ระบบนิเวศ (ECOSYSTEM) Ep 1 : ความหลากหลายของระบบนิเวศ ชีววิทยา 5 (ว 30245) ระดบั ชนั้ ม.6 โดย ครูสกุ ฤตา โสมล โรงเรยี นเบญจมราชทู ิศ จงั หวดั จนั ทบรุ ี
Introduction; ความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกบั ระบบนิเวศ โดยครูสกุ ฤตา โสมล
โลกของสง่ิ มชี วี ติ (biosphere) โลกมีส่ิงมีชีวิต (organism) อยู่เป็นจำนวนมำก และมีควำมควำม หลำกหลำยทำงชีวภำพ โดยส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีรูปร่ำง รูปแบบกำรดำรงชีวติ และแหลง่ ที่อย่เู ฉพำะท่ีแตกต่ำงกัน - ส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันทีอ่ าศัยอยู่ร่วมกันในบริเวณเดยี วกันในช่วงเวลาหน่ึง จดั เป็ นประชากร (population) ของสิง่ มชี ีวิตชนิดนั้น - ในขณะเดยี วกันในบริเวณหน่ึงๆ ยอ่ มมสี ่งิ มชี วี ติ มากกว่า 1 ชนิดมาอาศัยอยรู่ ่วมกนั เรียกว่า กลุ่มสงิ่ มชี วี ติ (community) - การดารงชวี ติ ของสิ่งมชี ีวติ ในแตล่ ะบริเวณนั้นตา่ งกอ็ าศัยปัจจัยทางกายภาพและปัจจยั ทางชวี ภาพที่ เหมาะสมทเ่ี ออื้ ตอ่ การมชี ีวิตอยู่ โดยทส่ี ่งิ มชี วี ิตเหล่านั้นต่างกม็ คี วามสัมพนั ธซ์ งึ่ กนั และกันภายในกลุ่ม ส่งิ มชี ีวิตเดยี วกัน และกับกลุ่มส่งิ มชี ีวติ อนื่ ด้วย เกดิ เป็ น ระบบนิเวศ (Ecosystem) ซงึ่ มที งั้ ระบบ นิเวศบนบกและระบบนิเวศแหล่งนา้ โดยครูสกุ ฤตา โสมล - โดยระบบนิเวศบนโลกนีท้ งั้ หมดรวมกันเป็ น โลกของสงิ่ มชี วี ติ (biosphere) 3
โดยครูสกุ ฤตา โสมล 4
โดยครูสกุ ฤตา โสมล 5
: Can you write “Biosphere diagram”? 6 Ecosystems and the Biosphere โดยครูสกุ ฤตา โสมล
โดยครูสกุ ฤตา โสมล 7
กำรศกึ ษำทำงนิเวศวทิ ยำ เป็นกำรศกึ ษำต้ังแต่ระดบั สงิ่ มชี ีวติ จนถึงระดับไบโอสเฟยี ร์ โดยในระดับสิง่ มีชีวิตเน้นเรื่อง กำรดำรงชีวิตของส่ิงมีชีวิตในแง่ของรูปร่ำง ลักษณะ พฤติกรรม และสรีระท่ีสัมพันธ์กับ ส่ิงแวดล้อม รวมทั้งปัจจัยซึ่งส่งผลให้ส่ิงมีชีวิตสำมำรถดำรงชีวิตอยู่ในสภำพแวดล้อมได้ อยำ่ งเหมำะสม ส่วนในระดับไบโอสเฟียร์เป็นกำรศึกษำโลกของ ส่ิงมีชีวิตที่แสดงควำมเช่ือมโยงของระบบนิเวศ ต่ำงๆ ท่ีกระจำยอยู่ตำมเขตภูมิศำสตร์ต่ำงๆ บน พืน้ ผิวโลก โดยครูสกุ ฤตา โสมล 8
1. ระบบนเิ วศ (ecosystem) ระบบนิเวศเป็นระบบที่ประกอบด้วยกลุ่มของส่ิงมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ในบริเวณใดบริเวณหน่ึงซึ่งมีควำมสัมพันธ์กัน มีกำรถ่ำยทอด พลังงำนและกำรหมุนเวียนสำรในระบบ ซึ่งหมำยรวมท้ังส่วนท่ีเป็น โครงสร้ำงและส่วนท่ีเปน็ กระบวนกำร ในสว่ นของโครงสร้ำงประกอบดว้ ย... - องคป์ ระกอบทำงกำยภำพ เชน่ แสง อณุ หภูมิ ปรมิ ำณน้ำฝน - องค์ประกอบทำงชวี ภำพ ได้แก่ส่ิงมีชีวิตชนดิ ต่ำงๆ ท่ีอำศัยอยูใ่ นระบบนิเวศนนั้ โดยองค์ประกอบท้ังสองส่วนน้ีต่ำงก็มีควำมสัมพันธ์ซึ่งกัน และกนั สว่ นกระบวนกำรนน้ั หมำยถึงกระบวนกำรทงั้ หมดท่ี เ กิ ด ข้ึ น ใ น ร ะ บ บ นิ เ ว ศ แ ต่ ท่ี มี ค ว ำ ม ส ำ คั ญ ม ำ ก คื อ ก ร ะ บ ว น ก ำ ร ถ่ ำ ย ท อ ด พ ลั ง ง ำ น แ ล ะ ก ำ ร ห มุ น เ วี ย น ส ำ ร ภำยในระบบนิเวศ ทั้งโครงสร้ำงและกระบวนกำรนี้มี ค ว ำ ม ส ำ คั ญ ท่ี จ ะ ท ำ ใ ห้ ร ะ บ บ นิ เ ว ศ ด ำ ร ง อ ยู่ ไ ด้ อ ย่ ำ ง มี เสถยี รภำพ (stability) โดยครูสกุ ฤตา โสมล 9
องค์ประกอบของระบบนเิ วศ 2. กลมุ่ ส่งิ มชี วี ิต (biotic component) - ผูผ้ ลิต (producer) เช่น พชื 1. กลมุ่ สงิ่ ทไี่ ม่มชี ีวิต (abiotic component) - ผู้บริโภค (consumer) แบ่งเป็น ผู้บริโภคพืช (herbivore) เช่น ดิน นำ้ อำกำศ ผู้บริโภคสัตว์ (carnivore) ผู้บริโภคพืชและสัตว์ (omnivore) ผบู้ รโิ ภคซำกพชื และสัตว์ (scavenger) - ผู้สลำยสำรอินทรีย์ (decomposer) เช่น แบคทเี รีย เหด็ รำ โดยครูสกุ ฤตา โสมล 10
ควำมสมั พนั ธ์ในระบบนเิ วศ 11 สิ่งมชี ีวติ ท่ีอำศัยอยู่ในระบบนิเวศหนึ่งๆ ย่อมมีควำมสัมพันธ์ซ่ึง กันและกนั ระหวำ่ งสิ่งมีชวี ติ กับสง่ิ มชี วี ติ ด้วยกนั เอง และระหวำ่ ง สงิ่ มีชวี ิตกบั สภำพแวดลอ้ มทสี่ ่ิงมชี วี ิตอำศัยอยู่ ควำมสมั พนั ธร์ ะหวำ่ งสง่ิ มชี วี ติ กบั ปจั จยั ทำงกำยภำพ 1. อณุ หภมู ิ มีผลต่อสง่ิ มชี วี ติ มำกมำย เชน่ - มีผลต่ออัตรำเมแทบอลิซึมของสิ่งมีชีวิต มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10oC ส่งผลให้ตัวอ่อนสำมำรถ เจรญิ เตบิ โตได้ภำยในระยะเวลำอนั สนั้ - มีผลต่อกำรแพรก่ ระจำยของส่ิงมชี ีวติ พบว่ำส่งิ มชี ีวิตท่ีมีขดี จำกดั ควำมอดทนต่ออุณหภูมิในช่วง ทก่ี วำ้ งจะสำมำรถแพรก่ ระจำยได้มำก - มีผลต่อปริมำณแก๊ส O2 ท่ีละลำยในน้ำ เม่ืออุณหภูมิสูงข้ึน ปริมำณแก๊ส O2 ท่ีละลำยในน้ำจะ ลดลง ซง่ึ อำจส่งผลใหส้ ง่ิ มีชวี ติ ขำด O2 ท่ีใชใ้ นกระบวนกำรหำยใจ - ทำให้สิ่งมีชีวิตมีกำรปรับตัวทำงด้ำนโครงสร้ำง เช่น กำรปรับตัวของหมีข้ัวโลกหรือสัตว์ในเขต หนำว มีขนยำวปกคลมุ มีช้นั ไขมนั ใตผ้ ิวหนงั หนำ - ทำให้ส่ิงมีชีวิตปรับตัวทำงด้ำนพฤติกรรม เช่น กำรอพยพของนกปำกห่ำงจำกสภำพอุณหภูมิต่ำ ทำงตอนเหนอื ของทวปี เอเชียลงมำอยู่ทำงตอนใตข้ องทวีปเอเชียเปน็ กำรช่ัวครำว โดยครูสกุ ฤตา โสมล
นกปากหา่ งหนีหนาว โดยครูสกุ ฤตา โสมล 12
2. แสง มผี ลต่อสงิ่ มีชวี ติ มำกมำย เชน่ - เป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสง ถำ้ แสงมคี วำมเข้มข้นมำกเกนิ ไปจะสง่ ผลให้กำรทำงำน ของเอนไซม์ในกระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสงลดลง ทำให้พืชสร้ำงอำหำรได้นอ้ ยลง - มผี ลต่อกำรเคลอื่ นไหวของพืชเช่น กำรหุบกำรบำน กำรผลดิ อก หรือกำรออกหำกินของสตั ว์ - มีผลต่อกำรงอกของเมล็ดพืชบำงชนิด เช่น เมล็ดสน เมล็ดผัก สลัด สำมำรถงอกและเจริญได้ดีเมื่อได้รับแสงที่มีช่วงควำมยำว คลื่นของแสงสีแดง - มีผลต่อกำรสืบพันธุ์ของสัตว์บำงชนิดโดยระบบสืบพันธุ์ของ สัตว์จะขึ้นกับช่วงเวลำท่ีได้รับแสงในแต่ละฤดู เช่น สัตว์เล้ียงลูก ด้วยน้ำนมและนกในเขตอบอุ่นได้รับแสงในช่วงฤดูหนำวโดย เมื่อปริมำณแสงที่มีต่อวันลดลง ทำให้สัตว์เลือดอุ่นมีกำรผลิต ฮอรโ์ มนท่เี กยี่ วขอ้ งกบั กำรสบื พนั ธ์ุเพมิ่ ขึ้น การออกหากนิ ของสัตว์ - มีผลต่อกำรเจรญิ ของพืช โดยพชื ท่อี ำศยั ในระบบนิเวศป่ำผลัดใบมีควำมต้องกำรควำมเขม้ ของแสงสูงกวำ่ พชื 13 ทอ่ี ำศยั ในระบบนิเวศปำ่ ดบิ ช้นื ทำใหพ้ ืชในบรเิ วณปำ่ ดบิ ชื้นสำมำรถเจรญิ เตบิ โตและสืบพนั ธไ์ุ ดด้ ีกวำ่ ป่ำผลัดใบ โดยครูสกุ ฤตา โสมล
