รายชื่อสมาชกิ 1. นางสาวอภริ ดา ศริ ิปญั ญา รหสั นกั ศกึ ษา 4631071141143 ออกแบบภายในช้นั ปที ่ี 3 ภาคปกติ
แบบฝึกหัด บทที่ 7 เรอ่ื งประเภทของเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ อภิปราย และตอบคำถามในหัวข้อดงั ตอ่ ไปนี้ 1. จงบอกประเภทของเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ ตอบ 1.1 ใชข้ นาดกายภาพทางภูมศิ าสตร์ของเครือข่ายเป็นเกณฑ์ แบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ประเภทดงั นี้ 1.1.1 เครอื ข่ายทอ้ งถ่ิน (LAN: Local Area Network) 1.1.2 เครือขา่ ยในเขตเมอื ง (MAN: Metropolitan Area Network) 1.1.3 เครือขา่ ยบริเวณกวา้ ง (WAN: Wide Area Network) 1.2 ใช้ลักษณะหน้าที่การทำงานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดงั น้ี 1.2.1 เครอื ขา่ ยแบบเทา่ เทยี ม (Peer-to-Peer Network) 1.2.2 เครอื ขา่ ยแบบผู้ใชบ้ รกิ าร และผู้ใหบ้ ริการ (Client-Server Network) 1.3 ใชร้ ะดับความปลอดภัยของขอ้ มลู เป็นเกณฑ์ สามารถแบง่ ได้ดงั น้ี คือ 1.3.1 เครอื ขา่ ยสาธารณะ (Internet) 1.3.2 เครือข่ายสว่ นบคุ คล (Intranet) 1.3.3 เครือข่ายรว่ ม (Extranet) 2. ระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอรส์ ามารถจำแนกได้กี่ประเภทอะไรบ้าง ตอบ 3 ประเภท 1. ประเภทของเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์แบง่ ตามขนาดกายภาพทางภูมศิ าสตร์ 2. ประเภทของเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์แบ่งตามหน้าทข่ี องคอมพิวเตอร์ 3. ประเภทของเครือข่ายคอมพวิ เตอร์แบ่งตามระดบั ความปลอดภยั ของข้อมูล
3. ประเภทเครือข่ายท่ใี ช้ขนาดทางกายภาพของเครอื ขา่ ยเปน็ เกณฑแ์ บง่ เปน็ ก่ีประเภท อะไรบ้างจงอธบิ าย ตอบ 3 ประเภท 1. เครือข่ายท้องถิ่น (LAN: Local Area Network) เป็นรากฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไปเป็น การเชอ่ื มโยงเครือข่ายคอมพวิ เตอรถ์ งึ กันทัง้ หมดโดยอาศัยสอื่ กลาง มีการแบง่ แยกเครือข่ายออกเปน็ 2 รปู แบบ การเชื่อมโยงคือ การเชื่อมโยงภายในพื้นที่ระยะใกล้ หรือ แลน (LAN) และการเชื่อมโยงระยะไกล หรือแวน (WAN) โดยการเชอ่ื มโยงเครือข่ายแบบแลน มี 3 รูปแบบ คือ 1) แบบบัส (Bus) มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-100 MB/s จะเชื่อมต่อกันบน สายสัญญาณเส้นเดียวกัน โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า T-Connector เป็นตัวแปลงสัญญาณข้อมูลเพื่อนำเข้าสู่ ระบบคอมพิวเตอร์ และ Terminator ในการปิดหัวท้ายของสายในระบบเครือข่ายเพื่อดูดซับข้อมูลไม่ให้เกิด การสะท้อนกลบั ของสญั ญาณโทโปโลยี (Topology) แบบบสั ทุกโหนด ในเครือขา่ ยจะตอ้ งเชื่อมโยงเข้ากับสาย สื่อสารหลักที่เรียกว่า BUS หรือ Backbone โหนดจะต้องรอให้บัสว่างก่อนที่จะส่งข้อมูลได้ เนื่องจากมีสาย สื่อสารหลักเพียงสายเดียว มิฉะนั้นจะเกิดการชนกัน ในกรณีที่มีข้อมูลวิ่งในบัส โหนดแต่ละโหนดจะต้อง ตรวจสอบวา่ เป็นข้อมลู ของตนเองหรอื ไม่ หากไมใ่ ช่ก็จะไม่สนใจ แต่ถา้ ใช่ก็จะรบั ข้อมูลเข้าไป 2) แบบริง (Ring) เป็นระบบที่มีการส่งข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีเครื่อง Server หรือ Switch ในการปล่อย Token เพื่อตรวจสอบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใดต้องการส่งข้อมูลหรือไม่ และ ระหว่างการสง่ ขอ้ มลู เคร่อื งคอมพวิ เตอร์อืน่ ๆ ทตี่ อ้ งการส่งขอ้ มูลจะต้องทำการรอใหข้ ้อมูลก่อนหน้านั้นถูกส่งให้ สำเร็จเสยี กอ่ น (Topology) แบบวงแหวน ขอ้ มูลข่าวสารจะไหลวนอยูใ่ นเครือขา่ ยไปในทศิ ทางเหมือนวงแหวน แต่ละโหนดจะรับแพ็กเกจข้อมูล (Token) ท่ไี หลผา่ นมา และตรวจสอบวา่ เปน็ ข้อมูลท่สี ่งมาใหต้ นหรือไม่ ถ้าใช้ ก็จะคัดลอกข้อมลู นั้นเกบ็ ไว้ แตถ่ า้ ไม่ใช่ก็จะปลอ่ ยข้อมลู นั้นไปยังโหนดถัดไป 3) แบบสตาร์ (Star) เปน็ ระบบทมี่ เี ปน็ การต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ทุกเคร่ือง จะต่อสายเข้าไปที่อุปกรณ์ที่เรียกวา่ Hub หรือ Switch โดยอุปกรณ์ที่เรียกวา่ Hub หรือ Switch จะทำหน้าท่ี เปรียบศูนย์กลางที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูล โดยข้อดีของการต่อในรูปแบบนี้คือ หากสายสัญญาณเกิดขาดใน คอมพิวเตอร์เครอื่ งใดเคร่ืองหนึ่ง เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์อ่นื ๆ จะสามารถใชง้ านไดป้ กติ แตห่ ากศูนยก์ ลางคือ Hub หรอื Switch เกดิ เสยี จะทำให้ระบบท้งั ระบบไม่สามารถทำงานได้ท้ังระบบ โทโปโลยี (Topology) แบบรูปดาว เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายกับรูปดาว มีศูนย์กลางเรียกว่า ฮับ เป็นจุดผ่านการ ติดต่อกันระหวา่ งทุกโหนดในเครอื ข่าย ศนู ยก์ ลางจึงมหี นา้ ที่เป็นศนู ยค์ วบคมุ เสน้ ทางการสื่อสาร ทง้ั หมดภายใน นอกจากนี้ศูนย์กลางยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลอีกด้วย การสื่อสารภายในเครือข่ายแบบSTAR จะเป็น แบบ 2 ทิศทางโดยจะอนุญาตให้มีเพียงโหนดเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่าย จึงไม่มีโอกาสที่ หลายๆ โหนด จะส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายในเวลาเดียวกัน เพื่อป้องกันการชนกันของสัญญาณข้อมูล เครือข่าย แบบ STAR เป็นโทโลยีอกี แบบหนงึ่ ท่เี ป็นทีน่ ยิ มใชก้ นั ในปจั จุบนั
2. เครือข่ายในเมือง (MAN: Metropolitan Area Network) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ มากจะมีขนาดครอบคลุมเมือง หรือบริเวณมหาวิทยาลยั ระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยปกติแลว้ จะเปน็ ระบบไร้ สายเช่นการใช้คลื่นไมโครเวฟ หรือใช้ใยแก้วนำแสง เป็นตัวเช่ือมต่อระหว่างสถานที่ตา่ งๆ เข้าด้วยกัน ตัวอย่าง การใช้งานจริง เช่น ภายในมหาวิทยาลัย หรือในสถานศึกษา จะมีระบบแมนเพือ่ เชื่อมต่อระบบแลนของแต่ละ คณะวิชาเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียวกันในวงกว้าง เทคโนโลยีที่ใช้ในเครือข่ายแมนได้แก่ ATM FDDI และ SMDS ระบบเครือข่ายแมนที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้คือระบบที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ภายในเมืองเข้า ด้วยกันโดยผ่านเทคโนโลยี Wi-Max การส่งข้อมูลของเครือข่ายแมนจะขึ้นกับช่องทางการสื่อสาร ที่อาจมี ความเรว็ ปานกลางจนถึงความเร็วสงู ระบบการส่งขอ้ มลู ท่ใี ช้ในเครือข่ายแมนนัน้ มีท้ังแบบใช้สายสัญญาณ และ แบบไม่ใชส้ ายสัญญาณ แต่จะใชค้ ลืน่ ไมโครเวฟ หรือคล่นื วิทยุแทนก็ได้ 3. เครือข่ายบริเวณกว้าง (WAN: Wild Area Network) คือระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงเครือข่ายแบบ ท้องถ่นิ ตงั้ แต่ 2 เครอื ข่ายขนึ้ ไปเขา้ ดว้ ยกนั ผา่ นระยะทางท่ไี กลมาก โดยการเชื่อมโยงจะผ่านชอ่ งทางการส่ือสาร ข้อมูลสาธารณะของบริษัทโทรศัพท์ หรือองค์การโทรศัพท์ของประเทศต่างๆ เช่น สายโทรศัพท์แบบอนาลอก สายแบบดจิ ทิ ัล ดาวเทยี ม ไมโครเวฟ เปน็ ต้น 4. ประเภทเครือขา่ ยทใี่ ช้ลักษณะหน้าทก่ี ารทำงานของคอมพิวเตอรใ์ นเครือขา่ ยเปน็ เกณฑ์ สามารถแบ่งได้ ก่ปี ระเภท อะไรบ้างจงอธบิ าย ตอบ 2 ประเภท 2.1 เครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer to Peer Network) เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้า ด้วยกัน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะสามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ หรือเครื่องพิมพ์ ซึ่งกัน และกันภายในเครือข่ายได้ เครื่องแต่ละเครื่องจะทำงานในลักษณะที่ทัดเทียมกัน ไม่มีเครื่องใดเครื่อง เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลักเหมือนแบบ Client/Server แต่ก็ยังคงคุณสมบัติพื้นฐานของระบบเครือข่ายไว้ เหมือนเดิม การเชื่อมต่อแบบนี้มักทำในระบบที่มีขนาดเล็กๆ เช่น หน่วยงานขนาดเล็กที่มีเครื่องใช้ไม่เกิน 10 เครื่อง การเชื่อมต่อแบบนี้มีจุดอ่อนในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นเครือข่ายขนาดเล็ก และ เป็นงานทไ่ี ม่มขี อ้ มลู ท่ีเปน็ ความลับมากนกั เครอื ขา่ ยแบบน้ี กเ็ ปน็ รูปแบบทน่ี า่ เลือกนำมาใชไ้ ด้เป็นอยา่ งดี
2.2 เครือข่ายแบบไคลเอนท์เซิร์ฟเวอร์ (Client/Server Network) เป็นระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่องมีฐานะการทำงานที่เหมือนๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบเครือข่าย แต่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่อง Server ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากรต่างๆ ให้กับ เครื่อง Client หรือ เครื่องที่ขอใช้บริการ ซึ่งอาจจะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง ถึงจะทำให้การให้บริการมี ประสิทธิภาพตามไปด้วย ข้อดีของระบบเครือข่าย Client - Server เป็นระบบที่มีการรักษาความปลอดภัยสงู กว่าระบบแบบ Peer To Peer เพราะว่าการจัดการในดา้ นรักษาความปลอดภัยนั้น จะทำกนั บนเครื่อง Server เพียงเครื่องเดียว ทำให้ดูแลรักษาง่าย และสะดวก มีการกำหนดสิทธิการเข้าใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้กับเครื่องผู้ ขอใชบ้ ริการ หรอื เครื่อง Client 2.3 ประเภทของเซริ ์ฟเวอรท์ ี่ให้บรกิ ารต่าง ๆ เครอ่ื งศูนยบ์ ริการขอ้ มูลโดยมกั เรยี กวา่ เครื่องเซริ ์ฟเวอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่บริการทรัพยากรให้กับเครื่องลูกข่ายบนเครือข่าย เช่น บริการไฟล์ (File Server) การบริการงานพิมพ์ (Print Server) เป็นต้น เครื่องเซิร์ฟเวอร์อาจเป็นคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรม มนิ ิคอมพวิ เตอร์ หรอื ไมโครคอมพวิ เตอร์ก็ได้ โดยคอมพิวเตอรท์ ่ีออกแบบมาเพ่ือใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์น้ีมักจะ มีสมรรถนะสงู รวมถึงถกู ออกแบบมาเพื่อรองรับความทนทานต่อความผิดพลาด (Fault Tolerance) เนือ่ งจาก ต้องทำงานหนัก หรือต้องรองรับงานตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์จึงมีราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับ คอมพิวเตอร์ที่ใชง้ านทั่วๆ ไป สำหรับการทำงานของเครื่องเซิรฟ์ เวอรน์ ้ัน อาจมีได้หลายลักษณะ แล้วแต่ความ เหมาะสมในการทำงาน ดงั ตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี 2.4 File Server ลกั ษณะการทำงานแบบนี้ เซริ ์ฟเวอรจ์ ะเป็นผจู้ ัดการระบบไฟล์ บนดสิ ก์ในเคร่ืองของ ตนเอง โดยรับคำสั่งจากเวิร์กสเตชั่นหรือ Client อีกทอดหนึ่งว่าจะอ่าน หรือบันทึกข้อมูลกับไฟล์ใด แล้วจึง จัดการกับไฟล์ในดิสก์ หรือส่งข้อมูลกลับไปตามที่ถูกขอมา แต่ถ้าในเวลาเดียวกันมีผู้ใช้หลายคนพยายามจะ แก้ไขข้อมูลชุดเดียวกัน ระบบปฏิบัติการของไฟล์เซิร์ฟเวอร์ก็จะต้องป้องกันข้อมูลไม่ให้ถูกแก้ไขโดยผู้ใช้หลาย คนพร้อมๆ กัน หรือเรียกว่าการ Lock คือขณะที่คนหนึ่งกำลังแก้ไขข้อมูลอยู่ตัวหนึ่งอยู่ จะต้อง Lock ข้อมูล นั้นไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่ง (เรียกดูได้แต่แก้ไขไม่ได้) จนกว่าจะเสร็จคนอื่นๆ ที่จะเข้ามาแก้ไขต้องคอยจนกว่าคน แรกจะยกเลิกการ Lock กอ่ น
2.5 Application Server/ Database Server เป็นการทำงานที่ซับซ้อนกว่า File Server อีกระดับ หนึ่ง ตัวอย่างที่เราพบบ่อยๆ คือ Database Server หรือ SQL Server ซึ่งจะย้ายหน้าท่ีการค้นหาข้อมูลจาก ฐานข้อมูลหรือ Database มาไว้ที่เซิร์ฟเวอร์เอง เช่น เมื่อเครื่อง Client ต้องการค้นหาข้อมูลเรคอร์ดหนึ่งที่มี เงื่อนไขตรงตามที่กำหนด แทนที่จะต้องอ่านข้อมูลทุกเรคอร์ด (ทั้งไฟล์) มาเปรียบเทียบ ซึ่งจะต้องมีการส่ง ขอ้ มลู จำนวนมากผ่านสาย LAN กเ็ ปลย่ี นเปน็ ทางฝงั่ Client เพยี งแคส่ ่งชอ่ื ไฟล์ และเง่ือนไขท่ตี ้องการค้นหามา ให้ Database Server ค้นหาแล้วส่งเฉพาะเรคอร์ดที่ต้องการกลับไป ซ่ึงวิธีส่งเงื่อนไขให้ค้นหาข้อมูลมาที่ Database Server นี้ปัจจุบันนิยมใช้เป็นภาษา SQL (Structure Query Language) จึงมักเรียก Database Server อกี อย่างหนงึ่ วา่ SQL Server 2.6 Print Server เรียกว่าระบบ SPOOL (Simultaneous Peripheral Operation On-Line) ซ่ึงจะ ช่วยให้ผู้ใชส้ ามารถพิมพ์งานได้พร้อมกนั หลายคน โดยเครอ่ื ง Client สัง่ พิมพง์ านจะส่งข้อมูลไปให้เคร่ืองที่เป็น เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งก็จะรบี เอาขอ้ มูลนัน้ เก็บลงฮาร์ดดิสก์ไว้ก่อน จากนัน้ เมอื่ มีเวลาว่างพอก็จะทยอยเอาข้อมูลของแต่ ละคนท่ีสง่ มาเขา้ ควิ กนั ไว้น้ันไปพิมพ์จริงๆ อกี ทหี นึ่ง 5. ประเภทเครือข่ายท่ใี ช้ระดบั ความปลอดภัยของขอ้ มูลเป็นเกณฑ์มีอะไรบ้างจงอธบิ าย ตอบ 3 ประเภท 1. อนิ เทอรเ์ นต็ (Internet) เครือข่ายสาธารณะ หรืออนิ เทอรเ์ นต็ เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทัว่ โลก ซึ่ง มีคอมพิวเตอร์เป็นลา้ นๆ เครอ่ื งเชือ่ มตอ่ เขา้ กับระบบ และยังขยายตวั ขนึ้ เรื่อยๆ ทกุ ปี อนิ เทอรเ์ นต็ มีผู้ใช้ท่ัวโลก หลายร้อยล้านคน และผูใ้ ช้เหลา่ น้ีสามารถแลกเปล่ียนขอ้ มูลข่าวสารกนั ได้อย่างอสิ ระ โดยทร่ี ะยะทาง และเวลา ไม่เป็นอุปสรรค นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเข้าดูข้อมูลต่างๆ ที่ถูกตีพิมพ์ในอินเทอร์เน็ตได้ อินเทอร์เน็ตเชื่อม แหล่งข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ มหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐบาล หรือแม้กระท่ัง แหล่งขอ้ มูลบคุ คล องค์กรธุรกจิ หลายองค์กรได้ใช้อนิ เทอร์เน็ตช่วยในการทำการค้า เชน่ การติดต่อซ้ือขายผ่าน อินเทอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ช (E-Commerce) ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการทำธุรกิจที่กำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่า และมีฐานลูกค้าที่ใหญ่มาก ส่วนข้อเสียของอินเทอร์เน็ตคือ ความปลอดภัยของ ข้อมูล เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่แลกเปลี่ยนผ่านอินเทอร์เน็ต ได้อินเทอร์เน็ตใช้ โปรโตคอลที่เรียกว่า “TCP/IP (Transport Connection Protocol/Internet Protocol)” ในการสื่อสาร ข้อมลู ผ่านเครอื ขา่ ย ซึง่ โปรโตคอลนีเ้ ป็นผลจากโครงการหนงึ่ ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โครงการนม้ี ีชอ่ื วา่ ARPANET (Advanced Research Projects Agency Network) ในปี ค.ศ. 1975 จุดประสงคข์ องโครงการน้ี เพื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ท่อี ยู่ห่างไกลกนั และภายหลงั จงึ ได้กำหนดใหเ้ ป็นโปรโตคอลมาตรฐานในเครือขา่ ย ใน ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครือข่ายสาธารณะ ซึ่งไม่มีผู้ใด หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเจ้าของอย่าง แท้จรงิ การเช่ือมตอ่ เข้ากับอนิ เทอรเ์ น็ตต้องเช่ือมต่อผ่านองค์กรทีเ่ รียกว่า “ISP (Internet Service Provider)”
ซึ่งจะทำหน้าที่ให้บริการในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต นั่นคือ ข้อมูลทุกอย่างที่ส่งผ่านเครือข่าย ทุกคน สามารถดูได้ นอกเสยี จากจะมกี ารเขา้ รหสั ลบั ซ่ึงผู้ใช้ตอ้ งทำเอง 2. อินทราเน็ต (Intranet) เครือข่ายส่วนบุคคลหรือตรงกันข้ามกับอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตเป็น เครอื ข่ายส่วนบคุ คลที่ใช้เทคโนโลยีอนิ เทอรเ์ น็ต เช่น เว็บ อเี มล FTP เปน็ ต้น อินทราเนต็ ใช้โปรโตคอล TCP/IP สำหรบั การรบั ส่งข้อมลู เชน่ เดียวกับอินเทอร์เน็ต ซ่ึงโปรโตคอลนส้ี ามารถใช้ได้กับฮาร์ดแวร์หลายประเภท และ สายสัญญาณหลายประเภท ฮารด์ แวรท์ ี่ใช้สรา้ งเครือข่ายไมใ่ ช่ปัจจัยหลกั ของอนิ ทราเน็ต แต่เปน็ ซอฟตแ์ วรท์ ี่ทำ ให้อินทราเน็ตทำงานได้ อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายที่องค์กรสร้างขึ้นสำหรับให้พนักงานขององค์กรใช้ เท่าน้ัน การแชร์ข้อมูลจะอยู่เฉพาะในอินทราเน็ตเท่านั้น หรือถ้ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโลกภายนอก หรือ อินเทอร์เน็ต องค์กรนั้นสามารถท่ีจะกำหนดนโยบายได้ ในขณะที่การแชร์ข้อมูลอินเทอร์เน็ตน้ันยังไมม่ ีองค์กร ใดที่สามารถควบคุมการ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต พนักงานบริษัทของบริษัท สามารถติดต่อสอ่ื สารกบั โลกภายนอกเพ่ือการค้นหาข้อมูล หรอื ทำธรุ กจิ ตา่ งๆ การใช้โปรโตคอล TCP/IP ทำให้ ผู้ใช้สามารถเข้าใช้เครือข่ายจากที่ห่างไกลได้ (Remote Access) เช่น จากท่ีบ้าน หรือ ในเวลาที่ต้องเดินทาง เพื่อตดิ ต่อธุรกจิ การเชอื่ มตอ่ เขา้ กบั อินทราเนต็ โดยการใช้โมเด็ม และสายโทรศพั ท์ กเ็ หมอื นกับการเชอื่ มตอ่ เข้ากับอินเทอร์เน็ต แตแ่ ตกต่างกันทีเ่ ปน็ การเชอื่ มตอ่ เขา้ กบั เครือข่ายสว่ นบคุ คลแทนท่จี ะเปน็ เครือข่ายสาธารณะอย่างเชน่ อินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อกันได้ระหว่างอินทราเน็ตกับอินเทอร์เน็ตถือเป็นประโยชน์ท่ีสำคัญอย่างหนึ่งระบบ การรักษาความปลอดภัยเปน็ สิ่งที่แยกอินทราเน็ตออกจากอินเทอร์เน็ต เครือข่ายอินทราเน็ตขององค์กรจะถูก ปกป้องโดยไฟร์วอลล์ (Firewall) ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่กรองข้อมูลที่แลก เปลี่ยนกันระหว่างอินทราเน็ต และอินเทอร์เน็ตเมื่อทั้งสองระบบมีการเชื่อมต่อ กัน ดังนั้นองค์กรสามารถ กำหนดนโยบายเพื่อควบคุมการเข้าใช้งานอินทราเน็ตได้ อินทราเน็ตสามารถสนองความต้องการของผู้ใช้ใน องค์กรได้หลายอย่าง ความง่ายในการตีพิมพ์บนเว็บทำให้เป็นที่นิยมในการประกาศข่าวสารขององค์กร เช่น ข่าวภายในองค์กร กฎ ระเบียบ และมาตรฐาน การปฏิบัติงานต่างๆ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการเข้าถึง ฐานขอ้ มลู ขององค์กรก็ง่ายเชน่ กนั ผใู้ ช้สามารถทำงานร่วมกนั ได้ง่าย และมปี ระสิทธภิ าพมากข้ึน
Search
Read the Text Version
- 1 - 8
Pages: