บนั ทึกข้อความ สว่ นราชการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอชนแดน ที่ ศธ ๐๒๑๐.๕๔๐๓/ วนั ที่ สงิ หาคม ๒๕๖๕ เร่ือง รายงานผลการดำเนนิ งานโครงการพัฒนาห้องสมุดประชาชนใหเ้ ป็นศนู ยเ์ รยี นรตู้ ลอดชีวิต Co-Learning Space กจิ กรรมวนั ฉตั รมงคล เรยี น ผ้อู ำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอชนแดน ตามที่ ห้องสมุดประชาชนอำเภอชนแดนได้จัดทำจัดทำโครงการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้ เปน็ ศูนยเ์ รยี นรู้ตลอดชวี ติ Co-Learning Space กจิ กรรมวนั ฉัตรมงคล ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ เพื่อ สร้างนิสัยรักการอ่าน พัฒนา ปรับปรุงให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พัฒนาปรับปรุงห้องสมุด จัดบรรยากาศและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีอำนวยความสะดวกต่อการใช้บริการของ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป มีแหล่งเรียนรู้สำหรับศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองและเกิดนิสัย รักการอ่านมากขึ้น บัดนีโ้ ครงการดังกล่าวได้ดำเนนิ การเสรจ็ สน้ิ เรียบร้อยแล้ว ห้องสมุดประชาชนอำเภอชนแดน จึงขอรายงานผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าว รายละเอียดตามเอกสารท่แี นบมาพร้อมนี้ จึงเรยี นมาเพือ่ โปรดทราบ (นางวารี ชูบวั ) บรรณารกั ษ์ชำนาญการ
คำนำ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอชนแดน มอบหมายให้ห้องสมุด ประชาชนอำเภอชนแดน ดำเนินการจดั ทำโครงการพัฒนาหอ้ งสมุดประชาชนใหเ้ ป็นศูนย์เรยี นรู้ตลอดชีวติ Co- Learning Space กิจกรรมวันฉัตรมงคล ประจำเดือนพฤษภาคม 2565 เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน พัฒนา ปรับปรุงให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พัฒนาปรับปรุงห้องสมุด จัด บรรยากาศและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกต่อการใช้บริการของนักเรียน นักศึกษาและ ประชาชนทั่วไป มีแหล่งเรียนรู้สำหรับศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองและเกิดนิสัยรักการอ่านมากข้ึน นน้ั ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอชนแดน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานผลการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย เล่มนี้คงเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นคู่มือในการ ดำเนินงานต่อไป หากมีข้อเสนอแนะประการใดโปรดแจ้งคณะผู้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงใน คร้ังต่อไป ผูจ้ ัดทำ สงิ หาคม 2565
สารบัญ หนา้ 1-9 บทที่ 1 บทนำ 10 - 33 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี กย่ี วข้อง 34 - 39 บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการตามโครงการ 40 - 44 บทที่ 4 ผลการดำเนนิ การตามโครงการ 45 – 47 บทท่ี 5 สรุปผลการดำเนนิ งานตามโครงการ บรรณานุกรม ภาคผนวก รปู ภาพ รายช่อื ผเู้ ขา้ รว่ มกจิ กรรม แบบประเมนิ ความพึงพอใจ คำสง่ั โครงการ คณะผู้จดั ทำ
1 บทท่ี 1 บทนำ 1.ชอื่ โครงการ โครงการจัดการศกึ ษาตามอัธยาศยั กจิ กรรมท่ี 1 โครงการพัฒนาหอ้ งสมดุ ประชาชนให้เปน็ ศูนยเ์ รียนรู้ตลอดชีวติ Co-Learning Space 2. สอดคลอ้ งกับยุทธศาสตรช์ าติ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพทรพั ยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญเพื่อ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่งและมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มี พัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์อดออม โอบออ้ มอารี มีวนิ ยั รักษาศลี ธรรม และเป็นพลเมอื งดขี องชาติ มหี ลักคดิ ทถี่ ูกต้อง มีทกั ษะที่จ่าเป็นในศตวรรษที่ 21 มี ทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3และอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่าง ตอ่ เนอ่ื งตลอดชวี ติ สกู่ ารเปน็ คนไทยท่ีมีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหมแ่ ละอ่ืน ๆ โดยมี สมั มาชพี ตามความถนัดของตนเอง ประเด็นที่ 2 การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต มุ่งเน้นการพัฒนาคนเชิงคุณภาพในทุกช่วงวัย ประกอบดว้ ย (1) ชว่ งการต้งั ครรภ์/ปฐมวัย เน้นการเตรียมความพร้อมให้แก่พ่อแม่ก่อนการตั้งครรภ์ (2) ช่วงวัยเรียน/ วัยรุ่น ปลูกฝังความเป็นคนดี มีวินัยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่สอดรับกับศตวรรษที่ 21 (3) ช่วงวัยแรงงาน ยกระดับ ศักยภาพ ทักษะและสมรรถนะแรงงานสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และ (4) ช่วงวัยผู้สูงอายุ ส่งเสริมให้ ผู้สูงอายเุ ปน็ พลังในการขบั เคลอื่ นประเทศ ประเด็นที่ 6 การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดย (1) การสร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย (2) การส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ครอบครัวและชุมชนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (3) การปลูกฝังและพัฒนาทักษะนอก ห้องเรียน และ (4) การพัฒนาระบบฐานข้อมลู เพ่ือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สอดคล้องกบั แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 ยทุ ธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทนุ มนุษย์ 3.1 ปรับเปลย่ี นค่านยิ มคนไทยให้มีคณุ ธรรม จริยธรรม มวี ินยั จติ สาธารณะ และพฤติกรรม ทพ่ี ึงประสงค์ 3.1.2 ส่งเสริมให้มีกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียนที่สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ความมีวินัย จิตสาธารณะ รวมทั้งเร่งสร้างสภาพแวดล้อมภายในและโดยรอบสถานศึกษาให้ปลอด จากอบายมุขอย่าง จรงิ จัง 3.2 พัฒนาศักยภาพคนให้มที กั ษะความรู้และความสามารถในการดำรงชวี ติ อย่างมคี ุณค่า 3.2.2 พัฒนาเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นใหม้ ีทักษะการคิดวิเคราะหอ์ ย่างเป็นระบบ มีความคิด สร้างสรรค์ มี ทักษะการทำงานและการใช้ชีวิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดงาน
2 3.3 ยกระดบั คณุ ภาพการศกึ ษาและการเรยี นรู้ตลอดชีวิต 3.3.6 จัดทำส่ือการเรยี นรู้ท่เี ปน็ ส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์และสามารถใชง้ านผา่ นระบบอปุ กรณส์ อ่ื สารเคลื่อนท่ี ให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก ทั่วถึง ไม่จากัดเวลาและสถานที่ และใช้มาตรการทางภาษีจูงใจให้ ภาคเอกชนผลิตหนังสอื สอื่ การอา่ นและการเรยี นร้ทู ่ีมคี ุณภาพและราคาถูก 3.3.7 ปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และมีชีวิต อาทิพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ โรงเรียนผูส้ ูงอายุ รวมทั้งส่งเสริมให้มีระบบการจดั การความรู้ที่เป็นภมู ิ ปัญญาทอ้ งถิน่ สอดคล้องกับนโยบาลของรัฐบาล (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร) 1. การพัฒนาและเสรมิ สรา้ งศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 1.1 การจัดการศึกษาเพ่ือคณุ วฒุ ิ พฒั นาผ้เู รยี นให้มคี วามรอบรูแ้ ละทักษะชีวติ เพื่อเป็นเคร่ืองมือในการ ดำรงชีวติ และสรา้ งอาชีพ อาทิ การใช้เทคโนโลยีดจิ ทิ ัล สุขภาวะและทัศนคติที่ดตี ่อการดูแลสุขภาพ 1.2 การเรียนรตู้ ลอดชีวิต - จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย เน้นส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ (English for All) สอดคล้องกบั นโยบายและจุดเน้นการดำเนนิ งาน กศน. จดุ เนน้ การดาํ เนนิ งานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 2. ด้านการสร้างสมรรถนะและทกั ษะคุณภาพ 2.1 สง่ เสรมิ การจดั การศึกษาตลอดชีวติ ที่เนน้ การพฒั นาทกั ษะที่จาํ เปน็ สำหรับแต่ละช่วงวัย และ การจัดการศึกษาและการเรยี นรู้ทีเ่ หมาะสมกบั แตล่ ะกลุม่ เปา้ หมายและบริบทพ้นื ท่ี 2.4 ส่งเสริมการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุเพื่อให้เป็น Active Ageing Workforce และมี Life Skill ในการดํารงชีวิตทเ่ี หมาะกบั ช่วงวัย 3. ด้านองค์กร สถานศึกษา และแหลง่ เรียนรูค้ ุณภาพ 3.3 ปรับรูปแบบกจิ กรรมในหอ้ งสมดุ ประชาชน ทเ่ี น้น Library Delivery เพื่อเพิม่ อัตราการอ่าน และการรู้หนงั สือของประชาชน 3.5 สง่ เสริมและสนับสนนุ การสร้างพ้นื ท่ีการเรียนรู้ ในรปู แบบ Public Learning Space/ Co- Learning Space เพอื่ การสร้างนเิ วศการเรียนรู้ใหเ้ กิดข้นึ สังคม
3 สอดคลอ้ งกบั ตัวชวี้ ัดการประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา มาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศยั มาตรฐานท่ี 1 คุณภาพของผู้รบั บริการการศึกษาตามอัธยาศยั ตวั บง่ ชี้ท่ี 1.1 ผู้รบั บรกิ ารมคี วามรู้ หรือทักษะ หรือประสบการณ์ สอดคล้องกับ วตั ถุประสงค์ของโครงการ หรอื กิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย มาตรฐานที่ 2 คุณภาพการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ตัวบง่ ชท้ี ่ี 2.1 การกำหนดโครงการหรือกิจกรรมการศกึ ษาตามอธั ยาศยั ตัวบ่งช้ที ่ี 2.2 ผู้จัดกิจกรรมมคี วามรู้ ความสามารถในการจดั การศึกษาตามอธั ยาศัย ตวั บ่งชท้ี ่ี 2.3 สือ่ หรอื นวัตกรรม และสภาพแวดล้อมทเี่ อ้ือตอ่ การจัดการศึกษาตาม อธั ยาศยั ตวั บ่งชท้ี ่ี 2.4 ผรู้ ับบรกิ ารมคี วามพงึ พอใจต่อการจัดการศึกษาตามอธั ยาศยั มาตรฐานที่ 3 คณุ ภาพการบริหารจัดการของสถานศกึ ษา ตัวบ่งชี้ท่ี 3.1 การบรหิ ารจัดการของสถานศกึ ษาที่เน้นการมีส่วนรว่ ม ตวั บ่งชี้ที่ 3.2 ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศกึ ษา ตวั บ่งชท้ี ่ี 3.5 การกำกับ นเิ ทศ ติดตาม ประเมนิ ผลการดำเนนิ งานของสถานศึกษา ตัวบง่ ชีท้ ่ี 3.7 การสง่ เสรมิ สนบั สนุนภาคีเครือขา่ ยให้มสี ว่ นร่วมในการจัดการศกึ ษา ตวั บง่ ชีท้ ่ี 3.8 การสง่ เสริม สนบั สนุนการสรา้ งสงั คมแหง่ การเรียนรู้ ข้อเสนอแนะ ของ สมศ. ข้อที่ 1 ในการดำเนินแผนงาน/โครงการ สถานศึกษาควรมีการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานทุก ระยะ ขั้นตอนของการดำเนินงาน เพื่อประเมินผลและนำผลการประเมินมาปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นระบบครบ วงจร PDCA และในการประเมินความพึงพอใจ ควรเพิ่มข้อเหตุผล ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะวา่ เพราะเหตุใดขอ้ นน้ั จงึ ใหค้ ะแนนมากหรือนอ้ ย ข้อที่ 13 ในการบริหารจัดการการดำเนินโครงการ กิจกรรมต่างๆ สถานศึกษาควรดำเนินการให้ ครบถ้วนเป็นระบบครบวงจร PDCA และในโครงการกิจกรรมควรกำหนดวัตถุประสงค์เป็นรูปธรรม มีการออกแบบ ประเมินให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ มีการดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลอย่าง ต่อเนอื่ งและนำผลการประเมินทไ่ี ด้ไปวเิ คราะห์ถึงอุปสรรค และนำไปวางแผน ปรับปรงุ พัฒนาในปตี อ่ ไป
4 3. หลักการและเหตุผล วิถีชีวิต การเรียนรู้ การทํางานของคนในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป รูปแบบการทํางาน มักจะไปนั่งทํางาน อ่าน หนังสือ ประชุม หรือทํางานกลุ่มตามสถานที่สาธารณะ มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ห้องสมุด หรือตาม Co - working Space ต่าง ๆ ด้วยเหตุผลหลากหลายไม่ว่าจะเป็นต้องการพื้นที่ในการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่เอื้อต่อ การเกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการทํางาน หรือบางครั้งจะรู้สึกว่ามีสมาธิมากกว่าที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือที่ทํางาน แต่พื้นที่ ลักษณะเช่นน้ีท่ีมีใหบ้ รกิ ารอยู่ในปัจจุบนั ยังเปน็ ข้อจํากัดในการเข้าถึงของหลาย ๆ คน ไม่วา่ จะเป็นเรื่องของระยะเวลา การเปิด – ปิดบริการ ค่าใช้จ่าย หรือถ้าเปิดให้ใช้บริการฟรีสิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ หรือบรรยากาศ อาจยังไม่ ตอบโจทย์สําหรับการทํางาน หรือการอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ รวมไปถึงความปลอดภัยต่าง ๆ ในการเดินทางไปใช้ บริการตามสถานทีเ่ หล่านั้น ประกอบกบั สภาพสงั คมท่ีเปลย่ี นแปลงไปทาํ ให้รูปแบบการเรยี นรู้ของผู้รบั บริการห้องสมุด เปลี่ยนไปด้วยคนในปัจจุบันเปลี่ยนไปมีการนําเทคโนโลยีมาใช้ในการค้นคว้าหาความรู้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ห้องสมุด ประชาชนจึงจําเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ การเรียนรู้ต้องพัฒนาให้มีรูปแบบที่หลากหลายเป็นไปตาม ความต้องการของผู้รับบริการทุกช่วงวัยยิ่งขึ้น จากแนวคิดดังกล่าวสู่การพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้เป็นศูนย์การ เรียนรู้ Co - Learning Space ซึ่งสํานักงาน กศน. เป็นหน่วยงานหนึ่งซึ่งมีภารกิจหลักในการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัยให้กับประชาชนทุกช่วงวัย และมีแหล่งเรียนรู้ให้บริการหลากหลายรูปแบบ ห้องสมุดประชาชนก็เป็นหนึ่งใน แหล่งเรียนรู้ที่ให้บริการประชาชนควบคู่กับภารกิจอื่น ๆ ของ กศน. จึงถึงเวลาแล้วที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ สําหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ได้มีโอกาสเข้าถึงได้ง่ายสามารถตอบทุกโจทย์ปัญหาความต้องการของประชาชน อย่างแท้จริง ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ (Co - Learning Space) หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน จึงเกิดขึ้นภายใต้ แนวคิดทว่ี ่า การใหท้ ่มี ากกว่าแค่เพียง “พืน้ ท”ี่ แตย่ งั เป็นสถานทใ่ี นการสร้างแรงบันดาลใจ และแสดงถึงการแบ่งปัน ที่ ไม่เพียงแค่แบง่ ปันพื้นที่สําหรับทุกคน ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแต่ทุกคนที่มายังได้ความรู้และแรงบันดาลใจดี ๆ กลับไป ด้วยเสมอ การนําแนวคิดในการปรับเปลี่ยนการให้บริการห้องสมุดประชาชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในลักษณะศูนย์ การ เรียนรู้ต้นแบบ (Co - Learning Space) ภายใต้นโยบายในการขับเคลื่อน กศน. สู่ กศน.WOW ของรัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงศึกษาธกิ าร (นางกนกวรรณ วลิ าวลั ย์) ในการพั ฒ นา กศน. ตําบล ใหม้ ีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ : Good Place – Best Check in ข้อหน่ึงโดยการจัดให้มีศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ กศน. ใน 5 ภมู ิภาค เป็น ศูนย์การเรยี นรตู้ ้นแบบ (Co - Learning Space) และกําหนดให้ศูนยก์ ารเรียนรูต้ ้นแบบ (Co - Learning Space) มีพื้นที่บริการการเรียนรู้ร่วมกันตามความสนใจและความต้องการของผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศั ยทุก ช่วงวัย ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอชนแดน มอบหมายให้ห้องสมุดประชาชน อำเภอชนแดนดำเนินการพฒั นาห้องสมุดประชาชนให้เปน็ ศนู ย์การเรียนรู้ Co - Learning Space เพื่อสร้างนิสัยรัก การอ่าน เพ่ือเป็นการพัฒนา ปรับปรุงให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เอ้ือต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พัฒนา ปรับปรุงห้องสมุด จัดบรรยากาศและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกต่อการใช้บริการของนักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป มีแหล่งเรียนรู้สำหรับศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองและเกิดนิสัยรักการอ่านมาก ข้ึน
5 4. วัตถุประสงค์ 1. เพ่อื สง่ เสรมิ ให้หอ้ งสมุดประชาชนอำเภอชนแดนเปน็ แหล่งเรยี นรู้ตน้ แบบ Co – Learning Space 2. เพื่อส่งเสริมนิสยั รักการอ่าน ผ่านกิจกรรมอย่างเปน็ รูปธรรม 3. เพื่อปรับปรุงบรรยากาศและภูมิทัศน์ทั้งภายในและภายนอกห้องสมุดให้น่าใช้บริการ เอื้อต่อการอ่านและ การเรยี นรู้ 5. เป้าหมาย เชงิ ปรมิ าณ ๑. หอ้ งสมดุ ประชาชนอำเภอชนแดน จำนวน 1 แห่ง ๒. นกั เรยี น นกั ศึกษา และประชาชนทั่วไป จำนวน 247 คน เชงิ คุณภาพ ห้องสมุดประชาชนอำเภอชนแดน เป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ที่มีระบบการให้บริการและสภาพแวดล้อมที่มี ชีวิตและมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ในห้องสมุด โดยให้บริการการศึกษาค้นแก่นกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรยี นและ ผู้รบั บริการหอ้ งสมุด ทำให้เกดิ สงั คมแห่งการเรียนรู้ และนกั ศึกษา กศน. ผ้รู บั บริการหอ้ งสมุด สามารถนำความรู้ท่ี ไดไ้ ปใช้ในการดำเนินชวี ิตไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
6. วธิ ีดำเนินการ กิจกรรมหลกั วัตถปุ ระสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ก 1. ขัน้ เตรียมการ ช เพื่อจัดประชุมครูและบคุ ลากรทางการ ครูและบุคลากร ว 2. ประชุมกรรมการ ดำเนนิ งาน ศึกษา กศน. อำเภอชนแดน ช 3. จดั เตรยี มเอกสาร ข วัสดุ อุปกรณใ์ นการ - ชแี้ จงทำความเขา้ ใจรายละเอยี ด จำนวน 21 คน จ ดำเนินโครงการ โครงการ - ช้ีแจงแนวทางในการดำเนนิ โครงการ - จัดทำโครงการและแผนการดำเนนิ การ เพ่อื อนมุ ัติ - แตง่ ตั้งกรรมการดำเนินงานตาม โครงการ เพื่อประชมุ ทำความเข้าใจกบั กรรมการ ครูและบุคลากร ดำเนินงานทกุ ฝ่ายในการจดั กิจกรรม กศน. อำเภอชนแดน โครงการและการดำเนนิ งาน จำนวน 21 คน เพ่ือดำเนินการจดั ทำ จดั ซ้อื วัสดุอุปกรณ์ กรรมการฝ่ายที่ได้รบั ทใ่ี ช้ในการดำเนนิ การ มอบหมาย
6 กลุ่มเป้าหมาย พน้ื ทีด่ ำเนินการ ระยะเวลา งบประมาณ เปา้ หมาย (เชงิ คณุ ภาพ) กศน. อำเภอ เม.ย.65 - ช้แี จงทำความเข้าใจ รายละเอียดและ ชนแดน วตั ถปุ ระสงค์ของการจัดโครงการ ชแี้ จงวตั ถุประสงค์ บทบาทหน้าที่ กศน. อำเภอ เม.ย.65 - ของกรรมการดำเนินงานโครงการ ชนแดน เม.ย.65 - จดั ซื้อวสั ดุอปุ กรณใ์ นการจัดโครงการ กศน. อำเภอ ชนแดน
กจิ กรรมหลกั วัตถุประสงค์ ก กลุ่มเปา้ หมาย ๔. ดำเนินการจัด กจิ กรรม เพอื่ ดำเนินการปรับปรุงภมู ิทัศนห์ อ้ งสมุด ให้ 1.หอ้ งสมุดประชาชน ห 5. สรปุ /ประเมินผล เป็นCo-Learning Space แหลง่ เรียนรขู้ อง อำเภอชนแดน ได และรายงานผล โครงการ คนในชมุ ชน จำนวน 1 แห่ง เป ๑. กิจกรรมรกั การอ่านผา่ นสื่อออนไลน์ 2. นักเรียน นกั ศกึ ษา ข ๒. กจิ กรรมวนั รักการอ่าน และประชาชนทั่วไป ช ๓. กจิ กรรมวันสำคัญตา่ งๆ จำนวน 247 คน ต ๔. กิจกรรมส่งเสริมการอา่ นและการเรยี นรู้ สำหรบั นักศึกษา กศน. เพ่อื ใหก้ รรมการฝา่ ยประเมนิ ผลเกบ็ ตามกระบวนการ ส รวบรวมขอ้ มลู และดำเนินการประเมินผล ประเมนิ โครงการ ต การจัดกิจกรรม 5 บท จำนวน 3 เล่ม
7 กล่มุ เปา้ หมาย พนื้ ที่ดำเนินการ ระยะเวลา งบประมาณ เปา้ หมาย (เชงิ คณุ ภาพ) หอ้ งสมุดประชาชน เม.ย. ถึง - ห้องสมุดประชาชนอำเภอชนแดน อำเภอชนแดน ก.ย.65 ดร้ ับการปรับปรุงภูมทิ ศั นห์ ้องสมุด ให้ ป็นCo-Learning Space แหล่งเรียนรู้ ของคนในชมุ ชน เป็นแหลง่ เรียนรตู้ ลอด ชีวิต พร้อมใหบ้ ริการแก่กลุม่ เปา้ หมาย ต่างๆ สรุปรายงานผลการดำเนินงาน กศน. อำเภอ ก.ย.65 - ตามระบบ PDCA ชนแดน
8 7. วงเงนิ งบประมาณ ไมใ่ ช้ 8. แผนการใช้จ่ายงบประมาณ แผนการใช้จา่ ยรายไตรมาส ไตรมาสท่ี 1 ไตรมาสท่ี 2 ไตรมาสท่ี 3 ไตรมาสท่ี 4 - - - - 9. ผ้รู บั ผดิ ชอบโครงการ ตำแหน่ง : บรรณารักษ์ชำนาญการ ชอื่ - สกุล : นางวารี ชบู วั เบอร์โทรศัพทม์ ือถือ : 056 – 761667 เบอรโ์ ทรศัพทท์ ่ีทำงาน : 056 – 761667 อีเมลล์ : [email protected] ผู้ร่วมดำเนินการ นางสมบตั ิ มาเนตร์ ตำแหน่ง ครอู าสาสมัครฯ นางสาวลาวัณย์ สทิ ธกิ รววยแกว้ ตำแหน่ง ครอู าสาสมคั รฯ นางลาวิน สีเหลือง ตำแหนง่ ครู กศน.ตำบล นางสาวมจุ ลินท์ ภูยาธร ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล นางสาวนภารตั น์ สีสะอาด ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล นางสาวลดาวรรณ์ สุทธิพันธ์ ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล นางผกาพรรณ มะหิทธิ ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล นางสาวพชั ราภรณ์ นริศชาติ ตำแหนง่ ครู กศน.ตำบล นางสรุ ัตน์ จนั ทะไพร ตำแหนง่ ครู กศน.ตำบล นายเกรียงไกร ใหมเ่ ทวินทร์ ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล นางสาวณฐั ชา ทาแนน่ ตำแหนง่ ครู กศน.ตำบล นางสาวอุษา ย่ิงสกุ ตำแหน่ง ครูประจำศูนยก์ ารเรียนชมุ ชน นางสาวกญั ญาณัฐ จนั ปัญญา ตำแหน่ง ครูประจำศูนย์การเรียนชุมชน นายปณั ณวัฒน์ สขุ มา ตำแหน่ง ครปู ระจำศูนย์การเรียนชมุ ชน นางสาววรางคณา น้อยจันทร์ ตำแหน่ง ครูประจำศนู ย์การเรยี นชุมชน นายศวิ ณัชญ์ อัศวสัมฤทธิ์ ตำแหนง่ ครปู ระจำศนู ยก์ ารเรียนชมุ ชน นางสาวเยาวดี โสดา ตำแหน่ง นักจดั การงานทว่ั ไป
9 10. เครอื ข่าย 10.1 นักศึกษา กศน.อำเภอชนแดน 10.2 บ้านหนังสือชมุ ชน 11.โครงการท่เี ก่ยี วข้อง 11.1 โครงการจดั การศกึ ษาตามอธั ยาศัย 11.2 โครงการพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น 11.3 โครงการประชาสมั พนั ธง์ าน กศน. 11.4 โครงการส่งเสรมิ และพฒั นาประสทิ ธิภาพการทำงานรว่ มกบั เครอื ข่าย 11.5 โครงการประกันคุณภาพสถานศึกษา 12. ผลลัพธ์ 12.1 เปน็ แหลง่ เรยี นรู้ตน้ แบบ Co – Learning Space 12.2 หอ้ งสมุดประชาชนอำเภอชนแดน สง่ เสริมการจดั กระบวนการเรยี นรู้ภายในห้องสมดุ 12.3 หอ้ งสมดุ ประชาชนอำเภอชนแดน เปน็ แหลง่ เรยี นร้ทู ่ีสำคญั ของชุมชน ปรับปรุงบรรยากาศภูมิทัศน์ทั้ง ภายในและภายนอกห้องสมุดใหน้ ่าใชบ้ รกิ าร เอือ้ ตอ่ การอ่านและการเรยี นรู้ 13. ดัชนีวดั ผลสำเร็จของโครงการ 13.1 ตวั ช้วี ัดผลผลิต (output) หอ้ งสมุดประชาชนอำเภอชนแดน จำนวน 1 แห่ง เป็นแหล่งเรียนรใู้ นชุมชน ที่มีระบบการให้บริการและสภาพแวดล้อมที่มีชีวิตและมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ในห้องสมุด โดยให้บริการ การศึกษาค้นแก่นักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนและประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และนักศึกษา กศน. รวมท้ังประชาชนทว่ั ไป สามารถนำความรทู้ ี่ไดไ้ ปใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ิตได้อย่างมีความสขุ 13.2 ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (outcome) กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ 80 % มีความพึงพอใจในการเข้าร่วม กจิ กรรม 14. การตดิ ตามผลและประเมนิ ผลโครงการ 14.1 แบบประเมินความพึงพอใจผ้เู ขา้ ร่วมกิจกรรม / โครงการ 14.2 สรุป/รายงานผลการจดั กจิ กรรม
10 บทที่ 2 เอกสารทีเ่ กีย่ วขอ้ ง วันฉัตรมงคล 2565 ในรชั กาลท่ี 10 ความหมายของวันฉตั รมงคล วันฉัตรมงคล (อ่านว่า ฉัด-ตระ-มง-คล) มีความหมายตามพจนานุกรมว่า พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร ทำในวันซง่ึ ตรงกับวันบรมราชาภเิ ษก ความสำคัญของวนั ฉตั รมงคล วนั ฉัตรมงคล เปน็ วนั ทร่ี ำลกึ ถงึ พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก เป็นพระมหากษัตรยิ ์ รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์ จักรี และราชอาณาจักรไทย ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดศี รสี ินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว หลังจากเสด็จข้ึนเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 และดำรงพระอิสริยยศเป็น “พระบาทสมเด็จพระ วชิรเกลา้ เจ้าอยู่หวั ” ดังนั้น รัฐบาลไทยและพสกนิกรจงึ ได้นอ้ มเกลา้ น้อมกระหมอ่ ม จัดงานพระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร หรือ รัฐพิธีฉัตรมงคล หรืออาจเรียกว่าพระราชพิธีฉัตรมงคล ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก ถวายเม่ือวันท่ี 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ท้ังน้ี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธี บรมราชาภิเษกนั้นว่า “เราจะสืบสาน รักษา และตอ่ ยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณา ราษฎรตลอดไป” ต้ังแต่น้ันเป็นต้นมา พสกนิกรชาวไทยจึงได้ถือเอาวันที่ 4 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล เพ่ือ น้อมรำลึกถึงวันสำคญั น้ี ความเป็นมาของพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก การจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น มีหลักฐานปรากฏในหลักศิลาจารึก วัดศรีชุมของพญาลิไท ว่า เร่ิมต้นมาต้ังแต่คร้ังพ่อขุนผาเมืองได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาว หรือพ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นผู้ปกครองเมือง สุโขทยั จากนั้นในสมัยกรุงรตั นโกสินทร์ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ไดท้ รงฟืน้ ฟพู ระราชพิธี บรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้ คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำส่ังของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอกี ประการหนึ่งคือ จะยังไม่มกี ารใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ช้ัน
11 ความเปน็ มาของพระราชพธิ ีฉตั รมงคล ก่อนหน้ารัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีฉัตรมงคลถือเป็นพิธีของเจ้า พนักงานในพระราชฐาน ที่มีหน้าท่ีรักษาเคร่ืองราชูปโภคและพระทวารประตูวัง ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่อง ราชปู โภคทตี่ นรกั ษาทุกปใี นเดอื นหก และเปน็ งานส่วนตัว ไมถ่ ือเปน็ งานหลวง จนกระท่ังสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จข้ึนครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีฉัตรมงคลขึ้น เป็นครั้งแรก ในวันบรมราชาภิเษก เม่ือวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2393 โดยมีพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษก เป็นมหามงคลสมัยท่ีควรแก่การเฉลิมฉลองในประเทศท่ีมีพระเจ้าแผ่นดิน จึงถือให้วันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคล กาล และควรท่ีจะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดมิ งคลแก่ราชสมบัติ แต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ ยากต่อการเข้าใจ อกี ท้ังเผอิญท่ีวันบรมราชาภิเษกไปตรงกับวันสมโภชเครอื่ งราชูปโภคที่มีแต่เดิม พระบาทสมเด็จ พระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัวจงึ ทรงอธิบายว่า วนั ฉตั รมงคลเป็นวันสมโภชเครอ่ื งราชปู โภค จงึ ไม่มใี ครติดใจสงสยั ดงั นั้น จึงได้มีพระราชดำริจัดงานพระราชกุศลพระราชทานชื่อว่า \"ฉัตรมงคล\" ขึ้น โดยได้มีการเฉลิม ฉลองดว้ ยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจรญิ พระพทุ ธมนต์ ในวันขน้ึ 13 ค่ำ เดือน 6 รงุ่ ขึ้นมีการถวายภัตตาหาร แดพ่ ระสงฆ์ที่พระท่ีนง่ั ดสุ ติ มหาปราสาทและพระท่ีน่ังไพศาลทักษิณ ดว้ ยเหตนุ ้ีจึงถอื ว่าการเฉลมิ ฉลองพระราช พิธีฉตั รมงคล เร่ิมมใี นรัชกาลของพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปน็ คร้ังแรก ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี 5 วันบรมราชาภิเษก ตรงกับเดือน 12 จึงโปรดเกลา้ ฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 แต่ไม่ได้รับการยินยอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงแก้ไขด้วยการออกพระราชบัญญัติว่า ดว้ ยตราจุลจอมเกล้าสำหรบั ตระกูลขนึ้ ให้มีพระราชทานตราน้ีตรงกับวันคล้ายบรมราชาภิเษก ทา่ นผหู้ ลักผใู้ หญ่จึง ยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคลมาตรงกับวันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเคร่ืองราชูปโภคอยู่ ตามเดมิ รูปแบบงานวันฉัตรมงคลจึงเป็นเช่นนี้จนถงึ ปัจจุบัน พระราชพธิ ีฉตั รมงคลในรชั กาลปจั จบุ ัน ในรัชกาลปจั จุบนั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้จดั งาน 3 วนั น่ันคือ วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีบรม ราชาภิเษก ประกอบด้วย สรงพระมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระทน่ี ั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงรบั น้ำอภเิ ษก ณ พระที่น่งั อัฐ ทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงรับเคร่ืองราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เลี้ยงพระ พระสงฆด์ บั เทยี นชัย ณ พระทน่ี งั่ อมรนิ ทรวินิจฉัย วนั ท่ี 5 พฤษภาคม เป็นพระราชพิธเี ฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย สถาปนาพระฐานันดรศกั ดิ์พระ บรมวงศ์ และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค จากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ ปราสาท วัดบวรนเิ วศวิหาร วดั ราชบพิธสถติ มหาสีมาราม และวดั พระเชตพุ นวิมลมังคลาราม วันที่ 6 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระท่ีน่ังสุทไธสวรรยปราสาท ให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เสด็จออกให้ทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ พระทนี่ ัง่ จกั รมี หาปราสาท
12 กจิ กรรมที่ควรปฏบิ ตั ใิ นวันฉตั รมงคล 1. ประดับธงชาตติ ามอาคารบา้ นเรอื นและสถานท่ีราชการ 2. ร่วมทำบญุ ตักบาตร ประกอบพิธที างศาสนา เพ่ือถวายเป็นพระราชกศุ ล 3. นอ้ มเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยโดยพร้อมเพรียงกัน กล่าวคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี ถวาย ชัยมงคลให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมพรรษาย่ิงยืนนาน เป็นมหาม่ิงขวัญแก่พสกนิกร ชาวไทยไปชวั่ กาลยงิ่ ยนื นาน เม่ือวันฉัตรมงคลเวียนมาบรรจบครบรอบอีกหน่ึงครา ในวันที่ 4 พฤษภาคม พสกนิกรชาวไทย ทั้งหลายจึงควรรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงประกอบ พระราชกรณียกจิ อนั มคี ณุ อนันตแ์ ก่ปวงชนชาวไทยอยา่ งหาท่สี ุดมไิ ด้ ความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการอา่ น การอ่าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ท่ีอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน เพราะปัจจุบันเป็นยุค ของข่าวสาร ซ่ึงข้อมูลความรู้ในทุกด้านได้เผยแพร่ในรูปของหนังสือแสะส่ิงตีพิมพ์ต่าง ๆ ผู้อ่านหนังสือมาก จะ ได้รับคุณค่าทางปัญญา เกิดความรู้ ความรอบรู้ มีความก้าวหน้าและทันสมัยอยู่เสมอ ดังบทพระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระกนิษฐาธริ าชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี หนงั สอื นี้มมี ากมายหลายชนิด นำดวงจิตเรงิ รืน่ ชนื่ สดใส ใหค้ วามรู้สกเริงบันเทิงใจ ฉันจึงใฝ่ใจสมานอา่ นทกุ วนั มีวิชาหลายอย่างต่างจำพวก ลว้ นสะดวกค้นได้ให้สขุ สนั ต์ วิชาการสรรมาสารพนั ชั่วชวี นั ฉันอ่านไดไ้ มเ่ บือ่ เลย บทกลอนข้างตน้ ช่ือ “ฉันชอบหนังสือ” ปรากฏในจดหมายข่าวกรมวิชาการ (1 เมษายน 2526 หน้า 11) เนื้อความกล่าวถึงคุณค่าของหนังสือ ซึ่งให้ท้ังความบันเทิงใจและความรู้แสดงให้เห็นว่า ทรงพอพระราช หฤทัยท่ีจะทรงอ่านหนังสือทุกวัน ไม่ทรงเบอื่ หน่ายแตป่ ระการใด และให้แนวความสำคัญวา่ การอ่านหนงั สอื มี ความจำเปน็ ตอ่ ชีวติ ความสำคญั ของการอ่าน การอ่านเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่ใช้สายตาและสมองรับรู้ความหมาย รวมท้ัง ความเข้าใจจากส่ิงที่อ่าน หากมนุษย์ไม่มีการจดบันทึกเรื่องราวความเป็นมาของตนเอง อีกทั้งมนุษย์ไม่รู้จัก ความหมายของภาษาท่ีกลุ่มชนน้ัน ๆ ใช้บันทึกโดยเฉพาะไม่รู้จักการอ่าน ย่อมทำให้มนุษย์ขาดการเรียนรู้ และ ความเขา้ ใจซ่ึงกนั และกัน ปัจจุบันมีส่ือมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เข้ามาแย่งเวลาของเราไป แต่การอ่านก็ยังถือว่า เปน็ สิ่งที่ดี ไม่อาจนำเอาสิ่งใดมาทดแทนได้ หนังสือจะเป็นกุญแจไขความรู้และความล้ีลับต่าง ๆ ในโลกให้แก่เรา
13 ตามต้องการ และจากการอ่านเราจะได้ความรู้สึกละเอียดอ่อน ความซาบซึ้งไปกับความไพเราะและรสของภาษา เกดิ ภาพพจน์ได้เปน็ อย่างดี ซ่ึงสื่ออย่างอน่ื จะไม่มีส่ิงเหล่านี้ การอ่าน เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต ต่อความเจริญด้านต่าง ๆ ของมนุษย์มาก การอ่านหนังสือนอกจากจะ ทำให้ผู้อา่ นเป็นผู้หูตากว้างแลว้ คนอ่านจะเป็นผู้ทันต่อเหตุการณ์ ความเคล่ือนไหวของโลกปัจจุบัน และอาจเป็น เคร่ืองกระตุ้นให้เกดิ ความสงบในใจ ส่งเสริมวิจารณญาณและประสบการณ์ให้เพิ่มพูนขึ้น การอ่านยังทำให้บุคคล เป็นผู้มีคุณค่าในสังคม มีประสบการณ์ชีวิต และช่วยยกฐานะของสังคม สังคมมีบุคคลที่มีประสิทธิภาพในการอ่าน อยู่มาก สังคมน้ันย่อมจะเจริญพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทำให้ความรตู้ า่ ง ๆ ล้าสมัยเร็วขึ้น หนังสือเทา่ นั้นทีส่ ามารถทันความก้าวหนา้ เหล่านี้ การอา่ น เปน็ ส่งิ จำเป็นต่อชีวิต ต่อความเจรญิ ในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์มาก การอ่านหนังสือนอกจากจะ ทำให้ผู้อา่ นเป็นผ้หู ูตากว้างแล้ว คนอ่านจะเป็นผู้ทันต่อเหตุการณ์ ความเคล่ือนไหวของโลกปัจจุบัน และอาจเป็น เครื่องกระตุ้นให้เกิดความสงบในใจ ส่งเสริมวจิ ารณญาณและประสบการณ์ให้เพ่ิมพูนข้ึน การอ่านยังทำให้บุคคล เป็นผู้มีคุณค่าในสังคม มีประสบการณ์ชีวิต และช่วยยกฐานะของสังคม สังคมมีบุคคลที่มีประสิทธิภาพในการอ่าน อยู่มาก สังคมน้ันยอ่ มจะเจริญพัฒนาไปไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ปัจจุบนั ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางวทิ ยาศาสตร์และ เทคโนโลยที ำให้ความรู้ตา่ ง ๆ ล้าสมัยเรว็ ขน้ึ หนงั สือเท่านั้นท่ีสามารถทันความกา้ วหนา้ เหลา่ นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิด การประชุใหญ่สามัญประจำปี 2530 ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้ทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อ เร่ือง “การสร้างสังคมการอ่านและการใชส้ ารนิเทศ” ณ โรงแรมบางกอกพาเลส เมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม 2530 ทรง กล่าวถึง เหตุที่พระองค์โปรดการอ่านหนังสือ และความสำคัญของการอ่านหนังสือไว้ 8 ประการ คือ (อ้างถึงใน อัมพร ทองใบ, 2540 : 9) 1. การอ่านหนังสือทำให้ไดเ้ นือ้ หาสาระความรู้ มากกว่าการศึกษาหาความรดู้ ้วยวธิ ีอื่น ๆ 2. ผู้อา่ นสามารถอ่านหนงั สอื ได้โดยไมจ่ ำกัดเวลาและสถานท่ี สามารถนำตดิ ตวั ไปได้ 3. หนังสือเก็บไว้ไดน้ านกวา่ ส่อื อย่างอน่ื 4. ผู้อ่านสามารถฝึกการคิดและสรา้ งจนิ ตนาการได้เองขณะที่อ่าน 5. การอา่ นส่งเสริมให้มีสมองดี มีสมาธินานกว่าและมากกว่าส่ืออยา่ งอ่นื เพราะขณะอา่ นจิตใจตอ้ งม่งุ มั่น อยกู่ ับข้อความ พินจิ พเิ คราะหข์ อ้ ความ 6. ผู้อา่ นเป็นผกู้ ำหนดการอา่ นไดด้ ้วยตนเอง จะอา่ นครา่ ว ๆ หรอื อ่านอย่างละเอียด อ่านข้ามหรือ อา่ นทุกตัวอกั ษรกไ็ ด้ จะเลอื กอา่ นเลม่ ไหก็ได้ 7. หนงั สอื มหี ลายรปู แบบ และราคาถกู กว่าสื่ออยา่ งอน่ื 8. ผู้อ่านเกิดความคิดเห็นได้ด้วยตนเองในขณะท่ีอ่าน สามารถวินิจฉัยเนื้อหาสาระได้ หนังสือบางเล่ม สามารถนำไปปฏบิ ัติได้ด้วย และเมื่อปฏิบัตแิ ล้วก็เกดิ ผลดี ส. ศิวรักษ์ (2512 : นำเรื่อง) ได้แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการอ่านหนังสือไว้ว่า “การอ่านหนังสือ เป็นกิจที่จำเป็นสำหรับทุก ๆ คน ที่อ่านออกเสียงได้ ยิ่งได้อ่านหนังสืออียิ่งมีค่ามาก สมดังคำของ ฟรานซิล เบคอน ทว่ี า่ “การอา่ นชว่ ยให้คนเปน็ คนเต็มที”่
14 นายตำรา ณ เมอื งใต้ (2515 : 298-299) กลา่ วถงึ ความสำคัญของตัวหนงั สือและหนงั สอื ว่า “...บางทีการท่ีเราได้อ่านหนังสือกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะทำให้เราลืมนึกถึงความสำคัญของตัวอักษร อัน ปรากฏอยขู่ ้างหน้าเราเสียกไ็ ด้ ตัวอักษรน้ีเป็นสิ่งจารึกและรกั ษาความคิดเห็นอันล้ำค่าของปราชญ์และกวไี วใ้ ห้เรา ...การท่ีเราจะหาประโยชน์ในการอ่านให้ได้เต็มท่ี ก็ควรระลึกได้ หรอื แลเห็นความสำคัญของตัวหนังสือ ซ่ึงเราได้ พบอยู่ทกุ วัน จนกลายเปน็ สิ่งธรรมดานัน้ เสียกอ่ น” รัญจวน อินทรกำแหง และคณะ (2523 : 27-28) กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านหนังสือไว้ว่า “การอ่านหนังสือความจำเป็นต่อชีวิตของคนในยุคปัจจุบันยิ่งกว่ายุคท่ีผ่านมา เพราะโลกปัจจุบันเป็นโลกท่ีหมุน เร็ว ทั้งในด้านวัตถุ วิทยาการ และแปรเปลี่ยนเร็ว ฉะนนั้ จึงจำเป็นอยา่ งยิ่งท่ีจะต้องอ่านหนังสือ เพ่ือให้สามารถ ตดิ ตามความเคล่อื นไหว ความก้าวหน้า และความเปลยี่ นแปรทั้งหลายได้ทนั กาล” สมถวิล วเิ ศษสมบัติ (2528 : 73) ได้กล่าวถึงทักษะการอ่านไว้ สรุปได้ว่า การอ่านเป็นทักษะท่ีสำคัญ และใช้มากในชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านและมีทักษะในการอ่านมีอัตราเร็วในการอ่านสูง ย่อมแสวงหา ความรแู้ ละการศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการพูดและการ เขยี นไดเ้ ปน็ อย่างดี ยุพร แสงทักษิณ (2531 : 1) กล่าวว่า “การอ่านหนังสือ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์ การอ่านทำ ให้เราสามารถก้าวตามโลกได้ทัน เพราะโลกปัจจุบันน้ีไม่ได้หยุดนิ่ง มีความก้าวหน้าเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในด้านวตั ถุ วิทยาการ ความคิด ฯลฯ ดว้ ยเหตุทเ่ี ราตอ้ งมคี วามสัมพนั ธ์กบั สังคมและส่ิงแวดล้อม เราจึงควรตอ้ ง ปรับตัวเราให้สอดคล้องไปด้วย มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นคนโง่ ล้าหลัง อาจประพฤติปฏิบัติผิด ๆ พลาด ๆ ก็ได้ ด้วยความรเู้ ทา่ ไม่ถึงการณ์” สุจรติ เพยี รชอบ และสายใจ อินทรมั พรรย์ (2538 : 136) กลา่ วถึง ทักษะการอ่านไว้วา่ “ทักษะการ อ่านเป็นทักษะท่ีสำคัญ และใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นทักษะที่นักเรียนใช้แสวงหาสรรวิทยาการต่าง ๆ เพื่อความบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านและ มีทักษะในการอ่าน มีอัตราเร็วในการ อา่ นสูง ยอ่ มแสวงหาความรู้ และศึกษาเล่าเรียนได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ ในการพูดและการเขียนได้เปน็ อยา่ งด”ี ซ่ึงสอดคลอ้ งกับแนวคิดของ จนิ ตนา ใบกาซูยี (2534 : 57) ทกี่ ล่าวถึงความสำคัญของ การอ่าน มี ใจความโดยสรุปว่า การอ่านเป็นส่ิงจำเป็นสำหับชวี ิตปจั จุบัน ท้ังในด้านการดำเนินชีวติ ประจำวนั ด้านการศึกษา หาความรู้เพ่อื ประกอบอาชีพในอนาคต เป็นการพัฒนาความเจริญงอกงามทางสมองและปัญญา รวมท้ังเป็นการ พักผ่อนหยอ่ นใจจากชวี ิตประจำวนั อัมพร สุขเกษม (2542 : 1) ได้กล่าวถึง การอ่านหนังสือว่า มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต มนุษย์ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศด้วย เพราะการอ่านหนังสือช่วยให้ผู้อ่านรู้จักวิธีบำรุงรักษา สุขภาพของตน รู้จักวิธีการใหม่ ๆ สำหรับใช้พัฒนาอาชีพ ช่วยผ่อนคลายความเครียด มีความเพลิดเพลิน เกิด ความคิดสรา้ งสรรค์ เข้าใจความเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สามารถรับรู้และปรับตัวให้เข้ากับ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งลว้ นแต่เป็นประโยชน์ท้งั ส้ิน
15 ฐะปะนยี ์ นาครทรรพ และคณะ (2546 : 55-56) กลา่ วถงึ ความสำคญั ของการอ่านสรปุ ได้ ดังนี้ 1. การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผู้ท่ีอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน จำเป็นต้องอ่าน หนงั สอื เพ่อื การศกึ ษาหาความรู้ต่าง ๆ 2. การอ่านเป็นเครอ่ื งมือช่วยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถนำความรู้ท่ีได้ จากการอา่ นไปพฒั นางานของตนได้ 3. การอา่ นเปน็ เครอ่ื งมือสบื ทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนร่นุ หนึ่ง ไปสคู่ นรนุ่ ต่อ ๆ ไป 4. การอ่านเป็นวิธีการส่งเสริมให้คนมีความคิดอ่านและฉลาดรอบรู้ เพราะประสบการณ์ ท่ีได้จาก การอา่ น เมือ่ เก็บสะสมเพิ่มพูนนานวนั เข้า ก็จะทำใหเ้ กดิ ความคิด เกิดสติปัญญา เป็นคนฉลาดรอบรู้ได้ 5. การอ่านเป็นกจิ กรรมท่ีกอ่ ให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นวิธีหนึ่งในการแสวงหาความสุขให้กับ ตนเองทีง่ า่ ยท่ีสดุ และได้ประโยชนค์ มุ้ คา่ ท่สี ุด 6. การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจและบุคลิกภาพ เพราะเมื่อ อา่ นย่อมรู้มาก สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตไดอ้ ย่างมคี วามสุข 7. การอา่ นเปน็ เครื่องมือในการพัฒนาระบบการเมือง การปกครอง ศาสนา ประวตั ิศาสตร์ และสังคม 8. การอา่ นเปน็ วิธกี ารหนึ่งในการพฒั นาระบบการสอื่ สารและการใชเ้ คร่ืองมือทางอเิ ล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ กล่าวโดยสรุป การอ่านมีความสำคัญและจำเป็นอย่างย่ิงในสังคมปัจจุบัน เพราะเราต้องแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร การเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การอ่านส่งเสริมให้ผู้อ่านมีพัฒนาการใน ความรู้และความคิด มองโลกท่ีกว้างไกล เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านส่ือการสอน ซ่ึงสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ สามารถตดั สินใจได้อย่างถูกต้อง มีความเฉลยี วฉลาด สามารถประกอบอาชพี และเป็นพลเมอื งที่ดขี องประเทศชาติ ได้ ความหมายของการอ่าน มผี ู้ให้คำจำกัดความ ใหน้ ิยาม หรือให้ความหมายของการอา่ นไว้ต่าง ๆ กัน ดงั น้ี พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2556 : 1405) ให้คำจำกัดความว่า “อ่าน ก. ว่า ตามตัวหนังสือ ; ถ้าออกเสียงด้วย เรียกว่า อ่านออกเสียง ถ้าไม่ต้องออกเสียง เรียกว่า อ่านในใจ ; สังเกต หรือพิจารณาดูเพื่อใหเ้ ข้าใจ” เช่น อ่านสีหน้า อ่านริมฝีปาก อ่านในใจ ; ตีความ เช่น อา่ นรหสั อ่านลายแทง ; คิด, นับ (ไทยเดิม) ประทีป วาทิกทินกร และ สมพนั ธุ์ เลขะพันธ์ุ (2534 : 2) ให้ความหมายไว้ว่า “การอา่ น คือ การรับรู้ ข้อความในข้อเขียนของตนเอง หรือของผู้อ่ืน รวมท้ังการรบั รู้เคร่ืองหมายสือ่ สารตา่ ง ๆ” เช่น เคร่ืองหมายจราจร และเครื่องหมายทีแ่ สดงในแผนภูมิ เปน็ ตน้ กุสุมา รักษมณี และ คณะ (2536 : 77) นิยามความหมายของการอ่านว่า “การอ่านเป็นพฤติกรรม การสนทนาโต้ตอบระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียน โดยการส่ือสารผ่านสาร หรือข้อเขียนที่เรียบเรียงเป็นข้อความภาษา ซึง่ มีรูปแบบและวตั ถปุ ระสงค์แตกต่างกันไป แทนการพูดคยุ กนั โดยตรง”
16 เปลื้อง ณ นคร (2538 : 14) การอ่าน (หนังสือ) คือ กระบวนการที่จะเข้าใจความหมาย ท่ีติดอยู่ กบั ตัวอักษรหรือตวั หนังสือ พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ และ คณะ (2539 : 45) กล่าวว่า การอ่าน คือ การแปลความหมายของ ตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และนำความคิดไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ดังน้ันหัวใจของการอ่านอยู่ที่การเข้าใจ ความหมายของคำ ศรีสุดา จริยากุล (2545 : 5) ให้ความหมายของการอ่านไว้ใน “ความเข้าใจท่ัวไปเก่ียวกับการอ่าน” ว่า “การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายของสารจากลายลักษณ์อักษร ซ่ึงอาจจะเป็น การอ่านในลักษณะการ อ่านออกเสียง หรือการอ่านในใจกไ็ ด”้ ทพิ ย์สุเนตร อนัมบุตร (2551 : 5) ใหค้ ำจำกัดความวา่ การอ่าน คือ การรบั สารในการใช้ภาษาไม่ว่าจะ เป็นภาษาใด ย่อมประกอบดว้ ย 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายส่ง > สาร > ฝา่ ยรับ ฝ่ายส่งสารยอ่ มส่งโดยการพูดหรอื การเขียน ฝ่ายรบั สารจงึ รับไดโ้ ดยการฟังหรือการอ่าน นอกจากความหมายของการอ่านที่ได้กล่าวมานี้แล้ว ยังมีนักการศึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนอ่านและ ด้านการอ่านชาวต่างประเทศ ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ ดังตอ่ ไปนี้ อัลเฟรด สเตปเฟอรุด (Alfred Stefferud, 1953 : 84) ให้คำจำกัดความของการอ่านไว้ว่า เป็นการ กระทำทางจติ ใจ ทผ่ี ู้อ่านยอมรับความหมายจากความคิดเหน็ ของบุคคลอืน่ จอร์จ ดี. สปาช และ พอล ซี. เบิร์ก (George D. Spache and Paul C. Berg, 1955 : 3-4) กล่าวว่า การอ่าน เป็นการผสมผสานระหว่างทักษะหลายชนิด เพ่ือสร้างความเข้าใจ โดยเป็นไปตามจุดประสงค์ตาม ตอ้ งการ และวิธกี ารของผู้อา่ น พอล ดี. ลิดดี (Paul D. Leedy, 1965 : 3) ให้นิยามการอ่านไว้ว่า คือ การรวบรวมความคิดและ ตคี วามหมาย ตลอดจนประเมินคา่ ความคิดเหลา่ นน้ั ที่ปรากฏอยตู่ ามสง่ิ พิมพแ์ ต่ละหน้า เอดการ์ เดล (Edgar Dale, 1956 : 89) ให้ความหมายไว้ว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการคน้ หา ความหมายจากสิ่งพิมพ์ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่านา แตล่ ะประโยค หรือแตล่ ะย่อหนา้ เทา่ น้ัน แตผ่ ้อู ่านตอ้ งเข้าใจความคิดน้ัน ๆ ด้วย มอร์ติเมอร์ เจ. แอดเลอร์ (Mortimer J. Adler, 1959 : 27) กล่าวว่า การอ่าน ห มายถึง กระบวนการตีความหมาย หรือสร้างความเข้าใจจากตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อ่ืน ๆ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจมากข้ึน กระบวนการต่าง ๆ ท่ีกอ่ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจน้ี เรียกวา่ ศลิ ปะในการอ่าน กูดแมน (Goodman, 1970 : 5-11) ได้ให้คำจำกัดความของการอ่านว่า “การอ่านเป็นกระบวนการที่ สลับซบั ซ้อนเกีย่ วกับการแสดงปฏิกิรยิ าร่วมกัน ระหว่างความคิดและภาษา เนื่องจากผู้อา่ นจะตอ้ งพยายามสร้าง ความหมายขึ้นจากตัวอักษร การอ่านจึงเปน็ กระบวนการท่ีต้องใช้ความคดิ อยู่ตลอดเวลา ผอู้ ่านจะต้องอาศัยการ พินิจพิจารณาสิ่งท่ีปรากฏอยู่ในข้อความที่อ่าน เพ่ือใช้เป็นเครอื่ งช่วยในการเลือกความหมายที่เหมาะสมที่สุดจาก เน้อื ความทีอ่ ่าน จากคำจำกัดความนิยามดังกล่าวมาแล้ว อาจสรุปและเพิ่มเติมความหมายของการอ่านได้ว่า การอ่าน เปน็ พฤตกิ รรมการสนทนาโต้ตอบระหว่างผู้อ่านกบั ผ้เู ขียน เป็นกระบวนการของการรับรแู้ ละเข้าใจสาระทเ่ี ขียนข้ึน
17 เป็นการรวบรวมความคิด ตีความ ทำความเข้าใจในส่ิงท่ีอ่าน เพ่ือพัฒนาตนเองท้ังในด้านสติปัญญา อารมณ์ และ สังคม ประโยชนข์ องการอ่าน หนังสอื ท่ีดี ย่อมให้คุณค่าแก่ผู้อา่ นเสมอ ไมว่ ่าจะเป็นหนังสือทางวิชาการ หรือเรื่องอ่านเล่น ทันทีท่ีหยิบ หนังสือขน้ึ มาอา่ น แม้จะเพียง 2-3 นาที ผู้อา่ นกจ็ ะ “ได”้ ประโยชนไ์ ม่ด้านก็ด้านหน่งึ เช่น ประโยคที่ไพเราะ ประทับใจ มีข้อคิดซึ่งอาจแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกอยู่นาแล้ว ประโยชน์ของ การอ่านมีหลายประการ ดังที่ เทือก กุสุมา ณ อยธุ ยา (2511 : 47) กล่าววา่ การอ่านหนังสอื มีประโยชน์ ดงั นี้ 1. ประโยชน์ในฐานที่เป็นวรรณคดี คือ ผู้อ่านได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์สะเทือน ใจ และความนึกฝนั ไปตามทอ้ งเร่ือง 2. ประโยชน์อันเกิดแก่ผู้เขียนเอง ได้แก่ การระบายอารมณ์ การแสดงความคิด การให้ทัศนะ หลักเกณฑช์ ีวติ แกผ่ ู้อ่าน 3. ประโยชน์ในฐานที่เป็นเคร่ืองบันเทิง ทั้งยังมีการประยุกต์เป็นละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เปน็ ต้น 4. ประโยชน์ในดา้ นความรู้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ ภูมฐิ านสงา่ ของบา้ นเมอื ง วัฒนธรรม ฯลฯ หรือ เป็นส่ิงสะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตในเร่ืองที่แต่งก็ได้ เช่น เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ จะทำให้ผู้อ่านทราบรายล เอยี ดของชวี ิตไดด้ ีกว่าหนังสอื ประวตั ศิ าสตร์ 5. ประโยชนใ์ นดา้ นภาษา ผู้อ่านจะได้รับรสไพเราะทางภาษา ทร่ี อ้ ยกรองไว้อยา่ งประณีตบรรจงแลว้ 6. ประโยชน์ทางด้านคติธรรม เป็นเครื่องชำระจิตใจผู้อ่าน ยกระดับจิตใจให้สูงขนึ้ ถ้าเป็นวรรณคดีท่ี ดี 7. ประโยชน์ทางการเมือง อาจทำให้การเมืองผันแปรได้ โดยผู้แต่งใช้นวนิยายเป็นสื่อคัดค้านความอ ยุตธิ รรม และทำใหผ้ ู้อา่ นเหน็ ด้วยได้ ฐะปะนยี ์ นาครทรรพ และ คณะ (2546 : 56-57) กล่าวถึงประโยชนข์ องการอ่าน สรุปได้ดังนี้ 1. ทำใหม้ คี วามรูใ้ นวิชาการดา้ นตา่ ง ๆ อาจเป็นความรู้ทวั่ ไป หรอื ความร้เู ฉพาะดา้ นก็ได้ 2. ทำให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ซ่งึ นอกจากจะทำให้รทู้ ันข่าวสารบ้านเมืองและสภาพการณ์ต่าง ๆ ในสมัยสังคมท้ังภายในและภายนอกประเทศแล้ว ยังจะได้ทราบข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง บทความวิจารณ์ ตลอดจนการโฆษณาสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการปรับความเป็นอยู่ให้เหมาะสม สอดคลอ้ งกับสภาพสงั คมของตนในขณะนนั้ 3. ทำให้ค้นหาคำตอบที่ต้องการได้ การอ่านหนังสือจะช่วยตอบคำถามที่เราข้องใจ สงสัยต้องการรู้ได้ เช่น อา่ นพจนานกุ รม เพ่ือหาความหมายของคำ อ่านหนงั สอื กฎหมาย เพือ่ ต้องการรขู้ อ้ ปฏบิ ัติ เป็นตน้ 4. ทำให้เราเกิดความเพลิดเพลิน การอ่านหนังสือท่ีมีเนื้อหาดี น่าอ่าน น่าสนใจ ย่อมทำให้ผู้อ่านมี ความสุขความเพลิดเพลนิ เกิดอารมณ์คลอ้ งตามอารมณ์ของเร่ืองน้ัน ๆ ผ่อนคลายความตึงเครียด ได้ข้อคิด และ ยังเป็นการยกระดบั จติ ใจผอู้ า่ นใหส้ ูงขนึ้ ไดอ้ กี ดว้ ย
18 5. ทำให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน ผู้ท่ีอ่านหนังสือสม่ำเสมอ ย่อมเกิดความชำนาญในการ อ่าน สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องราวท่ีอ่านได้ง่าย จังใจความได้ถูกต้อง เข้าใจประเด็นสำคัญของเร่ือง และ สามารถประเมนิ คุณค่าเรอ่ื งที่อา่ นไดอ้ ย่างสมเหตุสมผล 6. ทำให้ชีวิตมีพัฒนาการเป็นชีวิตท่ีสมบูรณ์ ผู้ที่อ่านมากย่อมรู้เร่ืองราวต่าง ๆ มาก เกิดความรู้ ความคิดท่ีหลากหลายกว้างไกล สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้ชีวิต มีคุณค่าและมี ระเบียบแบบแผนท่ดี ยี ิง่ ข้นึ 7. ทำให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเสริมสร้างบุคลิกภาพ ผู้อ่านมากย่อมรอบรู้มาก มีข้อมูลต่าง ๆ ส่ังสมไว้มาก เม่ือสนทนากับผู้อ่ืนย่อมมีความม่ันใจไม่ขัดเขิน เพราะมีภูมิรู้ สามารถถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ แก่ผูอ้ ่ืนในทางที่กอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์ได้ ผ้รู อบรู้จงึ มักได้รบั การยอมรับ และเป็นท่ีเช่อื ถอื จากผ้อู นื่ การอ่านหนังสือจะให้ประโยชน์มากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับการ “อ่านเป็น” ซ่ึงจะต้องฝึก การอ่าน อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความเข้าใจ ความซาบซ้ึง รู้จักวิเคราะห์ และเกิดความคิดจากการอ่านหนังสือ ซึ่งถือว่า สำคัญมาก ดังท่ี รัญจวน อินทรกำแหง (2518 : 36-37) กล่าวไว้ในวรรณกรรมวิจารณ์ ตอที่ 2 ว่า “...การ อ่านหนังสือท่ีจะได้รับ “ค่า” ของหนังสือจริง ๆ นั้น ต้องอ่านให้ได้ “ความคิด” ที่แฝงอยู่เบื้องหลังตัวหนังสือ นน้ั มฉิ ะนน้ั แล้ว การอ่านน้นั ก็หาความหมายอันใดไม่ และก็เปน็ ท่ีน่าเสยี ดายเวลาอันมีค่าที่จะเสยี ไปในการอ่าน นนั้ ...” การอ่านท่ีจะให้ผู้เรียนเกิด “ความคิด” จากหนังสือท่ีอ่านก็โดยการที่ครูหรือผู้ปกครองช่วยชี้แนะ หรือ ช่วยเลือกหนังสืออ่านให้เหมาะสมกับวัย เช่น เน้ือเร่ืองเป็นเรื่องราวท่ีอยู่ในความสนใจของเด็กตาวัยของเขา สำนวนภาษาที่เด็กในวัยน้ัน ๆ จะเขา้ ใจได้ ตัวละครเป็นบุคคลที่อยู่ในวัยเดียวกันหรอื ใกล้เคียงกัน ถ้าเป็นเช่นน้ัน เด็กจะเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ยิ่งอ่าน ยิ่งสนุก เปลื้อง ณ นคร (2538 : 16) ได้ยกคำของ จางจื้อ นกั ปราชญ์โบราณผู้มีช่ือเสียงของจีน มากล่าวไว้ใน “ศิลปะแห่งการอ่าน” ว่า “ถ้าในโลกน้ไี ม่มหี นังสือก็แล้วไป เถดิ แต่เม่ือหนงั สอื มอี ยู่ในโลก เรากค็ วรจะอา่ น” จดุ มงุ่ หมายในการอ่าน การอ่าน มีจุดประสงค์ท่ีกำหนดขึ้นตามความต้องการของผู้อ่าน ซ่ึงอาจต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพื่อ ประโยชน์เชิงวิชาการ หรืออ่านเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ การอ่านของแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันออกไป อาจจำแนกไดก้ วา้ ง ๆ ดังนี้ 1. อ่านเพ่ือหาความรู้หรือเพมิ่ พูนความรู้ เป็นความรู้จากหนงั สือประเภทตำราทางวชิ าการ สารคดที าง วชิ าการ การวิจัยประเภทต่าง ๆ หรือการอ่านผ่านส่ืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ การอ่านจากหนังสือท่ีมีสาระเดียวกัน ควร อ่านจากผู้เขียนหลาย ๆ คน เพ่ือเป็นการตรวจสอบความถูกต้อง แม่นยำของเนื้อหา ผู้อ่านจะมีความรอบรู้ ได้ แนวคิดท่ีหลากหลาย การอ่านเพือ่ ศึกษาหาความรนู้ ้ี เปน็ การอ่านเพอ่ื สัง่ สมความรูแ้ ละประสบการของผอู้ ่าน 2. อ่านเพ่ือให้ทราบข่าวสาร ความคิด เป็นการอ่านเพ่ือให้ทราบข่าวสารความคิด เข้าใจแนวคิด ซึ่ง ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทบทวิจารณ์ข่าว รายงานการประชุม ผู้อ่านไม่เคยเลือกอ่านหนังสือท่ีสอดคล้องกับ
19 ความคดิ และความชอบของตน ควรเลอื กอ่านอย่างหลากหลาย จะทำให้มีมุมมอท่ีกว้างขึ้น จะช่วยให้เรามีเหตุผล อ่ืน ๆ มาประกอบการวิจารณ์ วิเคราะห์ ไดล้ ุ่มลกึ มากขึน้ 3. อ่านเพ่ือความเพลิดเพลิน หรอื เพ่อื ความบันเทิง ความชน่ื ชม การอา่ นเป็นอาหารใจ ใหเ้ กิดความ บันเทิงใจ อ่านแล้วเกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ท่ีได้จากการอ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดี เช่น นวนิยาย เรื่องส้ัน เรื่องแปล การ์ตูน หรืออ่านบทละคร อ่านบทกวีนิพนธ์ บทเพลง บทขำขัน เป็นต้น นอกจากจะ เพลดิ เพลินไปกับภาษาและเรอื่ งราวทีส่ นุกสนานแลว้ ยังไดค้ วามรู้ และคติข้อคิดควบค่ไู ปดว้ ย 4. อา่ นเพื่อพัฒนาวิจารณญาณและค่านิยม การอา่ นเพ่ือพัฒนาวิจารณญาณและคา่ นยิ ม จะเกี่ยวขอ้ ง กับการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนในระดับท่ีสูงข้ึน และมีการเพ่ิมพูนมวลประสบการณ์ทางโลกและชีวิตท่ี เจนจัดมากขึ้น นักเรียนจึงจะเข้าใจคติธรรมที่แทรกอยู่ในวรรณกรรมที่อ่าน ด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่าง สมเหตุสมผล สามารถเลือกและประยุกต์ส่ิงที่มีคุณค่ามาพัฒนาตนเองให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า สามารถ รับใช้สังคมประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ตามกำลังสติปัญญาที่ เพ่ิมพูนขึ้น อันสบื เนื่องมาจากนกั เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ สภาพแวดล้อมของชีวิตในด้านท่ีเป็นสัจธรรมความ จริงสมบรู ณข์ ึน้ (กุสมุ า รกั ษมณี และคณะ, 2536 : 79) 5. การอ่านเพื่อกิจธุระหรือประโยชน์อื่น ๆ การอ่านเพ่ือกิจธุระอ่ืน ๆ นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายท่ี กล่าวมาแล้ว เป็นการอ่านเพื่อประโยชน์เฉพาะกิจ เช่น อ่านแบบฟอร์มชนิดต่าง ๆ อ่านหนังสือสัญญาเงินกู้ จำนอง และซ้ือขาย อ่านใบสมัครและระเบียบการ อ่านคำส่ังและสัญญาณบง่ บอกท่ีมคี วามหมายต่าง ๆ เป็นต้น เราถือว่าสารเหล่านี้จะมีแบบแผนและรายละเอียดเฉพาะกลุ่ม เฉพาะองค์การ หรือเฉพาะสังคม ซ่ึงการ ติดต่อส่ือสารในโลกปัจจุบัน เราไม่อาจหลีกเล่ียงการอ่านส่ิงเหล่าน้ีได้เลย หากอ่านผิดพลาดหรือไม่เข้าใจ วตั ถปุ ระสงคท์ แี่ ทจ้ รงิ อาจกอ่ ใหเ้ กิดความเสียหาย หรอื เสยี ผลประโยชน์ของเราได้ นอกจากน้ี ยังมีผู้อ่านหลายท่านที่นิยมอ่านหนังสือเพ่ือเสริมโลกทรรศน์ของตนเอง ให้ทันสมัยรู้ทัน เหตุการณ์ความเคล่ือนไหวในสังคม เช่น นักธุรกิจ จำเป็นต้องอ่านบทความหรือข่าวเศรษฐกิจจากหนังสือพิมพ์ วารสาร แ ละนติ ยสาร ท่เี ก่ียวข้องกับงานของตนอย่ตู ลอดเวลา เพ่อื เพม่ิ พูนประสทิ ธภิ าพในการทำงาน และการ ตดั สินใจท่ีสอดคลอ้ งกับสถานการณ์ต่าง ๆ บางท่านสนใจอ่านติดตามข่าวสารการเมอื ง การปกครอง หรือประวัติ บคุ คล และบทบาทของเขาท่ีกำลังดำเนินอยใู่ นสงคม เชน่ ผู้นำประเทศ ผู้นำความคิดทางสังคม เพ่ือประโยชน์ ในการสมาคมกับผู้อ่ืน จะช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพของเขาให้น่านิยมศรัทธามากย่ิงขึ้น เพราะเป็นผู้ที่มีโลกทรรศน์ ดกี ว่าผู้ทีไ่ ม่สนใจอา่ น หรือตดิ ตามเหตุการณเ์ หล่านเี้ ลย กล่าวโดยสรุป จุดประสงค์ของการอ่านแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามความต้องการ ผู้อ่านจะกำหนด จุดประสงค์ของการอ่าน เพื่อตอบสนองความต้องการโดยเฉพาะของตนเอง การอ่าน แต่ละครั้งย่อม กอ่ ให้เกดิ ประโยชนแ์ กผ่ ู้อ่านทัง้ สนิ้ ข้อควรคำนงึ สำหรับผู้ท่ีอยู่ในวยั เรียน คอื ควรใช้วิจารณญาณในการเลือกเร่ือง ทีจ่ ะอ่าน และรู้จักแยกแยะ นำสิ่งท่เี ปน็ ประโยชนจ์ ากการอ่านไปใช้ในการประอบกจิ กรมที่เก่ียวขอ้ งกับการดำเนิน ชีวิตในแต่ละด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจัดเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ของการอ่านให้บรรลุ จุดมงุ่ หมายแต่ละขอ้ ตามที่กลา่ วมา
20 ประเภทของการอา่ น การอ่านสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ทัง้ น้ีขึ้นอยู่กับวา่ จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ถ้า หากพจิ ารณาการอ่านโดยดจู ากจุดมงุ่ หมายของผู้อ่านเป็นหลัก เราอาจจะแบง่ ได้ ดังน้ี (อมั พร ทองใบ, 2540 : 18-19) 1. อ่านผ่าน ๆ หรืออ่านเอาเร่ือง ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความสนใจของผู้อ่าน เช่น การพลิกตำราบางเล่ม เพ่ือดูว่าเนื้อหาครอบคลุมเรื่องที่จะค้นคว้าหรือไม่ อาจจะอ่านเพียงหัวเรื่องหรืออ่านหน้าสารบัญ หรืออ่านหน้า ผนวกทา้ ยเล่ม เปน็ ตน้ 2. การอ่านในใจ เป็นการอ่านเพ่อื เกบ็ ใจความและเพื่อทำความเขา้ ใจ เป็นการอ่านเพื่อแสวงหาความรู้ ความบันเทิงให้แก่ตนเอง ผู้อ่านจะต้องมีความรู้เก่ียวกับคำศัพท์ และสามารถเข้าใจเร่ืองราวที่ได้อ่านโดยตลอด การอ่านหนังสือเม่ืออ่านไปโดยตลอดก็พอจะเก็บใจความได้ว่า เร่ืองที่อ่านมีเน้ือหาเรอ่ื งราวว่าอย่างไร หากมีบาง ตอนท่ีอาจจะไม่เข้าใจ เพราะเรอื่ งที่อา่ นนัน้ ยากเกินความรขู้ องผู้อ่านทีจ่ ะทำความเข้าใจได้ ผู้อ่านควรจะพยายาม เอาชนะดว้ ยการอ่านอยา่ งมสี มาธิ และรับรคู้ วามหมายทกุ ถอ้ ยคำจนเกิดความเข้าใจเน้อื เรื่องไดต้ ลอด สอางค์ ดำเนนิ สวัสด์ิ และคณะ (2546 : 88) แบง่ ลักษณะการอ่านเป็น 5 ชนดิ คือ 1. การอ่านอย่างคร่าว ๆ เป็นการอ่านเพ่ือสำรวจว่า ควรจะอ่านหนังสือเล่มน้ีอย่างละเอียดต่อไป หรอื ไม่ โดยอา่ นเพยี งชื่อเรือ่ ง หัวขอ้ เร่ือง ชื่อผู้แต่ง คำนำ หรอื การอ่านเนือ้ หาบางตอนโดยรวดเรว็ 2. การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านเพื่อเก็บแนวคิดท่ีต้องการ และอ่านข้ามตอนท่ีไม่ ต้องการ 3. การอ่านเพ่ือสำรวจเน้ือหา เป็นการอ่านเพื่อทำเป็นบันทึกย่อ หรือทบทวนเพื่อสรุปสาระสำคญั ของ เรื่องทั้งหมด 4. การอา่ นเพื่อศกึ ษาอยา่ งลกึ ซึง้ เปน็ การอา่ นละเอียด เพอ่ื ให้เขา้ ใจเรื่องท่ีอ่านอยา่ งชัดเจน 5. การอ่านเพื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ เป็นการอ่านละเอียด เพื่อวิเคราะห์เน้ือหาว่ามีความหมายและมี ความสำคญั อย่างไร รวมทัง้ แสดงความคิดเหน็ อยา่ งมเี หตผุ ลเกีย่ วกับเรอื่ งทีอ่ ่าน การอ่านแต่ละชนิดมีจุดประสงค์ต่างกัน และใช้เนื้อหาต่างกัน ผู้อ่านควรพิจารณาว่า ใช้การอ่านใน ลกั ษณะใดบ้างในชีวิตประจำวนั และพิจารณาวา่ ตนมปี ระสทิ ธภิ าพในการอา่ นหรอื ไมโ่ ดยใช้เกณฑ์ข้นั ตน้ ดงั นี้ 1. เข้าใจรายละเอยี ดของเนอ้ื เรอ่ื ง 2. จับใจความสำคัญของเร่อื งได้ 3. สรุปความคดิ หลักของเร่อื งได้ 4. ลำดบั ความคดิ ในเร่ืองได้ 5. คาดคะเนเหตกุ ารณ์ท่ีไม่ปรากฏในเรื่อง หรอื เหตุการณท์ ่จี ะเกดิ ข้นึ ต่อไปได้
21 นอกจากการเบ่งประเภทของการอ่าน ตามเกณฑ์ที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีการแบ่งประเภทท่ีแตกต่างกัน ไปอกี ดังเช่น สุนันทา ม่ันเศรษฐวิทย์ (2551 : 17 : 20) ไดแ้ บ่งประเภทของการอ่านไว้ 4 ประเภท แต่ละประเภทมี จดุ มุ่งหมายของการใช้ท่แี ตกตา่ งกัน ดังนี้ 1. การอ่านเคร่า ๆ จุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้ เพ่ือค้นหาเอกสารอ้างอิงสำหรับใช้ในการ ค้นคว้า หรือการหาส่อใหม่ ๆ ในห้องสมุด นอกจากน้นั ยังเป็นการค้นหาคำสำคัญที่เก่ยี วข้องกับเรอ่ื งใหม่ ๆ เพื่อ รวบรวมความคิดของผู้เขียน อีกทั้งยังใช้เพ่ือการอ่านสันทนาการ ได้แก่ การอ่านวารสารบันเทิง การอ่าน เร่อื งราวตา่ ง ๆ ท่ีให้ความสนกุ สนานเพลิดเพลิน วิธีการอ่าน ผู้อ่านจะใช้การเคล่ือนสายตาอย่างรวดเร็ว จากบรรทัดบนสุดสู่บรรทัดล่าง โดยข้ามคำ กลุ่มคำ และประโยคท่ไี ม่สำคัญ เพอื่ ตรวจดูเฉพาะหัวข้อหรอื คำสำคัญ หรือคำตอบตามทีต่ อ้ งการ โดยสงั เกตคำ ทีข่ ีดเส้นใต้ หรอื คำท่เี ป็นตวั หนา 2. การอ่านเร็ว จุดประสงค์ของการอ่านเร็ว เพื่อเป็นการทบทวนสารที่อา่ น อีกท้ังยังใช้เพื่อการค้นหา แนวคิดหลักและแนวคิดย่อย เป็นการนำข้อมูลจากสารท่ีอ่านไปใช้ประโยชน์ การอ่านวิธีน้ียังใช้เพื่ออ่านสารท่ีทำ ให้เกดิ ความเพลิดเพลนิ เชน่ การอา่ นนิทาน นยิ าย นวนิยาย และสื่อการอา่ นอ่ืน ๆ ทีช่ ่วยใหผ้ ู้อ่านไดร้ บั การผอ่ น คลายทางจติ ใจ วิธีการอ่าน ผู้อ่านจะเคล่ือนสายตาอย่างรวดเร็ว จากซ้ายไปขวา โดยไม่เคล่ือนใบหน้าเป็นการอ่านที่ใช้ การเคล่ือนตาอย่างรวดเร็ว โดยการรับรู้เป็นคำ เป็นกลุ่มคำ หรือประโยคเป็นการอ่านที่เร่งรีบ เพ่ือความเข้าใจ เรอ่ื งราวโดยใชเ้ วลาทจ่ี ำกดั 3. การอ่านปกติ จุดประสงค์ของการอ่านปกติ เพื่อค้นหาข้อมูลและตอบคำถามอาจใช้ในการทำ แบบฝึกหัด หรือการทำรายงาน อ่านแล้วจดบันทึกเพื่อสรุปเน้ือเร่ืองแต่ละตอน เป็นการอ่านเพื่อนำข้อมูลมาไข ปริศนา อ่านเพ่ือคำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดหลักกับแนวคิดย่อย การอ่านปกติมักจะใช้กับการ อ่านสารท่ีมีความยากง่ายอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งหมายความว่า ผู้อ่านรู้จักคำที่อยู่ในสารมากกว่าร้อยละ 70 และอา่ นได้ 250 คำ/นาที ตอบคำถามไดถ้ กู ตอ้ งรอ้ ยละ 60 ขึ้นไป วิธีการอ่าน ผู้อ่านจะเคล่ือนสายตาจากซ้ายไปขวา โดยมิได้เร่งรีบ เพ่ือรับรู้คำกลุ่มคำ ประโยค และ เรื่องท้ังหมด การอ่านปกติเป็นการอ่านโดยมิได้เร่งรัด แต่ต้องการความเข้าใจในเรื่องราวโดยมิได้พลาดประเด็น สำคัญ และตอ้ งการให้บรรลผุ ลตามจดุ ประสงค์มากกว่าทีจ่ ะเน้นในเรือ่ งของเวลา 4. การอ่านละเอียด จุดประสงค์ของการอ่านาเพ่ือตรวจรายละเอียดของเร่ืองในทุกประเด็น โดยไม่ พลาดความหมายของคำ กลุ่มคำ และประโยค นอกจากนนั้ ยงั เปน็ การประเมินค่าเร่ืองทอี่ ่านเรียงลำดับเหตุการณ์ แ ละติดตามทิศทางของเร่ือง เพื่อมิให้พลาดประเด็นสำคัญ สรุปเรื่องด้วยภาษาของตนเอง รวมทั้งวิเคราะห์การ นำเสนอผลงานของผู้เขียนได้อย่างถูกต้อง การอ่านวิธีนี้ยังใช้ประโยชน์ในการอ่านสารประเภทวรรณกรรมและ วรรณคดีอย่างละเอียด เพ่ือให้เกิดความเข้าใจและเกิดความซาบซึ้งในการใช้ภาษา การวิเคราะห์รูปแบบ ตลอดจนลักษณะของการใช้ภาษา คุณค่าทีไ่ ด้รบั ทางภาษาจำเปน็ ต้องใชก้ ารอา่ นอย่างละเอียดเช่นกนั
22 วิธีการอ่าน ผู้อ่านจะเคล่ือนสายตา ผ่านทุกตัวอักษรของคำ กลุ่มคำ และประโยคทำความเข้าใจ ความหมายทั้งทางตรงและทางนัย เพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการ สารท่ีใช้วิธีอ่านประเภทนี้ มักจะเป็นสารวิชาการ ใช้ภาษาท่ียากและมีเร่ืองราวซับซ้อน ซ่ึงต้องใช้เวลาในการอ่านมากกว่าการอ่านประเภท อน่ื ๆ เพราะต้องการความละเอียดรอบคอบ กล่าวโดยสรุป การอ่านเป็นการรับรู้ความหมายของสาร การอ่านมีความสำคัญเพราะเป็นเครื่องมือ แสวงหาความรู้และความบันเทิง ผู้อ่านแต่ละคนจะมีจุดมุ่งหมายในการอ่านไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่านเพื่อ แสวงหาความรู้ บางคนชอบอ่านเพื่อแสวงหาความบันเทิง และบางคนอ่านเพื่อนำความรู้จากการอ่านไปใช้เพ่ือ ประโยชน์อื่น ๆ การแบ่งประเภทของการอ่าน สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไร เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา อาจแบง่ โดยพิจารณาจดุ มุ่งหมายเป็นหลกั หรอื อาจแบ่งโดยพจิ ารณาจากลักษณะการ อา่ นเป็นหลัก คือ การอ่านในใจ แลการอ่านออกเสียง โดยจะมีวธิ ีการอ่านแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตามการ อ่านจะบรรลุจุดประสงค์ได้ ผู้อ่านควรมีจุดหมายในการอ่าน และเข้าวิธีท่ีจะอ่าน เพื่อให้ได้ประโยชน์สมตาม ความมุง่ หมาย กจิ กรรมส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึง การกระทำต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจที่จะอ่าน เห็น ความสำคัญของการอ่าน เกิดความเพลิดเพลินท่ีจะอ่าน เกิดความมุ่งม่ันที่จะอ่าน และอ่านจนเป็นนิสัย ท้ังน้ี การ อ่านหนังสือเป็นทักษะสำคัญทักษะหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพราะการอ่านหนังสือจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเรา ได้เป็นอย่างดีย่ิง เม่ือคนเราอ่านหนังสือจะเกิดความสามารถสร้างความรู้ อารมณ์ จินตนาการ และ ความ เพลิดเพลิน การที่เด็กจะเกดิ ทักษะการอ่านหนังสือได้น้ันจำเป็นจะตอ้ งอาศัยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่าย ท้ัง ครอบครัว โรงเรียนและชมุ ชน ในการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ การอ่านให้แก่เด็ก
23 กิจกรรมส่งเสริมการอา่ นคือ การกระตนุ้ ด้วยวธิ ีการต่างๆ เพ่อื ให้ผู้อ่านสนใจการอ่านจนกระทั่งมีนิสัยรกั การอา่ น และได้พฒั นาการอา่ นจนกระทัง่ มคี วามสามารถในการอ่าน นำประโยชนจ์ าการอ่านไปใชไ้ ด้ตรงตาม วัตถปุ ระสงค์ของการอา่ นทุกประเภท (ฉววี รรณ คหู าภนิ ันทน์, 2542 : 93) กรมวิชาการ (อ้างถึงใน ฉวีวรรณ คูหาภินนั ทน์, 2542 : 93) ใหค้ วามหมายว่า กิจกรรมส่งเสรมิ การอ่าน คือ การกระทำเพื่อ 1. เร้าใจบคุ คลหรือบุคคลท่ีเป็นเป้าหมายให้เกิดความอยากรู้ อยากอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนงั สอื ท่ีมี คุณภาพ 2. เพื่อแนะนำชกั ชวนใหเ้ กดิ ความพยายามทจ่ี ะอ่านให้แตกฉาน สามารถนำความรจู้ ากหนงั สือไปใช้ ประโยชน์ เกดิ ความเข้าใจในเรือ่ งต่างๆ ดีข้นึ 3. เพอ่ื กระตุ้น แนะนำให้อยากรู้ อยากอ่านหนงั สือหลายอยา่ ง เปิดความคดิ ใหก้ วา้ ง ให้มกี ารอ่านต่อเนื่อง จนเป็นนสิ ยั พัฒนาการอ่านจนถึงขน้ั ท่ีสามารถวเิ คราะหเ์ ร่ืองท่ีอ่านได้ 4. เพือ่ สรา้ งบรรยากาศท่ีจูงใจให้อ่าน ดงั น้ัน สามารถกล่าวได้ว่า กจิ กรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึงกิจกรรมตา่ งๆท่หี ้องสมดุ จัด ข้นึ เพ่ือสง่ เสรมิ ให้ เกดิ การอา่ นอย่างต่อเน่อื งจนกระทั่งเปน็ นสิ ยั รักการอา่ น เช่น การเลา่ นิทาน การเชิดหุน่ การแสดงละคร การ แนะนำหนังสือทีน่ ่าสนใจ เป็นตน้ ลักษณะของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ดี 1. เร้าความสนใจ เชน่ การจัดนิทรรศการท่ีดึงดคู วามสนใจ การตอบปัญหา มีรางวลั ต่างๆ การใช้ส่ือ เทคโนโลยีใหม่ๆเขา้ มาช่วย 2. จงู ใจให้อยากอา่ นและกระต้นุ ให้อยากอา่ น เชน่ ข่าวท่ีกำลงั เปน็ ที่สนใจ หรอื หวั ขอ้ เรื่องที่เป็นทสี่ นใจ เชน่ การวิจัย การเตรียมตวั สอบ การสมัครงาน เป็นตน้ 3. ไม่ใช้เวลานาน ความยากง่ายของกิจกรรมเหมาะสมกบั เพศ ระดับอายุ การศึกษา
24 4. เปน็ กิจกรรมที่มงุ่ ไปสู่หนงั สือ วสั ดุการอ่าน โดยการนำหนงั สือหรอื วัสดกุ ารอ่านมาแสดงทกุ ครั้ง 5. ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน แฝงการเรยี นรตู้ ามอัธยาศัยจากการรว่ มกจิ กรรมดว้ ย ความหมายและความสำคญั ของหอ้ งสมดุ หอ้ งสมดุ ประชาชน หมายถึง ห้องสมุดท่ีตั้งข้นึ เพือ่ ให้บริการแก่ประชาชน โดยไม่จำกัด เพศ วยั เชื้อชาติ ศาสนา และพ้ืนความรู้ ใหบ้ ริการสารสนเทศครบทุกหมวดวิชา และอาจมกี ารบรกิ ารบางเร่อื งเปน็ พิเศษ ตามความต้องการของท้องถน่ิ และจะจัดให้บริการแก่ประชาชนโดยไมค่ ดิ มลู คา่ บทบาทหนา้ ทขี่ องห้องสมดุ ประชาชน มี 3 ประเภท คือ 1. หน้าทีท่ างการศกึ ษา ห้องสมดุ ประชาชนเปน็ แหล่งให้การศกึ ษานอกระบบโรงเรยี น มีหนา้ ท่ใี ห้ การศึกษาแกป่ ระชาชนทว่ั ไป ทกุ ระดับการศึกษา 2. หน้าที่ทางวฒั นธรรม ห้องสมดุ ปะชาชนเปน็ แหลง่ สะสมมรดกทางปัญญาของมนษุ ย์ ท่ีถา่ ยทอดเป็น วัฒนธรรมท้องถิ่น ท่ีห้องสมุดต้ังอยู่ 3. หน้าทท่ี างสังคม หอ้ งสมุดประชาชนเปน็ สถาบันทางสงั คมไดร้ ับเงินอุดหนนุ จากรัฐบาลและท้องถ่นิ มา ดำเนนิ กจิ การ จึงมหี นา้ ที่ แสวงหาข่าวสารขอ้ มลู ทม่ี ปี ระโยชนม์ าบริการประชาชน ห้องสมดุ ประชาชนในประเทศไทยมีหน่วยงานต่างๆรับผิดชอบ ดงั น้ี 1. หอ้ งสมุดประชาชนสังกดั กระทรวงศึกษาธิการ สงั กดั กรมการศึกษานอกโรงเรียน ได้แก่ หอ้ งสมดุ ประชาชนระดบั จงั หวัด และระดบั อำเภอ นอกจากน้ีกรมการศกึ ษานอกโรงเรยี นยังได้จดั ที่อา่ นหนังสือประจำ หมบู่ ้าน ทอ่ี ่านหนังสือในวดั และหอ้ งสมดุ เคล่ือนที่ 2. ห้องสมดุ ประชาชน สงั กัดกรงุ เทพมหานคร มที ้งั หมด 12 แหง่ ได้แก่ หอ้ งสมุดประชาชนสวนลุมพินี ห้องสมดุ ประชาชนซอยพระนาง ห้องสมุดประชาชนปทุมวัน ห้องสมุดประชาชนอนงคาราม ห้องสมดุ ประชาชนวัด สังขก์ ระจาย ห้องสมดุ ประชาชนบางเขน หอ้ งสมุดประชาชนบางขุนเทยี น ห้องสมดุ ประชาชนวัดรัชฎาธิษฐาน วรวหิ ารตลิ่งชัน หอ้ งสมุดประชาชนประเวช ห้องสมดุ ประชาชนวัดลาดปลาเคา้ ห้องสมดุ ประชาชนภาษีเจรญิ หอ้ งสมุดประชาชนวัดราชโอรส 3. ห้องสมดุ ประชาชนของธนาคารพาณิชย์ เป็นหอ้ งสมดุ ท่ีธนาคารพาณิชย์เปิดข้นึ เพื่อบริการสังคม และ เพ่อื ประชาสัมพันธ์กจิ การของธนาคารใหเ้ ป็นท่รี ้จู กั แพรห่ ลาย เช่น ห้องสมดุ ประชาชนของธนาคารกรุงเทพจำกัด 4. ห้องสมดุ ประชาชนของรฐั บาลตา่ งประเทศ โดยได้รบั การสนับสนุนจากรฐั บาลตา่ งประเทศ เช่น ห้องสมดุ บริตชิ เคาน์ซลิ ของรัฐบาลสหราชอาณาจกั ร ที่ต้ังอยู่บรเิ วณสยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร 5. หอ้ งสมดุ ประชาชนเสียคา่ บำรงุ ห้องสมดุ ประชาชนประเภทนีใ้ หบ้ รกิ ารเฉพาะสมาชิกเทา่ นั้น โดยผู้ท่ี เปน็ สมาชิกจะต้องเสียค่าบำรุงตามระเบยี บของหอ้ งสมุด ได้แก่ หอ้ งสมุดนลี สนั เฮย์ ตง้ั อยูท่ ี่ถนนสรุ วิ งศ์ กรงุ เทพมหานคร
25 บทบาทและความสำคัญของห้องสมสุดต่อสังคมในด้านตา่ ง ๆ 1. เปน็ สถานทเี่ พื่อสงวนรักษาและถ่ายทอดวฒั นธรรม ห้องสมุดเป็นแหลง่ สะสมวิวัฒนาการของมนุษย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าไม่มีแหล่งคน้ คว้าประเภทหอ้ งสมุดเปน็ ศนู ย์กลางแล้ว ความรู้ต่างๆ อาจสูญหายหรือ กระจดั กระจายไปตามที่ต่างๆ ยากแก่คนรุ่นหลังจะตดิ ตาม 2. เปน็ สถานที่เพื่อการศึกษา ค้นควา้ วจิ ัย หอ้ งสมุดทำหน้าที่ใหก้ ารศึกษาแกป่ ระชาชนทุกรูปแบบ ทง้ั ใน และนอกระบบการศึกษา เริ่มจากการศึกษาข้นั พ้นื ฐานถงึ ระดับสงู 3. เป็นสถานที่สร้างเสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละความจรรโลงใจ ห้องสมดุ มหี น้าท่ีรวบรวมและเลือกสรร ทรพั ยากร สารสนเทศ เพื่อบริการแกผ่ ้ใู ช้ ซง่ึ เป็นสง่ิ ทีม่ คี ุณค่าผใู้ ชไ้ ดค้ วามคิดสร้างสรรค์ ความจรรโลงใจ นานาประการ เกดิ ประโยชนแ์ ก่ตนเองและสังคมต่อไป 4. เปน็ สถานท่ีปลูกฝงั นสิ ัยรักการอา่ นและการเรียนร้ตู ลอดชวี ติ ห้องสมดุ จะชว่ ยให้บุคคลสนใจในการอา่ น และรักการอา่ นจนเปน็ นิสยั 5. เปน็ สถานที่สง่ เสริมการาใชเ้ วลาวา่ งในเปน็ ประโยชน์ ห้องสมดุ เปน็ สถานทีร่ วบรวมสารสนเทศทุก ประเภท เพ่ือบริการแกผ่ ้ใู ช้ตามความสนใจและอ่านเพื่อฆา่ เวลา อา่ นเพอื่ ความเพลิดเพลิน หรืออ่านเพอ่ื สาระบนั เทงิ ได้ทั้งสนิ้ นบั วา่ เป็นการพักผ่อนอย่างมีความหมายและใหป้ ระโยชน์ 6. เปน็ สถานท่สี ่งเสรมิ ความเปน็ ประชาธิปไตย ห้องสมุดเป็นสาธารณะสมบตั ิ มีสว่ นสง่ เสรมิ ใหบ้ คุ คลรูจ้ กั สทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมือง กล่าวคอื เมื่อมสี ทิ ธิในการใชก้ ย็ ่อมมสี ทิ ธิในการบำรุงรักษารว่ มกันและใหค้ วามรว่ มมอื กบั หอ้ งสมุดดว้ ยการปฏิบัติตามระเบยี บ แบบแผนของหอ้ งสมุด ความหมายของส่ือส่ิงพมิ พ์ พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถานไดใ้ ห้ความหมายคาทเ่ี ก่ียวกบั “ส่อื ส่ิงพิมพ์”ไว้ว่า “สิง่ พมิ พ์ หมายถึง สมุด แผน่ กระดาษ หรือวตั ถุใด ๆ ทพ่ี มิ พข์ น้ึ รวมตลอดทงั้ บทเพลง แผนท่ี แผนผัง แผนภาพ ภาพวาด ภาพระบาย สี ใบประกาศ แผน่ เสียง หรือสง่ิ อ่ืนใดอนั มีลกั ษณะเชน่ เดียวกนั ” “สือ่ หมายถึง ก. ทาการติดต่อให้ถึงกนั ชักนาให้ รจู้ ักกัน น. ผู้หรอื สิง่ ที่ทาการตดิ ตอ่ ให้ถึงกนั หรือชักนาใหร้ ู้จักกนั ” “พมิ พ์ หมายถงึ ก. ถ่ายแบบ, ใช้เครื่องจักรกด ตวั หนงั สือหรือภาพ เป็นตน้ ใหต้ ดิ บนวัตถุ เช่น แผ่นกระดาษ ผ้า ทาใหเ้ ปน็ ตวั หนังสือหรือรูปรอยอย่างใด ๆ โดย การกดหรือการใช้พิมพห์ ิน เครื่องกล วธิ เี คมี หรอื วธิ ีอื่นใด อนั อาจให้เกิดเปน็ สง่ิ พิมพ์ขึ้นหลายสาเนา น. รปู , รูปร่าง, รา่ งกาย, แบบ” ดงั น้ัน “สอื่ ส่งิ พิมพ์” จึงมีความหมายว่า “สิ่งทพ่ี ิมพ์ข้นึ ไมว่ า่ จะเป็นแผ่นกระดาษหรือวตั ถุ ใด ๆ ด้วยวธิ กี ารตา่ ง ๆ อนั เกิดเปน็ ช้นิ งานทีม่ ีลกั ษณะเหมือน ต้นฉบบั ขนึ้ หลายสาเนาในปริมาณมากเพ่ือเปน็ ส่งิ ที่ ทาการตดิ ต่อ หรือชักนาให้บุคคลอนื่ ได้เห็นหรอื ทราบ ข้อความตา่ ง ๆ”
26 สิ่งพิมพ์เพ่ือการศกึ ษา หมายถึง สิ่งทพ่ี มิ พข์ ้นึ ในรูปแบบต่างๆ ท้ังหนงั สือ ตารา เอกสาร วารสารตา่ งๆ ที่ ให้ความรู้ เนอ้ื หาสาระทมี่ ปี ระโยชน์ เช่น หนังสือเรียนภาษาไทย ป. 6 หรืออาจเปน็ ชุดภาพประกอบการศึกษา เช่น ภาพประกอบการศึกษาชดุ อาหารไทย เปน็ ตน้ และสามารถนามาใช้ในการศึกษาได้ ความเป็นมา ส่ิงพิมพ์ถือได้ว่าเป็นส่ิงที่ความสำคัญย่ิงควบคู่มากับการพัฒนาการของมนุษยชาติ และจัดเป็นสื่อมวลชน ประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญมาตลอดนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในการถ่ายทอดความรู้วิชาการ และเพื่อการติดต่อ สื่อสารสาหรับมนุษยชาติ ดังคำจำกัดความของพจนี พลสิทธ์ิ (2536 : 3) สรุปความเป็นมาและความสาคัญของ สิ่งพิมพ์ ว่า “สิ่งพิมพ์” นับเป็นวัสดุท่ีแสดงถึงพัฒนา การความเจริญก้าวหน้าทางด้านสติปัญญา ของมนุษย์ ความคิด จินตนาการ เจตคติ ความฝัน ชีวิต วัฒนธรรม สงั คม เหตุการณ์ เร่ืองราวต่าง ๆ ของมนุษย์แต่ลายุคสมัย สามารถเก็บรักษาสืบทอดจาดชนรุ่นหน่ึงไปสู่ชนรุ่นหลัง ความคิดในเรื่องการพิมพ์น้ีนอกเหนือจาก เพ่ือเป็น เครื่องมือในการบันทึกความคิด จินตนาการ ความรู้ และเหตุการณ์ต่างๆ แล้วยังเป็นเคร่ืองแสดงให้เห็นว่าชนชาติ ต่าง ๆ ในโลกนล้ี ้วนมคี วามพยายามท่ีจะพัฒนาความคดิ ของตนให้เจริญก้าวหน้าทนั สมยั อย่างตอ่ เนื่อง ความคิดใน เร่อื งการพิมพ์ท่ีมีจุดประสงค์เรม่ิ แรกก็คงเพื่อให้มกี ารแพร่หลายเรื่องความคิด ความรู้ ไปสู่ชนรุน่ หลัง และเพ่ือให้มี หลาย ๆ สาเนาจะได้เก็บรักษาให้คงอยู่ได้นานปีนั้น ในยุคปัจจุบันชนรุ่นหลังได้สานต่อความคิดเร่ืองการพิมพ์ จนกระท่ังกลายเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย และซับซ้อน สามารถผลิตส่ิงพิมพ์ได้หลากหลายชนิดตอบสนอง วัตถุประสงค์ของมนษุ ยชาติได้กว้างขวางนอกเหนือจากส่อื ส่งิ พมิ พ์จะเปน็ ส่ือมวลชนที่มีความเก่ียวกันกับมนุษยชาติ มานานนับพัน ๆ ปี และมคี วามเก่าแกก่ ว่าสอ่ื มวลชนประเภทอนื่ ไมว่ ่าจะเปน็ วิทยุกระจายเสียง วิทยโุ ทรทัศน์ หรือ อนิ เตอร์เน็ต ซึ่งเป็นสื่อประเภทหนึ่งท่ีมีการใช้แพร่หลายไปทั่วโลกเช่นในปัจจุบันก็ตาม แต่สื่อส่ิงพิมพ์ก็ยงั เป็นสือ่ ที่ มีการใช้อย่างแพร่หลายเป็นท่ีนิยมของทุกชนชาติมิได้ย่ิงหย่อนไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อส่ิงพิมพ์ประเภทใดก็ตาม เช่น หนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสาร วารสาร หรือส่ิงพิมพ์ประเภทต่าง ๆ สาเหตุสาคัญที่ทาให้ส่ือสิ่งพิมพ์ยังเป็นท่ี นิยมแพร่หลายมาโดยตลอด ก็เพราะบุคคลสามารถเลือกอา่ นไดต้ ามความเหมาะสม อีกทั้งยังใช้เป็นเอกสารอ้างอิง ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
27 ประวตั ิการพิมพใ์ นประเทศไทย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรงุ ศรีอยุธยา ได้เริ่มแต่งและพิมพ์หนังสือคำสอนทางศาสนา คริสต์ ข้ึน และหลังจากน้ันหมอบรัดเลย์เข้ามาเมืองไทย และได้เริ่มด้านงานพิมพ์จนสนใจเป็นธุรกิจด้านการพิมพ์ ใน เมอื งไทย พ.ศ.2382 ไดพ้ ิมพ์เอกสารทางราชการเปน็ ช้ินแรก คือ หมายประกาศห้ามสูบฝ่นิ ซึ่งพระบาทสมเดจ็ พระ น่ังเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้จ้างพิมพ์จานวน 9,000 ฉบับ ต่อมาเม่ือวันท่ี 4 ก.ค.2387 ได้ออกหนังสือฉบับแรก ข้ึน คือ บางกอกรีคอร์ดเดอร์ (Bangkok Recorder) เป็นจดหมายเหตุอย่างส้ัน ออกเดือนละ 2 ฉบับ และใน 15 มิ.ย. พ.ศ.2404 ไดพ้ ิมพ์หนังสือเล่มออกจำหน่ายโดยซื้อลิขสิทธิจ์ าก หนังสือนิราศลอนดอนของหมอ่ มราโชทัยและ ไดเ้ ร่ิมตน้ การซ้ือขาย ลขิ สิทธิหน่ายในเมอื งไทย หมอบรัดเลยไ์ ดถ้ ึงแก่กรรมในเมืองไทยกิจการ การพิมพ์ของไทยจึง เริ่มต้นเป็นของไทย หลังจากนั้นใน พ.ศ.2500 ประเทศไทยจึงนา เคร่ืองพิมพ์แบบโรตารี ออฟเซท (Rotary off Set) มาใช้เป็นคร้ังแรก โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชนาเครื่องหล่อเรียงพิมพ์ Monotype มาใช้กับตัวพิมพ์ภาษาไทย ธนาคาร แหง่ ประเทศไทยได้จัดโรงพมิ พ์ธนบัตรในเมืองไทยข้นึ ใช้เอง ประเภทของส่อื ส่ิงพิมพ์เพ่ือการศึกษา สื่อสิง่ พิมพ์ประเภทหนังสือ 1. หนังสอื ตำรา เป็นส่ือที่พิมพ์เป็นเล่ม ประกอบด้วยเนื้อหาการเรียนการสอนโดยอธิบายเน้ือหาวิชาอย่างละเอียดชัดเจน อาจมีภาพถ่ายหรอื ภาพเขียนประกอบเพื่อเพ่ิมความสนใจของผู้เรียน หนังสือตาราน้ีอาจใช้เป็นสื่อการเรียนในวิชา น้นั โดยตรงนอกเหนือจากการบรรยายในชั้นเรยี น หรืออาจใช้เป็นหนงั สอื อา่ นประกอบหรือหนงั สืออา่ นเพิ่มเติมก็ได้ การใชห้ นังสือในการเรียนการสอนนับว่ามีประโยชน์แก่ผ้เู รยี นท้ังในด้านการศึกษารายบุคคลเพ่ือใหผ้ ู้เรียนสามารถ ใชอ้ า่ นในเวลาทีต่ อ้ งการ และในด้านเศรษฐกจิ เน่อื งจากสามารถใชอ้ า่ นได้หลายคนและเก็บไว้ได้เปน็ เวลานาน 2. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ เป็นสมุดหรือหนังสือที่พิมพ์ข้ึนโดยมีเน้ือหาเป็นแบบฝึกหัดหรือแบบฝึกปฏิบัติเพ่ือเป็นการเพิ่มทักษะหรือ ทดสอบผเู้ รียน อาจมเี นื้อหาในรปู แบบคาถามให้เลอื กคาตอบ หรือเป็นต้นแบบเพื่อใหผ้ ู้เรียนฝึกปฏิบตั ิตามโดยอาจ มรี ูปประกอบเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ า่ ยย่ิงขึ้น เช่น แบบคัดตวั อักษร ก ไก่ เปน็ ตน้ 3. พจนานกุ รม เป็นหนังสือที่มเี นอื้ หาเป็นคาศัพท์และคาอธิบายความหมายของคาศัพท์ แต่ละคานั้น โดยการเรียงตามลา ดับจากอักษรตัวแจกถึงตัวสุดท้ายของภาษาที่ต้องการจะอธิบาย คาศัพท์และคาอธิบายจะเป็นภาษาเดียวกันหรือ ต่างภาษาก็ได้ เช่น คาศัพท์ภาษาอังกฤษและมีคาอธิบายเป็นภาษาไทย หรือท้ังคาศัพท์และคาอธิบายต่างก็เป็น ภาษาองั กฤษ เปน็ ต้น 4. สารานุกรม เป็นหนังสือท่ีพมิ พ์ข้นึ เพื่ออธบิ ายหวั ขอ้ หรอื ขอ้ ความต่างๆ ตามลาดบั ของตัวอักษร เพอ่ื ให้ผอู้ ่านสามารถ คน้ ควา้ เพื่อความรู้และการอ้างองิ โดยมีรูปภาพ แผนภูมิ ฯลฯ ประกอบคาอธิบายใหช้ ดั เจนยงิ่ ขน้ึ 5. หนงั สือภาพและภาพชุดตา่ งๆ
28 เป็นหนังสือทป่ี ระกอบดว้ ยภาพต่างๆ ท่ีเปน็ เรือ่ งเดียวกันตลอดทั้งเลม่ สว่ นใหญ่จะเป็นหนังสือภาพที่พิมพ์ สอดสสี วยงาม เหมาะแก่การเก็บไว้ศึกษาหรือเปน็ ที่ระลกึ เชน่ หนงั สอื ภาพชดุ พระที่น่งั วิมานเมฆ หรือหนังสอื ภาพ ชดุ ทศั นียภาพของประเทศต่างๆ เป็นต้น 6. วทิ ยานิพนธ์และรายงานการวิจยั เปน็ สิง่ พมิ พ์ท่ีพมิ พอ์ อกมาจานวนไมม่ ากนักเพือ่ เผยแพรไ่ ปยงั ห้องสมดุ สถาบนั การศึกษาตา่ งๆ หรือ หน่วยงานท่เี กีย่ วข้องกบั งานวจิ ัยนัน้ เพื่อให้ผูส้ นใจใช้เป็นเอกสารคน้ ควา้ ข้อมลู หรือใช้ในการอ้างอิง 7. สิ่งพิมพ์ย่อส่วน (Microforms) หนังสือทเี่ ก่าหรอื ชารุดหรอื หนังสือพิมพท์ ่ีมอี ยู่เป็นจานวนมากย่อมไมเ่ ปน็ ที่สะดวกในการเกบ็ รกั ษาไว้ จึง จำเปน็ ต้องหาวิธีเกบ็ สง่ิ พมิ พเ์ หลา่ นไ้ี ว้โดยอาศัยลกั ษณะการย่อสว่ นลงให้เหลือเลก็ ท่ีสุดเท่าที่จะทาได้ เพื่อประหยัด เนื้อท่ีในการเกบ็ รักษาและสามารถทีจ่ ะนำมาใชไ้ ด้สะดวก จงึ มวี ธิ กี ารตา่ งๆ โดยอาศยั เน้ือทีใ่ นการเก็บรักษาและ สามารถทจี่ ะนามาใช้ไดส้ ะดวก จึงมีวธิ ีการต่างๆ โดยอาศัยเทคโนโลยใี นการทาสง่ิ พิมพย์ ่อส่วน ไดแ้ ก่ ก. ไมโครฟลิ ม์ (Microfilm) เป็นการถา่ ยหนงั สือแตล่ ะหน้าลงบนมว้ นฟิลม์ ท่ีมีความกวา้ งขนาด 16 หรือ 35 มิลลิเมตร โดยฟิล์ม 1 เฟรมจะ บรรจหุ นา้ หนังสอื ได้ 1-2 หน้าเรียงตดิ ตอ่ กนั ไป หนังสือเล่มหนึ่งจะสามารถบันทกึ ลงบนไมโครฟิลม์ โดยใช้ความยาว ของฟลิ ม์ เพียง 2-3 ฟุต ตามปกติจะใช้ฟลิ ์ม 1 มว้ นตอ่ หนังสือ 1 เลม่ และบรรจมุ ้วนฟิลม์ ลงในกลอ่ งเล็กๆ กล่องละ ม้วนเมือ่ จะใชอ้ ่านกใ็ ส่ฟิล์มเข้าในเครื่องอา่ นที่มีจอภาพหรือจะอดั สาเนาหน้าใดก็ได้เช่นกัน ข. ไมโครฟชิ (Microfiche) เป็นแผน่ ฟิล์มแข็งขนาด 4 x 6 นิ้ว สามารถบันทึกข้อความจากหนงั สือโดยยอ่ เปน็ กรอบเล็กๆ หลายๆ กรอบ แผน่ ฟิล์มนจี้ ะมเี นือ้ ทมี่ ากพอที่จะบรรจหุ น้าหนงั สือท่ยี อ่ ขนาดแล้วไดห้ ลายร้อยหน้า ตัวอักษรทยี่ ่อจะมสี ขี าวบนพ้นื หน้าหนังสอื สดี า สามารถอา่ นไดโ้ ดยวางแผ่นฟิลม์ ลงบนเครื่องฉายที่ขยายภาพใหไ้ ปปรากฏบนจอภาพสาหรบั อ่าน และจะอา่ นหน้าใดกไ็ ด้เลอื่ นภาพไปมา และยังสามารถนาไปพมิ พ์บนกระดาษและอดั สาเนาไดด้ ้วย สอื่ ส่ิงพมิ พเ์ พ่ือเผยแพร่ข่าวสาร – หนังสือพมิ พ์ (Newspapers) เป็นสอื่ ส่งิ พิมพ์ทผี่ ลติ ข้ึนโดยนาเสนอเรื่องราว ข่าวสารภาพและความ คิดเหน็ ในลกั ษณะของแผ่นพิมพ์ แผ่นใหญ่ ท่ีใช้วธิ ีการพับรวมกนั ซึ่งสอื่ สิ่งพิมพ์ชนิดน้ี ได้พิมพอ์ อกเผยแพรท่ ้งั ลกั ษณะ หนังสือพิมพ์รายวัน, รายสัปดาห์ และรายเดือน – วารสาร, นิตยสาร เปน็ สื่อสงิ่ พมิ พ์ทผ่ี ลติ ขึน้ โดยนาเสนอสาระ ข่าว ความบันเทงิ ทมี่ ีรปู แบบการนาเสนอ ทโ่ี ดดเดน่ สะดดุ ตา และสรา้ งความสนใจให้กบั ผู้อ่าน ทง้ั นี้การผลิตน้ัน มีการ กาหนดระยะเวลาการออกเผยแพร่ที่ แน่นอน ทง้ั ลกั ษณะวารสาร, นติ ยสารรายปกั ษ์ (15 วัน) และ รายเดอื น
29 – จลุ สาร เป็นสื่อสง่ิ พมิ พ์ท่ีผลติ ข้ึนแบบไม่มุ่งหวังผลกาไร เปน็ แบบใหเ้ ปล่าโดยใหผ้ ู้อา่ นไดศ้ กึ ษาหาความรู้ มีกาหนดการออกเผยแพร่เป็นคร้งั ๆ หรือลาดบั ตา่ ง ๆ ในวาระพิเศษ แสดงเน้ือหาเปน็ ข้อความทผี่ ู้อ่าน อ่านแลว้ เขา้ ใจงา่ ย สิง่ พมิ พ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เปน็ สอ่ื ส่ิงพิมพ์ทผี่ ลติ ข้ึนเพื่อใชง้ านในคอมพิวเตอร์ หรอื ระบบเครือข่ายอินเตอรเ์ นต็ ได้แก่ Document Formats, E-book for Palm/PDA เป็นตน้ บทบาทของสอ่ื ส่งิ พิมพ์เพ่ือการศึกษา บทบาทของสื่อส่งิ พิมพ์ในสถานศึกษา ส่ือสิ่งพิมพ์ถกู นาไปใชใ้ นสถานศกึ ษาโดยท่วั ไป ซึ่งทาให้ผเู้ รยี น ผู้สอนเขา้ ใจในเน้ือหามากข้ึน เชน่ หนงั สอื ตารา แบบเรยี น แบบฝึกหัดสามารถพัฒนาได้เปน็ เนอ้ื หาในระบบ เครือข่ายอินเตอรเ์ น็ตได้ แนวทางการประยุกต์ใช้สอ่ื สิ่งพิมพเ์ พ่ือการเรียนการสอน หรือการศึกษา การใช้สิ่งพิมพ์เพอื่ การศึกษาในการเรยี น การสอนนนั้ จำแนกได้เป็น 3 วธิ ี คอื 1. ใช้เปน็ แหล่งข้อมูลเกีย่ วกบั วิชาท่ีเรียน 2. ใชเ้ ป็นวัสดุการเรยี นรว่ มกบั ส่ืออื่นๆ 3. ใชเ้ ป็นสื่อเสรมิ ในการเรยี นรแู้ ละเพ่มิ พนู ประสบการณ์ .จากวธิ ีการใชส้ ่ิงพมิ พท์ ัง้ 3 วิธีนนั้ ผสู้ อนสามารถนาสิง่ พิมพท์ ั้งท่ีเป็นสงิ่ พิมพ์ท่ัวไป หรอื สง่ิ พมิ พเ์ พื่อการศึกษา โดยเฉพาะมาใชใ้ นการเรียนการสอนกไ็ ด้ ท้งั นโี้ ดยพจิ ารณาตามลักษณะของสิง่ พมิ พแ์ ละลกั ษณะของการใช้ ดังน้ี 1. สิ่งพมิ พ์ท่เี ขียนขนึ้ ในลกั ษณะของหนังสือตารา ใชเ้ พ่อื การศึกษาในระบบโรงเรียนตามหลักสตู ร 2. ส่งิ พมิ พ์ทเ่ี ขยี นข้ึนในลกั ษณะบทเรียนสาเรจ็ รูปเพ่ืองา่ ยต่อการศึกษาดว้ ยตนเอง เหมาะสาหรับใชใ้ น การศกึ ษาทางไกลร่วมกับสือ่ อ่ืนๆ เชน่ โทรทัศน์ เทปเสยี งสรุปบทเรียน และการสอนเสริม เปน็ ตน้ 3. ส่ิงพิมพเ์ สรมิ การเรียนการสอน เช่น แบบฝกึ ปฏิบัติ คู่มอื เรียน ฯลฯ อาจใช้รว่ มกบั ส่อื บุคคลหรอื ส่ือมวลชนประเภทอน่ื ๆ ได้ 4. สิ่งพิมพ์ทว่ั ๆ ไป เช่น นติ ยสาร หนงั สือพมิ พ์ ฯลฯ ที่มีคอลัมนห์ รือบทความที่ใหป้ ระโยชน์ ผูส้ อนอาจแนะ นาใหผ้ ้เู รียนอา่ นเพอื่ เพ่มิ พูนความรู้หรือเพื่อนามาใช้อ้างองิ ประกอบการคน้ ควา้ • สิ่งพมิ พ์ประเภทภาพชุด เปน็ การใหค้ วามรู้ทางรูปธรรมเพ่ือใช้ในการเสรมิ สรา้ งประสบการณ์ ทาให้ผเู้ รียน เขา้ ใจเหตกุ ารณเ์ รื่องราวหรอื สง่ิ ท่ีเป็นนามธรรมได้ชัดเจนข้ึน เชน่ ภาพชุดชวี ิตสัตว์ หรือภาพชดุ พระราช พิธจี รดพระนังคัลแรกนาขวัญ เปน็ ตน้ (สานักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, 9 กนั ยายน 2553)
30 ประโยชนแ์ ละคณุ คา่ ของสื่อส่งิ พิมพ์เพอ่ื การศึกษา 1. สอ่ื ส่ิงพมิ พส์ ามารถเก็บไว้ไดน้ าน สามารถนามาอา่ นซ้าแล้วซ้าอีกได้ 2. สื่อสง่ิ พมิ พเ์ ปน็ สอ่ื ที่มีราคาถูกเม่ือเทียบกบั สอ่ื อ่นื ๆ 3. สอ่ื ส่ิงพมิ พเ์ ปน็ ส่ือทใี่ ชง้ ่าย ไมย่ ่งุ ยาก 4. สื่อสิง่ พมิ พเ์ ป็นสื่อท่ีจัดทาไดง้ า่ ย โดยครูผูส้ อนสามารถทาไดเ้ องได้ มีวิธีทาทไ่ี มย่ ุ่งยากซับซอ้ น เชน่ ใบ งาน ใบความรู้ เปน็ ต้น ข้อดีและข้อจากดั ของสื่อส่ิงพิมพเ์ พ่ือการศกึ ษา ข้อดี 1. สามารถอ่านซ้า ทบทวน หรืออ้างอิงได้ 2. เป็นการเรียนรู้ที่ดสี าหรบั ผู้ที่สนใจ 3. เปน็ การกระตุ้นใหค้ นไทยรักการอ่าน ข้อจำกัด 1. ผ้มู ปี ญั หาทางสายตา หรอื ผสู้ ูงอายอุ ่านไม่สะดวกในการใช้ 2. ข้อมลู ไม่สามารถปรับปรงุ แก้ไขไดท้ นั ท่วงทีได้ 3. ผู้ไมร่ ูห้ นังสือ ไม่สามารถเข้าถงึ ได้ ความหมายของสื่อออนไลน์ ความหมายของสื่อสังคมออนไลน์ ส่ือสงั คมออนไลน์ หมายถึง สอื่ ดิจิทัลท่ีเปน็ เคร่ืองมือในการปฏิบัติการทางสังคม(Social Tool) เพื่อใช้ สอ่ื สารระหวา่ งกนั ในเครือขา่ ยทางสงั คม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์และโปรแกรมประยุกต์บนสื่อใดๆ ที่มี การเช่อื มต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเนน้ ใหผ้ ู้ใช้ทง้ั ที่เปน็ ผู้สง่ สารและผรู้ บั สารมีสว่ นรว่ ม (Collaborative) อย่าง สร้างสรรค์ ในการผลติ เน้อื หาขึน้ เอง (User-GenerateContent:UGC) ในรปู ของข้อมูลภาพและเสียง
31 สำหรับในยุคนี้ เราคงจะหลกี เล่ียงหรอื หนีคำว่า Social Media ไปไม่ได้ เพราะไมว่ า่ จะไปท่ไี หน กจ็ ะพบ เห็นมันอยูต่ ลอดเวลา ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะยงั สงสยั ว่า “Social Media” มันคืออะไรกันแน่ วันน้ีเราจะมารู้จัก ความหมายของมนั กนั ครบั คำวา่ “Social” หมายถงึ สงั คม ซง่ึ ในท่นี จี้ ะหมายถึงสังคมออนไลน์ ซึง่ มขี นาดใหม่มากในปจั จุบัน คำวา่ “Media” หมายถึง สื่อ ซึง่ ก็คอื เนื้อหา เร่อื งราว บทความ วดี โี อ เพลง รูปภาพ เป็นต้น ดังน้นั คำวา่ Social Media จงึ หมายถึง ส่ือสังคมออนไลน์ท่มี ีการตอบสนองทางสงั คมไดห้ ลายทิศทาง โดยผ่านเครอื ขา่ ยอนิ เตอร์เนต็ พดู ง่ายๆ ก็คอื เว็บไซตท์ ่ีบุคคลบนโลกนสี้ ามารถมปี ฏสิ มั พนั ธโ์ ้ต้ตอบกนั ได้นั่นเอง พน้ื ฐานการเกดิ Social Media กม็ าจากความต้องการของมนุษย์หรือคนเราทต่ี ้องการติดตอ่ ส่ือสารหรอื มี ปฏิสัมพันธ์กัน จากเดิมเรามีเวบ็ ในยคุ 1.0 ซ่งึ ก็คือเวบ็ ทแ่ี สดงเนอื้ หาอยา่ งเดยี ว บุคคลแตล่ ะคนไม่สามารถติดต่อ หรือโตต้ อบกนั ได้ แต่เมอื่ เทคโนโลยีเว็บพฒั นาเข้าสยู่ ุค 2.0 ก็มีการพัฒนาเวบ็ ไซตท์ ่ีเรยี กว่า web application ซง่ึ ก็คือเว็บไซตม์ ีแอพลเิ คชนั หรอื โปรแกรมต่างๆ ที่มาและความสำคญั สอ่ื สังคมออนไลนก์ ลบั ส่งอทิ ธิพลลบต่อชวี ิตประจำวนั และความสัมพนั ธข์ องคนในสังคมอย่างชัดเจนมาก ยิง่ ข้นึ จนกลายเปน็ ประเด็นทางสงั คม ที่ทั้งสื่อ บทกฎหมาย และประชาชนเองจะต้องให้ความสำคญั ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเหลา่ น้ี ส่อื สงั คมออนไลน์ใชส้ อ่ื สารระหว่างกนั ในเครือข่ายทางสังคม ผ่านทางเว็บไซต์และโปรแกรมประยุกตบ์ น สอื่ ใดๆ ท่มี ีการเชอ่ื มต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นใหผ้ ้ใู ช้ทง้ั ท่ีเปน็ ผูส้ ง่ สารและผ้รู ับสารมสี ว่ นร่วม อย่างสรา้ งสรรค์ ในการผลิตเนอ้ื หาข้ึน ในรูปของข้อมูล ภาพ และเสยี ง ทง้ั น้ีการใชส้ ่ือออนไลนต์ ่างๆ กต็ อ้ งอยู่ในขอบเขตในความพอประมาณ เล่นในประมาณที่พอเหมาะเพ่อื เป็นผลดตี อ่ สายตาและร่างกาย ประเภทส่ือสังคมออนไลน์ ประเภทของสือ่ สงั คมออนไลน์ มีด้วยกนั หลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะของการนำมาใชโ้ ดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่ม หลกั ดังนี้ 1. Weblogs หรือเรียกสั้นๆ วา่ Blogs คอื ส่อื สว่ นบคุ คลบนอินเทอร์เน็ตท่ีใช้เผยแพรข่ ้อมูล ขา่ วสาร ความรู้ ขอ้ คิดเห็น บันทกึ ส่วนตวั โดยสามารถแบ่งปนั ให้บุคคลอืน่ ๆ โดยผู้รบั สารสามารถเขา้ ไปอ่าน หรอื แสดงความ คิดเห็นเพ่ิมเตมิ ได้ ซงึ่ การแสดงเนอื้ หาของบล็อกน้นั จะเรียงลำดบั จากเน้อื หาใหม่ไปสูเ่ นื้อหาเก่า ผู้เขียนและผู้อา่ น สามารถค้นหาเน้ือหาย้อนหลังเพอ่ื อ่านและแกไ้ ขเพ่ิมเติมได้ตลอดเวลา เชน่ Exteen,Bloggang,Wordpress,Blogger,Okanation 2. Social Networking หรือเครือข่ายทางสังคมในอินเทอร์เน็ต ซง่ึ เปน็ เครือข่ายทางสังคมท่ีใชส้ ำหรับเชื่อมต่อ ระหวา่ งบุคคล กลุ่มบุคคล เพ่ือใหเ้ กดิ เป็นกลุ่มสังคม(Social Community) เพ่อื รว่ มกันแลกเปล่ียนและแบ่งปนั ข้อมลู ระหว่างกันทั้งด้านธุรกจิ การเมอื ง การศึกษา เชน่ Facebook, Hi5,
32 Ning,Linkedin,MySpace,Youmeo,Friendste 3. Micro Blogging และ Micro Sharing หรอื ที่เรียกกันวา่ “บลอ็ กจวิ๋ ” ซ่งึ เปน็ เวบ็ เซอร์วิสหรือเวบ็ ไซต์ที่ ใหบ้ ริการแก่บคุ คลทว่ั ไปสำหรบั ให้ผู้ใชบ้ รกิ ารเขยี นข้อความส้ันๆ ประมาณ 140 ตวั อักษรที่ เรยี กว่า “Status” หรือ “Notice” เพอ่ื แสดงสถานะของตัวเองว่ากำลงั ทำอะไรอยู่หรือแจ้งขา่ วสารตา่ งๆแกก่ ลุ่ม เพอ่ื นในสังคมออนไลน์ (OnlineSocialNetwork) (Wikipedia,2010) ท้ังนีก้ ารกำหนดให้ใชข้ ้อมลู ในรปู ข้อความ สน้ั ๆ ก็เพ่ือใหผ้ ใู้ ช้ที่เป็นท้ังผู้เขียนและผอู้ ่านเขา้ ใจงา่ ย ทน่ี ิยมใช้กนั อยา่ งแพร่หลายคอื Twitter 4. Online Video เป็นเวบ็ ไซตท์ ี่ให้บรกิ ารวิดีโอออนไลนโ์ ดยไม่เสียค่าใชจ้ า่ ย ซง่ึ ปัจจบุ ันไดร้ บั ความนยิ มอย่าง แพร่หลายและขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากเน้ือหาทนี่ ำเสนอในวดิ โี อออนไลนไ์ ม่ถูกจำกัดโดยผังรายการที่ แนน่ อนและตายตัวทำใหผ้ ู้ใช้บรกิ ารสามารถติดตามชมไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่ืองเพราะไม่มโี ฆษณาคน่ั รวมท้ังผูใ้ ช้สามารถ เลอื กชมเนื้อหาได้ตามความต้องการและยงั สามารถเชอ่ื มโยงไปยังเว็บวดิ ีโออน่ื ๆ ที่เกีย่ วข้องไดจ้ ำนวนมากอกี ดว้ ย เช่น Youtube, MSN, Yahoo 5. Poto Sharing เป็นเวบ็ ไซตท์ ี่เน้นใหบ้ ริการฝากรปู ภาพโดยผู้ใช้บรกิ ารสามารถอัพโหลดและดาวน์โหลด รูปภาพเพื่อนำมาใชง้ านได้ ที่สำคญั นอกเหนือจากผูใ้ ชบ้ รกิ ารจะมโี อกาสแบ่งปนั รปู ภาพแลว้ ยังสามารถใช้เป็น พ้นื ทีเ่ พอ่ื เสนอขายภาพทตี่ นเองนำเข้าไปฝากได้อีกด้วย เช่น Flickr, Photobucket, Photoshop,Express, Zooom 6. Wikis เป็นเวบ็ ไซต์ทมี่ ีลักษณะเป็นแหล่งข้อมลู หรือความรู้ (Data/Knowledge)ซ่ึงผู้เขยี นสว่ นใหญอ่ าจจะ เปน็ นกั วชิ าการ นักวชิ าชีพหรือผู้เชีย่ วชาญเฉพาะทางด้านต่างๆ ทง้ั การเมือง เศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม ซ่งึ ผ้ใู ช้ สามารถเขียนหรือแก้ไขข้อมลู ไดอ้ ย่างอสิ ระ เช่น Wikipedia, Google Earth,diggZy Favorites Online 7. Virtual Worlds คือการสรา้ งโลกจนิ ตนาการโดยจำลองสว่ นหน่ึงของชวี ิตลงไป จดั เป็นสื่อสงั คมออนไลน์ท่ี บรรดาผทู้ อ่ งโลกไซเบอรใ์ ชเ้ พ่ือสอื่ สารระหวา่ งกันบนอินเทอรเ์ นต็ ในลักษณะโลกเสมือนจรงิ (Virtual Reality) ซ่งึ ผู้ ท่ีจะเขา้ ไปใชบ้ ริการอาจจะบริษัทหรอื องค์การดา้ นธุรกิจ ดา้ นการศึกษา รวมถงึ องคก์ ารด้านสื่อ เช่น สำนักข่าว รอยเตอร์ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ต้องเสยี ค่าใช้จ่ายในการซื้อพน้ื ที่เพ่อื ใหบ้ ุคคลในบริษทั หรือองคก์ รได้มีช่องทางใน การนำเสนอเรื่องราวตา่ งๆ ไปยงั กลุ่มเครือข่ายผู้ใช้ส่ือออนไลน์ ซง่ึ อาจจะเป็นกลมุ่ ลูกค้าท้งั หลกั และรองหรือ ผู้ท่ี เก่ียวขอ้ งกบั ธรุ กจิ ของบริษัท หรอื องค์การก็ได้ ปจั จุบันเวบ็ ไซต์ทใี่ ชห้ ลัก Virtual Worlds ท่ีประสบผลสำเร็จและ มีชอื่ เสยี ง คือSecond life 8. Crowd Sourcing มาจากการรวมของคำสองคำคือ Crowd และ Outsourcing เปน็ หลกั การขอความ ร่วมมือจากบุคคลในเครือขา่ ยสังคมออนไลน์ โดยสามารถจัดทำในรูปของเว็บไซต์ทีม่ ีวตั ถุประสงค์หลกั เพ่ือคน้ หา คำตอบและวธิ ีการแกป้ ัญหาต่างๆทง้ั ทางธรุ กจิ การศึกษา รวมทัง้ การสื่อสาร โดยอาจจะเป็นการดึงความรว่ มมือ จากเครือข่ายทางสังคมมาชว่ ยตรวจสอบขอ้ มลู เสนอความคิดเห็นหรอื ให้ขอ้ เสนอแนะ กลุ่มคนท่เี ข้ามาให้ข้อมลู อาจจะเปน็ ประชาชนทัว่ ไปหรือผู้มีความเชยี่ วชาญเฉพาะด้านทอ่ี ยูใ่ นภาคธุรกิจหรือแม้แต่ในสงั คมนักข่าว ข้อดขี อง การใชห้ ลัก Crowd souring คอื ทำใหเ้ กิดความหลากหลายทางความคิดเพ่ือนำ ไปสู่การแก้ปัญหาท่มี ี
33 ประสิทธภิ าพ ตลอดจนช่วยตรวจสอบหรือคัดกรองข้อมูลซึ่งเป็นปญั หาสาธารณะร่วมกันได้ เช่น Idea storm, Mystarbucks Idea 9. Podcasting หรอื Podcast มาจากการรวมตวั ของสองคำ คือ “Pod” กบั “Broadcasting” ซ่ึง “POD” หรอื PersonalOn - Demand คือ อุปสงค์หรือความต้องการสว่ นบุคคล ส่วน “Broadcasting” เปน็ การนำส่อื ตา่ งๆ มารวมกันในรปู ของภาพและเสยี ง หรอื อาจกล่าวงา่ ยๆ Podcast คือ การ บนั ทกึ ภาพและเสยี งแล้วนำมาไว้ในเว็บเพจ (Web Page) เพ่อื เผยแพรใ่ หบ้ ุคคลภายนอก (The public in general) ท่สี นใจดาวนโ์ หลดเพ่ือนำไปใชง้ าน เช่น Dual Geek Podcast, Wiggly Podcast 10. Discuss / Review/ Opinion เป็นเว็บบอรด์ ที่ผใู้ ช้อนิ เทอร์เน็ตสามารถแสดงความคิดเห็น โดยอาจจะ เกย่ี วกับ สินค้าหรอื บริการ ประเดน็ สาธารณะทางการเมือง เศรษฐกจิ สังคม เช่น Epinions, Moutshut, Yahoo!Answer, Pantip,Yelp ประโยชนข์ อง Social networks เครอื ข่ายสังคมออนไลน์ 1. สามารถแลกเปล่ยี นขอ้ มลู ความรู้ในสิ่งท่สี นใจรว่ มกนั ได้ 2. เปน็ คลงั ขอ้ มลู ความร้ขู นาดยอ่ มเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเหน็ แลกเปล่ียนความรู้ หรอื ตั้ง คาถามในเร่ืองต่างๆ เพ่อื ให้บุคคลอ่ืนทสี่ นใจหรือมีคาตอบได้ชว่ ยกันตอบ 3. ประหยัดคา่ ใชจ้ า่ ยในการตดิ ต่อสอ่ื สารกับคนอืน่ สะดวกและรวดเรว็ 4. เปน็ สอ่ื ในการนำเสนอผลงานของตวั เอง เช่น งานเขียน รปู ภาพ วีดโิ อต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นไดเ้ ขา้ มารบั ชมและ แสดงความคิดเหน็ 5. ใชเ้ ปน็ สื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรอื บรกิ ารลกู ค้าสาหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสรา้ งความ เชือ่ มั่นให้ลกู ค้า 6. ชว่ ยสร้างผลงานและรายไดใ้ หแ้ ก่ผใู้ ช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น 7. คลายเครยี ดได้สำหรบั ผูใ้ ช้ที่ตอ้ งการหาเพ่ือนคยุ เล่นสนุกๆ 8. สรา้ งความสัมพันธ์ทดี่ จี ากเพ่ือนสเู่ พ่ือนได้
34 บทท่ี 3 วธิ กี ารดำเนนิ งานตามโครงการ 1. วิธีการดำเนนิ งาน ขั้นเตรียมการ เพื่อจัดประชมุ ครูและบุคลากรทางการศึกษา - ชีแ้ จงทำความเขา้ ใจรายละเอียดโครงการ - ชี้แจงแนวทางในการดำเนินโครงการ - จัดทำโครงการและแผนการดำเนินการเพอ่ื อนุมตั ิ - แตง่ ต้งั กรรมการดำเนนิ งานตามโครงการ 1. คณะกรรมการอำนวยการ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานฝ่าย ต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรยี บร้อย ประกอบด้วย 1.1 นายสมประสงค์ นอ้ ยจนั ทร์ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอชนแดน ประธานกรรมการ 1.2 นายเกรียงฤทธิ์ เดตะอุด ครู กรรมการ 1.3 นางสมบัติ มาเนตร์ ครอู าสาสมัครฯ กรรมการ 1.4 นางสาวลาวณั ย์ สทิ ธกิ รวยแกว้ ครอู าสาสมัครฯ กรรมการ 1.5 นางวารี ชบู ัว บรรณารักษ์ชำนาญการ กรรมการและเลขานุการ 2. ฝา่ ยติดต่อประสานงาน มีหนา้ ที่ ตดิ ต่อประสานงานสถานท่ีจัดการจัดกิจกรรม ประกอบดว้ ย 2.1 นางวารี ชบู วั บรรณารักษ์ชำนาญการ 2.2 นางสาวมุจลนิ ท์ ภูยาธร ครู กศน. ตำบล 2.3 นางลาวิน สเี หลือง ครู กศน. ตำบล 2.4 นางสาวนภารตั น์ สีสะอาด ครู กศน. ตำบล 2.5 นางสาวลดาวรรณ์ สุทธิพนั ธ์ ครู กศน. ตำบล 2.6 นางผกาพรรณ มะหทิ ธิ ครู กศน. ตำบล 2.7 นางสาวพัชราภรณ์ นรศิ ชาติ ครู กศน. ตำบล 2.8 นางสุรตั น์ จนั ทะไพร ครู กศน. ตำบล 2.9 นายเกรียงไกร ใหม่เทวนิ ทร์ ครู กศน. ตำบล 2.10 นางสาวณฐั ชา ทาแนน่ ครู กศน. ตำบล 2.11 นางสาวอษุ า ย่ิงสกุ ครู ศรช.
35 3. ฝ่ายการเงินและพัสดุ มีหน้าที่ จัดซื้อพัสดุและยืมเงินสำรองจ่ายตามโครงการ และจัดทำเอกสาร เบิกจา่ ยพสั ดุ และการเงินตามโครงการใหถ้ กู ตอ้ งเรยี บร้อยและทันต่อเวลาประกอบดว้ ย 3.1 นางวารี ชบู วั บรรณารกั ษ์ชำนาญการ 3.2 นางสมบัติ มาเนตร์ ครอู าสาสมัครฯ 3.3 นายศวิ ณัชญ์ อัศวสัมฤทธ์ิ ครู ศรช. 4. ฝ่ายประชาสัมพนั ธ์ มหี นา้ ที่ ส่งข่าวประชาสัมพนั ธ์ ทางออนไลน์ Facebook Line ประกอบด้วย 4.1 นางวารี ชบู ัว บรรณารกั ษ์ชำนาญการ 4.2 นางสาวมจุ ลนิ ท์ ภยู าธร ครู กศน. ตำบล 4.3 นางลาวนิ สีเหลือง ครู กศน. ตำบล 4.4 นางสาวนภารัตน์ สสี ะอาด ครู กศน. ตำบล 4.5 นางสาวลดาวรรณ์ สทุ ธิพนั ธ์ ครู กศน. ตำบล 4.6 นางผกาพรรณ มะหทิ ธิ ครู กศน. ตำบล 4.7 นางสาวพชั ราภรณ์ นริศชาติ ครู กศน. ตำบล 4.8 นางสุรัตน์ จนั ทะไพร ครู กศน. ตำบล 4.9 นายเกรียงไกร ใหม่เทวินทร์ ครู กศน. ตำบล 4.10 นางสาวณัฐชา ทาแน่น ครู กศน. ตำบล 4.11 นางสาวอษุ า ยิ่งสุก ครู ศรช. 4.12 นางสาวเยาวดี โสดา นกั จดั การงานท่ัวไป 5. ฝา่ ยจดั กจิ กรรม มหี นา้ ที่จดั กจิ กรรมสง่ เสริมการอ่านและการเรียนรู้ วทิ ยากรการจดั กระบวนการเรียนรู้ จัดเตรียมใบความรู้ ใบงาน กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ส่งเสริมการอ่านจากหนังสือ และสื่อออนไลน์ สื่อการ เรียนการสอน เกม และกจิ กรรมนนั ทนาการ ดังน้ี 5.1 นางวารี ชูบัว บรรณารกั ษช์ ำนาญการ 5.2 นางสมบัติ มาเนตร์ ครูอาสาสมัครฯ 5.3 นางสาวลาวณั ย์ สิทธกิ รวยแกว้ ครอู าสาสมัครฯ 5.4 นางสาวมจุ ลินท์ ภูยาธร ครู กศน. ตำบล 5.5 นางลาวนิ สีเหลอื ง ครู กศน. ตำบล 5.6 นางสาวนภารตั น์ สีสะอาด ครู กศน. ตำบล 5.7 นางสาวลดาวรรณ์ สทุ ธพิ ันธ์ ครู กศน. ตำบล 5.8 นางผกาพรรณ มะหิทธิ ครู กศน. ตำบล 5.9 นางสาวพัชราภรณ์ นริศชาติ ครู กศน. ตำบล
36 5.10 นางสุรัตน์ จนั ทะไพร ครู กศน. ตำบล 5.11 นายเกรียงไกร ใหม่เทวนิ ทร์ ครู กศน. ตำบล 5.12 นางสาวณฐั ชา ทาแน่น ครู กศน. ตำบล 5.13 นายศวิ ณัชญ์ อัศวสัมฤทธ์ิ ครู ศรช. 5.14 นางสาวกญั ญาณัฐ จนั ปญั ญา ครู ศรช. 5.15 นายปัณณวัฒน์ สุขมา ครู ศรช. 5.16 นางสาวอุษา ย่ิงสุก ครู ศรช. 5.17 นางสาววรางคณา นอ้ ยจันทร์ ครู ศรช. 5.18 นางสาวเยาวดี โสดา นักจัดการงานทว่ั ไป 6. ฝ่ายรบั ลงลงทะเบยี น ใหก้ รรมการมหี นา้ ทจี่ ัดเตรยี มเอกสารสำหรบั การลงทะเบยี น และรบั ลงทะเบยี น ผ้เู ข้ารว่ มโครงการ ดังนี้ 6.1 นางสาวอษุ า ยิ่งสุก ครู ศรช. 6.2 นางสาวกัญญาณัฐ จนั ปญั ญา ครู ศรช. 7. ฝ่ายวัดผลและประเมินผลโครงการ มีหน้าที่แจกแบบสอบถามความพึงพอใจและเก็บรวบรวม แบบสอบถามความพงึ พอใจ ประเมนิ ผลการดำเนินงาน ประเมินความพึงพอใจ ปญั หา อุปสรรค และขอ้ เสนอแนะ และจดั ทำรายงานผลการดำเนินงานหลังเสรจ็ สิน้ โครงการ ดังน้ี 7.1 นางวารี ชูบัว บรรณารักษ์ชำนาญการ 7.2 นางสาวอุษา ยง่ิ สุก ครู ศรช. 7.3 นางสาวกัญญาณัฐ จนั ปัญญา ครู ศรช.
2. ข้ันดำเนนิ การ กจิ กรรมหลกั วตั ถปุ ระสงค์ ก 1. ข้ันเตรียมการ กลมุ่ เปา้ หมาย 2. ประชมุ กรรมการ เพอื่ จัดประชมุ ครูและบคุ ลากรทางการ ครูและบคุ ลากร ช ดำเนินงาน 3. จัดเตรียมเอกสาร ศึกษา กศน. อำเภอชนแดน ว วัสดุ อปุ กรณ์ในการ ดำเนนิ โครงการ - ชแ้ี จงทำความเข้าใจรายละเอียด จำนวน 21 คน โครงการ - ชแี้ จงแนวทางในการดำเนินโครงการ - จดั ทำโครงการและแผนการดำเนินการ เพ่ืออนมุ ัติ - แต่งตัง้ กรรมการดำเนินงานตาม โครงการ เพื่อประชมุ ทำความเข้าใจกบั กรรมการ ครแู ละบคุ ลากร ช ดำเนนิ งานทุกฝ่ายในการจดั กิจกรรม กศน. อำเภอชนแดน โครงการและการดำเนนิ งาน จำนวน 21 คน เพือ่ ดำเนนิ การจัดทำ จดั ซอื้ วัสดอุ ปุ กรณ์ กรรมการฝ่ายท่ีได้รบั ทใ่ี ช้ในการดำเนินการ มอบหมาย
37 กลุ่มเป้าหมาย พืน้ ทดี่ ำเนินการ ระยะเวลา งบประมาณ เป้าหมาย (เชงิ คณุ ภาพ) กศน. อำเภอ เม.ย.65 - ชแี้ จงทำความเข้าใจ รายละเอียดและ ชนแดน วัตถปุ ระสงค์ของการจัดโครงการ ชแ้ี จงวตั ถปุ ระสงค์ บทบาทหนา้ ท่ี กศน. อำเภอ เม.ย.65 - ของกรรมการดำเนนิ งานโครงการ ชนแดน เม.ย.65 - จดั ซ้ือวัสดอุ ปุ กรณ์ในการจดั โครงการ กศน. อำเภอ ชนแดน
กิจกรรมหลัก วัตถุประสงค์ ก ๔. ดำเนินการจัด กลมุ่ เป้าหมาย กจิ กรรม เพอื่ ดำเนนิ การปรบั ปรงุ ภูมิทัศนห์ อ้ งสมุด ให้ 1.หอ้ งสมุดประชาชน ห 5. สรปุ /ประเมนิ ผล และรายงานผล เป็นCo-Learning Space แหล่งเรยี นร้ขู อง อำเภอชนแดน ไ โครงการ คนในชุมชน จำนวน 1 แห่ง เ ๑. กจิ กรรมรักการอ่านผ่านสื่อออนไลน์ 2. นักเรียน นกั ศกึ ษา ข ๒. กจิ กรรมวนั รักการอ่าน และประชาชนทว่ั ไป ช ๓. กจิ กรรมวันสำคัญตา่ งๆ จำนวน 247 คน ต ๔. กจิ กรรมส่งเสรมิ การอ่านและการเรยี นรู้ สำหรบั นักศกึ ษา กศน. เพอ่ื ให้กรรมการฝ่ายประเมินผลเก็บ ตามกระบวนการ ส รวบรวมขอ้ มูลและดำเนนิ การประเมินผล ประเมินโครงการ การจัดกิจกรรม 5 บท จำนวน 3 เลม่
38 กลุ่มเปา้ หมาย พืน้ ทด่ี ำเนนิ การ ระยะเวลา งบประมาณ เปา้ หมาย (เชิงคณุ ภาพ) ห้องสมุดประชาชน เม.ย. ถงึ - ห้องสมุดประชาชนอำเภอชนแดน อำเภอชนแดน ก.ย.65 ได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ห้องสมุด ให้ เป็นCo-Learning Space แหล่งเรียนรู้ ของคนในชมุ ชน เปน็ แหลง่ เรยี นร้ตู ลอด ชีวิต พร้อมให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมาย ตา่ งๆ สรุปรายงานผลการดำเนนิ งาน กศน. อำเภอ ก.ย.65 - ตามระบบ PDCA ชนแดน
39 3. ข้ันสรปุ การจัดกจิ กรรม 1. ดัชนีวัดผลสำเร็จของโครงการ 1.1 ตัวชี้วัดผลผลิต (output) กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ 80 % มีความพึงพอใจในการเข้าร่วม กจิ กรรม 1.2 ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ( outcome ) นักเรียน มีนิสัยรักการอ่านนำไปสู่การเรียนรู้ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ดขี น้ึ 2. การติดตามผลประเมนิ ผลโครงการ 2.1 แบบประเมนิ ความพึงพอใจผ้เู ข้ารว่ มกิจกรรม / โครงการ 2.2 สรปุ /รายงานผลการจัดกิจกรรม
40 บทที่ 4 ผลการดำเนนิ งานตามโครงการ ผลการดำเนนิ งานตามโครงการ การศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่ร่วมโครงการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย โครงการพัฒนา ห้องสมุดประชาชนให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิต Co-Learning Space กิจกรรมวันฉัตรมงคล แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดงั น้ี ส่วนที่ 1 ข้อมลู ท่วั ไป เพศ เพศ จำนวน รอ้ ยละ ชาย 38 25.20 หญิง 113 74.80 รวม 151 100 จากตาราง สรุปไดว้ ่า ผตู้ อบแบบสอบถาม ในครง้ั นี้ เปน็ เพศหญิง มากทสี่ ดุ จำนวน 113 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 74.80 อายุ ชว่ งอายุ จำนวน รอ้ ยละ ตำ่ กว่า 15 ปี 1 0.70 15 - 29 ปี 101 66.90 30 – 39 ปี 17 11.30 40 - 49 ปี 15 9.90 50 - 59 ปี 11 7.30 60 ปีข้นึ ไป 6 4.00 151 100 รวม จากตาราง สรุปได้ว่า ผตู้ อบแบบสอบถาม ในครั้งน้ี เป็นช่วงอายุ 15 - 29 ปี มากทสี่ ุด จำนวน 101 คน คดิ เป็น รอ้ ยละ 66.90
41 การศกึ ษา ระดับการศึกษา จำนวน ร้อยละ ประถมศึกษา 11 7.30 63 41.70 ม.ตน้ 67 44.40 ม.ปลาย - ปวช./ปวส. 2 - ปรญิ ญาตรี 2 5.30 สงู กวา่ ปรญิ ญาตรี 151 1.30 รวม 100 จากตาราง สรปุ ได้วา่ ผตู้ อบแบบสอบถาม ในคร้งั น้ี การศกึ ษาระดับ ม.ปลาย มากทีส่ ุด จำนวน 67 คน คดิ เป็น รอ้ ยละ 44.40 อาชีพ อาชีพ จำนวน ร้อยละ รบั จ้าง 62 41.10 เกษตรกรรม 18 11.90 ผูน้ ำชุมชน - ค้าขาย 8 - รบั ราชการ 3 5.30 นักเรียน/นกั ศึกษา 45 2.00 อ่นื ๆ ระบุ 15 29.80 รวม 151 9.90 100 จากตาราง สรปุ ไดว้ ่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ในคร้ังน้ี เปน็ อาชีพรบั จ้าง มากทส่ี ดุ จำนวน 62 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 41.10
42 สว่ นที่ 2 ขอ้ มูลความคดิ เหน็ และความพึงพอใจต่อการจัดโครงการ/กจิ กรรม 2.1 เกณฑ์การพจิ ารณาระดับความพงึ พอใจ 0.00 – 1.49 อยู่ในระดับ นอ้ ยท่สี ดุ 1.50 – 2.49 อย่ใู นระดับ นอ้ ย 2.50 – 3.49 อยใู่ นระดบั ปานกลาง 3.50 – 4.49 อยูใ่ นระดบั มาก 4.50 - 5 อยู่ในระดับ มากทีส่ ุด 2.2 เกณฑ์การใหค้ ะแนน มากทส่ี ุด 5 อยใู่ นระดบั มาก 4 อยู่ในระดับ ปานกลาง 3 อยใู่ นระดับ น้อย 2 อย่ใู นระดบั น้อยที่สดุ 1 อยใู่ นระดับ
Search