กรอบพนั ธกรณีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี นที่ประเทศไทยจะตอ้ งดำ� เนนิ การภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ 49 (๑) ส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านทางมาตรการ ต่าง ๆ ที่จะยกระดบั ประสิทธิภาพการผลิตของวสิ าหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายยอ่ ย (๒) เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยการพัฒนาและการเสริมสร้างกรอบสถาบัน ในการพัฒนาความเข้าใจและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพ้ืนฐานด้านการเงิน แบบดั้งเดมิ (๓) ส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดและยกระดับความเป็นสากล โดยการขยาย และพัฒนาโครงการทีส่ นบั สนุนการเขา้ สตู่ ลาดและการบรู ณาการเข้าสูห่ ว่ งโซ่อปุ ทานโลก (๔) สง่ เสรมิ สภาพแวดลอ้ มดา้ นนโยบายและกฎระเบยี บเกย่ี วกบั วสิ าหกจิ ขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย ซ่ึงจะสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและระหว่าง รัฐบาล รวมท้ังกลไกต่าง ๆ ในการประสานงาน การมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยในกระบวนการตัดสินใจเพ่ือน�ำเสนอความสนใจและความต้องการ ของกลุ่มไดด้ ีขึ้น (๕) ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการสร้าง สภาพแวดลอ้ มทเี่ ออื้ ตอ่ การเปน็ ผปู้ ระกอบการผา่ นทางสถาบนั ออนไลนข์ องอาเซยี นและเสรมิ สรา้ ง การพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะเยาวชนและสตรี ส�ำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย๕๙ สรุปสาระส�ำคญั ของกรอบพนั ธกรณอี าเซยี นเรอ่ื งการเสรมิ สร้างบทบาทของวสิ าหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยใหเ้ ข้มแข็ง • พฒั นาและเพม่ิ ศกั ยภาพในการแขง่ ขนั ของกลมุ่ วสิ าหกจิ ขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย • ส่งเสริมการสร้างแนวนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการแข่งขัน ใหแ้ ก่กลมุ่ ธุรกิจดงั กลา่ ว ๕๙ ด ู AEC Blueprint ๒๐๒๕ ข้อ D.๑, para. ๖๙.
50 รัฐสภาสาร ปที ี ่ ๖๖ ฉบับที่ ๖ เดือนพฤศจกิ ายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ๔.๒ การเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ แกบ่ ทบาทของภาคเอกชน (Strengthening the Role of the Private Sector) นอกเหนือจากการเพิ่มบทบาทของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อยและรายย่อย อาเซยี นยงั สนบั สนนุ ใหส้ มาชกิ ดำ� เนนิ การเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ ของภาคเอกชนโดยดำ� เนนิ การ ดังตอ่ ไปน้ี (๑) ดำ� เนนิ กระบวนการปรกึ ษาหารอื ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ภาคเอกชนอยา่ งเปดิ กวา้ งมากขนึ้ (๒) เสรมิ สร้างบทบาทของสภาทปี่ รกึ ษาธุรกจิ อาเซียน๖๐ สรุปสาระส�ำคญั ของกรอบพันธกรณอี าเซียนเพ่ือเสรมิ สรา้ ง ความเขม้ แข็งแก่บทบาทภาคเอกชน • การด�ำเนินงานเชิงนโยบายของรัฐท่ีเอื้อต่อการสร้างความเข้มแข็ง ของภาคธรุ กจิ และเอกชนในแต่ละประเทศสมาชกิ อาเซียน ๔.๓ ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (Public-Private Partnership) ในส่วนที่เก่ียวกับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน อาเซียน กำ� หนดกรอบด�ำเนินงานใหส้ มาชิกดำ� เนนิ การดงั ตอ่ ไปน้ ี (๑) ทบทวนและก�ำหนดขอบเขตของกรอบสถาบันและกฎหมายในระดับประเทศ ซึ่งสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค เพ่ือมุ่งสู่สภาพแวดล้อมทางการปฏิบัติงานและทางกฎหมายท่ีเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วน ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (๒) ก�ำหนดภาคีท่ีจะให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่สมาชิกอาเซียน เพอื่ สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ สภาพแวดลอ้ มทเี่ ออื้ อำ� นวยตอ่ ความเปน็ หนุ้ สว่ นระหวา่ งภาครฐั กบั ภาคเอกชน ซึ่งรวมถึงศักยภาพของรฐั บาล นโยบาย กฎหมาย กฎระเบยี บและสถาบันตา่ ง ๆ ทจ่ี �ำเป็น ๖๐ ดู AEC Blueprint ๒๐๒๕ ข้อ D.๒, para. ๗๑.
กรอบพนั ธกรณีภายใตป้ ระชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ประเทศไทยจะต้องด�ำเนินการภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ 51 (๓) กำ� หนดภาคที จ่ี ะใหค้ วามชว่ ยเหลอื ดา้ นสงิ่ อำ� นวยความสะดวกตา่ ง ๆ ในการ พัฒนาโครงการที่ใช้รูปแบบความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และการให้บริการ ดา้ นคำ� ปรึกษาในการทำ� ธุรกรรมตา่ ง ๆ ๔) จัดตั้งเครือข่ายของอาเซียนระหว่างหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เก่ียวข้องกับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (บริษัทกฎหมาย บริษัท สถาบันการเงิน) ในประเทศสมาชิกอาเซียน เพ่ือแลกเปล่ียนประสบการณ์และร่วมมือ ในโครงการร่วมตา่ ง ๆ (๕) สนับสนุนให้กองทุนเพ่ือการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานในภูมิภาคอาเซียน ศกึ ษาแนวทางในการทำ� หนา้ ทห่ี นว่ ยงานสนบั สนนุ ซง่ึ จะนำ� ไปสกู่ ารลดความยากจนการเจรญิ เตบิ โต ทค่ี รอบคลมุ ความยั่งยนื ทางสิง่ แวดล้อม และการรวมกลุม่ ของภมู ภิ าค (๖) ส่งเสริมการใช้รูปแบบความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ส�ำหรบั โครงการดา้ นโครงสรา้ งพื้นฐานตา่ ง ๆ เมอื่ มีความเหมาะสม๖๑ สรุปสาระส�ำคัญของกรอบพนั ธกรณีอาเซยี น เรื่องความเปน็ หุน้ สว่ นระหวา่ งภาครัฐกบั ภาคเอกชน • การด�ำเนินงานเชิงนโยบายท่ีเกี่ยวกับการสร้างความเป็นหุ้นส่วน ระหวา่ งภาครฐั กบั ภาคเอกชนในประเทศสมาชิกอาเซยี น ๔.๔ การลดชอ่ งวา่ งการพฒั นา (Narrowing the Development Gap) ส�ำหรับประเด็นเรื่องการลดช่องว่างการพัฒนาตามข้อ D.๔ ของ AEC Blueprint ๒๐๒๕ พัฒนาจากประเด็นเรื่องการสร้างความร่วมมืออาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI) ซ่ึงมีแผนปฏิบัติช่วยเหลือแต่ละประเทศสมาชิกให้พัฒนาเศรษฐกิจให้ได้ เท่าเทียมกันทั่วทั้งภูมิภาค โครงการ IAI เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๐๐๐ มีกิจกรรมหลากหลายด้าน ต้ังแต่ การพัฒนาโครงสร้างข้ันพ้ืนฐานแห่งรัฐ การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาคประชาชน เทคโนโลยี ความสามารถ ในการพัฒนาตนเอง (Capacity Building) ในภูมิภาคอาเซียน พลังงาน การลดปัญหา ๖๑ ด ู AEC Blueprint ๒๐๒๕ ข้อ D.๓, para. ๗๓.
52 รฐั สภาสาร ปที ่ ี ๖๖ ฉบบั ที ่ ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ความยากจน และยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ เปน็ ตน้ ตอ่ มา AEC Blueprint ๒๐๒๕ ไดเ้ นน้ ยำ้� ถึงประเด็นดังกล่าวและวางเป้าหมายให้สมาชิกลดช่องว่างของการพัฒนาระหว่างประเทศ สมาชิก โดยมีประเด็นทีส่ มาชกิ อาเซียน รวมทั้งประเทศไทยตอ้ งพิจารณาดงั ตอ่ ไปน ้ี (๑) รกั ษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศสมาชกิ อาเซียน (๒) เสริมสร้างศักยภาพของประเทศสมาชิกใหม่ให้เข้มแข็งเพื่อด�ำเนินการ ตามพนั ธกรณีในการรวมตวั ทางเศรษฐกจิ ของอาเซยี น (๓) ลดภาระท่ีเกิดขึ้นอันเป็นผลจากกฎระเบียบทางธุรกิจในการจัดตั้ง และการด�ำเนนิ การของบรษิ ทั ตา่ ง ๆ (๔) เสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจเพ่ือสร้างการเติบโตและการจ้างงาน และขยาย การเขา้ ถงึ บรกิ ารดา้ นการเงนิ (๕) เพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลมุ่ ประเทศสมาชิกอาเซยี นใหม่ ๖) มุง่ เนน้ การพฒั นาวิสาหกจิ ขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (๗) ระบผุ ใู้ หค้ วามชว่ ยเหลอื ดา้ นการพฒั นาในการสนบั สนนุ ดา้ นเทคนคิ และการเงนิ แก่วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย โดยมุ่งเน้นสาขาที่มีศักยภาพซึ่งจะช่วยให้ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าในระดับ ภมู ิภาคและโลกไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ๖๒ สรปุ สาระสำ� คัญของกรอบพันธกรณอี าเซยี นเรือ่ งการลดช่องวา่ งการพัฒนา • การด�ำเนินงานเชิงนโยบายที่เพื่อส่งผลต่อการลดช่องว่าง การพฒั นาของประเทศสมาชกิ อาเซียนในดา้ นตา่ ง ๆ ๖๒ ดู AEC Blueprint ๒๐๒๕ ขอ้ D.๔, para. ๗๕.
กรอบพันธกรณภี ายใตป้ ระชาคมเศรษฐกิจอาเซยี นท่ีประเทศไทยจะต้องด�ำเนนิ การภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ 53 ๔.๕ การมสี ว่ นรว่ มของผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ในการดำ� เนนิ การรวมกลมุ่ ของภมู ภิ าค (Contribution of Stakeholders on Regional Integration Efforts) ปัจจัยส�ำคัญท่ีจะน�ำไปสู่การเป็นภูมิภาคท่ีมีความสามารถในการปรับตัวครอบคลุม ทุกภาคส่วนให้ความส�ำคัญกับประชาชนและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือ การส่งเสริมการมี ส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการด�ำเนินการรวมกลุ่มของภูมิภาคซึ่งเป็นองค์ประกอบประการ สุดท้ายของข้อ D.๔ ตาม AEC Blueprint ๒๐๒๕ โดยก�ำหนดขอบเขตให้สมาชิกอาเซียน ดำ� เนนิ การดงั ต่อไปน้ ี (๑) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่องเก่ียวกับประเด็น ด้านเศรษฐกิจ เพ่ือส่งเสริมความเข้าใจเก่ียวกับข้อริเริ่มต่าง ๆ ในการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ของอาเซียนให้มากย่ิงขนึ้ (๒) ด�ำเนินงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างใกล้ชิดในการส่งเสริมกิจกรรม ด้านความรับผดิ ชอบตอ่ สังคมขององค์กร (CSR) (๓) สง่ เสริมใหม้ กี ารปรึกษาหารอื กับผมู้ สี ่วนไดส้ ว่ นเสียเก่ยี วกบั ขอ้ ริเริม่ ใหมๆ่ ๖๓ สรุปสาระส�ำคญั ของกรอบพนั ธกรณอี าเซยี นเรือ่ งการมีส่วนร่วมของผมู้ ีส่วนได้เสีย ในการดำ� เนินการรวมกลมุ่ ของภมู ภิ าค • การดำ� เนนิ งานเชงิ นโยบายทส่ี ง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ในการด�ำเนนิ การรวมกลุม่ ของภูมิภาค จะเหน็ ไดว้ า่ กรอบพนั ธกรณตี ามขอ้ D ในเรอื่ งการเปน็ ภมู ภิ าคทม่ี คี วามสามารถ ใ น ก า ร ป รั บ ตั ว ค ร อ บ ค ลุ ม ทุ ก ภ า ค ส ่ ว น ใ ห ้ ค ว า ม ส� ำ คั ญ กั บ ป ร ะ ช า ช น แ ล ะ มี ป ร ะ ช า ช น เปน็ ศนู ยก์ ลาง ซงึ่ แผนการดำ� เนนิ งานในดา้ นตา่ ง ๆ ๕ ดา้ นทสี่ ำ� คญั ตงั้ แต ่ (๑) การเสรมิ สรา้ ง บทบาทของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อยให้เข้มแข็ง (๒) การเสริมสร้าง ความเข้มแข็งแก่บทบาทของภาคเอกชน (๓) ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (๔) การลดช่องว่างการพัฒนา และ (๕) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการด�ำเนินการ ๖๓ ดู AEC Blueprint ๒๐๒๕ ขอ้ D.๕, para. ๗๘.
54 รัฐสภาสาร ปที ี ่ ๖๖ ฉบบั ที่ ๖ เดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ รวมกลมุ่ ของภมู ภิ าค เปน็ ประเดน็ ทอี่ าเซยี นกำ� หนดไวใ้ นเชงิ นโยบาย มคี วามยดื หยนุ่ ทสี่ ง่ เสรมิ ให้สมาชิกสามารถปรับใช้ได้ตามสถานการณ์ กรณีนี้จึงไม่มีพันธกรณีก�ำหนดให้ต้องปรับปรุง แก้ไขกฎหมายภายใน เพียงแต่มีประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายเพ่ือเสริมสร้าง ความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศ ซึ่งจะนำ� ไปสู่ความสอดคลอ้ งกบั กรอบการดำ� เนินงาน ของ AEC Blueprint ๒๐๒๕ ดังจะไดก้ ลา่ วต่อไป ๕. การเป็นสว่ นส�ำคญั ของประชาคมโลก เป้าประสงค์สุดท้ายตามผังด�ำเนินงาน AEC Blueprint ๒๐๒๕ คือ การเป็นส่วนส�ำคัญของประชาคมโลก ซ่ึงก�ำหนดเป็นแนวนโยบายเพ่ือให้สมาชิกอาเซียนสร้าง ความรว่ มมอื ระหวา่ งกนั ดงั น้ ี (๑) พัฒนาแนวทางเชิงยุทธศาสตร์และมีความสอดคล้องกันมากขึ้นเพ่ือมุ่งสู ่ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับนอกภูมิภาค โดยมีท่าทีร่วมกันในเวทีเศรษฐกิจต่าง ๆ ท้ังใน ระดบั ภมู ภิ าคและระดบั โลก (๒) ด�ำเนินการต่อเน่ืองในการทบทวนและปรับปรุงความตกลงการค้าเสร ี และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจท่ีครอบคลุมทุกมิติ ของอาเซียน เพื่อให้ม่ันใจว่า ความตกลงดังกล่าวยังคงมีความทันสมัย ครอบคลุมทุกมิติ มีคุณภาพสูงและสามารถ ตอบสนองตอ่ ความต้องการของภาคธุรกจิ ทเี่ ขา้ มาดำ� เนนิ การผลติ ในอาเซยี นได้มากขึน้ (๓) ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับคู่เจรจาท่ีมิได้มีความตกลงการค้า เสรีโดยยกระดับและสร้างความเข้มแข็งในการด�ำเนินโครงการ/แผนงานด้านการค้าและการ ลงทุน (๔) มีส่วนร่วมกับคู่ค้าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกเพื่อแสวงหาแนวทางการมี ส่วนร่วมในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ๆ และ/ หรือกลุ่มเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคท่ีมีค่านิยมและหลักการร่วมกันในการยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนอาเซยี นโดยผา่ นการรวมตวั ทางเศรษฐกจิ (๕) ด�ำเนินการต่อเนื่องในการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีและการมีส่วนร่วม ในเวทีในระดบั ภมู ภิ าคอยา่ งจรงิ จัง
กรอบพนั ธกรณภี ายใต้ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี นท่ีประเทศไทยจะตอ้ งด�ำเนินการภายในป ี ค.ศ. ๒๐๒๕ 55 (๖) ด�ำเนินการต่อเนื่องในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ในระดับ โลกและภมู ภิ าค๖๔ สรปุ สาระสำ� คัญของกรอบพนั ธกรณีอาเซยี นเร่อื งการลดชอ่ งว่างการพัฒนา • ใหส้ มาชกิ สง่ เสริมการมีสว่ นร่วมทางเศรษฐกจิ กบั ภายนอกภูมภิ าค • ให้สมาชิกรว่ มกันยกระดับความมสี ว่ นรว่ มในประชาคมโลก ๖. บทสรุป กรอบพันธกรณีของไทยและสมาชิกอาเซียนอ่ืน ๆ ที่จะต้องด�ำเนินการภายใต้ กรอบความตกลงและ AEC Blueprint เพ่ือให้บรรลผุ ลตามเปา้ ประสงคข์ องอาเซยี น ได้แก่ ประการแรก การเป็นเศรษฐกิจท่ีมีการรวมตัวและเช่ือมโยงกันในระดับสูง มีพันธกรณีที่จะต้องด�ำเนินการใน ๖ ประเด็น กล่าวคือ การค้าสินค้าซึ่งมี ATIGA เป็นเอกสารแม่บท การค้าบริการซ่ึงเกี่ยวกับการยกเลิกข้อจ�ำกัดที่เก่ียวกับธุรกิจภาคบริการ ตามกรอบของ AFAS และ Packages of Commitment under AFAS สภาพแวดล้อม ด้านการลงทุนการรวมตัวภาคการเงิน การอ�ำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มี ฝีมือและผูต้ ดิ ต่อทางธรุ กิจ และการสง่ เสรมิ การมสี ่วนรว่ มในหว่ งโซม่ ูลคา่ โลก ประการที่สอง การเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีนวัตกรรม และมพี ลวตั ไทยและสมาชกิ อาเซยี นจะตอ้ งดำ� เนนิ การใน ๙ ประเดน็ ไดแ้ ก ่ การทที่ กุ ประเทศ สมาชิกจะต้องมีกฎหมายการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การคุ้มครอง บริหารจัดการและการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การเสริมสร้าง การเติบโตซ่ึงขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา และการน�ำเทคโนโลยี มาใช้ในเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างสมาชิกอาเซียน ประเด็นเรื่อง การสร้างธรรมาภิบาลท้ังทางภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการสนับสนุนและพัฒนากฎระเบียบ ๖๔ ด ู AEC Blueprint ๒๐๒๕ ข้อ E, para. ๘๐.
56 รัฐสภาสาร ปที ่ี ๖๖ ฉบับท่ ี ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ท่ีมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ สอดคล้องและตอบสนองและรองรับกับแนวปฏิบัติที่ดีด้าน กฎระเบียบ แนวนโยบายเก่ียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างย่ังยืน และการศึกษาประเด็น ทางการค้าใหม่ ๆ ประการท่ีสาม การสร้างความเช่ือมโยงและความร่วมมือรายสาขาท่ีเพิ่มขึ้น ก�ำหนดองค์ประกอบไว้ ๙ ด้าน ได้แก่ เร่ืองการขนส่งโทรคมนาคมและเทคโนโลยี สารสนเทศ การพาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส ์ พลงั งาน อาหาร การเกษตรและปา่ ไม ้ การทอ่ งเทย่ี ว สุขภาพ แรธ่ าตุ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประการที่ส่ี การเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการปรับตัว ครอบคลุม ทุกภาคส่วนให้ความส�ำคัญกับประชาชนและมีประชาชนเป็นศูนย์กลางมี ๔ องค์ประกอบ ไดแ้ ก ่ การเสริมสรา้ งบทบาทของวิสาหกจิ ขนาดกลาง ขนาดยอ่ มและรายย่อย การเสรมิ สร้าง ความเข้มแข็งแก่บทบาทของภาคเอกชน ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับเอกชน และประเดน็ เรอ่ื งการลดช่องว่างการพฒั นา ประการสุดท้าย การเป็นส่วนส�ำคัญของประชาคมโลกซึ่งอาเซียนวางเป้าหมาย ไว้ให้สมาชิกส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจกับภายนอกภูมิภาคและร่วมกันยกระดับ ความมสี ่วนร่วมในประชาคมโลก กล่าวได้ว่า กรอบความตกลงและ AEC Blueprint ข้างต้น เป็นพันธกรณ ี ท่ีสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศจะต้องน�ำไปแปลงลงสู่ภาคปฏิบัติ และน่าจะท�ำให้เสาหลัก ด้านเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียนก้าวสู่ความเป็น AEC ท่ีสมบูรณ์ กรณีน้ีจะน�ำไปสรุป อภปิ รายผลและจัดทำ� ข้อเสนอแนะการปรบั ปรงุ กฎหมายไทยตอ่ ไป
กรอบพันธกรณีภายใต้ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี นท่ปี ระเทศไทยจะต้องด�ำเนนิ การภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ 57 บรรณานกุ รม ปวริศร เลิศธรรมเทวี. (๒๕๖๑). ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับระบบกฎหมายไทย. กรงุ เทพฯ: ส�ำนกั พิมพว์ ญิ ญูชน. . (๒๕๖๑). การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างย่ังยืนตามแนวทางของ อาเซียน: มุมมองส�ำหรับประเทศไทย. วารสารวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ๑๐(๑), ๑๑๑-๑๒๙. . (๒๕๖๐). การน�ำประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ: สำ� นกั งานศาลรัฐธรรมนูญ. . (๒๕๕๙). กรอบพันธกรณีของไทยที่จะต้องด�ำเนินการภายใต้ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น. รัฐสภาสาร, ๖๔(๓), ๗-๔๔. . (๒๕๕๙). การเปิดเสรีภาคบริการของไทย: นัยต่อการปรับปรุง กฎหมายตามกรอบความตกลงอาเซียนท่ีเกี่ยวกับการบริการ. วารสารสถาบัน พระปกเกลา้ , ๑๔(๑), ๕๐-๗๑. . (๒๕๕๙). ข้อเสนอแนะเพื่อความสอดคล้องของกฎหมายไทยตาม กรอบกติกาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่าด้วยการค้าสินค้า. วารสารวิชาการ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั หอการคา้ ไทย, ๘(๑), ๕๑-๖๗. . (๒๕๕๘). การอนุวัติกฎหมายไทยตามกรอบประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนว่าด้วยการลงทุน. วารสารสถาบันพระปกเกล้า, ๑๓(๒), ๑๔๕-๑๖๒. Beckman, R., Bernard, L., Phan, H.D., Tan, H.L., & Yusran, R. (2016). Promoting Compliance: The Role of Dispute Settlement and Monitoring Mechanisms in ASEAN Instruments. New York: Cambridge University Press. Capie, D. (2012). Explaining ASEAN’s resilience: institutions, path dependency, and Asia’s emerging architecture. In Emmers, R. (Ed), ASEAN and the Institutionalization of East Asia. London and New York: Routledge.
58 รฐั สภาสาร ปีท ี่ ๖๖ ฉบบั ท ่ี ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ Chesterman, S. (2015). From Community to Compliance? The Evolution of Monitoring Obligations in ASEAN. New York: Cambridge University Press. Chia, S.Y., and Plummer, M.G. (2015). ASEAN Economic Cooperation and Integration: Progress, Challenges and Future Directions. New York: Cambridge University Press. Cremona, M., Kleimann, D., Larik, J., Lee, R., & Vennesson, P. (2015). ASEAN’s External Agreements: Laws, Practice and the Quest for Collective Action. New York: Cambridge University Press. Inama, S., & Sim, E.W. (2015a). Rules of Origin in ASEAN: A Way Forward. New York: Cambridge University Press. _______. (2015). The Foundation of the ASEAN Economic Community: An Institutional and Legal Profile. New York: Cambridge University Press. Koh, K., Robinson, N., & Lye, L. (2016). ASEAN Environmental Legal Integration: Sustainable Goals?. New York: Cambridge University Press. Kraichitti, K. (November, 2006). ASEAN Free Trade Agreements: Policy and Legal Consideration for Development. Paper presented at the 9th General Assembly of the ASEAN Law Association. Luu, H. (2012). Regional Harmonization of Competition Law and Policy: An ASEAN Approach. Asian Journal of International Law, 2(2), 291. Ng, ESK., (2013). ASEAN IP Harmonization: Striking the Delicate Balance. Pace International Law Review, 25(1), 129. Pawarit Lertdhamtewe. (2014). Thailand’s sui generis system of plant variety protection. Geneva, Switzerland, Quaker United Nations Office, January 2014. _______. (2013). Plant variety protection in Thailand: the need for a new coherent framework. Journal of Intellectual Property Law and Practice, 9(1), 33. Pelkmans, J. (2016). The ASEAN Economic Community: A Conceptual Approach. New York: Cambridge University Press.
กรอบพนั ธกรณีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ประเทศไทยจะต้องดำ� เนินการภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ 59 Piris, J.C., & Woon, W. (2015). Towards a Rules-Based Community: An ASEAN Legal Service. New York: Cambridge University Press. Quah, J.S. (Ed). (2016). The Role of the Public Bureaucracy in Policy Implementation in Five ASEAN Countries. New York: Cambridge University Press. Venzke, I., & Thio, L. (2016). The Internal Effects of ASEAN External Relations. New York: Cambridge University Press. Zhong, Z. (2011). The ASEAN Comprehensive Investment Agreement: Realizing a Regional Community. Asian Journal of Comparative Law, 6(1), 1.
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยค้าน: ปฏบิ ัติหนา้ ท่ปี ระสานงานในกจิ การของรัฐสภา แซมมี ทองชัย* บทน�ำ เม่ือมีการเลือกตั้งทั่วไปและประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ตามจ�ำนวนที่ก�ำหนดแล้ว ต่อมาจะมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา เพ่ือให้สมาชิกได้ มาประชุมครั้งแรก ซ่ึงถือว่าเป็นวันเร่ิมสมัยประชุมสามัญประจ�ำปีครั้งที่หนึ่ง ในการประชุม สภาผู้แทนราษฎรคร้ังแรก ๆ จะเริ่มจากการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน สภาผู้แทนราษฎร ก�ำหนดวันและสมัยประชุม และให้ความเห็นชอบบุคคลซ่ึงสมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามล�ำดับ เม่ือแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเข้า บริหารแผ่นดินในล�ำดับถัดมาพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งต้ังผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งสถานการณ ์ ช่วงน้ีจะมีความชัดเจนในทางการเมืองแล้วว่ามีพรรคการเมืองใดร่วมคณะรัฐมนตรีเป็น ฝ่ายบริหารท�ำหน้าท่ีในการบริหารราชการแผ่นดิน ในทางตรงกันข้ามก็เป็นท่ีทราบเช่นกันว่า พรรคการเมืองใดท�ำหน้าที่เสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรท�ำหน้าท่ีในการควบคุมการ บริหารราชการแผน่ ดนิ ตามทฝ่ี ่ายบรหิ ารได้แถลงไว้ตอ่ รฐั สภา * นติ ิกรช�ำนาญการ กลุ่มงานผนู้ �ำฝ่ายค้านในสภาผแู้ ทนราษฎร ส�ำนกั งานเลขาธิการสภาผ้แู ทนราษฎร
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน: ปฏบิ ตั ิหน้าที่ประสานงานในกิจการของรัฐสภา 61 ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมีระเบียบก�ำหนดให ้ แต่งต้ังคณะท�ำงานหรือบุคคลเพ่ือปฏิบัติหน้าท่ีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของ รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร เพ่ือประโยชน์ในการด�ำเนินงานรับรองภารกิจในวงงานรัฐสภาของ ผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่มีหลายมิติ โดยขอแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรก รองรับภารกิจต�ำแหน่งผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และอีกส่วนหนึ่งปฏิบัติงานร่วมกับ คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านตามที่มอบหมาย ในบทความน้ีขอกล่าวเฉพาะส่วน ของ “คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน” ในอดีตท่ีผ่านมายังมิปรากฏว่ามีกฎหมาย หรือระเบียบใดก�ำหนดรับรองฐานะแต่ประการใด แต่เป็นที่ทราบกันภายในวงงานรัฐสภา ทุกฝ่ายว่ามีคณะกรรมการประสานงานคณะนี้ท�ำงานภายในกิจการของรัฐสภาทุกสมัย พรรคฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมฝ่ายค้านจ�ำเป็นต้องแต่งต้ังคณะกรรมการประสานงานของ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งทางการเมืองเรียกสั้น ๆ ว่า “วิปฝ่ายค้าน” ข้ึน การปฏิบัติ หน้าท่ีของพรรคการเมืองฝ่ายค้านมีความยุ่งยากไม่แพ้กว่าการเป็นพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล เพราะในกรณีมีพรรคการเมืองเดียวท�ำหน้าที่ฝ่ายคัดค้านไม่ค่อยจะประสบปัญหามากนัก เพราะสามารถประสานงานและควบคุมพฤติกรรมสมาชิกภายในพรรคตนเองได้แน่นอน แ ต ่ ห า ก เ ป ็ น ก ร ณี มี พ ร ร ค ร ่ ว ม ฝ ่ า ย ค ้ า น ห ล า ย พ ร ร ค ก า ร เ มื อ ง จ ะ มี อุ ป ส ร ร ค แ ล ะ น โ ย บ า ย ทางการเมืองท่ีแตกต่างกัน ส่งผลให้ควบคุมการออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นเอกภาพ หรือมี อุปสรรคระหว่างสมาชิกของแต่ละพรรคการเมือง เพ่ือหวังช่วงชิงจังหวะทางการเมืองเหมือน ในอดตี ท่ผี ่านมา ดงั ทท่ี ราบวา่ การเมอื งไทยนำ� ระบอบประชาธปิ ไตยในระบบรฐั สภาของตา่ งประเทศ มาปรับใช้ในแบบฉบับของประเทศไทยเอง และได้น�ำค�ำว่า “Whip” มาใช้เรียกแทนชื่อ คณะกรรมการประสานงานที่คอยท�ำหน้าท่ีควบคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ท�ำหน้าที่ ควบคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรให้ไปออกเสียงลงคะแนนโดยพร้อมเพรียงกัน หากแปลศัพท์ ตามตัวอักษร ค�ำว่า “Whip” แปลว่า หวด เฆ่ียน โบย ลงแส้ฝึกอย่างเข้มงวด ยิ่งท�ำให ้ ผู้อ่านเกิดความสงสัยเพิ่มข้ึนว่าค�ำน้ีมาเก่ียวข้องกับทางการเมืองได้อย่างไร ถึงขนาดต้องมี การให้ความรุนแรงบังคับ หวด เฆ่ียน โบย กันขนาดน้ัน จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จะขัดแย้งกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะระบอบประชาธิปไตยมี หลกั การท่จี ะคุ้มครองสิทธแิ ละเสรภี าพมากกว่าจะมา “Whip” อยา่ งในความหมายท่ีกล่าวน้ี ดงั นนั้ ในบทความนข้ี อนำ� เสนอขอ้ มลู ในสว่ นทเี่ กย่ี วกบั คณะกรรมการประสานงาน พรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และแนวทางความน่าจะเป็นไปได้ท่ีคณะกรรมการประสานงาน
62 รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๖ ฉบับท ่ี ๖ เดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ พรรคฝ่ายค้านจะได้รับรองฐานะทางกฎหมาย พร้อมทั้งข้อมูลของคณะกรรมการประสานงาน อ่ืนท่ีส�ำคัญ น่าจะเป็นประโยชน์เท่าที่จะสามารถน�ำเสนอได้ส�ำหรับผู้สนใจ แน่นอนว่าท่านที่ คอยติดตามสถานการณ์ทางการเมืองต้องเคยได้ฟังผ่านทางสื่อมวลชนท�ำนองว่า ประธาน วิปฝ่ายค้านฯ ได้มีความเห็นในเรื่องน้ันเร่ืองนี้ ย่ืนญัตติตรวจสอบ และก�ำหนดแนวทางการ ลงมติของพรรคฝ่ายค้านในเร่ืองนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น แม้จะไม่โดดเด่นเป็นหัวข่าว ส�ำคัญเท่ากับการที่ฝ่ายรัฐบาลแถลงนโยบายส�ำคัญ ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง แต่หากพรรคการเมืองฝ่ายค้านเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือตั้งกระทู้ถามในสภา คราวใดก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน เพราะการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินในสภาแต่ละ คราวหากฝ่ายรัฐบาลชี้แจงหรือตอบค�ำถามไม่ชัดเจนมีความคลุมเครือ มีพฤติกรรมส่อว่าม ี การทุจริตผิดกฎหมายอาจส่งผลให้มีการตรวจสอบจากองค์กรพิทักษ์ความสุจริตและจริยธรรม ตามกฎหมายอ่ืน และน�ำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป หากฝ่ายการเมืองควบคุม สถานการณม์ ิไดอ้ าจกอ่ ให้เกิดการเปลี่ยนขว้ั ทางการเมอื งหรือยบุ สภาได้ ๑. ทีม่ าของคณะกรรมการประสานงาน (Whip) ๑.๑ ในประเทศองั กฤษ ในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ค�ำว่า “Whip” (วิป) ได้ถูกน�ำมาใช้ กับสมาชิกผู้มีหน้าที่ด�ำเนินงานต่าง ๆ ของพรรคการเมืองในการรักษาระเบียบวินัย คอยดูแลให้สมาชิกเข้าน่ังในท่ีประชุมหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า วิปนั้นจะท�ำหน้าที่เป็นผู้ควบคุม คะแนนเสียงในสภา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพรรคการเมืองว่าการด�ำเนินงานด้าน สภาผูแ้ ทนราษฎรจะเป็นไปดว้ ยความเรยี บรอ้ ยและราบร่ืนเท่าที่จะเปน็ ไปได้ ในหนังสือสารานุกรมศัพท์ทางรัฐศาสตร์ของ อาจารย์อุทัย หิรัญโต ได้ให้ ค�ำอธบิ ายไวว้ า่ ค�ำว่า “Whip แปลตามตัวว่า แส้ที่ใช้ปัดยุงหรือส�ำหรับเฆ่ียนม้า ค�ำนี้เป็นค�ำ ที่วงการเมืองอังกฤษยืมมาจากวงการกีฬาล่าสัตว์ กีฬาล่าสัตว์ในอังกฤษสมัยโบราณนั้น พวกขุนนางหรือผู้ดีมักจะเล้ียงสุนัขไว้เป็นฝูง และฝึกหัดไว้เป็นอย่างดีเพื่อให้มีหน้าที่ช่วยเหลือ ในการติดตามหรือล่าสัตว์ ผู้ควบคุมฝูงสุนัขหรือคอยจัดระเบียบให้สุนัขอยู่รวมกันเป็น หมวดหมไู่ มแ่ ตกแยกกนั เพอ่ื จะตดิ ตามไลส่ ตั วไ์ ดส้ ะดวกรวดเรว็ ขน้ึ เรยี กวา่ Whip ซง่ึ มชี อ่ื เตม็ วา่ Whipper in ซ่ึงต่อมาวงการเมืองของอังกฤษได้น�ำค�ำว่า Whip มาใช้โดยให้มีความหมายถึง
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยค้าน: ปฏิบตั ิหนา้ ที่ประสานงานในกจิ การของรัฐสภา 63 บุคคลที่มีหน้าท่ีควบคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ท�ำหน้าท่ีไล่ต้อนสมาชิกไปออกเสียง โดยพร้อมเพรยี งกนั น้ันเอง”๑ ฐานะของวิปในพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรของประเทศอังกฤษ พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะก�ำหนดให้มีวิป ซ่ึงประกอบด้วย หัวหน้าวิป (Chief Whip) รองหัวหน้าวิป (Deputy Chief Whip) และผู้ช่วยหัวหน้าวิป (Junior Whip) วิปรัฐบาลน้ัน ถ้าเป็นผู้ที่ได้รับแต่งต้ังให้ด�ำรงต�ำแหน่งในรัฐบาลจะมีเงินเดือนจากงบประมาณส�ำหรับ หัวหน้าวิปน้ันและเป็นบุคคลท่ีส�ำคัญมาก มีส�ำนักงานและเจ้าหน้าที่ประจ�ำส�ำนักงานซึ่งอยู่ติด กับท่ีประชุมสภาเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานโดยพลัน ส�ำหรับวิปของพรรคฝ่ายค้านน้ัน จะไม่มีเงินเดือนจากงบประมาณ ในประเทศอังกฤษ หัวหน้าวิปของทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านจะให้ ความร่วมมือซ่ึงกันและกันในการด�ำเนินกิจการในสภา หัวหน้าวิปท้ังสองพรรคจะร่วมกัน ปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดเวลาให้ฝ่ายค้านได้อภิปรายโดยไม่ท�ำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องเสียเวลา มากเกินไป หรือร่วมกันก�ำหนดระเบียบวาระการประชุม โดยหัวหน้าวิปของฝ่ายรัฐบาลจะมี หนังสือแจ้งให้หัวหน้าวิปฝ่ายค้านทราบล่วงหน้าถึงกิจการที่รัฐบาลประสงค์จะเสนอต่อท่ี ประชุมสภาในสัปดาห์ต่อไป และจะก�ำหนดเป็นระเบียบวาระได้เม่ือหัวหน้าวิปท้ังสองฝ่ายได้ เจรจาตกลงกันเรียบรอ้ ย สามารถจ�ำแนกหนา้ ทส่ี ำ� คัญของวปิ ได้ดงั นี้ (๑) รักษาระเบียบวินัยของพรรค คอยควบคุมดูแลให้สมาชิกสภาไปประชุม โดยสม�่ำเสมอและออกเสียงลงคะแนนสนบั สนุนพรรคตามมติของทปี่ ระชมุ พรรค (๒) ท�ำหน้าที่ติดต่อประสานงานและเป็นตัวกลางระหว่างหัวหน้าพรรคและ สมาชกิ พรรคในสภา (๓) วางแผนและก�ำหนดเวลาการพิจารณากฎหมายและการอภิปรายให้เป็น ไปตามมตขิ องคณะรฐั มนตร ี ตลอดจนการออกมตเิ พ่อื ใหส้ มาชกิ ปฏิบัตติ าม (๔) รวบรวมผนึกก�ำลังของพรรคให้เข้มแข็งในการอภิปรายและการลงมติ โดยเฉพาะเม่ือมีการพิจารณาเร่ืองส�ำคัญในสภา และเม่ือสมาชิกไม่อยู่ในท่ีประชุม วิปจะต้อง ทำ� หนา้ ท่ตี ดิ ตามสมาชกิ ใหเ้ ข้าประชุมให้มากทส่ี ดุ ๑ http://www.kriengsak.com/node/790
64 รัฐสภาสาร ปีท ี่ ๖๖ ฉบับท่ ี ๖ เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ในการปฏิบัติหน้าท่ีหัวหน้าวิป (Opposition Chief Whip) ของแต่ละ พรรคจะต้องมีความรับผิดชอบและความซ่ือสัตย์ต่อพรรคการเมืองของตน แต่ในด้าน ความสัมพันธ์ส่วนตัวของหัวหน้าวิปแต่ละพรรคการเมืองต่างฝ่ายต่างมีความเข้าใจซึ่งกันและ กันดี และในการอภิปรายในสภาซ่ึงสมาชิกของแต่ละพรรคจะอภิปรายโจมตี ประท้วง หรือคัดค้านกันและกันน้ัน หัวหน้าวิปของแต่ละพรรคจะไม่เข้าร่วมในการอภิปราย ทั้งน ้ี เพื่อรักษาสัมพันธภาพซ่ึงกันและกัน เพ่ือความสะดวกในการปรึกษาหารือและเจรจาต่อรอง เกยี่ วกบั การด�ำเนินงานในสภา ต�ำแหน่งผู้น�ำฝ่ายค้านและต�ำแหน่งของวิปท่ีส�ำคัญท่ีท�ำหน้าท่ีในพรรค ฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อย โดยปกติจะเป็นพรรคการเมืองที่มีจ�ำนวนสมาชิกพรรคมากเป็น ล�ำดับท่ีสองในสภา Common ของอังกฤษ ดงั น้ี Her Majesty’s Official Opposition Departments๒ Her Majesty’s Official Opposition Leader of Her Majesty’s Official Opposition - Opposition Chief Whip Whips Office - Opposition Deputy Chief Whip - Opposition Whip - Opposition Pairing Whip ตามต�ำแหน่งข้างต้น มีเฉพาะบางต�ำแหน่งท่ีมีสิทธิได้รับเงินสิทธิประโยชน์ เพิ่มเติมตาม Ministerial and Other Salaries Act 1975 (อาจมกี ารปรบั ปรงุ ) ดงั นี้ ๒ https://www.parliament.uk/mps-lords-and-offices/government-and-opposition1/opposition- holding/
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น: ปฏิบัติหน้าทป่ี ระสานงานในกิจการของรัฐสภา 65 Misnisters’ and other office-holders’ salary entitlements: 1 April 2010๓ Office-holders in House Ministerial Entitlement Total (including parliamentary of Commons (£) salary of £65,738) (£) Leader of the Opposition 73,617 139,355 Opposition Chief Whip 41,370 107,108 Deputy Opposition Chief Whip 26,624 92,362 แสดงว่าต�ำแหน่ง The Chief Whip ไม่ว่าจะเป็นทั้งของฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน มิได้มีความส�ำคัญเพียงการติดต่อประสานงานระหว่างรัฐบาล (the government) และพรรคการเมืองในรัฐสภา (the parliamentary party) เท่าน้ัน แต่ต�ำแหน่งน้ีมีความส�ำคัญ ในการติดต่อประสานงานระหว่างรัฐบาลกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (the opposition party) ซ่งึ จะส่งผลในการลงมตทิ ่ีส�ำคัญในกจิ การของสภามคี วามเรียบรอ้ ยในทีป่ ระชุมเท่าที่จะเป็นไปได้ ๑.๒ ในประเทศไทย เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมรัฐสภามักจะได้ยินได้ฟังเสมอว่าประธานวิป ฝ่ายรัฐบาล หรือประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงความเห็นประเด็นในเรื่องวาระต่าง ๆ หรือ แถลงมติวิปของแต่ละฝ่ายบ้าง ซึ่งวิปทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ในทางการเมืองของ ประเทศไทย เพราะสถานการณ์การเมืองไทยมีการจัดตั้งรัฐบาลแบบรัฐบาลผสม หรือแม้แต่ ฝ่ายเสียงข้างน้อยก็มีลักษณะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเช่นกัน ดังน้ัน ในส่วนของวิปจึงมีความ จ�ำเป็นอย่างมีนัยส�ำคัญ เพ่ือเป็นกลไกในการสร้างความเป็นเอกภาพในการด�ำเนินงานใน กิจการของสภาทกุ ฝ่าย ส�ำหรับในวงงานรัฐสภาของประเทศไทยนั้น ทราบว่ามีคณะกรรมการ ประสานงานหลายคณะที่แต่งต้ังโดยอาศัยอ�ำนาจตามกฎหมายหรือระเบียบแตกต่างกัน แต่คณะกรรมการประสานงานที่เห็นว่าน่าจะมีบทบาทหน้าท่ีเทียบได้ท�ำนองเดียวกันกับ Whip มีดงั นี้ ๓ https://www.parliament.uk/documents/commons-information-office/m06.pdf
66 รัฐสภาสาร ปีท ี่ ๖๖ ฉบบั ท ี่ ๖ เดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ (๑) คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) แต่งต้ังโดย นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เพ่ือให้คณะกรรมการคณะนี้ท�ำหน้าที่เหมือนเป็น ท่ีปรึกษาด้านกิจการสภาให้ฝ่ายบริหารทราบ ประกอบการตัดสินใจรวมทั้งประสานงาน ระหวา่ งฝา่ ยรัฐบาลกับประธานสภา หรือฝ่ายรัฐบาลกบั พรรคการเมอื งฝา่ ยค้าน (๒) คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แต่งต้ัง โดยผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรหรือหัวหน้าพรรคการเมืองที่มิได้ร่วมจัดต้ังรัฐบาล เพื่อให้มีคณะกรรมการท�ำหน้าท่ีประสานงานกับสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน และเป็นตัวแทนของ พรรคฝ่ายค้านในการด�ำเนนิ การตามมตอิ น่ื ใด (๓) คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้วุฒิสภาต้ัง คณะกรรมาธกิ ารวิสามญั กิจการวฒุ สิ ภาข้ึนคณะหนึง่ มีหน้าทีก่ ลนั่ กรองเรอ่ื งตา่ ง ๆ ติดตาม มติและตรวจรายงานการประชุมของวุฒิสภา ประสานงานระหว่างวุฒิสภากับสภาผู้แทน ราษฎร คณะรัฐมนตรี องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอ่ืนท่ีเกี่ยวข้องในกิจการของ วุฒิสภา (๔) คณะกรรมการประสานงานรัฐสภา (วิปรัฐสภา) ประธานรัฐสภาใน อดีตได้เคยลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานรัฐสภาให้ช่วยก�ำหนดแนวทางควบคุม การประชุมในคราวที่มีวาระส�ำคัญ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพ่ือให้การประชุม รัฐสภาและกิจการต่าง ๆ ดำ� เนินการไปด้วยความเรยี บรอ้ ย ในส่วนการประชุมวุฒิสภานั้น ตามรูปแบบจะไม่มีการแบ่งแยกเป็นระบบ พรรคการเมือง กล่าวคือ สมาชิกวุฒิสภาน้ันถือเป็นผู้แทนปวงชน มิต้องสังกัด พรรคการเมือง ประกอบด้วยสมาชิกซ่ึงมาจากการเลือกกันเองตามกฎหมาย อีกท้ังตาม รัฐธรรมนูญยังก�ำหนดว่าสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของ พรรคการเมืองใด ๆ เหตุนี้ท�ำให้ไม่มีอุปสรรคการแบ่งแยกในการประสานติดต่อกันใน ระหว่างสมาชิกวุฒิสภา จึงอาศัยอ�ำนาจตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญท�ำ หน้าท่ีกระท�ำกิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ พิจารณาระเบียบวาระ การประชุมต่าง ๆ ท่ีจะเข้าวุฒิสภาเป็นการเพียงพอท่ีจะสามารถแจ้งผลมติของท่ีประชุม ข้อมลู ข่าวสารตา่ ง ๆ ใหส้ มาชิกวฒุ สิ ภาทกุ ทา่ นทราบอยา่ งเสมอภาค แต่ในการประชุมสภาผแู้ ทนราษฎรมีอย่างหน่งึ ทแี่ ตกต่างกนั อย่างชัดเจน คอื การแบ่งแยกออกเป็นระบบพรรคการเมือง และพรรคการเมืองฝ่ายใดท่ีมีสมาชิกของ พรรคการเมืองได้ด�ำรงต�ำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธาน
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายคา้ น: ปฏิบัตหิ น้าทีป่ ระสานงานในกจิ การของรัฐสภา 67 สภาผู้แทนราษฎร ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ในทางตรงข้าม หากพรรคการเมืองฝ่ายใดมิได้มีสมาชิกของพรรคการเมืองได้ด�ำรงต�ำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน สภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้เข้าใจว่าพรรคการเมืองนั้นเป็น พรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อย เมื่อมีความแตกต่างแบ่งเป็นสองฝ่ายหลักเช่นน้ี การท�ำงานร่วมกันในสภาผู้แทนราษฎรต้องมีการประสานงานระหว่างกันด้วยดี เพ่ือให้ก�ำหนด ขอบเขตแห่งการอภิปรายและปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อบังคับในที่ประชุมสภาให้มีการ ออกเสียงลงคะแนนอย่างสมบูรณ์ หากพิจารณาวัตถุประสงค์หลักในการตั้งคณะกรรมการประสานงาน พรรคการเมืองคณะต่าง ๆ ข้างต้น มุ่งหวังเพ่ือให้ท�ำหน้าที่ด�ำเนินการประสานงานต้ังแต่ ในระดับสมาชิกของพรรคการเมือง ฝ่ายบริหาร ฝ่ายเสียงข้างน้อย และหน่วยงานอื่น ท่ีเก่ียวข้องในการกระท�ำกิจการหรือพิจารณาเรื่องใด ๆ ติดตามมติและตรวจรายงาน การประชุม รับเร่ืองร้องเรียนหรือเรื่องราวร้องทุกข์ของราษฎร เพ่ือส่งมอบต่อคณะ กรรมาธิการคณะต่าง ๆ หรือหน่วยงานอ่ืนท่ีเก่ียวข้องน�ำไปพิจารณาเพ่ือหาแนวทางแก้ไข ปัญหา จะเห็นว่าคณะกรรมการประสานงานคณะต่าง ๆ มีความส�ำคัญอย่างมาก หาก จินตนาการว่าในการประชุมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา มีจ�ำนวนสมาชิกร่วม ประชุมเกินกว่าหน่ึงร้อยคน การท่ีประธานในที่ประชุมสภาจะให้สมาชิกทุกท่านในแต่ละสภา ได้ใช้สิทธิในฐานะสมาชิกลุกขึ้นยืนอภิปรายในทุกประเด็นอย่างเต็มที่ ทุกเร่ืองที่มีการพิจารณา จนเกือบครบจ�ำนวนเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาคงจะได้แต่ “น้�ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” พาลให้เกิดการพาดพิง เสียดสี ประท้วงระหว่างสมาชิกจนอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย แตกประเด็นเพ่ิมญัตติ ท�ำให้เสียเวลาและงบประมาณของแผ่นดิน ในที่ประชุมจะออกเสียง ลงคะแนนในวาระนน้ั ๆ มไิ ด้แน่ ๒. ทมี่ าของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น เมื่อกล่าวถึง “คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน” นั้น ผู้อ่านคงจะจินตนาการว่า ต้องเป็นคณะกรรมการฯ ผู้ท�ำหน้าท่ีในการคัดค้าน แสดง ความเหน็ แยง้ เหน็ ตา่ ง หรอื รวมพลงั ในการตอ่ ตา้ นฝา่ ยรฐั บาลอยา่ งแนน่ อน แตใ่ นความเปน็ จรงิ คณะกรรมการประสานงานคณะน้ี ได้ท�ำงานเปรียบเสมือนรัฐบาลเงาและมีการประสานงาน กับคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ทั้งท่ีเก่ียวกับการปฏิบัติหน้าท่ี ในวงงานรฐั สภาอย่างเป็นทางการหรือไมเ่ ปน็ ทางการ ดงั จะกล่าวในมติ สิ �ำคญั ดังน้ี
68 รฐั สภาสาร ปที ่ี ๖๖ ฉบับที่ ๖ เดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒.๑ ดา้ นความม่ันคง (ความสมานฉันท์) ความมั่นคงนั้น อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ มิใช่จะรับฟังแต่เสียงข้างมาก ลากไป แล้วไม่ฟังเสียงข้างน้อยทักท้วง แนะน�ำ หากไม่สนใจรับฟังเสียงข้างน้อยคือ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน อาจจะน�ำมาซ่ึงความขัดแย้ง ไม่อะลุ่มอล่วย ท�ำให้ฝ่ายรัฐบาล สุ่มเสี่ยงท่ีจะท�ำผิด หรือใช้อ�ำนาจเกินขอบเขตส่งผลกระทบต่อประชาชน ใช้ความรุนแรงและ บังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เท่าเทียมไม่เสมอภาคจะท�ำให้เกิดการแบ่งแยกก่อ ให้เกิดการแตกความสามัคคี สังคมจะไม่สงบร่มเย็น ขาดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนความมั่นคงของประเทศชาติ การจะท�ำงานให้ประสานประโยชน์กันได้อย่างดีน้ัน ควรมีการประสานงานให้เข้าใจในหลักการ เจตนารมณ์ และความหวังดีที่ฝ่ายค้านให ้ ค�ำแนะน�ำและเตือนให้ระมัดระวัง จะส่งผลให้ภาคสังคมหรือเสียงข้างน้อยที่มีความเห็นต่าง เขา้ ใจในหลักการเห็นพ้องกบั มตสิ ่วนใหญ่ สังคมจะด�ำเนนิ ไปดว้ ยความสงบเรยี บร้อย ๒.๒ ดา้ นการพัฒนา (ความอยู่ดีกนิ ดขี องประชาชน) การตรากฎหมายออกมาบังคับใช้แต่ละฉบับนั้น ต้องมีหลักการเพื่อให้ม ี การพัฒนา ขจัดปัญหาอุปสรรค หรือท�ำสิ่งท่ีควรท�ำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ก่อ ความยุ่งยากเป็นภาระเกินความจ�ำเป็นต่อประชาชน กลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาด้านต่าง ๆ เป็นช่องทางเอื้อให้เจ้าหน้าท่ีมีโอกาสทุจริตต่อต�ำแหน่งหน้าที่ ส่งผลต่อประชาชนผู้สุจริต การพัฒนาต้องมีความก้าวหน้าทันเหตุการณ์กับพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และ วิทยาศาสตร์ ท่ีเป็นไปอย่างรวดเร็ว หากฝ่ายบริหารเห็นว่าการตรากฎหมายในเรื่องน้ี จะมี ประโยชน์รองรับการด�ำเนินการเก่ียวกับการเงินที่ทันสมัยข้ึน แต่ฝ่ายคัดค้านเห็นว่าจะเกิดเป็น ประโยชน์น้อย หรือมีความเส่ียงสูง ปฏิบัติให้ส�ำเร็จล�ำบาก หรือได้รับประโยชน์ในเฉพาะ บางกลุ่มเฉพาะในวงศ์วานว่านเครือ ไม่มีความเสมอภาคขาดความยุติธรรม กฎหมายนั้นจะ มิใช่กฎหมายเพ่ือการพัฒนา แต่จะกลายเป็นการอวยประโยชน์หรือเปิดโอกาสแก่ผู้หวัง กอบโกยต่างตอบแทนกัน ซ่ึงต้องอาศัยเหตุผลที่สมดุล และคุ้มค่าจากฝ่ายเสียงข้างมากและ ฝ่ายเสียงข้างน้อยสนับสนุนให้ความเห็นชอบ เพื่อเป็นการคุ้มกันให้มีแนวทางการพัฒนาที่ตรง ทิศทางมุ่งหวังใหส้ มประโยชน์ของประเทศชาติ ๒.๓ ดา้ นการมีส่วนร่วม (ความเปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย) การมีส่วนร่วม ถือเป็นหลักการส�ำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่วิธีการ ให้มีส่วนร่วมอย่างไรน้ันไม่มีรูปแบบท่ีแน่นอน วิธีการหนึ่งคือ การเลือกต้ังผู้แทนราษฎร เข้ามาด�ำเนินงานในสภาผู้แทนราษฎรถือว่าเป็นผู้แทนของปวงชน ดังนั้น การประชุมของ สภาผู้แทนราษฎรต้องแจ้งให้สมาชิกสภาทุกคนทราบโดยท่ัวกันไม่แบ่งแยกฝ่ายรัฐบาลหรือ
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน: ปฏิบัตหิ นา้ ทีป่ ระสานงานในกิจการของรัฐสภา 69 มิใช่ฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกมีส่วนร่วมในการพิจารณา อภิปราย หรือทักท้วง ให้ความเห็น โดยไม่จ�ำกัดสิทธิ ในกรณีหากฝ่ายรัฐบาลเสนอร่างกฎหมายโดยไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ น่ันคงจะมิชอบตามกระบวนการนิติบัญญัติที่กฎหมายก�ำหนด เพราะกระบวนการตรา กฎหมายแบบไม่มีส่วนร่วมของผู้แทนปวงชน เมื่อฝ่ายรัฐบาลจ�ำเป็นต้องน�ำร่างกฎหมายเพื่อ ผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอความเห็นชอบ มิอาจจะหลบหลีกให้ พ้นฝ่ายคัดค้านหรือฝ่ายท่ีมีความเห็นต่างแสดงเหตุผลอภิปรายคัดค้านในท่ีประชุม หรือหาวิธี ยับยั้งในหลายรูปแบบ ดังนั้น การประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลท่ีเสนอร่างพระราชบัญญัติ กบั ฝา่ ยคดั คา้ นหรอื เสยี งขา้ งนอ้ ยตอ้ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ชดั แจง้ ในเหตผุ ล ไมเ่ สนอแบบคลมุ เครอื ปิดบัง มีวาระซ่อนเร้น วาระจร เพื่อหวังจะหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ดังมิติความสัมพันธ์ท่ีกล่าวมา พอจะแสดงให้เห็นได้ว่าคณะกรรมการ ประสานงานพรรคฝ่ายค้านมีความส�ำคัญในการเป็นหน่วยประสานงานในหมู่สมาชิก พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ในบางสมัยอาจมีช่ือเรียกแตกต่างกันตามจ�ำนวนสัดส่วน พรรคการเมืองท่ที �ำหนา้ ทเ่ี ป็นฝ่ายค้าน ดังนี้ (๑) กรณีมีพรรคการเมืองที่มีสมาชิกมิได้ด�ำรงต�ำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน สภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ท�ำหน้าท่ีเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพียงพรรคเดยี ว เรียกวา่ “คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน” (๒) กรณีมีพรรคการเมืองท่ีมีสมาชิกมิได้ด�ำรงต�ำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน สภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ท�ำหน้าที่เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ตั้งแตส่ องพรรคการเมอื งข้ึนไป เรียกวา่ “คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายคา้ น” ในระบบการเมืองไทยนั้น แม้ระบุในรัฐธรรมนูญให้อ�ำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อ�ำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ทราบกันดีว่า อ�ำนาจบริหารกับอ�ำนาจนิติบัญญัติมิได ้ แบ่งแยกอย่างเด็ดขาดจากกัน และมิได้มีเพียงพรรคการเมืองสองพรรคการเมืองใหญ่เหมือน กับประเทศท่ีเป็นต้นแบบระบบรัฐสภา ดังนั้น การปฏิบัติงานของพรรคการเมือง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่ท�ำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติจึงต้องตอบสนองนโยบายจากฝ่ายบริหาร ท�ำให้ มิอาจท่ีจะสร้างสรรค์หรือพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติได้อย่างเต็มที่ น่ันเปรียบเสมือนว่า ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นโรงงานผลิตกฎหมายเพื่อสนองการบริหารราชการแผ่นดินที่ฝ่ายบริหาร ก�ำหนดนโยบายเทา่ นั้น
70 รฐั สภาสาร ปที ี ่ ๖๖ ฉบบั ท่ ี ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เม่ือกล่าวถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ยิ่งห่างเหินไกลไปนัก ไม่มีหน้าท่ีอ�ำนาจ เกี่ยวข้องในการบริหารราชการแผ่นดินใด ๆ แต่มีหน้าท่ีส�ำคัญคือ การควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่จะไม่ให้มีฝ่ายค้านก็มิได้ เปรียบเหมือนมีเส้นเลือดแดงแล้วต้องมี เส้นเลือดด�ำ เพราะนานาประเทศที่ปกครองในระบบรัฐสภาน้ันได้ก�ำหนดให้ต�ำแหน่งผู้น�ำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นต�ำแหน่งที่มีเกียรติ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ระบอบ ประชาธปิ ไตยในระบบรัฐสภา” แม้ให้ถอื เสยี งขา้ งมากเป็นเกณฑ์ตดั สนิ แต่มใิ ชจ่ ะละเลยไมฟ่ งั เสียงข้างน้อย ดังนั้น ในประเทศไทยจึงรับรองฐานะให้มีต�ำแหน่งผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทน ราษฎรตามรฐั ธรรมนูญ แต่ในทางการเมืองต�ำแหน่งผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (Leader of the Opposition) มิได้มีหน้าที่ในการควบคุมเสียงลงคะแนน หรือประสานงานกับพรรคการเมือง ฝ่ายค้านโดยตรง ในอดีตที่ผ่านมาหน้าที่ประสานงานในกิจการสภาน้ัน คือ “ประธาน คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน” แน่นอนว่าท้ังสองต�ำแหน่งนี้ต้องได้รับการยอมรับ และแต่งตั้งจากสมาชิกพรรคการเมืองท่ีสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายค้านมากท่ีสุด และจ�ำนวน สมาชิกทั้งหมดที่ประกอบเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะถูกส่งรายช่ือ มาจากแต่ละพรรคการเมือง เพื่อให้มีหน้าที่พิจารณางานด้านกระบวนการนิติบัญญัติแทน พรรคการเมืองและประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอ่ืน หากมีผู้ใดถามว่า คณะกรรมการ ประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น หวั หนา้ วปิ ฝา่ ยคา้ น หรอื รองประธานวปิ นน้ั ผใู้ ดแตง่ ตงั้ โดยอาศยั ระเบียบฉบับใด น่าจะได้ค�ำตอบว่า ไม่มีผู้ใดแต่งต้ังคณะกรรมการประสานงานชุดน้ีอย่าง เป็นทางการ ในทางปฏิบัติเป็นแต่เพียงหัวหน้าพรรคการเมืองของแต่ละพรรคการเมืองส่ง รายชื่อผู้สมควรเป็นผู้ประสานงานตามข้อบังคับของแต่ละพรรค เมื่อได้รายช่ือท่ีส่งมาก็น�ำมา จัดเรียงรวมกันเป็นบัญชีรายชื่อคณะกรรมการ จากน้ันตั้งเป็นคณะกรรมการประสานงาน พรรคฝ่ายค้านหรอื พรรครว่ มฝา่ ยคา้ นแล้วแตก่ รณี ในการปฏิบัติหน้าที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านแต่ละคราว น้ัน เพราะเหตุท่ีไม่มีกฎหมายหรือระเบียบฉบับใดบัญญัติรับรองฐานะในการแต่งตั้ง คณะกรรมการน้ี จะพบแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องตามประกาศการแบ่งส่วนราชการภายในของ ส�ำนกั งานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่กำ� หนดให้มีสว่ นราชการหนงึ่ ทม่ี ฐี านะ เป็นกลุ่มงานข้ึนตรงต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชื่อว่า “กลุ่มงานผู้น�ำฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎร” โดยประกาศ ก.ร. เร่ือง การก�ำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของ
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน: ปฏบิ ตั ิหนา้ ทีป่ ระสานงานในกิจการของรฐั สภา 71 ส่วนราชการในสังกัดส�ำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๕๔ มีข้อหน่ึงก�ำหนด ให้กลุ่มงานผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมีอ�ำนาจหน้าที่ด�ำเนินการเกี่ยวกับงานด้าน เลขานุการและธุรการท่ัวไปเพ่ือสนับสนุนการปฏิบัติหน้าท่ีของคณะกรรมการท่ีผู้น�ำฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎรมอบหมาย น่ันหมายความว่า โดยต�ำแหน่งผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทน ร า ษ ฎ ร อ า จ ม อ บ ห ม า ย ใ ห ้ ก ลุ ่ ม ง า น ผู ้ น� ำ ฝ ่ า ย ค ้ า น ใ น ส ภ า ผู ้ แ ท น ร า ษ ฎ ร ต า ม ที่ ก� ำ ห น ด นั้ น มาปฏิบัติหน้าที่ด้านเลขานุการและธุรการท่ัวไปของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน เพม่ิ ขึ้นอีกคณะหนงึ่ ตามที่มอบหมาย ๓. ทม่ี าของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร๕ เน่ืองจากสภาพการเมืองในระบบรัฐสภาของประเทศไทยมีกลไกความสัมพันธ์ เก่ียวโยงกันหลายมิติมิได้แบ่งแยกฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันอย่างชัดเจน การบริหารงานจะปราศจากซ่ึงการประสานงานระหว่างกันมิได้ เม่ือฝ่ายรัฐบาลต้องท�ำงาน ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา ต้องมีกลไกเชื่อมโยงมิให้ห่างเหินหรือเกิดความรู้สึก เป็นปรปักษ์กัน ความรู้สึกน้ีอาจมีได้แม้ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล มิจำ� เป็นตอ้ งขัดแยง้ ระหว่างฝา่ ยรฐั บาลกับพรรคฝ่ายค้านเสมอไป ส�ำหรับคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร มีชื่อย่อว่า “ปสส.” มีการแต่งตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยมีนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ เป็นประธาน ตามค�ำสั่งส�ำนักนายกรัฐมนตรี และหลังจากน้ัน ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานคณะนี้เร่ือยมาทุกรัฐบาล มีวัตถุประสงค์เพ่ือให ้ การปฏิบัติงานระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎรในเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องกับการเสนอร่าง กฎหมาย ญัตติ การตอบกระทู้ถาม รวมท้ังเร่ืองอื่น ๆ ด�ำเนินไปด้วยความราบรื่นและมี ประสิทธภิ าพ ข้ันตอนในการแต่งตั้ง คือ เม่ือคราวการประชุมคณะรัฐมนตรีคร้ังแรก ส�ำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้จัดท�ำเร่ืองเสนอคณะรัฐมนตรี เพ่ือมีมติให้จัดต้ัง ๔ ประกาศ ก.ร. เรื่อง การก�ำหนดหน้าท่ีความรับผิดชอบของส่วนราชการในสังกัดส�ำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๕ ๕ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ ปสส. (มีนาคม ๒๕๕๑). คู่มือแนวทางปฏิบัติงานคณะ กรรมการประสานงานสภาผ้แู ทนราษฎร (ปสส.).
72 รฐั สภาสาร ปที ่ ี ๖๖ ฉบับท ี่ ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ คณะกรรมการประสานงานคณะนี้ ตามแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา ต่อจากน้ัน นายกรัฐมนตรี จะอาศัยอ�ำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยออก เปน็ ค�ำสง่ั ส�ำนกั นายกรฐั มนตร ี ในทางปฏิบัติการแต่งต้งั คณะกรรมการประสานงานคณะน้ ี มอี งคป์ ระกอบดังนี ้ (๑) ประธานกรรมการ แตง่ ต้ังจากพรรคการเมอื งเสยี งข้างมากที่ร่วมรฐั บาล (๒) กรรมการ แต่งต้ังตามอัตราส่วนของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลหรือตามความ เหมาะสม (๓) เลขานุการ แต่งตัง้ จากพรรคการเมอื งเดียวกบั ประธานกรรมการ (๔) ผู้ช่วยเลขานุการ แต่งต้ังจากข้าราชการประจ�ำ คือ เจ้าหน้าที่ส�ำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรแี ละเจา้ หน้าทสี่ ำ� นกั เลขาธกิ ารคณะรัฐมนตรี กล่าวได้ว่า คณะกรรมการประสานงานคณะนี้ ได้ด�ำเนินงานตามระบอบ ประชาธิปไตยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ท�ำหน้าที่ประสานงานให้ นโยบายการบรหิ ารราชการแผน่ ดินของรฐั บาลมคี วามสำ� เร็จ มหี ลักด�ำเนินการ ดงั น้ี (๑) ค�ำนงึ ถึงผลประโยชน์ของประชาชนเปน็ หลัก (๒) ตอบสนองนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล โดยประสานงาน กับสภาผู้แทนราษฎรใหก้ ารดำ� เนนิ งานของรฐั บาลเป็นไปด้วยความเรยี บร้อย (๓) ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยและความร่วมมือกันของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร โดยการรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายค้านและเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้แสดงความ คดิ เหน็ ในการประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎรอยา่ งเต็มท่ ี เพอ่ื สร้างบรรยากาศท่ีดีในการประชุมสภา (๔) ให้ความส�ำคัญในเรื่องของความร่วมมือและความเป็นเอกภาพของสมาชิก พรรคร่วมรฐั บาล เพอื่ ความเข้าใจซึ่งกันและกนั ระหว่างพรรคร่วมรฐั บาล (๕) สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยท่ีสมบูรณ์ โดยการเปิดโอกาสให้ ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและความเป็นไปในการพิจารณาเร่ืองต่าง ๆ ในที่ประชุม สภาผ้แู ทนราษฎร (๖) สนับสนุนให้มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุและโทรทัศน์ในวาระการพิจารณา เรอื่ งสำ� คญั ตา่ ง ๆ เชน่ รา่ งพระราชบญั ญตั งิ บประมาณรายจา่ ยประจำ� ป ี การอภปิ รายลงมติ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตร ี เปน็ ตน้ จากหลักด�ำเนินการข้างต้น จะพบว่าคุณสมบัติและลักษณะส�ำคัญของบุคคลที่ สมควรท�ำหน้าท่ีเป็นคณะกรรมการประสานงานต้องเป็นคนจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง ทราบนโยบายของพรรค ประเมินสถานการณ์ทางการเมือง รู้จักและสามารถประสานกับ
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน: ปฏิบตั ิหนา้ ทปี่ ระสานงานในกจิ การของรฐั สภา 73 สมาชิกทุกคนของพรรคการเมือง ทราบระเบียบและกฎหมาย เข้าประชุมมิได้ขาด ซ่ึงคณะกรรมการประสานงานอาจเสนอลงโทษโดยมิสนับสนุนให้สมาชิกในพรรคการเมือง ผู้น้ันลงสมัครรับเลือกต้ัง ซึ่งผู้ท�ำหน้าท่ีคณะกรรมการประสานงานอาจได้รับรางวัล คือ การมโี อกาสจะไดด้ ำ� รงตำ� แหนง่ เปน็ รฐั มนตร ี หรอื ตำ� แหนง่ สำ� คญั ทางการเมอื งทกี่ า้ วหนา้ ตอ่ ไป ๔. ตารางเปรยี บเทยี บระหว่างคณะกรรมการประสานงานสภาผูแ้ ทนราษฎรกบั คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายคา้ น คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายคา้ น ขอ้ กฎหมาย ขอ้ กฎหมาย - อาศัยบทบัญญตั ิตามรัฐธรรมนญู ป ี ๒๕๕๐ - อาศัยอ�ำนาจตามขอ้ บังคับพรรคการเมืองเพื่อแต่งต้งั มาตรา ๒๖๕ วรรคสอง คณะท�ำงานหรือบคุ คลใหป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องพรรคการเมือง - พระราชบัญญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน ฝา่ ยค้าน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑ (๖) การแต่งตง้ั การแต่งตงั้ - แตง่ ตั้งในชอื่ “คณะกรรมการประสานงานสมาชิก - แตง่ ต้ังในช่อื “คณะกรรมการประสานงาน สภาผ้แู ทนราษฎร พรรคการเมอื งฝา่ ยคา้ น” สภาผแู้ ทนราษฎร (ปสส.)” - ออกเปน็ คำ� สงั่ พรรคการเมืองฝ่ายคา้ น และลงนาม - ลงนามแต่งตัง้ โดย “นายกรฐั มนตรี” แตง่ ตั้งโดย “หัวหน้าพรรคการเมอื งฝ่ายค้านหรอื หวั หนา้ พรรครว่ มฝ่ายค้านแต่ละพรรคการเมอื ง” หลกั การและเจตนารมณใ์ นการแต่งตง้ั ๖ หลกั การและเจตนารมณ์ในการแตง่ ต้งั ๗ ใหม้ อี ำ� นาจหนา้ ท ่ี ดงั นี้ ให้คณะกรรมการชดุ น้มี ีหน้าทีพ่ จิ ารณา ๑) พจิ ารณาดำ� เนินการหรอื ประสานงานในเร่ือง ด้านนิตบิ ญั ญัตขิ องสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรของ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั สภาผู้แทนราษฎรหรือรฐั สภา พรรคการเมอื งและประสานงานกบั พรรครว่ มฝ่ายคา้ น ตามท่ไี ดร้ บั นโยบายจากนายกรฐั มนตรีหรอื อ่ืน คณะรัฐมนตรี ๖ คำ� สงั่ สำ� นกั นายกรัฐมนตรี ท ่ี ๔๕/๒๕๔๔ เรอ่ื ง แตง่ ต้ังคณะกรรมการประสานงานสภาผแู้ ทนราษฎร ๗ ค�ำสั่งพรรคประชาธิปัตย์ ท่ี ๑๒/๒๕๕๔ เร่ือง แต่งต้ังคณะกรรมการประสานงานสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธปิ ัตย์
74 รฐั สภาสาร ปีท ่ี ๖๖ ฉบับท ี่ ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ คณะกรรมการประสานงานสภาผแู้ ทนราษฎร คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น ๒) ประสานงานกบั สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรและ พรรคการเมอื งรว่ มรัฐบาลเพื่อใหม้ คี วามเข้าใจ และมี การลงมตทิ ี่สอดคลอ้ งกันในเร่ืองหรือญัตติใดๆ ในทป่ี ระชมุ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา ๓) พิจารณาระเบียบวาระการประชมุ สภาผ้แู ทนราษฎร และรัฐสภาเพ่ือกำ� หนดแนวทางการท�ำงาน และมมี ติ เพอ่ื เสนอคณะรฐั มนตรรี บั ทราบหรือเหน็ ชอบแล้วแต่ กรณี กอ่ นแจง้ ใหส้ มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรพรรครว่ ม รัฐบาลทราบและถอื ปฏิบัติ ทัง้ น้ ี มตขิ องคณะกรรมการ ตอ้ งสอดคลอ้ งกับนโยบายของรฐั บาลหรือของ นายกรัฐมนตรหี รือคณะรัฐมนตรี ๔) ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุม รัฐสภา คณะกรรมการสามารถพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ทจี่ ะ เปลี่ยนแปลงมตขิ องคณะกรรมการตามขอ้ ๓) ได้ เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั สถานการณ์และความจ�ำเป็น ๕) ใหค้ ณะกรรมการมอี ำ� นาจเชญิ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกจิ หน่วยงานของรฐั และผู้ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง เขา้ ชแ้ี จงข้อเทจ็ จรงิ และจัดส่งเอกสารข้อมลู ให้แกค่ ณะกรรมการ ๖) วางระเบียบวิธกี ารประสานงานเพอื่ ใหเ้ ป็นไปตามคำ� สงั่ นี้ ๗) ให้ประธานกรรมการมีอำ� นาจแตง่ ตงั้ ผู้ประสานงานหรือ คณะอนุกรรมการเพ่ือชว่ ยเหลือปฏิบัติงานในเรอื่ ง ตา่ งๆ ของคณะกรรมการไดต้ ามความจ�ำเป็น สทิ ธปิ ระโยชน์ สทิ ธิประโยชน์ - การเบกิ จ่ายเบี้ยประชุมคณะกรรมการฯ ให้เป็นไปตาม (ไม่ม)ี พระราชกฤษฎีกาเบยี้ ประชมุ และคา่ ตอบแทนทป่ี รกึ ษา ที่นายกรฐั มนตรแี ตง่ ตง้ั โดยให้เบิกจา่ ยจากสำ� นกั เลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี - มีสิทธขิ อพระราชทานเคร่อื งราชอสิ ริยาภรณ์
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายคา้ น: ปฏิบัตหิ น้าที่ประสานงานในกจิ การของรัฐสภา 75 ๕. ตารางเปรยี บเทยี บระหว่างคณะกรรมาธกิ ารวสิ ามัญกิจการวฒุ สิ ภากบั คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น คณะกรรมาธกิ ารวสิ ามัญกจิ การวุฒิสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น ข้อกฎหมาย ขอ้ กฎหมาย - อาศัยบทบัญญตั อิ �ำนาจตามรัฐธรรมนญู ปี ๒๕๕๐ - อาศยั อำ� นาจตามขอ้ บงั คับพรรคการเมอื ง เพ่ือแตง่ ตงั้ มาตรา ๑๓๔ คณะท�ำงานหรอื บคุ คลใหป้ ฏิบัติหน้าที่ของพรรคการเมือง - อาศยั อ�ำนาจตามข้อบงั คบั การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๑ ฝา่ ยค้าน ขอ้ ๘๐ การแตง่ ตง้ั การแตง่ ต้ัง - แตง่ ตง้ั ในชอ่ื “คณะกรรมาธกิ ารวสิ ามญั กจิ การวฒุ สิ ภา” - แต่งตง้ั ในชื่อ “คณะกรรมการประสานงานสมาชิก - ใหว้ ุฒสิ ภาลงมติแตง่ ตั้งตามขอ้ บังคบั การประชมุ วฒุ สิ ภา สภาผูแ้ ทนราษฎร พรรคการเมอื งฝา่ ยคา้ น” พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๘๑ - ออกเป็นค�ำสัง่ พรรคการเมืองฝา่ ยคา้ น และลงนามแต่งตงั้ โดย “หัวหน้าพรรคการเมอื งฝ่ายค้านหรือหวั หนา้ พรรค ร่วมฝ่ายคา้ นแต่ละพรรคการเมอื ง” หลักการและเจตนารมณ์ในการแตง่ ต้งั ๘ หลักการและเจตนารมณใ์ นการแต่งต้งั ๙ ให้มีอ�ำนาจหน้าที่กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบสวน หรือ ให้มีอ�ำนาจหน้าที่ ศึกษาเรือ่ งใดๆ เกีย่ วกับเรือ่ งดงั ต่อไปน้ี ๑) พจิ ารณาดำ� เนินการหรือประสานงานในเรอื่ งที ่ ๑) พจิ ารณารา่ งพระราชบัญญัตหิ รอื เร่อื งอน่ื ตามที่ เก่ียวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรหรอื รัฐสภาหรอื วฒุ ิสภาหรือประธานวุฒิสภามอบหมาย ดำ� เนินการอน่ื ตามที่พรรคมอบหมาย ๒) ตดิ ตามมติและตรวจรายงานการประชุมของวุฒิสภา ๒) ประสานงานกบั สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและ ๓) กระทำ� กจิ การหรือพิจารณาเร่อื งใดๆ ทไ่ี มอ่ ยูใ่ น พรรครว่ มฝ่ายค้านเพือ่ ให้มคี วามเขา้ ใจที่ถูกตอ้ ง อำ� นาจหน้าท่ขี องคณะกรรมาธกิ ารอ่ืนของวฒุ ิสภา และมีการลงมตทิ ส่ี อดคลอ้ งกนั ในเรอ่ื งหรอื ญตั ติ ๔) ประสานงานระหวา่ งวฒุ สิ ภากบั สภาผแู้ ทนราษฎร ใดๆ ในท่ีประชมุ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา คณะรฐั มนตร ี องคก์ รตามรัฐธรรมนญู และหน่วยงาน ๓) พจิ ารณาระเบยี บวาระการประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎร อ่ืนที่เกยี่ วข้องในกิจการของวุฒสิ ภา และรัฐสภาเพ่อื กำ� หนดแนวทางการท�ำงาน และม ี ๘ ขอ้ บงั คบั การประชุมวุฒสิ ภา พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอ้ ๘๐ ๙ ค�ำสั่งพรรคเพื่อไทย ท่ี ๐๐๒/๒๕๕๒ เร่ือง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทน ราษฎร พรรคเพื่อไทย พ.ศ. ๒๕๕๒
76 รัฐสภาสาร ปีท ี่ ๖๖ ฉบบั ท ่ี ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ คณะกรรมาธิการวสิ ามัญกิจการวฒุ ิสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยค้าน ๕) ประสานงานเก่ียวกบั การพจิ ารณารายชอื่ สมาชกิ มตเิ พอื่ ประโยชนส์ ูงสุดในการควบคมุ การบรหิ าร หรือบุคคลใดๆ ทจ่ี ะเสนอใหท้ ่ปี ระชมุ วฒุ สิ ภา ราชการแผ่นดนิ กอ่ นแจ้งให้สมาชิกสภาผ้แู ทน เลือกตั้งเปน็ กรรมาธิการสามัญ หรอื กรรมาธกิ าร ราษฎรของพรรคและพรรคร่วมฝา่ ยค้านทราบและ วิสามัญ แลว้ แต่กรณ ี เพือ่ ใหเ้ ปน็ ไปดว้ ยความ ถอื ปฏิบตั ิ ทงั้ น้ี มตขิ องคณะกรรมการฯ ตอ้ ง เรียบร้อย เหมาะสม และเปน็ ธรรม สอดคลอ้ งกับนโยบายของพรรคและชอบดว้ ย ๖) ด�ำเนนิ งานดา้ นวชิ าการ ข้อมลู ขา่ วสาร การสารสนเทศ กฎหมาย เพอ่ื สนับสนุนกิจการของวฒุ ิสภา ๔) ในระหวา่ งการประชุมสภาผแู้ ทนราษฎรและ ๗) รับค�ำรอ้ งเรียนหรือเรอ่ื งราวร้องทุกข์ของราษฎร การประชมุ รฐั สภา คณะกรรมการฯ สามารถ เพือ่ มอบตอ่ คณะกรรมาธิการคณะตา่ งๆ หรอื พิจารณาวินจิ ฉัยทจ่ี ะเปลีย่ นแปลงมติของ หนว่ ยงานอน่ื ท่ีเกยี่ วขอ้ งเพอื่ พจิ ารณา คณะกรรมการที่เคยมีมตแิ ลว้ ได้ เพอ่ื ใหส้ อดคล้อง ๘) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของวุฒสิ ภา กับสถานการณ์และความจ�ำเปน็ ตามความเหมาะสม ๙) เสนอแนะต่อวฒุ ิสภาเกีย่ วกับการพฒั นาระบบงาน ๕) ใหค้ ณะกรรมการฯ เชิญส่วนราชการ รฐั วิสาหกจิ วฒุ ิสภาและการดำ� เนนิ กจิ การในด้านต่างๆ ของ หน่วยงานของรัฐและผู้ทเ่ี กีย่ วข้องเข้าชแี้ จงข้อเท็จจรงิ วุฒิสภา และจดั ส่งเอกสารข้อมลู ใหแ้ กค่ ณะกรรมการฯ ได้ ๑๐) เสนอแนะตอ่ วฒุ ิสภาเก่ียวกับการก�ำหนด ๖) วางระเบยี บวธิ กี ารประสานงานต่างๆ รายละเอียดงบประมาณและการแปรญัตติงบประมาณ ๗) ให้ประธานกรรมการมอี �ำนาจแตง่ ต้งั ผู้ประสานงาน รายจา่ ยประจ�ำปีในสว่ นของวฒุ สิ ภาและสำ� นักงาน หรือคณะอนกุ รรมการเพ่อื ชว่ ยเหลือปฏบิ ตั ิงานใน เลขาธกิ ารวฒุ สิ ภา เร่ืองต่างๆ ของคณะกรรมการฯ ไดต้ าม ๑๑) เสนอแนะต่อวุฒิสภาเกยี่ วกับการจัดสวัสดิการและ ความจ�ำเป็น สทิ ธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่สมาชิกวุฒิสภา สิทธิประโยชน์ สิทธปิ ระโยชน์ - ใหก้ รรมาธิการได้รับเบ้ยี ประชมุ ตามพระราช (ไมม่ )ี กฤษฎกี าเงนิ ประจ�ำตำ� แหน่งและประโยชน ์ ตอบแทนอยา่ งอนื่ ของประธานและรองประธาน สภาผูแ้ ทนราษฎร ประธานและรองประธาน วฒุ ิสภา ผูน้ ำ� ฝ่ายคา้ นในสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา และ กรรมาธิการ - มีสทิ ธิขอพระราชทานเครอ่ื งราชอิสรยิ าภรณ์
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายคา้ น: ปฏบิ ตั ิหน้าทีป่ ระสานงานในกจิ การของรัฐสภา 77 ๖. แนวทางพัฒนาคณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น ๖.๑ กำ� หนดใหม้ ีฐานะทางกฎหมาย ๖.๑.๑ แนวทางที่ ๑ เพิ่มเติมขึ้นใหม่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญในส่วนท่ี เกี่ยวข้องกับ “ผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” เพ่ือให้สามารถแต่งต้ังคณะกรรมการ ประสานงานคณะน้ี แนวทาง คือ ต้องเป็นช่วงเวลาที่ก�ำหนดให้มีการยกร่าง รัฐธรรมนูญน่ันเอง โดยการเสนอต่อคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะน้ัน ในประเด็น เ ร่ือ ง ท่ี ใ ห ้ ก� ำ ห น ด เ พิ่ ม อ� ำ น า จ ข อ ง ผู ้ น� ำ ฝ ่ า ย ค ้ า น ใ น ส ภ า ผู ้ แ ท น ร า ษ ฎ ร ใ ห ้ ส า ม า ร ถ แ ต ่ ง ต้ั ง คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น (วปิ ฝา่ ยคา้ น) เพอ่ื ปฏบิ ตั งิ านในกจิ การหรอื ในวงงาน รัฐสภา เพื่อให้คณะกรรมการประสานงานคณะนี้ท�ำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ในกจิ การของรฐั สภาหรือด�ำเนนิ งานด้านกระบวนการนติ ิบัญญัติใหเ้ รยี บรอ้ ยสมบรู ณ์ ๖.๑.๒ แนวทางที่ ๒ เพิ่มเติมข้ึนใหม่ในข้อบังคับการประชุมสภา ผู้แทนราษฎรให้เป็นคณะกรรมการหรือคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญประเภท ใดประเภทหน่งึ ตามขอ้ บังคับ แนวทาง คือ เป็นการเพ่ิมขึ้นใหม่อีกข้อหน่ึง เพ่ือให้มี ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรก�ำหนดให้มีการรับรองฐานะโดยข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน เพื่อให้มีคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อาจแต่งต้ังในลักษณะของคณะกรรมการ คณะกรรมาธิการ หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญ เป็นต้น แนวทางนี้ต้องได้รับการผลักดันจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างที่มีการยกร่าง ขอ้ บงั คบั การประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎรกอ่ นทสี่ ภาผแู้ ทนราษฎรจะใหค้ วามเหน็ ชอบ อาจแบง่ ออก เปน็ ๒ วธิ ี ดังนี้ (๑) การแต่งต้ังโดยให้ท่ีประชุมสภาผู้แทนราษฎรลง “มติ” เพ่ือ ให้แต่งต้ังคณะกรรมการประสานงานคณะนี้ ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินท ่ี เก่ียวกับกิจการของสภา ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการแต่งตั้งโดยมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่ีไม่ต้องอาศัยอ�ำนาจจากประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นการแต่งต้ังโดยมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วิธีการนี้ อาจกล่าวได้ว่าคณะกรรมการ ประสานงาน (วปิ ) เปน็ คณะกรรมการทป่ี ระชมุ สภาผแู้ ทนราษฎรมมี ตติ ามขอ้ บงั คบั การประชมุ (๒) โดยผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือหัวหน้า พรรคการเมืองฝ่ายค้าน คัดเลือกรายชื่อและเสนอแนะรายชื่อคณะกรรมการประสานงานชุดน้ี
78 รฐั สภาสาร ปีท่ี ๖๖ ฉบับที ่ ๖ เดือนพฤศจกิ ายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามข้อบังคับก�ำหนด เพื่อเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรลงนามเห็นชอบแต่งตั้งตามที่ ผนู้ �ำฝา่ ยคา้ นในสภาผแู้ ทนราษฎร หรือหวั หนา้ พรรคการเมืองฝ่ายค้านเสนอแนะบญั ชีรายชื่อ ๖.๑.๓ แนวทางท่ี ๓ น้ี นอกจากกรณีต้องด�ำเนินการท้ังสองแนวทาง ข้างต้นแล้ว คือ มิต้องแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแต่ประการใด ข้อบังคับการประชุมยังคงเดิม แต่ต้องอาศัยอ�ำนาจของ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ในการแตง่ ตัง้ กรรมการตามขอ้ บงั คบั การประชุมสภาผ้แู ทนราษฎร แนวทาง คือ ยังคงใช้ข้อบังคับเหมือนท่ีผ่านมา มิต้องแก้ไขหรือ ปรับปรุงเพิ่มเติมใด แต่ต้องอาศัยอ�ำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับ การประชุมสภา๑๐ ในการแต่งตั้งกรรมการเพ่ือด�ำเนินกิจการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อ กิจการของสภา โดยผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ต้องเสนอประเด็นเร่ืองการแต่งต้ังคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) น�ำเข้าปรึกษาหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมท้ังน�ำเสนอข้อมูลวัตถุประสงค์และ ความส�ำคัญจ�ำเป็น เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบลงนามแต่งตั้งตาม ทีเ่ สนอ ๖.๒ ก�ำหนดให้มีส�ำนักงานเลขานุการหรือส่วนราชการปฏิบัติหน้าท่ีฝ่าย เลขานกุ ารของคณะกรรมการ เน่ืองจากปัจจุบันคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน ยังไม่มีฐานะ ทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ อาศัยอ�ำนาจตามข้อบังคับของพรรคการเมืองที่เสนอรายชื่อ ผู้สมควรแต่งต้ังให้เป็นกรรมการประสานงานทางการเมืองเท่าน้ัน ส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าท่ี ฝ่ายเลขานุการไม่มีตามกฎหมาย ในอดีตที่ผ่านมาอาศัยอ�ำนาจของต�ำแหน่งผู้น�ำฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎรมอบหมายให้กลุ่มงานผู้น�ำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด�ำเนินการเก่ียวกับ งานดา้ นเลขานุการและธรุ การทว่ั ไปของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ นเทา่ น้นั ในกรณีก�ำหนดให้คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านมีฐานะทาง กฎหมาย ต้องมีส่วนราชการท่ีรับผิดชอบปฏิบัติหน้าท่ีส�ำนักงานเลขานุการ เพ่ือท�ำหน้าท่ี รองรับภารกจิ การดำ� เนินงานและการประชุม โดยต้องมอี งค์ประกอบ ดังน้ี ๑๐ ข้อบงั คับการประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๘ (๕)
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น: ปฏบิ ัติหน้าทปี่ ระสานงานในกิจการของรฐั สภา 79 (๑) บุคลากรและเทคโนโลยีสารสนเทศ ควรก�ำหนดให้มีส่วนราชการที่มี จ�ำนวนบุคลากรให้เหมาะสม เพียงพอในการปฏิบัติงานเพ่ือรองรับภารกิจของคณะกรรมการ ประสานงานพรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการด�ำเนินการในฝ่ายนิติบัญญัติ และให้มเี ทคโนโลยสี ารสนเทศทีม่ ปี ระสิทธิภาพ (๒) ด้านงบประมาณ ก�ำหนดให้มีแหล่งงบประมาณที่สามารถเบิกจ่าย จากส่วนราชการ เพ่ือรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน อย่างเหมาะสมเพียงพอ ๖.๓ ก�ำหนดให้คณะกรรมการคณะน้ีสามารถเชิญผู้มาชี้แจงหรือให้ข้อมูล ในการประชมุ ในคราวการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน เม่ือปรากฏ ว่ามีประเด็นส�ำคัญอันส่งผลทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม หรือวาระพิจารณาร่าง กฎหมายท่ีอยู่ในความสนใจ หน่วยงานผู้มาช้ีแจงหรือเชิญมาให้ข้อมูลควรส่งเจ้าหน้าที่ใน ระดับท่ีสามารถตัดสินใจหรือเป็นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและเข้าใจนโยบายอย่างชัดเจน เพ่ือจะ ได้สามารถน�ำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน หรือตอบข้อซักถามกรรมการ หากมีข้อสงสัยให้เข้าใจได้ในระดับที่พอใจ ซ่ึงหมายความว่าหากบุคคลไม่มาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็น ต้องเป็นหน้าท่ีของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบที่จะต้องสั่งให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐ นน้ั มาตามท่คี ณะกรรมาธิการมีความประสงคด์ ว้ ย ๗. ขอ้ เสนอแนะ ในการประชุมรัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร แม้ทั้งในการประชุมคณะ กรรมาธิการ ต้องยอมรับว่าก่อนการประชุมต้องมีการประสานงานใน ๒ รูปแบบ คือ แบบ เป็นทางการ และแบบไม่เป็นทางการ (การเมือง) อีกแบบหนึ่ง คราวใดท่ีเห็นภาพ การประชุมสภาที่ดุเดือด โต้แย้ง หรือการประชุมสภาท่ีสงบเรียบร้อย ไม่เสียเวลา ไม่ม ี การประท้วงระหว่างการประชุม อย่างที่ทราบกันทางสื่อมวลชน สันนิษฐานได้ว่าใน เหตุการณ์แต่ละคราวที่เกิดขึ้นในท่ีประชุมสภานั้นย่อมมีผลมาจาก “การประสานงาน หรือ มไิ ดม้ ีการประสาน” อย่างแน่นอน เหตุผลที่ควรก�ำหนดให้มีกฎหมายรับรองฐานะของคณะกรรมการประสานงาน พรรคฝา่ ยค้าน (The Opposition Whip) ดังน้ี
80 รฐั สภาสาร ปที ่ี ๖๖ ฉบบั ท ี่ ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ (๑) ที่ผ่านมา คราวการประชุมสภาใด หากมีความวุ่นวาย มีการประท้วงเรื่อง การกระท�ำผิดข้อบังคับการประชุมสภา หรือมีความเห็นแตกออกเป็นหลายฝ่าย ท�ำให้ บรรยากาศในการประชุมไมส่ ามารถดำ� เนนิ ตอ่ ไป จนกระทัง่ ประธานสภาไม่สามารถจะควบคุม หรือปรึกษาหารือเพื่อก�ำหนดมติใด ๆ ไม่สามารถหาแนวทางออกร่วมกันได้ตาม ข้อบังคับการประชุม สุดท้ายคือ ประธานสภาต้องสั่งพักการประชุมสภาชั่วคราวหรือต้อง เลื่อนการประชุมออกไปก่อน เพื่อให้วิปท้ังสองฝ่ายได้มีโอกาสไปปรึกษาหารือร่วมกัน น่ันหมายความว่า คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (The Government Whip) กับคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (The Opposition Whip) ต้องท�ำหน้าท่ี ปรึกษาหารือร่วมกัน เพื่อก�ำหนดสรุปมติร่วมกันหาแนวทางให้สภาสามารถด�ำเนิน กระบวนการนิติบัญญัติต่อไปได้อย่างเรียบร้อย ในทางการเมืองน้ัน การประชุมสภาอาจ ถือว่าเป็นเพียงพิธีการเพ่ือขอความรับรองตามกฎหมายให้สมบูรณ์ ส่วนแนวทาง “การลงมติ” หรอื การให้ความเห็นชอบมกี ารเจรจาตกลงกันล่วงหนา้ แล้ว (๒) ในกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายท่ีมีผลกระทบอย่างมีนัยส�ำคัญต่อ สังคม ในคราวน้ันประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรจะติดต่อประสานงาน มายังประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านเป็นการล่วงหน้า เพื่อปรึกษาหารือ อย่างไม่เป็นทางการ (การเมือง) ให้ทราบเบ้ืองต้น อันเป็นการยอมรับในทางพฤตินัยว่า คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านมีบทบาทส�ำคัญในกิจการของรัฐสภาและ กระบวนการนิติบัญญัติ ดังนั้น ควรที่คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านจะได้รับรอง โดยฐานะตามกฎหมาย จะส่งผลให้การประสานงานระหว่างรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรกับ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน มีความน่าเช่ือถือเพิ่มมากข้ึน ในอนาคตจะมีช่องทางการติดต่อ ประสานงานอย่างเป็นทางการ และจะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการติดต่อประสานงาน ท้ังวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านจะได้ก�ำหนดระเบียบแบบแผนใช้เป็นหลักยึดในการด�ำเนินงานใน กจิ การสภา ส่งผลใหง้ านดา้ นกระบวนการนิติบญั ญตั ิมีประสทิ ธภิ าพเพ่มิ มากขึ้น (๓) เมื่อเปรียบเทียบบทบาทหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการประสานงานสภา ผู้แทนราษฎร หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา กับคณะกรรมการประสานงาน พรรคฝ่ายค้าน ยิ่งแสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติหน้าท่ีในกิจการของสภาหรือกิจการที่เก่ียวข้อง ในกระบวนการนิติบัญญัติ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการเห็นชอบในวาระ ต่าง ๆ รวมท้ังพิจารณาด�ำเนินการหรือประสานงานในเร่ืองท่ีเก่ียวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา มีลักษณะการปฏิบัติหน้าท่ีสัมพันธ์และในท�ำนองเดียวกัน แม้แต่ในประเทศอังกฤษ มีการระบุต�ำแหน่งส�ำคัญของ Her Majesty’s Official Opposition ไว้อย่างเป็นทางการ
คณะกรรมการประสานงานพรรคฝา่ ยคา้ น: ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ปี ระสานงานในกิจการของรัฐสภา 81 พร้อมท้ังบางต�ำแหน่งใน Whips office ยังมีเงินเดือนและได้รับสิทธิประโยชน์ตอบแทน เพมิ่ เติม เม่ือกล่าวถึงเหตุผลสนับสนุนให้มีการก�ำหนดฐานะทางกฎหมายแก่คณะกรรมการ ประสานงานพรรคฝ่ายค้านแล้ว ในทางตรงกันข้ามฝ่ายรัฐบาลอาจไม่เห็นพ้องหรือมิให ้ การสนับสนุน เพราะหากพรรคการเมืองฝ่ายค้านสามารถรวมกันเป็นเอกภาพ จะกลายเป็น อุปสรรคส�ำคัญแก่ฝ่ายรัฐบาลท่ีต้องท�ำงานยากล�ำบากในการบริหารราชการแผ่นดินและ ในการควบคมุ สถานการณท์ างการเมอื ง แตห่ ากคดิ ในอกี แงบ่ วก หากฝา่ ยรฐั บาลประสานงาน กับคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านโดยวิธีสมัครสมานสามัคคีร่วมกันแก้ไขปัญหา ร่วมเสนอแนะในส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ คอยระมัดระวังมิให้รัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดิน ผิดพลาด ลองจนิ ตนาการว่าจะเกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาตมิ ากเพยี งใด เนื่องจากปัจจุบัน ยังไม่พบว่ามีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติได้มีการประสานงานอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลอย่างสม�่ำเสมอ เพ่ือปรึกษาหารือร่วมกันเกี่ยวกับการอภิปราย หรือการร่วมก�ำหนดวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร คาดหวังว่าในอนาคตคณะ กรรมการประสานงานในกิจการสภาของทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านต้องมีบทบาท และความจ�ำเป็นเพ่ิมข้ึนแน่นอน และความเป็นไปได้ท่ีจะมีการก�ำหนดให้คณะกรรมการ ประสานงานพรรคฝ่ายค้านมีฐานะทางกฎหมายและได้รับสิทธิประโยชน์บางประการ ต้องได้ รับความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีเห็นความจ�ำเป็นและประโยชน์ในการติดต่อ ประสานงานระหว่างกัน เพ่ือเป็นก�ำลังส�ำคัญในการผลักดันหรือร่วมกันหาแนวทางท่ีจะให้ กิจการของรัฐสภาทกุ ฝ่ายปฏิบตั งิ านรว่ มกนั อยา่ งภาคภมู ิ
82 รัฐสภาสาร ปที ่ี ๖๖ ฉบบั ที ่ ๖ เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เอกสารอ้างองิ ขอ้ บงั คบั การประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อบงั คบั การประชมุ วฒุ สิ ภา พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกาศรัฐสภา เรอ่ื ง การแบง่ สว่ นราชการภายในส�ำนกั งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๕ ฝา่ ยเลขานุการคณะกรรมการ ปสส. (มีนาคม ๒๕๕๑). ค่มู ือแนวทางปฏิบัติงานคณะกรรมการ ประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.). รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ สถานีวทิ ยุกระจายเสียงและวทิ ยุโทรทศั น์รฐั สภา. (๒๕๕๖). ประธานรัฐสภาตัง้ วิปรัฐสภาเป็น ครัง้ แรกในประวัตศิ าสตร ์ หวังใหก้ ารประชมุ ราบรืน่ . สบื คน้ เม่อื วนั ที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๑, จาก http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId= 521#.W8kqv3szaUk สำ� นกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย, สำ� นักงานนายทะเบยี นพรรคการเมอื ง. (๒๕๓๘). ผลการประชมุ สมั มนา เรอ่ื ง บทบาทและหนา้ ที่ของผ้ปู ระสานงานรัฐสภา กระทรวงมหาดไทย. อาคม วุฒพิ งษ์. (๒๕๕๒). เอกสารวชิ าการกรณศี กึ ษาส่วนบคุ คล เรือ่ ง การเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพ งานดา้ นเลขานกุ าร: การจดั ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมอื ง ฝ่ายค้าน. การพฒั นานกั บรหิ ารระดับสงู รุ่นที ่ ๔.
ท่มี า: http://www.matichon.co.th/local/news_592629 การคา้ มนษุ ย์: สถานการณ์และกลไกการแก้ไขปญั หา Human trafficking: Situation and mechanism of problem solving นภิ าพรรณ เจนสนั ตกิ ลุ * บทคัดยอ่ สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทยส่งผลให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน กลมุ่ บญั ชที ี่ ๓ ซงึ่ เปน็ กลมุ่ ประเทศทม่ี ปี ญั หาการคา้ มนษุ ยใ์ นระดบั รนุ แรง ทงั้ นสี้ าเหตมุ าจาก กลไกการพัฒนาประเทศไทยท่ีผ่านมาขาดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ท�ำให้เกิดช่องว่างทางสถานะเศรษฐกิจและสังคม ความเหล่ือมล้�ำทางสังคม เกิดการเอารัด เอาเปรยี บตอ่ เดก็ และสตรที เ่ี ปน็ กลมุ่ ออ่ นแอในสงั คมดว้ ยการแสวงหาประโยชนใ์ นรปู แบบตา่ ง ๆ ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่เหมาะสมควรก�ำหนดนโยบายและมาตรการ การลงโทษท่ีชัดเจน และควรร่วมมือจัดการปัญหาแบบหุ้นส่วนท้ังหน่วยงานภาครัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน ค�ำสำ� คัญ: การค้ามนษุ ย ์ สถานการณ์ * สาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร ์ คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครปฐม (Department of Public Administration, Faculty Humanities and Social Science, Nakhon Pathom Rajabhat University)
84 รฐั สภาสาร ปที ่ ี ๖๖ ฉบบั ที่ ๖ เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ Abstract Human trafficking situation in Thailand has resulted in Thailand being classified as Tier 3, a country with severe human trafficking. This is due to the lack of balance between economic development and social development, resulting in a gap in economic and social status. Social inequalities are exploited among vulnerable children and women in society through various forms of exploitation. Therefore, appropriate approaches to resolving human trafficking should define clear policies and punishments and should collaborate on problem solving for partnerships of government, private and public sectors. Keywords: Human trafficking, Situation บทน�ำ ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนเชื่อมโยงกับหลายเร่ืองของสังคม อาทิ ๑) การย้ายถ่ิน ซ่ึงจากรายงานของโครงการความร่วมมือสหประชาชาติเพ่ือต่อต้าน การค้ามนุษย์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง (United Nations Inter-Agency Project on Human Trafficking: UNIAP) ช้ีให้เห็นว่าเหยื่อจากการค้ามนุษย์มักมาจากครอบครัวยากจน และมรี ะดบั การศกึ ษาตำ�่ และยงั พบวา่ ผอู้ พยพยา้ ยถนิ่ นนั้ มอี ายนุ อ้ ยลง นอกจากนก้ี ารทไี่ ดร้ บั อทิ ธพิ ลของกระแสบรโิ ภคนยิ มกเ็ ปน็ สาเหตหุ นง่ึ ทท่ี ำ� ใหผ้ อู้ พยพยา้ ยถน่ิ จำ� นวนมากถกู หลอกลวง ให้เข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์โดยการติดต่อภายในท้องถิ่น โดยขบวนการค้ามนุษย ์ พยายามเสาะหาบุคคลที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหรือคนที่ต้องการย้ายถิ่นน้ันอาจติดต่อมายัง บุคคลท่ีมีหนทางที่สามารถพาพวกเขาเดินทางเข้าไปยังไทยและช่วยให้มีงานท�ำ (โครงการ ความม่ันคงศึกษา, ๒๕๕๘) ๒) การลักลอบเข้าเมือง ท้ังน้ีเน่ืองจากประเทศไทยมีเขตแดน ติดต่อกับประเทศเพ่ือนบ้าน ๔ ประเทศ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยประเทศเพอ่ื นบา้ นทมี่ แี นวพรมแดนตดิ ตอ่ กบั ประเทศไทยมากทส่ี ดุ คอื ประเทศพมา่ ซงึ่ อยู่ ตดิ พรมแดนทางดา้ นทศิ ตะวนั ตกของประเทศไทย โดยมเี ขตแดนทง้ั ทางบกและทางทะเลตดิ กบั ประเทศไทยยาวถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตร โดยมีเส้นทางติดต่อระหว่างกันครอบคลุมตามจังหวัด ต่าง ๆ ของไทย ๑๐ จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
การคา้ มนษุ ย:์ สถานการณแ์ ละกลไกการแก้ไขปัญหา 85 จังหวัดตาก จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง โดยสาเหตุส�ำคัญของการลักลอบเข้าเมืองของแรงงาน ต่างด้าว คือ การขาดแคลนแรงงานระดับล่าง หรือแรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled labors) (สนิท สัตโยภาส, ๒๕๕๙, น. ๑๙๕) และ ๓) การค้าทาส โดยการค้ามนุษย์จ�ำแนกเป็น การคา้ มนุษยแ์ บบสองขั้นตอน คือ ผู้หญิงหรอื เดก็ ได้ย้ายถ่ินจากชนบทเขา้ สูเ่ มืองใหญเ่ พื่อหางาน ท�ำก่อนแล้ว ต่อมาถูกล่อลวงให้ย้ายถ่ินไปหางานท�ำในต่างแดนต่อไป และการค้ามนุษย ์ แบบขนั้ ตอนเดยี ว คอื ผหู้ ญงิ และเดก็ ทถ่ี กู คา้ โดยตรงจากหมบู่ า้ นในชนบทแลว้ ผา่ นขา้ มพรมแดน ไปยังประเทศอ่ืน ในปัจจุบันเหยื่อการค้ามนุษย์มีท้ังผู้ชายและผู้หญิง แต่เหยื่อส่วนใหญ ่ เปน็ ผหู้ ญงิ และเดก็ โดยเหยอ่ื ของการคา้ มนษุ ยท์ เี่ ปน็ ผหู้ ญงิ มกั จะถกู นำ� ไปสตู่ ลาดธรุ กจิ บรกิ ารทางเพศ และการท�ำงานบ้าน ซึ่งเป็นงานที่ยังมิได้รับการคุ้มครองสภาพการท�ำงานและค่าตอบแทน ท�ำให้ไม่มีหลักประกันในการท�ำงานและตกเป็นเหย่ือของความรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศ มีชีวิตที่อยู่ภายใต้การครอบง�ำและการกระท�ำตามอ�ำเภอใจของนักค้ามนุษย์ และนายจ้างที่ซ้ือตนมา ส่วนผู้ชายมักจะน�ำไปแสวงหาประโยชน์โดยเป็นแรงงานที่ถูกบังคับ ในการทำ� งานประมง (เมขลา วฒุ วิ งศ ์ และ สดี า สอนศร,ี ๒๕๕๖-๒๕๕๗, น. ๒๖๑-๒๖๒) แม้จะมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในการบังคับและ ลงโทษ แต่กลับพบว่าไม่สามารถลดการกระท�ำผิดได้ โดยกลุ่มที่ตกเป็นเหย่ือในการค้ามนุษย์ ได้แก่ กลุ่มเด็ก และกลุ่มสตรีที่ตกอยู่ในสภาวะจ�ำยอม จากรายงานการค้ามนุษย์ประจ�ำปี ๒๕๕๓ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาท่ีจัดกลุ่มให้ประเทศไทยโดยลดระดับจาก ระดบั ๒ (Tier 2) เปน็ ระดบั ๒ บญั ชรี ายชอื่ ประเทศทต่ี อ้ งจบั ตามอง (Tier 2 Watch List) เพราะเหน็ ว่าประเทศไทยยงั เป็นทง้ั ประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของการคา้ มนุษย์ เพื่อการบังคับใช้แรงงานและการบังคับค้าประเวณีคนไทยที่ถูกน�ำไปค้าในต่างประเทศ และถกู สง่ ตวั กลบั ประเทศไทยโดยไดร้ บั ความชว่ ยเหลอื จากรฐั บาล สว่ นใหญถ่ กู นำ� ไปคา้ ทปี่ ระเทศ บาห์เรน มาเลเซียและสิงคโปร์ มีแรงงานชายไทยฝีมือต่�ำในไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ อิสราเอล และประเทศในอ่าวเปอร์เซียถูกบังคับใช้แรงงานและเป็นแรงงานขัดหนี้ ส่วนผู้หญิง และเด็กถูกค้าเพื่อธุรกิจทางเพศและการบังคับค้าประเวณี ซ่ึงรัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตาม มาตรฐานข้ันต�่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ แม้จะน�ำพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์มาบังคับใช้อย่างต่อเน่ือง (พัทฐกร ศาสนะสุพินธ และคณะ, ๒๕๕๕, น. ๑๐๓-๑๐๔) และจากสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจ�ำปี ๒๕๕๘ โดยกระทรวง การต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศจัดล�ำดับของกลุ่มประเทศที่มีปัญหา ดา้ นการคา้ มนษุ ย ์ โดยกำ� หนดใหป้ ระเทศไทยอยใู่ นกลมุ่ บญั ชที ่ี ๓ (Tier 3) ซง่ึ เปน็ กลมุ่ ประเทศ
86 รฐั สภาสาร ปีที ่ ๖๖ ฉบบั ที ่ ๖ เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับรุนแรงเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องด�ำเนินการ ตลอดจน มีมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อันน�ำไปสู่การตราพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้ึนให้มีผลบังคับใช้ โดยมีการประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มกี ารแกไ้ ขพระราชบญั ญตั ปิ อ้ งกนั และปราบปรามการคา้ มนษุ ย ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ อยบู่ างประการ (กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ และ เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล, ๒๕๕๘, น. ๗๔) พระราช บัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ซ่ึงมีการก�ำหนด มาตรการท่ีส�ำคัญประการหนึ่งเพ่ือใช้ในการจูงใจประชาชนผู้พบเห็นปัญหาการค้ามนุษย์ ให้มีส่วนร่วมในการแจ้งข้อมูล หรือช้ีเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการกระท�ำอันเป็นการค้ามนุษย์ ต่อเจ้าหน้าท่ีรัฐ โดยก�ำหนดให้มีการเพ่ิมมาตรา ๑๓/๑ ซ่ึงมีความว่า ผู้ใดแจ้งแก่พนักงาน เจ้าหน้าท่ีหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจให้ทราบว่ามีการกระท�ำความผิดตามพระราช บัญญัติน้ี ถ้าได้กระท�ำโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและ ทางอาญา และในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้บัญญัติความผิดข้ึนใหม่เป็นความผิดฐานใช้เด็กอายุไม่เกินสิบห้าป ี หรือผู้มีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ท�ำงานหรือให้บริการอันอาจเป็นอันตราย อยา่ งร้ายแรงในมาตรา ๕๖/๑ เป็นต้น กฎหมายทเ่ี กยี่ วข้อง สิทธิและมาตรการทางกฎหมาย ข้อตกลงและหลักปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยประกอบด้วย พิธีสาร กฎหมายและปฏิญญาต่าง ๆ จ�ำนวนมาก โดยมีสาระส�ำคัญคือการคุ้มครองตามกฎหมายภายในเเละตามพันธกรณีระหว่าง ประเทศ ท้ังกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญเเละกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ อาทิ ประมวล กฎหมายอาญา พระราชบัญญัติป้องกันเเละปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบญั ญตั ปิ อ้ งกนั เเละปราบปรามการมสี ว่ นรว่ มในองคก์ รอาชญากรรมขา้ มชาต ิ พ.ศ. ๒๕๕๖ พระราชบัญญัติป้องกันเเละปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นต้น ซึ่งตามหลักการดังกล่าวเป็นการก�ำหนดแนวทาง การด�ำเนินการของรัฐไทยในการให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เเละ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมีการก�ำหนดพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามเเต่ละ พระราชบญั ญตั เิ ปน็ การเฉพาะ ในส่วนของกฎหมาย TVPA (Trafficking Victims Protection Act) ได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๐ เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือ
การค้ามนุษย:์ สถานการณ์และกลไกการแกไ้ ขปัญหา 87 ในการแกไ้ ขปญั หาการคา้ มนษุ ยข์ องสหรฐั อเมรกิ า โดยมกี ารจดั ตงั้ สำ� นกั งานเพอ่ื การตรวจสอบ และตอ่ สกู้ บั การคา้ มนษุ ย ์ (Office to Monitor and Combat Trafficking in Persons (J/TIP)) ข้ึนภายใต้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบและป้องกัน ปัญหาการค้ามนุษย์ทั้งภายในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ โดยหนึ่งในหน้าที่หลัก ของส�ำนักงาน TIP Office คือ การจัดท�ำรายงานเพื่อเสนอต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกาในเดือน มิถุนายนของทุกปี ซ่ึงสหรัฐอเมริกาจัดระดับประเทศต่าง ๆ ตามเกณฑ์ในกฎหมาย TVPA เปน็ ๔ ระดบั ไดแ้ ก่ ระดับที่ ๑ (Tier 1) คือ ประเทศที่ด�ำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่�ำ ตามกฎหมายของสหรฐั อเมรกิ า ทงั้ ดา้ นการปอ้ งกนั และบงั คบั ใชก้ ฎหมายตอ่ ตา้ นการคา้ มนษุ ย์ และการคุม้ ครองเหย่ือการค้ามนษุ ย์ ระดับที่ ๒ (Tier 2) คือ ประเทศที่ด�ำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานข้ันต่�ำ ตามกฎหมายสหรฐั อเมรกิ า แตม่ คี วามพยายามปรบั ปรงุ แกไ้ ข ระดบั ท ี่ ๒ ทตี่ อ้ งจบั ตามอง (Tier 2 Watch List) ซง่ึ ตอ้ งจบั ตามองเปน็ พเิ ศษ คลา้ ยกบั Tier 2 โดยมีจ�ำนวนเหยื่อการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น หรือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาล เพ่ิมความพยายามด�ำเนินการตอ่ ตา้ นการคา้ มนุษย์ ระดบั ท ่ี ๓ (Tier 3) คอื ระดบั ตำ่� สดุ หมายถงึ ประเทศทดี่ ำ� เนนิ การไมส่ อดคลอ้ ง กับมาตรฐานขั้นต�่ำตามกฎหมายสหรัฐอเมริกาและไม่มีความพยายามแก้ไข ซึ่งสหรัฐอเมริกา อาจพิจารณาระงับการให้ความช่วยเหลือท่ีมิใช่ความช่วยเหลือเพ่ือมนุษยธรรมและการค้าได้ รวมถึงอาจไม่ให้งบประมาณสนับสนุนแก่ลูกจ้างของรัฐบาลประเทศระดับท่ี ๓ (Tier 3) ในการเข้าร่วมโครงการแลกเปล่ียนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม คัดค้านความช่วยเหลือ ท่ีรัฐบาลประเทศนั้น ๆ อาจได้รับจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (International Monetary Fund–IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เกณฑ์ในการจัดระดับประเทศต่าง ๆ ใน TIP Report อ้างอิงถึงมาตรฐาน ขนั้ ตำ่� ในการขจัดการคา้ มนุษยต์ ามมาตรา ๑๐๘ ของกฎหมาย TVPA ไดแ้ ก่ ๑. รัฐบาลหา้ มไม่ใหม้ ีการคา้ มนุษย์ และมีการลงโทษหากมกี ารคา้ มนุษย์เกิดข้นึ ๒. รัฐบาลก�ำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและเพียงพอต่อการค้ามนุษย์ท่ีเก่ียวข้องกับ การแสวงประโยชน์ทางเพศ การค้ามนุษย์ที่มีเหยื่อเป็นเด็ก หรือการค้ามนุษย์ที่มีการข่มขืน การลกั พาตวั หรือท่มี เี หยอ่ื เสียชีวติ ๓. รฐั บาลก�ำหนดบทลงโทษทีร่ ุนแรงเพียงพอตอ่ การป้องกันไม่ใหเ้ กดิ การคา้ มนุษย์ และสะท้อนความรา้ ยแรงของความผิด
88 รฐั สภาสาร ปีท ี่ ๖๖ ฉบับที ่ ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ๔. รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการขจัด ปัญหาการคา้ มนษุ ย ์ ซึง่ มีหลกั เกณฑ ์ ดงั น้ี ๔.๑ มีการสืบสวนและดำ� เนนิ คดีต่อผกู้ ระทำ� ผิด ๔.๒ มีการคุ้มครองเหยื่อและช่วยเหลือเหย่ือในกระบวนการสืบสวนและ ด�ำเนินคดี ๔.๓ มีการก�ำหนดมาตรการป้องกันการค้ามนุษย์ เช่น การให้ข้อมูลและ ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสาเหตุและผลจากการค้ามนุษย์ การก�ำหนดอัตลักษณ ์ ของบุคคล (การจดทะเบียนการเกิดและการให้สัญชาติ เป็นต้น) และการป้องกันการใช้ แรงงานบงั คับหรอื แรงงานเดก็ ๔.๔ มีการร่วมมือกับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ เพ่ือสืบสวนและด�ำเนินคด ี ตอ่ ผกู้ ระท�ำผดิ ๔.๕ มีการส่งผู้กระท�ำผิดฐานค้ามนุษย์ข้ามแดนตามกฎหมายและความตกลง ระหว่างประเทศ ๔.๖ มีการเฝ้าระวังรูปแบบการเข้าออกเมืองเพื่อหาหลักฐานกรณีการค้า มนุษย์ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้ใช้ประโยชน์จากหลักฐานที่ได้รับในการสืบสวนและ ดำ� เนินคดตี ่อผกู้ ระทำ� ผดิ โดยคุ้มครองสทิ ธิของเหยอื่ ในการเดินทางเขา้ ออกประเทศของตน ๔.๗ มีการสืบสวน ด�ำเนินคดี และลงโทษเจ้าหน้าท่ีของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตอ่ การค้ามนษุ ย ์ รวมทง้ั มมี าตรการท่ีเหมาะสมต่อเจ้าหน้าท่ขี องรัฐท่เี พกิ เฉยตอ่ การค้ามนษุ ย์ ๔.๘ จำ� นวนเหยอ่ื การคา้ มนษุ ยท์ ไ่ี มใ่ ชป่ ระชากรของประเทศนน้ั ๆ มจี ำ� นวนนอ้ ย ๔.๙ มีการติดตามประเมินความพยายามตามข้อ ๔.๑–๔.๘ และแจ้งผล การประเมินใหส้ าธารณชนทราบเป็นระยะ ๔.๑๐ มีความคืบหน้าในการแกไ้ ขปญั หาการคา้ มนุษยจ์ ากปีท่แี ล้ว ๔.๑๑ มคี วามพยายามอยา่ งจรงิ จงั และตอ่ เนอื่ งเพอื่ ลดความตอ้ งการของการคา้ เพ่ือแสวงประโยชน์ทางเพศ และลดการมีส่วนร่วมของประชากรของประเทศนั้น ๆ ในการท่องเท่ียวเพ่ือแสวงประโยชน์ทางเพศ (ส�ำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สำ� นักวิชาการ, ๒๕๕๘, น. ๙-๑๐)
การค้ามนษุ ย์: สถานการณแ์ ละกลไกการแก้ไขปญั หา 89 กลไกความรว่ มมอื และการเจรจาผลกั ดนั การจดั ทำ� บนั ทกึ ขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศ ๑. กลไกความรว่ มมอื การด�ำเนินงานในระดับทวิภาคี ให้ความส�ำคัญในการเจรจาผลักดันการจัดท�ำ บันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศในระดับทวิภาคี โดยได้จัดท�ำกับประเทศเพื่อนบ้านซ่ึงเป็น ประเทศต้นทางของเส้นทางค้ามนุษย์ คือ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม และเจรจา หารือกับประเทศปลายทาง อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ และสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ เป็นต้น เพ่ือสร้างกลไกประสานความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้เสียหาย จากการค้ามนษุ ยแ์ ละปราบปรามขบวนการค้ามนุษยข์ ้ามชาติ การด�ำเนินงานในระดับอนุภูมิภาค ประเทศไทยได้ริเริ่มการประชุมระดับรัฐมนตรี ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงเรื่องการค้ามนุษย์ (Coordinated Mekhong Ministerial Initiative Against Trafficking - COMMIT) เมื่อปี ๒๕๔๗ ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม จีน (ยูนนาน) และไทย เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการประสานงาน การจดั ทำ� แผนปฏบิ ตั กิ าร รวมทงั้ ตดิ ตามประเมนิ ผลเรอ่ื งการดำ� เนนิ งานปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หา การค้ามนุษย์ภายในอนุภูมิภาคฯ โดยมีส�ำนักงานโครงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย ์ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงของสหประชาชาติ (UN Inter-Agency Project on Human Trafficking in the Greater Mekong Sub-region - UNIAP) เป็นฝ่ายเลขานุการ ต้ังอยทู่ ี่กรุงเทพมหานคร (นนทพรรณ ศรมี งั กร, ๒๕๕๓, น. ๒๑-๒๒) การด�ำเนินงานในระดับสากล ได้มีการก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization หรอื ILO) เมอ่ื ป ี ค.ศ. ๑๙๑๙ (พ.ศ. ๒๔๖๒) ซง่ึ เปน็ หน่วยงานช�ำนัญพิเศษในระบบของสหประชาชาติท่ีมีภารกิจเพ่ือแสวงความเป็นธรรม ทางสงั คมและสง่ เสรมิ การทำ� งานทมี่ คี ณุ คา่ สำ� หรบั ชายและหญงิ ทกุ ท ี่ โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ เชอื้ ชาต ิ เพศ มิติหญิงชาย หรือภูมิหลังทางสังคม ILO ท�ำงานสู่เป้าหมายนี้โดยผสมผสานการก�ำหนด มาตรฐานตา่ ง ๆ เขา้ กบั การใหค้ วามรว่ มมอื ทางวชิ าการและแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ปจั จบุ นั ILO ไดม้ อี นสุ ญั ญาทงั้ สน้ิ จำ� นวน ๑๘๘ ฉบบั (อนสุ ญั ญา ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ “Convention” หมายถึง สนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซ่ึงมีผลผูกพันตามกฎหมายหลังจากที่ให้สัตยาบันแล้ว) อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิกต่อเมื่อประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ฉบับนนั้ แล้ว (สรายทุ ธ ยหะกร, ๒๕๕๘, น. ๑๑๑)
90 รฐั สภาสาร ปที ่ี ๖๖ ฉบบั ที ่ ๖ เดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒. การเจรจาผลกั ดันการจัดทำ� บนั ทกึ ข้อตกลงระหวา่ งประเทศ ประเทศไทยในฐานะท่ีมีบทบาทน�ำในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย ์ ได้แสดงบทบาทส�ำคัญในการต่อต้านการค้ามนุษย์ภายในอาเซียนมาโดยตลอด โดยเฉพาะ การกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้กรอบปฏิญญาอาเซียนว่าด้วย ความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก (ASEAN Declaration Against Trafficking in Persons Particularly Women and Children) ซ่ึงประเทศไทย และประเทศสมาชิกอาเซียนอ่ืน ๆ ได้รับรองปฏิญญาอาเซียนฯ เมื่อปี ๒๕๔๗ โดยประเทศไทยร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดท�ำ อนสุ ญั ญาอาเซยี นวา่ ดว้ ยการปราบปรามการคา้ มนษุ ย ์ (ASEAN Convention on Combating Human Trafficking) ในปี ๒๕๕๐ ปัจจุบันก�ำลังอยู่ในระหว่างหารือจัดท�ำร่างอนุสัญญาฯ ดงั กลา่ ว การดำ� เนนิ งานในกรอบพหภุ าคแี ละตามพนั ธกรณรี ะหวา่ งประเทศ ประเทศไทยลงนาม ในอนุสัญญาสหประชาชาติเพ่ือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (UN Convention Against Transnational Organized Crime) เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๓ และลงนามพิธีสาร เพื่อป้องกัน ปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก (Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, Especially Women and Children) และพิธีสารเพ่ือต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานโดยทางบก ทะเล และอากาศ (Protocol Against the Smuggling of Migrants by Land, Sea and Air) เม่ือวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาและพิธีสารดังกล่าว เ น่ื อ ง จ า ก ก� ำ ลั ง อ ยู ่ ใ น ขั้ น ต อ น แ ก ้ ไ ข ป รั บ ป รุ ง ก ฎ ห ม า ย แ ล ะ ก า ร บั ง คั บ ใ ช ้ ก ฎ ห ม า ย ใ ห ้ เ อ้ื อ ตอ่ การปอ้ งกนั และปราบปรามการคา้ มนษุ ย ์ รวมถงึ องคก์ รอาชญากรรมขา้ มชาต ิ (นนทพรรณ ศรมี งั กร, ๒๕๕๓, น. ๒๑-๒๒) เม่ือวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ประเทศไทยได้ส่งมอบสัตยาบันสารไปยัง เลขาธิการอาเซียนเก่ียวกับอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรี และเด็ก ก�ำหนดให้การค้ามนุษย์ การมีส่วนร่วมในกลุ่มอาชญากรท่ีจัดตั้งในลักษณะองค์กร การฟอกทรัพย์สินท่ีได้จากการกระท�ำอาชญากรรม การฉ้อราษฎร์บังหลวง และการขัดขวาง ความยุติธรรม เป็นความผิดอาญา รวมท้ังก�ำหนดมาตรการและสาขาความร่วมมือ ในการป้องกันการค้ามนุษย์ การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และความร่วมมือ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศในเร่ืองทางอาญามีผลบังคับใช้แล้วต้ังแต่วันท่ี ๘ มีนาคม ๒๕๖๐
การคา้ มนุษย์: สถานการณ์และกลไกการแก้ไขปัญหา 91 ส�ำหรับแนวทางการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ส�ำหรับในประเทศไทยได้ก�ำหนด มาตรการและกลไก สรปุ ดงั แผนภาพที ่ ๑ การจัดท�ำพระราชบัญญัติฉบับต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง การจัดท�ำบันทึก ความเข้าใจท่ีรัฐบาลไทยลงนามร่วมกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน บันทึก Policy ข้อตกลงท่ีรัฐบาลไทยด�ำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เก่ียวข้อง และแนวทาง ทีเ่ ปน็ มาตรฐานในการด�ำเนนิ การ (Standard Operating Procedures: SOP) Prevention ๑. การใหก้ ารศกึ ษา ความร้คู วามเขา้ ใจตอ่ ปัญหาการค้ามนษุ ย์ ๒. การสร้างงานสร้างอาชีพผ่านโครงการพัฒนาในความรับผิดชอบ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย์ ๓. การด�ำเนินการผ่านโครงการความร่วมมือสหประชาชาติว่าด้วย การตอ่ ตา้ นการคา้ มนษุ ยใ์ นอนภุ มู ภิ าคลมุ่ แมน่ ำ้� โขง (UNIAP) องคก์ ารทนุ เพอ่ื เดก็ แหง่ สหประชาชาติ (Unicef) หรือองค์การช่วยเหลือเด็กแห่งสหราชอาณาจักร (Save the Children UK) เป็นต้น Prosecution กระบวนการในการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนสอบสวน ซ่ึงเป็นภารกิจหลักของเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) มีการจัดโครงการฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ในแง่ของความรู้ความเข้าใจเร่ืองของการคัดกรองแยกแยะเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ทักษะในการสืบสวนสอบสวนและการให้ความคุ้มครองในคดีการค้ามนุษย ์ โดยเน้นเร่อื งสิทธิของเหยอื่ จากการค้ามนษุ ย์อันเป็นท่ียอมรบั ในระดบั สากล Protection กระบวนการคมุ้ ครองเหยอ่ื นนั้ จะครอบคลมุ ขนั้ ตอนการดำ� เนนิ การทกุ อยา่ ง อันรวมไปถึงขั้นตอนการด�ำเนินคดีกับผู้กระท�ำความผิดฐานค้ามนุษย์ และ ยังอาจรวมไปถึงขั้นตอนการบ�ำบัดฟื้นฟูผู้ที่ตกเป็นเหย่ือการค้ามนุษย์ด้วย ทั้งน้ ี การปกป้องคุ้มครองเหย่ือน้ันเป็นหน้าที่ของส�ำนักป้องกันและแก้ไขปัญหา การค้าหญิงและเด็ก (สปป.) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยที่ทาง สปป. จะด�ำเนินการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการคัดกรองแยกแยะเหยื่อ จากการค้ามนุษย์ ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การคุ้มครองในทางกฎหมาย ระหว่างรอกระบวนการส่งกลับอย่างเป็นทางการ การรักษาสุขภาพ การจัดหา ทพี่ กั อาศัยช่วั คราว การส่งกลบั อยา่ งปลอดภยั เป็นตน้ ทีม่ า: โครงการความม่ันคงศึกษา, ๒๕๕๘, น. ๓๑-๓๖.
92 รฐั สภาสาร ปที ่ี ๖๖ ฉบับท่ี ๖ เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ บทวเิ คราะห์ จากกลไกการพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมาน�ำไปสู่การขาดความสมดุลระหว่าง การพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม ทำ� ใหเ้ กดิ ชอ่ งวา่ งทางสถานะเศรษฐกจิ และสงั คม ความเหลอื่ มลำ�้ ทางสังคม การกระจายผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียม ตลอดจนความเชื่อและค่านิยมต่าง ๆ ท�ำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบต่อเด็กและผู้หญิงที่เป็นกลุ่มอ่อนแอในสังคมด้วยการแสวงหา ประโยชน์จากกลุ่มท่ีอ่อนแอและขาดโอกาสในสังคมเหล่าน้ี ซึ่งรูปแบบการแสวงหาประโยชน์ ในลกั ษณะการคา้ มนษุ ยม์ ีหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกนั ดงั น ี้ ๑. การคา้ มนษุ ยเ์ พอ่ื แสวงประโยชนท์ างเพศ (Trafficking for Sexual Exploitation) เช่น การถูกหลอกหรือบังคับให้ท�ำงานบริการทางเพศ การค้าประเวณี การใช้สื่อลามก และ การค้ามนุษย์ การถูกกักขัง การถูกทารุณกรรมท้ังทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศ ซงึ่ ปรากฏในรปู แบบของการถกู ลกั พาตวั การซอ้ื ขายหรอื การบงั คบั เขา้ สตู่ ลาดทางเพศ โดยใน งานวิจัยของเนตรดาว เถาถวิล (๒๕๔๙, น. ๑๘๗-๑๘๘) เร่ืองเพศพาณิชย์ข้ามพรมแดน: ประสบการณ์ของหญิงลาวในธุรกิจบริการทางเพศในพรมแดนไทย-ลาว พบว่า ผู้หญิงลาว ทเ่ี ดนิ ทางขา้ มพรมแดนและทำ� งานเกยี่ วขอ้ งกบั การขายบรกิ ารทางเพศในพนื้ ทช่ี ายแดนสามารถ แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก ผู้หญิงลาวที่ถูกล่อลวงให้เดินทางข้ามพรมแดน โดยไม่รู้ว่างานที่ตนเองต้องท�ำเก่ียวข้องกับการขายบริการทางเพศ กลุ่มท่ีสอง ผู้หญิงลาว ท่ีเดินทางข้ามพรมแดนสู่ประเทศไทยโดยความสมัครใจเพ่ือท�ำงานอ่ืนและถูกล่อลวงหรือ บีบบังคับให้ขายบริการทางเพศ กลุ่มที่สาม ผู้หญิงลาวท่ีเดินทางข้ามพรมแดนสู่ประเทศไทย โดยสมคั รใจเพ่อื ขายบริการทางเพศ เปน็ ตน้ ๒. การค้ามนุษย์เพ่ือรับใช้งานบ้าน เป็นการท�ำให้ผู้หญิงและเด็กตกอยู่ในภาวะ ผูกมัดด้วยหนี้สินจากการกู้ยืมท่ีต้องเสียดอกเบี้ยสูงของผู้จัดหาและถูกบังคับใช้แรงงาน จากนายจ้าง แม้ลักษณะงานน้ันจะเป็นทางเลือกและไม่เหมาะสม ซ่ึงผู้หญิงและเด็กเหล่าน้ัน อาจถกู บงั คบั ใหท้ ำ� งานในโรงงานหรอื ในรา้ นอาหาร โดยรปู แบบของการยดึ หนงั สอื เดนิ ทาง กกั ขงั หน่วงเหน่ียว ยึดค่าข้าว คุกคามทางเพศ เป็นต้น โดยในงานวิจัยของสุขพัชรมณี กันแต่ง และพิษนุ อภิสมาจารโยธิน (๒๕๖๑, น. ๖๙) เร่ืองการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหต ุ ท่ีมีความสัมพันธ์กับการได้รับความรุนแรงทางด้านร่างกายของสตรีในจังหวัดพิษณุโลก ซ่ึงได้ กล่าวถึงสถานการณ์ ปัญหา และระดับความรุนแรงในประเทศกลุ่มอาเซียน พบว่า มีความ รุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีต่อสตรีซึ่งเช่ือมโยงกับแบบแผนความเชื่อ ประเพณี และ วัฒนธรรมในระบบชายเป็นใหญ่ โดยเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมที่น�ำ
การคา้ มนษุ ย:์ สถานการณ์และกลไกการแกไ้ ขปัญหา 93 ไปสู่การแสดงออกท่ีรุนแรงต่อผู้หญิง ได้แก่ ความรุนแรงภายในครอบครัว การท�ำร้าย ร่างกายสตรี การทุบตีภรรยา การข่มขืน การคุกคามทางเพศ การลวนลามทางเพศ การทารุณกรรมทางเพศ การท�ำอนาจาร การแทะโลมด้วยสายตา การบังคับให้แต่งงาน การฉุดกระทำ� ชำ� เรา และการทำ� แทง้ ทารกเพศหญงิ เปน็ ต้น ๓. การค้ามนุษย์เพื่อบังคับใช้แรงงาน (Trafficking for Labor Force) นกั คา้ มนษุ ยจ์ ะจดั หาและลกั พาโดยการหลอกลวงและการขม่ ข ู่ บงั คบั ใหผ้ ตู้ กเปน็ เหยอ่ื ทง้ั ผชู้ าย ผู้หญิง และเด็กท�ำงานในหลายประเภท เช่น เกษตรกรรม ประมง งานก่อสร้างและ งานรับใช้ในบ้าน รวมถึงงานที่ต้องใช้แรงงานอย่างไม่เหมาะสม ท�ำงานไม่มีวันหยุด ไม่ได ้ คา่ ตอบแทนหรอื ไดแ้ ตน่ อ้ ย แรงงานเหลา่ นจี้ ะไมม่ วี นั จา่ ยหนส้ี นิ ทย่ี มื มาไดห้ มด โดยในงานวจิ ยั ของกิรณี ธรรมภิบาลอุดม (๒๕๕๘, น. ๕๒) เร่ืองมาตรการทางกฎหมายในการป้องกัน การละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่การผลิต: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทย ได้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นมาตรการ การก�ำกับดูแลจากทางภาครัฐ ซ่ึงมักปรากฏในรูปแบบของมาตรการและกฎหมายทางอาญา โดยมุ่งลงโทษผู้กระท�ำความผิดตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ ด้วยข้อจ�ำกัดของทางภาครัฐ ท�ำให้การป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านการบังคับใช้แรงงานบังคับ และการแก้ปัญหา ดงั กลา่ วในภาคธรุ กิจนีไ้ ม่มีประสทิ ธภิ าพเทา่ ท่ีควร ๔. การคา้ มนษุ ยเ์ พอ่ื ไปเปน็ ขอทาน เปน็ ปรากฏการณท์ เ่ี พม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ ในอนภุ มู ภิ าค แม่น้�ำโขงท้ังเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการที่ถูกจัดหามาจากหมู่บ้านห่างไกลในชนบท จากในต่างประเทศ ซ่ึงเป็นพื้นท่ีที่ตนไม่มีความเข้าใจในภาษาท้องถ่ินและไม่มีความคุ้นเคย รวมทั้งไม่รู้เส้นทางต่าง ๆ และต้องอยู่ในสายตาของพวกนายหน้า ซ่ึงจะมารวบรวมเงินจาก การขอทาน โดยในงานวิจัยของไพรัช บวรสมพงษ์ (๒๕๕๙, น. ๗๐-๗๑) เรื่อง การจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบการแสวงหาประโยชน์จากการขอทาน ได้สะท้อน ให้เห็นว่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมท่ีเกิดข้ึน การแสวงหาประโยชน์จากมนุษย ์ ในลักษณะการน�ำคนมาขอทานหรือการบังคับขอทาน (Beggar Exploitation) ได้เกิดข้ึน แพร่หลายท่ัวโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีบริบทสังคมและวัฒนธรรมที่ดีงามว่าด้วย “การให้” การช่วยเหลือเก้ือกูลผู้ท่ีอ่อนด้อยกว่า ซ่ึงล้วนเป็นปัจจัยดึงดูดให้เกิดการน�ำพาบุคคลมาเป็น ขอทานท้ังในลักษณะสมัครใจหรือขู่เข็ญบังคับเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยกลุ่มนักค้ามนุษย ์ ท่ีด�ำเนินการกันอย่างเป็นขบวนการ ท�ำงานเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายท้ังในระดับชุมชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบุคคลในสังคมในฐานะ “ผู้ให้” ที่ท�ำให้ปรากฏการณ์ขอทานยังด�ำรง อยู่อย่างต่อเนอื่ ง
94 รัฐสภาสาร ปีที ่ ๖๖ ฉบับท ี่ ๖ เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ จากลักษณะและรูปแบบการค้ามนุษย์ข้างต้น สามารถวิเคราะห์โครงสร้าง ระบบ และสาเหตุได ้ ดังน้ี ๑. ความรนุ แรงเชงิ วฒั นธรรมผา่ นโครงสรา้ งทางสงั คมทช่ี ายเปน็ ใหญ ่ เกดิ การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบต่าง ๆ และการใช้ความรุนแรงทางตรงกลายเป็นเร่ืองธรรมดาหรือ ยอมรับได้ในสังคม อิทธิพลของปัจจัยทางวัฒนธรรม ท�ำให้คนในสังคมมองไม่เห็นว่า ปรากฏการณห์ ลาย ๆ อยา่ งทเ่ี กดิ ขน้ึ และดำ� รงอยเู่ ปน็ ความรนุ แรง (วราภรณ ์ มนตไ์ ตรเวศย,์ ๒๕๕๖, น. ๒๘๘) ๒. สถานการณ์ความยากจนจ�ำแนกเป็น ๔ มิติ คือ ๑) จนทรัพย์สิน คือ ขาดวัตถุปัจจัยในการด�ำรงชีวิต อันเป็นความเหลื่อมลํ้าท้ังในเชิงโครงสร้างรายได้ โครงสร้าง ของระบบการจัดเก็บภาษี และโครงสร้างการกระจายการถือครองที่ดินในฐานะที่ท่ีดินนั้น เป็นปัจจัยพื้นฐานของการผลิตในภาคเกษตรกรรมและเป็นปัจจัยพ้ืนฐานของความม่ันคง ดา้ นทอี่ ยอู่ าศยั ๒) จนโอกาส คอื ขาดโอกาสทจ่ี ะเขา้ ถงึ ระบบการศกึ ษา การบรกิ ารสาธารณสขุ การจัดสวัสดิการสังคม การบริการสาธารณะขั้นพ้ืนฐานและการถูกตัดขาดจากฐาน การกระจายทรัพยากรของสังคม ซ่ึงความจนในมิติของโอกาสเหล่าน้ีจะเป็นตัวแปรส�ำคัญท่ีน�ำ ไปสู่ความจนในมิติอ่ืน ๆ ๓) จนอ�ำนาจ คือ ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง ไร้อ�ำนาจต่อรอง ไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายและการตัดสินใจสาธารณะ และมักจะได้รับผลกระทบ จากการกระท�ำของผู้มีอ�ำนาจเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นอ�ำนาจรัฐหรืออ�ำนาจทางสังคม ๔) จนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือ การท่ีได้รับการดูถูกเหยียดหยาม ถูกบีบบังคับ ไม่เป็นท่ียอมรับของสังคมส่วนใหญ่ การได้รับการปฏิบัติในสังคมอย่างไม่เสมอภาค เช่น เพศ สผี วิ ชาตพิ นั ธ ์ุ ศาสนา อาชพี ฐานะทางเศรษฐกจิ -สงั คม การศกึ ษา และกระบวนการ ทางกฎหมาย (ไททัศน ์ มาลา, ม.ป.ป., น. ๒) ๓. ความอคติทางเช้ือชาติ อันเป็นผลผลิตจากการกระท�ำการทางประวัติศาสตร์ ที่ได้สร้างและผลิตซ้ําความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมไทยและแรงงานข้ามชาติ (วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์, ๒๕๕๖, น. ๒๙๓) อคติที่เกิดจากการน�ำมาตรฐานทางสังคมและวัฒนธรรม ของตนเองไปตัดสิน ประเมินค่าวิถีชีวิต ความเป็นมนุษย์ และวัฒนธรรมของผู้อ่ืนท่ีม ี ความแตกต่างจากของตนว่าต่�ำกว่า ซึ่งเป็นส�ำนึกท่ีหลงชาติตนเองว่าเหนือกว่าผู้อ่ืน (Ethnocentrism) ๔. ความไม่เป็นเอกภาพของการก�ำหนดนโยบายและการน�ำนโยบายไปปฏิบัติ เก่ียวกับการค้ามนุษย์ เนื่องจากการท�ำงานของหน่วยงานมีความทับซ้อนส่งผลในเชิง
การค้ามนุษย์: สถานการณ์และกลไกการแก้ไขปญั หา 95 การบริหารท่ีไม่สามารถติดตามการด�ำเนินงานตามนโยบาย และขาดระบบการรายงาน ติดตามอยา่ งตอ่ เนอื่ ง (ภทั ราวรรณ เวชชศาสตร์, ๒๕๕๘, น. ๗๓) นอกจากน้ีในเชิงของการบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ พบว่า ยังมีมาตรการที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาในประเทศไทย ท่ีสภาพปัญหามีความซับซ้อนและเช่ือมโยงกับเจ้าหน้าที่ และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน ที่เกิดขึ้นในทุกระดับล้วนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา ดังน้ันหากพิจารณาในเชิงนโยบาย ควรมีการก�ำหนดกฎหมายและมาตรการการลงโทษท่ีชัดเจนและครอบคลุมทุกการกระท�ำ ของผกู้ ระทำ� ผดิ และควรมกี ารกำ� หนดกระบวนการคมุ้ ครองและกลไกทช่ี ดั เจนสำ� หรบั ผใู้ หเ้ บาะแส และผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการให้ข้อมูลส�ำคัญจะช่วยให้เกิดความมั่นใจ และท�ำให้เกิด ความร่วมมือกันในทุกภาคสว่ นมากขนึ้ บทสรปุ ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นปัญหาที่ประชาคมโลกให้ความส�ำคัญและเร่งหามาตรการ เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหา เนื่องจากการค้ามนุษย์ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ข้ันพื้นฐานของมนุษย์ คุกคามความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ท�ำลายความมีเกียรติและ ศักด์ิศรีของมนุษย์ และด้วยความซับซ้อนทางสังคม ปัญหาการค้ามนุษย์จึงเป็นรูปแบบ ของการค้าทาสสมัยใหม่ (Modern day slavery) ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายใน ประเทศและภมู ภิ าค ตลอดจนความมั่นคงระหว่างประเทศ ดังนั้นกลไกการจัดการและลดปัญหาการค้ามนุษย์นั้น ทุกฝ่ายระดับควรมี ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชนเป็นแบบหุ้นส่วนของปัญหาร่วมกัน เพื่อให้เกิดลักษณะการท�ำงานท่ีสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน และปรับปรุงกลไก การติดตามและประเมินผลการด�ำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากข้ึนด้วยการเปิดโอกาสให้มี การตรวจสอบทั้งจากภายนอกและผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ลดความทับซ้อนของภาระหน้าท่ี ของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่เก่ียวข้อง ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ควรก�ำหนดมาตรการการลงโทษที่ชัดเจนและ ครอบคลุมทกุ การกระท�ำของผูก้ ระท�ำผดิ
96 รฐั สภาสาร ปีท่ี ๖๖ ฉบับท ่ี ๖ เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เอกสารอ้างองิ กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ และ เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล. (๒๕๕๘). สาระส�ำคัญและ ข้อสังเกตบางประการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบบั ท ่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘. วารสารวชิ าการมหาวทิ ยาลยั ปทมุ ธาน,ี ๗(๒), ๗๔-๘๓. กิรณี ธรรมภิบาลอุดม. (๒๕๕๘). มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการละเมิด สทิ ธมิ นษุ ยชนในหว่ งโซก่ ารผลติ : กรณศี กึ ษาอตุ สาหกรรมประมงของประเทศไทย. วารสารนิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, ๖(๒), ๕๒-๖๕. โครงการความม่ันคงศึกษา. (๒๕๕๘). การค้ามนุษย์ในไทย. กรุงเทพฯ: สแควร์ปร๊ินซ์ ๙๓. ไททัศน ์ มาลา. (ม.ป.ป). การเมอื งเรอื่ งความเหล่ือมลาํ้ ในสงั คมไทย: บทเรียน วิกฤต ิ และ ความท้าทาย. ม.ป.ท. นนทพรรณ ศรีมังกร. (๒๕๕๓). บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการต่อต้าน การค้ามนุษย์. วารสารสมาคมสหประชาชาติแห่งประเทศไทย, ๕๗, ๒๐-๒๕. เนตรดาว เถาถวิล. (๒๕๔๙). เพศพาณิชย์ข้ามพรมแดน: ประสบการณ์ของหญิงลาว ในธรุ กจิ บรกิ ารทางเพศในพรมแดนไทย-ลาว. วารสารสงั คมศาสตร,์ ๒, ๑๖๙-๒๐๒. พัทฐกร ศาสนะสุพินธ และคณะ. (๒๕๕๕). กระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติในประเทศไทย: ประเทศไทยเป็นประเทศต้นทาง. วารสารวิจัย มข., ๑๒(๑), ๑๐๒-๑๑๒. ไพรชั บวรสมพงษ.์ (๒๕๕๙). การจดั การปญั หาการคา้ มนษุ ยใ์ นรปู แบบการแสวงหาประโยชน์ จากการขอทาน. วารสารกระบวนการยตุ ธิ รรม, ๙(๓), ๖๗-๙๐. ภัทราวรรณ เวชชศาสตร์. (๒๕๕๘). แนวทางการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์อย่างบูรณาการ. วารสารสถาบนั วิชาการปอ้ งกนั ประเทศ, ๖(๔), ๖๗-๘๑. เมขลา วุฒิวงศ์ และ สีดา สอนศรี. (๒๕๕๖-๒๕๕๗). การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน: การสรา้ งกำ� แพงหรอื สะพานของการคา้ มนษุ ย.์ วารสารการเมอื งการปกครอง, ๔(๑), ๒๕๖-๒๗๖. วราภรณ ์ มนตไ์ ตรเวศย.์ (๒๕๕๖). แรงงานตา่ งดา้ วในภาคประมงกบั ความรนุ แรงเชงิ วฒั นธรรม. ด�ำรงวิชาการ, ๑๒(๒), ๒๘๑-๓๐๖. สนิท สัตโยภาส. (๒๕๕๙). แรงงานต่างด้าวกับความม่ันคงทางสังคม. วารสารบัณฑิตวิจัย, ๗(๑), ๑๙๓-๒๐๗.
การคา้ มนษุ ย:์ สถานการณแ์ ละกลไกการแก้ไขปัญหา 97 สรายุทธ ยหะกร. (๒๕๕๘). การคา้ มนษุ ย์ในประเทศไทย. วารสารอิเลก็ ทรอนกิ ส์การเรียนรู้ ทางไกลเชิงนวตั กรรม, ๕(๒), ๑๐๖-๑๑๘. ส�ำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. ส�ำนักวิชาการ. (๒๕๕๘). การป้องกันปราบปราม การค้ามนุษย์: วาระแหง่ ชาต.ิ กรุงเทพฯ: สำ� นกั วิชาการ. สขุ พัชรมณ ี กนั แตง่ และ พิษน ุ อภิสมาจารโยธิน. (๒๕๖๑). การวเิ คราะห์ปจั จยั เชงิ สาเหต ุ ที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับความรุนแรงทางด้านร่างกายของสตรีในจังหวัด พษิ ณุโลก. วารสารส�ำนักหอสมุด มหาวิทยาลยั ทักษิณ, ๗, ๖๗-๙๐.
ทม่ี า: http://www.motorival.com/... ข้อพิจารณาว่าด้วยหลักการพ้ืนฐานของรัฐธรรมนญู ญี่ปุ่น กิตติศกั ดิ ์ หนชู ัยแก้ว* บทน�ำ ประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นประเทศท่ีเป็นรัฐเดี่ยว มีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นประเทศแรกใน ทวีปเอเชียที่มีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเอง โดยรัฐธรรมนูญของประเทศญ่ีปุ่นนับเป็นผลผลิต ท่ีส�ำคัญในการปฏิรูปการเมืองการปกครองในสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิในสมัยเมจิ โดยรัฐธรรมนูญของประเทศญ่ีปุ่นฉบับน้ันแม้ว่าจะไม่ได้ให้สิทธิเสรีภาพอันถือเป็นพ้ืนฐานของ * นิติศาสตรบัณฑิต, รัฐศาสตรบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง, ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมาย มหาชน) สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร์
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164