี นรแู นวใหม วิธกี ารหาประสิทธิภาพส่ือและวิเคราะหผลการตรวจสอบส่ือโดยนําเสนอเปนสูตรสมการและแผนผังการตรวจสอบและปรับปรุงนวัตกรรมการศึกษาเพื่อหาคาประสิทธิภาพคาํ ถามทบทวน 1. จากภาพกรวยประสบการณข อง เอดการ เดล นกั ศกึ ษามีความคิดเห็นวาประสบการณการเรยี นรูใดท่ีทาํ ใหผเู รยี นเกดิ การเรียนรไู ดดีท่ีสดุ และเพราะเหตุใด 2. จงวิเคราะหว าในปจ จบุ นั สื่อพนื้ ฐานยังมีความจําเปนที่จะตองใชเปนสื่อในการจัดการเรยี นการสอนในช้นั เรยี นหรอื ไม 3. จงใหเหตุผลวาสอ่ื ดิจทิ ัล แตกตางจากส่อื มัลตมิ ีเดียอยา งไร 4. จงบอกจุดเดน และจุดดอ ยของส่อื ไอซที ี เมอื่ นาํ มาใชใ นการเรียนการสอนในช้นั เรียน 5. นักศกึ ษาเหน็ ดวยหรือไมท่ีการศึกษาไทยจะนําแนวคิดการจัดการเรียนการสอนแบบกลบั ทางมาใชในช้นั เรยี นหัวขอคนควา ใหน ักศกึ ษาคนควาหัวขอเรอื่ ง แนวคดิ การจัดการเรียนการสอนแบบกลับทาง โดยเขียนสรปุ ถึงหลักการและขั้นตอนในการจดั การเรียนการสอนในชั้นเรียนกจิ กรรมการสรา งส่อื ใหนกั ศกึ ษาออกแบบและสรา งสอื่ พน้ื ฐานคนละ 1 ชน้ิ พรอ มนําเสนอหนาชนั้ เรียน
95 ใบงานท่ี 5 แนวทางในการออกแบบและพฒั นานวตั กรรมการศกึ ษาข้นั ตอนที่ ภาระงาน กจิ กรรม 5 แ น ว ท า ง ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ แ ล ะ พั ฒ น า น วั ต ก ร ร ม ใหสรุปประเด็นดานแนวทางใน การศกึ ษาเพื่อแกไ ขหรอื พฒั นาการเรียนการสอนในช้ัน ก า ร อ อ ก แ บ บ แ ล ะ พั ฒ น า เรยี น นวัตกรรมการศึกษา พรอมทั้งให เหตุผลวา ทําไมแนวทางดังกลาว จะสามารถแกไขหรือพัฒนาการ เรียนการสอนทเ่ี ลอื กในใบงานที่ 4 ได โดยมีแนวทางในการนําเสนอ ดังภาพคําอธบิ ายใบงานที่ 5 : ภาระงานที่มอบหมายในใบงานนี้ คือ ใหหาหรือสรุปแนวทางในการแกไขหรือพฒั นาการเรียนการสอนโดยใชนวัตกรรมการศึกษา พรอมทั้งใหเหตุผลวา ทําไมแนวทางแตละแนวทางดังกลา วจะสามารถแกไ ขหรือพฒั นาการเรียนการสอนได
96 ใบงานท่ี 6 การเลอื กนวัตกรรมการศกึ ษาใบงานที่ ภาระงาน กจิ กรรม ให วา ง แผ น ที่ จ ะ ส ร า ง ส ร ร ค6 การเลือกนวัตกรรมการศกึ ษาเพ่อื การแกไ ขหรือ นวัตกรรมการศึกษาที่สามารถ แกไขหรือพัฒนาการเรียนการ พัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียน สอนท่ีกําหนดได โดยมีแนวทาง ในการนําเสนอ ดังภาพคาํ อธิบายใบงานท่ี 6 : ภาระงานที่มอบหมายในใบงานนี้ คือ ใหวางแผนท่ีจะสรางสรรคนวัตกรรมการศึกษาท่ีสามารถ แกไขหรือพัฒนาการเรียนการสอนท่ีกําหนดได โดยการเลือกประเภทของนวัตกรรมการศกึ ษา จากบทท่ี 1 หนา 21 - 26
Search
Read the Text Version
- 1 - 32
Pages: