บทที่ 4 บทบาทพยาบาลในการชว่ ยเหลือผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน อุบตั ิเหตุหมูแ่ ละสาธารณภยัเน้อื หาประกอบด้วย 4.1 การจัดบรกิ ารในหนว่ ยฉุกเฉนิ 4.2 การจาแนกผ้ปู ว่ ยอุบัติเหตุและฉุกเฉนิ 4.3 หลักการเตรยี มรบั ผ้ปู ่วยอุบัตเิ หตุหมู่ 4.4 หลกั การบรรเทาสาธารณภัย 4.5 หลกั การพยาบาลผ้ปู ่วยฉกุ เฉิน อบุ ัตเิ หตหุ มู่และสาธารณภัย แนวคดิ ปัจจบุ ันสถานการณ์ของประเทศมีการเปล่ียนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสังคมการเมือง และสิง่ แวดลอ้ ม ภยั ธรรมชาติ ซึ่งปรากฏใหเ้ ห็นถึงความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สนิ อยตู่ ลอดเวลา ในฐานะของประชาชนทก่ี าลังจะก้าวไปเป็นบุคลากรดา้ นสาธารณสุขจะต้องมีความรู้ ความเขา้ ใจ มคี วามสามารถในการให้การดูแลเม่ือเกิดเหตุฉุกเฉินเหลา่ น้นั ท้ังในสถานพยาบาล และ ณ จดุ เกิดเหตุ เพือ่ เตรียมความพร้อมของตนเองในการช่วยเหลอื ประชาชนเมอ่ื เกิดอุบตั ติ ิภัย พร้อมใหก้ ารชว่ ยเหลอื บคุ คลในภาวะฉุกเฉินในทุกระยะไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ ก่อให้เกดิ ความปลอดภยั แก่ผรู้ บั บริการวัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้1. อธิบายความหมายของสาธารณภัย จาแนกประเภทของสาธารณภัย ระบสุ าเหตุของการเกิดสาธารณภยัและบอกผลกระทบและความรุนแรงทีเ่ กิดขึ้นได้2. บอกหลกั การบรรเทาสาธารณภัยและบทบาทของพยาบาลทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับสาธารณภยั ได้3. อธิบายหลักการเตรยี มรับผู้ปว่ ยอบุ ตั เิ หตหุ มู่ สามารถคดั แยกผปู้ ่วยในอุบตั ิเหตหุ มูไ่ ด้4. วางแผนให้การดูแลผ้ปู ระสบปัญหาในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ณ จุดเกดิ เหตุและระหว่างการเคล่อื นยา้ ยไปโรงพยาบาลได้
4.1 การจัดบริการในหนว่ ยฉุกเฉนิ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรือ่ ง มาตรฐานการบรกิ ารด้านการแพทยฉ์ กุ เฉินของสถานพยาบาลพ.ศ. 2557 ซง่ึ ประกาศใช้ ณ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557 ใหค้ วามหมายของคาทีเ่ ก่ียวขอ้ งไวด้ งั นี้ “มาตรฐานการบริการดา้ นการแพทยฉ์ ุกเฉนิ ” หมายความว่า มาตรฐานเกีย่ วกับการบรกิ ารในการปฏิบัตกิ ารดา้ นการแพทย์ฉกุ เฉนิ นบั แต่การรับรู้ถึงภาวะการเจบ็ ป่วยฉุกเฉนิ จนถงึ การดาเนินการใหผ้ ้ปู ว่ ยฉกุ เฉินไดร้ ับการบาบัด รกั ษาให้พน้ ภาวะฉกุ เฉนิ ซงึ่ รวมถึงการประเมนิ การจดั การ การประสานงาน การควบคมุ ดูแล การตดิ ต่อสื่อสาร การลาเลียงหรอื ขนส่ง การตรวจวนิ จิ ฉัย และการบาบดั รักษาพยาบาลผปู้ ว่ ยฉุกเฉิน “ผปู้ ่วยฉกุ เฉนิ ” หมายความว่า บคุ คลซงึ่ ได้รบั บาดเจ็บหรือมอี าการป่วยกะทนั หัน ซึ่งเปน็ ภยนั ตรายตอ่ การดารงชีวติ หรือการทางานของอวัยวะสาคัญ จาเป็นต้องไดร้ บั การประเมนิ การจดั การและการบาบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกนั การเสยี ชีวิตหรอื การรุนแรงขน้ึ ของการบาดเจ็บหรืออาการปว่ ยนั้น “การบาบัดเจาะจง” หมายความว่า การบาบัดรักษาอนั เป็นท่ยี อมรับโดยทั่วไปของวชิ าชพี เวชกรรมว่าเปน็ วธิ ีการเจาะจงท่ที าให้ผู้ป่วยฉกุ เฉินหายหรือพ้นจากภาวะผิดปกตภิ าวะใดภาวะหนึง่ หรือโรคใดโรคหน่ึงโดยเฉพาะตามหลกั วิชาการของวชิ าชีพเวชกรรม ตามมาตรฐานการพยาบาลในโรงพยาบาล พ.ศ. 2550 ซึง่ มีกรอบแนวคิดมาจากแหล่งเหลา่ น้ีไดแ้ ก่ (ธรี พล สถิรอังกูร, 2554) 1. เกณฑค์ ณุ ภาพการบริหารจดั การภาครฐั (Public sector Management Quality Award : PMQA) 2. มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสขุ ภาพ ฉบบั ฉลองสิริราชสมบตั ิครบ 60 ปี พ.ศ. 2549 (HA) 3. มาตรฐานบริการพยาบาลและผดุงครรภร์ ะดับทุตยิ ภูมิและตติยภมู ิ พ.ศ. 2548 (สภาการพยาบาล) 4. กระบวนการพยาบาล (Nursing Process) 5. การพยาบาลแบบองคร์ วม (Holistic Care)และนามากาหนดใหห้ ้องอบุ ตั ิเหตุฉกุ เฉินในโรงพยาบาลทุกระดบั ท้ังระดบั ทุตยิ ภมู ิและตตยิ ภูมมิ ีจัดบรกิ ารตามมาตรฐาน ดังนี้มาตรฐานที่ 1 การตรวจและบาบดั รกั ษาทางการพยาบาล และการบรกิ ารการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS)โดยมีการกาหนดแผน/แนวทางการตรวจและบาบดั รกั ษาทางการพยาบาลบรกิ ารการแพทย์ฉุกเฉนิ ณสถานที่เกิดเหตุในประเดน็ สาคญั อย่างนอ้ ย 3 ประเด็นดงั นี้ 1) การคัดกรอง (Triage) เพื่อจัดลาดับความเร่งดว่ นของการรักษาพยาบาล 2) การปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลทส่ี อดคล้อง ครอบคลมุ กบั ปัญหาการเจ็บป่วย/บาดเจบ็ ของผู้ป่วย 3) การประเมนิ ผลการปฏบิ ัติการพยาบาล และส่งต่อการรักษามาตรฐานท่ี 2 การตรวจและบาบดั รักษาทางการพยาบาลผูป้ ่วยอุบัตเิ หตแุ ละฉุกเฉนิ (at ER) โดยกาหนดแผน / แนวทางการตรวจและบาบดั รักษาทางการพยาบาลผปู้ ว่ ยในหนว่ ยงานอุบตั เิ หตุและฉกุ เฉินในประเด็นสาคัญ อยา่ งน้อย 4 ประเดน็ ดังน้ี
1) การคัดกรองผปู้ ว่ ย (Comprehensive Triage) ครอบคลุมประเภทผู้ปว่ ยของหนว่ ยงาน 2) การประเมนิ อาการผู้ปว่ ยอย่างเปน็ ระบบและตอ่ เน่อื ง (Secondary Survey and OngoingAssessment) ตามภาวะของโรคหรือการเจ็บป่วย 3) การปฏิบัตกิ ารพยาบาลทสี่ อดคลอ้ งครอบคลุมกับปญั หาความเจบ็ ป่วย/การบาดเจบ็ ของผ้ปู ่วย 4) การประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาลมาตรฐานที่ 3 การดแู ลตอ่ เน่ือง โดยมกี ารกาหนดแผน / แนวทางการดูแลต่อเน่ืองในประเด็นสาคญั อย่างน้อย 2 ประเด็น ดงั นี้ 1) การเตรยี มความพร้อมกอ่ น สง่ ต่อผ้ปู ่วย 2) การดแู ลผปู้ ่วยระหว่างนาส่งมาตรฐานท่ี 4 การเสริมสร้างสขุ ภาพ กาหนดแผน / แนวทางการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพแบบองค์รวมโดยมงุ่ เนน้ ปญั หาทอี่ าจเกดิ ขึ้นกับผปู้ ว่ ย(Potential Health Problem) และบรู ณาการแผนการดูแลกบั ทมี สหสาขาวชิ าชพี ในประเดน็ สาคัญอย่างน้อย 2 ประเดน็ ดงั น้ี 1) การประเมนิ ภาวะเครยี ดและความวิตกกงั วลของผปู้ ว่ ยและครอบครัว 2) การให้ความรู้ / คาแนะนาท่ีเกี่ยวข้องกับการส่งเสริม สขุ ภาพ การปอ้ งกันการบาดเจบ็ และการเจ็บป่วยมาตรฐานที่ ๕ การค้มุ ครองภาวะสขุ ภาพและป้องกนั ความเส่ียง กาหนดแผน / แนวทางการคุ้มครองภาวะสขุ ภาพและป้องกันความเสยี่ งที่อาจเกดิ กบั ผู้ป่วย ในประเด็นสาคัญอยา่ งน้อย 3 ประเดน็ ดังน้ี 1) การระบตุ วั ผู้ป่วย (Patient Identification) 2) การเฝา้ ระวงั อบุ ตั กิ ารณก์ ารเกิดอันตรายต่อผูป้ ่วย 3) การจัดสภาพแวดล้อมห้องอบุ ัตเิ หตุ – ฉกุ เฉนิ ให้เหมาะสมและปลอดภัยมาตรฐานท่ี 6 การให้ขอ้ มลู และความร้ดู า้ นสขุ ภาพ กาหนดแผน / แนวทางการใหข้ อ้ มลู และความรูด้ ้านสุขภาพเก่ียวกบั ความเจบ็ ปว่ ยของผู้ปว่ ยแก่ผปู้ ่วยและครอบครวั อย่างต่อเนอ่ื งในประเดน็ สาคญั อยา่ งน้อย 2 ประเดน็ ดงั น้ี 1) การใหข้ ้อมลู แก่ผู้ปว่ ยและครอบครัวที่ครอบคลุมกับปัญหาความตอ้ งการ 2) การแจง้ ข่าวรา้ ยมาตรฐานท่ี ๗ การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย กาหนดแผน / แนวทางการพทิ ักษส์ ิทธิผปู้ ่วยตามขอบเขตบทบาทหน้าท่ี ความรับผิดชอบในประเดน็สาคญั อย่างน้อย 5 ประเดน็ ดงั น้ี 1) การให้ข้อมลู เพอ่ื การยินยอมในการรักษาพยาบาล 2) การรักษาความเปน็ สว่ นตวั และการรักษาความลับของผูป้ ่วย 3) การดูแลผ้ปู ว่ ยให้ได้รบั สิทธิท์ ่ีพึงมีพึงได้ และไม่ถูกละเมดิ สิทธิสว่ นบคุ คล
4) การไดร้ บั คาอธบิ ายอย่างชดั เจนเกีย่ วกับภาวะสขุ ภาพรวมท้ังวธิ ีการตรวจรักษาต่างๆ 5) การพิทักษ์สทิ ธิกลุม่ ผปู้ ่วยพเิ ศษ เชน่ ผู้ปว่ ยท่ถี ูกทารุณกรรมหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ป่วยคดีผู้ป่วยพยายามฆ่าตัวตาย เป็นตน้มาตรฐานท่ี 8 การบันทึกทางการพยาบาล กาหนดแนวทางการบนั ทึกทางการพยาบาลในประเดน็ สาคัญอยา่ งน้อย ๓ ประเด็น ดงั นี้ 1) การใชก้ ระบวนการพยาบาล 2) การพยาบาลแบบองค์รวม 3) การบันทกึ ทางการพยาบาลตามหลัก 4 C (Correct ถูกต้อง, Complete สมบูรณ์, Clearชดั เจน, Conciseส้นั กระชบั ไดใ้ จความ) ซ่งึ จะเห็นว่ามาตรฐานการจัดบรกิ ารของห้องอุบัตเิ หตฉุ กุ เฉินมกี ารจดั บริการท้งั ภายในและภายนอกโรงพยาบาล ได้แก่ 1. การตรวจและบาบัดรักษาทางการพยาบาล และการบริการการแพทยฉ์ ุกเฉิน (EMS) 2. การตรวจและบาบัดรักษาทางการพยาบาลผู้ปว่ ยอุบัตเิ หตุและฉกุ เฉิน (at ER) โดยเน้นในลกั ษณะของการบริการการแพทย์ฉุกเฉนิ เน้นการคดั กรอง (Triage) เพื่อจดั ลาดับความเร่งดว่ นของการรักษาพยาบาล โดยใหม้ ีความสอดคล้อง ครอบคลุมกับปัญหาการเจ็บป่วย/บาดเจ็บของผู้ป่วยพร้อมให้การประเมนิ ผลการปฏิบัตกิ ารพยาบาล และส่งตอ่ การรกั ษา สาหรบั การพยาบาลผูป้ ว่ ยอุบตั เิ หตุและฉุกเฉนิ ณ หอ้ งอุบัติเหตุ เนน้ การคดั กรองผ้ปู ว่ ย (ComprehensiveTriage) ครอบคลุมประเภทผูป้ ว่ ยของหนว่ ยงาน มกี ารประเมินอาการผู้ป่วยอย่างเปน็ ระบบและต่อเนือ่ ง(Secondary Survey and Ongoing Assessment) ตามภาวะของโรคหรือการเจ็บป่วย พร้อมให้การปฏิบัติการพยาบาลทส่ี อดคล้องครอบคลุมกบั ปัญหาความเจ็บป่วย/การบาดเจบ็ ของผู้ป่วย และมีการประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาลนน้ั ด้วย จะเห็นว่าการพยาบาลชว่ ยเหลอื ผ้ปู ่วยในภาวะฉุกเฉินใหค้ วามสาคญั การคดั กรองผูป้ ่วย หรอื การคดั แยกผู้ปว่ ย(Triage) ใหไ้ ด้รับการช่วยเหลือได้อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม4.2 การจาแนกผปู้ ่วยอบุ ตั เิ หตแุ ละฉกุ เฉนิ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง มาตรฐานการบริการด้านการแพทยฉ์ กุ เฉนิ ของสถานพยาบาล พ.ศ.2557 เม่ือมผี ูป้ ว่ ยฉุกเฉิน ซ่ึงหากปล่อยไวเ้ ช่นนน้ั จะเป็นอนั ตรายต่อชีวติ หรือการรุนแรงข้ึนของการบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินได้ ใหส้ ถานพยาบาลมีหนา้ ที่ดาเนินการตามหลักการดงั นี้ 1) ตรวจคดั แยกระดับความฉุกเฉนิ และจัดให้ผปู้ ว่ ยฉกุ เฉินได้รับการบริการตามลาดับความเร่งดว่ นทางการแพทย์ฉุกเฉิน 2) ผ้ปู ว่ ยฉุกเฉินต้องไดร้ บั การบรกิ ารฉุกเฉนิ จนเตม็ ขดี ความสามารถของสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งตอ่ เว้นแต่มผี ูป้ ระกอบวชิ าชีพให้การรับรองว่าการส่งต่อผู้ป่วยฉกุ เฉนิ จะเป็นประโยชนต์ ่อการป้องกนัการเสยี ชีวติ หรอื การรนุ แรงขึ้นของการเจ็บปว่ ยของผู้ป่วยฉุกเฉินน้นั
3) การให้บริการตอ่ ผู้ปว่ ยฉุกเฉินตอ้ งเป็นไปตามความจาเป็นและข้อบง่ ชท้ี างการแพทยฉ์ ุกเฉินโดยมิใหน้ าสิทธิการประกนั การขึน้ ทะเบยี นสถานพยาบาล หรือความสามารถในการรบั ผดิ ชอบคา่ ใชจ้ ่ายของผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ หรือเง่ือนไขใด ๆ มาเปน็ เหตปุ ฏเิ สธผ้ปู ่วยฉกุ เฉนิ ให้ไม่ได้รบั การบริการอยา่ งทนั ทว่ งทีนอกจากวรรคหน่งึ แลว้ สถานพยาบาลต้องกระทาการใด ๆ อันจะมีผลเป็นการควบคุม ระงบั หรือบรรเทาผลรา้ ยจากอันตรายและความเสียหายท่ีเกดิ ขึน้ นัน้ ได้อย่างทันท่วงทีตามสมควรแก่กรณี สาหรับการตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉนิ ของผูป้ ว่ ยน้ัน ใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑ์ดงั ต่อไปน้ี 1. ผปู้ ่วยฉุกเฉินวิกฤต ไดแ้ ก่ บคุ คลซ่งึ ไดร้ บั บาดเจบ็ หรือมีอาการป่วยกะทนั หนั ซ่งึ มีภาวะคุกคามต่อชีวิต ซง่ึ หากไม่ไดร้ ับปฏบิ ัติการแพทยท์ นั ทเี พื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวยี นเลอื ด หรือระบบประสาทแลว้ ผ้ปู ว่ ยจะมโี อกาสเสียชีวติ ได้สูง หรือทาให้การบาดเจบ็ หรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉนิ นน้ัรุนแรงขึน้ หรือเกดิ ภาวะแทรกซ้อนขนึ้ ได้อย่างฉบั ไว ใหใ้ ช้สญั ลักษณ์ “สแี ดง” สาหรบั ผู้ปว่ ยฉกุ เฉนิ วกิ ฤต 2. ผูป้ ่วยฉกุ เฉินเร่งดว่ น ไดแ้ ก่ บคุ คลที่ไดร้ ับบาดเจบ็ หรือมอี าการปว่ ยซงึ่ มีภาวะเฉียบพลนั มากหรอื เจบ็ ปวดรนุ แรงอนั จาเปน็ ตอ้ งไดร้ ับปฏบิ ตั ิการแพทย์อย่างรบี ด่วน มิฉะนนั้ จะทาให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผปู้ ่วยฉุกเฉนิ นั้นรุนแรงขึ้นหรอื เกดิ ภาวะแทรกซอ้ นข้ึน ซึ่งสง่ ผลใหเ้ สียชวี ิตหรอื พิการในระยะต่อมาได้ ใหใ้ ช้สัญลักษณ์ “สีเหลอื ง” สาหรบั ผปู้ ่วยฉกุ เฉนิ เร่งด่วน 3. ผปู้ ่วยฉุกเฉนิ ไม่รุนแรง ได้แก่ บคุ คลซ่ึงได้รบั บาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมภี าวะเฉียบพลนั ไม่รนุ แรง อาจรอรบั ปฏิบตั ิการแพทยไ์ ด้ในช่วงระยะเวลาหนงึ่ หรือเดนิ ทางไปรับบริการสาธารณสขุ ดว้ ยตนเองได้ แต่เปน็ ต้องใช้ทรัพยากรและหากปล่อยไวเ้ กนิ เวลาอันสมควรแลว้ จะทาใหก้ ารบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผปู้ ว่ ยฉกุ เฉนิ นน้ั รุนแรงขนึ้ หรือเกดิ ภาวะแทรกซ้อนขนึ้ ได้ ให้ใชส้ ญั ลักษณ์ “สีเขียว” สาหรับผปู้ ่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สาหรบั ผู้ปว่ ยทเ่ี สยี ชีวติ กอ่ นถึงโรงพยาบาลในทางการแพทยฉ์ กุ เฉิน ใหใ้ ชส้ ญั ลักษณ์ “สดี า”สาหรบั ผปู้ ว่ ยทเี่ สยี ชวี ิต) ในกรณีทผี่ ู้ประกอบวิชาชพี ให้การรับรองวา่ การส่งต่อผปู้ ่วยฉุกเฉนิ จะเป็นประโยชนต์ ่อการป้องกนัการเสียชวี ิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจบ็ ปว่ ยของผปู้ ่วยฉุกเฉนิ นน้ั หรอื เกินขีดความสามารถตามระดับความฉกุ เฉนิ ของผ้ปู ่วย ใหส้ ถานพยาบาลประเภทท่รี ับผู้ปว่ ยไว้คา้ งคืน ดาเนินการสง่ ต่อผู้ปว่ ยฉุกเฉินตามมาตรฐานการสง่ ต่อผปู้ ่วยทีก่ ระทรวงสาธารณสุขประกาศกาหนด และใหส้ ถานพยาบาลประเภททไ่ี มร่ บัผ้ปู ่วยไวค้ า้ งคืนดาเนินการส่งตอ่ ผ้ปู ว่ ยฉกุ เฉินตามมาตรฐานการส่งต่อผปู้ ว่ ยท่ีกระทรวงสาธารณสุขประกาศกาหนดโดยอนุโลม ให้สถานพยาบาลจัดให้มีผปู้ ระกอบวชิ าชีพ เพ่ือคัดแยกผูป้ ่วยฉุกเฉินตามระดบั ความฉกุ เฉินของผูป้ ่วยตลอดเวลา รวมทง้ั ควบคมุ และดแู ลให้ผปู้ ฏิบตั ิการดาเนินการให้ผปู้ ว่ ยฉุกเฉินไดร้ ับการปฏิบตั กิ ารฉุกเฉนิ ตามลาดับความเร่งดว่ น ตามหลกั เกณฑ์ท่ีคณะกรรมการการแพทยฉ์ ุกเฉนิ ประกาศกาหนด นอกจากการจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รบั การบริการตามระดบั ความฉุกเฉนิ ของผู้ป่วยแล้วสถานพยาบาลตอ้ งจดั ให้ผปู้ ่วยฉุกเฉนิ ไดร้ ับการบาบดั เจาะจงตามขีดความสามารถอย่างทนั ทว่ งทีดว้ ย สถานพยาบาลจะตอ้ งมมี าตรฐานการบรกิ ารด้านการแพทย์ฉุกเฉนิ ด้านสถานทีเ่ วชระเบียน
เครอ่ื งมือ เครื่องใช้ ยาและเวชภณั ฑ์ อปุ กรณ์ ยานพาหนะหรอื ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ประจาสถานพยาบาลดังตอ่ ไปน้ี 1) สถานทสี่ ะอาด เรยี บรอ้ ย ปลอดภัย และอานวยความสะดวกเพียงพอ 2) มรี ะบบเวชระเบยี นท่ไี ดม้ าตรฐาน ได้แก่ ระบบการจัดเก็บ การสบื ค้น การคนื และมีความสมบรู ณข์ องข้อมลู ท่บี นั ทกึ ในเวชระเบียน ดังนี้ 2.1 ประวัติการเจ็บป่วย 2.2 อาการแสดง สง่ิ ตรวจพบและการตรวจรา่ งกาย 2.3 ผลการตรวจทางห้องปฏิบตั ิการ 2.4 การวินิจฉัยและการวินจิ ฉัยแยกโรค 2.5 คาสง่ั รกั ษา 3) กรณีท่ีเป็นสถานพยาบาลประเภทท่ีไมร่ ับผู้ปว่ ยไวค้ ้างคนื 3.1 มีอุปกรณช์ ่วยชวี ติ ผูป้ ่วยฉกุ เฉนิ อย่างน้อย ได้แก่ ถุงบีบลมพรอ้ มหน้ากากครอบชว่ ยการหายใจ 3.2 ยา เวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์อ่นื ทีส่ ามารถใหก้ ารรักษาพยาบาลและช่วยชีวิตผู้ปว่ ยฉกุ เฉนิตามลักษณะของสถานพยาบาล 4) กรณที ี่เป็นสถานพยาบาลประเภทที่รับผูป้ ว่ ยไว้ค้างคืน 4.1 มีแผนกผู้ปว่ ยฉุกเฉนิ และตอ้ งจดั ให้มี ก. ชุดตรวจโรคทวั่ ไป ข. ชดุ อปุ กรณ์ ยา เวชภัณฑ์และเคร่ืองมือแพทย์ในการชว่ ยฟ้ืนคืนชพี ค. ชุดอุปกรณ์ฟ้นื คนื คล่นื หวั ใจด้วยไฟฟ้าอตั โนมตั ิหรือก่ึงอัตโนมัติ ง. เครื่องดูดเสมหะ ออกซเิ จนและอปุ กรณ์ช่วยหายใจ จ. ชุดใสท่ ่อหายใจและชว่ ยหายใจ ฉ. ชุดและอปุ กรณใ์ นการปฐมพยาบาล เชน่ การดามกระดูกเบอ้ื งต้น ชุดห้ามเลอื ดชุดลา้ งสารพิษ ช. ชดุ รกั ษาฉุกเฉิน เช่น ชดุ เจาะปอด ชุดเจาะคอ ชุดให้น้าเกลือโดยทางผา่ เส้นเลือดและโคมไฟส่องเฉพาะท่ี ซ. เครื่องมือส่องหู คอ จมูก และเครื่องหยบิ สิ่งแปลกปลอม ฌ. อา่ งฟอกมอื ชนดิ ท่ีไม่ใชม้ ือเปิดปดิ น้า ญ. ระบบไฟฟา้ และแสงสว่างสารอง ท้ังนี้ เปน็ ไปตามลักษณะของสถานพยาบาลและมาตรฐานวิชาชีพ 4.2 มีระบบรถรับส่งผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ ต้องได้รบั อนุญาตใหใ้ ชง้ านจากสานกั งานตารวจแหง่ ชาตแิ ละต้องจดั ให้มี ก. ไฟสัญญาณฉุกเฉนิ สนี ้าเงนิ ติดตงั้ บนหลังคารถ ข. เปลเคล่อื นย้ายผปู้ ว่ ย
ค. ชุดอปุ กรณ์ ยา เวชภณั ฑแ์ ละเครอื่ งมือแพทยใ์ นการช่วยฟื้นคนื ชพี ประจารถ ง. เครอ่ื งดดู เสมหะ ออกซิเจนและอปุ กรณ์ช่วยหายใจ จ. ชุดห้ามเลือด เย็บแผลและทาแผล 4.3 จดั ใหม้ ีผู้ประกอบวชิ าชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบวชิ าชพี การพยาบาลและการผดงุ ครรภ์ประจาแผนกผูป้ ่วยฉุกเฉินตลอดเวลาทาการอย่างน้อยหนงึ่ คน ในกรณีทีผ่ ูป้ ่วยฉุกเฉินวิกฤตผ้ใู ดเป็นผมู้ ีสิทธิไดร้ ับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายว่าดว้ ยหลักประกันสขุ ภาพแห่งชาติ หรือกฎหมายว่าดว้ ยประกันสังคม หรือกฎหมายวา่ ด้วยเงนิ ทดแทน หรือจากสว่ นราชการหรือองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน หรือรฐั วสิ าหกจิ หรือหนว่ ยงานอื่นของรัฐ และเม่ือผูน้ ัน้ ไปรบั บริการจากสถานพยาบาลเมื่อใดแล้ว ใหส้ ถานพยาบาลแจง้ การเข้ารบั บริการและให้เรยี กเก็บค่าใชจ้ ่าย ด้านการรักษาพยาบาลตามหลกั เกณฑ์วิธีการและเง่ือนไขท่ีสานกั งาน หรอื หน่วยงานต้นสงั กัด หรือกองทนุ ทีผ่ ้ปู ่วยพึงมสี ทิ ธิด้านการรักษาพยาบาลนั้น หรือจากหน่วยงานตามนโยบายรัฐบาลแล้วแต่กรณีประกาศกาหนด นอกจากมาตรฐานการบรกิ ารดา้ นการแพทย์ฉุกเฉนิ ของสถานพยาบาลตามที่กาหนดในประกาศน้ีให้ถือปฏิบัตโิ ดยอนุโลมตามมาตรฐานการให้บรกิ ารดา้ นการแพทย์ฉุกเฉนิ ตามกฎหมายว่าดว้ ยการแพทย์ฉกุ เฉนิ และมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขกรณีอบุ ัติเหตุ หรือกรณเี จบ็ ปว่ ยฉุกเฉินตามกฎหมายวา่ ด้วยหลกั ประกันสขุ ภาพแห่งชาติ และตามกฎหมายว่าดว้ ยการประกอบวิชาชีพดา้ นการแพทย์และสาธารณสุขดว้ ยแล้วแต่กรณี4.2 การจาแนกผูป้ ว่ ยอบุ ัตเิ หตุและฉุกเฉิน การคัดแยกผู้ปว่ ยอบุ ัตเิ หตแุ ละฉุกเฉิน (Triage at ER) จากมาตรฐานการจดั บริการของห้องอุบตั ิเหตุฉุกเฉนิ ซึ่งต้องมีการจดั บริการการแพทย์ฉกุ เฉิน(EMS) ทเี่ ป็นบรกิ าร ณ จุดเกิดเหตุ และต้องมีการจัดบรกิ ารพยาบาลผ้ปู ว่ ยในสถานพยาบาล ณ ห้องอบุ ัตเิ หตุและฉกุ เฉิน (at ER) ดว้ ย ซง่ึ ตอ้ งอาศัยความสามารถในการคัดแยกผ้รู ับบรกิ ารอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพือ่ ให้การพยาบาลไดอ้ ย่างมคี ุณภาพ จากการประชุมการดแู ลผปู้ ่วยฉกุ เฉิน ของโรงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวิทยาลัยมหดิ ลเม่อื วนั ท่ี 6-10 มถิ ุนายน 2554 เกีย่ วกบั ระบบการคัดกรองผ้ปู ว่ ย (Triage) ไว้ดงั น้ี การประเมินการบาดเจ็บ โดยใช้ TRUAMA SCORING หมายถึงการประเมินการบาดเจบ็ ของผ้ปู ว่ ยโดยใชก้ ารวัดตา่ ง ๆ อยา่ งเปน็ รูปธรรม (measurement) ท้ังน้ีในระยะเริ่มตน้ มีการนามาใชเ้ พอ่ื ให้แพทยส์ ามารถประเมินความรุนแรงของการบาดเจบ็ และเปรยี บเทียบผลของการรักษาได้อยา่ งเปน็ ระบบ Revised Trauma Score (RTS) สามารถวัดได้ง่าย และใช้ประโยชนต์ ามท่ีต้องการได้เปน็ อย่างดี ถือเปน็ มาตรฐานในขณะนี้ การใช้ trauma score มาชว่ ยในการจัดกลุ่มประเภทผปู้ ว่ ยซง่ึ แตเ่ ดิมนน้ั trauma score ประกอบด้วยคา่ ทางสรรี วทิ ยาหลายอย่าง คือ Respiratory rate Respiratoryeffort Systolic Blood Pressure Capillary refill และ Glascow coma scale แต่ในปัจจุบนั ได้ปรับใชค้ ่าทางสรรี วิทยาเพียง 3 อยา่ ง เพ่ือความสะดวกในทางปฏบิ ัติโดยเปล่ียนเป็น Revised Score หรอื TriageRevised Trauma Score (TRTS) ซ่งึ ใช้ Respiratory rate Systolic Blood Pressureและ Glascow
coma scale และปรับค่าท่วี ัดได้แตล่ ะตวั เป็น score 0-4 โดย score 4 เป็นคา่ ทีอ่ ยู่ในเกณฑป์ กติ ลดหล่นัลงมาถึง 0 เป็นค่าท่วี ัดไมไ่ ดเ้ ลยดงั (ตารางที่ 1) โดยระดับคะแนนท่ีได้ ใหค้ ูณดว้ ยน้าหนัก ทค่ี านวณไว้ (ตามความสาคัญของแตล่ ะตวั ชี้วดั ) กอ่ น แลว้ จึงนามาบวกรวมกันตารางที่ 1 Revise Trauma Score (RTS)ค่าทางสรีรวทิ ยา คา่ คะแนนPhysiological variableRespiratory rate (ครั้ง/นาท)ี 10 - 29 4 > 29 3 6-9 2 1-5 1 00Systolic Blood pressure (mmHg.) > 90 4 76 - 89 3 50 - 75 2 1 - 49 1 00Glasgow Coma Scale (GCS) 13 - 15 4 9 – 12 3 6–8 2 4–5 1 30 เมือ่ นา score ท้ัง 3 มารวมกันจะได้เป็นคา่ TRTS ซง่ึ มคี ะแนนเต็ม 12 ไปจัดกลุม่ ผบู้ าดเจ็บดังนี้1 - 10 คะแนน ต้องชว่ ยอยา่ งเร่งด่วน : T1 สแี ดง11 คะแนน ต้องดแู ลรักษาภายใน 2 - 4 ช่วั โมง : T2 สเี หลอื ง12 คะแนน รอไดน้ านเกิน 4 ชว่ั โมง : T3 สีเขยี ว0 คะแนนเสียชีวิต สีดา โดยปกติการเกิดอุบตั ิเหตุหมู่ จะมกี ารสื่อสารเก่ียวกบั ข้อมลู ลกั ษณะ สาเหตุของเกิดอุบตั ิเหตุจานวน ความรุนแรงของผปู้ ระสบภัยให้สถานพยาบาลทราบ เพอ่ื การเตรียมความพร้อมรับผ้ปู ่วย/ผู้บาดเจ็บของสถานพยาบาล จงึ ทาให้แพทย์ พยาบาล รวมทง้ั บคุ ลากรอ่นื ๆ ท่ีเก่ยี วข้องไดเ้ ตรียมความพร้อมตามจุดท่ีวางแผนรบั เอาไว้ สาหรับผปู้ ว่ ย/ผบู้ าดเจบ็ ท่ไี ด้รบั การคดั แยก ณ จดุ เกิดเหตุ (Triage sieve) และถูกส่งต่อมายงั สถานพยาบาล จะได้รบั การประเมินผ้ปู ่วย/ผบู้ าดเจบ็ เป็นระยะ ๆ ระหวา่ งการส่งต่อ เม่อื กลุ่มผปู้ ่วย/
ผู้บาดเจบ็ มาถงึ ขนั้ ตอนแรกสุด คือการจาแนกผปู้ ่วยตามระดับความรนุ แรง เรยี กว่า TRIAGE (Triage sort)กระทาโดย แพทยซ์ ่ึงชานาญการทีส่ ดุ ในขณะนั้น จะทาการจาแนกผปู้ ่วย/ผู้บาดเจบ็ ออกเปน็ 4 กลมุ่ โดยใช้ปา้ ยข้อมือสีต่าง ๆ และมีหมายเลขเรียงลาดับ การจาแนกสี ทาให้ความสะดวกสาหรบั Patient identificationในระยะแรก เนือ่ งจากยังไม่มเี วลาหรือโอกาสในการสอบถามชื่อผ้ปู ่วยกลมุ่ ที่ 1 สีแดง - ผปู้ ว่ ยอาการรนุ แรงมาก ต้องรักษาชว่ ยชีวติ ฉกุ เฉนิกลมุ่ ที่ 2 สีเหลือง - อาการรนุ แรงแตพ่ อรอได้ เชน่ กระดกู หักกล่มุ ท่ี 3 สเี ขียว - อาการเล็กนอ้ ย เดนิ ได้กลุ่มที่ 4 สีดา - ผปู้ ว่ ยเสยี ชวี ติ หรอื BRAIN DEATH รปู แสดงตวั อยา่ งของ Triage tag ที่พบเห็นได้ บ่อย ในการคดั แยกผู้ป่วยในอุบัตเิ หตหุ มู่4.3 หลกั การเตรยี มรบั ผปู้ ่วยอุบัตเิ หตหุ มู่ เม่อื จาแนกผู้ปว่ ยและสวมใส่ป้ายขอ้ มือ (Triage tag) แล้ว เวรเปลจะดาเนนิ การยา้ ยผู้ปว่ ยไปทาการรักษาพยาบาลในบรเิ วณท่ีกาหนดไว้สาหรับสีนั้น ซ่งึ จะมีแพทย์ พยาบาลพร้อมอุปกรณ์แพทย์ต่าง ๆเตรยี มพร้อมอยูใ่ นทุกบรเิ วณท้ัง 4 สี รับช่วงดาเนินการตอ่ ไป เมอื่ พน้ ข้ันตอน ของ TRIAGE (Triage sort)แล้ว การรกั ษาพยาบาลสาหรับผู้ปว่ ย trauma แต่ละรายมีหลักการ 5 ประการดงั นี้ หลักในการดแู ลผู้ป่วยบาดเจ็บ Trauma และผู้ปว่ ยฉุกเฉินทหี่ ้องอบุ ตั เิ หตฉุ ุกเฉิน หลกั การทว่ั ไปในการดูแลรกั ษาผูป้ ่วย trauma 5 ขนั้ ตอน คือ 1. Primary survey 2. Resuscitation 3. Secondary survey 4. Diagnostic investigation และ 5. Definitive treatment
ขน้ั ท่ี 1 PRIMARY SURVEY = rapid assessment to find life threatening conditionsขน้ั ตอนแรกของการรกั ษา คอื การตรวจผูป้ ่วยอยา่ งรวดเรว็ ที่สุด เพ่อื ประเมนิ วา่ ผ้ปู ว่ ยมีภาวะท่ีเป็นอนั ตรายต่อชวี ติ อยู่หรือไม่ โดยเร่ิมที่จดุ ทจี่ ะทาให้ผปู้ ว่ ยเสียชีวติ ไดเ้ รว็ ทส่ี ดุ ดู Air way ก่อน แล้วรองลงไปตามลาดับตามอักษรช่วยจาคือ ABCD ซ่ึงในความเปน็ จริงแล้วแพทย์กระทาไปเกือบจะพร้อมกนัA = AIRWAY ทางเดนิ หายใจอุดตันไดจ้ ากหลายสาเหตุ ทพี่ บบ่อยคือ - ผูป้ ว่ ยหมดสติ (Unconcious) เม่ือนอนหงาย โดยล้ินจะเล่ือนไปอุด Air way และมนี า้ ลายหรอื เลือดท่ีออกมาอุดกัน้ ด้วย - การบาดเจ็บทรี่ ุนแรงของใบหน้ามกี ารบวมมเี ลือดออกมาก (maxillofacial injuries) - ส่ิงแปลกปลอมในปากคอ หรอื ลงไปในหลอดลม เชน่ ฟันปลอม - การบาดเจบ็ ท่คี อ Larynx, trachea มีการบวมB = BREATHING, VENTILATION ความผดิ ปกติท่ีนอกเหนอื จากการอดุ ตนั ของทางเดนิ หายใจ มผี ลให้เกิดปัญหาของการหายใจได้ไม่เพียงพอไดแ้ ก่ - Tension pneumothorax - Massive hemothorax - Open pneumothorax - Flail chestC = CIRCULATION ระบบหมุนเวยี นโลหติ ผิดปกติ ทส่ี าคัญคือภาวะ Shock เปน็ ภาวะท่ีทาให้ Blood supply ไปยงั อวัยวะตา่ ง ๆไม่เพยี งพอ (inadequate tissue perfusion) อาการแสดงท่ีสาคญั คอื Hypotension Impairmentof Consciousness Cyanosis OliguriaตารางแสดงClassification of hemorrhageItem Class 1 Class 2 Class 3 Class 4 15-30% 30-40% >40%% blood Loss <15% 750-1500 1500-2000 >2000 <120 >120 >140Blood volume (ml) < 750 decrease decrease decrease 20-30 30-35 >35Pulse rate (ครงั้ /นาที) <100 20-30 5-20 No กระวนกระวาย สบั สนconfuse ซมึ LethargicPulse pressure mm.Hg. Normal Mild anxiousRespiratory rate (ครง้ั /นาท)ี 14-20Urine output/hr. (ml) >30 mlMental status ปกติ Normal
Shock in traumatic patients ภาวะช็อก คือภาวะทเ่ี น้ือเยือ่ ของรา่ งกายมีเลือดมาเลยี้ งไม่เพยี งพอ สาเหตุจากความผิดปกติในระบบหมุนเวียนโลหติ สาหรับในผู้บาดเจบ็ เราอาจแบ่งภาวะช็อก ออกได้เป็น 2 กล่มุ คอื 1. Hemorrhagic Shock ภาวะช็อคทีเ่ กิดจากการเสยี เลือดจานวนมาก เนื่องจากการบาดเจบ็ อาจแบ่งไดเ้ ปน็ 1.1 External hemorrhage มบี าดแผลภายนอก เสน้ เลือดใหญ่ฉีกขาด เสยี เลือดออกไปภายนอก มองเห็นได้ หรอื มีเลือดออกในทางเดนิ อาหาร มอี าเจยี น หรือถา่ ยเป็นเลือดจานวนมาก 1.2 Internal hemorrhage มกี ารบาดเจ็บของอวยั วะภายใน เช่น ชอ่ งอก ชอ่ งทอ้ ง หรอื ในเนื้อเยอ่ื จากกระดูกหักมองไม่เห็นเลือดออกจากภายนอก จงึ มปี ัญหาทางด้านการวินิจฉยั ท่ียากมากข้นึ 1.3 มีทงั้ 2 ประการรวมกัน เม่อื มีการเสียเลอื ด รา่ งกายจะมีการตอบสนองซง่ึ ขึ้นอยู่กบั ปริมาณและความเรว็ ของการเสียเลือด โดยในระยะแรกเม่ือเสียเลือดไปยังไม่มาก ไมเ่ กนิ 10% ของปริมาณเลือด มีการเคลอ่ื นที่ของ fluid จากนอกหลอดเลอื ดเข้ามาทดแทนภายในหลอดเลอื ดพอเพยี ง ทาให้ยงั ไม่มีอาการผดิ ปกติใด ๆ แต่เมื่อมีการเสยี เลือดตอ่ เนื่องมากขน้ึ จะเริม่ มี hypovolemia ไปกระตุน้ ระบบประสาทอัตโนมัติsympathetic ให้มีการหล่ังของสาร adrenaline และสารอน่ื ๆ ทาให้มีอาการและอาการแสดงออกมา เช่นPale Tachycardia Peripheral vasoconstriction และเมอื่ การเสยี เลือดไม่ไดร้ บั การแก้ไข ก็จะเริ่มเกดิภาวะช็อก มีชีพจรเบาเร็ว ความดนั โลหติ ลดลง vital organ function impairment เชน่ brain เกิดอาการมนึ งงสับสน kidney เกดิ ปสั สาวะออกน้อย lung เกิดการหายใจเรว็ เนือ่ งจากภาวะขาดออกซเิ จน ทาให้มีการกระตนุ้ ศนู ย์การหายใจที่ก้านสมองแบ่งความรุนแรงของการเสยี เลือด เป็น 4 grade ดงั น้ี Hemorrhage grade 1 หมายถึง มกี าร เสียเลือดไม่เกนิ 15% ของ blood volume (70 ml/ kg)ประมาณการเสยี เลือดไมเ่ กิน 750 มล. พบมีอาการผดิ ปกตินอ้ ยมาก ไม่จาเป็นตอ้ งให้สารน้าทดแทน Hemorrhage grade 2 หมายถึง มกี ารเสยี เลอื ด 15 – 30 % ของ blood volume ประมาณ 750 -1,500มล. พบว่า มหี ัวใจเตน้ เรว็ ความดนั ชพี จรแคบลง มี Postural hypotension Peripheral vasoconstriction การให้สารนา้ ทดแทนใหเ้ พียง crystalloid fluid อย่างเดยี ว ได้แก่ Isotonic crystalloids เช่น 0.9%NSS LRS Hemorrhage grade 3 หมายถึง มีการเสียเลือด 30 – 40 % ของ blood volume ประมาณ 2,000มล. มีอาการและอาการแสดงของภาวะช็อกอย่างชัดเจน ชพี จรเบาเร็ว ความดนั โลหิตต่า สับสน ปสั สาวะออกน้อย ผูป้ ่วยต้องการทั้ง crystalloid / blood transfusion Hemorrhage grade 4 หมายถึง มกี ารเสยี เลือดมากกวา่ 40 % ของ blood volume ซ่ึงมีอนั ตรายถงึ ชวี ิต ผู้ปว่ ยมี ความดนั โลหิตต่ามาก ปัสสาวะไม่ออก ผวิ หนงั เย็นซีด ต้องให้เลือดทดแทน และผา่ ตดั หยุดเลือดออกโดยทันที 2. Non-hemorrhagic shock เป็นภาวะช็อกจากสาเหตุอืน่ นอกจากการเสยี เลอื ด ในผู้บาดเจบ็อาจสาเหตุจาก
2.1 Cardiogenic shock มักเกดิ จาก cardiac temponade เนอื่ งจากมเี ลอื ดออกในช่องเยอื่หมุ้ หวั ใจ ทาให้เกดิ การบบี รดั เลอื ดเขา้ ส่หู ัวใจไดน้ ้อยกว่าปกติ venous return ลดลง จึงทาให้ cardiacoutput ลดลง นอกจากนี้อาจเกิดจากมีการบาดเจบ็ ตอ่ หัวใจโดยตรง เชน่ Myocardial contusion ทาให้การทางานของหวั ใจล้มเหลว 2.2 Tension pneumothorax มลี มร่วั เขา้ ในช่องเย่ือหุ้มปอด เกิดความดนั สูงจนกระท่งั เบยี ดปอดให้แฟบลง mediastinal shift ไปดา้ นตรงข้าม มกี ารบิดตวั ของเสน้ เลือดใหญ่ทาใหเ้ ลอื ดไหลเขา้ สู่หัวใจได้นอ้ ย cardiac output ลดลง 2.3 Neurogenic shock เกิดจากการบาดเจบ็ ของ spinal cord มีการขยายตวั ของหลอดเลอื ดส่วนปลายท่วั ไปอยา่ งมาก ทาให้ความดนั ลดลง venous return ลดลง 2.4 Hypovolemic shock เกิดจากการสูญเสยี สารน้าที่ไม่ใชเ่ มด็ เลือด เชน่ บาดแผลไฟไหม้ น้าร้อนลวกทร่ี นุ แรง และกว้าง จนกระทงั่ มี hypovolemia มกี ารเสีย serum extracellular fluid จานวนมาก 2.5 Septic shock เกิดในระยะสัปดาหท์ ี่ 3 - 4 ของการบาดเจ็บ มภี าวะแทรกซ้อนทาให้มีการอักเสบติดเชื้อรุนแรงมากขึ้นจนเกดิ ภาวะ sepsis พิษของเชื้อโรคเข้าส่กู ระแสโลหิต เกิด multiple organ failureD = DISABILITY / NEUROGENIC การบาดเจ็บของระบบประสาท สมอง ที่เป็นสาเหตุให้เกดิ การเสียชีวิตได้อย่างรวดเรว็ เกิดจาก การไดร้ ับอนั ตรายที่สมอง Cerebral Brain stem contusion Laceration Hemorrhage เนื้อสมอง หรือการไดร้ ับอนั ตรายของ Epidural Subdural hematoma ทาใหเ้ กดิ Brain Herniation ไปกดเบียด Brainstem อาการทส่ี าคญั เช่น Cushing’s reflex มี Bradycardia systolic hypertension เนื่องจากเกดิ มีIncrease Intracranial Pressure มี Impairment of consciousness อย่างรวดเร็ว มี Hemiplegia หรือมีpupillary dilation เป็นต้นข้ันท่ี 2 SECONDARY SURVEY เปน็ การประเมนิ ผ้ปู ว่ ย/ผู้บาดเจบ็ อย่างละเอยี ดในระบบตา่ ง ๆ เพื่อใหก้ ารวนิ ิจฉยั และการรักษาพยาบาลท่ีเฉพาะเจาะจง Secondary Survey จะเริม่ ตน้ เมื่อ Primary Survey เสร็จสมบูรณ์ และจะมกี ารเรมิ่ กระบวนการ resuscitation และ Vital function ของผู้ปว่ ยเริ่มกลับเขา้ สู่ภาวะปกติแลว้ การทา Secondary Survey ประกอบด้วย 1. การซักประวตั โิ ดยละเอียด 2. การตรวจร่างกายในแตล่ ะระบบ 3. Diagnostic test 4. การถ่ายภาพรังสี 5. การตรวจพเิ ศษ 6. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซงึ่ อาจเร่มิ ตั้งแต่การประเมนิ ในระยะท้ายของการประเมินข้นั ต้น
ขน้ั ท่ี 3 RESUSCITATION คือขั้นตอนของการรกั ษาเพอ่ื ชว่ ยชีวติ ผูป้ ว่ ย เปน็ ข้นั ตอนที่ต้องทาต่อเน่ืองกันกบั ข้ันตอนท่ี 1(Primary survey) ภาวะทเ่ี ป็นอนั ตรายต่อชีวติ ต้องทาการรกั ษาทันที ขัน้ ตอนท่ี 1และ 2นี้ แพทย์จะทาอยู่ตลอดเวลาจนกว่าผู้ป่วยจะรอดชวี ติ มอี าการดีขน้ึ แล้ว (hemodynamic stable) จงึ จะไปสู่ข้ันตอนที่ 3ต่อไปได้ การปฏบิ ตั ิก็เป็นไปเช่นเดียวกับการทา Primary survey คอื ตามอักษรชว่ ยจา ABCDEA = AIRWAY MANAGEMENT WITH CERVICAL SPINE PRECAUTION เม่อื ตรวจพบวา่ มี Air way obstruction จะตอ้ งรีบแกไ้ ขโดยทันทีไปตามสาเหตุท่ีพบ แต่จะต้องระวังวา่ ผปู้ ว่ ยอาจจะมี Fracture Of cervical Spine อยู่ด้วย จึงต้องหลกี เลีย่ งการเคล่ือนทขี่ องศรี ษะและคออย่างรุนแรง การชว่ ยเหลอื กระทาดังน้ี 1. เอาสิ่งแปลกปลอม ดูดเลือดและนา้ ลายออกจากชอ่ งปากใหส้ ะอาด 2. ถ้าผ้ปู ่วยหมดสติ แตย่ งั หายใจไดด้ ี ตรวจ Glasgow coma score มากกวา่ 9 อาจใส่เพียงOropharyngeal airway และให้ O2 mask 3. ควรทา Definitive airway คือ Endotracheal intubation ในผู้ปว่ ยต่อไปนี้ 1) ผปู้ ว่ ยหมดสติ Glasgow coma score < 9 2) Severe maxillofacial or neck injury 3) Severe flail chest 4) Inhalation burn 5) Cardiopulmonary failure 4. กรณีทีไ่ มส่ ามารถใส่ Endotracheal tube ได้ และผปู้ ว่ ยหายใจเองไม่ไดแ้ พทย์อาจต้องทาSurgical crico- thyroidotomy โดยทนั ที เม่อื ผปู้ ่วยอาการดีขน้ึ แลว้ จงึ เปล่ยี นไปเป็น TracheostomyภายหลงัB = BREATHING เม่อื ตรวจพบมภี าวะท่เี ปน็ อันตรายตอ่ ไปน้จี ะตอ้ งรีบแกไ้ ขทันทีถา้ ชา้ ผูป้ ว่ ยจะเสยี ชวี ิตภายในไมก่ ่ีนาที 1. TENSION PNEUMOTHORAX แพทย์จะใช้เข็มขนาดใหญ่ No. 14 - 16 แทงที่ Second intercostal space แนว midclavicularline เพ่ือระบายลมออกก่อน ในระหว่างท่ีพยาบาลต้องจดั เตรียมอุปกรณก์ ารใส่ Chest Drainage เมื่อพร้อมแลว้ จึงใส่ ICD ท่ี 5th intercostal space – midaxillary line ตอ่ ไป 2. MASSIVE HEMOTHORAX
การรักษา แพทยจ์ ะต้องรบี ใส่ ICD ที่ 5th intercostal spaceแนว midaxillary line และให้Rapid bolus of IV คอื RLS รวมท้งั Transfusion เพ่ือแก้ไขภาวะเสยี เลือดตอ่ ไปในทนั ที มีข้อบง่ ชี้ทจ่ี ะต้องทาการผ่าตดั ในผปู้ ว่ ยต่อไปนี้ 1) มีเลอื ดออกมามากกว่า 1,500 ml ในการใส่ ICD ครั้งแรก 2 มเี ลือดออกต่อเนอ่ื งไมห่ ยุดมากกว่า ๒๐๐ ml / hr ตดิ ตอ่ กันมากกว่า 3 – 4 ชัว่ โมง และHemodynamic unstable 3) caked hemothorax คือมีก้อน clot ขนาดใหญ่ใน pleural cavity 3. OPEN PNEUMOTHORAX เกิดจากมีบาดแผลเปดิ ขนาดใหญ่ในผนังทรวงอก ทาให้มีรูติดตอ่ ระหวา่ ง pleural cavity และอากาศภายนอก การรกั ษาเรง่ ด่วน โดยใช้ Vaseline gauze ปิดแผลทันที โดยปดิ พลาสเตอร์ 3 ดา้ น เพ่ือใหล้ มรั่วออกมาได้ทางดา้ นที่ไม่ไดป้ ดิ ในระหว่างการหายใจออก เป็นการปอ้ งกันการเกดิ Tension pheumothoraxหลงั จากนั้นจงึ รบี ใส่ ICD เมื่อใส่ ICD เรียบรอ้ ยแลว้ จึงมาจัดการทาความสะอาดและรักษาบาดแผลต่อไป 4. FLAIL CHEST เกดิ จากมี severe blunt chest trauma มีการหักของกระดกู ซีโ่ ครงหลายซตี่ ิดกัน เกิดเปน็ Freesegment และ มกั มี pulmonary contusion ร่วมดว้ ย ตอ้ งให้การรกั ษาอย่างเร่งด่วน แพทย์อาจให้ยาระงบั ปวดทนั ที ถา้ ผู้ป่วยมอี าการหายใจหอบหรือหายใจลาบาก(Respiratory distress) แพทยจ์ ะใส่endotrachial tube และให้ volume respirator เพื่อรักษาภาวะ pulmonary contusion และเป็นinternal immobilization ซึง่ อาจต้องใส่ถงึ 3 สปั ดาห์C = CIRCULATION การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บในภาวะชอ็ ก ตอ้ งใหก้ ารรักษาให้ทันที เพ่อื ป้องกนั อย่าใหเ้ กิดภาวะชอ็ กการวินิจฉัยโดยเร็วและหาสาเหตอุ ย่างเร่งดว่ นจะช่วยใหผ้ ้ปู ว่ ยปลอดภยั ได้เรว็ เท่านัน้ ซง่ึ จะตอ้ งใหร้ ักษาไปด้วยพร้อมกัน vascular access ในภาวะทม่ี ีการเสียเลือด หรือมี sever hypovolemia ควรเปิดหลอดเลือดดาทันที โดยใช้ เข็มเบอร์ใหญ่ ๒ อันเปิดท่หี ลอดเลือดดาส่วนปลาย แต่ถ้าไมส่ ามารถเปดิ ไดห้ รอื ผู้บาดเจ็บมีอาการรุนแรง ผสู้ งู อายุ หรอื มีโรคหวั ใจ ใหท้ า venous cut down คือผ่าตดั เปิดหลอดเลือดดาท่ี Basilicvein หรือ saphenous vein นอกจากนี้อาจใชว้ ธิ เี ปดิ หลอดเลอื ดดา central line – internal jugularvein subclavian vein การใหส้ ารน้าในระยะแรก ควรให้ Crystalloid solution กอ่ น โดยให้ Ringer lactated solutionในอัตราเร็วตามภาวะของผู้บาดเจ็บ ถา้ อยู่ในภาวะช็อกให้เรว็ ทสี่ ดุ 2 ลิตรภายใน 15 นาที แลว้ ดกู ารตอบสนองถ้าเสียเลอื ดไปไม่มากผู้ปว่ ยจะมคี วามดนั โลหติ กลับมาปกติและคงท่ี (stable) เรยี กวา่ มีการตอบสนองแบบrapid response แต่ถ้ามีการเสยี เลอื ดไปมาก หรอื ยังคงมีเลือดออกมากอยู่ตลอด ผ้ปู ่วยกจ็ ะมีอาการเลวลงอกี เรียกวา่ มี transient response แตถ่ ้าไม่ดีขึน้ เลย เรยี กวา่ มี non-response แมจ้ ะใหส้ ารนา้ เพ่มิ ไปอีกก็ไม่ดขี ึ้น ในกรณีนผี้ ูป้ ว่ ยมีการเสยี เลือดมากกวา่ 40 – 50 % ข้ึนไป จะตอ้ งรบี ให้ RLS อีก 2 ลติ รอยา่ งเรว็
ทส่ี ดุ และให้เลือดดว้ ย แล้วดกู ารตอบสนอง สาหรับผู้ใหญ่ พบว่าการเสียเลอื ดไป 1 มลิ ลลิ ติ ร ต้องให้ สารน้าทดแทน ๓ มลิ ลลิ ติ ร ถา้ มีการเสียเลอื ดมากในระดบั class 3 และ 4 ต้องใหเ้ ลอื ดด้วย สว่ นการให้ colloidเช่น Hemaccel พิจารณาใหใ้ นกรณที ่ีมีการเสยี เลอื ดมาก แต่เลอื ดยังไม่พร้อมก็ใหท้ ดแทนไปก่อน อย่างไรก็ตามการให้ในปรมิ าณมากๆอาจทาใหเ้ กิดการแข็งตัวของเลอื ดผดิ ปกติได้ กลุ่มที่เสยี เลือดมากอยู่ตลอดต้องรีบนาเขา้ ไปผ่าตัด เพื่อหยดุ เลือดโดยทันที อย่าเสียเวลาใหส้ ารน้าหรือเลอื ดอยนู่ านเกนิ ไปD = DISABILITY / NEUROGENIC ในผปู้ ว่ ยท่ีบาดเจบ็ ทศ่ี ีรษะ และภาวะเร่งด่วน คือ Brain herniation กาลงั เกดิ ข้ึน ต้องได้รับการรกั ษาโดยทันทเี พ่ือปอ้ งกันการเกดิ Brain death หรือเสียชวี ิตในระหวา่ งเตรยี มการผ่าตัด โดยแพทยจ์ ะให้การรกั ษาโดย 1. Endotracheal intubation และให้ Hyperventilation เพือ่ ให้ CO2 ลดลงอย่ใู นระหว่าง 30 –35 mm.Hg. จะทาให้การบวมของสมองลดลง 2. ยกศรี ษะสงู 30° เพือ่ เพิม่ Venous drainage 3. ให้ Furosemide หรอื mannitol เพื่อลดการบวมของสมอง 4. รีบทาการผ่าตดั รักษาที่สาเหตุ เชน่ remove intracranial hematomaE = EXPOSURE / ENVIRONMENT เพอ่ื ให้แพทย์สามารถตรวจร่างกายผ้ปู ว่ ยได้อยา่ งละเอยี ดสมบรู ณ์ จงึ ตอ้ งถอดเส้ือผา้ ของผู้ป่วยออกเพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ การ Miss diagnosis อย่างไรกต็ าม จะต้องดูแลผู้ปว่ ยไม่ใหเ้ สียความรอ้ นจากรา่ งกายมากจนเกิด Hypothermiaขนั้ ท่ี ๔ DIAGNOSTIC INVESTIGATION เม่อื แพทย์ทาการรักษาผ้ปู ว่ ย Trauma ในข้ันตอนท่ี 1และ 2 จนกระท่ังผู้ป่วยรอดชวี ติ อาการเรม่ิ มีHemodynamic stable ดขี ้ึนแล้ว จึงเร่มิ ข้นั ตอนที่ 3 คือการตรวจรา่ งกายผู้ปว่ ยอย่างละเอยี ดต้ังแตศ่ ีรษะจรดปลายเทา้ ตรวจให้ครบถ้วนทกุ ระบบ หากพบความผดิ ปกติใด กท็ าการรักษาไปตามสาเหตุ ขน้ั ตอนนีเ้ ปน็ขน้ั ตอนทสี่ าคญั มาก เนื่องจากการตรวจร่างกายที่ไมล่ ะเอียดหรือบกพร่องไป หากมีการบาดเจบ็ ที่สาคญั อยู่แต่ยงั ไมแ่ สดงอาการออกมาในระยะแรก เชน่ Retroperitoneal injury กจ็ ะทาให้การรกั ษาล่าช้า เป็นสาเหตุสาคัญของการเสยี ชวี ิตในผปู้ ว่ ย trauma เป็นจานวนมากในแต่ละปี DIAGNOSTIC INVESTIGATION ทาไดด้ ังน้ี 1 ทาการตรวจรา่ งกายผ้ปู ว่ ยเพ่มิ เตมิ สาหรับการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารและทางรงั สีวทิ ยา ควรทาในกรณที ีจ่ าเป็นและทาให้น้อยทส่ี ดุ ในขณะท่ีได้รบั ประโยชนใ์ นการวินิจฉยั ได้มากท่ีสดุ นอกจากนี้ควรพิจารณาถงึ ความคมุ้ ค่าด้วยในกรณีที่การตรวจนั้นมีราคาแพง 2 ไม่ควรส่งผูป้ ว่ ยไปตรวจทางรงั สีวทิ ยา เชน่ CT SCAN ในขณะท่ผี ้ปู ่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ยังมีHemodynamic Unstable 3 Basic investigation ทค่ี วรทาในผ้ปู ่วย trauma ทีม่ ี multiple injuries ได้แก่ CBC, PT, PTT,BUN, Cr, C/M for Blood transfusion, U/A, CXR-PA, lateral , C-spine lateral view, pelvis-AP
4 investigation อ่นื ๆ พิจารณาตามข้อบ่งชี้ เม่อื สงสัยว่าจะมีการบาดเจบ็ ของอวยั วะใด โดยทไ่ี ม่มีอาการหรืออาการแสดงออกไมช่ ัดเจน เชน่ - Serial hematocrit กรณีท่ีสงสัย Internal bleeding - Single shot IVP กรณสี งสัย Renal injuries - Bronchoscope กรณสี งสัย tracheal, bronchial injury - Esophagogram โดยใช้ water soluble contrast media เม่อื สงสยั วา่ จะมีEsophargeal injury - Esophagoscope หากทาร่วมกับ esophagogram จะวินิจฉัย esophageal Injury ได้มากกวา่ ร้อยละ 90 - สาหรับ Abdominal injury ในผู้ป่วยทม่ี ี Equivocal sign เปน็ ปญั หาในการวนิ ิจฉยั ท่ีพบบ่อยโดยเฉพาะ Blunt abdominal trauma การพิจารณา investigation ในเบื้องต้นควรใช้ 1st lineinvestigation ก่อน คือ Ultrasound of abdomen การทา Ultrasound ของช่องทอ้ ง เพอ่ื ตรวจดวู ่ามเี ลือดออกในชอ่ งทอ้ งหรือไม่ และสามารถดูSolid organ คือ liver, spleen และ kidneys ได้เปน็ อย่างดี มีข้อดีคือ เป็น non-invasive test ทาได้งา่ ยทาไดท้ ่ี ER ค่าใช้จา่ ยต่า สาหรับข้อเสียคือ ผูท้ าต้องมีความชานาญในการทา และแปลผล แตไ่ มส่ ามารถวนิ จิ ฉยั การทะลุของลาไส้ได้ และทาไดล้ าบากถา้ มี bowel ileus - Diagnostic peritoneal lavage ( DPL ) เปน็ การตรวจเพอ่ื การวินจิ ฉยั ในผปู้ ่วย BluntAbdomeminal Trauma โดยมีข้อบ่งชี้ คือ - Equivocal abdominal sign อาการแสดงไมช่ ดั เจน - Unexplained hypotension ผู้ปว่ ยมีความดันโลหิตต่า โดยไม่สามารถให้คาอธิบายได้ว่าเกดิจากสาเหตุอะไร - Impaired mental status ในผู้ปว่ ยท่ีสติสัมปชัญญะไม่ปกติ เม่อื เกิดการบาดเจบ็ ที่ศรี ษะทาใหไ้ มส่ ามารถบอกอาการแสดงทางหนา้ ท้องได้ - Paraplegia or spinal cord injuries ผปู้ ่วยทม่ี กี ารบาดเจบ็ ท่กี ระดูกสนั หลังและไขสันหลัง จะไมม่ ีอาการแสดงออกมาในกรณีมีการบาดเจบ็ ในช่องท้อง ขอ้ ดีของการทา DPL คอื สามารถใหก้ ารวนิ จิ ฉยั การบาดเจ็บไดไ้ วมาก และทาได้ทันทีที่หอ้ งฉกุ เฉินไม่ตอ้ งเคลอื่ นยา้ ยผปู้ ่วย ส่วนขอ้ เสียคือ ผลบวกทไี่ วมากทาใหม้ ีการทาผา่ ตัด explore laparotomy โดยไม่จาเปน็ มากถึง 15% ไมส่ ามารถบอก specific organinjuries ได้ และแพทย์ตอ้ งมีความชานาญ วธิ ีการทาคือใส่ peritoneal catheter เขา้ ไปที่บรเิ วณ culdesac แลว้ ใส่ isotonic saline ลงไป 1,000 ml พลิกตัวผ้ปู ว่ ยไปมาแล้วปล่อยนา้ ออกมา ซึ่งควรมจี านวนมากกวา่ 700 ml แล้วนามาตรวจทางห้องปฏิบตั ิการ ผลการตรวจถา้ เปน็ บวก เป็นขอ้ บ่งชีข้ องการทาExplore Laparotomy
Criteria for positive DPL - 10 ml of gross blood from first aspiration in blunt trauma - 1 ml of gross blood first aspiration in penetrating trauma - RBC count >100,000/mm3 for blunt trauma - RBC count > 10,000/mm3 for penetrating trauma - WBC count > 500/mm3 - Amylase > 200u/mm3 - Smear show bacteria or enteric content ในกรณีท่ีการทา Ultrasound และ DPL ไมส่ ามารถให้การวนิ ิจฉยั ได้อย่างแนช่ ัด จึงพิจารณาใช้ 2ndline investigation คือการทา CT SCAN และการทา Diagnostic laparoscopy (DL) เนือ่ งจากการตรวจทงั้ สองมีคา่ ใชจ้ ่ายสูง จงึ ตอ้ งพิจารณาประโยชนแ์ ละความคุ้มค่าให้เหมาะสมดว้ ย CT scan การทา CT scan ในผปู้ ว่ ยอบุ ตั ิเหตุ มขี ้อดีในการวนิ ิจฉยั การบาดเจ็บของ solid organsretroperitoneal organs เชน่ liver spleen pancreas kidneys great vessels ไม่ต้องใช้ surgical skillแตม่ ีข้อเสยี คือ คา่ ใช้จา่ ยสูงต้องเคลื่อนยา้ ยผปู้ ว่ ยไปตรวจท่ีแผนกรังสีวิทยา และใชเ้ วลาในการตรวจนาน Diagnostic laparoscopy (DL) เป็นการตรวจโดยใชก้ ล้องผ่านบาดแผลขนาดเลก็ เข้าไปดูในช่องท้อง สามารถเหน็ ไดโ้ ดยตรง มขี ้อดีคอื วินจิ ฉัยได้แม่นยา สามารถลดอตั ราการผ่าตัด explore laparotomyลงได้กว่า 25% และสามารถทาการรกั ษาได้เลยทางกล้อง แตม่ ขี ้อเสยี ทสี่ าคัญ คอื ตอ้ งทาโดยใช้ Generalanesthesia มคี ่าใชจ้ า่ ยสงู แพทยต์ ้องมีความชานาญในการทาและเปน็ invasive procedure อยา่ งไรกต็ ามสิ่งทีส่ าคัญทส่ี ุดในการตรวจวนิ จิ ฉัยการบาดเจบ็ ในผปู้ ว่ ยอุบัติเหตุยงั คงเป็น การตรวจรา่ งกายโดยแพทย์ การดู คลา เคาะ ฟงั การตดิ ตามตรวจรา่ งกายเป็นระยะอยา่ งใกล้ชดิ จากแพทย์คนเดิม มกั จะไมเ่ กดิ ปัญหาในเร่อื งของ missed or delayed diagnosis ส่วนการตรวจวนิ ิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ ใหพ้ จิ ารณาทาตามข้อบ่งชแ้ี ละความคุม้ ค่า ตามเศรษฐานะ เพ่ือให้สามารถวินจิ ฉยั ได้อย่างรวดเร็วและรักษาทนั ท่วงที สาหรับ penetrating abdominal injury กรณีถูกมีดหรือของมีคมแทง ความสาคัญอยทู่ คี่ วามลกึของบาดแผล การทะลเุ ขา้ ไปในช่องท้องหรือไม่ ถ้าบาดแผลอย่บู ริเวณ anterior หรอื flank ใหพ้ จิ ารณาทาLocal wound exploration under local anesthesia หากผล positive เป็น indication ของการผา่ ตัดสารวจชอ่ งทอ้ งได้ อย่างไรก็ตาม อาจพจิ ารณาทา DPL กอ่ นได้ จะสามารถลดการผ่าตดั ทไ่ี ม่จาเปน็ ลงได้จานวนหน่ึง หรอื ทา DL กจ็ ะย่ิงทาใหแ้ น่ใจยิ่งขึ้น สาหรบั Stub wound of back แตกตา่ งจากด้าน anterior หรอื flank เนอ่ื งจากด้านหลงั เป็นกล้ามเน้อื หนาและอวัยวะขา้ งในเป็น retroperitoneal organs การทา local wound exploration ไม่สามารถช่วยในการวนิ จิ ฉัยเนอ่ื งจากไม่มชี น้ั ของ peritoneum และกลา้ มเน้ือทห่ี ลังหนามาก จงึ ตอ้ งใช้วธิ ีการสังเกตอาการ การตรวจร่างกาย และการส่งตรวจ Double contrast CT SCAN เปน็ ตน้ .
ข้ันที่ 5 DEFINITIVE TREATMENT เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการรกั ษาผู้ป่วย Trauma คือเมื่อได้รบั การวินิจฉยั ทแี่ น่นอนแล้ววา่ มกี ารบาดเจบ็ ต่ออวัยวะใดบ้าง จึงดาเนินการรักษาไปตามแนวทางมาตรฐานสาหรบั การบาดเจ็บของอวยั วะนน้ั ท่ีเหมาะสมต่อไป สาหรับรายที่มีการหมดสติ ไม่หายใจ Cardiopulmonary arrest ซึ่งหมายถึงภาวะทผี่ ้ปู ว่ ยมีอาการหมดสติ ร่วมกับการหยดุ หายใจ และคลาชีพจรไม่ได้ ต้องได้รับการช่วยเหลือแบบเร่งดว่ น Sudden cardiac arrest หมายถึง ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉยี บพลัน จากสาเหตคุ วามผิดปกติของหัวใจอยา่ งใดอย่างหน่ึง โดยไมม่ ีอาการเตือนหรืออาการนามาก่อน ซึ่งภาวะดงั กลา่ วอาจเกิดได้จากหวั ใจเต้นผดิ จงั หวะหลายรปู แบบ เชน่ Ventricular Fibrillation (VF) Pulseless ventricular tachycardia (VT)และ Asytole แนวทางการปฏบิ ตั ิในการก้ชู ีวิตผูป้ ่วย American Heart Association (AHA) และ European Resuscitation Council (ERC) ได้รว่ มกันทบทวนแนวทางของการชว่ ยชวี ติ ของ ปี ค.ศ. 2015 ได้แบง่ การช่วยก้ชู วี ติ เป็น 2 ระดบั ใหญ่ ๆ ดงั นี้ 1. การกู้ชวี ิตผู้ปว่ ยข้ันพนื้ ฐาน (Basic life support : BLS) 2. การกู้ชีวิตผู้ป่วยข้ันสูง (Advance life support : ALS) ซ่ึงในระดับนี้ขอกล่าวเฉพาะการกชู้ ีวติ ผูป้ ่วยข้นั พนื้ ฐานเทา่ นั้น การกชู้ วี ติ ผปู้ ่วยขั้นพืน้ ฐาน (Basic life support : BLS) เปน็ การกู้ชีวติ ผ้ปู ่วยที่หัวใจหยดุ เตน้เฉียบพลนั ณ จดุ เกิดเหตุ ขณะท่ียงั ไม่มยี าและอุปกรณ์เหมือนในโรงพยาบาลหลกั การและความสาคัญการชว่ ยกู้ชวี ิตข้นั ตน้ ตามห่วงโซก่ ารรอดชีวิต (Chain of Survival)
High-quality CPR ควรทาต้ังแต่ต้นและทาตลอด การทา defibrillation และ Advancesupport อนื่ ๆจะทาเพอ่ื ให้รบกวนการกดใหน้ ้อยทีส่ ุด การคลาชพี จร สาหรับบคุ ลากรสาธารณสขุ ใหค้ ลาไปพร้อมๆกับการประเมินการหายใจ ไดเ้ ลยเพื่อจะได้ไม่ทาให้การประเมิน cardiac arrest ชา้ ส่วนบุคลากรอื่นท่ัวไป ไม่ต้องคลาชีพจร การตรวจการหายใจและการเปิดทางเดินหายใจ (Checking breathing) การตรวจทางเดนิ หายใจ เพ่ือดูว่าผปู้ ่วยหายใจอยหู่ รือไม่ ผูช้ ว่ ยเหลือจะตอ้ งประเมินว่าผู้ป่วยหายใจหรือไม่ และหายใจเพียงพอหรือไม่ โดยการเปดิ ทางเดินหายใจ ดงั น้ี Chin – lift and head tilt maneuver คือการเปดิ ทางเดินหายใจโดยใช้นิว้ ดนั ใตก้ ระดูกmandible ชนั คางขนึ้ ไปข้างหนา้ และไปทางด้านศีรษะ ร่วมกบั การใชม้ ืออีกข้างหนึ่งดันศีรษะทห่ี นา้ ผากไปดา้ นหลังเล็กน้อย Jaw – thrust maneuver คือการทาการจัดทา่ ทางเดินหายใจโดยใช้น้ิวมอื ทัง้ สองขา้ งวางไวท้ ่ีขากรรไกรลา่ ง แลว้ ดันขากรรไกรขึ้นไปข้างหน้า ซงึ่ จะทาในผ้ปู ว่ ยรายทีส่ งสยั ว่ามีการบาดเจบ็ ของกระดูกสนัหลงั ทีค่ อ การช่วยหายใจ (Rescue breaths) หลกั การสาคัญของการช่วยหายใจใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ ได้แก่ แต่ละครง้ั ของการชว่ ยหายใจต้องใช้เวลา 1 วินาที และจะต้องมีหนา้ อกยกขน้ึ ระหว่างช่วยหายใจ โดยเฉพาะในรายทีเ่ ป็นผูป้ ่วยเด็ก และทารกการช่วยหายใจจะมคี วามสาคัญมาก และตอ้ งทาอย่างมีประสิทธภิ าพ เพราะสาเหตุของหัวใจหยุดเต้นเฉยี บพลนั ได้แก่ ภาวการณ์ขาดออกซิเจน Asphyxia และถา้ ยังชว่ ยหายใจไม่ไดป้ ระสิทธิภาพ ให้ทาการเปดิทางเดินหายใจใหม่อีกคร้งั แล้วชว่ ยหายใจ 2 ครงั้ ใหม้ ีประสิทธภิ าพ สาหรับแนวทาง CPR 2015 แนะนาให้หลกี เล่ยี งการชว่ ยหายใจมากไปคาแนะนาในการช่วยเหลือการกดหนา้ อก Chest Compression 1. นั่งคุกเขา่ ขา้ งผปู้ ว่ ย วางส้นมอื ขา้ งหนง่ึ ตรงกลางหนา้ อกผู้ป่วย บรเิ วณครงึ่ ล่างของ Sternum 2. วางมืออีกขา้ งลงทับ ลอ็ คนิ้วมอื เขา้ ด้วยกนั หรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมนั่ ใจว่าไม่กดน้ิวมือลงที่ Ribsของผู้ป่วย แขทั้งสองข้างเหยียดตรง ไม่กดน้าหนกั ลงท่ปี ลายลา่ งของกระดูกหน้าอก หรอื ชอ่ งทอ้ งบริเวณลนิ้ ปี่ 3. วางแขนให้เหยยี ดตรงในแนวด่ิง กดหน้าอกอยา่ งนอ้ ย 5 เซนตเิ มตร (2 นิ้ว) แตไ่ มเ่ กนิ 6เซนติเมตร (2.4 นวิ้ ) และทุกครงั้ ทกี่ ดแลว้ ปลอ่ ยให้อกคืนตวั สุดหลังการกดแต่ละครัง้ อย่าใหม้ ือท่ีวางลอยจาก Sternum กดหน้าอกด้วยอตั ราเร็วอย่างน้อย 100 – 120 คร้ังตอ่ นาที การกดเรว็ เกินไป ทาให้กดไม่ได้ลึกเทา่ ท่ีเหมาะสม 4. มีการรบกวนการกดน้อยที่สดุ นอ้ ยกว่า 10 วินาที และหลกี เล่ียงการชว่ ยหายใจมากไป แนวทางช่วยฟ้นื คนื ชีพ 2015 (Guideline CPR 2015) 1. กดหนา้ อกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร (2 นวิ้ ) แต่ไม่เกิน 6 เซนตเิ มตร (2.4 นว้ิ ) เพราะการกดลกึเกิน อาจมโี อกาสทาให้บาดเจ็บยิง่ ขนึ้
ในระหว่างการชว่ ยเหลือ CPR หลัง Chest Compression 30 ครง้ั ชว่ ยหายใจ 2 ครง้ั สลับกันไปในอัตรา กดหน้าอก : หายใจ เท่ากบั 30:2คาแนะนาคนท่ัวไปทไี่ ม่ได้ฝกึ คนท่วั ไปทไี่ ด้รบั การฝกึ เจา้ หนา้ ทีส่ าธารณสุขแนใ่ จว่าสถานทท่ี จี่ ะไปชว่ ย แน่ใจวา่ สถานท่ที ีจ่ ะไปช่วย แน่ใจวา่ สถานทที่ จี่ ะไปชว่ ย ปลอดภยัปลอดภัย ปลอดภัย ปลกุ เรยี กปลกุ เรยี ก ปลกุ เรยี ก มือถือโทร1669 มอื ถือไว้ข้างตัวมอื ถือโทร1669 มือถือไวข้ า้ งตวั มอื ถือโทร1669 มือถือไว้ขา้ งตวั ผ้ปู ว่ ย เปิดลาโพงไว้ผปู้ ว่ ย เปิดลาโพงไว้ ผปู้ ว่ ย เปิดลาโพงไว้ทาตามที่1669แนะนา ดูว่าไมห่ ายใจหรือหายใจเฮือก เริม่ ดูว่าไม่หายใจหรือหายใจเฮอื กพร้อม CPRโดยกดหนา้ อกทันที คลาชีพจร 5-10 sec.ถ้าไม่มีตาม AEDทนั ทีดวู า่ ไมห่ ายใจหรือหายใจเฮือก ตอบคาถาม1669 เร่มิ CPR (30:2)และใช้AEDเมื่อทาตามที่1669แนะนา ส่งคนอื่นไปหาAED พร้อม ทาตามที่1669แนะนา ถ้ามีคนที่2มาทาCPRแบบ2คนและ ใช้AEDดังน้นั CPR 2015 กอ็ าจเขยี นเปน็ แผนภาพเหมือนกับ CPR2010 แตเ่ ปลย่ี นเพียงอตั ราเรว็ ของการCompressionในรูปแบบ Basic life support สามารถกระทาได้ตามแผนภาพ ดังน้ี และศึกษาจากวิดิทัศน์ด้วย
สาหรับการแนวทางการทา Advance Life Support (ACLS) มีแนวทางดังนี้ ยาทใ่ี ช้ Adrenaline 1 mg IVทุก 3-5 min Amiodarone 1st 300 mg IV 2nd 150 mg IV https://first10em.com/2015/10/21/acls-2015/4.3 หลกั การเตรียมรับผู้ป่วยอบุ ัติเหตุหมู่ หลกั การพยาบาลผ้ปู ่วยอุบัติเหตุ การพยาบาลผูป้ ่วยอุบตั เิ หตุจาแนกออกเป็น 2 ส่วนได้อย่างชดั เจน คอื การพยาบาลแรกรบั อนั ตรายและการพยาบาลปฏิกริ ยิ าการตอบสนองของผ้ปู ่วยหลังไดร้ ับอนั ตราย การพยาบาลผู้ปว่ ยอุบัตเิ หตุ เป็นเช่นเดียวกับการพยาบาลผ้ปู ว่ ยทว่ั ไปในหลักการ แต่มสี าระสาคญั ทีเ่ น้นหนกั มากขึ้น คอื ความปลอดภัย สิ่งท่ีพยาบาลต้องกระทาคอื 1. การใหค้ วามปลอดภยั แกช่ ีวิตผู้ปว่ ย เม่ือผปู้ ว่ ยอุบัตเิ หตเุ ขา้ มารบั การรกั ษาพยาบาล ต้องใส่ใจต่อสภาพของผูป้ ว่ ยท้ังทางดา้ นอาการสภาพจิตใจของผปู้ ่วยและญาติ สิง่ ที่พยาบาลจะต้องสนใจเปน็ ลาดบั คือ
ประเมินสภาพร่างกาย บาดแผล การออกของเลือด ความร้สู ติ พจิ ารณาให้การพยาบาลตามลาดับความเร่งด่วนและรวดเร็วเหมาะสม 2. การสร้างความมั่นใจ พยาบาลต้องยอมรับสภาพอารมณ์ ความกราดเกรยี้ ว ความไม่แน่ใจทงั้ ของผู้ป่วยและญาติ 3. การรกั ษารูปคดี พยาบาลตอ้ งใส่ใจ และให้ความสนใจ ในการดูแลท่จี ะช่วยใหเ้ กิดความยตุ ธิ รรมและคดีมีความถูกต้อง พยาบาลต้องบันทึกข้อมูลที่ถกู ต้องชัดเจน การเกบ็ ของกลางทเ่ี กี่ยวข้องอย่างถูกวธิ ีและใหป้ ระโยชนต์ ่อคดี เป็นสิ่งจาเป็น ไม่เปิดเผยความลบั การพยาบาลปฏกิ ริ ยิ าตอบสนองของผู้ปว่ ยหลังรบั อันตราย ปฏกิ ริ ยิ าหลังรับอนั ตราย ( Post trauma response ) เปน็ การแสดงออกทางอารมณ์ ทีแ่ สดงถงึ ความกลวั และความโกรธ ปฏกิ ริ ยิ าหลงั รับอันตรายเกิดได้ 2 ระยะ ระยะเฉยี บพลัน แสดงออกถึงความหวาดกลัวช็อก ไม่เชื่อ และโกรธ และระยะยาวอาเจเกิดในระยะ 2 – 3 วนั หรือหลายเดือนหลงั ไดร้ ับอนั ตราย จริยธรรมในการพยาบาลผปู้ ่วยฉกุ เฉิน การพยาบาลผปู้ ่วยอบุ ตั เิ หตุ เปน็ การพยาบาลท่ีมีปญั หาจริยธรรมสูงทง้ั ทางตรง คือการแสดงออกของพยาบาลและทางอ้อม คอื การขาดความร้ขู องพยาบาลท่ีทาใหเ้ กดิ ปัญหาแก่ผปู้ ว่ ยโดยไม่ต้ังใจ ความกลวั และความวิตกกงั วลเปน็ ปัญหาทางจติ ใจที่สาคญั สาหรบั ผปู้ ่วยอุบัติเหตุ ซง่ึ ความกลัวและความวิตกกังวลน้ไี ม่จากดั เฉพาะตวั ผปู้ ว่ ยเท่าน้ัน แต่ยังรวมถงึ ญาตผิ ู้ปว่ ยดว้ ย เมือ่ บุคคลน้นั ต้องประสบกบั ปัญหาวิกฤตหิ รอือนั ตรายท่ีเกิดข้นึ ปฏกิ ริ ยิ าทางจิตใจที่ตอบสนองความเจ็บป่วยต่อภาวะทีเ่ ป็นอนั ตรายต่อชีวติ 5 ระดบั คือ 1. ระยะชอ็ ก เปน็ ภาวะตกตะลงึ ต่อเหตุการณใ์ ช้ชว่ งระยะเวลาสน้ั ๆจติ ใจระสา่ ระสาย การรบั ร้ลู ดลง 2. ระยะปฏเิ สธ (denial) เปน็ ระยะที่ไม่ยอมรบั ส่ิงทีเ่ กิดขึ้นวา่ เปน็ เรือ่ งจรงิ 3. ระยะโกรธ (anger) ความโกรธนภ้ี าวะโกรธทม่ี ที ง้ั ต่อตนเองและผู้อ่นื เรามกั พบปฏิกิรยิ าของผู้ป่วยและญาตติ ่อการกระทาของเจ้าหนาที่ ทีม่ กั มขี ้อขดั แยง้ ต่อกันอยู่บอ่ ยครั้ง 4. ระยะซมึ เศรา้ (depress) เป็นระยะของความรสู้ ึกหมดหวังตอ่ ส่ิงทเี่ กิดขึ้น 5. ระยะปรับตัว (adjustment) เปน็ ภาวะของการปรับตัวใหเ้ ข้ากบั ปญั หาท่ีเกิดขึ้น ปญั หาจรยิ ธรรมการพยาบาลผู้ป่วยอบุ ัตเิ หตุ จริยธรรมทางตรงของพยาบาล ไดแก่ การพูดจาก้าวรา้ ว การแสดงสหี นา้ ไม่พอใจ เปน็ ต้น และปญั หาจรยิ ธรรมทางอ้อม ได้แก่ พยาบาลขาดความรู้ ข้อจากดั ทางบทบาท ท่ีเป็นเหตใุ หก้ ระทาผิดทางจริยธรรม หลักการท่ีแสดงถงึ การมจี ริยธรรมการดแู ลผู้ป่วยอุบัตเิ หตนุ นั้ ได้แก่ 1. ความถกู ต้องทางการพยาบาล การมองทางจรรยาวชิ าชีพมี 3 แง่ คือ จรรยาด้านสตปิ ัญญาคือการเป็นผ้มู ีความรู้ในการปฏิบัติ อย่ามเี หตผุ ล มหี ลกั การในการปฏิบตั ิ จรรยาด้านการปฏบิ ัติ เปน็ การและทาที่เกยี่ วข้อง ดา้ นการใช้กริยาวาจา มารยาท การให้ความรว่ มมอื ท่ดี ี และการตดั สินใจทถ่ี ูกตอ้ งสิง่ ที่พยาบาลต้องปฏิบตั ิ เพื่อความถกู ตอ้ ง คอื 1.1 ประเมนิ ปัญหาและวนิ จิ ฉยั ความต้องการการพยาบาลได้ถกู ต้อง และครอบคลุมไม่ละเลยต่อปญั หา รูปแบบการตัดสินใจท่ีถูกต้อง จะช่วยใหก้ ารวนิ ิจฉัยการพยาบาล
และการพยาบาลสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย 1.2 ปฏิบัตกิ ารพยาบาลทันที เพ่ือการชว่ ยเหลอื ผูป้ ว่ ย ใหไ้ ด้รับความปลอดภยั ตอ่ ชวี ติ มากทสี่ ดุ 1.3 ใชห้ ลักการทางวชิ าชพี ในการปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลให้เปน็ ไปอยา่ งมคี ุณภาพตามศาสตรแ์ ละศลิ ปท์ างการพยาบาล 2. รกั ษาสทิ ธิของผปู้ ่วย 3. ยอมรบั ความคาดหวงั ของผ้ปู ว่ ยและญาติ ซ่งึ พยาบาลต้องเขา้ ถงึ ส่ิงทผี่ ู้ปว่ ยและครอบครวั มุ่งหวังไดแ้ ก่ 3.1 พฤติกรรมและความสามารถของพยาบาล ญาตผิ ปู้ ่วยและผปู้ ่วยตอ้ งการเหน็ ความกระตือรอื รน้ ของพยาบาล ความใสใ่ จ ความรวดเร็ว การมมี นุษยสัมพันธ์ทด่ี ี การยอมรับสภาพผ้ปู ว่ ยและมคี วามพร้อมทจ่ี ะช่วยเหลอื 3.2 ความรับผดิ ชอบของพยาบาลตามกฎหมาย จะเห็นวา่ งานพยาบาลฉุกเฉนิ เปน็ งานท่ีมคี วามสาคัญ และพยาบาลตอ้ งมีความสามารถอย่างมากในการใหก้ ารดแู ลผปู้ ว่ ย และในการดแู ลผู้ปว่ ยในภาวะฉุกเฉินนน้ั พยาบาลต้องอาศัยหลักการของกระบวนการพยาบาลท้ัง5 ขัน้ ตอนมาใช้ และมีการเตรยี มพร้อมรับกบั สถานการณต์ า่ ง ๆ ในทกุ ระดบั ความรนุ แรง มีแผนการการรบั และฝกึ ซอ้ มอยู่อย่างสม่าเสมอ พร้อมไปกบั การศึกษาหาความรู้ที่ทนั สมยั อยู่อย่างตอ่ เนื่อง ในหลักการให้การพยาบาลผูป้ ่วยอุบัตเิ หตุ เป็นผ้มู ีจรยิ ธรรมในการใหก้ ารพยาบาล รู้และเข้าใจผู้รบั บริการ คานึงถึงสิทธขิ องผรู้ บั บรกิ ารเพือ่ ให้ผรู้ บั บรกิ ารได้รบั บริการท่ีปลอดภัย4.4 หลักการบรรเทาสาธารณภัย ความรู้ทั่วไปเก่ียวกับสาธารณภัย ความหมายของสาธารณภัย (Disaster) วินาศภยั หรือภยั พิบัติ หมายถงึ สถานการณ์ฉุกเฉินทเี่ กิดขึน้ และมผี ลทาใหเ้ กดิ การบาดเจ็บและเสยี ชวี ิตของคนจานวนมาก ส่งผลกระทบต่อทรัพยส์ นิ และความเปน็ อย่ขู องประชาชน เปน็ ภาวะที่ต้องได้รบัการช่วยเหลอื อย่างเร่งด่วน องค์การอนามัยโลกใหค้ าจากัดความของคาวา่ Disaster ว่าเป็นสถานการณ์ท่ีบ่งช้ถี ึงภาวะทไ่ี ม่ได้คาดการณ์ลว่ งหน้ารนุ แรงและมีผลคุกคามโดยไมไ่ ด้ตัง้ ตัว นอกจากคาว่าสาธารณภยั วนิ าศภัยหรอื ภัยพบิ ัติแลว้ ในบางแหง่ ก็ใช้คาว่า อบุ ัติภยั หมู่ (Mass casualty) ซงึ่ หมายถึง กรณที ี่ผ้ปู ว่ ยฉุกเฉนิ จากเหตุการณ์เดยี วกนั เป็นจานวนมากท่ีจาเป็นจะตอ้ งให้การรักษาอยา่ งรีบด่วนเชน่ เครอ่ื งบนิ ตก ตึกถล่มหรอื แผน่ ดนิ ไหวหรือมไิ ด้เกิดจากอบุ ัติภยั แต่เป็นการเจบ็ ปว่ ยพร้อมกันจานวนมาก เช่น อาหารเป็นพษิ เกิดโรคระบาด เป็นต้นสถาบนั การแพทยฉ์ ุกเฉนิ แห่งชาติ (สพฉ.) ได้กาหนดขอบเขตสาธารณภยั ไว้ 2 ดา้ น ดงั น้ีด้านสาธารณภัย ประกอบด้วย 14 ประเภทภัย คอื 1. อทุ กภยั และดินโคลนถลม่ 2. ภยั จากพายหุ มนุ เขตร้อน
3. ภยั จากอคั คภี ยั 4. ภยั จากสารเคมีและวัตถุอันตราย 5. ภัยจากการคมนาคมและขนส่ง 6. ภยั แลง้ 7.ภยั จากอากาศหนาว 8. ภยั จากไฟป่าและหมอกควนั 9. ภยั จากแผ่นดนิ ไหวและอาคารถล่ม 10. ภัยจากคลืน่ สึนามิ 11. ภยั จากโรคระบาดในมนุษย์ 12. ภยั จากโรค แมลง สัตว์ ศัตรูพืชระบาด 13. ภัยจากโรคระบาดสัตว์และสตั ว์น้า 14. ภัยจากเทคโนโลยสี ารสนเทศด้านความมั่นคง ประกอบด้วย 4 ประเภทภยั คอื 1. ภัยจากการก่อวินาศกรรม 2, ภัยจากทุ่นระเบิดกับระเบิด 3. ภยั ทางอากาศ 4. ภัยจากการชุมนุมประทว้ งและก่อการจลาจลประเภทของสาธารณภยั 1. แบ่งตามความรุนแรง หรือความเสียหายท่ีเกิดขน้ึ การระบุระดบั ความรุนแรงจงึ ใช้จานวนผไู้ ดร้ ับบาดเจบ็ เปน็ เกณฑ์ bonet (1990) ได้ให้หลกั การแบง่ ประเภทของสาธารณภยั ตามจานวนผูไ้ ดร้ ับบาดเจบ็ดังน้ี 1.1 สาธารณภัยท่มี คี วามรนุ แรงนอ้ ย (minor disaster) มีผู้บาดเจ็บและเสียชวี ติ ไม่เกิน 25 คน 1.2 สาธารณภัยทม่ี ีความรนุ แรงปานกลาง (moderate disaster) มผี ู้บาดเจ็บและเสยี ชวี ิตไม่เกิน100 คน 1.3 สาธารณภยั ทม่ี ีความรนุ แรงมาก (major disaster) มผี ้บู าดเจบ็ และเสยี ชีวิตเกิน 100 คน ข้นึ ไป 2. แบ่งตามสาเหตุการเกิด 2.1 สาธารณภัยที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เปน็ ภัยที่เกดิ จากภมู ิอากาศหรือภมู ิประเทศเช่น การเกดิ นา้ ท่วมหรือพายุ แผ่นดินไหว ภเู ขาไฟระเบิด เป็นต้น 2.2 สาธารณภยั ที่เกิดจากการกระทาของมนุษย์ ได้แก่ ภัยท่ีเกิดจากเทคโนโลยดี ้านต่างๆ เช่นเครื่องบินตก ภัยจากอาวธุ รา้ ยแรง จากสารเคมีท่ีใช้ในการเกษตร และภัยท่ีเกิดจากความขัดแย้งของมนุษย์ทาให้เกิดสงคราม เป็นต้น
ผลกระทบของสาธารณภัยต่อชุมชน สาธารณภยั ทาใหเ้ กิดเหตุการณค์ ล้ายการเจบ็ ปว่ ยที่เป็นโรคระบาด คือมักจะมีการเตือนภัยกอ่ นการเกดิ เหตุแลว้ เกดิ การทาลายอยา่ งต่อเนือ่ งหรอื อาจสงบลงระยะหน่งึ แลว้ เกดิ ปะทขุ ้ึนใหม่ เชน่ การระเบิดของภูเขาไฟ ผู้เคยมีประสบการณจ์ ะสามารถเตรยี มรบั สถานการณไ์ ดด้ ีกว่าผทู้ ี่ไม่เคยประสบเหตกุ ารณ์เชน่ นั้นมาก่อน อย่างไรกต็ ามการเกิดสาธารณภัย ทาให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนไดใ้ น 2 ลกั ษณะ คือ 1. ผลกระทบในระยะสนั้ 1.1 ผลกระทบต่อรา่ งกาย ในขณะเกิดภัยผ้คู นย่อมต้องบาดเจบ็ ล้มตายไป แลว้ แตค่ วามรุนแรงทไ่ี ดร้ ับ 1.2 ผลกระทบต่อจติ ใจ ผู้ท่อี ยู่ในเหตกุ ารณย์ ่อมต้องตกใจ ต่ืนกลวั กบั ภาพท่ีไดเ้ หน็ หรือความเจ็บปวดทรมานทีไ่ ดร้ ับ ความเศร้าโศกทต่ี ้องสูญเสยี ครอบครวั และทรัพย์สิน พลัดพรากจากบุคคลอันเปน็ ท่รี กั เปน็ ตน้ 1.3 การสญู เสียปัจจัยในการดารงชีวิต บ้านเรือนถูกทาลาย ขาดอาหาร น้า เครือ่ งนุ่งหม่สภาพแวดลอ้ มเปล่ยี นแปลงไปเช่น ในกรณเี กิดพายุหมุน เกดิ น้าทว่ ม เปน็ ตน้ 1.4 เสียรายได้และต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ทาให้ครอบครัวเดอื ดรอ้ น 1.5 เสียเวลาและเสยี โอกาสท่ีจะสรา้ งความก้าวหนา้ ให้กับชีวิต เพราะการบาดเจ็บและการสูญเสียทรัพย์สิน 2. ผลกระทบในระยะยาว ผลกระทบในระยะยาวทเ่ี ห็นไดช้ ัดเจนคอื เร่ืองค่าใชจ้ า่ ยในการดแู ลผู้ป่วยและผู้พิการจากสาธารณภัยใหด้ ารงชีวิตอยูไ่ ด้ คา่ ใชจ้ า่ ยจะเสยี ไปในงานบูรณะสภาพแวดล้อมและการบรรเทาทกุ ข์ เพอ่ื ให้มีอาชีพและไดร้ ับการดูแลดา้ นสุขภาพซ่งึ ลว้ นแต่เปน็ ภาระของรฐั เป็นสว่ นใหญ่ ผลกระทบจากภัยพบิ ตั ติ า่ งๆทาให้ประชากรส่วนหน่ึงขาดคุณภาพ ทาให้ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ยังตอ้ งจัดงบประมาณส่วนหน่ึงไว้ เพ่ือดาเนินการแก้ไขป้องกนั ไมใ่ หเ้ กิดสาธารณภัยขน้ึ อกี หรือถ้าเกดิ เพราะเหตุสดุ วสิ ยั ก็ใหเ้ สียหายนอ้ ยท่สี ุด และหลายครัง้ หลงัภยั พิบัติ กจ็ ะต้องมีการดาเนนิ คดีทางกฎหมาย ทาให้เสียเวลา เสียสุขภาพจติ และเสยี ค่าใช้จา่ ย การสญู เสยีดังกล่าวทั้งหมดล้วนทาใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อความมัน่ คงของชาติทางอ้อมและการพัฒนาประเทศอาจไมไ่ ด้ผลตามเป้าหมายทีก่ าหนดไว้ ดังน้นั เมอ่ื เกดิ สาธารณภัย จะตอ้ งมีการจดั การระบบให้มปี ระสิทธิภาพ ซ่งึ มีแนวทางการจัดรปู แบบการตอบสนองตอ่ สาธารณภัยทางการแพทย์ ทีเ่ รียกว่า Major Incident Medical Managementand Support (MIMMS) เพือ่ ใหท้ มี แพทยส์ ามารถตอบสนองต่อสาธารณภยั ได้อยา่ งเหมาะสมและเปน็ ระบบซ่งึ พยาบาลวิชาชีพกเ็ ป็นหน่งึ ในทมี ด้วยบทบาทของพยาบาลท่ีเกีย่ วกับสาธารณภยั งานของพยาบาลนอกจากจะทางานในความรับผดิ ชอบโดยตรงแลว้ ยงั ตอ้ งมีงานทที่ ารว่ มกบัหนว่ ยงานอ่นื ๆในชมุ ชน โดยเฉพาะเม่ือมีผูบ้ าดเจบ็ จานวนมากในคราวเดียวกันเกิดขน้ึ ในชมุ ชนท่ีรับผดิ ชอบหรือชมุ ชนใกลเ้ คียง ซงึ่ เปน็ ภาวะท่ตี ้องระดมความช่วยเหลือตา่ งๆ ท้งั ภาครับและเอกชน พยาบาลจึงจะต้องมี
ความรูค้ วามเข้าใจ ในบทบาทของตนในสถานการณ์ดังกลา่ ว ทัง้ ในภาวะปกติและในภาวะเกิดสาธารณภัย บทบาทของพยาบาลในงานท่เี ก่ยี วข้องกับสาธารณภัย แบง่ ได้ตามระยะต่างๆของการเกดิ สาธารณภยั ดงั น้ี 1. ระยะก่อนเกิดภัย (เหตุการณ)์ 2. ระยะเกดิ ภัย (เหตกุ ารณ์) 3. ระยะหลงั เกิดภัย (เหตกุ ารณ)์ระยะก่อนเกดิ ภยั (เหตุการณ์) ระยะก่อนเกิดภยั ถือว่าเป็นภาวะปกติ พยาบาลจะมีบทบาทใน 2 ลกั ษณะ ดังนี้ 1. การศกึ ษา วเิ คราะห์ เก่ยี วกับขอ้ มูลสารสนเทศที่รวบรวมไว้ และวิจัยเก่ยี วกับสาธารณภัยในหัวขอ้ ต่างๆ ดงั ต่อไปนี้ 1.1 แนวโน้มของสาธารณภยั ซึ่งอาจได้มาจากทะเบียนรายงานอุบัติเหตุทีเ่ กิดข้นึ ทั้งหมด ทัง้ประเภทของการเกิดสาธารณภัย เวลาทเี่ กดิ สถานท่ี เป็นต้น แลว้ นามาวิเคราะห์สถานการณ์ เพ่ือวางแผนรบัสาธารณภยั ทม่ี ีแนวโนม้ ว่าจะเกดิ ข้ึน ในปจั จุบนั อบุ ตั เิ หตขุ นาดใหญเ่ ชน่ รถชนกัน โรงงานระเบิดหรอื ภาวะมลพิษ ภาวะก่อการรา้ ย ภาวะภยั ธรรมชาติ ภาวะสงคราม ยอ่ มจะเกดิ ขึ้นในแต่ละท้องที่ไมเ่ หมอื นกัน และมีแนวโน้มไมเ่ หมือนกัน ดังนั้นการศึกษาแนวโน้มของสาธารณภยั ในเขตแต่ละท้องท่ีจะมีประโยชน์สาหรับการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยเปน็ อยา่ งมาก ภยั ที่เกดิ จากธรรมชาติ และภยั ทเ่ี กดิ จากการกระทาของมนุษย์จะศึกษาแนวโน้มของการเกิดได้แตกตา่ งกัน ภัยธรรมชาตทิ ราบได้จากการเกิดภัยในคร้ังก่อนๆ เช่น ชมุ ชนในทีล่ ุ่มยอ่ มเกิดภยั จากน้าทว่ มได้มาก และภัยจากการกระทาของมนษุ ย์ก็จะมชี ่วงเวลาท่ีมโี อกาสเกดิ ได้สงู เช่นในช่วงเทศกาลงานฉลองท่มี คี นมาชุมนุมจานวนมาก มีการดื่มสุรา ทาให้ขาดสติ ไม่ค้นุ ชนิ พื้นที่ อบุ ัตเิ หตุหมู่ทางการจราจรก็จะเกิดขึ้นมาก เปน็ ต้น 1.2 ผลของสาธารณภยั สาธารณภยั ตา่ งกนั ท้ังประเภทและสถานทเ่ี กิดย่อมส่งผลในการทาลายแตกตา่ งกันเช่น อุทกภยั กับระเบิดของโรงงาน ย่อมมผี ลแตกต่างกนั และภัยชนิดเดยี วกันแต่เกิดตา่ งพ้ืนที่กันกอ็ าจทาลายทรพั ยส์ ินและสขุ ภาพของมนุษย์ในพืน้ ทหี่ นงึ่ ไม่เหมอื นกัน 1.3 ความสมบรู ณ์ของอปุ กรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย การเคล่อื นย้ายขนส่ง การส่ือสารตลอดจนอุปกรณ์ทางสาธารณูปโภคตา่ งๆ เป็นปัจจัยสาคญั ของการรับสาธารณะภัยอีกประการหนึง่ 1.4 พนื้ ท่ีและขอบเขตทเ่ี กิดสาธารณภัย สาธารณภัยที่เกิดขึ้นแต่ละพนื้ ท่ี และขอบเขตของสาธารณภยั ย่อมมมี ากน้อยแตกตา่ งกันข้ึนอยู่กับสิ่งแวดล้อมตา่ งๆ ในเขตพ้ืนท่นี ั้น ๆ และความรนุ แรงของการทาลายจากสาธารณภัย ก็เปน็ ไปตามสงิ่ แวดลอ้ มและรูปแบบของสาธารณภัยเช่น กรณไี ฟไหม้อาคารสูงจะแตกตา่ งไปจากไฟไหมช้ ุมชนแออดั หรือไหมโ้ รงงาน น้าทว่ มในพืน้ ทร่ี าบลุ่มเปน็ แอ่งย่อมแตกตา่ งไปจากน้าทว่ มในพน้ื ที่ดอนเปน็ ตน้ 1.5 วธิ กี ารประสานงานหน่วยปฏบิ ตั ิการบรรเทาสาธารณภัย ทัง้ ของรฐั และเอกชนทม่ี ีอยู่ในพ้นื ที่ เพอ่ื ขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดภยั 1.6 ศกึ ษาภารกจิ ต่างๆ ในแผนรับอบุ ตั ิภยั หมเู่ ป็นหนา้ ที่ท่ีพยาบาลตอ้ งรบั ผดิ ชอบ
2. การเตรียมรับสาธารณภัย โดยการเขยี นแผนรบั สาธารณภยั ของแตล่ ะโรงพยาบาล การเขยี นแผนจะต้องยดึ ความสามารถในการทางานของแต่ละโรงพยาบาลเป็นหลัก โดยจะต้องตงั้ คณะกรรมการสร้างแผน การวางแผนจะต้องประกอบไปด้วยส่ิงหลักๆ ดงั ต่อไปนี้ 2.1 กาหนดสถานท่ีและจุดปฏบิ ัตงิ าน พน้ื ทีจ่ ะตอ้ งเหมาะสมกบั จานวนผู้ป่วยทค่ี ดิ ว่าจะรับได้ 2.2 บอกวิธีการทางาน ระบุหนา้ ท่ีของบุคลากรต่างๆใหเ้ หมาะสม ชดั เจน 2.3 จัดระบบการรกั ษาให้คลอ่ งตวั 2.4 การสารองเวชภัณฑ์ เครือ่ งสาธารณปู โภค อาหารเส้ือผ้า และยานพาหนะ 2.5 จัดระบบการสื่อสาร ไดแ้ ก่ ระบบเตอื นภยั การกรองขา่ ว การให้ข่าวและการส่อื สารในภาวะต่างๆ 2.6 กาหนดเสน้ ทางคมนาคม สถานท่หี ลบภัย สถานท่ีอนั ตราย 2.7 ทดสอบแผนโดยการสมมตเิ หตกุ ารณ์และประเมนิ ผล 2.8 แก้ไขปรบั ปรุงแผนใหท้ นั สมัยอยู่เสมอ การสร้างแผนจะเป็นแผนท่ดี ีไดค้ วรจะใหเ้ จา้ ของพื้นทสี่ ร้างแผนเอง ดงั น้นั พยาบาลทป่ี ฏิบัตงิ านในพ้นื ทจ่ี ะเข้าใจพื้นท่ีตา่ งๆ ในชมุ ชน แหลง่ ประโยชน์ และสามารถคาดการณล์ ่วงหนา้ ได้บ้างว่า ในชมุ ชนของตนเองเสย่ี งต่อการเกิดสาธารณภยั ประเภทใดมากที่สดุ เช่น ถา้ พืน้ ที่อย่ตู ดิ แมน่ า้ หรือทะเล ย่อมจะเกิดอุทกภัยไดม้ าก เปน็ ตน้ การเตรยี มความพร้อมของอุปกรณต์ ่างๆ จะได้ตรงกบั ลักษณะของผู้ประสบภัยในแต่ละสถานการณ์ จะไดเ้ กิดประโยชนส์ งู สุด และในฐานะพยาบาลเมือ่ ไปทางานในชมุ ชน จะตอ้ งศึกษาแผนรบัอุบัติภัยหมขู่ องหนว่ ยงานของตนใหเ้ ข้าใจและทบทวนอยูเ่ สมอ เมอื่ เกิดภัยจะได้ปฏิบัติตามแผนไดถ้ ูกต้องการหมัน่ ศึกษา สารวจดชู มุ ชนของตน ก็จะทาให้ช่วยปอ้ งกันการเกิดสาธารณภยั ได้ โดยการช่วยเสนอแนะผลักดนั ใหผ้ ู้นาชมุ ชนหรอื สมาชิกจัดกจิ กรรมในการป้องกนั อบุ ตั ภิ ัยตา่ งๆได้ และช่วยกันสนับสนนุ ใหม้ ีกฎหมายหรือข้อกาหนดอนื่ ๆระยะเกิดภัย (เหตกุ ารณ์) ในฐานะพยาบาลเป็นหน้าท่ีโดยตรงอยู่แลว้ ท่จี ะต้องให้ความชว่ ยเหลือผู้ประสบภัย แตจ่ ะกระทาได้มากนอ้ ยขึน้ อยู่กบั ความสามารถและประสบการณข์ องแต่ละคน การกาหนดพนื้ ท่ีสาหรับหนว่ ยเผชิญเหตุตามหลกั ของ MIMMS ใชห้ ลกั CSCATT ไดแ้ ก่ ➢ C Command and Control คาสงั่ และการควบคุม ➢ S Safety ความปลอดภยั ➢ C Communication การสือ่ สาร ➢ A Assessment การประเมนิ ➢ T Triage การคัดแยกผู้ปว่ ย (บาดเจ็บ) T Treatment การใหก้ ารรักษาช่วยเหลอื
ซง่ึ หลักใหญๆ่ ในการชว่ ยเหลือผูป้ ระสบภัยมดี งั นี้ 1. การช่วยเหลือในทเี่ กิดเหตุ เม่อื ได้รับข่าวหรือพบกบั เหตุการณท์ เ่ี ปน็ สาธารณภยั ให้ปฏบิ ตั ดิ งั น้ี 1.1 วิเคราะห์สาเหตุและความรนุ แรงของสาธารณภยั ทีเ่ กดิ ขนึ้ โดยการซกั ถามผอู้ ยใู่ นเหตกุ ารณเ์ พือ่ ประเมินสถานการณ์และประเมนิ จานวนผูบ้ าดเจ็บ เพือ่ วางแผนในการชว่ ยเหลอื ถา้ เกินกาลังจะได้แจ้งขอความช่วยเหลอื จากหนว่ ยงานทเ่ี ก่ียวขอ้ งทอ่ี ยู่ใกล้เคยี ง เม่อื ไปถึงที่เกิดเหตุ ต้องพจิ ารณาสถานท่ีท่ตี ้งั ให้ปลอดภัย พจิ ารณาว่าสว่ นใดเป็นทางเขา้ ทางออก ทีจ่ อดรถ จดุ ท่ตี ง้ั สถานพยาบาล 1.2 ทาการชว่ ยเหลือผูบ้ าดเจ็บ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือช่วยชีวิต ป้องกนั อนั ตราย และลดความเจ็บปวดถ้าผู้บาดเจบ็ หรือผปู้ ่วยอยู่ในบรเิ วณที่ไมป่ ลอดภยั ต้องพยายามเคลื่อนยา้ ยออกมายังทๆี่ปลอดภยั กว่าโดยมีหลักว่า ถา้ อยูใ่ นที่ตา่ และคบั แคบให้ย้ายไปท่รี าบหรอื ที่ๆคิดวา่ ปลอดภยั และพยายามอยู่ในทศิ ทางเหนือลมเผอ่ื การเกิดระเบิดแลว้ เกดิ เพลงิ ไหม้จะได้มีเวลาหนีไดท้ ัน รีบประเมนิ อาการของผู้บาดเจ็บถา้ มีหลายคนช่วยคนทีเ่ รง่ ด่วนและคิดวา่ จะรอดชีวิตไดก้ ่อน แล้วจึงช่วยผู้ที่มีอาการรองลงมาตามลาดับโดยจะต้องกระทาอย่างถูกตอ้ งและทันเวลา พยาบาลจะต้องมคี วามละเอยี ดช่างสงั เกต ควบคุมสตไิ ด้ตัดสินใจรวดเรว็ รอบคอบและสามารถแนะนาประชาชนหรืออาสาสมัครท่ีอยใู่ นเหตุการณ์ให้ชว่ ยเหลือผบู้ าดเจ็บได้ในบางคร้ัง แม้ผู้ที่ไมไ่ ด้รับบาดเจบ็ เราก็ต้องอพยพออกจากพนื้ ทเ่ี พ่ือความปลอดภัย ชมุ ชนท่เี คยเกิดภยั มาก่อน ประชาชนจะมีความพร้อมทจ่ี ะอพยพไดร้ วดเร็วกว่าชมุ ชนทีไ่ ม่เคยเกิดภัย เพราะมกี ารเตรยี มการมาก่อน จงึ ไม่พะวักพะวนกบั สมบตั ิ บ้านช่อง เหมือนผู้ไมเ่ คยประสบภยั 1.3 การส่งต่อ การช่วยเหลือในที่เกิดเหตเุ ป็นเพยี งการปฐมพยาบาล ผูบ้ าดเจบ็ หรอื ผู้ป่วยจาเปน็ ต้องไดร้ บั การดูแลรักษาจากแพทย์ การส่งตอ่ ผปู้ ่วยไดอ้ ย่างรวดเร็วและเคลือ่ นยา้ ยได้อย่างปลอดภัยจงึมคี วามจาเปน็ มิฉะนัน้ ผปู้ ว่ ยอาจไดร้ ับการรักษาไมท่ ันทว่ งที หรอื อาจไดร้ ับอันตรายเพิ่มขึ้นจากการสง่ ต่อถ้าได้รบั การดูแลไม่ถูกต้อง 2. การช่วยเหลือในหน่วยฉกุ เฉนิ เมอ่ื ผู้ปว่ ยมาหนว่ ยฉกุ เฉินของโรงพยาบาล ขนั้ ตอนในการชว่ ยเหลอื มีดงั น้ี 2.1 การจาแนกความรุนแรงของผ้บู าดเจบ็ เพื่อจดั ลาดับการรกั ษาและส่งต่อไปยังจดุ ต่างๆ ได้ถกู ต้อง โดยทัว่ ไปนิยมแบ่งผปู้ ่วยเป็น 4 ประเภท โดยใชบ้ ัตรที่มแี ถบสีผูกข้อมือผู้ป่วย เพ่ือให้เกิดความชัดเจนในการสื่อสารดังนี้ ประเภท 1 แถบสแี ดง หมายถงึ อาการหนกั มาก ถ้าชว่ ยเหลอื ไม่ทนั จะเสยี ชีวิต เช่น หายใจลาบาก เสียเลือดมาก อยใู่ นภาวะช็อก เช่น บาดเจบ็ หลายระบบทมี่ ภี าวะความดันโลหติ ต่า หวั ใจเต้นผดิจังหวะรุนแรง การหายใจลม้ เหลว หัวใจขาดเลือด เปน็ ต้น ประเภท 2 แถบสีเหลอื ง หมายถึง อาการค่อนขา้ งหนกั แต่รอได้ เชน่ แผลไหม้ กระดูกหักบาดเจบ็ บรเิ วณกระดูกสันหลัง บาดเจ็บทศี่ รี ษะแตไ่ ม่หมดสติ ประเภท 3 แถบสีเขียว หมายถงึ อาการเลก็ น้อย เช่น แผลถลอก แผลฉกี ขาดไมม่ าก เดนิ มาเองได้
ประเภท 4 แถบสีดา หมายถึง เสียชีวิตแล้ว เชน่ ชีพจรไม่เตน้ มา่ นตาไมม่ ีปฏกิ ิรยิ าต่อแสง 2.2 ให้การรักษาพยาบาลข้นั ต้น ตามอาการสาคญั ของผบู้ าดเจบ็ เชน่ เม่อื พบว่าผูบ้ าดเจ็บหยุดหายใจ กร็ ีบทาการกู้ชีวิต (CPR) หา้ มเลอื ดและรีบให้สารน้าทางหลอดเลือดดาในผทู้ ่ีช็อกจากการเสยีเลอื ด เป็นตน้ 2.3 เคล่ือนยา้ ยผ้ปู ว่ ยออกจากหนว่ ยฉุกเฉินไปยงั หอผู้ปว่ ยหนกั (ICU) หอ้ งผ่าตดั หรือไปยังโรงพยาบาลอ่ืนท่ีมศี กั ยภาพสูงกวา่ พร้อมขอ้ มลู ในการรกั ษาและใหก้ ารดแู ลในระหวา่ งการสง่ ตอ่ อย่างถูกต้องปลอดภยั 3. การช่วยเหลอื เม่ือพน้ ภาวะวิกฤตหรือในผู้ป่วยท่ีไดร้ บั บาดเจบ็ นอ้ ย ผปู้ ว่ ยกลุ่มนี้จะต้องการการดูแลในเรอื่ งอาหาร และเครื่องนงุ่ หม่ ตอ้ งการติดต่อกับญาติ ตอ้ งการท่พี ักในกรณที ่เี กิดเพลงิ ไหม้ ผู้บาดเจบ็บางรายอาจมโี รคประจาตัวอยู่แล้ว ภาวะเครียดอาจทาใหโ้ รคกาเริบ พยาบาลจึงมบี ทบาทในการให้ความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่ผ้ปู ว่ ยกลุ่มน้ีด้วย 4. การทารายงานสรปุ ผลการปฏบิ ตั ิงาน ปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อผูบ้ ังคบั บญั ชา เพอ่ืประโยชนใ์ นการพัฒนางานและการปรบั แผนรบั อบุ ตั ิภยั ตอ่ ไประยะหลงั เกิดภัย (เหตุการณ์) 1. การให้ความชว่ ยเหลอื และฟืน้ ฟูบรู ณะขัน้ ต้น โดยจดั ตัง้ หนว่ ยบรรเทาเพอ่ื ปฏิบตั กิ ารในข้ันตน้รว่ มกับหน่วยระงบั ภัยอยา่ งต่อเนอื่ ง ดังน้ี 1.1 การปฐมพยาบาลผูบ้ าดเจ็บและผูป้ ่วย 1.2 ช่วยขนยา้ ยผู้ประสบภยั และทรพั ย์สินไปยังทป่ี ลอดภัย 1.3 การเล้ยี งดผู ปู้ ระสบภยั ท่ีไมส่ ามารถช่วยตัวเองไดใ้ นระยะแรก 1.4 การรกั ษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภยั แก่บคุ คลและสถานท่ี ร่วมกับหนว่ ยงานรักษาความปลอดภยั ในพน้ื ท่ี 2. การใหค้ วามช่วยเหลอื และฟ้ืนฟบู ูรณะ โดยร่วมมือกบั หนว่ ยสงเคราะหผ์ ปู้ ระสบภัยหลังจากการชว่ ยเหลอื ของหน่วยบรรเทาทุกข์ขั้นต้น ดาเนินการดังนี้ 2.1 สารวจความเสียหายและความต้องการด้านต่างๆของผปู้ ระสบภยั ท่ีมารับบริการโดยจัดทาบัญชีเปน็ประเภทไว้ 2.2 ชว่ ยสงเคราะห์ผูป้ ระสบภยั ตามบัญชีทีส่ ารวจ โดยให้มมี าตรการและระเบียบทร่ี ดั กุม 2.3 ปฏบิ ตั ิการประชาสมั พนั ธ์ เพื่อเสรมิ สรา้ งขวัญและกาลังใจของประชาชนให้กลบั คืนสูส่ ภาพโดยเรว็ 2.4 ใหก้ ารรกั ษาพยาบาลผู้เจ็บปว่ ยและการจดั บริการดา้ นสาธารณสขุ แก่ผปู้ ระสบภยั อย่างต่อเน่ือง 2.5 ดาเนนิ การป้องกนั โรคระบาดทจ่ี ะเกิดไดใ้ นสาธารณภยั นนั้ ๆ
บทบาทของพยาบาลในการฟ้นื ฟสู มรรถภาพของผู้ประสบภยั หลงั จากผา่ นภาวะวิกฤตจากการเจบ็ ปว่ ยจากสาธารณภัย ผู้ปว่ ยบางส่วนอาจมีอาการเจบ็ ป่วยเร้ือรังหรือเกดิ ความพิการ พยาบาลมีส่วนช่วยในการฟน้ื ฟสู มรรถภาพและติดตามผปู้ ว่ ยไดอ้ ยา่ งต่อเนอื่ งแมว้ ่าผปู้ ่วยจะจาหน่ายจากโรงพยาบาลแลว้ ก็ตามเยย่ี มบา้ นได้ การฟืน้ ฟูสมรรถภาพไมใ่ ช่ว่าจะเรมิ่ ทาเมือ่ผู้ปว่ ยจะกลบั บา้ นแต่การฟ้ืนฟูสามารถทาได้ทกุ ระยะของการเจ็บป่วย เพราะในบางครั้งการรอใหผ้ ปู้ ว่ ยหายดีเสียก่อนอาจทาให้การฟน้ื ฟูทาได้ยากข้นึ และใช้เวลานาน สิ่งท่ีตอ้ งคานึงถึงในการช่วยฟน้ื ฟสู มรรถภาพ ไดแ้ ก่ 1. การฟ้นื ฟูด้านจิตใจ โดยการประเมนิ สภาพทางจติ ใจ ผู้ทผี่ า่ นเหตุการณท์ ่ีเลวร้าย สภาวะทางจติอาจจะยงั ไมป่ กติ ถา้ ไม่ไดร้ ับการฟ้นื ฟูทางดา้ นจติ ใจใหด้ กี ่อน การฟ้นื ฟูทางกายก็ไดผ้ ลน้อย ผู้ปว่ ยตอ้ งเห็นคณุ ค่าของการมีชวี ติ อยู่ และมนั่ ใจวา่ จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ จงึ จะมีกาลังใจในการฟืน้ ฟูทางดา้ นรา่ งกาย 2. การฟน้ื ฟูทางด้านร่างกาย ทาโดยการประเมนิ ทั้งความพิการทเ่ี ป็นอยู่และความเส่ียงทจี่ ะเกิดได้หากไม่ป้องกันไว้ก่อน 3. หาสิ่งสนับสนุน อาจเปน็ อุปกรณห์ รือบุคคลท่ีจะเปน็ กาลังใจให้ผู้ปว่ ยเกดิ ความกระตือรือร้นท่ีจะฟ้นื ฟูสมรรถภาพ 4. แนะนาแหล่งประโยชนท์ ่ีจะช่วยใหก้ ารฟน้ื ฟเู ป็นไปได้อย่างราบรืน่ และได้ผลสมบูรณ์ ท้งัทางด้านการใหข้ ้อมูล ด้านทนุ ทรัพยแ์ ละอ่นื ๆ การฟืน้ ฟูจะประสบความสาเร็จ ประการสาคญั คือ ผปู้ ว่ ยจะต้องมีความพร้อมทีจ่ ะปฏิบตั ิ และทัง้ผ้ปู ว่ ยและครอบครวั ต้องมีส่วนรว่ มในการรบั รู้และรว่ มมือ การฟืน้ ฟจู ึงจะไดผ้ ลดีและถา้ ยังมคี วามพกิ ารหลงเหลืออยู่ ควรแนะนาการฝึกอาชพี ทเี่ หมาะสมกับผูป้ ว่ ย การมงี านทาจะทาให้ผู้ป่วยรู้สกึ วา่ ตนมีคณุ ค่าและสามารถหาเลีย้ งชพี ได้ โดยเฉพาะปัญหาดา้ นจติ ใจเปน็ เรอื่ งซบั ซ้อนเน่อื งจากเกีย่ วขอ้ งกับความคดิความรสู้ ึกและพฤติกรรมของบคุ คล ปฏิกิรยิ าทีเ่ กิดขน้ึ ในแตล่ ะบุคคลต่อเหตุการณ์เดยี วกันจะแตกต่างกันไปทั้งนข้ี ึ้นกบั พน้ื ฐานและประสบการณ์เดิมของแตล่ ะบคุ คล4.5 หลักการพยาบาลผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ อุบตั ิเหตุหมู่และสาธารณภัย สาธารณภัย หรอื Disaster เป็นสถานการณ์ทไี่ ม่อาจคาดการณไ์ วล้ ว่ งหน้า ซึ่งเมื่อเกิดขึน้ แลว้ จะมีความรนุ แรงและมผี ลคุกคามโดยไม่ไดต้ ัง้ ตวั อาจใช้คาวา่ “สาธารณภัย” “วินาศภยั หรือภยั พิบตั ิ” ก็ได้ ในบางแห่งก็ใชค้ าว่า “อุบัติภยั หมู่ (Mass casualty)” ซง่ึ หมายถึง กรณีทผี่ ู้ป่วยฉุกเฉนิ จากเหตกุ ารณ์เดียวกนัและมเี ป็นจานวนมาก จาเป็นจะตอ้ งให้การรักษาอย่างรบี ด่วน จึงเป็นความจาเป็นอย่างยิง่ ทโ่ี รงพยาบาลทกุ แห่งทุกระดบั ตอ้ งมีการจดั เตรยี มความพร้อม เพ่ือใหส้ ามารถชว่ ยเหลือผปู้ ระสบภยั ได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งก็แล้วแตว่ ่าแตล่ ะแหง่ จะมคี วามเส่ียงตอ่ การเกิดเหตกุ ารณ์อย่างไร ก็ต้องเตรียมความพร้อมจดั การพร้อมกับสถานการณ์เหล่านั้นใหด้ ที ีส่ ุด ซึง่ ได้แก่
การคดั แยกผู้เจบ็ ปว่ ย ณ จุดเกิดเหตุ (Field Triage) Field Triage คือ การคัดแยกผูเ้ จ็บปว่ ย ณ จุดเกดิ เหตุ เป็นกิจกรรมท่ีทาในระยะระหวา่ งเกิดเหตุเพ่อื จัดลาดับความเรง่ ดว่ นในการชว่ ยเหลอื ท่เี หมาะสม ในกรณมี ผี ู้บาดเจ็บเป็นจานวนมาก (mass casualty)เพอ่ื จัดกลุ่มว่ากลุม่ ใดควรไดร้ ับการดูแลรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวติ อย่างเร่งด่วน กล่มุ ใดสามารถรอคอยได้และกล่มุ ใดทม่ี ีอาการรุนแรงมาก มีโอกาสรอดชีวติ น้อย แม้วา่ ได้รับการดแู ลรักษาพยาบาลอย่างเต็มทแี่ ลว้ ก็ตามหลกั การ Field Triage การคดั แยกตามหลักของ Major Incident Medical Management and Support (MIMMS) ซง่ึประกอบไปด้วย ขน้ั ตอนปฏิบัติเมือ่ เกิดสาธารณภัย “เพ่ือจัดตั้งหนว่ ยแพทย์เผชิญเหตุ เวลาและตาแหน่งท่ีทา TriageTriage เปน็ กระบวนการทีต่ ้องกระทาอยา่ งต่อเนื่อง (dynamic) ตอ้ งทาหลายครั้งไม่ใช่ทา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเท่านน้ั โดยตอ้ งกระทาในเวลาเหลา่ นี้ คือ๑) ทา Triage ในระหว่างกระบวนการดูแลผูป้ ่วย ณ ทีจ่ ุดเกิดเหตุ๒) ทา Triage ก่อนเคล่ือนยา้ ย๓) ทา Triage ที่จุดรกั ษาพยาบาล๔) ทา Triage กอ่ นจะสง่ มายังโรงพยาบาล๕) ทา Triage เมอ่ื มาถึงโรงพยาบาล๖) ทา Triage ระหว่างการดแู ลรักษาทห่ี ้องฉุกเฉนิ๗) ทา Triage เพิม่ เตมิ เมื่อใดก็ตามที่อาการของผ้ปู ่วยมีอาการเปล่ยี นแปลงในทางปฏิบตั ิ นิยมทา Triage อยา่ งน้อย ๒ ครงั้ คือ- การทา Triage คร้งั แรก (Primary Triage) มกั จะทา ณ จดุ เกดิ เหตุ ในตาแหนง่ ทพ่ี บผปู้ ว่ ยเรยี กว่า Triage sieve- การทา Triage ครง้ั ที่สอง (Secondary Triage) มักกระทาท่ีจดุ รกั ษาพยาบาล (at ER) เรียกว่า Triage sortการจัดกลมุ่ ผปู้ ่วยการจัดกล่มุ เพอื่ เรยี งลาดบั ความเร่งดว่ นในการดูแลรักษามีอยู่หลายวิธี แตท่ ่ีใชบ้ อ่ ยคือ T (Treatment)System ซึ่งจะแบ่งผปู้ ่วยออกเปน็ ๔ กล่มุ และแบ่งสีตามตารางT อาการผปู้ ่วย สี๑ Immediate แดง๒ Urgent เหลือง๓ Delayed เขยี ว๔ Expectant นา้ เงินDead Dead ดาหรือขาว
Treatment SystemT1 Immediate คอื ผทู้ ีต่ อ้ งการดูแลรักษาเพอ่ื ชว่ ยชีวติ อย่างเรง่ ดว่ นโดยทันทีT2 Urgent คือ ผู้ที่ตอ้ งการดูแลรกั ษาภายใน ๒-๔ ชั่วโมง มิฉะนน้ั จะเป็นอนั ตรายถงึ ชวี ิตT3 Delayed คือ ผู้ทม่ี ีอาการไมร่ นุ แรง สามารถรอได้นานเกิน ๔ ชวั่ โมงT4 Expectant คอื ผู้ท่ีมีอาการรนุ แรงมาก มีโอกาสรอดชีวิตนอ้ ย ถงึ แมจ้ ะให้การดูแลรกั ษาอย่างเตม็ ที่โดยใช้บุคลากรจานวนมากแล้วกต็ ามแต่ก็อาจจะเสียชวี ติ ได้ ซึง่ ยิง่ จะทาให้ผู้อืน่ มโี อกาสรอดเสยี โอกาสในการได้รับการดูแล ในปัจจุบนั เนื่องมาจากการเปล่ียนแปลงด้านการเมือง สงั คม เศรษฐกจิ และปัญหาส่งิ แวดลอ้ มทาให้โลกมกี ารเปล่ยี นแปลง มโี อกาสทจ่ี ะเกดิ ภัยยงั เน่ืองจากธรรมชาติ และสงิ่ ทีม่ นุษยส์ ร้างขึ้น ดงั นน้ั พยาบาลจึงตอ้ งมีการเตรียมความพรอ้ มในการดูแลผู้รับบรกิ ารในสถานการณต์ า่ งๆ ได้อยา่ งถกู ต้องและเหมาะสมด้วย การคดั แยก ณ จดุ เกดิ เหตุ ท่นี ิยมใช้มี 2 แบบ Triage sieve และ Start Triage 1.การคดั แยกผ้ปู ว่ ย ณ จดุ เกดิ เหตุ โดยใช้ Triage sieve เปน็ การคดั แยกผู้รบั บริการอยา่ งรวดเร็ว เพอื่ จดั กลุม่ ผ้บู าดเจบ็ ในเบอ้ื งต้น ใช้หลกั การไมย่ ุง่ ยากและในการคดั แยก ไม่ตอ้ งใชข้ อ้ มลู ของผบู้ าดเจบ็ มากนัก ฉะนั้นผบู้ าดเจ็บทีไ่ ด้รบั การทา Triage sieve เรยี บร้อยแลว้ จงึจาเป็นต้อง Triage ซ้า ๆไปเร่ือย ๆ หรอื ทา Triage sort เม่อื มบี คุ ลากรทางการแพทย์มาถงึ และมจี านวนมากพอในการคดั แยก เพราะการทา Triage sieve แลว้ ระยะตอ่ มาผูบ้ าดเจ็บอาจมอี าการเปลยี่ นแปลงได้ จงึ ตอ้ งตดิ ตามประเมนิ อยา่ งตอ่ เนือ่ ง เพอ่ื ผูบ้ าดเจบ็ จะได้รับการชว่ ยเหลอื ทเ่ี หมาะสมและทันท่วงทีการทา Triage sieve มหี ลักการดังนี้ 1. แยกผู้บาดเจบ็ ท่เี ดินไดอ้ อกมาก่อน แลว้ จัดกลมุ่ น้ีเป็น T3 (delayed) คือ ผทู้ ี่มีอาการไม่รุนแรงสามารถรอได้นานเกนิ 24 ชวั่ โมง หลงั จากนั้นมาประเมินผู้ที่เดินไม่ได้ โดยการประเมิน ABC อย่างรวดเรว็ ดังน้ี 1.1 ผทู้ ่ีไม่หายใจ ให้เปิดทางเดินหายใจ ( A : Airway) โดยการทา head tilt and chin liftหรอื ไมส่ ามารถทาได้ให้พจิ ารณาทา jaw thrust 1.1.1 ถ้าเปิดทางเดินหายใจ แลว้ ยงั ไม่หายใจ ให้จดั อย่ใู นกลุ่มเสยี ชวี ิต 1.1.2 ถ้าเปดิ ทางเดนิ หายใจ แล้วหายใจได้ ใหจ้ ดั อยู่ในกลุ่ม T1 Immediate สแี ดง 1.2 ผ้ทู ่ีหายใจได้ ใหป้ ระเมนิ หายใจ ( B : Breathing) โดยดูอัตราการหายใจดังนี้ 1.2.1 ถา้ หายใจน้อยกว่า 9ครงั้ /นาทหี รือมากกวา่ 30คร้ัง/นาทีให้จัดอยู่ในกลมุ่ T1Immediate สีแดง 1.2.2 ถ้าหายใจ 10-29 ครั้ง/นาที ใหป้ ระเมนิ การไหลเวียน (C : Circulation) ซงึ่ มี 2 วธิ ี คอื 2) การตรวจ Capillary refill time โดยกดเลบ็ ของผปู้ ่วยนาน 5 วนิ าทีแล้วปลอ่ ย - ถ้า Capillary refill time มากกวา่ 2 วินาที ให้จดั อยใู่ นกลุ่ม T1 Immediate สีแดง - ถ้า Capillary refill timeนอ้ ยกวา่ 2 วนิ าที ใหจ้ ัดอยู่ในกลุ่ม T2 Urgent สีเหลอื ง 2) การตรวจชพี จร - ถา้ ชพี จรมากกวา่ 120 ครัง้ /นาทีให้จดั เปน็ T1 Immediate สแี ดง - ถ้าชพี จรน้อยกว่า 120 ครง้ั /นาทีใหจ้ ัดเปน็ T2 Urgent สีเหลือง
การคดั แยกผ้ปู ว่ ย ณ จดุ เกิดเหตุ Triage sieve T3 (delayed) กลมุ่ สเี ขยี ว ผ้บู าดเจ็บเดนิ ได้หรือไไมด่ ้ ไม่ ประเมิน A : Airwayไมห่ ายใจเปิดทางเดนิ หายใจประเมนิ B : Breathingหายใจ head tilt and ≤9 ครัง้ /นาที 10-29 คร้งั /นาที chin lift หรือทา jaw หรือ ≥30ครัง้ / thrust แล้วแตก่ รณี นาที สีแดง ประเมนิ การไหลเวยี น C : Circulation โลหติไมห่ ายใจ หายใจสดี า Dead สแี ดง วิธีที่ 1 ตรวจ capillary refill วธิ ีที่ 2 ตรวจชีพจรcapillary refill>2วนิ าที capillary refill < 2วินาที T2 Urgent สีเหลืองT1 Immediate สีแดง ชีพจร > 120 ครัง้ /นาที ชพี จร < 120 คร้ัง/นาที ให้จัดเปน็ ใหจ้ ดั เป็น T1 Immediate สีแดง T2 Urgent สีเหลือง
2. การคัดแยกผปู้ ว่ ย ณ จุดเกิดเหตุ โดยใช้ Start triage เป็นการคัดแยกผูป้ ว่ ย ณ จุดเกดิ เหตอุ ีกวิธหี น่งึ วิธนี ้จี ะเน้นชว่ ยคนทมี่ ีโอกาสรอดชีวติ มากทส่ี ดุ บนพนื้ ฐานของทรัพยากรท่มี ีอยู่ขณะน้ัน แบ่งเปน็ ๔ กลุ่มคือ 1. Immediate สแี ดง หมายถงึ ผู้บาดเจบ็ อาการรุนแรง ตอ้ งให้การชว่ ยเหลอื ทันที 2. Delayed สีเหลือง หมายถงึ ผบู้ าดเจ็บท่ีมีอาการปานกลาง รอได้ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง 3. Minor สเี ขียว หมายถึง ผู้บาดเจ็บอาการไมร่ นุ แรงเดินไดแ้ ละสามารถชว่ ยเหลอื ตวั เองได้ 4. Deceased สดี า หมายถงึ ผู้บาดเจ็บเสยี ชวี ติ หรือไม่มีทางรอด เทคนิค Start triage คือ แยกคนเดินได้ออกไป ติดเป็นสีเขียว ส่วนคนท่ีเดินไม่ได้ให้ประเมินต่อตามลาดบั แดง เหลือง หรือดา ซ่ึงมสี ว่ นเหมือนกับ Triage sieve แต่จะแตกต่างตรงอตั ราการหายใจและชีพจร START TRIAGE มบี าดแผลแตเ่ ดนิ ได้ Minor สเี ขยี ว ไม่ หายใจหรือไม่ไมห่ ายใจเปิด หายใจทางเดนิ หายใจ <30 ครัง้ /นาที >30 ครัง้ /นาที ประเมนิ ซา้ สแี ดง ประเมนิ การไหลเวยี นโลหติไมห่ ายใจ หายใจ สดี า สแี ดง คลา Radial Pulse ไมไ่ ด้ คลา Radial Pulse ได้ หรือ capillary refill>2วินาที หรือ capillary refill < 2วินาที สแี ดง ประเมินระดบั ความรู้สกึ ห้ามเลอื ด ไมส่ ามารถทาตามคาสง่ั ง่ายๆได้ ทาตามคาสง่ั งา่ ยๆได้ สแี ดง สเี หลอื ง
การคดั แยกผปู้ ่วย ณ ทเี่ กิดเหตุ Triage sieve และ Start triage ซ่งึ มีจานวนผู้ชว่ ยเหลอื น้อย ทงั้ ไม่มอี ปุ กรณ์และเวชภณั ฑ์ เม่อื ทาการคดั แยกผปู้ ว่ ยแลว้ พบว่ามีผบู้ าดเจ็บท่ีภาวะหัวใจหยดุ เตน้ (สแี ดง)Immediate ซึง่ หมายถงึ ผูบ้ าดเจบ็ ทมี่ อี าการรุนแรง ตอ้ งใหก้ ารช่วยเหลือทันที แตใ่ นการทาการคัดแยก ณที่เกิดเหตมุ ีขีดจากัด ผูท้ ี่คัดกรองจะผูกป้ายสีแดงที่ข้อมือ (Triage tag) แตจ่ ะไม่สามารถชว่ ยเหลือได้ในขณะนน้ั เน่ืองจากมีผ้บู าดเจ็บทีร่ อการคัดกรองรายอืน่ อีกมาก และมโี อกาสรอดมากกว่า ถ้ามกี าลังคนเพียงพอ การช่วยกูช้ วี ติ จะถกู ทาข้ึนอย่างรวดเร็วในทนั ที ขอ้ มูลท่ีจาเป็นเกยี่ วกบั การจาแนกผปู้ ระสบภัย ข้อมูลเบ้ืองตน้ ทีจ่ าเปน็ เก่ียวกับผูป้ ระสบภยั ทผี่ ้จู าแนกผปู้ ระสบภัยควรซกั ถามจากผ้ปู ระสบภัย ญาติผูน้ าส่ง ประกอบด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ชอ่ื – สกลุ อายุ เพศ ท่ีอยู่ การบาดเจ็บ สัญญาณชีพ และการชว่ ยเหลือท่ใี ห้ โดยมกี ารบนั ทึกรายละเอียดในปา้ ยสญั ญาลักษณ์ (Triage Tag) ท้งั น้กี ารท่จี ะไดม้ าซ่ึงขอ้ มลูดังกลา่ ว พยาบาลวชิ าชีพในฐานะหัวหน้าทีมจะต้องมีความรู้ มีทกั ษะในการตรวจร่างกายไดอ้ ย่างรวดเรว็ มีมนุษยสัมพนั ธ์ทด่ี ี สามารถวิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้อย่างถกู ต้องและเหมาะสม มคี วามสมบูรณ์ทั้งทางด้านรา่ งกาย จติ ใจ และมีทัศนคติท่ดี ี มีความม่ันคงทางอารมณ์ มคี วามอดทน สามารถเผชิญหนา้ และตดั สินใจแก้ปัญหาไดอ้ ย่างดี และรวดเรว็ แม้อยู่ในสถานการณ์ทตี่ ึงเครียด มที ักษะในการใหก้ ารดูแลชว่ ยเหลือผปู้ ระสบภยั ในภาวะฉกุ เฉินได้ดี มีทักษะในการสอ่ื สารและประสานงานทัง้ ในสถานที่เกดิ เหตุ และในสถานพยาบาล สามารถประเมินสถานการณ์ได้อยา่ งถกู ต้อง ในการจดั สถานท่ี บรเิ วณทเ่ี กดิ เหตุ ใหม้ คี วามปลอดภยั ทง้ั กบั ตนเอง ทมี และผปู้ ระสบภัย ซง่ึ ต้องอาศัยระบบการติดต่อส่อื สาร (Communicationsystem) ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพ ซึ่งอาจจาเปน็ ทจี่ ะใช้เพอ่ื ตดิ ต่อเจ้าหนา้ ทภ่ี ายในบรเิ วณเดยี วกันการปฐมพยาบาลผู้ประสบภยั การปฐมพยาบาล หมายถงึ การชว่ ยเหลือเบอ้ื งตน้ แกผ่ ูบ้ าดเจบ็ หรือผปู้ ่วยอยา่ งกะทันหันกอ่ นทีจ่ ะถึงโรงพยาบาล โดยใช้อุปกรณ์ท่ีมีอยู่หรอื เทา่ ทสี่ ามารถหาได้ ซงึ่ ต้องกระทาดว้ ยความรอบคอบ ถกู ต้องตามหลักการปฐมพยาบาล โดยมงุ่ ให้การชว่ ยผปู้ ่วย หรือผู้บาดเจ็บให้รอดชีวติ ลดอนั ตรายที่จะเกิดขนึ้ ปอ้ งกนัไม่ให้เกดิ ความพกิ าร ส่งเสรมิ ให้ผ้ปู ว่ ยหรอื ผบู้ าดเจ็บกลับคนื สภู่ าวะปกติโดยเรว็ โดยมหี ลักการทว่ั ไปในการปฐมพยาบาลดงั น้ี 1. ตง้ั สตใิ ห้มนั่ คง ควบคุมตนเองไมต่ ื่นเตน้ ตกใจ ตดั สนิ ใจได้อยา่ งถูกต้องกระทาดว้ ยความรวดเรว็ 2 ตรวจดูวา่ ผบู้ าดเจ็บร้สู ึกตวั หรอื หมดสติ ถ้าหมดสติ ต้องรีบช่วยประเมินการหายใจ การเตน้ ของหัวใจ เพอ่ื ทาการกูช้ ีพเบ้ืองต้นก่อนนาส่งโรงพยาบาล 3. จดั ทา่ นอนของผู้บาดเจ็บให้เหมาะสมในการปฐมพยาบาล โดยไมก่ อ่ ให้เกดิ อนั ตรายต่อผบู้ าดเจบ็แล้วให้การปฐมพยาบาลสาหรบั การบาดเจบ็ ท่อี าจก่อใหเ้ กดิ อันตรายแก่ชีวิตโดยเร็วก่อนการบาดเจ็บอ่ืนที่พอรอได้ 4. อย่าเคลอ่ื นย้ายผูบ้ าดเจ็บเกนิ ความจาเป็น เพราะอาจทาใหเ้ กิดอันตรายมากขน้ึ ถา้ จาเป็นต้องเคลอ่ื นย้ายต้องกระทาอยา่ งถูกวิธี
5. บันทกึ รายละเอียดเก่ยี วกบั เหตกุ ารณ์ อาการและลักษณะของผูบ้ าดเจบ็ และการปฐมพยาบาลที่ไดร้ บั เพ่ือประโยชนต์ ่อการชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป การประเมนิ สภาพเพอ่ื ให้การปฐมพยาบาล1. การประเมนิ ขน้ั ตน้ (Primary assessment)ในการประเมินผปู้ ระสบภยั ก่อนให้การชว่ ยเหลอื คือ 2.1 การประเมินทางเดนิ หายใจ (Airway) 2.2 การหายใจ (Breathing) 2.3 การไหลเวียนโลหิต (Circulation) เป้าหมายของการประเมนิ ขัน้ ต้น คอื การประเมนิ เพ่ือรบี ให้การชว่ ยเหลอื แก้ไขปญั หาท่ีคุกคามตอ่ ชวี ติ ซึ่งตอ้ งกระทาอย่างรวดเร็วโดยการประเมนิ ทางเดินหายใจ สภาพของกระดกู ต้นคอ ความสามารถในการหายใจ และการเต้นของหัวใจ นอกจากน้นั ต้องมีการประเมนิ ความพิการ (Disability) ด้วยการตรวจสอบการทางานของระบบประสาทอยา่ งย่อ รวมท้ังลกั ษณะทว่ั ไปของผปู้ ระสบภัย (Complex exposure) ดูการบาดเจบ็ อยา่ งอน่ื ๆ ดว้ ย 2. การประเมนิ ข้ันท่ีสอง (Secondary assessment) เปน็ ระยะที่มกี ารประเมินการบาดเจ็บและปญั หาทงั้ หมดและจดั ลาดบั ความสาคญั ของปัญหา การประเมินในระยะน้ีประกอบด้วย การประเมนิ สญั ญาณชพี ได้แก่ ความดันโลหิต ชพี จร การหายใจ และอณุ หภมู ิ การตรวจร่างกายต้ังแตศ่ ีรษะจรดเท้า ร่วมกบั การตรวจการทางานของระบบประสาทซา้ โดยละเอียดด้วย โดยมีแนวทางในการประเมนิ ดังนี้อวัยวะท่ี แนวทางประเมนิประเมินศีรษะ ดกู ารมเี ลือดออก การบบุ ผดิ รูปของกะโหลกศรี ษะ แผล บวม เลอื ดออกภายใน รูปหน้า ได้สดั ส่วน ตามปกติ คลากระดูกเพือ่ ตรวจสอบความผดิ ปกติตา ดู อาการชอกชา้ รอบดวงตา และตาแดง ประเมนิ การมองเห็นของตาทง้ั สองข้าง ประเมิน Reaction to light ของรูมา่ นตา ประเมินการกลอกตาหู ดู ของเหลวไหลออกจากหู ดูการชอกช้าบริเวณหลังใบหู ตรวจดแู ผลจมกู ดูของเหลวไหลออกจากจมูก ประเมินความผดิ รปู ของกระดูกคอ ดตู าแหน่งของหลอดลม หลอดเลือดขา้ งลาคอ การบวม และการชอกช้าทรวงอก ดูแผล การบาดเจ็บ การบวม จ้าเลอื ด สังเกตการขยายตัวของทรวงอก อตั ราการหายใจ ความลึกและกลา้ มเนื้อท่ี ใชใ้ นการหายใจ คลาหาการผิดรปู ของกระดูก ฟังเสียงหายใจ และเสียงการเต้นของหัวใจท้อง ดแู ผล การบาดเจ็บ การบวม จ้าเลือด คลาท้องเพือ่ ประเมนิ ความตึงแน่น ท้องตงึ
อวัยวะที่ แนวทางประเมิน ประเมินอวัยวะสบื พันธ์ุ ดกู ารผิดรูปของเชิงกราน และการมเี ลอื ดออกท่ีปลายเปดิ ของท่อทางเดนิ ปัสสาวะและ อจุ จาระแขนขา ดูการผิดรปู บาดแผล จานวนนิ้วมอื น้วิ เท้า การบวมและการชอกชา้ ประเมนิ การ ไหลเวยี นของโลหิตท่ีไปเล้ียง การรบั ความรู้สกึ และความสามารถในการเคลื่อนไหว คลาหลงั เพอ่ื ประเมินความเจบ็ ปวด ดูการผิดรูป บาดแผล และการชอกช้า คลากระดูกสันหลัง ฟังเสยี งหายใจ การเคลอื่ นย้ายผปู้ ระสบภัย (Casualty Handling) การเคล่อื นย้ายผ้ปู ระสบภยั เป็นกิจกรรมท่ีมีความสาคญั อย่างยงิ่ เนือ่ งจากถา้ มกี ารเคลอ่ื นยา้ ยท่ีถูกต้องตามหลักวธิ ี ยอ่ มสามารถช่วยชีวติ ของผู้ประสบภัยได้อยา่ งปลอดภัย และชว่ ยลดความสญู เสียท่ีจะเกิดแกผ่ ู้ประสบภัย และต่อสังคมโดยสว่ นรวม แต่หากการชว่ ยเหลือนน้ั เปน็ ไปอย่างไม่ถูกต้องตามหลกั และวธิ ีการ จะทาใหผ้ ู้ประสบภัยได้รับอนั ตราย พิการ หรืออาจถงึ แกช่ ีวติ และอาจได้รับบาดเจบ็ จากการเคลอ่ื นย้ายท่ีไม่ถกู วิธีดว้ ย ฉะนัน้ ความรแู้ ละทกั ษะเกยี่ วกับการเคล่อื นย้ายผปู้ ระสบภัย จงึ มคี วามสาคัญที่ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ บุคลากรทางสาธารณสุขพึงไดศ้ ึกษาและฝึกปฏิบัติในการเคลื่อนย้ายผปู้ ระสบภัยท่ีถกู วธิ ี เพื่อความปลอดภยั ในชีวติ ท้ังของตนเองและผูอ้ นื่ ซึ่งมีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการเคล่ือนย้ายมีดงั น้ี 1. เพือ่ นาผู้ประสบภยั ออกจากสถานท่ีอันตราย 2. เพือ่ สง่ ต่อผปู้ ระสบภัยให้ได้รบั การรกั ษาพยาบาลทีเ่ หมาะสม หลกั การเคลื่อนย้ายผู้ประสบภยั เพื่อใหเ้ กิดความปลอดภัยทั้งตนเองและผ้ปู ระสบภัย และสามารถชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบภัยได้จานวนมากท่สี ดุ โดยใชเ้ วลาสั้นท่สี ุด โดยอาศัยหลกั การดังนี้ 1. ใช้วธิ กี ารเคล่อื นย้ายท่ีง่าย สะดวก รวดเรว็ ถูกต้องและปลอดภยั ที่สุด 2. หลกี เล่ยี งการกระทบกระเทือนท่ีอาจทาให้ผปู้ ระสบภยั ได้รบั อันตรายเพิม่ ขึ้น 3. รีบนาสง่ สถานพยาบาลด้วยความรวดเรว็ และอยา่ งปลอดภยั ขอ้ ปฏบิ ตั ิในการเคลือ่ นยา้ ยผู้ประสบภัย 1. มกี ารวางแผนและเตรียมความพรอ้ มเกีย่ วกบั ยานพาหนะ อปุ กรณ์ปฐมพยาบาล พนักงานขบั รถสถานพยาบาลในการส่งต่อผปู้ ระสบภยั ฯลฯ ควรเลอื กสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้ทีส่ ุด ยานพาหนะและอปุ กรณ์ตอ้ งอยู่ในสภาพท่ีใชก้ ารไดด้ แี ละมกี ารตรวจสภาพอยู่เสมอ พนกั งานขับรถต้องไม่อยูใ่ นสภาพมึนเมา ทราบกฎจราจร ทราบข้อปฏิบตั ิเมื่อขบั รถพยาบาล และต้องขับด้วยความระมัดระวัง 2. กอ่ นเข้าชว่ ยเหลือผู้ประสบภยั ต้องประเมนิ วา่ เปน็ ภัยชนิดใด เพ่ือความปลอดภัยของท้ังผู้ชว่ ยเหลือและผูป้ ระสบภยั
3. ก่อนทาการเคลื่อนยา้ ยต้องประเมนิ ข้นั ตน้ ตามหลัก ABC เพ่อื พิจารณาให้ความชว่ ยเหลือตามความจาเปน็ และรีบดว่ นตามหลักการจาแนกผปู้ ระสบภยั เพือ่ ชว่ ยใหผ้ ปู้ ระสบภัยมีชวี ิตรอดไดเ้ ปน็ จานวนมากท่สี ดุ โดยพจิ ารณาดังน้ี กลุ่มผปู้ ระสบภัยทต่ี าย ณ ท่เี กิดเหตุ หรอื คาดว่าจะเสยี ชวี ติ ไมต่ ้องเคล่ือนยา้ ย กลมุ่ ผปู้ ระสบภยั ที่บาดเจบ็ เล็กนอ้ ย ชว่ ยเหลอื ตนเองและช่วยเหลอื ผู้อน่ื ได้ ไมต่ ้องเคล่ือนย้าย กลุ่มผปู้ ระสบภยั ท่บี าดเจบ็ มากไม่สามารถรอคอยได้ เช่น ทางเดินหายใจขัดขอ้ ง หวั ใจหยดุ เตน้เลอื ดออกมาก ต้องรบี ช่วยเหลอื และเคลอ่ื นย้ายไปสถานพยาบาลเป็นอนั ดับแรก โดยให้การปฐมพยาบาลหรอื CPR จนปลอดภยั ก่อน กลุม่ ผู้ประสบภัยที่บาดเจ็บมากแตส่ ามารถรอคอยไดถ้ ึง 2 ชว่ั โมง ตอ้ งชว่ ยเหลอื และเคลื่อนยา้ ยไปสถานพยาบาลเปน็ อนั ดับทส่ี อง หลังจากประเมนิ ผปู้ ระสบภยั ตามหลกั การ ABC แลว้ ต้องประเมินผูป้ ระสบภยั ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยความรวดเรว็ อกี คร้งั หน่ึง เพ่ือพจิ ารณาอาการบาดเจบ็ และเลือกวิธกี ารเคล่ือนย้ายท่เี หมาะสมและปลอดภัย เชน่ - ถ้าผ้ปู ระสบภยั เคล่ือนไหวแขนขาไมไ่ ด้ แสดงวา่ อาจมีกระดกู คอหกั ต้องระมดั ระวงั ในการเคลอื่ นยา้ ยเปน็ พเิ ศษ โดยตอ้ งให้ศีรษะ ลาคอและตวั อยู่ในท่าตรงเสมอ การให้นอนบนแผ่นกระดาน รัดตรึงลาตัว และใช้หมอนทรายตรึงใหค้ อและหน้าอยกู่ ับที่เปน็ วธิ ที ี่ดที ีส่ ุดในการเคล่อื นย้าย แต่ถ้าไม่มีแผ่นกระดานจะต้องใชผ้ ชู้ ว่ ยเหลือทม่ี ขี นาดตวั เท่าๆกัน อยา่ งน้อย 6-8 คน ในการอุ้มยกให้ผปู้ ระสบภยั อย่ใู นท่าตรง - ถา้ ผู้ประสบภัยมอี าการชาไม่มีความรูส้ กึ แสดงวา่ มีการบาดเจบ็ ของกระดูกคอและไขสนั หลงั ต้องใช้วิธกี ารเคลอ่ื นย้ายโดยใช้แผ่นกระดาน หรอื ใช้ผู้ชว่ ยเหลืออย่างน้อย 6-8 คน อมุ้ ยกให้ผ้ปู ระสบภัยอย่ใู นท่าตรงเช่นเดียวกนั - ถ้าผ้ปู ระสบภัยมีกระดกู หัก เมือ่ ให้เคลือ่ นไหวจะเจบ็ ปวดมาก และมกี ารเคล่อื นไหวผดิ ธรรมชาติตอ้ งเข้าเฝอื กช่วั คราวให้และอยา่ ดงึ หรอื ดันกระดูกทโ่ี ผล่ให้เขา้ ท่ี แล้วจึงทาการเคล่อื นย้าย - ถ้าผปู้ ระสบภยั มีบาดแผลเปิดควรปดิ ดว้ ยผา้ สะอาด และห้ามเลอื ดก่อน หากมวี ตั ถปุ ักคาอวยั วะหา้ มดงึ ออก หากมีลาไสท้ ะลักใหป้ ิดดว้ ยผ้าสะอาดและห้ามดันลาไส้ให้เข้าท่ี ก่อนทาการเคลอ่ื นยา้ ย 4. เมื่อขาดอปุ กรณใ์ นการช่วยเหลอื ควรประยุกต์ใช้วัสดุอปุ กรณท์ ีห่ าไดจ้ ากสถานทเี่ กดิ สาธารณภยัอยา่ งปลอดภยั คมุ้ ค่า และมีไหวพริบ 5. ประมาณกาลงั ท่จี ะยกผู้ปว่ ย ถา้ ไม่แน่ใจว่าจะยกไหว ต้องหาผชู้ ว่ ยเหลือใหม้ ากพอ หา้ มทดลองยกเดด็ ขาด เพราะผปู้ ระสบภัยอาจไดร้ บั อนั ตรายได้ 6. เมอ่ื มีผูช้ ่วยเหลอื หลายคนจะต้องมคี นใดคนหนึง่ เป็นคนออกคาส่งั และต้องบอกแผนการเคลือ่ นยา้ ยกับผู้ชว่ ยเหลือคนอ่นื ๆ เช่น จะเคล่ือนย้ายดว้ ยวิธใี ด ไปยงั ปลายทางทใ่ี ด ท่สี าคญั ตอ้ งบอกกบัผู้ประสบภัยวา่ จะทาอะไรให้ เพอ่ื ให้ไดร้ บั ความร่วมมือ
7. ในการยกผูป้ ระสบภัย ผชู้ ว่ ยเหลอื ควรระมัดระวงั ไมใ่ หห้ ลังงอ เพราะอาจทาใหห้ มอนรองกระดูกสันหลังเคลือ่ นได้ ต้องให้หลังตรงอยู่เสมอ เวลายกผ้ปู ระสบภัยใหย้ ่อขา และหนีบแขน กามือท่จี ับผปู้ ระสบภัยให้แนน่ ใหม้ อื และแขนอย่แู นบลาตวั ให้มากท่สี ุด จะทาให้มีแรงมากข้นึ 8. ขณะเคลอ่ื นยา้ ยผูป้ ระสบภัยควรปฏบิ ัตดิ ว้ ยความนุ่มนวล ระมดั ระวงั ไมใ่ ห้เกดิ การบาดเจบ็ มากยิง่ ข้ึน การใชท้ า่ ในการเคลอื่ นยา้ ยต่างๆ ควรคานงึ ถงึ ลักษณะอาการของผู้ประสบภัยดว้ ย หลีกเล่ยี งการยกที่จะทาใหแ้ ตะต้องอวัยวะทบ่ี าดเจบ็ และระมดั ระวังไมใ่ ห้มีการส่ันสะเทอื นหรือเกดิ การโค้งงอของอวัยวะท่ีบาดเจบ็ 9. ให้ความอบอุ่นโดยใชผ้ า้ หม่ หรอื ผ้าปกคลมุ ตัวผปู้ ระสบภัย 10. พดู คุย ใหก้ าลังใจ และปลอบโยนผู้ประสบภยั ทตี่ ระหนกตกใจ ตามความเหมาะสมเพื่อทราบขอ้ มลู เพ่ิมเติมบางประการทีส่ าคัญเกี่ยวกับภัย สาเหตุและอาการบาดเจ็บทเี่ กดิ ข้นึ 11. ประเมนิ สภาพผ้ปู ระสบภัยเป็นระยะๆ โดยสังเกตอาการบาดเจบ็ ท่เี พ่ิมขน้ึ หรืออาการเปลีย่ นแปลงที่เลวลง ในขณะทเ่ี คลอ่ื นยา้ ย เพื่อใหค้ วามชว่ ยเหลือได้ทันท่วงที 12. เมอ่ื เสร็จสิ้นการเคลอ่ื นยา้ ยควรบนั ทึกรายงานเกยี่ วกับจานวนผบู้ าดเจบ็ ทั้งหมด จานวนผู้บาดเจ็บท่อี าการหนัก สถานท่ีและเวลาทีเ่ กิดเหตุสาธารณภัย เพื่อการสง่ ต่อแก่สถานพยาบาล และหากมีเวลาเพยี งพอควรจดบนั ทึกอาการและการช่วยเหลอื ที่ผู้ประสบภยั ไดร้ บั เพ่ือเป็นประโยชน์ตอ่ การรกั ษาพยาบาล วธิ กี ารเคลื่อนยา้ ยผปู้ ระสบภัย 1. การเคล่อื นยา้ ยโดยมีผู้ช่วยเหลอื 1 คน ไดแ้ ก่ - การพยุงเดนิ (Supporting Carry, Human Crutch, Assist to Walk) ใช้สาหรบั ผู้ประสบภยั ที่รสู้ ึกตัวดี มอี าการบาดเจ็บเพียงเลก็ น้อยท่ีขาข้างเดียว และพอชว่ ยเหลอื ตัวเองได้บ้าง เชน่ ขอ้ เท้าเคลด็ แพลงตาปดิ เปน็ ต้นวิธกี ารปฏบิ ัติ1. ผู้ช่วยเหลือเขา้ ประคองผปู้ ระสบภยั โดยหันหนา้ ไปด้านเดียวกนั กบั ผ้ปู ระสบภัยและยืนชิดกบั ขาขา้ งที่บาดเจบ็ (ให้ขาขา้ งท่บี าดเจ็บอยู่ดา้ นในเสมอ)2. กมุ ข้อมือของผู้ประสบภัยท่ีอย่ชู ิดตวั ผชู้ ว่ ยเหลอื มาพาดรอบคอไวแ้ ละใช้มืออีกขา้ งหน่งึ โอบพยงุ รอบเอวชายเสือ้ ขอบกระโปรง หรือเข็มขัดของผู้ประสบภยั ไว้ โดยให้รกั แร้ของผู้ประสบภยั อยู่เหนือไหลข่ องผู้ชว่ ยเหลือ
3. ผ้ชู ่วยเหลือให้สัญญาณในการกา้ วเดิน “เตรียมเดิน เดิน”4. พยงุ ก้าวเดนิ ไปพร้อมๆกัน (เหมือนเดนิ สามขา) ในทศิ ทางเดียวกนั และพรอ้ มกนั (ถา้ ผู้ประสบภัยไม่สามารถลากเทา้ ของตนเองไปได้ ผชู้ ่วยเหลอื อาจใชเ้ ท้าท่ีอยู่ดา้ นในช่วยเข่ียพยุงใหเ้ ทา้ ของผูป้ ระสบภัยยังกา้ วไปได้) - การแบกดว้ ยสะโพก (Hip Carry, Nurse Carry) ใช้สาหรบั ผู้ประสบภัยที่ขนาดตัวใหญก่ วา่ ผู้ช่วยเหลือ ไม่รสู้ ึกตวั หรอื รู้สึกตวั แตล่ ุกเดนิ ไมไ่ ด้ นอนบนเตียงพยาบาลหรือเตียงท่สี ูงพอควร (ระดับสะโพก)และต้องเคลอ่ื นยา้ ยในระยะทางไม่ไกลมากนกัวธิ ีการปฏิบตั ิ1. จัดท่าให้ผปู้ ระสบภยั นอนตะแคงชดิ ขอบเตยี งหันหน้าออกนอกเตียง2. ผชู้ ว่ ยเหลือยนื หนั หลงั ใหผ้ ปู้ ระสบภยั ในตาแหนง่ กลางลาตวั ของผู้ประสบภัย3. ใชม้ ือข้างหนึ่งช้อนใต้เข่าและอีกขา้ งหน่ึงช้อนไหล่ โดยสอดผ่านรกั แร้ของผู้ประสบภยั ไปจับไหล่ให้กระชบั4. ยกผ้ปู ระสบภยั โดยใชส้ ะโพกรบั นา้ หนักและจดั ท่าให้กระชับ ก้าวเดินไปยังทีห่ มาย - การอมุ้ (Arm Carry, Shoulder-Knee Arm Carry, Cradle Carry) ใช้สาหรับผปู้ ระสบภยั ท่ีขนาดตัวเล็กกวา่ ผู้ชว่ ยเหลือ ไมร่ ู้สึกตวั หรือรูส้ กึ ตัวแต่ไมส่ ามารถลกุ เดินได้ เชน่ เปน็ ลม บาดเจบ็ ทเี่ ท้า และตอ้ งเคล่ือนยา้ ยในระยะทางใกล้ๆวิธีการปฏบิ ัติ1. ผู้ชว่ ยเหลอื ย่อเขา่ ลงในทา่ ทีถ่ นดั (ถา้ ผู้ประสบภยั อยูใ่ นท่านอนหรือน่ังกบั พ้ืน ผู้ชว่ ยเหลือตอ้ งคุกเข่า)2. ผชู้ ว่ ยเหลอื สอดแขนข้างหนึ่ง ชอ้ นใต้เขา่ ทัง้ สองข้างของผปู้ ระสบภยั3. สอดแขนอีกข้างหนึ่ง ชอ้ นใต้รักแร้หรอื บรเิ วณอกของผูป้ ระสบภัย ใหไ้ หลข่ องผปู้ ระสบภยั เกยเหนอื ไหล่และเกาะไหล่ของผู้ชว่ ยเหลอื ไว้4. ลกุ ข้นึ ยนื แล้วกา้ วเดินไปสู่ท่หี มาย - การอ้มุ กอดและทาบดา้ นหลัง (Back Carry, Back-Strap Carry) ใชส้ าหรบั ผปู้ ระสบภัยทีไ่ ม่รู้สกึ ตวั หรอื ร้สู กึ ตวั แต่ไมส่ ามารถลุกเดินได้ และ ต้องเคล่ือนย้ายผ่านทางทแี่ คบ ในระยะทางไกลวิธกี ารปฏิบตั ิ
ใหผ้ ปู้ ระสบภัยนอนหงายแยกขาออกจากกนั ผูกขอ้ มอื ของผ้ปู ระสบภยั ไวด้ ว้ ยกนั2. นอนหงายทาบไปบนตัวของผ้ปู ระสบภยั ให้ขาของผ้ชู ่วยเหลอื อยู่ในระหว่างขาของผปู้ ระสบภยั3. สอดแขนซ้ายและศีรษะเข้าไปในวงแขนขา้ งขวาของผ้ปู ระสบภยั4. ผชู้ ่วยเหลอื ใช้มอื ขา้ งซ้ายจับต้นแขนขวาของผ้ปู ระสบภัย ตง้ั ขาของผปู้ ระสบภยั ข้นึ และตรึงไว้กบั ท่ีใต้เข่า5. พลกิ ควา่ ตวั ลงไปทางซ้ายให้มากทสี่ ุด จนผู้ประสบภัยทับอยดู่ ้านบนของผู้ช่วยเหลือ6. คอ่ ยๆลกุ ข้ึนในท่าคกุ เข่าก้มโคง้ มอื ซ้ายของผ้ปู ระสบภัยจะลอดใตร้ ักแร้ข้างซ้าย ขณะท่มี ือพาดผา่ นไหล่ขวาของผชู้ ่วยเหลอื7. ลกุ ขึน้ ยนื จบั ขอ้ มอื ของผ้ปู ระสบภยั ไว ้ ขยับทา่ ใหถ้ นัด แลว้ กา้ วเดนิ ไปสทู่ ่หี มาย- การอ้มุ ทาบหลัง (Pack-Strap Carry, Pistol-Belt Carry)ใช้สาหรับผ้ปู ระสบภยั ที่ไม่รสู้ ึกตวั หรือรสู้ ึกตวั แต่ ไม่สามารถลกุ เดนิ ได้ และต้องเคล่ือนย้ายผา่ นทางท่แี คบ ในระยะทางไกล (ถ้าผู้ประสบภัยร้สู กึ ตวั ควรจดั ให้อยใู่ นท่าน่ังบนเตยี งกอ่ น)วธิ กี ารปฏบิ ตั ิ กรณี ผปู้ ระสบภยั ไมร่ ้สู กึ ตัว1. ทาบว่ งคลอ้ งรอบอกของผู้ประสบภยั ให้กวา้ งพอประมาณ2. นอนหงายทาบไปบนตวั ของผูป้ ระสบภัยและทับบนบ่วงนน้ั3. สอดแขนท้ังสองข้างเข้าไปในบ่วงที่เหลอื จากการนอนทับไว้ขยบั บว่ งให้กระชับอยบู่ นไหล่ (เหมือนสอดสะพายเป้ )4. ผชู้ ว่ ยเหลอื ใชม้ อื ขา้ งซา้ ยจับตน้ แขนขวาของผปู้ ระสบภัย และใชม้ ือขวาสอดเข้าใต้เข่าของผปู้ ระสบภัย ตง้ัขาของผ้ปู ระสบภัยข้นึ ไว้5. พลกิ คว่าตัวลงไปทางซ้ายให้มากที่สดุ ให้ผปู้ ระสบภยั ทบั อยู่ดา้ นบน6. ลุกขึน้ ในทา่ ก้มโค้ง ขยบั ท่าใหถ้ นดั แลว้ กา้ วเดินโดยก้มตัวเล็กนอ้ ยวธิ ีการปฏิบัติ กรณี ผปู้ ระสบภยั ร้สู ึกตัวดี1. ผชู้ ่วยเหลือยอ่ ตัว ชนั เข่าให้ถนดั หนั หลังใหผ้ ปู้ ระสบภัย2. ใหผ้ ูป้ ระสบภยั โอบรอบไหล่ ของผู้ชว่ ยเหลือไว ้3. ผู้ชว่ ยเหลือจบั ข้อมือของผู้ประสบภยั ไว้ให้ถนัดโดยไขว้มือถนดั4. ค่อยๆยืนขึ้น จัดท่าใหก้ ระชบั แลว้ กา้ วเดินไปสู่ทหี่ มาย
- การอุ้มกอดด้านหลงั (อมุ้ ข่ีหลงั ) (Saddle-Back Carry, Pack a Back Carry, Pick a Back Carry,One-man Piggyback Carry)ใช้สาหรับผปู้ ระสบภัยที่มขี นาดตวั เลก็ กวา่ ผชู้ ว่ ยเหลอื รู้สึกตัวดี แต่ ไมส่ ามารถลกุ เดินได้ เช่น บาดเจ็บทเ่ี ทา้และต้องเคลื่อนย้ายผ่านทางแคบๆวธิ ีการปฏบิ ัติ1. ผชู้ ่วยเหลือนง่ั ยอ่ เข่าชนั ขาข้างท่ถี นัด หนั หลงั ให้ผปู้ ระสบภยั2. ให้ผู้ประสบภยั โอบแขนรอบคอของผชู้ ว่ ยเหลอื และเกี่ยวมอื ตนเองไว ้3. ผชู้ ่วยเหลอื ออ้ มแขนทง้ั 2 ข้าง ไปทางดา้ นหลงั ของต้นขา และลอดผ่านข้อพบั เข่าของผู้ประสบภยั4. ผชู้ ่วยเหลอื เก่ยี วมือท้งั สองข้างเข้าด้วยกนั เพ่ือป้องกันการเล่ือนหลดุ5. ลุกข้ึนยนื ขยบั มือให้จบั กันกระชบั และมั่นคง กา้ วเดนิ ไปสู่ท่ีหมาย- การอุ้มกอดด้านหน้า (Front Piggyback Carry) ใช้สาหรับผูป้ ระสบภัยท่ีมขี นาดตัวเล็กกวา่ ผู้ชว่ ยเหลอื ร้สู ึกตัวดี ตอ้ งเคล่ือนย้ายผา่ นทางแคบๆ หรอืเมื่อจาเป็นต้องเปดิ ประตู ไต่ เกาะบนั ไดวธิ ีการปฏิบตั ิ1. ผูช้ ว่ ยเหลือนงั่ ยอ่ เขา่ ชันขาขา้ งท่ีถนัดหนั หน้าใหผ้ ู้ประสบภัย2. ใหผ้ ู้ประสบภัยโอบแขนรอบคอของผ้ชู ่วยเหลอื เกีย่ วมอื ตนเองไว ้3. ให้ผู้ประสบภัยโอบขาไปท่ีรอบเอวของผชู้ ว่ ยเหลือไว้4. ผู้ชว่ ยเหลือลกุ ขนึ้ ยนื โอบรอบลาตัวของผูป้ ระสบภยั ไว้5. ขยับและจัดทา่ ใหถ้ นดั และกระชบั แลว้ กา้ วเดินไปสู่ทหี่ มายการลากดว้ ยเสอื้ (Clothes Drag)ใช้สาหรบั ผ้ปู ระสบภัยท่ีไม่ร้สู ึกตวั หรอื รูส้ ึกตัวแต่ ไมส่ ามารถลุกเดินได้ ควรใชก้ บั การเคลื่อนยา้ ยออกจากที่เกดิ เหตุ โดยเรว็ ระยะทางสน้ั ๆ บนพื้นที่ราบเรียบเหมาะสมสาหรับกรณีที่ต้องหลบควนั ไฟ หรอื แกส๊ พษิวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ
๑. ผชู้ ว่ ยเหลือใช้มอื ขยมุ้ คอเส้ือของผ้ปู ระสบภยั หรอื จบั ส่วนอน่ื ของตัวเสอื้ ท่สี ามารถขยุ้มกาและลากได้โดยกระชับ เช่น บริเวณบ่าหรอื ไหล่2. ลากผู้ประสบภัยออกจากท่ีเกิดเหตุ (ถ้ามีผ้าเช็ดหนา้ หรือเชือก ควรผกู มอื ทัง้ สองข้างของผู้ประสบภัยเข้าไว้ด้วยกนั เพื่อป้องกันอนั ตรายบาดเจ็บบริเวณมอื และแขนขณะถูกลากไป)- การลากดว้ ยผ้าห่ม (Blanket Drag)ใช้สาหรบั ผู้ประสบภัยท่ีไมร่ ู้สึกตัวหรือรู้สึกตัวแต่ ไมส่ ามารถลุกเดนิ ได้ เหมาะสาหรบั กรณี ตอ้ งหลบควนั ไฟหรือ กา๊ ซพิษ โดยในขณะนนั้ ตอ้ งมผี ้าหม่ ให้ใช้ด้วยวธิ ีการปฏิบตั ิ1. จดั ให้ผปู้ ระสบภัยนอนหงายบนผา้ หม่2. จับชายผา้ หม่ ทกุ ด้านคลุมห่อตัวผู้ประสบภัยไว ้3. ขมวดปลายผา้ หม่ ดา้ นศรี ษะของผู้ประสบภัย จับให้กระชบั มอื4. เดินถอยหลังลากผ้ปู ระสบภัยไปในทศิ ทางท่ตี ้องการ- การอ้มุ แบกบนบ่า (Fireman’s Carry, Fireman’s Carry Lift) เปน็ ท่าทน่ี ยิ มใช้กนั มาก เหมาะสาหรบั ผปู้ ระสบภยั ทีห่ มดสติ ไมม่ กี ระดูกสว่ นใดหัก ใช้ได้ดี ในสถานการณ์ท่ตี ้องเคล่ือนยา้ ยผ้ปู ระสบภยั อยา่ งรวดเรว็ และระยะทางไกล การช่วยวธิ นี ี้ ผู้ช่วยเหลอื จะมมี ืออีกขา้ งหนึง่ ทีว่ ่างสาหรับยึดหรอื เกาะตามทางที่ผ่านไป เปดิ ประตูไต่ หรือเกาะบันไดได้ดว้ ยวธิ ีการปฏิบตั ิ1. ใหผ้ ูป้ ระสบภยั อยูใ่ นท่านอนควา่ ผู้ช่วยเหลอื นง่ั คกุ เขา่ ลงเหนอื ศรี ษะสอดแขนท้ังสองข้างเข้าใต้ไหล่ของผ้ปู ระสบภัย2. ผูช้ ่วยเหลอื ค่อยๆ ลุกข้ึนยืนพร้อมกบั ลากตวั ผูป้ ระสบภัยตามขึ้นมาสอดขาข้างขวาเข้าไปในระหวา่ งขาของผ้ปู ระสบภัย3. มือขวาโอบหลัง และมือซ้ายจบั ข้อมือข้างขวาของผู้ประสบภัยแลว้ ตวัดผ่านศีรษะพาดไปทีไ่ หล่ ขา้ งขวาของผู้ชว่ ยเหลือและกุมเอาไว้ ไมต่ ้องปลอ่ ยมอื ออก4. ยอ่ เขา่ ทั้งสองข้างลง มือขวาสอดผา่ นชอ่ งขา หรอื โอบรวบใตข้ อ้ พบั ขาของผ้ปู ระสบภยั แล้วเอือ้ มมือไปจบัขอ้ มือขวาของผูป้ ระสบภยั ไว ้
5. คอ่ ยๆ ยืนข้นึ ขยบั ให้อยู่ในทา่ ท่ถี นัด ก้าวเดนิ ไปสู่ที่หมายโดยอย่ใู นท่าก้มศีรษะเล็กนอ้ ย6. เม่อื จะวางผู้ประสบภัยลงใหย้ อ่ เขา่ ลง ค่อยๆ วางผปู้ ระสบภัยลงในทา่ นอนหงาย- การลากลงบันไดหรือทช่ี นั (Incline Drag)ใช้สาหรับผู้ประสบภัยทมี่ ีขนาดตัวใหญ่ กว่าผู้ช่วยเหลอื ไม่รสู้ ึกตวั หรือรสู้ กึ ตัวแต่ ไม่สามารถลกุ เดนิ ได้ และต้องเคลื่อนยา้ ยลงบนั ไดหรือท่ีชนัวิธกี ารปฏิบัติ1. ผชู้ ่วยเหลอื สอดมอื ท้ังสองผา่ นรกั แรไ้ ปประสานกันทบี่ ริเวณอกของผปู้ ระสบภยั2. ลากถอยหลงั ลงบันไดโดยผ้ชู ว่ ยเหลือหันหลงั กา้ วลงบนั ไดทลี ะขน้ั (ควรผกู ข้อมือและหุ้มสน้ เท้าของผปู้ ระสบภัยด้วย) - การคลานลาก (Fireman’s Drag, Fireman’s Crawl) ใชส้ าหรับผู้ประสบภัยท่หี มดสติ และมีขนาดตัวใหญ่ กว่าหรือเท่ากับผู้ชว่ ยเหลอื สามารถใชไ้ ด้ดี ในสถานการณ์ไฟไหม้หรือตอ้ งเคลอ่ื นยา้ ยในลักษณะคลานต่า (อาจเรยี กว่าท่าเสือคาบเหย่ือ)วิธีการปฏิบัติ แบบที่ 11. ใหผ้ ู้ประสบภยั นอนหงาย ผกู ข้อมือทง้ั สองขา้ ง2. ผู้ชว่ ยเหลอื น่งั ครอ่ มผู้ประสบภยั ลอดศรี ษะเข้าไปในวงแขนของผปู้ ระสบภัย ให้วงแขนอยู่ทีค่ อของผูช้ ว่ ยเหลือ3. ผชู้ ว่ ยเหลือยกตวั ข้ึนพร้อมกับขยบั ไปข้างหนา้ ใหไ้ หล่และคอของของผูป้ ระสบภยั พน้ จากพ้นื ขยับไปพร้อมๆ กนั คลานขยับพาผ้ปู ระสบภยั ไปยงั ทห่ี มายวิธกี ารปฏบิ ัติ แบบท่ี 21. ใหผ้ ู้ประสบภยั นอนหงายทาบ่วงคล้องอกของผ้ปู ระสบภยั ไว ้2. ผู้ช่วยเหลือน่งั ครอ่ มผู้ประสบภัย ลอดศีรษะเข้าไปในบ่วงให้ บ่วงอยูท่ ่ีคอของผชู้ ว่ ยเหลอื3. ผู้ชว่ ยเหลอื ยกตวั ขน้ึ พร้อมกบั ขยบั ไปขา้ งหน้า ใหไ้ หล่และคอของผปู้ ระสบภยั พ้นจากพ้นื ขยับไปพร้อมๆกนั คลานขยบั พาผปู้ ระสบภัยไปยงั ที่หมาย
2 การเคลอ่ื นย้ายโดยผู้ชว่ ยเหลือตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป และไม่ใชอ้ ุปกรณ์ ไดแ้ ก่- การพยงุ เดนิ โดยผู้ช่วยเหลือ 2 คน (Two-Man Supporting Carry)ใชส้ าหรบั ผปู้ ระสบภัยทไ่ี มร่ สู้ ึกตัวหรอื รูส้ กึ ตัว แตเ่ ดนิ ไม่ได้ เพราะมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย เชน่ เท้าแพลงขอ้ เข่าขา้ งหน่งึ หรือสองขา้ งบาดเจบ็ ตาปิด ฯลฯวิธกี ารปฏบิ ตั ิ1. ผู้ชว่ ยเหลอื เขา้ ประคองผู ป้ ระสบภยั คนละข้างหนั หนา้ ไปดา้ นเดียวกนั กับผ้ปู ระสบภัย2. จบั มือของผู้ประสบภัยมาพาดรอบคอและใช้มืออีกขา้ งหนงึ่ โอบพยงุ รอบเอว ชายเสอื้ ขอบกระโปรงหรือเข็มขดัของผปู้ ระสบภยั ไว ้โดยให้รักแร้ ของผปู้ ระสบภยั อย่เู หนอื ไหล่ ของผู้ช่วยเหลอื3. ผชู้ ว่ ยเหลือคนที่ 1 ให้สญั ญาณ “เตรียมพร้อม” จดั ท่าให้ถนดั4. ผู้ชว่ ยเหลือคนที่ 1 ให้สญั ญาณ “เตรยี มเดิน เดิน” พยุงก้าวเดินไปพร้อมๆกนั ในทางเดียวกัน- การอุ้มพยุงแขน-ขา (Fore-and-Aft Carry, Carry by the Extremities)ใชส้ าหรับผู้ประสบภัยท่ไี มร่ ู้สึกตัวหรอื รู้สึกตวั แต่เดินไม่ได้ และต้องเคลอ่ื นยา้ ยผา่ นทางแคบวิธีการปฏิบตั ิ1. ผู้ชว่ ยเหลือคนท่ี 1 เขา้ ประคองผปู้ ระสบภัยด้านหลังให้ อยู่ในทา่ นงั่2. ผู้ชว่ ยเหลือคนท่ี 2 เข้าไปยืนอยู่ระหว่างขาท้ังสองข้างของผปู้ ระสบภยั และจดั ใหม้ ือของผปู้ ระสบภัยประสานอยบู่ นตัก ของผ้ปู ระสบภัย ชนั เข่าไวใ้ ห้มั่นคง3. ผูช้ ว่ ยเหลือคนท่ี 1 ชันเข่าข้างที่ถนัดไว้ สอดมอื ผา่ นรกั แร้ ไปจับแขนของผปู้ ระสบภัย4. ผู้ช่วยเหลอื คนท่ี 2 กลับหลังหนั ชันเขา่ ข้างที่ถนดั ไว แ้ ลว้ ช้อนใต้เข่าทงั้ สองขา้ งของผู้ประสบภยั5. ผู้ชว่ ยเหลอื คนที่ 1 ให้สญั ญาณ “เตรียมลุก ลุก” ลุกพร้อมๆ กนั และขยบั ใหอ้ ยูใ่ นทา่ ท่ถี นดั6. ผชู้ ว่ ยเหลอื คนที่ 1 ใหส้ ญั ญาณ “เตรยี มเดิน เดิน” กา้ วเดินไปข้างหนา้ พร้อมๆ กนั นอกจากการที่ผู้ชว่ ยเหลอื คนที่ 2 เข้าไปยนื อยูร่ ะหวา่ งขาแล้ว ผ้ชู ว่ ยเหลอื คนที่ 2 อาจรวบขาทง้ั สองขา้ งของผู้ประสบภยั ไว้ดว้ ยกนั แล้วจงึ ยกขึ้นก็ได้
- การอ้มุ บนมอื ประสาน (Seat Carry)ใช้สาหรับผ้ปู ระสบภัยทรี่ สู้ ึกตัว แต่เดนิ ไม่ได้ การอ้มุ บนสองมือประสาน (Two-handed Seat, Two-Nurse Swing Carry) การจบั มือแบบสามมือประสาน การจับมอื แบบส่ี มอื ประสานวธิ ีการปฏบิ ัติ1. ผ้ชู ่วยเหลือทัง้ สองคนประสานมอื แบบมัดขา้ วต้ม ซึ่งทาได้ 3 แบบ คือ แบบสองมือประสาน แบบสามมือประสาน และแบบสี่มือประสาน2. ให้ผูป้ ระสบภยั ก้าวขึ้นนั่งบนมอื ทปี่ ระสานกนั น้นั โดยใชม้ ือโอบไหล่ ของผูช้ ว่ ยเหลือทงั้ สองไว้3. ใหส้ ญั ญาณ “เตรยี มเดนิ เดนิ ” แล้วก้าวเดนิ พร้อมๆกัน และไปในทางเดยี วกัน- การอมุ้ เคียง การอ้มุ เคียง เปน็ วิธีการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยที่อาจจะมขี นาดตวั เลก็ กวา่ ผชู้ ่วยเหลือหรอื ขนาดตวัใหญ่ กวา่ ผชู้ ่วยเหลือ ไม่รสู้ ึกตัวหรอื รสู้ ึกตัวแต่ เดินไม่ไดแ้ ละจาเป็นต้องเคล่ือนยา้ ยไปในทา่ นอน การอมุ้ เคยี งอาจใช้ผ้ชู ว่ ยเหลือตง้ั แต่ 2-8 คน และมีขอ้ ปฏบิ ตั ิ ท่ีควรระลกึ ถึงเสมอคือ1) ตอ้ งใหผ้ ปู้ ระสบภัยอย่ใู นแนวตรงเสมอ และกอ่ นจะยกวาง หรือ เคลือ่ นย้ายผู้ประสบภัยต้องให้สัญญา เพ่อืความพร้อมและปอ้ งกนั การดึงรั้งซงึ่ อาจเกดิ อันตรายต่อผปู้ ระสบภัยได้2) ผชู้ ่วยเหลอื อาจยกผปู้ ระสบภยั โดยอย่ดู า้ นเดียวกนั หรืออยูค่ นละด้านก็ไดแ้ ละถ้าอยูค่ นละด้านอาจเหนี่ยวมอื ของฝ่ายตรงกนั ขา้ มเพ่ือความม่นั คงได้3) กรณี ทส่ี งสัยว่าผู้ประสบภัยจะมีการบาดเจบ็ ของกระดูกคอและไขสันหลัง ต้องใช้ผู้ชว่ ยเหลืออย่างน้อย 6-8 คนและควรมผี ู้ช่วยเหลือ 1 คน ทาหนา้ ท่ีประคองให้ศีรษะและลากคออยู่ในแนวตรงและเคลือ่ นไหวนอ้ ยทส่ี ดุ- การอุม้ เคียง 2 คน (Two-Man Arm Carry)วธิ กี ารปฏิบัติ
1. ผชู้ ว่ ยเหลอื ท้งั 2 คนน่ังคุกเข่าขา้ งผูป้ ระสบภัย โดยผชู้ ่วยเหลือคนที่ 1 อยู่ระหว่างศีรษะและอก ผชู้ ว่ ยเหลอื คนท่ี 2 อยู่ระหว่างเอวและสะโพก ของผู้ประสบภัยจับมอื ของผปู้ ระสบภัยประสานกันไว้บนลาตัวผู้ชว่ ยเหลือท้ัง 2 คนนง่ั คุกเข่าทั้งสองข้างให้มนั่ คง สอดมือเข้าใต้ร่างของผู้ประสบภัยให้ลึกจนสดุ มอื ท่ตี าแหน่งคอและไหล่ บนั้ เอว สะโพก และขอ้ เขา่3. ผู้ชว่ ยเหลอื ท้ัง 2 คน ชันเข่าดา้ นศีรษะของผ้ปู ระสบภยั ไว ้4. ผชู้ ว่ ยเหลือคนท่ี 1 ให้สัญญาณว่า “เตรยี มยก” ผู้ชว่ ยเหลอื ทงั้ 2 คน ขยบั มอื ใหถ้ นดั และมัน่ คง5. ผู้ช่วยเหลือคนท่ี 1 ใหส้ ญั ญาณวา่ “ยก” ผู้ช่วยเหลอื ท้ัง 2คน ยกผ้ปู ระสบภัยวางไว้บนเข่า6. ผูช้ ่วยเหลือคนท่ี 1 ใหส้ ัญญาณว่า “กระชับ” ผู้ช่วยเหลอื ทั้ง 2 คน ขยบั มือใหร้ ่างของผู้ประสบภัย อยูใ่ นออ้ มแขนให้กระชบั และมั่นคง (ถา้ ผู้ชว่ ยเหลอื อยู่ดา้ นเดยี วกัน ผู้ประสบภยั จะเอนตัวเขา้ หาผู้ชว่ ยเหลือ แต่ถา้อยู่คนละด้านผปู้ ระสบภยั จะอยู่บนเข่าของผู้ช่วยเหลอื และอยใู่ นท่าตรง)7. ผชู้ ว่ ยเหลือคนที่ 1 ให้สัญญาณว่า “เตรียมยนื ยนื ” ผ้ชู ว่ ยเหลือทั้ง 2 คน ลกุ ขึ้น8. ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ใหส้ ัญญาณว่า “เตรยี มเดิน เดิน” ผชู้ ว่ ยเหลือท้ัง 2 คนก้าวเดนิ ไปในทางเดยี วกนั9. เม่อื ต้องการเลย้ี วซา้ ย หรือเลย้ี วขวา ผชู้ ่วยเหลอื คนท่ี 1 จะตอ้ งให้สญั ญาณเพ่ือให้ผ้ชู ่วยเหลอื ก้าวไป ในทศิ ทางเดยี วกนั10. เม่อื ถึงจุดหมาย ผู้ช่วยเหลือคนท่ี 1 ให้สัญญาณวา่ ”หยุด” เม่อื หยดุ แลว้ วางผู้บาดเจบ็ ลงในทา่ กลบั กันกบั การยกผู้ปว่ ยขนึ้ โดยมีผูช้ ว่ ยเหลือคนที่ 1 ส่ังเปน็ ระยะ ๆ- การอมุ้ เคยี ง 3 คน (Three-Man Arm Carry)วธิ กี ารปฏบิ ตั ิเหมอื นการอุ้มเคยี ง 2 คน โดยตาแหนง่ ท่ีสอดมือเข้าใต้รา่ งของผปู้ ระสบภยั คอื คอ-ไหล่ หลงั บน้ั เอวสะโพก ตน้ ขา และน่อง- การอุ้มเคยี ง 8 คน (Eight-Man Arm Carry)วิธีการปฏบิ ัติเหมอื นการอ้มุ เคยี ง 2 คน โดยตาแหนง่ ที่สอดมือเขา้ ใตร้ า่ งของผู้ประสบภัย จะตดิ ต่อกนั ไปตลอดลาตวั คือศีรษะ คอ- ไหล่ หลังส่วนบน หลังส่วนลา่ ง บ้นั เอว เอว สะโพก ตน้ ขา เข่า นอ่ ง และปลายเท้า- การเคล่อื นยา้ ยโดยผูช้ ่วยเหลอื ต้ังแต่ 2 คนขน้ึ ไป และใชอ้ ปุ กรณ์ ไดแ้ ก่- การเคลื่อนยา้ ยโดยใช้เกา้ อ้ี (Chair Litter, Chair carry)
ใช้สาหรับผปู้ ระสบภัยทร่ี สู้ กึ ตวั แต่ไมส่ ามารถลกุ เดินได้ และตอ้ งเคลอื่ นย้ายผ่านทางแคบวธิ กี ารปฏิบัติ1. ให้ผู้ประสบภยั นง่ั เก้าอ้ี2. ผู้ชว่ ยเหลอื คนที่ 1 เข้าไปยืนท่ีดา้ นหลงั ของผ้ปู ระสบภยั มอื ทงั้ สองข้างจบั พนักเก้าอ้ีทางด้านหลงั3. ผชู้ ว่ ยเหลือคนที่ 2 เขา้ ไปยืนท่ดี ้านหนา้ ของผปู้ ระสบภัยหันหน้าเขา้ หาผ้ปู ระสบภัย วางมือของผู้ประสบภยัให้อย่บู นตัก4. ผู้ชว่ ยเหลอื ท้งั สองคนจดั เก้าอ้ี ใหเ้ อนไปดา้ นหลังประมาณ 30 องศา5. ผชู้ ่วยเหลอื คนที่ 2 หนั หลังให้ ผปู้ ระสบภัย ย่อตวั ชันเข่าระหว่างขาเกา้ อ้ีท้ังสองขา้ ง มือทงั้ สองข้างจับขาเก้าอี้ทางดา้ นหนา้6. ผชู้ ว่ ยเหลอื คนท่ี 1 ให้สญั ญาณ “เตรยี มตัว” ผชู้ ่วยเหลอื ทัง้ คู่ จดั วางมือให้ถนัดและมั่งคง7. ผชู้ ่วยเหลอื คนที่ 1 ให้สัญญาณ “เตรยี มยก ยก” ผชู้ ่วยเหลอื ทงั้ คู่ ยกเก้าอีข้ ึ้นให้พ้นจากพืน้ แล้วกระชบั มือจดั ท่าใหถ้ นดั8. ผชู้ ว่ ยเหลือคนท่ี 1 ให้สัญญาณ “เตรยี มเดิน เดนิ ” ผูช้ ่วยเหลือท้ังคู่ ยอเกา้ อ้ีก้าวเดินไปสู่ท่ีหมาย- การเคล่ือนยา้ ยโดยใช้ไม้ 1 ท่อน (One Stick Litter)ใชส้ าหรับผู้ประสบภยั ที่รู้สึกตวั แต่ ไมส่ ามารถลุกเดนิ ได้ และตอ้ งมีไมย้ าวขนาดพอเหมาะวิธกี ารปฏบิ ตั ิ1. ผู้ชว่ ยเหลือทั้งสองคน จบั ท่อนไม้ไวค้ นละข้าง ให้ถนัดมือโดยเวน้ ระยะห่างพอประมาณ2. ยอ่ ตวั ลงใหผ้ ้ปู ระสบภัยนง่ั บนท่อนไม้ มือทัง้ สองข้างโอบไหลข่ องผชู้ ว่ ยเหลือท้ังสองไว้3. ผูช้ ว่ ยเหลือคนท่ี 1 ให้สัญญาณ “เตรียมยก ยก” ผู้ชว่ ยเหลอื ทงั้ คู่ ยืนขึน้ พร้อม ๆ กันและยกไมข้ น้ึ ใหเ้ ทา้ ของผปู้ ระสบภยั ลอยเหนือพ้นื4. ผ้ชู ว่ ยเหลอื คนท่ี 1 ใหส้ ญั ญาณ “เตรยี มเดนิ เดนิ ” แลว้ ผู้ช่วยเหลือท้ังคู่ ออกเดนิ ไปสู่ทห่ี มาย- การเคลอื่ นยา้ ยโดยใชเ้ ปลและเปล ประยุกต์ การเคลือ่ นย้ายผู้ประสบภยั ท่ีมกี ารบาดเจบ็ ของอวยั วะท่สี าคญั หรือกระดูกหกั ควรใช้เปลในการเคลอื่ นย้าย โดยที่ผชู้ ่วยเหลือคนหนึง่ จะหนั หน้าเข้าบริเวณศรี ษะของผ้ปู ระสบภยั ในขณะที่อีกคนหนึ่งจะหันหลังออกจากผู้ประสบภัยเวลาเคลอื่ นยา้ ยให้เดนิ ออกโดยนาทางด้านเทา้ ของผ้ปู ระสบภัยไปก่อนเพื่อให้ผู้ประสบภยั รสู้ กึ ปลอดภัย ในบางกรณี ทไี่ ม่สามารถหาเปลพยาบาลได้ จาเป็นตอ้ งดัดแปลงอุปกรณอ์ ื่นๆ เพื่อนามาใชแ้ ทนเปลเชน่ บานประตู เตียง แคร่ รถเขน็ ผา้ ห่ม ผ้าปเู ตยี ง เส้ือผ้า ผา้ ขาวมา้ ซ่ึงต้องคานึงถึงความแขง็ แรงของวัสดุตา่ งๆ ที่นามาประยุกต์ใชด้ ้วย และก่อนท่จี ะนามาใชก้ ับผู้ประสบภัย ควรได้มีการทดสอบกอ่ นเพ่อื ลดโอกาสเส่ียงตอ่ การเกิดอนั ตรายจากการใช้เปลประยกุ ตท์ ี่ไมม่ ีความแขง็ แรงและเพยี งพอ
Referenceชมรมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉนิ . (2552).ชมรมแพทยเ์ วชศาสตร์ฉกุ เฉนิ : ชวนคยุ เรื่องปญั หาแผนอุบัตเิ หตุหมู่. วารสารเวชศาสตร์ฉกุ เฉินไทย (Thai Emergency Medicine Journal).ฉบับที่ 2: เมษายน- มถิ ุนายน 2552.วันทคี่ น้ ขอ้ มูล 15 พฤษภาคม 2560,เข้าถึงไดจ้ าก http://www.team.or.th/node/247.ธนดล โรจนศานติกุล.(2553). การชว่ ยชวี ิตผปู้ ่วยหวั ใจหยุดเต้น. ในManual of Medical Therapeutics. ชษุ ณา สวนกระต่าย กมล แก้วกิตณิ รงค์ และกมลวรรณ จุติวรกลุ พิมพ์ครง้ั ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : โรง พมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์.ธรี พร สถิรอังกรู . (2554). การประเมนิ คุณภาพการพยาบาลผปู้ ่วยอุบตั ิเหตุและฉกุ เฉนิ . สานักการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข. วนั ที่ค้นขอ้ มลู 15 พฤษภาคม 2560,เข้าถงึ ไดจ้ าก http://118.174.17.202/h4305/download/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99ER. pdfรพพี ร โรจน์แสงเรอื ง. (2552).ระบบการคัดกรองผู้ปว่ ย (Triage). เข้าถึงไดจ้ าก www.mnst.go.th.โรงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวิทยาลยั มหดิ ล. (2554). การคัดแยกผเู้ จ็บปว่ ย ณ จดุ เกดิ เหตุ(Field Triage) สรปุ การประชุมการดแู ลผปู้ ว่ ยฉกุ เฉิน วันท่ี 6-10 มถิ ุนายน 2554. วนั ท่ีคน้ ข้อมลู 15 พฤษภาคม 2560,เขา้ ถึงได้จาก http://www.sabothosp.go.th/index.php?option=com_content&view =article&id=102:2011-09-26-01-23-46&catid=64:adminsabothospgoth&Itemid=38.โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหดิ ล. (๒๕๕๖).เอกสารประกอบการประชุมวชิ าการ เร่ือง การดูแล ผปู้ ่วยฉกุ เฉนิ วนั ท่ี 3-7 มถิ ุนายน 2556 ณ โรงแรม ดเิ อมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร.สมาคมเวชศาสตรฉ์ ุกเฉิน. (2548). ประชุมวิชาการเวชศาสตรฉ์ ุกเฉนิ ครง้ั ท่ี 5 ประจาปี 2548 เรอื่ งการ เตรยี ม ER รับภยั ใหมใ่ นสบิ ปีหน้า. กรงุ เทพฯ : บริษทั เอน. พ.ี เพรสจากดั .Guideline highlight CPR 2015. วนั ทีค่ น้ ข้อมูล 10 สงิ หาคมคม 2560. เข้าถึงไดท้ ี่https://first10em.com/2015/10/21/acls-2015/Thai BLS CPR2015 ชว่ ยชีวิต ขน้ั พ้นื ฐาน. มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.วันท่คี ้นข้อมูล 10 สิงหาคมคม 2560,เขา้ ถงึ ได้จาก https://www.youtube.com/watch?v=MllQpfwKsIM.ACLS 2015 Demonstration การชว่ ยชีวิต ขั้นสูง.มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.วนั ท่ีค้นขอ้ มูล 10 สิงหาคมคม 2560.,เข้าถึงไดจ้ าก https://www.youtube.com/watch?v=gb-boQWhmhU.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่อื ง มาตรฐานการบรกิ ารดา้ นการแพทยฉ์ กุ เฉนิ ของสถานพยาบาล พ.ศ. 2557 เข้าถึง ไดท้ ี่ http://hpc5.anamai.moph.go.th/director/data/jan2017/EMSAnnouce2557.PDFคมู่ ือ แนวทางปฏิบัตติ ามหลักเกณฑ์ เกณฑ์ วิธปี ฏิบัตกิ ารคัดแยกผปู้ ว่ ยฉกุ เฉนิ และจัดลาดบั การบรบิ าล ณ หอ้ งฉุกเฉิน ตามหลักเกณฑท์ ี่ กพฉ. กาหนด. (2556). เขา้ ถึงไดท้ ี่ http://www.pharmyaring.com/pic/p_161119105607.pdf
Search
Read the Text Version
- 1 - 49
Pages: