๙๙ ในขอเท็จจริงแลว ความขัดแยงที่เกิดข้ึนภายในเพื่อเตรียมการสําหรับการท่ีตองรับมือตอการ เผชิญหนาของภัยคุกคามจากภายนอกน้ัน สามารถเปนปจจัยสําคัญใหเกิดความสมานสามัคคี ภายในสังคมไดเชน กนั (Ahamed, 2013, p.99-102) เมอ่ื พจิ ารณาจากการนยิ ามความหมายของความขดั แยง อาจจะกลา วไดว า ความขดั แยง เกิดจากความไมลงรอยกัน เนื่องจากการมีความจํากัดของทรัพยากรท่ีเปนประโยชน ประกอบกับโครงสรางทางสังคมมนุษยท่ีตองมีการแขงขัน ซ่ึงความขัดแยงที่เกิดข้ึนได ตองประกอบไปดว ย (๑) ความไมล งรอย (๒) การกระทํา (๓) ผแู สดงบทบาท ดังนั้น ความขัดแยง จงึ ถือเปน ปรากฏการณทางสงั คมอยางหนึง่ ซ่งึ มผี แู สดงบทบาทไมน อยกวา ๒ ผูแสดงบทบาท หรอื ๒ คกู รณี ทีพ่ ยายามตอสแู ขงขนั เพื่อใหไดม ีสิทธิประโยชนใ นสถานการณเ ดียวกัน อยางไร ก็ตามความขดั แยง ท่เี กิดขน้ึ ไมจาํ เปน เสมอไปทจี่ ะตอ งเปน ความรนุ แรง แตสามารถถกู สรางขึ้น ในลักษณะท่ีเปนไปในทางการพัฒนาใหเกิดการสรางสรรค และเปนผลใหเกิดความ เปล่ียนแปลงที่เปนประโยชนได ขณะเดียวกันความขัดแยงท่ีเกิดข้ึนภายในที่ตองหาทางรับมือ กับการท่ีตองเผชิญหนากับภัยคุกคามจากภายนอกสามารถสรางความสามัคคีภายในสังคมได แตท้ังน้ี ความขัดแยงท่ีแสดงใหเห็นไดอยางชัดแจงน้ันตองประกอบดวยท้ังการแสดงออก และความไมล งรอย จาการศึกษาความหมายของความขัดแยงขางตน องคประกอบที่จําเปนตอง ทําความเขาใจอีกประเด็นสําคัญคือ ประเด็นมูลเหตุของความขัดแยง (Causes of Conflict) ซ่ึงถือเปนองคประกอบสําคัญที่จะเขาใจองครวมของความขัดแยง มูลเหตุของความขัดแยง สามารถใชเปนตัวกําหนดปจจัยของความเปนไปไดในการสนับสนุนใหเกิดสันติภาพเกิดขึ้นได มลู เหตุของความขัดแยงสามารถอธบิ ายเพิ่มขึน้ ได ดังน้ี (๑) มลู เหตโุ ครงรา ง (Structural Causes) คอื ปจ จยั ตา ง ๆ ทม่ี อี ยา งแพรห ลาย ซง่ึ ได นาํ มาสรา งสรรคน โยบาย โครงสรา ง และรากฐานของสงั คม รวมถงึ อาจเปน ตวั สรา งใหเ กดิ เงอ่ื นไข สาํ หรบั ความขดั แยง อยา งรนุ แรงทเ่ี กดิ ขน้ึ กอ นหนา ซง่ึ มลู เหตโุ ครงรา งของความขดั แยง ไดแ ก กรณี รฐั บาลทขี่ าดความชอบธรรมทางกฎหมาย การขาดการใหม สี ว นรว มทางการเมอื ง การขาดการ สรางใหเกิดความเทาเทียมทางโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม การขาดการจัดสรรในการเขาถึง ทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยา งเทา เทยี ม การขาดธรรมาภบิ าล (๒.) มลู เหตใุ กลช ดิ (Proximate Causes) คอื ปจ จยั ตา งๆ ทน่ี าํ ไปสสู ภาพทท่ี าํ ใหเ กดิ ขนึ้ ความขดั แยง อยา งรนุ แรงหรอื ทาํ ใหเ พม่ิ ความขดั แยง ทรี่ นุ แรงขนึ้ ไปอกี บางครง้ั เปน ลกั ษณะเฉพาะ ทป่ี รากฏขน้ึ ในปญ หาทม่ี ซี บั ซอ นมากขน้ึ ซงึ่ มลู เหตใุ กลช ดิ ในความขดั แยง ไดแ ก กรณสี ว นทร่ี กั ษา
๑๐๐ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นพฤษภาคม - มถิ นุ ายน ๒๕๖๒ ความมน่ั คงทไี่ มส ามารถควบคมุ ได การแพรก ระจายอาวธุ เบา การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน บทบาทใน สภาพทไี่ รค วามมน่ั คงของประเทศเพอื่ นบา น และบทบาททเ่ี กดิ ขนึ้ ของการอพยพพลดั ถน่ิ (๓) ตวั กระตนุ (Trigger) คอื การกระทาํ ทถ่ี อื เปน ปจ จยั สาํ คญั ทเ่ี ฉพาะเจาะจง เหตกุ ารณ หรอื การคาดการณล ว งหนา ซง่ึ ทาํ ใหม คี วามขดั แยง อยา งรนุ แรงจะเกดิ ขน้ึ หรอื เพมิ่ ความขดั แยง อยา งรนุ แรงขนึ้ ไปอกี ซง่ึ ตวั กระตนุ ไดแ ก การเลอื กตง้ั การจบั กมุ หรอื การลอบสงั หารผนู าํ คนสาํ คญั หรอื ผมู บี ทบาททางการเมอื ง ยาเสพตดิ การลม สลายของคา เงนิ ทอ งถนิ่ อยา งรวดเรว็ รฐั ประหาร ภาวการณว า งงานทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา งรวดเรว็ นา้ํ ทว ม ราคาทเี่ พม่ิ ขน้ึ หรอื การขาดแคลนในสนิ คา สาํ คญั พนื้ ฐาน การเคลอ่ื นยา ยเงนิ ทนุ หนอี อกนอกประเทศ (Capital Flight) โดยทงั้ มลู เหตุ และปจ จยั ทมี่ คี วามสาํ คญั ตา ง ๆ นี้ ถอื เปน ตวั สง เสรมิ ใหเ กดิ ความ ขดั แยง และสนั ตภิ าพ ดงั นน้ั จงึ ถอื วา มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ทตี่ อ งทาํ ความเขา ใจถงึ ความขดั แยง ตา ง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ วา เปน ปรากฏการณท ม่ี เี หตผุ ลอนั หลากหลาย และมมี ติ ทิ ม่ี คี วามหลากหลาย โดยไมม ี มลู เหตขุ องความขดั แยง ใดทมี่ คี วามเฉพาะเจาะจง จงึ มคี วามจาํ เปน ทจ่ี ะตอ งสรา งความเชอ่ื มโยง และการเสริมสรางความเขาใจรวมกันระหวางมูลเหตุ และปจจัยท่ีมีความสําคัญตาง ๆ นี้ เพอื่ จาํ แนกขอบเขตความสามารถทจี่ ะดาํ เนนิ การแทรกแซง หรอื จดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั ในมลู เหตุ และปจ จยั ทมี่ คี วามสาํ คญั ตา ง ๆ ทง้ั น้ี ความขดั แยง ทม่ี กี ารขยายขอบเขตกวา งขนึ้ จะทาํ ใหเ กดิ แนวโนม ในการสรา งมลู เหตคุ วามขดั แยง ใหม ๆ เกดิ ขนึ้ ดว ย ตวั อยา งเชน การแพรก ระจายของอาวธุ เศรษฐกจิ ดา นสงคราม วฒั นธรรมความรนุ แรง เปน ตน ซงึ่ ดงั กลา วทาํ ใหค วามขดั แยง เกดิ ขนึ้ ตอ ไป อยา งยดื เยอื้ (International Alert, 2004, p.3) ประเดน็ พลวตั ความขดั แยง (Conflict Dynamics) เนอ่ื งจากความขดั แยง เปรยี บ เสมอื นกบั เปน ปรากฏการณท างสงั คมทม่ี กี ารเคลอื่ นไหวดว ยตวั ของมนั เองอยา งมพี ลงั โดยจะถกู อา งถงึ เมอ่ื คกู รณตี า งๆไดก ลา ววา พวกเขาไรซ งึ่ ทางเลอื ก พลวตั ความขดั แยง จงึ กลายเปน ตวั ทไ่ี ด ลบลา งการกระทาํ ในความเปน ไปไดอ นื่ ๆ ทง้ั หมด และถกู กลา ววา ไดท าํ ใหฝ า ยคกู รณอี กี ฝา ยหนง่ึ ไมม ที างเลอื ก ซงึ่ ทาํ ใหท งั้ สองฝา ยยงั คงมกี ารดาํ เนนิ การความขดั แยง อยา งตอ เนอื่ ง โดยเปน การ ตอบโตก นั ซง่ึ เปน การเพมิ่ ระดบั ความคกุ คาม หรอื ความรนุ แรงขนึ้ (Wallensteen, 2012, p. 34-37) ตามแนวทางพลวัตท่ีเกิดขึ้นอาจจะทําใหเกิดการเขามารวมมือกัน หรือแตกแยก กันออกไป ทั้งน้ี เกิดจากประเด็นในเรื่องดุลยภาพ ซึ่งการสูญเสียดุลยภาพน้ันยอมกอใหเกิด การเคลอื่ นไหวผา นไปสปู ระเดน็ ในเรอ่ื งความเทา เทยี มกนั ทอ่ี ยกู อ นหนา เมอื่ องคป ระกอบตา งๆ ของระบบสูญเสียความสามารถในการปฏิสัมพันธระหวางกันทางดุลยภาพแลว คูกรณีตาง ๆ จะประสบกับการหยุดลง หรือชะงักลงในแบบแผนการปฏิสัมพันธตามแบบเดิมตามปกติ
๑๐๑ ตอมาจากน้ันจะเกิดระบบใหมข้ึนโดยเปนแบบแผนซึ่งระบบเกาจะไมสามารถใชไดอีกตอไป ตวั อยา งเชน ความสมั พนั ธท เี่ ปน ปรปก ษร ะหวา งสหรฐั อเมรกิ ากบั เกาหลเี หนอื ในป ค.ศ. ๒๐๐๐ และในป ค.ศ. ๒๐๐๖ เกาหลเี หนอื ไดท ดลองอาวธุ นวิ เคลยี ร ทาํ ใหเ กดิ ความขดั แยง อยา งรนุ แรง ระหวา งสหรฐั อเมรกิ าและเกาหลเี หนอื แตต อ มากไ็ ดม นี โยบายผอ นคลายความตงึ เครยี ดระหวา ง สหรฐั อเมรกิ ากบั เกาหลเี หนอื ลง เมอื่ ไดม กี ารเกดิ การเจรจาระหวา งสองฝา ยขนึ้ ไดม กี ารยกเลกิ ควา่ํ บาตรทางการเงนิ ของสหรฐั อเมรกิ าทม่ี ตี อ เกาหลเี หนอื ดงั กลา วถอื เปน การสรา งดลุ ยภาพใหม ซ่ึงทําใหกลับเขาสูสภาวะปกติอันเปนชองทางการติดตอสื่อสารระหวางกัน (Ho-Wan, 2008, p. 136-137) ดังน้ัน หากพิจารณาถึงพลวัตความขัดแยงแลว ถือไดวาเปนปรากฏการณทาง สังคมที่มีการเคล่ือนไหวอยางตอเน่ืองโดย คูกรณีที่มีความขัดแยงตางจะอางวาแตละฝายน้ัน ไรซ่ึงทางเลือกในการท่ีจะดําเนินการ ทําใหแตละฝายไดมีการตอบโตกันไปมาจนนําไปสูความ รุนแรงและการคุกคามกันมากข้ึน ขณะเดียวกันมีกรณีเก่ียวกับประเด็นดุลยภาพท่ีแตละฝาย ถือครองอยูระหวางกันดวย เพราะถาดุลยภาพในการปฏิสัมพันธระหวางกันเปล่ียนแปลงไป ก็จะเกิดแบบแผนการปฏิสัมพันธระหวางกันในรูปแบบใหมเกิดขึ้นมา ซึ่งอาจจะทําใหเกิดความ ขดั แยง เพ่ิมข้นึ หรอื ไมก ท็ ําใหเ กดิ ความรวมมอื ระหวา งกันขึ้น ทง้ั น้ี สิง่ ทีท่ าํ ใหเ กดิ พลวัตในความ ขัดแยง ไดต อ งเกดิ จากผแู สดงบทบาทในความขดั แยง (Actors in Conflict) และบทบาทพเิ ศษ ตาง ๆ ของรฐั (The Special Roles of the State) ในการดาํ เนนิ การความขดั แยง หากพิจารณาผูแสดงบทบาทในความขัดแยงท่ีสําคัญสําหรับวิเคราะหความขัดแยง คือตัวรัฐ (States) นอกจากนี้ยังมีผูแสดงบาทบาทที่ไมใชรัฐดวย (non-state actors) และ การกระทําตาง ๆ ที่เปนความรุนแรงท่ีถูกทําขึ้นโดยฝายหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธของผูแสดง บทบาทท่ีไมใชตัวรัฐท่ีอาจจะสรางใหเกิดคุณลักษณะที่ทําใหเกิดความแตกตางได แตตัวแสดง บทบาทดังกลาวน้ันจะมีแนวโนมตอการสรางผลกระทบตอระบบกฎหมายของประเทศ และ อาํ นาจของรัฐ (Wallensteen, 2012, p. 62-63) และหากกําหนดนิยามของ “ผูแสดงบทบาท ในความขัดแยง (Actors in Conflict)” คือ ผูท่ีเขาไปมีสวนรวมปฏิสัมพันธหรือไดรับ ผลกระทบจากความขัดแยง ทั้งนี้สามารถเปนไดทั้งปจเจกชน กลุม หรือสถาบันท่ีทําใหเกิด ความขัดแยง หรือไดร ับผลกระทบจากความขัดแยง ท้ังในการกระทาํ ไมว า จะเปน แงบ วกและ แงล บ เชน เดยี วกบั เขา ไปมสี ว นรว มในการจดั การความขดั แยง ผแู สดงบทบาทมคี วามแตกตา งกนั ในเปา หมายของตวั เองเชน เดยี วกบั ในเรอ่ื งผลประโยชน สภาพของผแู สดงบทบาท ความสามารถ เพ่ือทําใหผลประโยชนสามารถเกิดข้ึนจริงไดสําหรับตนเอง และความสัมพันธกับผูแสดง
๑๐๒ รัฐสภาสาร ฉบับเดือนพฤษภาคม - มถิ นุ ายน ๒๕๖๒ บทบาทอ่นื ๆ ซ่งึ หากพิจารณาถึงความหมายของ “ผลประโยชน (interests)” ของผูแสดงบทบาท คือ แรงจูงใจที่แทจริงของผูแสดงบทบาท (ไมวาจะเปนความสัมพันธ เปาหมาย ความคาดหวัง และความกลัว) ความหมายของ “เปาหมาย (Goal)” ของผูแสดงบทบาทคือ ยุทธศาสตร ซึ่งผูแสดงบทบาทใชดําเนินการเพ่ือใหเกิดผลประโยชนกับตน สวนความหมายของ “สภาพ (Positions)” ของผูแสดงบทบาท คือ การแกไขปญหาที่ถูกเสนอโดยผูแสดงบทบาทตาง ๆ อันเปนปจ จยั สาํ คัญ หรือประเด็นท่ไี ดบ งั เกดิ ข้ึนในสภาพแวดลอ มทีถ่ กู เสนอขน้ึ มา โดยไมค ํานึง ถงึ ผลประโยชน และเปาหมายของคนอื่น ๆ และความหมายของ “ความสามารถ (Capacities)” ของผูแสดงบทบาท คือ ศักยภาพของผูแสดงบทบาทที่มีผลกระทบตอสภาวะแวดลอม ท้งั ในดา นบวก และดา นลบ ศักยภาพน้สี ามารถถกู กาํ หนดในขอบเขตของการเขา ถึงทรพั ยากร เครอื ขา ยทางสงั คม และองคป ระกอบอน่ื ๆ ทไ่ี ดร บั การสนบั สนนุ และพนั ธมติ รอน่ื ๆ ดว ย เปน ตน ในสว นความสัมพันธข องผูแ สดงบทบาทคอื ปฏิสมั พันธระหวา งผแู สดงบทบาทในระดบั ตา ง ๆ และทศั นคติของผแู สดงบทบาทในการปฏิสมั พนั ธน้นั ท้ังน้ี ไดมีการจําแนกโดยศึกษาผูแสดงบทบาทตางๆ ที่มีความสัมพันธกับระดับ การดําเนินปฏิบัติการ ท้ังระดับรากฐาน (Grassroots) ระดับกลาง (Middle Level) ระดับสูง (Top Level) โดยหลกั แลว ทฤษฏกี ารเปลย่ี นแปลงความขัดแยง (Conflict Transformation Theory) ไดใ หความสาํ คญั อยางมากตอ เหลา ผนู ําระดบั กลาง เพราะผูนาํ ระดงั กลางจะเปน ผูที่มบี ทบาท เรงใหเกิดการประสานสัมพนั ธผ านไปสทู ัง้ ระดับรากฐานและระดบั สูง ในบางกรณี ถอื วา มคี วาม สําคัญท่ีใชพิจารณาความสัมพันธระหวางผูแสดงบทบาทหรือกลุมตาง ๆ ในหลายระดับและ ใชพิจารณาวาผูแสดงบทบาทหรือกลุมตางๆ ท่ีมีอยูหลายระดับน้ีสามารถสงผลกระทบตอพลวัต ความขัดแยงอยางไร แตสิ่งท่ีควรใหความสนใจมากท่ีสุดคือ ผูทําใหเกิดความเสียหาย (spoiler) ตัวอยางเชน กลุมท่ีมีความเฉพาะเจาะจงกับที่ตองการรักษาผลประโยชนตามสถานะเดิม ซ่งึ เปน การดําเนนิ การในแงล บของตวั เองไว ถาไมไดมกี ารจัดการปญหาโดยการมแี ผนเคาโครง การดําเนินงานในทางยุทธศาสตรเพื่อปองปรามที่เหมาะสมแลว กลุมน้ีจะกลายเปนอุปสรรคหนึ่ง ตอการเร่ิมตนดําเนินการทางสันติภาพ ดังกลาวจึงถือมีความสําคัญเชนเดียวกันที่จะตอง พิสูจนขอเท็จจริงในเร่ืองความสามารถของสถาบันท่ีดํารงอยูสําหรับดําเนินการทางดาน สันติภาพ และเพื่อกําหนดจุดเริ่มตนของการปฏิบัติการใหชัดเจนยิ่งข้ึนในการจัดการปญหา อันเปนมูลเหตุของความขัดแยงท่ีมีความรุนแรง ความสามารถในการสรางสันติภาพนั้น เกี่ยวของกับกับสถาบัน องคการ กลไกและกระบวนการในสังคมเพื่อจัดการกับปญหาความ ขัดแยงและความแตกตางในเรื่องผลประโยชน โดยเฉพาะอยางย่ิง ผูแสดงบทบาทแตละ
๑๐๓ สวนตอ งถกู ประเมนิ ในเรอื่ งทเี่ กยี่ วขอ งกบั ความสามารถของตวั เองสาํ หรบั จดั การกบั ความขดั แยง ความชอบธรรมของตวั เอง ทา ทขี องการเขา ไปมสี ว นรว มของตวั เอง และบทบาทความเปน ไปไดข อง ตวั เองทส่ี ามารถทจี่ ะยอมรบั ถงึ การปรบั เปลย่ี นได (International Alert, 2004, p.4) เมอ่ื พจิ ารณาถงึ ผแู สดงบทบาทในความขดั แยง สถาบนั หรอื องคก รทมี่ บี ทบาทสาํ คญั ในการขดั แยง ทางสงั คมมากทส่ี ดุ คอื “รฐั ” เนอ่ื งจาก รฐั มอี าํ นาจในการกาํ หนดนโยบายตา ง ๆ งบประมาณ กาํ ลงั คน แนวทางการปฏบิ ตั ิ ซง่ึ มผี ลกระทบตอ ประชาชนในสงั คม จนสามารถทาํ ให เกิดพลวัตความขัดแยงที่ดําเนินการตอไป ท้ังน้ี หากพิจารณา “บทบาทพิเศษตาง ๆ ของรัฐ (The Special Roles of the State)” ในการดําเนนิ การความขัดแยง อาจกลา วไดวา ในฐานะท่รี ัฐ ถือเปนผูแสดงบทบาทโดยมีอํานาจชอบธรรมทางกฎหมายที่อาจสรางใหเกิดความรุนแรงใน สังคมได ดังน้ัน อาจพจิ ารณาไดวารัฐสามารถทําใหเกิดความขัดแยง ในสังคมได หรือควบคุม จํากัดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม นอกบทบาทรัฐยังมีเร่ืองเกี่ยวกับการดําเนินการดานภาษี อากร การถือครองกรรมสิทธ์ิในท่ีดินแตเพียงผูเดียว และแนวความคิดอุดมการณดวย ท้ังน้ี สามารถจาํ แนกบทบาทของรฐั ในแงการถอื ครองกรรมสิทธแิ์ ตเพียงผูเดยี วดังตอไปน้ี (๑) รัฐเปน ผมู กี รรมสทิ ธิแ์ ตเพียงผเู ดยี วในการเกบ็ ภาษี (๒) รฐั ถือเปน ผมู ีกรรมสทิ ธ์ิโดยเปน ผูมอี าํ นาจทาง กฎหมายแตเพียงผูเดียวเหนือดินแดน ท้ังน้ี รัฐบาลกลางมีภาระหนาที่หลักตอการสนับสนุน การดําเนินการในบริเวณเขตแดนของตน โดยไมวาจะเปนการรักษาความม่ันคงสนับสนุน ทางการเศรษฐกิจขามแดนระหวางประเทศเพื่อนบาน (๓) รัฐถือเปนผูมีกรรมสิทธิ์แตเพียงผูเดียว ในการสรางแนวคดิ อุดมการณ ทั้งนี้ รฐั ไดด ําเนนิ การจดั การผานระบบทางการศึกษา ซ่งึ ถอื วา เปนผูดําเนินการริเริ่มในการสรางทัศนะอยางเปนทางการวาสิ่งใดท่ีรัฐตองการกําหนดในเกิด ทัศนคติ แนวคดิ ใหเกดิ ขึ้นในสังคม ซึ่งรัฐมสี ว นสาํ คญั ท่ีจะกาํ หนด หรอื เผยแพรแนวความคิด ตา งๆ ในสังคม ซ่ึงไมวาจะเปน ท้งั ในสวนประวัตศิ าสตร การเสรมิ สรางคานิยมของรัฐ และ สรางมโนทัศนอันเปนมายาคติ ซึ่งดังกลาวถือเปนการสรางความชอบธรรมในการมีอยูของ รัฐ (๔) รฐั ถือเปนผมู กี รรมสทิ ธิ์แตเพยี งผูเดยี วในการใชอํานาจทางกฎหมายในการมีกองกําลงั ไมวาจะเพื่อปกปองรักษาความมั่นคงในประเทศ ใหประเทศมีความปลอดภัยจากภัยคุกคาม ทอ่ี าจจะสง ผลกระทบใหร ฐั เกดิ ความเสยี หายได บทบาทดงั กลา วทงั้ หมดอาจจะทาํ ใหร ฐั เปน ผแู สดงบทบาทสาํ คญั ตอ การสรา งความ ขัดความขัดแยงที่เกิดขึ้นได โดยรัฐสามารถใชเครื่องมืออันเปนประโยชนสําหรับตัวรัฐเองคือ การกาํ หนดนโยบายในทางการบรหิ ารประเทศ การจดั กองกาํ ลงั การเกบ็ ภาษี ฯลฯ อยา งไรกต็ าม อํานาจของรัฐในการถือครองอํานาจแตเพียงผูเดียวยอมถูกทาทายจากกลุมผูท่ีมีความขัดแยง
๑๐๔ รฐั สภาสาร ฉบบั เดือนพฤษภาคม - มิถนุ ายน ๒๕๖๒ กับอํานาจรัฐ ดังนั้น จึงขึ้นอยูกับขอจํากัดของรัฐในความมีศักยภาพในการดําเนินการในฐานะ เปนผูมีสิทธิชอบธรรมทางกฎหมายในการดําเนินการจัดการไดหรือไม ท้ังน้ี หากรัฐเกิดสภาวะ ทางอํานาจท่ีออนแอมาก จะเกิดพลวัตที่หลากหลายเกิดข้ึนมาทาทายอํานาจรัฐได ดังกลาว ยอ มสง ผลใหร ฐั ไมอ าจจะสามารถใหค วามคมุ ครองทางการดาํ เนนิ การทางกฎหมายภายในรฐั ได ดังน้ัน การรักษาอํานาจของรัฐในฐานะเปนผูถือครองกรรมสิทธิ์แตเพียงผูเดียวทั้ง ๔ ประการ รัฐตองพยายามสรางใหมีความชอบธรรมทางกฎหมายในการคุมครอง ดูแล และสรางความ ปลอดภัยโดยทําใหเปนท่ีพึงพอใจแกประชาชนในประเทศใหมากท่ีสุดจนไมทําใหเกิดความขัด แยงจนทําใหเกิดกลุมตอตานอํานาจรัฐ ดังนั้น จึงถือเปนความทาทายสําคัญของรัฐที่จะตอง ดําเนินการโดยใชเคร่ืองมือตางๆ ที่รัฐมีในทางนโยบายเพื่อใหมีประสิทธิภาพบรรลุผลตอไป (Wallensteen, 2012, p. 64-66) จากการศึกษาองคประกอบของความขัดแยงท่ีกลาวมาขางตน แสดงใหเ หน็ วา การ ที่จะวิเคราะหความขัดแยงท่ีเกิดข้ึนในปญหาของประเทศใดประเทศหน่ึงยอมจะมีองคประกอบ ของความขดั แยง ทมี่ กี ารเกย่ี วขอ งเชอ่ื มโยงกนั กลา วคอื ในความขดั แยง ทเี่ กดิ ขน้ึ ในกรณใี ดกรณหี นง่ึ ยอ มจะมผี แู สดงบทบาทในความขดั แยง ไมว า จะเปน ตวั “รฐั ” โดยเฉพาะบทบาทพเิ ศษตา ง ๆ ของรฐั ทด่ี าํ เนนิ นโยบายจนใหเ กดิ ความขดั แยง หรอื ไมใ ชร ฐั ทท่ี าํ ใหเ กดิ ความขดั แยง เกดิ ขนึ้ ขณะท่ี มูลเหตุของความขัดแยงถือเปนองคประกอบท่ีจะทําใหเขาใจองครวมของความขัดแยงวามี รากฐานเคาโครงมูลเหตุและปจจัยของความขัดแยงเกิดข้ึนมาไดอยางไร และเพราะเหตุอันใด กอใหเ กดิ ลักษณะลกุ ลามรนุ แรงเพิ่มข้นึ ไป ซ่งึ มลู เหตุในความขัดแยงเมือ่ ศึกษาแลวจะพบวา มูลเหตุ ของความขัดแยงจะไมมีลักษณะท่ีเฉพาะเจาะจงในปญหาใดปญหาหนึ่ง กลาวคือเมื่อเกิด ความขัดแยงแลว จะเกิดมีมูลเหตุที่มีลักษณะขยายขอบเขตกวางขึ้นหลายมูลเหตุของความขัด แยง และบางครงั้ กจ็ ะทาํ ใหเ กดิ มลู เหตขุ องความขดั แยง ใหมๆ ขน้ึ มาได ขณะเดยี วกนั พลวตั ของ ความขัดแยงจะเปนองคประกอบสําคัญท่ีจะชวยอธิบายวา เพราะเหตุใดความขัดแยง ยังคงเกิดขึ้นดําเนินการอยูตอไป โดยเปนไปในลักษณะการมีปฏิสัมพันธระหวางกันของคูกรณี หรือผูแสดงบทบาทตางๆ ในความขัดแยงที่มีการเปล่ียนแปลงในสถานการณปญหาความขัดแยง ท่ีเกิดขึ้น ซ่ึงองคประกอบทั้งหมดที่กลาวมาสามารถใชอธิบายความขัดแยงท่ีเกิดขึ้นในสังคม รวมถงึ ใชใ นการกาํ หนดแนวทางเพอ่ื แกไ ขปญ หาความขดั แยง ในสงั คมโดยสนั ตไิ ด แนวทางแกไ ขความขดั แยง ในสงั คม แนวทางแกไขความขัดแยง ในสงั คม เปนการสรางกระบวนการเพอ่ื ทาํ ใหสังคมกลับ มามสี นั ติ สงบสขุ โดยไมน าํ ไปสคู วามรนุ แรงระหวา งกนั ซงึ่ การดาํ เนนิ การในแนวทางการแกไ ข
๑๐๕ ความขดั แยง ในสงั คมนนั้ จาํ เปน อยา งยง่ิ ทจ่ี ะตอ งใชค วามอดทด และระยะเวลาในการดาํ เนนิ การ พอสมควร ทง้ั นี้ ตามแนวทางการแกไ ขความขดั แยง ในสงั คม ไดม กี ารดาํ เนนิ การ ๓ การดาํ เนนิ การ หลักสําคัญท่ีเปนแนวทางท่ียอมรับในการดําเนินการนําไปปฏิบัติทั่วโลก ไดแก การแกไขความ ขดั แยง (Conflict Resolution) การสรา งความปรองดอง (Reconciliation) และความยตุ ธิ รรมใน ระยะเปลยี่ นผา น (Transitional Justice) ซงึ่ จะขออธบิ ายรายละเอยี ดดงั ตอ ไปน้ี การแกไ ขความขดั แยง ไฮลาล อลั เมด วาไน (Hilal Ahmad Wani) ไดก ลา ววา “การแกไ ขความขดั แยง ในสงั คม เปนสถานการณ ซึ่งคูขัดแยงไดเขาสูกระบวนการหาขอตกลงกันเพ่ือแกไขปญหาความไมลงรอยกัน เปนการยอมรับถึงการดํารงอยูที่มีการดําเนินการอยูตอไปของกันและกันระหวาง คูขัดแยง และยุติการกระทําท่ีเปนความรุนแรงท้ังหมดระหวางกัน การแกไขความขัดแยงจึง เกี่ยวของกับขอบเขตของกระบวนการท่ีมีจุดมุงหมายเพื่อระงับและขจัดมูลเหตุของความขัดแยง การแกไขความขัดแยงเปนความเก่ียวของที่ครอบคลุมถึงขอบเขตของการศึกษาและวิธีการ ตาง ๆ เพื่อจัดการกับความขัดแยง จากการเจรจาสูกระบวนการทางการทูต จากการ ประนีประนอมสูการตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ จากการจัดการอํานวยความสะดวกสูการ พจิ ารณาวนิ จิ ฉยั คดี จากการสมานฉนั ทส กู ารปอ งกนั ไมใ หเ กดิ ความขดั แยง จากการจดั การความ ขดั แยง สกู ารเปลย่ี นผา นความขดั แยง จากการฟน ฟคู วามยตุ ธิ รรมสกู ระบวนการรกั ษาสนั ตภิ าพ” (Wani, H.A., 2011, p.105) สถาบนั พระปกเกลา ไดก ลา วถงึ “การแกไ ขความขดั แยง ” ในรายงานคณะกรรมาธกิ าร วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสรางความปรองดองแหงชาติ สภาผูแทนราษฎร ไววา “การแกไขความขัดแยงท่ีกลายเปนความยืดเยื้อและรุนแรงจําเปนตองมีการจัดการอยางเปน ระบบและแกไขท่ีรากเหงาของปญหาอยางแทจริง การแกไขความขัดแยงท่ีกอใหเกิดการปรับ เปลย่ี นโครงสรา งทางการเมอื ง สงั คม และ/หรอื เศรษฐกจิ ตลอดจนทศั นคตแิ ละความสมั พนั ธ ระหวางคูขัดแยง และ/หรือกลุมผูมีสวนไดเสียในสังคม ซ่ึงมุงเนนในการขจัดเงื่อนไขของ ความขัดแยงและสรางสภาวะแวดลอมท่ีเอื้อตอการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเพ่ือนําไปสูการเกิด สนั ตสิ ขุ ทยี่ ง่ั ยนื ในสงั คม” (สถาบนั พระปกเกลา , ๒๕๕๕, น. ๑๖) จากคํานิยามขางตนสามารถจํากัด “การแกไขความขัดแยง” ไดวาเปนแนวทาง ในวิธีปฏิบัติและกระบวนการท่ีอํานวยใหเกิดสันติภาพ โดยเปนการทําใหสิ้นสุดความขัดแยง และการแกแคน โดยเปนความพยายามยุติความขัดแยงระหวางคูพิพาทท่ีมีความไมลงรอยกัน โดยเปน แนวทางเพอ่ื สรา งความเขา ใจ และเสนอทศั นคตทิ เี่ กย่ี วขอ งกบั ความขดั แยง ระหวา งกนั
๑๐๖ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๖๒ เพื่อหาวิธีการยุติความขัดแยงโดยการใชวิธีการ และกระบวนการท้ังในรูปแบบการเจรจา การประนีประนอม การประนีประนอมในรูปแบบการใชอนุญาโตตุลาการ และการใชวิธีการ ทางการทตู และการสรา งสนั ตภิ าพอยา งสรา งสรรค รวมถงึ ทาํ ใหเ กดิ สนั ตสิ ขุ ทยี่ งั่ ยนื ในสงั คม เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ นการแกไ ขความขดั แยง ไฮลาล อัลเมด วาไน (Hilal Ahmad Wani) ไดนําเสนอเคร่ืองมือเพื่อแกไข ความขดั แยง ไวด งั นี้ ๑. การเจรจา (Negotiation) คอื การทบ่ี คุ คลสองฝา ย หรอื มากกวา ไดถ กเถยี ง พูดคุยกันเพ่ือใหบรรลุผลตามเปาหมายตามที่ตกลงกันไว ซึ่งถือวาเปนยุทธศาสตรแรกท่ีมนุษย สามารถใชร ะหวา งมคี วามขดั แยง การเจรจาถอื เปน กจิ กรรมของมนษุ ยใ นทกุ ๆ สว นของสงั คม และกระบวนการในการเจรจาถือเปนกระบวนการที่มีความสําคัญในการชวยจํากัดความขัดแยง เงอื่ นไขการเจรจาสามารถถกู ใชเ พอ่ื แสดงถงึ ความหมายในการมปี ฏสิ มั พนั ธร ะหวา งกนั ทกุ ๆ รปู แบบ และยุทธศาสตรตางๆ รวมถึงความพยายามที่จะเผชิญหนากันเพ่ือถกเถียง และปรับเปล่ียน สถานะความเปน ปรปก ษต อ กนั ๒. การประนปี ระนอม (Mediation) การประนปี ระนอมถอื เปน วธิ กี ารอกี ประการหนง่ึ ท่ีกระทําข้ึนโดยความสมัครใจ และตองอาศัยความไววางใจ เพ่ือจัดการกับความขัดแยง และกลายเปนเงื่อนไขท่ีไดรับความนิยมเพิ่มมากข้ึนโดยการถกเถียงพูดคุยเพื่อแกไขความ ขัดแยง การประนีประนอมถือเปนกระบวนการท่ีเกิดข้ึนซ่ึงผูมีสวนไดเสียมารวมกันมารวม กันโดยไดรับความชวยเหลือโดยมีบุคคลตัวกลาง โดยกระบวนการน้ีไดแยกประเด็นที่เปน ขอพิพาทอยางเปนระบบระเบียบเพื่อพัฒนาทางเลือก พิจารณาหาแนวทางเลือกอื่น และ นําไปสูการเกิดการเห็นพองรวมกัน ซ่ึงจะชวยทําใหเกิดความสมานฉันทสอดคลองกับความ ตองการของคูกรณี ๓. การตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นโดย ความสมัครใจ เปนกระบวนการขั้นตอนสุดทาย และมีผลผูกมัดกับคูความ โดยเกิดขึ้นจากการ ตกลงของคูความที่จะตองยอมรับคําตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่ตัดสินซ่ึงมีผลตอกฎหมาย ปจจุบัน และมีผลผูกมัดตอคูความ ๔. ศาลวินิจฉัยคดี (Adjudication) เปนการยุติความขัดแยงโดยอํานาจศาลและมี ผลตอคูความ ๕. การเจรจาตอรอง (Bargaining) การเจรจาตอรองถือเปนรูปแบบของการใช แนวทางการเจรจาพดู คยุ ซงึ่ คกู รณยี นิ ยอมทจี่ ะพดู คยุ ตอ รองกนั ตามขอ เรยี กรอ งของแตล ะฝา ย
๑๐๗ เพื่อใหเกิดการแกไขความขัดแยง ขอเรียกรองสามารถถูกสอบถามเพ่ือใหมีความชัดเจนไดจาก การถกเถยี งพดู คยุ ทง้ั ในสว นคณุ สมบตั ทิ ดี่ แี ละคณุ สมบตั ทิ ไ่ี มด ขี องแตล ะฝา ย แตล ะฝา ยพยายาม จะคน ควา และแสวงหาประโยชนใ นคณุ คา ดา นตา งๆ ทงั้ น้ี การเจรจาตอ รองจงึ ถอื เปน โอกาส ทที่ าํ ใหฝ า ยหนงึ่ ไดท ราบทศั นะของฝา ยตรงขา ม และเปน โอกาสทจี่ ะทราบสงิ่ ทเี่ ปน ความขดั แยง ของอีกฝาย ซ่ึงเปนเหตุผลที่ฝายตรงขามเรียกรอง การเจรจาตอรองจะชวยเผยใหเห็นทัศนะ และขอเรียกรองแตละฝาย และเปนกระบวนการนําไปสูความพึงพอใจรวมกันที่เกิดขึ้นใน ทา ยทสี่ ดุ ตวั อยา งเชน การมนั่ คงรว มกนั (collective security) ๖. การจูงใจ (Persuasion) ถือเปนแนวทางที่มีผลกระทบตอการเปล่ียนแปลง การกระทาํ ๗. การส่ือสาร (Communication) การส่ือสารควรจะตองทําใหเกิดความชัดเจน ไมค ลมุ เครอื เขา ใจงา ย และไมอ อ มคอ มจะทาํ ใหเ กดิ ความเขา ใจแกค ขู ดั แยง ๘. การปรองดองกนั (Re-conciliation) การปรองดองกนั เปน ลกั ษณะของสถานการณ ความขัดแยง ซึ่งอยูในระบบคุณคา (value system) ในภาพลักษณตาง ๆ ของคูกรณี ซ่ึง เปล่ียนแปลงไปโดยคูกรณีมีความเห็นพองรวมกันท่ีจะรวมมือกันในขอบเขตที่คูกรณีดังกลาว เหน็ พอ งรว กนั นนั้ โดยคกู รณตี อ งการแสดงเจตจาํ นงทจี่ ะดาํ เนนิ การ และทาํ ใหส ถานะทที่ าํ ใหม ี ความขดั แยง นน้ั สนิ้ สดุ ไป ๙. ความรวมมือ (Cooperation) ความรวมมือกันจะเปนส่ิงสําคัญที่จะชวยแกไข ปญ หาการแบง ปน ทรพั ยากรทข่ี าดแคลนได ซงึ่ ถอื เปน ปญ หาสาํ คญั ทท่ี าํ ใหเ กดิ ความขดั แยง ๑๐. คุณสมบัติการจํากัดขอบเขต (Encapsulation) คุณสมบัติการจํากัดขอบเขต เปนการจํากัดขอบเขตในการแสดงออกของความขัดแยง ซึ่งถือเปนกระบวนการ ซึ่งคูขัดแยง ยอมรับกฎเกณฑและปจจัยตัวแปรที่มีความแนนอนตาง ๆ และหลีกเล่ียงรูปแบบความขัดแยง ที่จะทําใหเกิดความรุนแรงมากข้ึน ทั้งน้ี มูลเหตุแหงความรุนแรง และความขัดแยงน้ันเกิดจาก ความไมเทาเทียมกันในการกระจายอํานาจ การใหอํานาจเพิ่มขึ้นในภาคสวนท่ีมีความออนแอ อาจจะเปนการนําสูการเยียวยาไดตามธรรมชาติ การใหอํานาจสามารถถือเปนปจจัยสําคัญ อํานาจที่ทําใหเกิดความเขาใจโดยใชหลักเหตุผล ในทางจิตวิทยาและทางกายภาพ เปนตน นอกจากนย้ี งั มแี นวทางอน่ื ซงึ่ สามารถถกู ใชป อ งกนั ความขดั แยง ได เชน การกาํ หนดรา งเขตแดน ถือเปนแนวทางหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นในความขัดแยงและความผิดพลาดในพ้ืนท่ีทับซอน ท้ังนี้ การปรับเปล่ียนแนวทางใหเปนไปตามภารกิจสามารถถูกใชเปนมาตรการเพื่อความพยายาม แสวงหาความรว มมอื ระหวา งคกู รณที มี่ ขี อ พพิ าทได (Wani, H.A., 2011, p.107 - 108)
๑๐๘ รฐั สภาสาร ฉบบั เดอื นพฤษภาคม - มถิ นุ ายน ๒๕๖๒ การสรา งความปรองดอง (Reconciliation) นกั วชิ าการ และผทู เ่ี คยดาํ เนนิ การในกระบวนการสรา งความปรองดองในโครงการ ระดับชาติหลายคน ตางไดเห็นรวมกันวา การเปล่ียนแปลงทางจิตใจถือเปนองคประกอบท่ีมี ความส่ิงสําคัญในการสรางความปรองดอง แมวาจะไมปรากฏเปนท่ีแนชัดวารูปแบบของการ เปลย่ี นแปลงทางจติ ใจเปน รปู แบบใด หรอื การเปลย่ี นแปลงทางจติ ใจควรมมี ากเพยี งใดทจี่ ะเพยี งพอ ท่ีจะกําหนดไดวาเปนผลทําใหเกิดการปรองดองกัน เหลานักวิชาการตางๆ ไดพยายามให เหตุผลปจจัยท่ีมีความหลากหลายที่อาจจะทําใหบรรลุผลใหเกิดการเปล่ียนแปลงทางจิตใจ โดยบางกลมุ นกั วชิ าการเหน็ วา การเปลยี่ นแปลงทางโครงสรา งสงั คมและการเมอื งถอื เปน ปจ จยั และองคประกอบสําคัญที่ทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงทางจิต ขณะที่ นักวิชาการอีกกลุมหน่ึงให เหตผุ ลวา การเรยี กรอ งหาความจรงิ และการใหอ ภยั ถอื เปน สง่ิ สาํ คญั ทท่ี าํ ใหเ กดิ ความปรองดอง รูฮานา (Rouhana) ไดกลาววา การเปล่ียนแปลงทางจิตใจเกิดจากผลของการ เปลยี่ นแปลงทางโครงสรา งทางสงั คม และการเมอื ง ซง่ึ ไดส ง ผา นสคู วามไมเ ทา เทยี มทางอาํ นาจ การสรางความปรองดองจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีกระบวนการที่ถูกขับเคล่ือนทางการเมือง ซงึ่ เปน ผลมาจากการเปลยี่ นแปลงในความสมั พนั ธท างอาํ นาจระหวา งคกู รณี ทถี่ กู ทาํ ใหบ รรลผุ ล จากการเปล่ียนแปลงทางสถาบัน และทางรัฐธรรมนูญ สําหรับการปรองดองท่ีดีจะตองมี รากฐานอันประกอบดวย ๔ ปจจัยสําคัญที่ตองแสดงถึง (๑) ความยุติธรรม (๒) ความจริง (๓) ความรบั ผดิ ชอบในทางประวตั ศิ าสตรส าํ หรบั การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน และ (๔) การฟน ฟู ความสมั พนั ธท างการเมอื ง และทางสงั คมระหวา งคกู รณที สี่ ะทอ นตอ มาตรฐานสากลของความ เสมอภาค สิทธิมนุษยชน และศักด์ิศรีความเปนมนุษย การสรางปรองดองระหวางกลุมนั้น ไดถูกอธิบายโดยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบท่ีสรางผลกระทบและเปนที่ยอมรับอยางแพรหลาย ซงึ่ คขู นานไปกบั การเปลยี่ นแปลงรปู แบบทางการเมอื งของคกู รณที เี่ ขา มามสี ว นรว ม อยา งไรกต็ าม การเปลย่ี นแปลงทางจติ ใจดงั กลา วนไ้ี มไ ดถ กู กาํ หนดไวส าํ หรบั เปน กระบวนการเพอ่ื การรเิ รมิ่ การ ดําเนินการ แตเกิดจากผลลัพธของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการเมืองมากกวา (Rouhana, 2004, quoted in Schiller, 2015, p. 28-29) บารเ ทล และเบน็ นกิ (Bar-Tar & Bennink) ไดใ หค วามเหน็ วา สง่ิ สาํ คญั ของการสรา ง ความปรองดองคอื กระบวนการทางจติ ใจ ซงึ่ ประกอบไปดว ยการเปลยี่ นแปลงตา งๆ ในแรงจงู ใจ เปา หมาย ความเชอื่ ทศั นคติ และอารมณข องสมาชกิ สว นใหญข องสงั คม ในสว นมาตรการทาง โครงสรา ง ไดแ ก การบรู ณาการทางการเมอื ง การจดั ตงั้ ใหเ กดิ ความเสมอภาคในทางโครงสรา ง ทางสงั คม และความยตุ ธิ รรม และการปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธมิ นษุ ยชน และสทิ ธพิ ลเมอื ง เชน เดยี วกบั
๑๐๙ หลักเกณฑประชาธิปไตยในการปกครองทางการเมือง รวมถึงท้ังการทําใหเกิดการมีสวนรวมใน การปกครองทางการเมอื งตามระบอบประชาธปิ ไตยและผลทต่ี ามมาจาการทาํ ใหเ กดิ การมสี ว นรว ม ในการปกครองทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยดวย ทั้งน้ี การเปล่ียนแปลงโครงสราง เปนส่ิงจําเปนอยางยิ่งท่ีจะทําใหบรรลุผลตอการสรางความปรองดอง องคประกอบของความ ยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผานไดพิสูจนถึงความจริงวาเปนองคประกอบที่มีความสําคัญของการ สรางความปรองดอง ซ่ึงความยุติธรรม และการสรางความปรองดองเปนสิ่งที่สอดคลองกัน โดยธรรมชาติ การสนับสนุนใหมีการพูดบอกกลาวความจริงและกลไกแสวงหาความจริง การตั้งใหมีบันทึกทางประวัติศาสตรข้ึนสามารถเปนการสรางใหเกิดการเยียวยาความรูสึก ซึ่งเปนกระบวนการที่ยอมใหปจเจกบุคคลตาง ๆ ไดมีโอกาสเขามีสวนรวมในการสราง ความปรองดอง และการอภัยเปนขั้นตอนสุดทาย และอาจกลาวไดวาเปนเงื่อนไขที่มีความ สําคัญสําหรับการสรางความปรองดอง การสรางความปรองดอง จึงหมายถึงการนํามาสู การยอมรบั ซงึ่ กนั และกนั และพฒั นาความเชอ่ื ใจกนั จงึ นาํ มาสกู ารใหอ ภยั (Bar-Tar & Bennink, 2004, quoted in Schiller, 2008 p.29 – 30) อยางไรก็ตาม นักวิชาการบางสวนไมเห็นดวย กบั การทเ่ี อาเรอ่ื งการใหอ ภยั มาเปน สว นหนง่ึ ของการสรา งความปรองดอง เพราะการสรา งปรองดอง ไมไดมีความจําเปน หรือไมควรจะเอาเร่ืองการกลาวขอโทษ หรือเสียใจในสิ่งท่ีกระทําไป มาเปนขอเสนอใหกับการใหอภัย เพราะการสรางความปรองดองอาจจะเปนความเปนไปได ในทางจติ ใจซง่ึ ไมเ กย่ี วกบั การใหอ ภยั แตอ ยา งใด จากคําจํากัดความ การสรางความปรองดอง ท่ีอางขางตน อาจนิยามไดวา การสรางความปรองดองเปนการเปล่ียนแปลงทางจิตใจที่มีผลมาจากการเปล่ียนแปลงรูปแบบ ของโครงสรางทางสังคม และทางการเมือง การสรางปรองดองจะเกิดข้ึนไดหากไดมีสรางให เกิดความยุติธรรม การพูดความจริง ยอมรับประวัติศาสตรที่ไดมีการกระทําการละเมิดสิทธิ มนษุ ยชน การฟน ฟคู วามสมั พนั ธท างการเมอื ง และทางสงั คม โดยแตล ะฝา ยจะตอ งเคารพ ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิมนุษยชนซ่ึงกันและกัน รวมถึง การเคารพหลักการปกครอง ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยโดยใหประชาชนไดมีสวนรวมในการปกครองอยางเสรี และเสมอภาค กระบวนการและเครอื่ งมอื ในการสรา งความปรองดอง สถาบันพระปกเกลา (สถาบนั พระปกเกลา , ๒๕๕๕, น. ๒๑ – ๒๓) ไดน าํ เสนอ กระบวนการ และเคร่ืองมือในการสรางความปรองดองเพ่ือใหเกิดการอยูรวมกันอยางสันติ เกดิ ความไวว างใจ การเอาใจเขามาใสใ จเรา และการมวี ฒั นธรรมประชาธปิ ไตย (A Culture of
๑๑๐ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นพฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๖๒ Democracy) ประกอบไปดว ย การเยยี วยาทางจติ ใจ (Healing) กระบวนการยตุ ธิ รรมสมานฉนั ท (Restorative Justice) และการเลา ความจรงิ (Truth-telling) และการชดเชย (Reparation) ๑. การเยยี วยาทางจติ ใจ คอื การทาํ ใหผ เู สยี หายไดม สี ถานะความเปน อยใู นสงั คม ทด่ี ดี งั เดมิ สว นผเู สยี หายจะตอ งไดร บั การเยยี วยาอะไรหรอื อยา งไรบา งขน้ึ อยกู บั ความจาํ เปน ของ แตล ะบคุ คล สภาพทางการเมอื ง วฒั นธรรม และเหตกุ ารณอ นั ทาํ ใหเ กดิ ความทรงจาํ ทเี่ จบ็ ปวดแก ผูเสียหายดวย ท้ังนี้หลักสําคัญไดแก (๑.๑) การทําความเขาใจกับบริบทของเหตุการณ ท่ีเกิดข้ึน ซ่ึงถือเปนกระบวนการแรกท่ีสําคัญในการกําหนดแผนการเยียวยาผูเสียหายวาจะ เยียวยาผูเสียหายไดอยางไร โดยการกําหนดแผนการเยยี วยาผเู สียหายจะตอ งสอดคลองคลอง กบั ความตอ งการของผเู สยี หายทไ่ี ดร บั ความเสยี หายในชว งทเี่ กดิ เหตกุ ารณค วามขดั แยง และจะ ตอ งสอดคลอ งกบั บรบิ ททางสงั คม และวฒั นธรรมดว ย (๑.๒) การใชท รพั ยากรทอ งถน่ิ คอื การให ชุมชนเปนศูนยกลางเพ่ือใหการเยียวยาผูเสียหาย เพราะจะทําใหเกิดการเยียวยาที่สองดคลอง ตอ วฒั นธรรมทางสงั คมของชมุ ชนนนั้ ๆ (๑.๓) การเยยี วยาควบคกู บั การสรา งสง่ิ ใหมร ว มกนั ๒. การใชก ระบวนยตุ ธิ รรมเชงิ สมานฉนั ท ถอื เปน กระบวนยตุ ธิ รรมทเ่ี ปด โอกาสให ผูเสียหาย และผูกระทําความผิดไดเขามามีสวนรวมโดยการพูดคุยกันเพ่ือวิเคราะหขอเท็จจริง สาเหตุแหงการกระทําความผิด และเปนกระบวนการที่ผูกระทําความผิดกับผูเสียหายมีความ เขา ใจซงึ่ กนั และกนั โดยใหผ กู ระทาํ ความผดิ เกดิ ความรสู กึ “รบั ผดิ ชอบ” กบั สงิ่ ทตี่ นเองทาํ และ ตกลงกนั วา จะเยยี วยาเสยี หายอยา งไร ตลอดจนปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมของผกู ระทาํ ความผดิ แลว ทาํ ใหผ กู ระทาํ ความผดิ กลบั คนื สสู งั คมได ๓. การเลาความจริง เปนลักษณะการจัดตั้งคณะกรรมการคนหาความจริงเพื่อทํา หนา ทค่ี น หาความจรงิ ซงึ่ การเปด เผยความจรงิ จะทาํ ใหส งั คมหนั มาสนใจผเู สยี หาย ซงึ่ ถกู สงั คม เพกิ เฉยมาเปน เวลานาน อนั นาํ ไปสกู ารสรา งมาตรการเยยี วยาผเู สยี หายได และคณะกรรมการฯ สามารถนําเสนอควาไมเทาเทียมในการเยียวยาผูเสียหาย ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมาย และ สถาบนั ไดอ กี ดว ย อยางไรก็ตาม การต้ังคณะกรรมการคาหาความจริงไมใชจะเหมาะสมกับทุกบริบท ของความขัดแยงเสมอไป เพราะบางประเทศที่ไมมีโครงสรางทางสถาบันที่นาเชื่อถือพอท่ีจะ สรา งกระบวนการคน หาความจรงิ ทม่ี คี วามชอบธรรม และไมม อี ะไรรบั ประกนั ไดว า คณะกรรมการฯ จะดาํ เนนิ การอยา งเปน กลาง ดงั กลา วจะทาํ ใหเ กดิ ความขดั แยง เพม่ิ ขน้ึ ได ๔. การชดเชย การชดเชยถือเปนสิ่งท่ีสําคัญในกระบวนการสรางความปรองดอง อยางแทจริง โดยถือวารัฐมีหนาที่รับรองและคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น
๑๑๑ หากเกิดกรณีรัฐหรือเจาหนาท่ีรัฐทําการละเมิดสิทธิข้ันพ้ืนฐานของประชาชน รัฐก็ตองชดเชย ใหแ กผ เู สยี หาย อาจเปน ไดท งั้ การทาํ ใหก ลบั คนื สสู ภาพเดมิ เชน การคนื ทรพั ยส นิ การคนื สทิ ธ์ิ ตามกฎหมายแพง และการชดใชส นิ ไหมทดแทน นอกจากนก้ี ารชดเชยยงั หมายถงึ การสรา งความ พึงพอใจใหแกผูเสียหาย โดยการเปดเผยความจริง การขอโทษ การลงโทษผูกระทําความผิด เปน ตน ความยตุ ธิ รรมในระยะเปลยี่ นผา น (Transitional Justice) องคการสหประชาชาติไดใหคํานิยามไววา “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผาน” คอื ขอบเขตทงั้ หมดของกระบวนการและกลไกตา ง ๆ ทมี่ สี ว นรว มกบั ความพยายามของสงั คม เพ่ือดําเนินไปสูเง่ือนไขที่เกิดขึ้นจากมรดกของการกระทําความผิดจํานวนมากในอดีตที่เกิดขึ้น เพอ่ื สรา งใหเ กดิ ความเชอ่ื มนั่ ในความรบั ผดิ ชอบในหนา ท่ี ความยตุ ธิ รรมอยา งแทจ รงิ และบรรลุ ผลในการสรา งความปรองดอง การดําเนินการในความยุติธรรมในระยะเปล่ียนผานตองต้ังอยูบนพ้ืนฐาน แหงกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศ กฎหมายมนุษยชนระหวางประเทศ กฎหมาย อาญาระหวา งประเทศ กฎหมายผลู ภ้ี ยั ระหวา งประเทศ โดยเฉพาะหลกั ๔ ประการของกฎหมายสทิ ธมิ นษุ ยชนระหวา งประเทศไดก าํ หนด หลักเกณฑของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหวางเทศ ซึ่งวางกรอบกําหนดความยุติธรรมในระยะ เปลย่ี นผา น ดงั นี้ ๑. หลักเกณฑขอบังคับของรัฐท่ีจะสอบสวน หรือกลาวโทษผูกระทําความผิด ที่ไดถูกกลาวหาในการละเมิดตามหลักสิทธิมนุษยชนจํานวนมากท่ีเกิดขึ้น และการละเมิด ในกฎหมายมนุษยชนระหวางประเทศอยางรุนแรง อันประกอบไปดวยการลวงละเมิดทางเพศ และการลงโทษผกู ระทาํ ผดิ เหลา นเ้ี มอ่ื พบวา ไดม กี ารกระทาํ ความผดิ เกดิ ขน้ึ ๒. สิทธิท่ีจะรูความจริงเกี่ยวกับการกระทําความผิดในอดีต และชะตากรรม ของบคุ คลทหี่ ากสาบสญู ๓. สทิ ธทิ ไ่ี ดค า ชดเชยสาํ หรบั เหยอื่ ทไี่ ดถ กู ละเมดิ ตามหลกั สทิ ธมิ นษุ ยชนจาํ นวนมาก และละเมดิ ในกฎหมายมนษุ ยชนระหวา งประเทศอยา งรา ยแรง และ ๔. หลักเกณฑขอบังคับของรัฐเพื่อปองปราม ผานมาตรการที่มีความหลากหลาย เพอ่ื ไมใ หบ งั เกดิ การทาํ ลายลา งชวี ติ ขน้ึ อกี ดงั่ เชน ในอนาคต โดยกลไกตา ง ๆ เกยี่ วกบั การสรา งความยตุ ธิ รรมในระยะเปลยี่ นผา นจะตงั้ ขน้ึ โดย ไดร บั มอบอาํ นาจพเิ ศษ หรอื ตามกรอบระยะเวลา กลไกทมี่ คี วามถาวร หรอื ชว่ั คราว ซง่ึ สามารถ
๑๑๒ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนพฤษภาคม - มถิ ุนายน ๒๕๖๒ ดํารงอยูรวมกันไดดวยความพยายามจัดการปญหาอันเกิดจากมรดกตกทอดท่ีเกิดขึ้นจากการ กระทาํ ความผดิ ในอดตี และการปอ งปรามมใิ หม กี ารทาํ ลายลา งชวี ติ และละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน เกดิ ขนึ้ อกี ครงั้ (United Nations, 2014, p. 5 – 6) ท้ังน้ี ศูนยเพ่ือความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผานระหวางประเทศ (International Center for Transitional Justice) ไดเ สนอกลไกและมาตรการทจ่ี ดั ตงั้ ขนึ้ เพอ่ื ใหเ ปน ไปตามหลกั การสรา งความยตุ ธิ รรมในระยะเปลยี่ นผา น โดยประกอบดว ยกลไก และมาตรการทเ่ี ปน ทย่ี อมรบั ตามหลกั สากล ดงั ตอ ไปนี้ ๑. การฟองรองดําเนินคดีกับผูกระทําความผิด คือการสืบสวนสอบสวนใน ผูท่ีเก่ียวของกับการกระทําความผิดสําหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชน อัยการผูกลาวโทษตอง เนนย้ําถึงการสอบสวนผูตองสงสัยที่เปนผูบงการใหญอยูเปนนิจ ซ่ึงผูตองสงสัยดังกลาวน้ี ตองถูกพิจารณาไดวาเปนผูมีสวนกระทําความผิดในอาชญากรรมท่ีอยูระบบที่สูงสุด และ มคี วามรนุ แรงสงู สดุ ๒. คณะกรรมการคนหาความจริง คณะกรรมการท่ีดําเนินการไตสวนนี้ มีวัตถุประสงคหลักในการสอบสวนและรายงานการกระทําความผิดท่ีเกิดข้ึนที่ผานมา ในชวง ระยะเวลาที่มีความสําคัญ คณะกรรมการฯ น้ีมีองคประกอบเปนเจาหนาท่ีรัฐเสมอโดยจะทํา หนาที่ใหคําแนะนําเพ่ือเยียวยาจากกรณีการกระทําความผิดท่ีไดเกิดข้ึน และเพ่ือปองปราม การกระทาํ ความผดิ ไมใ หเ กดิ ขนึ้ มาอกี ๓. นโยบายชดเชย เปน การดาํ เนนิ การรเิ รมิ่ การใหค วามชว ยเหลอื จากรฐั ซง่ึ เปน ไป เพื่อการรักษาความสูญเสียอันเกิดจากจิตใจหรือท่ีเกิดขึ้นในทางวัตถุ จากการกระทําความผิด ทเี่ กดิ ขนึ้ ในอดตี นโยบายชดเชยนโ้ี ดยหลกั แลว จะชดเชยในรปู แบบทง้ั ผลประโยชนท างวตั ถแุ ละ ในเชิงสัญลักษณตอเหยื่อ ผลประโยชนดังกลาวอาจจะเปนการใหเงินชดเชย และการขอโทษ อยา งเปน ทางการ ๔. ความยตุ ธิ รรมทางเพศสภาพ ถอื เปน ความพยายามทต่ี อ งเผชญิ กบั ความทา ทาย จากการไมต อ งรบั โทษสาํ หรบั ความรนุ แรงทางเพศทเ่ี กดิ ขน้ึ และความรนุ แรงทตี่ งั้ อยบู นพนื้ ฐาน ทางเพศสภาพ ท้ังน้ี เปนการสรางความเทาเทียมในสตรีท้ังหลาย จะตองมีการปรับปรุงแกไข การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนโดยเฉพาะเพศสภาพ ๕. การปฏริ ปู ระบบความมน่ั คง ถอื เปน ความพยายามเพอ่ื แสวงหาการเปลย่ี นแปลง รูปแบบกองทัพ ตํารวจ ระบบยุติธรรมทางศาล และสถาบันรัฐที่เก่ียวของกับการใชอํานาจรัฐ เปน เครอื่ งมอื ในการกดข่ี และฉอ ราษฎรบงั หลวง จนสามารถนาํ ไปสกู ารสรา งเครอื่ งมอื เพอื่ จดั การ
๑๑๓ การใหบ รกิ ารสาธารณะทดี่ ี และความมจี รยิ ธรรม ๖. ความพยายามท่ีจะสรางใหเกิดการระลึกเหตุการณ มาตรการน้ีอาจจะเปนการ สรางพิพิธภัณฑ และอนุสรณระลึกความทรงจํา เพื่อรักษาใหสาธารณชนไดระลึกถึงเหยื่อ ผูสูญเสีย และเพ่ือเพิ่มการตระหนักในทางศีลธรรมเก่ียวกับการกระทําความผิดที่เกิดข้ึน ในอดีต ทั้งนี้ เปนไปเพื่อสรางเคร่ืองปองกันมิใหเกิดความสูญเสียข้ึนมาอีกคร้ัง (International Center for Transitional Justice, https://www.ictj.org) จากการศกึ ษาแนวทางแกไ ขความขดั แยง ในสงั คมทปี่ ระกอบดว ย การแกไ ขความขดั แยง การสรา งความปรองดองและความยตุ ธิ รรมในระยะเปลย่ี นผา น จะเหน็ ไดว า องคป ระกอบสว นยอ ย ที่มาจากการดําเนินการหลักสําคัญ ๓ หลัก ไดมีกระบวนการการดําเนินการที่คลายคลึงกัน บางสวน โดยเฉพาะองคประกอบสวนยอยของการสรางความปรองดอง และความยุติธรรม ในระยะเปล่ียนผาน เพราะกระบวนการการดําเนินการทั้งสองจะตองดําเนินการในลักษณะ อยางสอดประสานกันเพ่ือใหเกิดการแกไขปญหาความขัดแยงในสังคมใหเห็นอยางเปนรูปธรรม เกดิ ขน้ึ อยา งไรกต็ าม อาจจะมมี าตรการ กลไก หรอื กระบวนการบางอยา งเพอื่ แกไ ขความขดั แยง ในสงั คมเพม่ิ อกี ได แตม าตรการ กลไก หรอื กระบวนการทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จะตอ งมหี ลกั การสาํ คญั ทสี่ ดุ ประการหนง่ึ คอื การตอ งไดร บั การยอมรบั เชอื่ มนั่ จากประชาชนในสงั คม และเปน ไปตามหลกั กฎหมายทม่ี คี วามชอบธรรมตามหลกั การสากล ทงั้ น้ี ในสว นตอ ไปจะขอยกกรณตี วั อยา ง ประเทศสาธารณรฐั แอฟรกิ าใต ซง่ึ เปน ประเทศที่เคยมีความขัดแยงในสังคมของประเทศ ความขัดแยงดังกลาวถึงข้ันใชกําลังรุนแรง ระหวางกันจนกระท่ังมีประชาชนในประเทศเสียชีวิต ไดรับบาดเจ็บ และมีผลกระทบจาก ความขัดแยงท่ีเกิดขึ้นจํานวนมาก แตอยางไรก็ตาม ประเทศแอฟริกาใตไดดําเนินแนวทางแกไข ปญหาความขัดแยงในสังคมของประเทศ จนกระท่ังปจจุบันสามารถแกไขปญหาความขัดแยงใน สงั คมภายในประเทศได จนกลายเปน ประเทศทม่ี สี นั ตภิ าพ และความมน่ั คงภายในประเทศระดบั ท่ีนาพึงพอใจ รวมถึงสามารถเปนตัวอยางในการแกไขปญหาความขัดแยงในสังคมโดยใช แนวทางสนั ตวิ ธิ ี กรณตี วั อยา ง ประเทศสาธารณรฐั แอฟรกิ าใตใ นการแกไ ขปญ หาความขดั แยง ในสงั คม ความขดั แยง ในสงั คมของประเทศสาธารณรฐั แอฟรกิ าใต ความขัดแยงที่เกิดข้ึนในประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใตในอดีต หากพิจารณาตาม มูลเหตุแหงความขัดแยงจะพบวา ปญหาสําคัญคือ ปญหาเรื่องเชื้อชาติ กรณีการแบงแยกสีผิว
๑๑๔ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๖๒ และการปกครองของรัฐบาลชาวผิวขาว ซ่ึงเปนชนกลุมนอยท่ีไดอพยพเขามาตั้งแตสมัย ยคุ อาณานคิ ม ทม่ี กี ารปกครองแบบกดขี่ เอาเปรยี บ และใชค วามรนุ แรง โดยใชร ะบอบอะพาไทด (Apartheid) ตอกลุมคนสวนใหญของประเทศ ซึ่งเปนคนผิวดําชาวพ้ืนเมืองด้ังเดิม ทําใหเกิด ความขดั แยง เรยี กรอ งสทิ ธคิ วามเทา เทยี มในเรอ่ื งตา ง ๆ มาโดยตลอด พลวตั ความขดั แยง ทข่ี บั เคลอื่ นใหม คี วามขดั แยง ตอ เนอ่ื งเปน ระยะยาวนานสามารถ อธบิ ายตามปรากฏการณด งั ตอ ไปนี้ ๑)ประเด็นในทางประวัติศาสตรหากพิจารณาปมทางประวัติศาสตรประชาชน ผิวดําในแอฟรกิ าใตน น้ั ถกู กดขมี่ าโดยตลอด ตง้ั แตส งั คมทาสทม่ี กี ารอพยพคนงานผวิ ดาํ เขา มาใน แหลมกดู โฮป และการปฏบิ ตั อิ ยา งทารนุ ตอ ทาสตงั้ แต ค.ศ. ๑๖๕๒ ตอ มา เมอื่ ชาวอาณานคิ มได อพยพเขา สดู นิ แดนประเทศแอฟรกิ าใตม ากขนึ้ กม็ คี วามขดั แยง กบั ประชาชนชนเผา ทอ งถนิ่ ผวิ ดาํ ท่ีอยูเดิมโดยตลอด มีการฆาฟนชนเผาพ้ืนเมือง ขับไล และการกระทําอ่ืน ๆ ที่รุนแรง และ สงครามฆา ลา งเผา พนั ธทุ เี่ กดิ จากผบู รหิ ารอาณานคิ มเยอรมนั ในดนิ แดนแอฟรกิ าตะวนั ตกเฉยี งใต ซึ่งทําใหเผาเฮเรโรจนเกือบจะตองสูญพันธุ ระหวางป ค.ศ. ๑๙๐๔ – ๑๙๐๗ (ณัชชาภัทร อนุ ตรงจติ ร, ๒๕๕๘, น. ๑๗๙ – ๑๘๐) รวมถงึ สงครามแอฟรกิ าใตร ะหวา งองั กฤษกบั ชนพนื้ เมอื ง ในแอฟรกิ า ตง้ั แต ค.ศ. ๑๘๙๙ – ๑๙๐๒ โดยสงครามนสี้ น้ิ สดุ ลงดว ยสนธสิ ญั ญาเวอรเ รยี นไนจงิ (Treaty of Vereeninging) โดยองั กฤษยนิ ยอมทจ่ี ะปลอ ยใหฝ า ยมอี าํ นาจชนผวิ ขาวเปน ผตู ดั สนิ ใจใน ประเดน็ เรอื่ งสทิ ธขิ องชนพน้ื เมอื งแอฟรกิ นั เอง และนบั จากนนั้ เปน ตน มา สงั คมแอฟรกิ าใตก เ็ รมิ่ เขา สภู าวการณป กครองโดยคนผวิ ขาว (กลุ นนั ทน คนั ธกิ , ๒๕๕๘, น. ๑๒ – ๑๓) ดงั นนั้ จะพบวา ดนิ แดนประเทศแอฟรกิ าใตต ง้ั แตย คุ สงั คมทาส และยคุ อาณานคิ ม เปน พนื้ ทที่ เี่ ตม็ ไปดว ยความ รนุ แรง โดยเฉพาะคนผวิ ดาํ ทเ่ี ปน ชนพน้ื เมอื งจะถกู ไลล า ขบั ไลอ อกจากพน้ื ทอ่ี าศยั เดมิ ของตวั เอง ๒) ความขัดแยงจากการปกครองรัฐบาลผิวขาว นับแตสนธิสัญญาเวอรเรียนไนจิง คนขาวไดเริ่มเขาควบคุมในเร่ืองท่ีดิน และบังคับใหชนพื้นเมืองแอฟริกันมีสถานะเปนเพียงผูใช แรงงานเทา นน้ั นโยบายดงั กลา วสรา งความไมพ อใจแกช นพนื้ เมอื งผวิ ดาํ เปน อยา งมาก จนนาํ มา สกู ารกอ ตงั้ กลมุ ตอ ตา นภายใตเ ชอ่ื สภาแหง ชาตแิ อฟรกิ า ตอ มาในป ค.ศ. ๑๙๔๘ แอฟรกิ าใต ไดจัดการเลือกต้ังท่ัวไปขึ้น โดยผูมีสิทธิลงคะแนนเลือกต้ังในครั้งนี้มีเพียงแตชาวผิวขาวเทาน้ัน และผลการเลอื กตงั้ ครง้ั นพ้ี รรคแหง ชาติ(NationalParty:NP)ไดร บั อาํ นาจรฐั ในการปกครองประเทศโดย มแี นวนโยบายทเ่ี ขม งวดและมลี กั ษณะเผดจ็ การกวา ทผี่ า นมารฐั บาลนไ้ี ดม ที ศั นคตทิ ว่ี า ชาวผวิ ขาว ในแอฟรกิ าใตก าํ ลงั ถกู คกุ คามจากความทะเยอทะยานทางการเมอื งของชนผวิ ดาํ สง ผลใหร ฐั บาล บงั คบั ใชน โยบายระบอบ อะพาไทด ซงึ่ เปน นโยบายแยกเชอ้ื ชาตอิ ยา งเขม งวดในทกุ ๆ ดา น
๑๑๕ (กลุ นนั ทน คนั ธกิ , ๒๕๕๘, น. ๑๓) ทง้ั น้ี ไดม กี ารประกาศกฎหมายออกมา ซงึ่ แสดงถงึ การกดี กนั สผี วิ อยา งหนกั ดงั นี้ (๑) กฎหมายการจดทะเบยี นประชากร ค.ศ. ๑๙๕๐ ถอื เปน การแบง แยก ชนผวิ ขาว กับชาวพ้ืนเมืองแอฟริกาอยางชัดเจน (๒) กฎหมายกลุมพื้นท่ี ค.ศ. ๑๙๕๐ ซ่ึงกฎหมายฉบับนี้ ไดกําหนดใหประเทศไดรับการแบงเขตพ้ืนท่ีตามเชื้อชาติตางๆ และสงผลทําใหเกิดการบังคับ อพยพประชาชนจาํ นวนมหาศาล โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ประชาชนคนผวิ ดาํ ใหอ อกจากถน่ิ ทอี่ ยอู าศยั เปน การทาํ ลายชนุ ชนดงั้ เดมิ ซงึ่ การบงั คบั อพยพครงั้ นไ้ี ดท าํ ใหเ กดิ ผลกระทบตอ ประชาชนจาํ นวน มหาศาล (๓) กฎหมายหา มแตง งานขา มเชอื้ ชาติ ค.ศ. ๑๙๔๙ และการแกไ ขปรบั ปรงุ กฎหมาย ละเมิดจริยธรรม ค.ศ. ๑๙๕๐ กฎหมายฉบับนี้ระบุวา การแตงงานขามเชื้อชาติหรือชาติพันธุ เปนสิ่งผิดกฎหมาย เชนเดียวกับการมีเพศสัมพันธขามสีผิวดวย สวนกฎหมายละเมิดจริยธรรม เปนกฎหมายที่ทําใหเกิดการละเมิด การทําใหอับอายในที่สาธารณะ และการทําลายการแตงงาน และความผกู พนั ในครอบครวั (๔) กฎหมายการตอ ตา นคอมมวิ นสิ ต ค.ศ. ๑๙๕๐ ไมเ พยี งหา มจดั ตง้ั พรรคคอมมวิ นสิ ตเ ทา นน้ั แตก อ ใหเ กดิ การสรา งคาํ จาํ กดั ความของคาํ วา คอมมวิ นสิ ตอ ยา งกวา งขวาง และสง ผลทาํ ใหเ กดิ ความไมส งบ (๕) กฎหมายแบง แยกการใหบ รกิ าร ค.ศ. ๑๙๕๓ คอื แบง แยกการ ใหบ รกิ ารสาธารณะระหวา งคนผวิ ขาวกบั คนผวิ ดาํ (๖) กฎหมายการศกึ ษาบนั ตู ค.ศ. ๑๙๕๓ คอื คนพนื้ เมอื งชาวแอฟรกิ าใตไ ดร บั ระบบการศกึ ษาทต่ี า่ํ โดยรฐั ยงั คอ ยๆ ยกเลกิ เงนิ ชว ยเหลอื ทางการศึกษาใหกับคนผิวดํา โดยสงผลใหระบบการศึกษาของรัฐตองปดตัวลงในท่ีสุด สงผล ใหคนผิวดําไมไดรับการศึกษา ผลกระทบของกฎหมายน้ีคือ คนดําท่ีเติบโตมาในรุนน้ันขาด ทกั ษะและการศกึ ษาทจ่ี ะพฒั นาประเทศไปถงึ ๔๐ ป (๗) กฎหมายการขยายการศกึ ษาในระดบั มหาวิทยาลัย ค.ศ. ๑๙๕๙ กฎหมายนี้มีสาระสําคัญคือหามมิใหมหาวิทยาลัยท่ีมีคนผิวขาว รบั นกั เรยี นผวิ ดาํ ยกเวน จะไดร บั รองจากรฐั มนตรี (ณชั ชาภทั ร อนุ ตรงจติ ร, ๒๕๕๘, น. ๑๘๐ – ๑๘๑) ความขัดแยงท่ีเกิดข้ึนท่ีเกิดจากมูลเหตุความขัดแยงในการแบงแยกเชื้อชาติสีผิว สง ผลใหเ กดิ พลวตั ความขดั แยง ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา งตอ เนอ่ื ง ซงึ่ ผมู บี ทบาทในความขดั แยง ทส่ี าํ คญั คอื ผูมีอํานาจรัฐท่ีปกครองประเทศในขณะน้ัน โดยเปนคนผิวขาวรวมถึงคนผิวขาวท่ีอยูในประเทศ ทยี่ งั คงรสู กึ รงั เกยี จ และเหยยี ดผวิ คนผวิ ดาํ ขณะทช่ี าวพน้ื เมอื งคนผวิ ดาํ พยายามตอ สเู พอื่ เรยี กรอ ง ใหม เี สรภี าพ สทิ ธิ และความเสมอภาคแกเ ชอื้ ชาตติ นเพมิ่ ขน้ึ ขณะทบ่ี ทบาทพเิ ศษตา ง ๆ ของรฐั รัฐบาลปกครองโดยคนผิวขาวไดมีการดําเนินนโยบายที่สงผลใหเกิดความขัดแยงโดยเฉพาะ การออกกฎหมายท่ีเปนการกดขี่ เอาเปรียบ และแบงแยกชนชาวพื้นเมืองอยางเห็นไดชัดเจน ซง่ึ ดงั กลา วไดส รา งความขดั แยง เกดิ ขนึ้ ในสงั คมทแ่ี ตกแยกอยา งเหน็ ไดช ดั เจน ทงั้ นี้ ในชว งตงั้ แตป ค.ศ. ๑๙๕๐ ไดป รากฏมกี ารตอ ตา นอยา งรนุ แรงจากชนพน้ื เมอื ง ผวิ ดาํ โดยเฉพาะในเดอื นมนี าคม ค.ศ. ๑๙๖๐ มกี ารเผชญิ หนา กนั ระหวา งรฐั บาลทป่ี กครอง
๑๑๖ รฐั สภาสาร ฉบบั เดือนพฤษภาคม - มิถนุ ายน ๒๕๖๒ โดยชาวผิวขาวกับชาวผิวดํา ท่ีเมืองชาฟวิลล (Sharpeville) สงผลใหคนผิวดําไดรับบาดเจ็บกวา ๓๐๐ คน และเสยี ชวี ติ ถงึ ๖๙ คน และตาํ รวจไดย งิ ผชู มุ นมุ ในเมอื งเคปทาวนเ สยี ชวี ติ อกี ๓ คน และ บาดเจบ็ จาํ นวนมาก รฐั บาลไดจ บั กมุ ผเู ขา รว มประทว งกวา ๑,๖๐๐ คน พรอ มกบั ประกาศภาวะฉกุ เฉนิ นอกจากนย้ี งั มกี ารตอ ตา นจากเมอื งตา งๆ ผเู ขา รว มการชมุ นมุ ประทว งถกู จบั เขา คกุ ตอ มาไดม กี าร จดั ตง้ั กลมุ Umkhon WeSizwe (MK) ขนึ้ โดยมเี ปา หมายทก่ี ารประกาศสงครามกบั รฐั บาล อยา งไร กต็ ามกลมุ MK ทป่ี ฏบิ ตั กิ ารกวา ๒ ทศวรรษคอื ๑๙๖๐ – ๑๙๗๐ โดยไมไ ดม เี ปา หมายในการโจมตี ประชาชน แตเ ปน การโจมตที างสญั ลกั ษณห รอื สถานท่ี เพอ่ื ตอ งการดงึ ใหร ฐั บาล และผสู นบั สนนุ รฐั บาลไดเ หน็ ความทกุ ขย าก นอกจากนย้ี งั ไดม กี ารใชว ธิ กี ารควาํ่ บาตร และนดั ประทว งหยดุ งาน ทง้ั ในสว นคนงานรถไฟและเหมอื งแรรวมถงึ นกั เรยี นนกั ศกึ ษาทค่ี วา่ํ บาตรการเรยี นในมหาวทิ ยาลยั ขณะเดียวกันชาวพ้ืนเมืองคนผิวดําไดพยายามที่สรางสถาบันทางเลือกเพื่อแกไขปญหาทวิภาคี โดยเปนสถาบันท่ีมีผลกระทบตอวิถีชีวิตของชาวผิวดํา ซึ่งไดมีการบริหารงานโดยชาวพ้ืนเมือง ผวิ ดาํ เชน คลนิ กิ ชมุ ชน สหกรณ ศนู ยก ารกระจายทรพั ยากร การตอ ตา นดงั กลา วลกั ษณะเชน นเี้ ปน การสรา งสถาบนั ทางเลอื กของคนผวิ ดาํ โดยเฉพาะขน้ึ มา อนั เปน การสรา งความเขม แขง็ ของชาว พนื้ เมอื งผวิ ดาํ ซง่ึ ทาํ ใหร ฐั บาลคนผวิ ขาวเรม่ิ ออ นแอลงโดยเปรยี บเทยี บกบั สถาบนั ชาวพนื้ เมอื งผวิ ดาํ ทเี่ รมิ่ เตบิ โตขนึ้ นอกจากน้ี คณะกรรมการครสิ ตศ าสนาแหง สาธารณรฐั แอฟรกิ าใต ไดเ รยี กรอ ง ใหโบสถที่เปนสมาชิกใหรวมกันตั้งคําถามในการเชื่อฟงกฎหมายที่นําไปสูการแบงแยกสีผิว โดยไดมีการสนับสนุนการควํ่าบาตรการปฏิเสธการจายภาษี และการปฏิเสธการหามแตงงาน ขา มเชอ้ื ชาตแิ ละมกี ารเดนิ ขบวนรว มกนั ทวั่ ประเทศในป ค.ศ. ๑๙๘๙ (ณชั ชาภทั ร อนุ ตรงจติ ร, ๒๕๕๘, น.๑๘๒ – ๑๘๖) ในสวนปจจัยภายนอกประเทศ เม่ือรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน และใชกําลังเขา ปราบปรามประชาชนชาวผิวดํา จนทําใหเกิดการสูญเสียคร้ังใหญใน ค.ศ. ๑๙๘๕ ประชาคม ระหวา งประเทศไดใ หค วามสนใจนโยบายเหยยี ดผวิ และกดี กนั ชาวพน้ื เมอื งผวิ ดาํ โดยมกี ารเรยี ก รองใหรัฐบาลแอฟริกาใตยกเลิกการดําเนินนโยบายลักษณะดังกลาว การรณรงคท่ัวโลกทําให ประเทศแอฟริกาใตถูกคว่ําบาตรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหประชาชาติไดมีการลงโทษทาง เศรษฐกจิ ทค่ี รอบคลมุ เรอื่ งการขอกเู งนิ การลงทนุ การนาํ เขา เหรยี ญทางคาํ และอปุ กรณอ นื่ ๆ รวมถึงประชาคมยุโรปในขณะนั้นไดตัดสินใจใชมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจโดยการระงับ การนาํ เขา เหลก็ และโลหะทผี่ ลติ ในแอฟรกิ าใต รวมถงึ ระงบั การนาํ เขา สนิ คา บางประเภท การลงทนุ การสงออกน้ํามัน การนําเขาถานหิน และความรวมมือดานนิวเคลียร นอกจากนี้ ยังมีองคกร ระหวา งประเทศอน่ื ๆ ไดร ว มกดดนั ดว ย การดาํ เนนิ การมาตรการลงโทษทางเศรษฐกจิ สง ผลกระทบ
๑๑๗ ตอเศรษฐกิจของประเทศเปนอยางมาก สภาวะเศรษฐกิจท่ีไรประสิทธิภาพ และแยลงอยาง ตอเนื่องนํามาซ่ึงขอกังขาของกลุมชนผิวขาวท่ีมีตอระบอบอะพาไทด และรัฐบาลที่ปกครอง ประเทศในขณะน้ันก็เห็นวาระบอบน้ีกําลังจะลมสลาย รวมถึงประเทศไมสามารถเดินหนา ตอ ไปได ในทส่ี ดุ จงึ นาํ มาสกู ารเรมิ่ เจรจากนั ในป ค.ศ. ๑๙๙๐ และนาํ มาสกู ารเลอื กตง้ั ตามระบอบ ประชาธปิ ไตยใน ค.ศ. ๑๙๙๔ (กลุ นนั ทน คนั ธกิ , ๒๕๕๘, น. ๑๔ – ๑๙) กระบวนการแกไขปญหาความขัดแยงในสังคมของประเทศสาธารณรัฐ แอฟรกิ าใต การดําเนินการเพ่ือแกไขความขัดแยงในสังคมของประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต ไดเ รม่ิ ขน้ึ อยา งเปน รปู ธรรมตามขน้ั ตอน โดยในเดอื นกนั ยายน ค.ศ. ๑๙๙๑ ไดม กี ารจดั ประชมุ ภายใตช อ่ื ขอ ตกลงสนั ตภิ าพแหง ชาติ (National Peace Accord : NPA) ซงึ่ ในครงั้ นมี้ ผี เู ขา รว ม หลากหลาย แมวา ในทา ยที่สุดจะมีบางกลมุ ไมไ ดใหส ัตยาบัน วัตถปุ ระสงคข องขอ ตกลง NPA คือ การระบุถึงวิถีปฏิบัติ ที่สามารถปฏิบัติไดจริงของท้ังพรรคการเมืองและกองกําลังดานความม่ันคง เลขาธิการตามขอ ตกลง NPA ยังไดต รวจสอบกลไกตา งๆ ในการยตุ คิ วามขดั แยง โดยหน่ึงในกลไก เหลานัน้ คือ การควบคุมตํารวจ โดยมหี ลักการสําคัญคอื มีคณะกรรมการตาํ รวจที่มอี งคประกอบพน้ื ฐานเปน พลเรอื นทาํ หนา ทตี่ รวจสอบการฝก และการปฏบิ ตั งิ านของตาํ รวจขณะเดยี วกนั กจ็ ะมหี นว ย งานทคี่ อยตรวจสอบและสบื สวนขอ กลา วหาตอ การละเมดิ ขอ ตกลงNPAของตาํ รวจดว ยโดยเปน การ ตระหนกั วา กองกาํ ลังความมน่ั คงควรถกู กาํ กับใหมุงไปในทศิ ทางเดียวกัน คือทิศทางแหงสนั ติภาพ เพื่อเปนการปองกันไมใหกองกําลังดังกลาวเปนอุปสรรคตอกระบวนการสรางประชาธิปไตย จนกระทงั่ ในเดอื นธนั วาคม ป ค.ศ. ๑๙๙๑ ไดม กี ารจดั ประชมุ ขยายความรว มมอื จาก NPA เปน การ จดั การประชมุ เพอื่ ประชาธปิ ไตยแอฟรกิ าใต (The Convention for a Democratic South Africa : CODESA) โดยมจี ดุ มงุ หมายเพอ่ื ใหเ ปน เวทสี าํ หรบั ผเู ขา รว มประชมุ ไดแ สดงทศั นะ และความตง้ั ใจ ตอ การยตุ คิ วามขดั แยง ทางการเมอื งดว ยการเจรจา โดยขอ สรปุ สาํ คญั ในการประชมุ ครงั้ น้ี คอื การ สรา งบรรยากาศทเ่ี ออ้ื ตอ การดาํ เนนิ กจิ กรรมทางการเมอื งไดอ ยา งเสรี การระบถุ งึ หลกั การพนื้ ฐาน สําหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม รวมถึงการจัดตั้งเวทีอภิปรายสําหรับรางรัฐธรรมนูญการจัดต้ัง รฐั บาลชว่ั คราวและหนว ยงานตา ง ๆ ทจ่ี ะเขา มาดาํ เนนิ การในระยะเปลย่ี นผา น การกาํ หนดขอ ตกลงท่ีจะบังคับใชในระยะเปลี่ยนผาน รวมถึงการกําหนดอนาคตของรัฐอิสระและการกําหนด กรอบระยะเวลาและการบงั คบั ใชข อ ตกลง CODESA จนนาํ มาสกู ารกอ ตง้ั คณะกรรมการบรหิ าร ในระยะเปลยี่ นผา น (Transitional Executive Council : TEC) โดยมวี ตั ถปุ ระสงคต งั้ ขนึ้ เพอ่ื กาํ กบั ดแู ลแอฟรกิ าใตใ นระยะเปลย่ี นผา นสปู ระชาธปิ ไตย และการสรา งบรรยากาศและเงอ่ื นไขทเ่ี หมาะสม
๑๑๘ รฐั สภาสาร ฉบบั เดือนพฤษภาคม - มถิ นุ ายน ๒๕๖๒ ทเี่ ออื้ ตอ การมสี ว นรว มทางการเมอื งอยา งเสรี ในทสี่ ดุ ไดม รี ฐั ธรรมนญู ฉบบั ชว่ั คราว ป ค.ศ. ๑๙๙๓ และซง่ึ อยใู นความดแู ลคมุ ครองของ TEC โดยพระราชบญั ญตั สิ ทิ ธิ และเสรภี าพของพลเมอื งไดว าง หลักประกันสิทธิข้ันพื้นฐานของประชาชน รวมถึงสิทธิในชีวิต ความเทาเทียมกันภายใตกฎหมาย สิทธิในการแสดงความคิดเห็นอยางเสรี การรวมกลุมสมาคมอยางเสรี รวมถึงการเขาถึงระบบ ศาลและกระบวนการยุติธรรม และสิทธิในการเขาถึงขอมูลขาวสารอีกดวย (กุลนันทน คันธิก, ๒๕๕๘, น. ๒๔ – ๓๑) การดําเนินการแกไขปญหาความขัดแยงในสังคมของประเทศแอฟริกาใตไดมีการ ดาํ เนนิ การตามกระบวนการตา ง ๆ ดงั ตอ ไปน้ี ๑) การสรางภาพอนาคตรวมกันผานกระบวนการฉายภาพอนาคตมองตเฟล อร (Mont Fleur Scenario) ทมี่ ตี วั แทนทกุ ฝา ยไดเ ขา รว ม จดุ ประสงคข องการฉายภาพอนาคต เปนความตองการรวมกันกระตุนการถกเถียงวาในอีก ๑๐ ปขางหนาชาวแอฟริกาใตท้ังมวล ตองการเห็นสังคมเปนแบบไหน ในโครงการนี้ไดนําเอาคนหลากหลายอาชีพท่ีโดดเดนจํานวน ๒๒ คน เขา มาอยใู นวงสนทนา และสรปุ การฉายภาพอนาคตออกมาเปน ๔ รปู แบบ ใชช อื่ เรยี ก ตามชอ่ื สตั วต า งๆ ดงั นี้ (๑.๑) นกกระจอกเทศมดุ หวั ลงในพน้ื ทราย (Ostrich) เปน อนาคตแบบ ท่ีทุกฝายไมตองการการเจรจา รัฐบาลของประเทศบริหารงานตอไปโดยไมไดเปนตัวแทนของ ประชาชน กลุมประชาชนตางคนตางปกปองผลประโยชนของกลุมตนเองเหมือนกับพฤติกรรม ของนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดลงไปในดินไมสนใจภาวะแวดลอมที่เกิดขึ้นขางนอก (๑.๒) เปดงอย (Lame Duck) คอื ไดม กี ารเรมิ่ ตน เจรจากนั ทบี่ รรลผุ ลขนึ้ จนเกดิ รฐั บาลเปลยี่ นผา นทเี่ กดิ ขน้ึ ใหม เปนรัฐบาลท่ีเกิดจากการผสมหลายพรรคการเมือง รัฐบาลผสม จึงมีการดําเนินการอยาง ลาชาและทําใหไมมีเสถียรภาพ ชวงเปดงอยเสมือนหน่ึงวา เปนเร่ืองยากที่เปดจะวิ่งหรือบินได (๑.๓) อคิ ารสั (Icarus) อนาคตแบบนค้ี อื รฐั บาลผวิ ดาํ ไดร บั ชยั ชนะในชว งแรก แตก ต็ อ งออก นโยบายประชานยิ มขน้ึ เพอ่ื ใหไ ดร บั เสยี งสนบั สนนุ จากกลมุ ตา งๆ ใหร ฐั บาลอยตู อ ไปได นโยบาย ประชานิยมเหลานี้จะกอใหเกิดปญหาขาดดุลงบประมาณ จนวิกฤตทางเศรษฐกิจ และปญหา สงั คมตามมา (๑.๔) นกฟลามงิ โกโบยบนิ (Flight of the Flamingos) เปน อนาคตทที่ กุ ฝา ยหนั หนา เขา หากนั สามารถจดั ตง้ั รฐั บาลทม่ี เี สถยี รภาพสงู ได มกี ารพฒั นาการทางนโยบายทางการเมอื ง และเศรษฐกจิ ทย่ี งั่ ยนื และการเจรญิ กา วหนา ในกระบวนการประชาธปิ ไตย สามารถสรา งความ เชื่อม่ันตอประชาชนทุกกลุมไมวาจะผิวสีใดหรือชนเผาใด นกฟลามิงโกออกบินน้ี เสมือนเปน ชวงท่ีทุกฝายคาดหวังเพราะถือเปนวาเปาหมายท่ีดีที่สุดที่จะนําพาความสงบสุขและย่ังยืน
๑๑๙ อยา งแทจ รงิ มาสแู อฟรกิ าใต หลงั จากทมี งานของโครงการมองตเ ฟลอรส รปุ ภาพอนาคตทง้ั สแี่ บบ ไดแ ลว จงึ เผยแพรผ ลงานสสู าธารณะ (Beery, Eidinow, & Murphy, 2012, p. 1 - 4) ๒) การออกรฐั บญั ญตั สิ ง เสรมิ เอกภาพ และความสมานฉนั ทแ หง ชาติ เลขที่ ๓๔ ค.ศ.๑๙๙๕ (Promotion of National Unity and Reconciliation Act No. 34 of 1995) เปน การ ตราเพ่ือนําไปสูการบัญญัติองคประกอบของคณะกรรมการนิรโทษกรรม (The committee on Amnesty) เพ่ือเตรียมการสําหรับการหยุดพักการปฏิบัติหนาที่ชั่วคราวในการดําเนินการตางๆ ของคณะกรรมการแสวงหาความจริงและความปรองดอง (The Truth and Reconciliation Commission) ซ่ึงอยูในระหวางการบรรลุผลสําเร็จของการดําเนินงานที่ปฏิบัติหนาท่ีโดย คณะกรรมการนริ โทษกรรม ทงั้ น้ี เพอ่ื ขยายอาํ นาจตา ง ๆ ของคณะกรรมการนริ โทษกรรม และ ระยะเวลา ซง่ึ คณะกรรมการนริ โทษกรรมจะทาํ งานเพอื่ ใหบ รรลผุ ลสาํ เรจ็ ได และบญั ญตั ถิ งึ ผล ทตี่ ามมาทมี่ ตี อ ไป ภายหลงั คณะกรรมการนริ โทษกรรมสน้ิ อาํ นาจหนา ท่ี (Republic of South Africa Promotion of National Unity and Reconciliation Amendment Bill, 1995) ๓) การตงั้ คณะกรรมการแสวงหาความจรงิ และปรองดอง ถอื เปน คณะกรรมการทมี่ ี ความสําคัญมากที่สุด โดยคณะกรรมการน้ีไดถูกรัฐสภาแตงตั้งเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ โดยพจิ ารณาเหตกุ ารณค วามรนุ แรงตง้ั แต ค.ศ. ๑๙๖๐-๑๙๙๔ ลกั ษณะสาํ คญั ของกรรมการฯ คอื (๓.๑) มงุ เจาะจงไปทเี่ หตกุ ารณใ นอดตี (๓.๒) จดุ กาํ เนดิ ของคณะกรรมการอยใู นระยะเปลย่ี นผา น มาจากสงครามหรือระบอบอํานาจนิยมที่มีมาแตเดิม (๓.๓) มีการสืบสวนรูปแบบการใช อาํ นาจในทางทีผ่ ิดจาํ นวนมากและความรนุ แรงในอดีตในชวงเวลาท่ียาวนาน ไมใ ชเหตกุ ารณใ ด เหตุการณหน่ึง (๓.๔) มุงไปที่ความรุนแรงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน (๓.๕) มีการผลิตรายงาน พรอ มกบั ขอ เสนอแนะออกมาตลอด (๓.๖) คณะกรรมการไดอ าํ นาจเตม็ ทจ่ี ากรฐั (๓.๗) อาศยั แนวทางใหเ หยอ่ื และผกู อ ความรนุ แรงเปน ศนู ยก ลาง อกี ทงั้ การจดั องคก ารของคณะกรรมการ ยังเปนลกั ษณะองครวม มีความรว มมือกันในระดบั ท่หี ลากหลายทั้งรฐั สังคม ชุมชน ปจ เจกบุคคล เพอื่ คาดหวงั วา การทาํ งานจะใหค วามสาํ คญั กบั หลกั นติ ริ ฐั และความยตุ ธิ รรม ความมนั่ คง การศกึ ษา เพอื่ ประชาธปิ ไตย การพฒั นาเศรษฐกจิ และการไกลเ กลยี่ นอกจากน้ี คณะกรรมการยงั มขี นาด ใหญโ ต สลบั ซบั ซอ น ไดร บั การสนบั สนนุ ทางการเงนิ จาํ นวนมาก ทงั้ นี้ คณะกรรมการ มาจากการสรรหาทใ่ี หท กุ พรรคการเมอื ง ภาคประชาสงั คม และ ประชาชนทวั่ ประเทศเสนอชอื่ เขา มา โดยคณะรฐั มนตรคี ดั เลอื กได ๑๗ คน กระบวนการสรรหา ถกู ยอมรบั วา เปน ประชาธปิ ไตยคอ นขา งมาก คณะกรรมการฯ เผยแพรร ายงานทงั้ สนิ้ ๑๗ เลม โดยที่ เลม สดุ ทา ยเผยแพรใ นป ๒๐๐๓ เมอื่ รายงานเสรจ็ สน้ิ นาํ มาจาํ หนา ยในราคา ๒๑๐ เหรยี ญสหรฐั ฯ
๑๒๐ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นพฤษภาคม - มถิ นุ ายน ๒๕๖๒ ซ่ึงถูกวิจารณวาแพงไป ทําใหคนธรรมดาเขาถึงยาก แตหากไมมองในแงผลผลิตที่ออกมา แตม องในแงก ระบวนการเปด ใหท กุ ภาคสว นเขา มาเลา ความจรงิ คณะกรรมการ มอี าํ นาจในการ นิรโทษกรรมอยางมีเง่ือนไขแกคนที่สารภาพความจริงจากการกระทําของตนเองทั้งหมด และ พิสูจนไดวาที่ทําไปดวยเหตุผลทางการเมือง และคณะกรรมการเปดโอกาสใหภาคสาธารณะ เขามามีสวนรวมในการไตสวน และดําเนินการเผยแพรคําใหการอยางกวางขวางท่ีสุด มีเวที ตา งๆ มากมายไมว า จะในเมอื ง ในโบสถ มผี เู ขา รว มฟง จาํ นวนมาก มกี ารถา ยทอดสดทางทวี ี และ วทิ ยซุ ง่ึ เปน ชอ งทางทคี่ นยากจนเขา ถงึ ไดง า ย ทง้ั น้ี จะเหน็ ไดว า คณะกรรมการ ใหค วามสาํ คญั กบั ความจรงิ เพอ่ื นาํ ไปสกู ารปรองดอง มกี ารนาํ ความจรงิ เกย่ี วกบั ความรนุ แรงในอดตี มาเผยแพร ใหสงั คมรับรอู ยา งละเอยี ด อกี ทั้งบทบาทของสื่อมวลชนกท็ ําหนา ท่ีอยางแข็งขนั ในกระบวนการ ดงั กลา ว (ศวิ ชั ศรโี ภคางกลุ , ๒๕๕๕, น. ๔๘ - ๕๐) ๔) คณะกรรมการตรวจสอบการละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน (The committee on Human Right Violation) ถูกต้ังข้ึนภายใตคณะกรรมการแสวงหาความจริง และการปรองดอง โดยมี อาํ นาจหนา ทใี่ นการสบื สวนคน หาความจรงิ เพอ่ื ใหไ ดท สี่ มบรู ณม ากทสี่ ดุ เกยี่ วกบั การละเมดิ สทิ ธิ มนษุ ยชน โดยหากคณะกรรมการชดุ น้ี คนพบวามีการละเมดิ มนุษยชนจริง และคน พบบุคคล ผซู ง่ึ ตกเปน เหยอ่ื ของการกระทาํ ดงั กลา ว คณะกรรมการชดุ นจ้ี ะไดน าํ เรอ่ื งเขา สคู ณะกรรมการวา ดว ยการฟน ฟแู ละเยยี วยา ๕) คณะกรรมการนริ โทษกรรม โดยมอี าํ นาจหนา ทพ่ี จิ ารณาผทู ตี่ อ งการขออภยั โทษ ตามกฎหมายวาดวยการนิรโทษกรรม ซึ่งระบุไววา ผูที่จะไดรับโอกาสในการนิรโทษกรรมไดแก ผูท่ีมีกิจกรรมเก่ียวของกับวัตถุประสงคทางการเมือง เชน สมาชิก หรือผูสนับสนุนกลุม กระบวนการทเี่ ปน ทร่ี จู กั ทว่ั ไป หรอื ขบวนการปลดปลอ ยตา ง ๆ ทมี่ วี ตั ถปุ ระสงคใ นการตอ ตา นรฐั หรอื องคก ารการเมอื ง หรอื ขบวนการปลดปลอ ยอนื่ หรอื เจา นา ท่ี หรอื ลกู จา งของรฐั บาลใด ๆ ไมว า จะเปน พลเรอื น หรอื ภาคความมนั่ คง หรอื ผทู ไ่ี ดก ระทาํ การทเี่ กย่ี วขอ งกบั การรฐั ประหารท่ี เคยเกิดขึ้นแลวทั้งหมด ทั้งนี้ การประกาศอภัยโทษใหคนใดคนหน่ึงจะตองมีการเปดเผยตีพิมพ ในสอื่ มวลชนอยา งกวา งขวาง โดยใสช อ่ื และนามสกลุ เตม็ ของผทู ไี่ ดร บั การอภยั โทษ ซงึ่ ผทู ไี่ ดร บั การนิรโทษกรรมจะไมตองรับโทษใด ๆ ทางอาญา และผูท่ีไมไดรับการพิจารณาอภัยโทษ คณะกรรมการจะตองแจงใหกับบุคคลที่ขออภัยโทษ บุคคลที่เก่ียวของ และคณะกรรมการ แสวงหาความจรงิ ฯ โดยเรว็ ทส่ี ดุ ทจี่ ะเปน ไปได (ณชั ชาภทั ร อนุ ตรงจติ ร, ๒๕๕๘, น.๑๘๙ – ๑๙๐) ๖) คณะกรรมการฟน ฟเู ยยี วยาและสง เสรมิ การกลบั คนื สสู งั คม (The Committee on Reparation and Rehabilitation) เปน คณะกรรมการทที่ าํ หนา ทเ่ี สนอแนะนโยบายเพอื่ ฟน ฟเู ยยี วยา
๑๒๑ และสงเสริมการกลับคืนสูสังคมตอประธานาธิบดี โดยหลักการของคณะกรรมการท่ีจะนําเสนอ นโยบายมดี งั นคี้ อื (๖.๑) ชดใช ตามสทิ ธเิ พอ่ื ความยตุ ธิ รรม และใหค า ชดเชยตามความเหมาะสม (๖.๒) การชดใชค า เสยี หาย ตามสทิ ธเิ พอ่ื กลบั คนื สสู ภาพตามเชน อดตี เทา ทเี่ ปน ไปได โดยเปน ไป ตามสถานการณท เี่ ปน อยกู อ นทจี่ ะเกดิ การละเมดิ (๖.๓) สง เสรมิ การกลบั คนื สสู งั คม ตามสทิ ธเิ พอื่ การรกั ษาทางการแพทย และทางจติ เวช เชน เดยี วกนั กบั การใหบ รกิ ารอน่ื และ/หรอื การแทรกแซง ตา งๆโดยเปน ไปทง้ั ในระดบั ประชาคม และระดบั ปจ เจกชน ซงึ่ จะชว ยอาํ นวยความสะดวกใหเ กดิ การสง เสรมิ การกลบั คนื สสู งั คมอยา งเตม็ ท่ี (๖.๔) การกลบั คนื สสู ภาพเดมิ ในศกั ดศิ์ รี ตามสทิ ธขิ อง ปจ เจกชน หรอื ประชาคมเพอื่ ใหไ ดร บั รวู า การกระทาํ ความผดิ ละเมดิ นนั้ ไดถ กู นาํ ไปสกู ารพจิ ารณา ตามกระบวนการยตุ ธิ รรม และสทิ ธติ ามความรสู กึ ในคณุ คา ทางจติ ใจ (๖.๕) สรา งหลกั ประกนั มใิ ห เกดิ ความสญู เสยี ขนึ้ อกี ตามสทิ ธเิ พอื่ ใหค วามเชอื่ มน่ั โดยหมายถงึ การดาํ เนนิ การแทรกแซงหรอื การปฏิรูปทางนิติบัญญัติหรือทางสถาบันอยางเหมาะสม ซ่ึงเปนการทําใหเกิดความเชื่อม่ันวา การกระทาํ ความผดิ ทเี่ ปน ละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนดง่ั เชน ในอดตี จะไมเ กดิ ขน้ึ ซา้ํ อกี (The committee on Reparation and Rehabilitation, 1998, น. ๙๓ – ๙๔) จากการดําเนินการการต้ังคณะกรรมการตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนพรอมกันการรวมมือของ รฐั บาล ภาคพลเมอื ง และปจ จยั ภายนอกทง้ั ในสว นประเทศตา งๆ และองคก ารระหวา งประเทศ ทาํ ใหก ารดาํ เนนิ การแกไ ขความขดั แยง ในประเทศสาธารณรฐั แอฟรกิ าใตด าํ เนนิ ไปอยา งตอ เนอ่ื ง ไปตามลาํ ดบั จนประเทศไดม คี วามสนั ตสิ ขุ และมกี ระบวนการประชาธปิ ไตยนบั แตม กี ารเลอื กตงั้ ครงั้ แรก ป ค.ศ.๑๙๙๔ เปน ตน มา แมใ นการดาํ เนนิ การบางประการจะมถี กู วพิ ากษว จิ ารณ อาทิ การดาํ เนนิ การอภยั โทษ ซงึ่ ประชาชนทถ่ี กู ละเมดิ เหน็ วา ไมเ ปน ธรรม แตห ากพจิ ารณาการดาํ เนนิ การทงั้ หมดท่ีเกดิ ขน้ึ ถือเปนกระบวนการแกไ ขความขดั แยงในสงั คมที่สามารถเปนแบบอยางให กบั ประเทศตา ง ๆ ทม่ี คี วามขดั แยง อยา งรนุ แรงในประเทศใหด าํ เนนิ การตาม และสามารถแกไ ข ปรบั ปรงุ ในสว นทเ่ี หน็ วา ไมส มควรเพอื่ เปน ประโยชนข องประเทศตนเองตอ ไป สรปุ ส่งิ จาํ เปน อยา งยิง่ ที่จะนาํ ไปสกู ารแกไขปญหาในสงั คมประการสําคญั คอื จะตอ ง ทาํ ความเขา ใจความขดั แยง วา มมี ลู เหตุ หรอื รากเหงา มาอยา งไร และพลวตั รความขดั แยง ทส่ี ง ผล ใหค วามขดั แยง ดาํ เนนิ ตอ เนอ่ื งเปน ไปอยา งไร รวมถงึ ผแู สดงบทบาทในความขดั แยง และบทบาท พเิ ศษตา ง ๆ ของรฐั ทม่ี ผี ลตอ ความขดั แยง การเขา ใจองคป ระกอบดงั กลา วจะทาํ ใหท ราบถงึ ปญ หา ความขดั แยง ทเี่ กดิ ขนึ้ และจะนาํ ไปสกู ารแสวงหาแนวทาง และการดาํ เนนิ การตามกระบวนการ แกไ ขความขดั แยง ในสงั คม ไมว า จะเปน แนวทางการแกไ ขความขดั แยง การสรา งความปรองดอง
๑๒๒ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นพฤษภาคม - มถิ ุนายน ๒๕๖๒ และความยุติธรรมในระยะเปล่ียนผาน ซ่ึงถือเปนแนวทางและการดําเนินการตามกระบวนการ ที่เปนไปตามหลักการสากล และเปนที่ยอมรับจากนานาชาติวาจะสามารถนํามาสูสันติภาพ และความสงบสขุ ในสงั คม ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใตถือเปนประเทศหนึ่งท่ีเคยประสบกับปญหา ความขดั แยง ในสงั คมอยา งรนุ แรง ตามมลู เหตุ หรอื รากเหงา ของความขดั แยง อนั เกดิ จากเชอื้ ชาติ สผี วิ ระหวา งคนขาว ซ่ึงเปน ประชาชนกลมุ นอยทอี่ พยพเขามาในชว งอาณานคิ ม และกลายเปน กลุมเช้ือชาติที่ปกครองประเทศ กับคนพ้ืนเมืองผิวดําท่ีเปนประชาชนกลุมใหญของประเทศ ซง่ึ ถกู กดขี่ เอาเปรยี บ ละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน การทร่ี ฐั บาลผปู กครองโดยคนผวิ ขาวออกนโยบาย แบงแยกสีผิวอยางรุนแรง คือระบอบอะพาไทด และการออกกฎหมายท่ีละเมิดสิทธิของ ชนพน้ื เมอื งผวิ ดาํ จงึ นาํ มาสคู วามแตกแยกทางสงั คมอยา งรนุ แรง จนสดุ ทา ย ดว ยปจ จยั ภายนอก จากตางประเทศท่ีกดดันทําใหรัฐบาลปกครองโดยคนผิวขาวตองปรับเปลี่ยนประเทศใหเปนไป ปฏบิ ตั ติ ามระบอบประชาธปิ ไตย และการคาํ นงึ ถงึ สทิ ธมิ นษุ ยชน รวมถงึ ประชาชนกลมุ พน้ื เมอื ง ชาวผวิ ดาํ ทร่ี วมตวั เรยี กรอ งอยา งสนั ติ และดาํ เนนิ การรว มกนั ตอ สเู พอื่ ใหไ ดม าซง่ึ ความมเี สรภี าพ ความเสมอภาค และความยตุ ธิ รรม ในการมสี ว นรว มทางการเมอื งการปกครองประเทศ และเพอื่ สภาพความเปน อยขู องกลมุ เชอื้ ชาตคิ นทเ่ี ปน ประชาชนสว นใหญข องประเทศทด่ี ขี น้ึ จนนาํ มาสกู าร บรรลุผลสําเร็จตามท่ีกลุมชาวผิวดําเรียกรอง แตการแกไขปญหาความขัดแยงในสังคมที่เกิดข้ึน จากอดีตในประเทศแอฟริกาใตนั้น จําเปนอยางยิ่งที่จะตองใชเวลายาวนานในการดําเนินการ โดยรว มกนั จดั ตงั้ คณะกรรมการตา ง ๆ เพอื่ แกไ ขความขดั แยง ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสงั คม ซง่ึ การแกไ ขความ ขดั แยง ในสงั คมจะเกดิ ขนึ้ ไดก ต็ อ เมอ่ื ทกุ ภาคสว นในสงั คมตา งรว มมอื กนั เพอื่ ปรารถนาสรา งสงั คม ของประเทศของตนใหม คี วามสงบสขุ สนั ตสิ ขุ และสงั คมทด่ี ขี น้ึ ดงั คาํ กลา วของรฐั บรุ ษุ แหง ประเทศ สาธารณรฐั แอฟรกิ าใต นายเนลสนั แมนเดลา ไดก ลา วไวว า “Our Struggle for freedom and justice was a collective effort…. It is in your hands to create a better world for all who live in it” (“การตอ สเู พอื่ เสรภี าพ และความยตุ ธิ รรมของพวกเราถอื เปน ความพยายามรว มกนั .... มนั อยใู นมอื ของทกุ ทา นแลว ทจ่ี ะสรรสรา งโลกทด่ี กี วา สาํ หรบั พวกเราทง้ั ผองทอี่ ยอู าศยั บนโลกใบน”้ี
๑๒๓ เอกสารอา งองิ สอ่ื สง่ิ พมิ พ กลุ นนั ทน คนั ธกิ . (๒๕๕๘). การปฏริ ปู ความมน่ั คงในแอฟรกิ าใต. ในสรุ ชาติ บาํ รงุ สขุ , จลุ สารความมน่ั คงศกึ ษา (๗-๖๐). กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั สแควร ปรน๊ิ ซ ๙๓ จาํ กดั . ณชั ชาภทั ร อนุ ตรงจติ ร. (๒๕๕๘). แนวทางสรา งความปรองดองจากสาธารณรฐั แอฟรกิ าใต : บทเรยี นสปู ระเทศไทย. ใน วารสารพระปกเกลา เดอื นมกราคม – เมษายน ๒๕๕๘ (๑๗๗ –๒๐๑). ศวิ ชั ศรโี ภคางกลุ . (๒๕๕๕). เผชญิ ภยั ความรนุ แรงดว ยปรองดอง ? บทเรยี นจากตา งแดน. กรงุ เทพฯ : โครงการจดั พมิ พค บไฟ. สถาบนั พระปกเกลา . (๒๕๕๕). รายงานวจิ ยั การสรา งความปรองดองแหง ชาตเิ สนอตอ คณะกรรมาธกิ ารวสิ ามญั พจิ ารณาศกึ ษาแนวทางการสรา งความปรองดองแหง ชาติ สภาผแู ทนราษฎร. กรงุ เทพฯ : สถาบนั พระปกเกลา Ahmed, K. Z., 2013). The Spirit and Insights of the Alxal Flowerings : A Paradigm for Conflict Resolution. (Doctoral Dissertation, George Mason University, 2013), UMI Dissertation Publishing. Jeong, Ho-Wan. (2008). Understanding Conflict and Conflict Analysis. London : SAGE Publication Ltd. Schiller, R. (2012). Talking to the other: The effects of Intergroup Contact on Reconciliation in Post – Conflict Societies. (Doctoral Dissertation, The Fletcher School of Law and Diplomacy, 2012), UMI Dessertation Publishing United Nations. (2014). Transitional Justice and Economic, Social, and Cultural Right. New York: United Nations Publication Wallensteen, P. (2012). Understanding Conflict Resolution. London : SAGE Publications : SAGE Publication Ltd. Wani, H.A (2011). Understanding Conflict Resolution. International Journal of Humanities and Social Science, 2(1), 105-108.
๑๒๔ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๖๒ ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส Beery, J., Eidinow, E., & Murphy, M. (2012). The Mont Fleur Scenario, What will South Africa can be like in the Year 2002 ? with a new introduction by Mont fleur facilitation , Adam Kahane. Retrieved September 4, 2018, from https:// reospartners.com/wp- content/uploads/old/Mont%20Fleur.pdf International Alert. (2004). Conflict-sensitive approaches to development, humanitarian assistance and peace building. Retrieved August, 3, 2018, from https://www.internationalalert.org/sites/default/files/Training_Development HumanitarianAssistancePeacebuilding_EN_2004_0.pdf International Center for Transitional Justice. Transitional Justice. Retrieved September, 7, 2018 from https://www.ictj.org/sites/default/files/ICTJ-Global-Transitional-Justice- 2009-English.pdf Republic of South Africa Promotion of National Unity and Reconciliation Amendment Bill. (1995). Retrieved September, 7, 2018 from http://www.justice.gov.za/trc/legal/ b48b_98.htm The committee on Reparation and Rehabilitation. (1998). Report of Reparation and Rehabilitation Committee Introduction. Retrieved September, 7, 2018 from http://www.justice.gov.za/trc/report/finalreport/vol6_s2.pdf
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128