3. ควำมชื้น มผี ลตอ่ ส่งิ มชี วี ติ มำกมำย เช่น 14 - ปริมำณน้ำที่มีอยู่ในสภำพแวดล้อมมีควำมสำคัญต่อระบบนิเวศ เนื่องจำก เป็นปัจจัยกำหนดสภำพแวดล้อม ควำมอุดมสมบูรณ์ ลกั ษณะชนิดของระบบนิเวศ - พื้นดินที่มีควำมชื้นสูง ทำให้พืชเจริญงอกงำมได้ดีและมีส่ิงมีชีวิตอำศัยอยู่ มำกกว่ำพืน้ ดินท่ีมีควำมชื้นนอ้ ย อำกำศแห้งแลง้ - มีผลต่อกำรปรับตัวของส่ิงมีชีวิต เช่น พืชท่ีข้ึนในทะเลทรำยมีลำต้นและใบ อวบน้ำ มีคิวทินเคลือบใบเพ่ือลดกำรระเหยของน้ำ หรือมีกำรลดรูปใบเป็นหนำม สัตว์ท่ีอำศัยในทะเลทรำยมีกำรปรับตัวทำงด้ำนพฤติกรรมและทำงด้ำนสรีรวิทยำ เชน่ ออกหำอำหำรในช่วงกลำงคนื มีกำรกำจดั ของเสยี ในรูปของกรดยูริก โดยครูสกุ ฤตา โสมล
4. แกส๊ มผี ลตอ่ สง่ิ มชี วี ติ มำกมำย เช่น - แกส๊ O2 เป็นปจั จัยทีม่ คี วำมสำคญั ต่อส่งิ มีชีวิต สง่ิ มชี ีวิตทอี่ ยู่บนบกจะได้แก๊ส O2 อยำ่ งพอเพยี ง แต่ สง่ิ มชี วี ติ ทีอ่ ยใู่ นน้ำจะไดป้ รมิ ำณแกส๊ O2 คอ่ นขำ้ งจำกัด (นำ้ 1 ลติ ร มแี ก๊ส O2 5 cm3 ในอำกำศปริมำณ 1 ลิตร มี แกส๊ O2 210 cm3) - ในแหล่งนำ้ ที่มีสำรอนิ ทรีย์มำก จลุ ินทรยี ใ์ นนำ้ ต้องกำรใช้แกส๊ O2 ในกำรสลำยสำรอนิ ทรีย์ จึงอำจทำให้ เกดิ กำรขำดแคลนแก๊ส O2 ได้ - แก๊ส CO2 และแกส๊ O2 มบี ทบำทในกระบวนกำร สังเครำะหด์ ว้ ยแสงและกระบวนกำรหำยใจ - ในบรรยำกำศมแี กส๊ N2 รอ้ ยละ 78 แต่ส่งิ มชี ีวิตส่วน ใหญ่ไมส่ ำมำรถใชไ้ ด้โดยตรง เม่อื อยใู่ นรปู สำรประกอบ แอมโมเนียไนไตรต์และไนเตรต ส่งิ มชี ีวติ จึงจะสำมำรถ นำมำใช้ประโยชนไ์ ด้ โดยครูสกุ ฤตา โสมล 15
5. ดิน มีผลตอ่ สงิ่ มชี วี ติ มำกมำย เชน่ - เป็นแหลง่ ทีอ่ ยอู่ ำศัยและแหล่งแรธ่ ำตุแก่พืชและสัตว์ ดนิ โป่ ง - พืชได้รับธำตุอำหำรทำงรำกโดยกำรดูดธำตุอำหำรท่ีมีอยู่ ในดินเข้ำสู่รำกผ่ำนระบบท่อลำเลียงไปตำมส่วนต่ำงๆ ของลำต้น และทำงปำกใบ โดยกำรผสมป๋ยุ กับนำ้ แล้วฉีดพน่ ท่ีใบพืช ดนิ โป่ ง สร้างดนิ โป่ ง - สัตว์ได้รับแร่ธำตุจำกกำรบริโภคพืชหรือแร่ธำตุจำกดิน โดยตรง เช่น สตั วป์ ำ่ ได้รบั แร่ธำตุจำกกำรกนิ ดินโปง่ 16 โดยครูสกุ ฤตา โสมล
6. ควำมเป็นกรด-เบสของดนิ และนำ้ มีผลต่อสงิ่ มชี วี ติ มำกมำย เช่น - เป็นปัจจัยจำกัดต่อพืชในกระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสง พบว่ำ พืชมีกำรแพร่กระจำยได้ดีในบริเวณที่มีค่ำ pH ค่อนข้ำงสูงเพรำะสำมำรถนำ CO2 ที่มีปริมำณน้อยจำกบรรยำกำศมำใช้ในกระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสงได้ ส่งผลให้ พืชสำมำรถเจรญิ เติบโตไดด้ ีกว่ำพืชทอี่ ยบู่ รเิ วณทมี่ ีค่ำ pH ทีค่ อ่ นข้ำงตำ่ - ค่ำ pH สูง มีผลต่อเฮโมโกลบินของปลำทำให้รับ O2 ได้น้อยลง ส่งผลให้ปลำแซลมอนอพยพไปอำศัยบริเวณที่มี คำ่ pH ท่ีต่ำกว่ำ ในสัตวไ์ ม่มีกระดกู สันหลงั ส่งผลใหเ้ มด็ สลี ดนอ้ ยลง และเมแทบอลซิ มึ ลดลง - ค่ำ pH ท่แี ตกตำ่ งกันในระบบนิเวศ ส่งผลใหม้ กี ำรแพรก่ ระจำยของส่งิ มีชีวิตแตกตำ่ งกัน ชนิดของส่งิ มชี ีวิต ความเป็นกรด-เบส สตั ว์ในดิน 2.2-9.0 3.2-10.5 สิง่ มีชีวติ ในนา้ จดื 8.0-8.4 สงิ่ มชี วี ติ ในน้าเคม็ 6.5-8.0 สง่ิ มีชีวติ ในทะเลสาบ/ล้าธาร 7.6-8.45 3.0-10.5 ปะการงั 6.6-7.0 มอส พชื ทั่วไป ตำรำงแสดงควำมเป็นกรด-เบสที่เหมำะสมต่อกำรดำรงชพี ของสงิ่ มชี วี ิต โดยครูสกุ ฤตา โสมล 17
ควำมสมั พนั ธร์ ะหวำ่ งสงิ่ มชี วี ติ กบั ปจั จยั ทำงชวี ภำพ ระบบนิเวศแต่ละระบบประกอบด้วยสิ่งมชี วี ติ หลำกหลำยชนิดอยู่ร่วมกนั ในสงั คมสง่ิ มชี ีวิต ซงึ่ ควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งสง่ิ มีชวี ติ แตล่ ะชนดิ (interspecific interaction) มีหลำกหลำยรูปแบบ เชน่ รปู แบบความสมั พนั ธ์ สัญลกั ษณ์ ตวั อยา่ ง 1. ภาวะพง่ึ พากนั (mutualism) + ,+ -โพรโทซวั ในลำไสป้ ลวกกบั ปลวก -ไรโซเบียมในปรำกถ่ัว : ทง้ั 2 ฝ่ายอย่รู ว่ มกนั ขาดใครไปไม่ได้ ต่าง -รำกบั สำหร่ำย (ไลเคนส)์ -ปะกำรังกับสำหรำ่ ยซูแซนเทลลี ไดป้ ระโยชนก์ นั ทงั้ คู่ -ต้นไทรกับตอ่ ไทร -รำไมคอรไ์ รซำในรำกสนหรอื รำกปรง 2. ภาวะการไดร้ บั ประโยชนร์ ว่ มกนั + , + -ดอกไมก้ ับแมลง -นกเอ้ียงกบั ควำย -มดดำกับเพล้ีย (protocoorperation) -ซีแอนโี มนีกบั ปเู สฉวน -ปลำกำรต์ ูนกบั ดอกไม้ทะเล ตำรำงแสดงรปู แบบควำมสมั พันธ์ ระหว่ำงสงิ่ มชี ีวติ ตำ่ งชนดิ :ทง้ั 2 ฝ่ายไม่จาเป็นตอ้ งอย่รู ว่ มกนั เสมอไป -สำหร่ำยคลอเรลลำกับไฮดรำ กำหนดให้สัญลกั ษณ์ 3. ภาวะองิ อาศยั (commensalism) + , 0 -เหำฉลำมกบั ปลำฉลำม -นกทำรังบนตน้ ไม้ -ปูเสฉวนกบั เปลอื กหอย (+) แทนกำรไดป้ ระโยชน์ (-) แทนกำรเสยี ประโยชน์ -เพรียงหินบนกระดองเตำ่ -เฟนิ บนต้นไม้ใหญ่ -ตะไครน่ ำ้ บนเปลอื กไม้ (0) แทนกำรไมไ่ ดแ้ ละไมเ่ สยี ประโยชน์ -แอนำบนี ำ(สำหรำ่ ยสีเขียวแกมนำ้ เงิน) ในแหนแดง 4. ภาวะการล่าเหย่ือ (predation) + , - -นกกนิ หนอน -เสอื ล่ำกวำง -งกู นิ กบ -จระเข้กินงู : ผไู้ ด้ คือ ผลู้ า่ (predator) / : ผเู้ สีย คือ เหย่ือ (prey) 5. ภาวะปรสติ (parasitism) + , - -พยำธกิ ับสตั ว์ -ไวรัสกบั สตั ว์ : ผไู้ ด้ คือ ปรสติ (parasite) / : ผเู้ สีย คือ ผถู้ กู อาศยั (host) 6. ภาวะแก่งแย่งแขง่ ขนั (competition) - , - -กำรแยง่ ธำตุอำหำรและแสงสว่ำงของพืช เช่น ผักตบชวำในบงึ บวั ในสระ -กำรแย่งเปน็ จ่ำฝงู ในสัตวบ์ ำงชนดิ เชน่ เสอื สงิ โต -ปลำในบ่อเล้ียงทแ่ี ย่งอำหำรกนิ เช่น ปลำสวำย ปลำดุก -กำรแย่งกันครอบครองอำณำเขต เชน่ ลิง เสอื สิงโต โดยครูสกุ ฤตา โสมล 18
Ep 1; ความหลากหลายของระบบนิเวศ โดยครูสกุ ฤตา โสมล
โดยครูสกุ ฤตา โสมล ในระบบนเิ วศ ส่งิ มีชีวิตแตล่ ะชนดิ จะอำศยั อยูใ่ นแหลง่ ทอ่ี ยู่ (habitat) ทม่ี สี ภำพแวดลอ้ มเหมำะสมต่อกำรดำรงชวี ติ เฉพำะตวั เช่น หมีข้ัวโลก อำศยั อยใู่ นบริเวณขว้ั โลกเหนือ ตน้ โกงกำงและแสมขึน้ ในปำ่ ชำยเลน เ นื่ อ ง จ ำ ก ใ น แ ต่ ล ะ บ ริ เ ว ณ ข อ ง โ ล ก มี ส ภ ำ พ แ ว ด ล้ อ ม ท่ี แตกต่ำงกัน ทั้งองค์ประกอบทำงกำยภำพและองค์ประกอบ ทำงชีวภำพ จึงก่อให้เกดิ ระบบนเิ วศท่ีหลำกหลำย โดยท่วั ไปสำมำรถแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 กลุม่ คือ ระบบนเิ วศบนบกและ ระบบนิเวศแหลง่ น้ำ 20
ระบบนเิ วศบนบก (terrestrial ecosystem) 21 เปน็ ระบบนเิ วศทปี่ รำกฏอยูบ่ นพนื้ ดินซ่ึงแตกตำ่ งกนั ไปโดยใช้ลักษณะเดน่ ของพืชเปน็ หลัก โดยควำมแตกตำ่ งของระบบนเิ วศขนึ้ อยู่กบั อณุ หภมู ิและปริมำณน้ำฝน ตัวอยำ่ งระบบนเิ วศบนบกในประเทศไทย ได้แบง่ ปำ่ ไม้ออกเปน็ 2 ประเภทคอื ปำ่ ไม่ผลัดใบ (evergreen forest) และปำ่ ผลัดใบ (deciduous forest) ซ่งึ แบง่ ตำมสภำพแวดล้อมทำง กำยภำพและชนดิ ของพืชเด่น ทส่ี ำคัญมดี ังน้ี ปำ่ ไมผ่ ลดั ใบ (Evergreen Forest) ไดแ้ ก่ 1. ป่ำดบิ ชน้ื (Tropical Rain Forest) มีอยทู่ ่วั ไปในทกุ ภาคของประเทศ และมากท่ีสดุ แถบชายฝ่ังภาคตะวนั ออก เช่น ระยอง จนั ทบรุ ี และท่ีภาคใต้ กระจดั กระจาย ตามความสงู ตงั้ แต่ 0 – 100 เมตรจากระดบั นา้ ทะเลซง่ึ มีปรมิ าณนา้ ฝนตกมากกวา่ ภาคอ่ืน ๆ ลกั ษณะท่วั ไปมกั เป็นป่ารกทบึ ประกอบดว้ ยพนั ธุไ์ ม้ มากมายหลายรอ้ ยชนิด ไมย้ ืนตน้ ชนั้ บน (ความสงู 25-40 เมตร) สว่ นใหญ่เป็นวงศย์ าง เชน่ ยางกลอ่ ง ตะเคียน สะยา ไมช้ นั้ กลาง (ความสงู 10-20 เมตร) เชน่ ตีนเป็ดแดง จกิ เขา สว่ นท่ีเป็นไมช้ น้ั ลา่ ง (ความสงู ไมเ่ กิน 7 เมตร) จะเป็นพวกปาลม์ ไมพ้ ่มุ ไผ่ ระกา หวาย บกุ ขอน กลว้ ยไมป้ ่า เฟิรน์ มอส และเถาวลั ยช์ นิดตา่ งๆ โดยครูสกุ ฤตา โสมล
2. ป่ำดิบเขำ (Hill Evergreen Forest, Montane Forest) เป็นป่าท่ีอยสู่ งู จากระดบั นา้ ทะเล ตง้ั แต่ 1,000 เมตรขนึ้ ไป สว่ นใหญ่อย่บู นเทือกเขาสงู ทางภาคเหนือ และบางแห่งในภาคกลางและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ เชน่ ท่ี อช.ท่งุ แสลงหลวง และ อช.นา้ หนาว เป็นตน้ มีปรมิ าณนา้ ฝนระหว่าง 1,000 ถงึ 2,000 ม. พืชท่ี สาคญั ไดแ้ ก่ไมว้ งศก์ ่อ เช่น ก่อสีเสยี ด ก่อตาหมนู อ้ ย ก่อตลบั อบเชย มะขาม ปอ้ มดง นางพญาเสือโครง่ อบเชย กายาน มปี ่าเบญจพรรณดว้ ย เป็นตน้ บางทีก็มีสนเขาขนึ้ ปะปนอย่ดู ว้ ย สว่ นไมพ้ ืน้ ลา่ งเป็นพวกเฟิรน์ กหุ ลาบป่า กลว้ ยไมด้ นิ มอส ป่าชนิดนีม้ กั อยบู่ รเิ วณตน้ นา้ ลาธาร 3. ปำ่ ดิบแลง้ (Dry Evergreen Forest) มอี ย่ทู ่วั ไปตามภาคตา่ งๆ ของประเทศ ตามท่ีราบเรยี บหรอื ตามหบุ เขาเชน่ ภาคเหนือ และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือในบรเิ วณค่อนขา้ งเรยี บ มีความสงู จากระดบั นา้ ทะเล ประมาณ 500 เมตร และมปี รมิ าณนา้ ฝนระหว่าง 1,000-1,500 ม.ม. มีช่วงท่ีแหง้ แลง้ อยา่ งนอ้ ย 3-4 เดือน เป็นป่าโปรง่ พืน้ ท่ีป่าชนั้ ลา่ งจะไมห่ นาแน่นและค่อนขา้ งโลง่ เตียน พนั ธุไ์ มท้ ่ีสาคญั เช่น ยางแดง มะคา่ โมง เค่ียม กะบาก ตะเคียนหนิ พลอง กระเบาเลก็ โดยครูสกุ ฤตา โสมล 22
4. ป่ำพรุ (Swamp Forest, Peat Swamp Forest) เป็นสงั คมป่ าแน่นทึบท่ีอยู่ถัดจากบริเวณสงั คมป่ าชายเลน โดยอาจจะเป็นพืน้ ท่ีล่มุ ท่ีมี 5. ปำ่ สนเขำ (Coniferous Forest) การทบั ถมของซากพืชและอินทรยี วตั ถทุ ่ีไมส่ ลายตวั สภาพดินเป็นดินอินทรยี ซ์ ่งึ เกิดจาก การย่อยสลายของสารอินทรีย์ นา้ มีความเป็นกรดสูง พบตามบริเวณท่ีมีนา้ จืดท่วมขัง หรือชืน้ แฉะตลอดปี พบในภาคใตข้ องประเทศไทยเป็นสว่ นใหญ่ เช่น จงั หวดั นราธิวาส นครศรีธรรมราช ชุมพร สงขลา พทั ลงุ ปัตตานี รวมทง้ั ตราด ส่วนจงั หวดั ท่ีพบเล็กนอ้ ย ไดแ้ ก่ สุราษฎรธ์ านี ตรงั กระบ่ี สตูล ระยอง จนั ทบุรี เชียงใหม่ (อ.พรา้ ว) และจงั หวัด ชายทะเลอ่ืนๆ อยา่ งไรก็ตาม พืน้ ท่ีสว่ นใหญ่ถกู บกุ รุกทาลายระบายนา้ ออกเปล่ียนแปลง สภาพเป็นสวนมะพรา้ ว นาขา้ ว และบอ่ เลยี้ งกงุ้ เลีย้ งปลา คงเหลือเป็นพืน้ ท่ีกวา้ งใหญ่ใน จงั หวดั นราธิวาสเท่าน้นั คือ พรุโต๊ะแดง ซ่ึงยงั คงเป็นป่ าพรุสมบูรณ์ และพรุบาเจาะ ซ่ึง เป็นพรุเส่ือมสภาพแลว้ มีพรรณไมข้ นาดใหญ่ขึน้ ปะปนกับไมข้ นาดเล็ก เช่น ช้างไห้ หวาย หมากแดง หลมุ พี มีกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ตามภาคเหนือ เช่น ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน 23 ลาปาง นา้ หนาว จ.เพชรบรู ณ์ และท่ีภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือท่ีภกู ระดึง ภูหลวง จ.เลย ศรีสะเกษ สรุ นิ ทร์ และอุบลราชธานี อยู่ตามเขาและท่ีราบบางแห่งท่ีมีระดับสงู จากนา้ ทะเลตงั้ แต่ 200 เมตรขึน้ ไป บางครง้ั พบขนึ้ ปนอย่กู บั ป่ าแดงและป่ าดิบเขาหรือตามสนั เขาท่ีค่อนขา้ งแหง้ แลง้ ดินขาดความอุดมสมบรู ณ์ มีความเป็นกรดและขาดธาตอุ าหาร เน่ืองจากอตั ราการชะลา้ ง ประเทศไทยมไี มส้ นเขาเพียง 2 ชนิดเท่านน้ั คือสนสองใบและ สนสามใบ และพวกไมก้ ่อขนึ้ ปะปนอยู่ สว่ นพืชชนั้ ลา่ งเป็นพวกหญา้ ตา่ งๆ โดยครูสกุ ฤตา โสมล
6. ป่ำชำยเลน (Mangrove Swamp Forest) ป่ าชนิดนีจ้ ะขึน้ อยู่ตามชายฝ่ังทะเลท่ีมีดินโคลนและนา้ ทะเลท่วมถึง เช่น ตามชายฝ่ัง ตะวันตก ตั้งแต่ระนองถึงสตูลแถบอ่าวไทยต้ังแต่สมุทรสงครามถึงตราด และจ าก ประจวบคีรขี นั ธล์ งไปถึงนราธิวาส มีความสาคญั โดยเป็นแหล่งอนบุ าลตวั อ่อนของสตั ว์ นา้ พืน้ ดินมกั เป็นดินเลนท่ีเกิดจากการตกตะกอนทาใหพ้ ืชท่ีอาศยั อยู่ตอ้ งมีการปรบั ตวั เพ่ือทนต่อสภาพนา้ เค็ม เช่น มีรากท่ีสามารถแลกเปล่ียนอากาศไดเ้ รียกว่า รากหายใจ ใบมีลกั ษณะหนา มนั เพ่ืออมุ้ นา้ ไดม้ าก พนั ธุไ์ มใ้ นป่าชายเลนมกี ารแบ่งเขตแนวขนึ้ อย่าง ชัดเจน เรียงลาดับจากเขตนอกสุดท่ีติดริมฝ่ังน้า ไม้ท่ีสาคัญเช่น ไมโ้ กงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสม ลาพู ลาแพน โพทะเล ตะบูน โปรง ฝาด ถ่วั และเขตสดุ ทา้ ยเป็ น แนวตอ่ ระหว่างป่าชายเลนกบั ป่าบกจะมกี ลมุ่ ไมเ้ สมด็ ขนึ้ อยู่ โดยครูสกุ ฤตา โสมล 24
ปำ่ ผลดั ใบ (Deciduous Forest) ไดแ้ ก่ 1. ปำ่ เบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) เป็นป่าโปรง่ พบท่วั ประเทศตามท่ีราบและเนินเขาจงึ พบไดท้ กุ ภาคยกเวน้ ภาคใต้ มกั เป็น ดินร่วนปนทราย ฝนตกไม่มากนัก มีฤดูแลง้ ยาวนาน พรรณไมท้ ่ีพบมีวงปีเด่นชดั ท่ีมี พรรณไมห้ ลกั 5 ชนิดคือ สกั มะค่าโมง แดง ประดู่ ชิงชนั และยงั มีพยงุ พี้จ่นั พืชชน้ั ล่าง คือ ไผ่หลายชนิด 2. ปำ่ เตง็ รงั /ปำ่ แดง/ปำ่ แพะ (Dry Dipterocarp Forest) พบท่วั ไปเช่นเดียวกบั ป่ าเบญจพรรณ แต่แหง้ แลง้ กว่าเน่ืองจากดินอมุ้ นา้ นอ้ ย โดยท่วั ไป พบในพืน้ ท่ีแห้งแล้งโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกเว้นภาคใต้และภาค ตะวันออกแถบ จ.จันทบุรีและ จ.ตราด เป็นป่ าโปร่งและผลัดใบในช่วงฤดูแลง้ ท่ีขาด แคลนนา้ พรรณไมม้ กั ทนแลง้ และทนไฟ เชน่ เตง็ รงั พะยอม ประด่แู ดง เหียง พลวง ยาง กราด มะขามป้อม มะกอก ผกั หวาน พืชชนั้ ลา่ งเป็นหญา้ ไผ่เพ็ก ปรง กระเจียว เปราะ มกั เกิดไฟป่าในฤดแู ลง้ 3. ปำ่ หญำ้ ( Grassland Forest) ป่าหญา้ เกิดภายหลงั เม่ือป่ าธรรมชาติอ่ืนๆ ถกู ทาลาย ดินมีสภาพเส่ือมโทรม หญา้ ท่ีพบมีหญา้ คา แฝก ออ้ แขม มีไมต้ น้ บา้ ง เช่น ติว้ แต้ สีเสียดแก่น ซ่ึง ทนแลง้ และทนไฟ โดยครูสกุ ฤตา โสมล 25
ระบบนเิ วศแหลง่ นำ้ (aquatic ecosystem) 26 เป็นระบบนิเวศในแหล่งน้ำต่ำงๆ เช่น บึง แม่น้ำ ทะเลสำบ ทะเล สำมำรถแบ่งได้โดยใช้ค่ำควำมเค็มหรือใช้ควำมเข้มข้นของเกลือ ท่ีละลำยในน้ำเป็นตัวกำหนด โดยแหล่งน้ำเค็มจะมีค่ำควำมเค็ม มำกกว่ำ 35 ppt (past per thousand) และแหล่งน้ำจืดจะมีค่ำ ควำมเค็มน้อยกว่ำร้อยละ 0.1 หรือ 0.01 ppt ส่วนแหล่งน้ำกร่อย (brackish water) หรือชะวำกทะเล (estuaries) มีค่ำควำมเค็ม ระหว่ำง 1-35 ppt ระบบนเิ วศแหลง่ นำ้ เคม็ (marine ecosystem) มีพื้นทปี่ ระมำณ 3/4 สว่ นของผวิ โลก ได้แก่ ทะเล และมหำสมุทร แบ่งได้เป็นบรเิ วณตำ่ งๆ ตัวอย่ำงระบบนเิ วศแหล่งนำ้ เคม็ ของ ประเทศไทย เชน่ หำดทรำย หำดหนิ แนวปะกำรงั (coral reef) โดยครูสกุ ฤตา โสมล
1) หำดทรำย เป็นระบบนิเวศชำยฝั่งที่อยู่ในบริเวณน้ำข้ึนน้ำลง ลักษณะพ้ืนผิว ประกอบดว้ ยเม็ดทรำยขนำดต่ำงๆ กัน โดยในพื้นท่ีแต่ละแห่งจะมีควำมลำด ชันไม่เหมือนกัน กระแสน้ำข้ึนน้ำลงเป็นปัจจัยหน่ึงท่ีทำให้ควำมชุ่มช้ืนและ อุณหภูมิของหำดทรำยมีกำรเปล่ียนแปลงในรอบวันและส่งผลต่อกำร ดำรงชวี ิตของส่งิ มีชีวติ บริเวณหำดทรำย หอยเสฉวน ปลู ม จักจ่ันทะเล หนอนหลอด สิ่งมีชีวิตบริเวณหำดทรำยมีกำรปรับตัว เช่น มีผิวเรียบ 27 ลำตัวแบน เพ่ือสะดวกในกำรแทรกตัวลงไปในทรำย เช่น หอยเสฉวน บำงชนิดลดขนำดของร่ำงกำยเพ่ือลดควำม เสียดทำนที่ถูกคลื่นซัดเป็นประจำ เช่น ปูลม จักจั่นทะเล สัตว์บำงชนิดสร้ำงปลอกหุ้มลำตัว เช่น หนอนหลอด ไสเ้ ดือนทะเล ไสเ้ ดือนทะเล โดยครูสกุ ฤตา โสมล
