83 2. เติมน้ำที่อณุ หภูมิหองลงไปประมาณ 100 ml บนั ทกึ คา ในตาราง 3. เตมิ นำ้ รอนทท่ี ราบคา อุณหภมู ลิ งไปในแคลอรมิ เิ ตอรป ระมาณ 100 ml 4. ใชที่กวนกวนน้ำจนมีอุณหภูมิคงที่ บันทึกคาอุณหภูมิ แลวหาคาความจุความรอนของแคลอริ มิเตอรโดยใชสมการ (10.4) ตอนที่ 2 ความจคุ วามรอนของวตั ถขุ องโลหะ วัตถุประสงค 1. เพือ่ หาความจุความรอ นจำเพาะของลกู แกว ใส อปุ กรณก ารทดลอง 1. Beaker และโฟมปดฝา 2. เตาและหมอตม น้ำรอน 3. ปรอทวดั อุณหภมู ิ 4. เคร่ืองช่ังน้ำหนกั 5. ลกู แกวใส และ นากิ าจบั เวลา ปริมาณความรอนลด = ปรมิ าณความรอ นเพม่ิ ปริมาณความรอนทลี่ ดลง = ปรมิ าณความรอนทเ่ี พม่ิ ขึ้นของลกู แกวใส ( ( ) ) ( )cglass marble = mw TH − TL cw (10.5) mglass marble TL − TRT − mbea ker TH − TL cw เปนคาความจคุ วามรอ นจำเพาะของนำ้ (ที่ 15 °C) มคี า 4.186 J/g⋅°C (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 10.2 อุปกรณการทดลองเรื่องความจุความรอนของวัตถุ (ก) บีกเกอร (Beaker) (ข) ลูกแกว ใส (Glass Marble) และ (ค) ปรอทวัดอณุ หภูมิ (Thermometer)
84 วธิ ีการทดลอง 5. ชั่ง Beaker 600mL และ ลกู แกวใสจำนวน 10 ลูก บนั ทกึ คามวล 6. นำนำ้ รอนเทใส Beaker จนมปี รมิ าตร...... mL แลว นำโฟมมาปด Beaker แลว ใชเทอรโมมเิ ตอร วัดคาอณุ หภูมิทีล่ ดลงทุก ๆ 1.5 นาที ตลอดชวงเวลา 9 นาที บันทึกคาในตารางท่ี 10.1 7. ใสลกู แกว ใสทั้ง 10 ลกู ใน Beaker (ใชเ วลาไมเ กิน 20 วนิ าทใี นการใสล ูกแกวทง้ั หมด) รอจนเวลา 12.0 นาที เรม่ิ บันทกึ คาอุณหภูมอิ กี ครัง้ ทุก ๆ 3 นาที จนครบ 60 นาที บันทึกคา ในตารางที่ 10.2 8. เขียนกราฟแสดงความสมั พนั ธร ะหวา งเวลา t (แกน x) กบั อณุ หภมู ิ T (แกน y) ของตารางที่ 10.1 และ 10.2 แลวหาสมการกราฟเสนตรง คำนวณคาอณุ หภมู ิสงู สดุ (TH) ทเี่ วลา 9.33 นาที จาก กราฟของตารางที่ 10.1 และอุณหภมู ิต่ำสุด (TL) ท่เี วลา 9.33 นาที จากกราฟของตารางท่ี 10.2 9. คำนวณหาคาความจุความรอนของลกู แกวใสจากสมการท่ี (10.5) เอกสารอางองิ Pereira da Silva, W., Precker, J.W., Se Silva, D.D.P., and Se Silva, C.D.P. (2004). A low-cost method for measuring the specific heat of aluminium. Physics Education, 39(6), 514–517. Mahmood, W., Anwar, M. S., and Zia, W. (2011). Experimental determination of heat capacities and their correlation with theoretical predictions. American Journal of Physics, 79(11), 1099–1103.
85 ตอนที่ 3 การหาคา สัมประสิทธ์ิการพาความรอนโดยใชก ฎการเยน็ ตัวของนวิ ตัน วตั ถปุ ระสงคก ารเรียนรู 1. เพื่อหาคา คงที่ของการแผรงั สี (τ) ของกระปอ งอลมู เิ นยี มและกระปองสงั กะสีได 2. เพื่อหาคาสัมประสิทธิ์การถายโอนความรอนแบบการพาความรอน (hconv) ของกระปอง อลูมเิ นยี มและกระปองสงั กะสีได อปุ กรณก ารทดลอง 1. กระปอ งอลูมเิ นียมและกระปอ งสงั กะสี 2. ปรอทวดั อุณหภมู ิ 3. เตาและหมอตม นำ้ รอน 4. นาิกาจบั เวลา ทฤษฎีการทดลอง วัตถุทุกชนิดท่ีมีอณุ หภมู เิ หนือศูนยองศาเคลวนิ จะคายพลงั งานหรือแผร งั สีความรอนออกจาก ผิวของมันในรูปของคลื่นแมเหล็กไฟฟาในชว งความยาวคลื่นตางๆ รังสีทีท่ ำใหเกิดความรอนอยูใ นชว ง ความยาวคลนื่ ทเ่ี รียกวา “รงั สีอนิ ฟราเรด” จากการทดลองพบวาอัตราการแผรังสีออกจากผิววัตถุ (R) เปนสัดสว นโดยตรงกับพื้นที่ผิว (A) และกำลังสี่ของอณุ หภมู ิสัมบรู ณ (T) ของวัตถนุ ัน้ ๆ นัน่ คือ R α AT 4 (10.6) ขณะท่วี ัตถแุ ผร งั สคี วามรอนออกมาจะมกี ารดูดกลืนรงั สีความรอนท่ีวัตถุอ่นื แผอ อกมาดวย ถา วตั ถุมอี ัตราการแผร ังสีมากกวา อตั ราการดดู กลืนรงั สี วตั ถุจะเยน็ หรอื ถาวตั ถมุ ีอัตราการแผรังสีนอยกวา อัตราการดูดกลืนรังสี วัตถุจะรอน แตถาวัตถุมีอัตราการแผร ังสีเทากับอัตราการดูดกลืนรังสี วัตถุจะมี อุณหภมู คิ งที่
86 สมมติวาวัตถุมีอุณหภูมิ T ขณะที่สิ่งแวดลอมมีอุณหภูมิ Ts อัตราการแผรงั สีระหวางวัตถุกับ สง่ิ แวดลอ มมคี าเทา กบั ผลตางของอัตราการแผร งั สแี ละการดดู กลืนรังสีของวตั ถุ ดังน้ัน ( )=R KA T 4 − Ts4 (10.7) เมื่อ K คือ คาคงที่ของการแผรังสี (radiation constant) สมการที่ (10.7) เปนการแผร ังสีใน อุดมคติ ถาวัตถุมีอุณหภูมิ T และอุณหภูมิของสิ่งแวดลอม Ts มีคาใกลเคียงกัน โดยที่อุณหภูมิของ สงิ่ แวดลอ มคงทีต่ ลอดเวลาทม่ี ีการแผรงั สแี ลว จะไดว า =R 4KATs3 (T − Ts ) (10.8) เม่ือ R เปนอัตราการคายความรอ นออกมาในชว งเวลา ∆t =∆Q 4KATs3 (T − Ts ) (10.9) ∆t และจาก ∆Q = mc∆T แทนลงในสมการท่ี (10.9) แลว จะไดว า =∆T 4KATs3 (T − Ts ) (10.10) ∆t mc ถากำหนดให −τ =4KATs3 mc เมอื่ τ > 0 จะไดวา ∆T =−τ (T − Ts ) (10.11) ∆t เม่อื พจิ ารณาอณุ หภูมขิ องวัตถทุ ีแ่ ผรังสี T มากกวาอณุ หภูมิของส่ิงแวดลอม Ts แลวจะพบวาเม่ือ เวลาผานไปอุณหภูมิของวัตถุจะลดลง เครื่องหมายหนา τ จึงเปนลบ และพิจารณาการแผรังสีใน ชว งเวลาสั้น ๆ ∆t → 0 แลว สมการที่ (10.11) สามารถเขยี นใหมไดเปน dT =−τ (T − Ts ) (10.12) dt ดังน้ันจงึ เรยี กสมการที่ (10.11) หรอื (10.12) วา “กฎการเย็นตัวของนวิ ตัน” พจิ ารณาพลงั งานการถา ยโอนความรอ นดว ยการถา ยโอนความรอนใหกับสภาพแวดลอ มสงผลให ความรอ นของระบบลดลง โดยไมพ ิจารณาการถายโอนความรอ นดว ยการแผรังสคี วามรอน mc dT (t) [ ]=− hconv A T − Ts dt การถายโอนความรอ นโดยวธิ ีการพาความรอ นในกรณที ่อี ุณหภมู ิสภาพแวดลอม (Ts) มคี า คงที่ −t (10.13) ∆T (t) =∆T0e τ คา คงท่ีของเวลาการพาความรอ น (τ)
87 τ = mc (10.14) hconv A (11.15) สัมประสทิ ธก์ิ ารถา ยโอนความรอนแบบการพาความรอน (hconv) hconv = mccc + mwcw τA ข้ันตอนวิธที ำการทดลอง 1. ชง่ั มวลกระปองอลมู เิ นยี มและกระปองสงั กะสกี อ นเตมิ นำ้ รอ นและบนั ทกึ อณุ หภมู หิ อง 2. เทน้ำเดือดทอ่ี ุณหภูมปิ ระมาณ 80 – 90 องศาเซลเซยี ส ลงในกระปอง โดยใหมีระดบั น้ำประมาณ 3 ใน 4 ของกระปอ ง แลว ใชเ ทอรโ มมเิ ตอรวดั อุณหภูมขิ องนำ้ เดอื ดจนอานคา ไดสูงสดุ ใหถ อื วาอุณหภูมินั้นเปน อณุ หภมู เิ ร่ิมตน (T2) ทีเ่ วลาเร่มิ ตน (t = 0 นาที) บันทึกคา อณุ หภมู ิเรมิ่ ตน แลว เร่ิมจบั เวลา บนั ทึกอณุ หภูมิ T(t) เมอ่ื เวลาผา นไปทกุ ๆ 3 นาที เปนชวงเวลา 60 นาที ในตารางบนั ทึกผลการทดลอง
88 เอกสารอางองิ Besson, U. (2010). Cooling and warming laws: An exact analytical solution, European Journal of Physics, 31, 1107 – 1121. Bartels, R. A. (1990). Do darker objects really cool faster. American Journal of Physics, 58, 244. Conti, R., Gallitto, A. A., and Fiordilino, E. (2014). Measurement of the Convective Heat- Transfer Coefficient, The Physics Teacher, 52, 109–111. Lesson 28: Newton’s Law of Cooling, Revisited Retrieved from 18/11/2559. [online] https://www.engageny.org/sites/default/files/downloadable- resources/2014/Sep/algebra-ii-m3-topic-d-lesson-28-teacher.pdf Mattos, C. R. and Gaspar, A. (2002). Introducing specific heat through cooling curves. Physics Teacher, 40, 415. O’Connell, J. (1999). Heating water: rate correction due to Newtonian cooling. Physics Teacher, 37, 551. O’Sullivan, C. T. (1990). Newton’s law of cooling: A critical assessment. American Journal of Physics, 58, 956 – 960.
89 DC Circuit 11 วงจรไฟฟากระแสตรง กฎของโอหม (Ohm's law) วตั ถปุ ระสงค 1. เพอื่ ศึกษากฎของโอหม 2. เพอื่ หาคา ความตานทานของตัวนำโดยใชกฎของโอหม ทฤษฎี ในปค.ศ. 1826 จอรจ ไซมอน โอหม (George Simon Ohm) นักฟสิกสช าวเยอรมนั ไดเสนอ กฎพื้นฐานทางไฟฟาวา \"เมื่ออุณหภูมขิ องตัวนำไมเปลี่ยนแปลง อัตราสว นระหวางความตางศักยกับ กระแสไฟฟาระหวางปลายทั้งสองขา งตวั นำจะมีคาคงท่เี สมอ\" ซึ่งจะไดสมการความสมั พนั ธคอื V = constant I เมื่อ V คอื ความตา งศกั ยไฟฟาระหวางปลายของตวั นำ มีหนว ยเปน โวลท (V ) I คอื กระแสไฟฟา ท่ีไหลผานตัวนำ มีหนว ยเปน แอมแปร (A) คาคงที่ท่ีไดจากอัตราสวนระหวา งความตางศกั ยไฟฟากับกระแสไฟฟา คือ คาความตานทาน ของตัวนำไฟฟา (resistance) จงึ เขยี นสมการใหมไ ดเ ปน V =R (11.1) I เมอื่ R คอื คา ความตา นทานของตวั นำไฟฟา มหี นว ยเปน โอหม (Ω) สมการ (11.1) เรยี กวา กฎของโอหม (Ohm's law) โดยทั่วไปในวงจรไฟฟาใด ๆ ถากำหนดใหคาความตานทานในวงจรนั้นคงที่เมื่อมีการเพิ่ม แรงดัน ไฟฟาใหมากขึ้นจะทำใหกระแสไฟฟาเพิ่มขึ้นดวย เมื่อมีการลดแรงดันไฟฟาลงก็จะทำให กระแสไฟฟาลดลงดวยเชนเดียวกัน และหากพิจารณาวงจรไฟฟาที่มีคาแรงดันไฟฟาคงที่แตมีการ เปลี่ยนคาความตานทานในวงจร ก็จะพบวา ถาความตานทานในวงจรไฟฟามีคามากจะทำให
90 กระแสไฟฟาทีไ่ หลในวงจรมคี า นอย ในทางกลับกนั ถา คา ความตานทานในวงจรมคี า นอ ย กระแสไฟฟา ที่ไหลในวงจรก็จะมีคา มาก ดังแสดงในรูปที่ 11.1(ก) ในวงจรไฟฟาที่ประกอบดวยตวั ตา นทานซ่ึงมีคา ความตานทานไฟฟาคงทีต่ อกบั แหลง จายไฟฟา กระแสตรง เม่อื มกี ารเปลีย่ นคาแรงเคลื่อนไฟฟา และพิจารณาการเปล่ียนแปลงของกระแสไฟฟา เม่ือ เขียนกราฟความสมั พนั ธระหวางกระแสไฟฟา (I) และความตา งศกั ยไฟฟาทีต่ กครอมตัวตานทาน จะ ไดกราฟความสมั พันธด ังภาพที่ 11.1(ก) จากภาพที่ 11.1(ข) คำนวณความชันของกราฟ (G) และใชก ฎของโอหม ในสมการ (11.1) จะได สมการความสัมพันธระหวางคาความตานทานกับความชันของกราฟความสัมพันธระหวาง กระแสไฟฟาทไ่ี หลผานกบั ความตา งศักยต กครอมตัวตานทาน เปน R= 1 (11.2) G เม่อื G คอื ความชนั กราฟ (ก) (ข) ภาพที่ 11.1: (ก) ความสัมพันธระหวางความตางศักยตกครอมกับกระแสไฟฟาที่ไหลผานตัวตานทาน (ข) ความสมั พนั ธร ะหวางกระแสไฟฟา ทไ่ี หลผานกบั ความตา งศักยต กครอ มตัวตา นทาน กฎของโอหม เปนทฤษฎีพื้นฐานที่สำคัญอยางยิ่งในการวิเคราะหวงจรไฟฟาทั้งวงจรไฟฟา กระแสตรงและวงจรไฟฟากระแสสลับ ใชไ ดท ้งั กับวงจรพืน้ ฐานและวงจรที่ซับซอ น เชน ใชรวมกับกฎ ของเคอรชอฟฟ (Kirchhoff Current Law) และทฤษฎีกระแสเมช (Mesh Current Theories) ซึ่ง เปนการประยกุ ตก ฎของเคอรช อฟฟมาใชแ กป ญหาใหสะดวกรวดเร็วยิง่ ขนึ้ เปน ตน การตอ ตวั ตา นทาน การตอตวั ตานทานแบบอนกุ รม จากวงจรในภาพที่ 11.2 จะเห็นวา มีกระไฟฟาไหลผานตวั ตานทานทกุ ตัวเทากัน นน่ั คอื =I =I1 =I2 I3 (11.3)
91 ผลรวมของความตางศักยตกครอมตัวตานทานแตละตัว จะเทากับความตางศักยของ แรงเคลือ่ นไฟฟา ทใี่ หแ กวงจร (V) V = V1 + V2 + V3 (11.4) ภาพที่ 11.2 วงจรตอ ตัวตานทานแบบอนุกรม เนือ่ งจาก V = IR จะได V = I1R1 + I2R2 + I3R3 (11.5) จากกฎของโอหม สำหรบั วงจรไฟฟา ใดๆ ตอ งเปน ไปตามสมการ V = IR (11.6) เม่ือ R คือ ความตา นทานรวมของวงจร เนอื่ งจากสมการ (11.5) เทากบั สมการ (11.6) จะได IR = I1R1 + I2R2 + I3R3 (11.7) และเน่อื งจากวงจรตวั ตานทานแบบอนกุ รม กระแสไฟฟาไหลผา นตวั ตา นทานแตล ะตัวเทา กนั จงึ ไดว า IR= I ( R1 + R2 + R3 ) (11.8) หารดวย I ทั้งสองขางสมการ จะไดสมการของความตานทานรวมในวงจรสำหรบั การตอตัวตานทาน แบบอนกุ รม R = R1 + R2 + R3 (11.9) หรอื เขยี นในรปู สมการทัว่ ไป ไดค ือ n (11.10) R = ∑ Ri i =1 เมอื่ i คือ เลขจำนวนเต็ม (i = 1, 2, 3, . . .) n คือ จำนวนตัวตานทานทั้งหมดที่ตอ อนกุ รม R คือ คาความตานทานรวมของวงจร และ Ri คือ คาความตา นทานของตวั ตานทานตัวที่ i
92 การตอ ตวั ตา นทานแบบขนาน จากวงจรภาพที่ 11.3 จุด a และ b ของตัวตานทานแตละตวั มีศักยไฟฟา เทากัน ดังนั้นความ ตางศักยร ะหวา งจดุ ทง้ั สองจงึ มีคาเทากนั นน่ั คือ สำหรบั การตอตวั ตานทานแบบขนานความตางศักย ตกครอมตัวตา นทานแตล ะตวั มคี าเทากัน ภาพที่ 11.3 วงจรตอตัวตา นทานแบบขนาน =V =V1 =V2 V3 (11.11) กระแสไฟฟาที่ไหลผานจุด a จะไหลแยกผานตัวตา นทานทงั้ สาม และไหลรวมกนั อีกทที ่ีจุด b น่นั คือ I = I1 + I2 + I3 (11.12) จากกฎของโอหม จะได V = V1 + V2 + V3 (11.13) R R1 R2 R3 เน่อื งจากความตางศักยครอมตัวตานทานแตละตัวมีคาเทากัน จึงไดว า 1 = 1+1+1 (11.14) R R1 R2 R3 ดังน้ัน สมการทั่วไปของการตอตวั ตา นทานแบบขนาน คือ ∑1 = n 1 (11.15) R Ri=1 i อปุ กรณก ารทดลอง 1. แหลง กำเนดิ แรงเคลอ่ื นไฟฟา กระแสตรง (power supply) 2. ตัวตานทาน 3. แผงตอวงจรไฟฟา 4. มลั ตมิ ิเตอร
93 วิธกี ารทดลอง ตอนที่ 1 การอานคา ความตานทานจากแถบสี 1. หาคาความตา นทาน R1, R2 และ R3 โดยการอานแถบสี 2. หาคาความตานทานรวม เม่ือตอ R1, R2 และ R3 แบบอนกุ รม โดยใชสมการ (11.9) 3. หาคาความตานทานรวม เม่ือตอ R1, R2 และ R3 แบบขนาน โดยใชสมการ (11.14) ตอนที่ 2 หาคา ความตา นทานโดยใชม ัลตมิ ิเตอร 1. ใชมัลติเตอรวัดคาความตานทาน R1, R2 และ R3 โดยตอตัวตานทานกับมิเตอรดังภาพท่ี 11.4 ภาพที่ 11.4 การตอ โอหมมิเตอรวดั ความตานทาน 2. ใชม ลั ตเิ ตอรวัดคาความตานทานรวม เมือ่ ตอ R1, R2 และ R3 แบบอนกุ รม 3. ใชมลั ตเิ ตอรวดั คา ความตา นทานรวม เม่ือตอ R1, R2 และ R3 แบบขนาน ตอนที่ 3 กฎของโอหม อุปกรณก ารทดลอง 1. แหลง จา ยไฟฟากระแสตรง (DC power supply) 2. ตัวตา นทานไมทราบคา (Rx) 3. แอมมเิ ตอร (Ampmeter) 4. โวลตมเิ ตอร (Voltmeter) 5. แผงตอ วงจรไฟฟา (Circuit board) วธิ กี ารทดลอง 1. ตอ ตวั ตา นทานไมทราบคา (Rx) ในวงจรกระแสตรง ดงั ภาพท่ี 11.5
94 ภาพท่ี 11.5 การตอ ตวั ตานทานไฟฟาในวงจรไฟฟา กระแสตรง 2. ตรวจสอบความถกู ตองของการทดลอง หากมีขอ ผิดพลาดใหแ กไ ขใหถกู ตอง 3. เปดแหลง จายไฟฟา กระแสตรง (DC power supply) 4. ปรบั คา แรงเคลอื่ นไฟฟา ใหไ ดความตางศกั ยค รอ มตัวตานทาน (VR) เปน 1 โวลตบ นั ทกึ คาความตาง ศักยครอมตัวตานทาน คากระแสที่ไหลผานตัวตานทาน (I) ที่ไดจากมิเตอรและคำนวณคาความ ตา นทาน (R) 5. ทำการทดลองซำ้ ตามขอ 3 โดยเพ่ิมคา แรงเคลื่อนไฟฟา ใหค วามตา งศกั ยครอมตวั ตานทานครั้งละ 1 โวลตจ นกระท่งั คา ความตา งศักยครอมตวั ตานทานเปน 6 โวลต 6. เขียนกราฟความสัมพันธระหวางกระแสไฟฟาที่ผานตัวตานทาน (I) กับความตางศักยครอมตัว ตานทาน (VR) 7. หาความชันกราฟและคำนวณคาความตานทานของตัวตานทานไมทราบคา (Rx) โดยใชสมการ (11.2) 8. คำนวณเปอรเซ็นตความคลาดเคลื่อนของคาความตานทานที่ไดจากกราฟโดยเทียบกับคาความ ตานทานท่ไี ดจากการคำนวณตามทฤษฎี 9. สรปุ และวจิ ารณการทดลอง ตอนท่ี 4 วงจรอนุกรม 1. ตอแหลงกำเนิดแรงเคลอื่ นไฟฟา (power supply) เขา กบั วงจรตวั ตานทานแบบอนกุ รม ดงั ภาพท่ี 11.6
95 ภาพท่ี 11.6 ชดุ อุปกรณการทดลองวงจรตวั ตานทานแบบอนุกรม 2. ตรวจสอบความถกู ตอ งของการทดลอง หากมีขอผดิ พลาดใหแกไขใหถกู ตอ ง 3. เปด และปรบั แหลงกำเนดิ แรงเคลอื่ นไฟฟาใหไดค วามตางศกั ยไ มเ กนิ 5 โวลต 4. ใชมัลตมิ เิ ตอรวดั กระแสรวม (I) ท่ีไหลในวงจร บนั ทกึ ในรายงานผลการทดลอง 5. ใชม ัลตมิ เิ ตอรวัดความตา งศักยครอมตวั ตา นทานแตละตวั บันทกึ คา ความตางศักยเ ปน V1, V2 และ V3 ตามลำดบั ในตารางบันทกึ ผลการทดลอง 6. คำนวณคาความตา น R1, R2, R3 และ R จากคากระแสและความตางศักยท ว่ี ัดได ตอนท่ี 5 วงจรขนาน 1. ตอ แหลง กำเนิดแรงเคล่อื นไฟฟา (power supply) เขา กบั วงจรตัวตานทานแบบขนาน ดังภาพที่ 11.7 ภาพที่ 11.7 ชุดอปุ กรณการทดลองวงจรตวั ตานทานแบบขนาน 2. ตรวจสอบความถกู ตองของการทดลอง หากมขี อผิดพลาดใหแ กไ ขใหถูกตอง 3. เปด และปรบั แหลงกำเนดิ แรงเคลอื่ นไฟฟา ใหไ ดค วามตา งศักยไมเ กนิ 5 โวลต 4. ใชม ลั ติมเิ ตอรวัดความตางศักยรวมครอ มตัวตานทาน (V) ในวงจร บนั ทกึ คาความตางศกั ยเ ปน V ในรายงานผลการทดลอง
96 5. ใชมลั ติมเิ ตอรวดั กระแสไหลผา นตวั ทา นทานแตล ะตวั บนั ทึกคากระแสเปน I1, I2 และ I3 ตามลำดบั ในตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง 6. คำนวณคา ความตาน R1, R2, R3 และ R จากคากระแสและความตางศกั ยท ว่ี ัดได
97 Magnetics 12 แมเ หลก็ ตอนท่ี 1 สนามแมเ หลก็ ท่ีเกิดแทง แมเ หล็กถาวร วัตถปุ ระสงคการเรยี นรู 1. เพื่อวัดคาความเขมสนามแมเหลก็ (B) ของแทง แมเหลก็ ถาวรท่เี ปน ฟง กชนั ของระยะหา ง (x) 2. เพ่อื หาคาโมเมนตแ มเหล็กของแทง แมเหลก็ ถาวร 3. เพื่อศกึ ษาแรงแมเ หล็กระหวา งแทง แมเหลก็ 2 อัน ทีเ่ ปน ฟงกช ันของระยะหา ง ทฤษฎีทีเ่ ก่ยี วขอ ง สวนประกอบสนามแมเหล็กในแนวแกน x ที่เกิดจากแทงแมเหล็กถาวรขนาดเล็กยาว d และ โมเมนตแมเหล็ก m ที่จุดตามแนวแกน x ซ่ึงเปนของแทงแมเหล็กถาวร (ดังแสดงในภาพที่ 12.1) เขียน สมการไดเปน ภาพท่ี 12.1. แทง แมเ หลก็ ถาวรขนาดเล็กยาว d และโมเมนตแ มเ หล็ก m วางอยบู นแกน x ตรงจุดกึ่งกลางของพิกัดตั้ง ตน และสวนประกอบของสนามแมเ หลก็ ในแนวแกน x ที่จุดตลอดแนวแกน x [ท่มี า: Arribas, Escobar, Suárez, Najera, and Beléndez, 2015] B = µ0mx (12.1) 2π x2 − d2 2 4
98 เมื่อ µ0 คือสภาพซึมซาบทางแมเหล็กในสุญญากาศ ( µ0 = 4π×10-7 N/A2 หรือ H/m) ใน ระบบ SI หนวยของโมเมนตแมเ หล็ก (m) ของแมเหล็กถาวรมีหนวยเปน A⋅m2 หรือ J/T ถาเราหาคา สนามแมเหล็กที่ระยะทาง x ซึ่งมีคามากกวาขนาดของแทงแมเหล็กถาวร (d) มาก ๆ เราสามารถหาคา สนามแมเ หล็กกอนหนางา ย ๆ โดยการแทนคา x >> d ในสมการ (1) จะไดส มการแมเหลก็ ใหมไ ดเปน B = µ0m (12.2) 2π x3 ดว ยวิธีการน้ี เราสามารถหาสวนประกอบในแนวแกน x ของสนามแมเ หลก็ ของขัว้ คแู มเหล็กวามี สัดสวนโดยตรงกับ x−3 โดยคา น้เี ปน คาสดั สวนคงที่ของสภาพซมึ ซาบทางแมเ หล็กในสุญญากาศ µ0 และ โมเมนตแมเหล็ก (m) ของแทงแมเหล็กถาวร ซึ่งใชเปนเครื่องมือทางคณิตศาสตรในการวัดคา สวนประกอบสนามแมเหล็กในแนวแกน x ของแทงแมเหล็กถาวรที่เปนฟงกชันของระยะทางไปยังจุด ศูนยก ลางของแทงแมเหลก็ ถาวรโดยใชส มารท โฟนเซนเซอร วิธีการทดลอง ในการทดลองกอนอ่ืนเราจะตองติดตั้งโปรแกรมหรือแอพพลเิ คชนั สำหรับวัดคาสนามแมเหล็กลง บนสมารท โฟน เพือ่ ใหส มารทโฟนแสดงคาสนามแมเ หล็กทต่ี องการวัดคา ได โดยปกตแิ ลว จะมีโปรแกรม หรือแอพพลเิ คชนั จำนวนมากมายทใี่ ชใ นการวดั คา สนามแมเ หลก็ ได ในทีน่ ีข้ อใชโปรแกรมหรอื แอพพลเิ ค ชันวัดคาสนามแมเหล็กที่นิยมใชกัน คือ Magnetometer, Sensor Kinetics, Teslameter, Physics Toolbox Sensor Suite ในระบบปฏิบัติการ iOS และ Androsensor, Gauss Meter, Physics Toolbox Sensor Suite ในระบบปฏิบตั ิการ Android เน่ืองจากในการทดลองมีวตั ถุประสงคเพอื่ หาคา สนามแมเ หล็กในแนวแกน x ดงั น้นั จงึ จำเปนอยาง ยงิ่ ทีต่ อ งทราบแกนหรอื ตำแหนงของเซนเซอรว ัดคาสนามแมเหลก็ บนสมารท โฟน โดยปกติแลวเซนเซอร บนสมารทโฟนประกอบดวยแกนในแนวสามมิติ คอื แกน xyz ดังแสดงในภาพท่ี 12.2 ภาพท่ี 12.2. การวางตัวของแกน xyz บนสมารตโฟน [ทม่ี า: Arribas, Escobar, Suárez, Najera, and Beléndez, 2015]
99 นอกจากน้แี ลวยังสามารถหาตำแหนงของเซนเซอรสนามแมเหลก็ ไดโ ดยการนำแทงแมเ หลก็ ถาวรท่ี มคี วามเขมสนามแมเ หล็กเพยี งพอ เชน แทง แมเหลก็ Neodymium เปน ตน มาวางสัมผัสกับสมารท โฟนที่ ตอ งการหาตำแหนง เซนเซอรโ ดยการเล่อื นไปมาและซายขวาเพ่ือหาคา สนามแมเหล็กทม่ี ีความเขมมากสุด เพยี งจุดเดียว จุดนนั้ ก็คอื ตำแหนงเซนเซอรบ นสมารทโฟนนั่นเอง ดงั ตัวอยางแสดงในภาพท่ี 12.3 ภาพท่ี 12.3. ตำแหนง ของเซนเซอรแมเ หลก็ ที่อยภู ายใน iPhone 5 [ทมี่ า: Arribas, Escobar, Suárez, Najera, and Beléndez, 2015] จากนั้นวางเซนเซอรบนสมารทโฟนบนจดุ เรมิ่ ตน ของแกน xy ดังแสดงในภาพท่ี 12.4 ภาพท่ี 12.4. การวางสมารทโฟนเซนเซอรส นามแมเหลก็ บนจุดเริ่มตนบนแกน xy เพื่อวัดคา ความเขม สนามแมเหลก็ ท่ี ระยะตา ง ๆ ในแนวแกน x [ทีม่ า: Arribas, Escobar, Suárez, Najera, and Beléndez, 2015] จากสมการท่ี (12.2) เขียนสมการใหมโ ดยทส่ี นามแมเหลก็ มีคาแปรผันตรงกบั ระยะทางในแนวแกน x ของขวั้ คูแมเหลก็ ดังน้ี B = µ0mxn (12.3) 2π
100 ดังนั้น เพื่อที่จะหาคา n จากขอมูลผลการทดลอง เพื่อพิสูจนยืนยันวารูปแบบเชิงคณิตศาสตร (สมการที่ (12.2)) มคี วามถกู ตอ ง โดยคา n ทไ่ี ดจากการทดลองจะตองมีคา ประมาณ – 3 ตอนที่ 2 สนามแมเหล็กท่ีเกิดจากเสน ลวดตรงนำกระแส วัตถปุ ระสงค เพ่อื ศึกษาความสัมพนั ธความเขม สนามแมเ หลก็ ทเ่ี ปน ฟง กชันของปรมิ าณกระแสไฟฟา ทิศทางใน 3 แกน ของเสน ลวดตรงนำกระแสไฟฟา ภาพที่ 12.5 การตดิ ต้งั ชุดอปุ กรณการทดลองเพ่ือศึกษาสนามแมเหล็กสถติ ของเสนลวดตรงนำกระแส ท่ีมา: Septianto, Suhendra, & Iskandar, 2017 สนามแมเ หล็กรอบ ๆ เสนลวดตรงและเสน ลวดวงกลม สามารถหาคาไดจากกฎของ Biot-Savart (Serway. & Jewet, (2014) r Idl = µ0 × (12.4) dB 4π r2 สำหรบั เสน ลวดตรงความยาว L สนามแมเหล็กที่เกิดจากระยะทาง z จากเสน ลวด (ภาพท่ี 12.5) มี สว นประกอบของสนามแมเ หล็กที่กำหนดโดยสมการ (12.5) และ (12.6) =Bx =Bz 0 (12.5) By = µ0I L (12.6) 4π r r2 + ( L 2)2
101 ตอนที่ 3 สนามแมเ หล็กทเ่ี กดิ จากขดลวดวงกลมนำกระแส วตั ถุประสงค เพ่ือศกึ ษาความสัมพนั ธค วามเขม สนามแมเ หล็กทเ่ี ปน ฟงกช นั ของปริมาณกระแสไฟฟา ทิศทางใน 3 แกนและรัศมีของขดลวดวงกลม สนามแมเ หล็กเนอ่ื งจากกระแสไฟฟา ในเสน ลวดตวั นำวงกลม หาสนามแมเ หลก็ ทจี่ ุด P เนอ่ื งจากกระแสไฟฟา I ในลวดตัวนำทเี่ ปน วงกลมรศั มี R และอยหู างจาก จดุ ศนู ยก ลางวงกลมเปนระยะ z ดังภาพท่ี 12.6 หาขนาดและทิศทางของสนามแมเ หล็กจากกฎของบิโอต – ซาวารต ds หาสนามแมเหล็กท่ีจุด P จากผลรวมของสนามแมเหลก็ ทเี่ กดิ จากกระแสในเสนลวดสว นส้นั ๆ ที่ทำใหเกดิ สนามแมเหล็กขนาด dB µ0 Ids × rˆ = 4π r2 (12.7) dB x z z z ภาพท่ี 12.6 สนามแมเ หล็กที่จดุ P เนื่องจากกระแสไฟฟาในเสนลวดตวั นำวงกลม เนื่องจากสนามแมเหล็กมีทั้งขนาดและทิศทาง เพื่อความสะดวกควรจะพิจารณาทิศทางของ สนามแมเหล็กกอ นแลว คอยหาขนาดของสนามแมเหล็ก จากรูปจะเห็นวาทกุ สว นส้ัน ๆ ds ทำมุม 90° กบั เวกเตอร rˆ ที่ชจี้ ากสวน ds ไปยงั จุด P ดังนน้ั ขนาดของสนามแมเ หล็กเนือ่ งจากสว น ds เทากับ dB = µ0 Ids (12.8) 4π r2
102 พิจารณาสนามแมเ หลก็ เนื่องจากสวน ds ตลอดแนววงกลมแมวา ขนาดของแตละสวนจะเทา กนั แตทิศทางของสนามแมเหล็ก dB จะทำมุม θ กับแนวแกน x เมื่อแยกองคประกอบของสนามออกเปน สองแนวทต่ี ั้งฉากกันจะไดองคประกอบ dBz และ dBR =dBz =dB cosθ R dB dBz (12.9) r ไปทางเดยี วกัน จะเห็นวาทุกสวนสัน้ ๆ ds ตลอดแนววงกลมจะมีองคประกอบ แตองคป ระกอบ dBR ที่อยใู นระนาบ xy จะกระจายออกตามแนวรศั มรี อบจุด P ซ่งึ หักลา งกันหมดพอดี ดงั นั้นสนามแมเหลก็ ท่ีจดุ P จะมีทศิ ไปทางแกน z เนือ่ งจากการรวมองคป ระกอบ dBz ของทุกสวน ds จนครบรอบวงกลม ∫Bz = µ0I R 1 ds (12.10) 4π r r2 ds จะเห็นวาทุกสวนสั้น ๆ อยูหางจากจุดศูนยกลางของวงกลมเปนระยะ R และหางจากจุด P เปนระยะ=r (R2 + )z2 1 2 เหมือนกันตลอดเสน รอบวงกลม ดังนน้ั Bz = ∫µ0 IR ds (12.11) ds รอบวงกลม 4π r3 (12.12) (12.13) ผลรวมของสว นสัน้ ๆ ∫ ds = 2π R คอื เสน รอบวงของวงกลมรศั มี R Bz = µ0 IR ( 2π R ) 4π r3 Bz = µ0 IR 2 2r3 ดังนนั้ สนามแมเหลก็ ทีจ่ ุด P ในแนวแกน z มคี าเปน = µ0 IR 2 (12.14) 2 R2 + z2 3 2 ( )BP และสนามแมเหล็กที่จดุ ศนู ยกลางของเสนลวดตวั นำวงกลม (z = 0) B = µ0 I (12.15) 2R วธิ กี ารทดลอง 1. ตดิ ต้ังอปุ กรณท ดลองดังแสดงในภาพที่ 12.7 และ 12.8 2. จายกระแสไฟฟาใหกบั ขดลวดขนาด 0 – 3 A
103 3. วัดคาความเขมสนามแมเหล็กที่ตำแหนงศูนยกลางของขดลวด (z = 0) โดยใชเซนเซอรบน สมารทโฟน บันทกึ คา ทวี่ ดั ไดลงในตารางท่ี 1 4. วัดคาความเขมสนามแมเหล็กท่ตี ำแหนงในแนวแกน z ตาง ๆ ตามทกี่ ำหนดให บนั ทกึ คา ทวี่ ัดได ลงในตารางที่ 2 (ก) (ข) ภาพที่ 12.7 (ก) ตำแหนงเซนเซอรสนามแมเหล็กบนสมารทโฟน และ (ข) การวัดคาสนามแมเหล็กจากขดลวดที่มี กระแสไฟฟา ไหลผาน ที่มา: Ogawara, Bhari, & Mahrley, 2017 z Power y Supply A x ภาพที่ 12.8 การติดตงั้ อปุ กรณการทดลอง
104 ตอนที่ 4 สนามแมเหลก็ ที่เกิดจากขดลวดโซเลนอยด วัตถุประสงค เพอ่ื ศกึ ษาความสัมพนั ธความเขม สนามแมเหลก็ ที่เปน ฟง กช ันของปรมิ าณกระแสไฟฟา และจำนวน รอบของขดลวดโซเลนอยด สนามแมเหล็กกบั จำนวนรอบของขดลวดโซเลนอยด พิจารณาภาคตัดขวางของโซเลนอยดจะเห็นวาทางดานที่กระแสไฟฟาพุงออก สนามแมเหล็ก ทางซายของโซลินอยมีทิศลง สวนภายในแกนโซเลนอยดและดานขวามีทิศขึ้น เมื่อพิจารณาดานท่ี กระแสไฟฟาพงุ เขา สนามแมเหลก็ ทางขวาของโซลนิ อยมีทศิ ลง สวนภายในแกนโซเลนอยดแ ละดานซายมี ทศิ ข้นึ จะเหน็ วาสนามแมเ หลก็ ภายในโซเลนอยดจ ะมคี วามเขมสงู เนื่องจากสว นของกระแสท่ีพุงออกและ พุงเขาเสรมิ กนั แตบรเิ วณภายนอกโซเลนอยดจ ะมสี นามแมเหล็กออนมากเพราะสนามแมเหลก็ จากสวน ของกระแสที่พุงออกและพุงเขา หักลางกนั เสนสนามแมเหล็กของโซเลนอยดจ ึงมีลกั ษณะดังภาพที่ 12.9 เมือ่ ใชก ฎของแอมแปรหาสนามแมเ หลก็ โดยสรางวงปด ส่ีเหลยี่ มดงั รูป แบงไดเ ปน 4 บริเวณ ภาพที่ 12.9 การหาµµส00น=IIาiinnมแ=มเหล็ก∫∫ในBBล1ว⋅⋅ดddโssซเ+ลน∫อBย2ดโ⋅ดdยsใช+ก∫ฎขBอ3ง⋅แdอsมแ+ป∫ร ⋅ ds (12.16) B4 (12.17) 12 3 4
105 จะเห็นวา วงปดกวา ง wNIยาพวจิ ารลณอ ามรBอ⋅บdเsสนใลนวแดตNล ะเสสวนนมตจีลำอนดวเสนนขทดตางอ ปคดวใานมทยิศาวตเาปมน เขn็มน=าNิกา มกี ระแสไฟฟา I ดงั น้นั Iin = เสนทางท่ี 3 เปน ศูนยเนือ่ งจากสนามแมเหลก็ ภายนอกโซเลนอยดม คี า นอยมาก B3 = 0 เสน ทางท่ี 2 และ 4 เปนศูนยเนื่องจากทิศของสนามแมเหล็กในบริเวณนี้ตั้งฉากกับเสนทาง เสนทางท่ี 1 สนามแมเหล็กมี ขนาดสม่ำเสมอและอยใู นแนวเดยี วกบั เสนทาง ดงั นนั้ ∫ ds ⋅ =µ0 Iin (12.18) B1 1 (12.19) ∫ B1ds = µ0 NI 1 (12.20) ∫B1 ds = µ0 NI 1 (12.21) B1 = µ0 NI B1 = µ0 N I (12.22) =B =µ0 N I µ0nI (12.23) สนามแมเหล็กภายในโซเลนอยดข้ึนกับจำนวนรอบในการพันและสิ่งที่เปนแกนของโซเลนอยด ซ่ึง เปนสุญญากาศ ( µ0 =4π ×10−7 T ⋅m A) ถาใชวัสดุอื่นที่มีคาสภาพซึมซาบของตัวกล าง (permeability) มากกวา สญุ ญากาศจะทำใหส นามแมเ หล็กมีความเขมมากขน้ึ โดยใชก ระแสไฟฟา เทา เดมิ วิธีการทดลอง 1. ใชล วดทองแดงพนั ขดลวดโซเลนอยดดังแสดงในภาพท่ี 12.10 ใหม จี ำนวนรอบ (N) เปน 5, 10, 15, 20, 25, 30 และ 35 รอบ 2. จา ยคา กระแสไฟฟาใหขดลวดโซเลนอยดแตละขดขนาด I = 1 A 3. ใชเซนเซอรแมเหล็กบนสมารทโฟน (ติดตั้ง app สำหรับวัดคาสนามแมเหล็ก) วัดคา สนามแมเหล็กโดยวางตำแหนงเซนเซอรใหหางจากขดลวดโซเลนอยด 5 cm ดังแสดงในภาพที่ 12.10 แลวบนั ทึกคาความเขม สนามแมเ หล็กลงในตารางที่ 1
106 ภาพที่ 12.10 การสรา งขดลวดโซเลนอยดจากลวดทองแดงโดยใชป ากกาเขยี นไวทบอรด เปนแกน Silva, N. (2012). Magnetic field sensor. The Physics Teacher, 50, 372–373. Coil iPad iPad magnetic sensor Power Supply (ก) (ข) ภาพท่ี 12.11 การวัดคา ความเขม สนามแมเ หลก็ โดยเซนเซอรบนสมารท โฟนท่ตี ิดต้งั Magnetometer app Silva, N. (2012). Magnetic field sensor. The Physics Teacher, 50, 372–373.
107 Geometrical Optics 13 ทัศนศาสตรเ ชิงเรขาคณติ ตอนท่ี 1 การหกั เหแสงผานปรซิ มึ วตั ถปุ ระสงค เพอ่ื ศึกษากฎการหักเหของแสงและหาดรรชนกี ารหกั เหของปรซิ มึ อปุ กรณการทดลอง 1. ปริซึมสามเหลย่ี มดา นเทาและสเี่ หลยี่ มผืนผา 2. เลเซอรแ สง 3. กระดาษขาวและไมโปรแทรกเตอร ทฤษฎี กฎการหักเหของแสง เมอื่ แสงเดินทางจากตัวกลางหนงึ่ ไปสอู ีกตัวกลางหนงึ่ แนวทางเดินของแสงจะเปลย่ี นไป เรียกวา แสงหกั เหไปจากเดิม เชน แสงผา นจากอากาศไปยงั นำ้ หรอื ผานจากอากาศไปยังแกว เปนตน จากการหกั เห ของแสง จะไดว า อตั ราสวนระหวางคา sine ของมมุ ตกกระทบกบั sine ของมมุ หักเห จะเปน คาคงทสี่ ำหรบั ตัวกลางคหู นึง่ ๆ ซง่ึ คาคงทีน่ ี้ เรยี กวา ดรรชนกี ารหกั เห (Refractive index) ภาพท่ี 13.1 การหกั เหของแสงจากตัวกลางหนึ่ง (อากาศ)ไปสูอีกตัวกลางหน่ึง (แกว)
108 =1 n2 =n 2 sine θ1 (13.1) n1 sine θ2 (13.2) หรือ n1 sin θ1 = n2 sin θ2 เม่ือ θ1 = มมุ ตกกระทบ θ2 = มมุ หกั เห n1 = ดรรชนกี ารหกั เหของอากาศ n2 = ดรรชนีการหักเหของแกว 1n2 = ดรรชนหี กั เหของตวั กลางท่ี 2 เทยี บกับตวั กลางท่ี 1 สมการ (2) และ (3) น้นั เปน สมการท่เี กี่ยวกับกฎการหกั เหของแสง หรอื บางทเี รียกวา Snell’s law ถา ใหแ สงผา นจากตวั กลางทม่ี ีความหนาแนนมากไปสูตัวกลางทม่ี ีความหนาแนน นอยกวา มุมหัก เหจะโตกวามมุ ตกกระทบ และถามมุ ตกกระทบเพ่มิ ขึ้นจนกระท่ังมมุ หักเหกาง 90 องศา มมุ ตกกระทบน้ี เรียกวา มมุ วิกฤติ ถามมุ ตกกระทบโตกวา มุมวิกฤติแสงจะเกิดการสะทอนกลับสูตวั กลางเดิม เรียกวา การ สะทอ นกลบั หมด n1 sin θc = n2 เมื่อ θc = มุมวิกฤติ ถา ตวั กลางที่ 2 คือ อากาศ ดรรชนหี กั เหของอากาศเทากบั 1 จะได n1 = 1 …………………….. (13.3) sin θc วธิ กี ารทดลอง การหักเหของแสงในแทง แกว (ปรซิ มึ ) ภาพท่ี 13.2 การหกั เหของแสงผานปริซึม (ก) สามเหลี่ยม (ข) ส่เี หล่ยี มผนื ผา 1. นำปริซึมท่จี ะหาดรรชนหี ักเห มาวางลงบนกระดาษขาว ใชดินสอขีดรูปไวเบาๆ ฉายแสงจาก กลองแสงใหตกกระทบดานหนง่ึ ของปริซมึ ใชด ินสอจดุ ตรงตำแหนง 1, 2, 3 และ 4 2. นำกลอ งแสงและปรซิ มึ ออก ลากเสน ตรงตามแนว 1-2, 2-3 และ 3-4 วัดมุมตกกระทบ θ1,θ′1 และมมุ หกั เห θ2, θ′2
109 ตอนท่ี 2 การหาคาดรรชนหี กั เหแสงของตัวกลาง วตั ถุประสงค เพอื่ หาคา ดรรชนหี ักเหของของเหลวดวยหลกั การการหกั เหของแสง อุปกรณการทดลอง 1. ภาชนะรปู สี่เหลีย่ มผนื ผา สำหรับใสของเหลว (เชน ตเู ล้ียงปลา) 2. แหลง กำเนดิ แสงขนาด (เชน หลอดขนาด 5V) 3. แผน ทึบแสงขนาดความกวาง 3 – 4 cm 4. แผนกระดาษ A4 ทฤษฎี วิธีการทดลองหาคาดรรชนีหักเหของของเหลวมีหลากหลายวิธี [1 – 7] แตในที่นี้จะนำเสนอ วิธีการทดลองหาคาดรรชนีหักเหของของเหลวอยางงาย ๆ และมีความแมน ยำ ซึ่งเปน วิธีการที่สามารถ นำไปใชเปนการสาธิตของครผู ูสอนหรือทำการทดลองในหองเรียน ชุดอุปกรณการทดลองดังแสดงใน ภาพที่ 13.3 ประกอบดวย 1. ภาชนะรูปสี่เหลี่ยมผืนผาสำหรับใสของเหลว (เชน ตูเลี้ยงปลา) 2. แหลงกำเนิดแสงขนาด (เชน หลอดขนาด 5V) 3. แผนทึบแสง (opaque strip) ขนาดความกวาง 3 – 4 cm และ 4. แผน กระดาษ (blank sheet) [Gluck & Massalha, 2012] ภาพท่ี 13.3 การตดิ ตัง้ ชดุ อปุ กรณการทดลอง [Gluck & Massalha, 2012] ภาพที่ 13.4 การวเิ คราะหเชงิ เรขาคณิตสำหรับหารหาคาดรรชนีหกั เหของของเหลว [Gluck & Massalha, 2012]
110 จากภาพที่ 13.4 กำหนดให L คือ ความกวา งของแผน ทบึ แสง (opaque strip) we คือ ความกวาง ของเงาในกรณีที่ยังไมไดใสของเหลวลงในภาชนะ และ wf คือ ความกวางของเงาเมื่อใสข องเหลวลงใน ภาชนะ จากเรขาคณิตอยางงายสามารถคำนวณหาคาดรรชนีหักเห (n) ของของเหลวไดโดยอาศัยกฎ ของสเนลล (Snell’s Law) กฎของสเนลล (Snell’s Law) n2 sinθ2 = n1 sinθ1 (13.4) จากภาพที่ 13.3 และ 13.4 ตัวกลางที่ 1 เปนอากาศ ( n1 =1) สวนตัวกลางที่ 2 เปนของเหลวที่ ตองการหาคา ดรรชนีหกั เห ( n2 = n ) ดังนน้ั จากสมการท่ี (13.4) เขียนใหมไ ดเปน n sinθ2 = sinθ1 (13.5) ในกรณีที่มุม θ มีคานอย ๆ จึงสามารถประมาณไดวา sinθ ≈ tanθ เมื่อพิจารณาในภาพที่ 13.4 จะไดวา =tan θ1 we − L we − L และ=tan θ 2 wf − L wf − L แทนในสมการท่ี (13.5) จะได =2 2 2d =2 2 2d d d สมการสำหรบั คำนวณหาคา ดรรชนีหกั เหของของเหลวเปน =n =sinθ1 =tanθ1 we − L we − L (13.6) sin θ 2 tan θ 2 w=f2d− L wf − L 2d ตัวอยางการทดลองหาคาดรรชนีหักเหของน้ำ ใชภาชนะที่มีความกวาง d = 35 cm วาง แหลงกำเนิดแสงหางจากแผนทบึ แสง 5 cm และแผน ทบึ แสงกวา ง L = 3.7 cm และไดผ ลการทดลองดัง แสดงในภาพท่ี 13.5(ก) แลววัดความกวา งของเงาดว ยไมบ รรทัด (ภาพท่ี 13.5(ข)) (ก) (ข) ภาพที่ 13.5 (ก) ภาพเงาในกรณที ่ียงั ไมใ สน ้ำ (ซกี บน) และ กรณที ่ใี สน ้ำ (ซีกลาง) และ (ข) การใชไ มบ รรทดั วดั ความ กวา งของเงาทั้งสองกรณี [Gluck & Massalha, 2012]
111 จากภาพที่ 13.5 วดั คาความกวา งของเงาในกรณที ย่ี งั ไมไ ดใสน้ำ (we) ไดค าเทา กับ 8.9 cm และคา ความกวางของเงาเมอื่ ใสน้ำในภาชนะ (wf) ไดคาเทา กับ 7.6 cm เมื่อคา ไปแทนในสมการท่ี (13.6) จะได คาดรรชนหี ักเหของนำ้ n = 1.33 วธิ กี ารทดลอง 1. ติดแผนทึบแสง (opaque strip) ตามแนวกึ่งกลางดานใดดานหนึ่งของภาชนะบรรจุของเหลว และติดกระดาษดา นฝง ตรงขามดังแสดงในภาพที่ 13.3 2. วางแหลงกำเนิดแสงขนาดเลก็ ไวใกลก บั แผน ทึบแสงดงั แสดงในภาพท่ี 13.4 3. เปดสวิตซแ หลง กำเนิดแสงจะเหน็ เงาของแผนทบึ แสงบนกระดาษ ใชป ากกาขีดแนวเขตของเงา บนแผนกระดาษ ดงั ตัวอยางในภาพท่ี 13.5(ก) ใชไมบรรทัดวัดความกวา งของเงา (we) 4. ใสข องเหลวที่ตอ งการหาคาดรรชนหี กั เหลงในภาชนะบรรจุ แลว ใชป ากกาขีดแนวเขตของเงาบน แผนกระดาษอีกครั้ง ดงั ตวั อยางในภาพท่ี 13.5(ก) ใชไมบ รรทัดวัดความกวางของเงา (wf) 5. คำนวณคา ดรรชนีหกั เหของของเหลวจากสมการท่ี (13.6) ตอนท่ี 3 การเกดิ ภาพจากเลนสนูน วัตถปุ ระสงค 1. เพื่อศึกษาสมบัตขิ องเลนส 2. เพอื่ ศกึ ษาความสัมพันธข องระยะวตั ถุ ระยะภาพและความยาวโฟกสั ของเลนสนูน ทฤษฎี แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา ในชวงความยาวคลื่นที่ตามนุษยมองเห็น (400 – 700 นาโนเมตร) เคลื่อนที่ดวยความเรว็ ประมาณ 3 × 108 เมตร /วินาที (ในสุญญากาศ) ซึ่งในแตละตัวกลางนั้น แสงจะ เคลื่อนท่ีดวยความเร็วทแ่ี ตกตา งกัน ขึ้นกับคา ดรรชนีหกั เหของตวั กลาง (refractive index, n) โดยดรรชนี หกั เหมีคา เทา กับ n=c (13.7) v เมือ่ n คอื ดรรชนีหกั เหของตวั กลาง (refractive index) c คือ ความเรว็ แสงในสญุ ญากาศ มี หนวยเปน m/s และ v คอื ความเรว็ แสงในตัวกลาง มหี นวยเปน m/s
112 เน่อื งจากแสงมคี ุณสมบตั พิ ้นื ฐานที่สำคญั ของคลนื่ คือ ความยาวคลื่น (λ) แอมพลจิ ูด และมุมเฟส จึงทำใหส ามารถแสดง การสะทอ น การหกั เห การแทรกสอด และ การเลี้ยวเบน ได ดงั น้ัน ในการศึกษา พฤตกิ รรมเชงิ คล่นื ของแสง สามารถแบง ออกเปน 1. แสงเชงิ รังสี (เมอื่ ความยาวคลน่ื << ขนาดของสงิ่ กดี ขวาง) - การสะทอน (Reflection) - การหักเห (Refractive) - เลนส , การเกิดภาพ 2. แสงเชิงคลนื่ (เมือ่ ความยาวคล่ืน ~ ขนาดของส่งิ กดี ขวาง) - การแทรกสอด - การเลี้ยวเบน ในการทดลองนจ้ี ะกลา วถงึ เฉพาะแสงเชงิ รงั สเี ทา นน้ั การสะทอ นของแสง (Reflection) เปน ปรากฏการณที่แสงเดนิ ทางจากตัวกลางหนง่ึ มายังตัวกลาง อกี ตวั หนึ่ง ทำใหแสงตกกระทบกับตวั กลางใหม แลว สะทอ นกลับสตู ัวกลางเดมิ กฎการสะทอนกลาววา รังสตี กกระทบ รังสีสะทอน เสนแนวฉาก ตองอยูใ นระนาบเดียวกัน และ มุมตกกระทบเทา กบั มุมสะทอน ดังภาพท่ี 13.6 ภาพที่ 13.6 แสดงกฎการสะทอน ภาพที่ 13.7 (ก) แสดง ลกั ษณะการเดินทางของแสงจากตัวกลางท่ีมีความหนาแนนนอยกวา (โปรง กวา ) ไปยังตวั กลางที่มี ความหนาแนนมากกวา (ทึบกวา) (ข) แสดง ลักษณะการเดินทางของแสงจากตัวกลางที่มคี วามหนาแนนมากกวา (ทึบ กวา) ไปยงั ตวั กลางที่มคี วามหนาแนน นอยกวา (โปรง กวา ) การหกั เหของแสง (Refractive) การหกั เหของแสง เกดิ ขึ้นเม่ือแสงเดินทางผา นจากตัวกลางหนงึ่ ไป ยังอีกตัวกลาง โดยแสงจะไมมีการเปลี่ยนแปลงความถี่ แตเปลี่ยนความยาวคลื่นเนื่องจากความเร็วที่
113 เปลี่ยนไป ทำใหแสงเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนท่ี เชน เมื่อแสงเคลื่อนที่จากอากาศไปยังแกว หรือ จาก อากาศไปยงั น้ำ เปนตน แสงจะเดนิ ทางจากตัวกลางทีม่ คี วามหนาแนนนอ ยกวา (โปรงกวา ) ไปยังตัวกลาง ท่ีมีความหนาแนน มากกวา (ทบึ กวา) แสงจะหกั เหเขาหาเสนปกติ ในทางตรงขา ม ถา แสงเดินทางจากยัง ตัวกลางท่ีมีความหนาแนนมากกวา ไปยังตัวกลางทีม่ ีความหนาแนนนอยกวา แสงจะหักเหออกจากเสน ปกติ (ดังภาพที่ 13.7) การเกิดภาพ ภาพทเี่ กิดขนึ้ มีสองลักษณะ คือ ภาพจรงิ กบั ภาพเสมอื น โดย แสงทีเ่ ดินทางมาตดั กันจรงิ จะใหภ าพ จริง และ แสงที่เสมอื นวาเดินทางไปตัดกนั จะใหภ าพเสมือน ซึ่งขอแตกตางของภาพจริงและภาพเสมือน คอื ภาพจรงิ เอาฉากรบั ได ภาพเสมือนเอาฉากรับไมไ ด ดงั ภาพที่ 13.8 ภาพท่ี 13.8 (ก) แสงมาตัดกันใหภาพที่จุด I นัยนตาจะมองเห็นวาแสงมาจากจุดเดียว (ข) แสงมาจากจุด S สะทอนท่ี กระจกราบ นัยนตาเรามองเห็นเสมือนวา แสงมาจากจุด I′ เลนส (Lens) เลนส เปน วัตถทุ ใ่ี ชในการรวมหรอื กระจายแสง เรา สามารถแบงเลนสไดเ ปน 2 แบบใหญๆ คอื 1. เลนสนูน (convex lens) คือ เลนสท่ีโคงออกดานนอก มีขอบแคบ และตรงกลางกวาง ดัง ภาพที่ 13.9 (ก) ทำหนาที่รวมแสง ดังภาพที่ 13.10 (ก) 2. เลนสเ วา (concave lens) คือ เลนสทมี่ ผี วิ โคง เขา ดานใน มขี อบหนา และตรงกลางบาง ดัง ภาพที่ 13.9 (ข) แสงทีผ่ านเลนสเวาจะกระจายออก ดงั ภาพที่ 13.10 (ข) ภาพที่ 13.9 (ก) แสดงภาพเลนสนนู และ (ข) แสดงภาพเลนสเ วา
114 ภาพท่ี 13.10 (ก) แสดงภาพเลนสนูนรวมแสง และ (ข) แสดงภาพเลนสเ วากระจายแสง เมอื่ แสงเดนิ ทางขนานมากระทบกระจก หรอื เลนสท่มี ีลักษณะโคง กลม จะทา ใหแ สงมารวมกันท่ี จุด ๆ หนึ่ง อันเนื่องมาจาก การสะทอน และหักเหตามลา ดับ จุดที่แสงมารวมกันเราเรยี กวา จุดโฟกัส (Focal point) ซ่ึงมีท้ัง จดุ โฟกัสจริง (จุดท่แี สงมารวมกนั จรงิ ๆ) และ จดุ โฟกสั เสมอื น (จดุ ทีแ่ สงเสมอื นมา รวมกนั ) ดังภาพท่ี 13.11 ภาพท่ี 13.11 (ก) แสดงภาพจดุ โฟกัสจริง และ (ข) แสดงภาพจุดโฟกัสเสมือน ในการศึกษาเรื่องเลนสบาง เราสามารถหาความสัมพันธระหวางระยะภาพกบั ระยะวัตถุได ตาม สมการ 1= 1 + 1 (13.8) f s s′ เม่อื f เปน คาความยาวโฟกสั ของเลนส s เปนระยะหางระหวางวตั ถุกับเลนส s′ เปนระยะระหวา งภาพกับเลนส เมอ่ื ทำการเขียนภาพโดยใชสมการดงั กลาวจะพบวา เลนสน นู จะสรางภาพจริงหรอื ภาพเสมอื น โดย จะใหภาพจริง หวั กลบั ขนาดภาพเล็กกวา เดิม หรอื โตกวาเดมิ และใหภ าพเสมือนหัวตัง้ ขนาดขยาย สว นเลนสเ วา จะสรางภาพเสมอื นขนาดยอ หัวตัง้ ดังภาพที่ 13.12
115 ภาพท่ี 13.12 การเกิดภาพของเลนส เม่ือวางวตั ถุไวทร่ี ะยะตาง ๆ ระบบสองเลนส สำหรับระบบที่ประกอบไปดว ยเลนสสองเลนสนั้น ภาพที่เกิดขึ้นเนื่องจากเลนสอันที่หนึง่ จะเปน วตั ถุสำหรับเลนสอันทสี่ อง ดงั ภาพที่ 13.13 ภาพท่ี 13.13 การเกิดภาพของระบบสองเลนส การหาความยาวโฟกัสของเลนสน นู โดยการวัดระยะวตั ถุ และ ระยะภาพ อปุ กรณการทดลอง 1. เลนสน นู 1 อนั 2. ฉากรับภาพ 1 อนั 3. ไฟฉาย 1 กระบอก 4. ไมเมตร 1 อัน วธิ ีการทดลอง 1. จดั อุปกรณก ารทดลองดังภาพท่ี 13.14
116 ภาพท่ี 13.14 แสดงการจัดอุปกรณการทดลอง 2. วางตำแหนง ของไฟฉายใหหา งจากเลนสนูนเปน ระยะ (s) 30 เซนติเมตร 3. เล่อื นฉากรับภาพจนกระทง่ั สังเกตเห็นภาพบนฉากชดั เจนทีส่ ดุ แลวทำการวัดระยะจากก่ึงกลาง เลนส ถึงผิวของฉากรับภาพ แลว บันทึกลงในตารางชอง s′ 4. คำนวณหาคา f จากสมการ 1= 1+ 1 s s′ f 5. ทำการทดลองตามขอ 2 – 4 อีกครง้ั โดยทำการเปลีย่ นตำแหนงของไฟฉายใหห า งจากเลนสนนู เพมิ่ ข้นึ ครง้ั ละ 10 เซนติเมตร จนมรี ะยะหาง 70 เซนติเมตร 6. หาคา f เฉล่ีย 7. เขียนกราฟแสดงความสมั พันธระหวา ง 1 กบั 1 โดยให 1 เปนแกนตั้ง (แกน y) และ 1 เปน แกน s s′ s s′ นอน (แกน x) สรปุ และ วเิ คราะหผลการทดลอง ตอนที่ 4 การผสมแสงสี การผสมแสงสี(Mixing Colored Light) แสงสที ัง้ 7 สามารถแบงเปน 3 แสงสหี ลกั ไดแ กสีแดง เขียว และน้ำเงนิ เหมือนกบั หลอดภาพของ โทรทศั นส ีซง่ึ รวมทัง้ สามสีจะไดสขี าว และถา รวมกนั สองสีจะไดแ สงสีประกอบดังนี้ แดง + นำ้ เงนิ = มวง แดง + เขียว = เหลอื ง นำ้ เงนิ + เขียว = ฟา
117 ภาพที่ 13.15 การผสมแสงสี การมองเห็นสีตาง ๆ บนวัตถุเกิดจากการผสมของแสงสี เชน แสงขาวอาจเกิดจากแสงเพียง 3 สี รวมกัน แสงท้งั 3 สี ไดแก แสงสีแดง แสงสเี ขยี ว และแสงสนี ำ้ เงิน หรอื เรียกวา สีปฐมภมู ิ และถา นำแสงท่ี เกิดจากการผสมกันของสีปฐมภูมิ 2 สี มารวมกันจะเกิดเปน สีทุติยภูมิ ซึ่งสีทุติยภูมิแตละสีจะมีความ แตกตางกันในระดับความเขมสีและความสวางของแสง LoPresto (2009) ไดทำการผสมสีดวยวิธีการ บวกและการลบแสงสีเพื่อใชในการเรียนการสอน เรื่อง การผสมสี แตทำใหผูเรียนยากตอการจดจำ จึง เปลี่ยนมาใชกราฟของการสงผานสำหรับการกรองสีปฐมภูมิและวิธีการแผนภาพเชิงตัวเลขในการเขียน แทนความสัมพันธของการผสมสีดวยวิธีการบวกและการลบ ซึ่งวิธีการนี้สงผลใหผูเรียนมีความรูความ เขาใจสามารถคิดวิเคราะหและนำไปสูการจดจำการผสมสีตาง ๆ ได Yurumezoglu, Karabey และ Koyunkaya (2017) ไดทำการศกึ ษาวิจัยการสรางเงาจากการผสมแสงสีและแมสีดวยวิธกี ารทดลองและ วธิ ีการทางคณิตศาสตร ประกอบดวยเงามดื เงามัวและเงาซอน โดยอาศัยหลกั การการกระจายตัวของแสง วิธีการทางคณิตศาสตรใชหลกั การของเซต สว นวิธกี ารทดลองใชอ ุปกรณทดลองประกอบดว ย ลูกโปงสขี าว นวล หลอดไฟ LED สีแดง เขียว และ น้ำเงิน การผสมผสานระหวางการใหเหตุผลทางกายภาพและทาง คณติ ศาสตรน้ีไมเ พยี งแตเปน แนวทางการดำเนนิ งานตามหลัการเกิดเงาเทาน้นั แตยังเปนโมเดลท่ีสามารถ นำมาใชในหลักสูตรวิทยาศาสตรเ ทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร (STEM) โดยเปนตัวอยางท่เี ปน รปู ธรรมและทางกายภาพสำหรบั แนวคดิ แบบนามธรรมของเซตวา ง (W – (R ∩ G ∩ B) = ∅) อกี ดวย Gilberta และ Haeberlib (2007) ไดอ ธบิ ายวิธีการทดลองเกยี่ วกับการผสมสดี วยวธิ ีการลบโดยใช เครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอรเชิงพาณิชยกับนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ไมไดเรียนสาขาวิชาเอก วิทยาศาสตร โดยการศึกษาเสน สเปกตรัมจากแหลง กำเนดิ แสงทีเ่ ดินทางผา นตัวกรองแสงสแี ละสว นผสม ของสอี ะคริลิค เนน เรื่องการสอนหลักการพนื้ ฐานของการผสมสดี วยวิธีการลบและกระบวนการที่ซบั ซอ นที่ เกดิ ขนึ้ ในการผสมสี ทำใหน ักศึกษามีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นทส่ี งู ข้ึน Rosi และคณะ (2016) ไดสราง ชดุ สเปกโตรโฟโตมเิ ตอรอยางงายจากกรวยกระดาษแข็งแลว ใชสมารตโฟนถายภาพสเปกตรมั เพ่ือศึกษา
118 แสงสีปฐมภูมิ (RGB) ดวยการผสมแสงสีดวยวิธีการบวก และแสงสที ุติยภูมิ (CMYK) ดวยการผสมแสงสี ดว ยวธิ กี ารลบ Frances Ruiz และ Michael Ruiz (2015) ไดสรางแอปพลิเคชันเพื่อใชในการผสมสีดวยวิธีการ บวกและการลบใน HTML5 ขึ้นเพื่อใหผูเรียนไดฝกการผสมสีผานระบบออนไลนแบบมืออาชีพและนำ หลักการที่ไดมาสาธิตในหองเรียนไดงายขึ้น สงผลใหผูเรยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผสมสี เพม่ิ ขึ้น Thoms, Colicchia และ Girwidz (2013) ไดทำการจำลองการผสมสีบนสมารต โฟน เนือ่ งจาก สมารตโฟนมีคาความละเอียดของแตละแมสีจึงทำใหการจำลองการผสมสีสามารถทำไดอยางสะดวก งา ยดาย และทำใหผเู รียนเขาถงึ สือ่ การเรยี นการสอนไดอยางทัว่ ถึงและสามารถเรยี นรไู ดตลอดเวลา ภาพที่ 13.16 การผสมสดี วยวธิ ีการบวกและการลบ (LoPresto, 2009) กำหนดตัวเลขใหกับสีตาง ๆ (LoPresto, 2009; Yurumezoglu, Karabey, & Koyunkaya, 2017) ดังน้ี นำ้ เงิน (Blue: B) = 1 เขียว (Green: G) = 2 ฟา (Cyan: C) = 3 แดง (Red: R) = 4 มวง (Magenta: M) = 5 เหลอื ง (Yellow: Y) = 6 ขาว (White: W) = 7 ดำ (Black: Bk) = 0 (1) (5) (2) (3) (6) (4) ภาพท่ี 13.17 อุปกรณการทดลองการผสมสี ประกอบดวย (1) ไฟฉาย LED (2) ไฟฉาย LED ครอบดวยกระดาษแกวสี เขียว (3) ไฟฉาย LED ครอบดวยกระดาษแกว สีนำ้ เงิน (4) ไฟฉาย LED ครอบดวยกระดาษแกวสีแดง (5) ฉากวงกลมสี ขาว และ (6) ฉากสีขาวหรอื กระดาษสขี าว
119 อปุ กรณ 1. กระดาษแกวสแี ดง, นำ้ เงิน, เขยี ว 2. ไฟฉาย 3 ฉากสขี าว 4. ฉากวงกลม วธิ กี ารทดลอง 1. นำกระดาษแกวสแี ดง น้ำเงิน แดง มาอยางละแผน 2. นำไฟฉายวา ฉายใสก ระดาษสแี ตล ะแผน 3. คำนวณหาการผสมสี 4. ทำซำ้ โดยเปล่ียนกระดาษสีไปเรื่อย ๆ ตารางบนั ทึกผลการทดลอง กำหนด น้ำเงนิ (Blue) = 1 เขียว (Green) = 2 ฟา (Cyan) = 3 แดง (Red) = 4 มว ง (Magenta) = 5 เหลอื ง (Yellow) = 6 ขาว (White) = 7 ดำ (Black) = 0
120
121 Wave Optics 14 ทัศนศาสตรเ ชงิ คลนื่ ตอนที่ 1 การแทรกสอดของแสงผานสลิตคู และการเลย้ี วเบนของแสงผานสลติ เดี่ยว วัตถุประสงคการทดลอง เพอ่ื ศกึ ษาการเลยี้ วเบนของแสงโดยใชแ สงฮเี ลียมนีออนเลเซอร แสงเชงิ คล่นื เปน คลืน่ แมเหลก็ ไฟฟา ท่ีไมจ ำเปน ตองอาศัยตวั กลางในการสง ผานพลังงาน เปนคลื่น ท่ีตามนุษยสามารถตอบสนองหรอื มองเห็นในชว งทม่ี คี วามยาวคล่ืนประมาณ 400 – 700 นาโนเมตร โดย มอี ตั ราเร็วในสุญญากาศมีคาประมาณ 3 × 108 เมตรตอ วินาที ซ่งึ พบวาเปนอตั ราเร็วสงู สดุ การแทรกสอดของแสง การแทรกสอดของแสงจะเกดิ ไดต อเม่ือคลื่นแสง 2 ขบวนเคล่อื นทม่ี าพบกัน จะเกดิ การรวมตัวกัน และแทรกสอดกันเกิดเปนแถบมืดและแถบสวางบนฉาก โดยแหลงกำเนิดแสงจะตองเปนแหลงกำเนิด อาพนั ธ (Coherent Source) คือเปน แหลงกำเนดิ ทีใ่ หค ล่ืนแสงความถ่เี ดียวกัน การแทรกสอดของแสงผา นสลิตคแู ละสลติ เดยี่ ว เสยี งเปน พลงั งานรปู หน่ึงท่ีมีคณุ สมบัติเปนคลนื่ ไดเมอ่ื มีการแทรกสอดกัน จะทำใหเกิดตำแหนง ตำแหนงที่มีเสยี งดังและเสียงคอ ย โทมัส ยัง ไดทดลองพบวา แสงเปนคลืน่ เพราะมีสมบัติในการแทรกสอดไดเชนเดยี วกับคลื่นน้ำ คลื่นเสียง และคลื่นชนิดอื่น ๆ โดยทำใหเกิด แถบสวาง (แบบเสริมกัน) และแถบมืด (แบบหกลางกัน) โทมัส ยัง ทดลองการแทรกสอดของแสงโดยใหแสงสเี ดียวผานชองแคบ 1 ชองแลวไปผา นชวงแคบที่ 2 อกี 2 ชอง คือ S1 และ S2 ซึ่งทำใหเกดิ แถบมดื แถบสวาง ปรากฏบนฉาก ดังภาพท่ี 14.1
122 ภาพท่ี 14.1 การเกิดแถบมืด – สวาง การเลยี้ วเบนเปนคุณสมบัตขิ องแสงทแ่ี สดงใหเ ห็นวา แสงเปน คลน่ื แมเหลก็ ไฟฟา ในการทดลองใช แสงเลเซอรพ อยเตอรแสงสีแดงความยาวคลื่น λ = 632.8 nm สอ งผานสลติ เดี่ยวทมี่ ีคาความกวางของส ลติ a วางฉากหา งจากสลติ เปน ระยะทาง L ปรากฏการเลย้ี วเบนของแสงบนฉากทว่ี างหา งออกไป เปน ระยะทางดังภาพที่ 14.2 ภาพท่ี 14.2 แสดงการจดั การทดลองและผลของการเลย้ี วเบนของสลิตเดี่ยวทีป่ รากฏบนฉาก ตำแหนงการเกิดรวิ้ มดื บนฉากเปนไปตามสมการ (14.1) (14.2) a sinθ = mλ โดย m คอื อนั ดบั ของการเกิดริ้วมืดบนฉาก ในกรณีทม่ี มุ มีคา นอยสามารถเขยี นไดวา a ym = mλ L
123 สำหรบั สลติ คู ซง่ึ มชี อ งเปด 2 ชอง ระยะหา งระหวา งสลติ เปน d ภาพท่ปี รากฏบนฉากจะแสดงผล ของการเล้ียวเบนและแทรกสอด ดังภาพทที่ ่ี 14.3 เปนไปตามสมการ d sinθ = mλ (สำหรับร้ิวสวา ง) (14.3) d sin=θ m + 1 λ (สำหรับร้ิวมืด) (14.4) 2 โดย m = 0, ±1, ±2, … ภาพท่ี 14.3 ผลของการเลยี้ วบนและแทรกสอดของสลติ คทู ปี่ รากฏบนฉาก อปุ กรณการทดลอง สลิตเด่ยี ว สลิตคู เลเซอรพอยเตอร ภาพท่ี 14.4 วสั ดุอปุ กรณก ารทดลอง
124 ตอนที่ 2 การหาคา ความยาวคลื่นแสงของเลเซอร โดยวิธีการเล้ียวเบนของแสงและการหาคาขนาด ความกวางของรอ งแผน ซดี หี รอื ดีวีดี วตั ถปุ ระสงคก ารเรยี นรู 1. เพื่อหาขนาดความยาวคลื่นของปากกาเลเซอรสีแดง โดยการวิเคราะหจากรูปแบบการ เล้ยี วเบนของแสง 2. เพื่อหาขนาดความกวางของรองแผนซีดีและแผน ดีวดี ี จากการเลี้ยวเบนและการแทรกสอด ของแสง หลกั การ หลักการของไฮเกนส (Huygens) กลาววา ทกุ ๆ จดุ บนหนา คลื่นแสงลกู หน่ึงอาจพิจารณาใหเ ปน จุดของแหลงกำเนดิ แสงใหม โดยธรรมดาทวั่ ๆ ไปทุก ๆ สวนของหนา คล่นื ใหมแ ตละลูกจะหักลา งกนั เอง ซึ่งเกิดการแทรกสอดแบบหักลาง ยกเวนบางสวนที่เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกันกับหนาคลื่นจาก แหลง กำเนดิ จะเกดิ เปนการแทรกสอดของแสงแบบเสรมิ กัน เมอื่ ผา นเกรตติงชนิดสองผานวางขวางเสน ทางของระนาบหนาคลนื่ ปรากฏวา เกิดมสี ว นที่สลบั กนั ของคลน่ื ทีล่ อดผา นมาได กลาวคอื สวนของเสนเรียงแถวของแผน เกรตติง ทำหนา ทที่ ึบแสงไมใ หแสงลอด ผานไปไดและสวนของชอ งวา งเทา ๆ กันเรียงระหวา งเสนเรียงแถวทำหนา ที่โปรง แสง ทำใหเกิดแสงสอง ผานชองสลิตละเอียดเล็ก ๆ เรียงชิดกันจำนวนมาก ผลพวงดังกลาวทำใหเ กิดคลื่นลูกจิ๋วๆบริเวณชอง สลิตจำนวนมากแทรกสอดกันลักษณะซึ่งทำใหเกิดหนาคลื่นใหมจำนวนมาก สวนหนึ่งของหนาคล่ืน เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกันกับแหลงกำเนิด อีกสวนหนึ่งเคลื่อนที่ดวยมุมและทิศทางที่แตกตางกันไป หลายรปู แบบขนึ้ อยูก บั ขนาดความยาวคล่นื ของแสง ถานำเอาแสงสีขาวหรือแสงโพลีโครมาติกฉายไปที่สลิตแคบ ๆ อันหนึ่งแลวสังเกตไปที่สลิตโดย มองผา นแผน เกรตตงิ แบบมองผาน เราจะเหน็ ภาพของชอ งสลติ ในแนวเดยี วกับชอ งสลติ ทเ่ี ปดไว และ เห็นภาพของแถบสเปคตรัมแบบตอ เนือ่ งคกู ันขนาดความกวา งเทา ๆ กนั ท้งั สองขา งของชอ งสลติ ในทาง กลับกันถาแสงสีเดียวหรือแสงเอกรงคส องสวางไปที่สลิตเรากลับพบภาพของสลิตเปนคู ๆ คูแรกเรยี กวา ภาพลำดับที่ 1 (first order image) คทู ี่ 2 เรียกวา ภาพลำดับท่ี 2 (second order image) และเพ่มิ ขน้ึ อยา งน้ีเรื่อย ๆ เปน ตน
125 ภาพที่ 14.5 การเลีย้ วเบนของแสงผานสลิตคู ดูภาพท่ี 14.5 ประกอบ A และ B คอื สลติ ขนานกันภายในแผน เกรตต้ิงชนดิ สองผา นถกู แบงดวย ขนาดความหางเทา ๆ กนั มีระยะเทา กับ d เรียกวา “คา คงทีข่ องเกรตตงิ้ ” แสงสีเดียวลำหน่งึ พุงผานสลิต มายาจากระยะไกล ตกกระทบตั้งฉากกับแผนเกรตติ้งทำใหเกิดคลื่นลูกจิ๋วขึ้นพรอม ๆ กันที่ชอ งสลิตของ แผน เกรตติง้ แตล ะชอง หนา คล่นื ของคล่ืนจวิ๋ เหลาน้ีเคลือ่ นทตี่ ามแนว MN แลวลูเขาหาจนเกิดภาพของ ชอ งสลติ ท่ีตำแหนง N จากน้ันแทนคา คลนื่ ท่เี คล่ือนท่ีเกิดจาก B และคลื่นลูกแรกทโี่ ผลพ นจาก A ดวยหนา คล่ืน CB ซึ่งเคลื่อนที่ตามแนว MO แลวลูเขาหาทำใหเกิดภาพของสลิตลำดับที่หนึ่งที่ตำแหนง O กำหนดใหค ล่นื จาก B และคลื่นลูกทส่ี องพนมาจาก A ทำใหเกดิ หนาคล่ืน BD ซึง่ ผลลัพธค อื ทำใหเกิดภาพ ลำดับทสี่ องขนึ้ ท่ตี ำแหนง P อยางนีเ้ ปน ตน พิจารณาจากรปู สามเหลี่ยมมมุ ฉาก ABC โดยท่ี AC เทากับ
126 ความยาวคล่ืน λ ของแสงตกกระทบและมีมุมเลี้ยวเบนเทากับ θ1 ซึ่งก็คือมุมของหนาคลื่นเลี้ยวเบนวดั จากระนาบของเกรตต้ิง ไดวา λ = dsinθ1 (14.5) ในกรณีของภาพลำดบั ทสี่ อง ดาน AD ของสามเหลี่ยม ABD ซึ่งมคี าเทา กบั 2λ ไดว า λ =dsinθ2 (14.6) 2 เราสามารถเขยี นใหอ ยูใ นรปู ทัว่ ไปในกรณขี องลำดับภาพท่ี n ไดเปน λ =dsinθn (14.7) n และหาคามุมเลีย้ วเบนไดจากการทดลองดงั ภาพที่ 14.6 ถาให I1 เปน ลำดับที่หนงึ่ ของภาพสลติ บนฉากท่ีมี มาตรวัดความยาวกำกับไว พจิ ารณารูปสามเหลีย่ มมุมฉาก MNI1 ไดว า tan=θ1 N=I1 S1 (14.8) MN L และ θ1 = arctan S1 (14.9) L I2 S2 I1 θ2 θ1 M S1 L Grating SN Slit I1 I2 ภาพที่ 14.6 ถาหากเราทราบคาภาพลำดับท่ี n คามุมเล้ียวเบน θn และคา คงที่เกรตต้ิง d เราสามารถคำนวณ คา ความยาวคล่ืน λ ไดจากสมการท่ี (14.7)
127 เปรียบเทยี บสามเหลี่ยมจากภาพท่ี 14.5 และภาพที่ 14.6 ไดว า สามเหลี่ยมทั้งสองรูปมีมมุ เทา กัน เพราะฉะน้นั อตั ราสว นของ BC = L λ S1 และ BD = L 2λ S2 ถาเราแทนดา นประชิดมมุ ของสามเหลี่ยมมุมฉากของหนา คลน่ื ลำดบั ท่ี n ดว ย Z จะไดวา ZL (14.10) = nλ Sn จากความจริงทวี่ าดานตรงขา มมมุ ฉากของสามเหลี่ยมมุมฉากมคี า เปน d2 = (nλ)2 + Z2 ดังน้นั d = nλ 1 + L2 (14.11) S2n หมายเหตุ dsinθn = nλ สำหรับสลติ คู d หมายถงึ ระยะหางระหวางสลิตคู (จากกลางสลิตถึงกลางสลิต) สำหรบั สลิตเดี่ยว d หมายถึงความกวางของชองสลติ การบอกคา d ของเกรตติ้งมักไมบอกตรง ๆ แตจะบอกเปนจำนวนเสนตอหนึ่งหนวยความยาว (N) เพราะฉะน้นั จำนวนชองตอหนงึ่ หนว ยความยาวเทา กับ N สรุปความสัมพนั ธข อง d และ N คือ d = 1 N แผน CD-ROM และแผน DVD พื้นผวิ ของแผน CD และแผน DVD จะมรี ะยะระหวา งรอ งขอ มูลท่มี ีขนาดระดับไมโครเมตร ดงั นั้น แผน CD และ DVD จึงมี คุณสมบัติคลา ยกับเกรตติง ดงั แสดงในภาพที่ 14.7 และ 14.8
128 ภาพท่ี 14.7 โครงสรา งของแผน CD ภาพที่ 14.8 การเปรียบเทียบโครงสรา งของแผน CD-ROM และแผน DVD-ROM อปุ กรณ 1. รางสำหรบั วางอปุ กรณ 1 ตัว 1 ตัว 2. เวอรเนียคาลปิ เปอร 1 ตวั 1 แผน 3. ปากกาเลเซอรพ อยเตอร 1 แผน 4. แผน เกรตตงิ้ 1 อนั 4 ตวั 5. แผน ซีดี 6. ฉากรบั ภาพสขี าวเจาะรูตรงกลาง 7. คลิบหนบี กระดาษ วธิ ีการทดลอง ตอนท่ี 1 การหาคา ความยาวคล่ืนแสงของเลเซอร โดยวธิ ีการเลยี้ วเบนของแสง
129 1. ใชป ากกาเลเซอรเปนแหลง กำเนดิ แสงเอกรงคส แี ดงฉายตกกระทบตัง้ ฉากกับแผนเกรตต้ิง ซ่ึง ยึดอยูกบั รางยึดอุปกรณ โดยใหระยะหางระหวา งปลายปากกาเลเซอรก ับแผน เกรตตง้ิ หา งกนั ประมาณ 2 – 5 เซนติเมตร ดังแสดงในภาพท่ี 14.9 2. นำกระดาษเปลาตดั ใหม ีขนาดเทากบั ฉากสขี าว แลวใชคลิปหนีบกระดาษยดึ ตดิ กบั ฉากรบั ภาพ 3. จดั ใหฉ ากรบั ภาพหางจากเกรตตงิ้ (L) 5 เซนตเิ มตร 4. กดสวทิ ซปากกาเลเซอรสอ งแสงผา นเกรตตง้ิ แสงเลเซอรเ กดิ การเลีย้ วเบนไปตกกระทบลงบน ฉากรับภาพเกิดจุดสวางเปนคู ๆ ใหใชปากกาหรือดินสอทำเครื่องหมายที่ตรงกลางจุดสองสวางบน กระดาษ จดุ ตรงกลางคอื ลำดับภาพที่ 0 ถัดไปทางซายหรอื ขวา คือลำดบั ภาพที่ 1 5. ทำซ้ำขอ 3 และ 4 โดยกำหนดใหร ะยะหางระหวางฉากรบั ภาพกบั เกรตติ้งเปน 7, 9, 11 และ 13 เซนติเมตร ตามลำดบั 6. ถอดกระดาษออกมาจากฉาก นำเอาเวอรเ นยี รคาลิปเปอรวัดขนาดความยาวจากภาพลำดับท่ี 0 (ตรงกลาง) ไปยงั ภาพลำดบั ท่ี 1 กำหนดใหเปน S1 บนั ทึกในตารางท่ี 1 7. คำนวณคา d, θ1 จากสมการที่ (14.0) แลว คำนวณหาคาความยาวคลน่ื ของแสงเลเซอรสีแดง λ จากสมการท่ี (14.5) บันทึกคา ในตารางท่ี 1 Grating Screen Laser S1 ภาพที่ 14.9 การจดั อปุ กรณการทดลอง ตอนท่ี 2 การหาคาขนาดความกวา งของรอ งแผนซีดหี รอื ดวี ดี ี 1. แผน ซีดีและแผนดีวดี ีประกอบดวยรอ งเปนวงกลมขนาดความหา งรองเทากับ 1.6 ไมโครเมตร และ 0.74 ไมโครเมตร ตามลำดับ คณุ สมบตั ิเหมือนกบั แผนเกรตติง้ แบบสะทอ นแสง เพราะฉาบปรอทไว ดานหลังของแผน ซึง่ ทำหนาทเ่ี ปน กระจกเงา การทดลองฉายแสงเลเซอรผ า นรูของฉากรับภาพทะลไุ ป
130 กระทบตงั้ ฉากกบั แผน ซีดีและแผน ดวี ีดีเกิดลำแสงสะทอนกลับไปในแนวเดมิ (แสงสะทอ นกลบั ตอ งตรงกับ รขู องฉากรับภาพพอดี) Screen Laser S2 CD/DVD S1 ภาพที่ 14.10 การจดั อุปกรณการทดลอง 2. นำกระดาษเปลาหนบี ติดดานหลงั ฉากรบั ภาพ เจาะรกู ระดาษทตี่ รงรขู องฉากรบั ภาพใหท ะลจุ น แสงสามารถสองผา นไปได 3. จัดใหฉ ากรบั ภาพหางจากแผน ซดี ี (L) เทา กับ 4 เซนติเมตร กดสวิทซปากกาเลเซอรท ำใหเ กดิ การเลี้ยวเบนของแสงสะทอนกลับมาตกลงบนกระดาษทั้งสองขางของรู เปนลำดับภาพที่ 1 (ทำ เครือ่ งหมายกำกบั ไว) กำหนดใหเปน S1 และลำดบั ภาพที่ 2 กำหนดใหเ ปน S2 4. ทำซำ้ ขอ 3 โดยให L มีคา เปน 5, 6, 7 และ 8 เซนตเิ มตร พรอ มกับทำเครือ่ งหมายของภาพ ลำดับที่ 1 และลำดบั ของภาพท่ี 2 ลงบนกระดาษ 5. ถอดกระดาษออกมาวดั คา S1 และ S2 โดยใชเวอรเ นียรค าลิปเปอร บันทึกผลในตารางที่ 2 และ 3 6. ใชส มการท่ี (14.11) คำนวณหาคา d โดยใชความยาวคลื่นเลเซอรสีแดงเฉล่ียจากตอนที่ 1 มา คำนวณ (n = 1 สำหรบั ลำดบั ภาพที่ 1 และ n = 2 สำหรบั ลำดับภาพที่ 2) บันทึกผลในตารางที่ 2 และ 3 7. คำนวณหาเปอรเ ซน็ ตความคลาดเคลื่อนของ d เทียบกบั คาจรงิ (d = 1.6 ไมโครเมตร)
131 15Planck’s constant by using LEDs as light source การหาคาคงที่ของพลงั คโดยใช LEDs เปน แหลง กำเนิดแสง วตั ถปุ ระสงค 1. เพอื่ ศึกษาการเกิดปรากฏการณโฟโตอเิ ล็กทรกิ 2. เพอื่ หาคา คงทขี่ องพลงั คจากการทดลองปรากฏการณโฟโตอเิ ล็กทรกิ อปุ กรณก ารทดลอง 1. หลอด LED 2. แหลง จายไฟ 3. Ampmeter 4. voltmeter 5. บอรด ตอวงจร ทฤษฎี ปรากฎการณโฟโตอิเล็กทริกเปนปรากฎการณที่เกิดขึ้นเมื่อแสงที่อยูในบางชวงของคล่ืน แมเหล็กไฟฟาตกกระทบโลหะแลวมอี ิเล็กตรอนหลุดจากผิวโลหะ ผูคนพบคนแรกคือ เฮิรทซ (H. Hertz) ในปค.ศ. 1887 ขณะที่เขาทำการทดลองเพื่อสนับสนุนทฤษฎีคลื่นแมเหล็กไฟฟาของแมกซเวลล (Maxwell’s Electromagnetic Theory) และในปค.ศ. 1905ไอนสไตน(A. Einstein) ไดสรางสมการ ขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณโฟโตอเิ ล็กตรอกโดยใชสมมตฐิ านของพลงั คมาประยกุ ตกับการแผรังสีคลื่น แมเ หลก็ ไฟฟา ตอมาในปค .ศ. 1916 มลิ แิ กน (R.A. Millikan) ไดท ำการทดลองปรากฎการณโฟโตอิเล็กท ริกอยา งสมบูรณผลการทดลองพบวา สอดคลอ งกับสมการของไอนสไตนเ ปน อยา งดีเม่ือคลืน่ แมเ หลก็ ไฟฟา ตกกระทบลงลนผิวโลหะดังแสดงในภาพท่ี 15.1 ปรากฏวา ถา ความถี่ของคล่ืนแมเหล็กไฟฟา มีคามากกวา ความถี่ขีดเร่ิม (threshold frequency) คาหนึ่งจะสามารถทำใหอิเล็กตรอนภายในโลหะหลดุ ออกมาได เราเรียกปรากฏการณนี้วา “ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก” (photoelectric effect) และอิเล็กตรอนที่ หลดุ ออกมาโดยกระบวนการน้ีเรยี กวา “โฟโตอเิ ลก็ ตรอน” (photoelectron)
132 ภาพที่ 15.1 แผนภาพการเกิดปรากฏการณโฟโตอิเลก็ ทริก กระบวนการการปลดปลอยโฟโตอิเล็กตรอนเกิดขึ้นเมื่ออิเล็กตรอนที่อยูภายในโลหะดูดกลืน พลงั งานจากโฟตอนท่ีตกกระทบ โดยพลงั งานท่ตี กกระทบนนั้ มพี ลงั งานมากพอที่จะเอาชนะพลังงานท่ียึด เหนี่ยวอิเล็กตรอนนั้นไวอยู พลังงานยึดเหนี่ยวนี้มีชื่อวา “เวิรกฟงกชัน” (work function) กลาวไดอกี อยางหนึ่งคือโฟตอนทีต่ กกระทบผวิ โลหะจะตองมพี ลงั งานอยางนอยเทา กับคา เวิรก ฟงกชันเพื่อจะทำให เกดิ โฟโตอิเล็กตรอนข้นึ ไดคาของเวริ กฟงกช ันนม้ี คี า แตกตา งกนั ไปสำหรับโลหะแตล ะชนิดผลการทดลองท่ี สังเกตไดจากปรากฏการณโ ฟโตอเิ ล็กทริกสามารถสรปุ ไดเปน ขอ ๆ ดงั ตอ ไปน้ี (1) สำหรับโลหะชนิดหนึ่ง ความถี่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ตกกระทบจะตองมีความถี่สูงกวา ความถี่ขีดเริ่มเพื่อจะทำใหเกิดปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริกไดถาความถี่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ตก กระทบมคี วามถี่ตำ่ กวาความถี่ขีดเรมิ่ จะไมเกดิ โฟโตอเิ ล็กตรอนข้นึ (2) ในกรณีที่ความถี่ของคลื่นแมเหลก็ ไฟฟาที่ตกกระทบทำใหเกดิ ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทรกิ (นั่นคือมีความถี่สูงกวาความถี่ขีดเร่ิม) อัตราการเกิดโฟโตอิเล็กตรอนจะแปรผันตามความเขมของคลืน่ แมเ หล็กไฟฟา ท่ีตกกระทบ (3) ในกรณีทคี่ วามถ่ขี องคลน่ื แมเหล็กไฟฟามคี าสงู กวา ความถีข่ ีดเริ่ม พลังงานจลนส งู สดุ ของโฟโต อิเล็กตรอนแปรผันตามความถี่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ตกกระทบ แตไมขึ้นกับความเขมของคล่ืน แมเหลก็ ไฟฟา แตอยางใด จากผลการทดลอง ส่งิ ทน่ี าสนใจในปรากฏการณนคี้ ือโฟโตอิเลก็ ตรอนจะเกดิ หรอื ไมข้ึนกบั ความถี่ ของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ตกกระทบแตไมขึ้นกับความเขม และจำนวนโฟโตอิเล็กตรอนขึ้นกับความเขม คลื่นแมเหลก็ ไฟฟา เพื่ออธิบายสิง่ ที่ไดจากการทดลองดงั กลาว อัลเบิรต ไอนสไตนเสนอทฤษฎีที่มองวา คลื่นแมเหล็กไฟฟามีความเปนอนุภาคอยู เราเรียกอนุภาคของคลื่นแมเหล็กไฟฟานี้วา “โฟตอน” (photon) โดยพลงั งานของโฟตอนแตละตัว ( E ) ขึน้ อยกู บั ความถี่ของแสง ( ν ) โดยมีคา เทากบั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278