2) หำดหนิ (rocky shore) เป็นหำดที่เต็มไปด้วยหิน ไม่รำบเรียบ มีซอกและแอ่งน้ำเป็นที่กำบังคล่ืนลม ยึดเกำะและหลบซ่อนตัวของส่ิงมีชีวิต เมื่อเกิดน้ำข้ึนน้ำลงบริเวณหำดหินจะมี กำรเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แสง และควำมช้ืนค่อนข้ำงมำก โดยเมื่อน้ำลง อุณหภูมิจะสูงข้ึนและมีแสงมำกขึ้น ทำให้สัตว์และพืชต้องเผชิญกับภำวะขำด นำ้ ชั่วขณะ ลน่ิ ทะเล ส่ิงมีชีวิตบริเวณหำดหินมีกำรปรับตัว เช่น สำหร่ำยสี หอย เขียวแกมน้ำเงิน มีสำรเครำตินเคลือบผิวเพ่ือรักษำ ควำมชื้นและป้องกันกำรระเหยของน้ำ ไลเคนส์มีเช้ือรำ ช่วยดูดน้ำไว้ในขณะท่ีน้ำลง สิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนท่ีไม่ได้ จะมีเปลอื กหุม้ ทส่ี ำมำรถเกบ็ น้ำไว้ภำยใน เช่น เพรียงหิน ลิน่ ทะเล หอยนำงรม โดยครูสกุ ฤตา โสมล 28
3) แนวปะกำรงั (coral reef) great barrier reef อยู่ใกล้บริเวณชำยฝั่ง เป็นระบบนิเวศใต้น้ำท่ีมีควำมอุดมสมบูรณ์ ดาวมงกุฎหนาม มำกเพรำะสภำพแวดล้อมเหมำะสมต่อกำรเจริญของสำหร่ำยชนิด ต่ำงๆ จึงเป็นแหล่งอำหำรท่ีอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งหลบกำบังศัตรู - barrier reef เป็น ของสงิ่ มีชวี ติ ต่ำงๆ เป็นแหล่งอนบุ ำลของสัตว์น้ำ แนวปะกำรงั แบบ กำแพงเกดิ ตำมไหล่ ในนำ้ ลึกท่มี ีแสงสอ่ งถงึ มกั จะพบปะกำรังอำศัยอยรู่ ่วมกับสำหร่ำย ทวีป แนวปะกำรัง ซแู ซนเทลลี (zooxanthellae) แบบพึง่ พำอำศัยกนั โดยนำแกส๊ CO2 เปน็ แถบใหญ่ จะ จำกกำรหำยใจของปะกำรังมำใช้ในกำรสงั เครำะหด์ ว้ ยแสง ทำให้ โผลพ่ ้นนำ้ เมอื่ น้ำ ลดปริมำณกรดคำร์บอนกิ ในเน้อื เย่อื ปะกำรงั ปะกำรงั จงึ สำมำรถ ลดลง เชน่ great สรำ้ งโครงร่ำงได้รวดเร็วขนึ้ ทำใหเ้ กิดแนวปะกำรังได้ ปะกำรงั barrier reef ของ สำมำรถมชี วี ิตอยไู่ ดใ้ นบริเวณทีน่ ำ้ ทะเลมีออกซเิ จนเพียงพอ มแี สง ทวปี ออสเตรเลีย สอ่ งถึงและมีอณุ หภมู ทิ เี่ หมำะสม และเรำยังสำมำรถใช้ปะกำรังเปน็ ดัชนใี นกำรบ่งบอกสภำพแวดลอ้ มชำยฝง่ั ทะเลบริเวณน้นั ได้ โดยครูสกุ ฤตา โสมล 29 ปัจจบุ ันแนวปะกำรงั มีปรมิ ำณลดลง เนื่องถกู ทำลำยโดยดำวมงกฎุ หนำมในธรรมชำติ และกำรกระทำของมนษุ ย์ เชน่ กำรใช้อวนลำกปลำ กำรทอดสมอเรอื ในทะเล - แนวปะกำรังเกิดใกล้ฝั่งที่มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น ชั้ น แ ล ะ เ กิ ด ติ ด ๆ กับเกำะ เรียกว่ำ fringing reef
: บรเิ วณทะเลเปดิ สำมำรถแบง่ เขตทะเลตำมแนวด่งิ ได้แก่เขตทม่ี ีแสงส่องถงึ เขตท่ีมีแสงน้อยและเขตทไี่ มม่ ีแสง โดยครูสกุ ฤตา โสมล 30
ระบบนเิ วศแหลง่ นำ้ จดื (fresh water system) แบ่งเปน็ 1) แหลง่ นำ้ นงิ่ (lentic ecosystem) เชน่ สระน้ำ หนอง บึง บ่อ ทะเลสำบ มคี วำมลกึ ไมเ่ กิน 15 เมตร ไม่ มีกำรไหลของน้ำ ปริมำณออกซิเจนต่ำ กำรหมุนเวียนของสำร ค่อนข้ำงต่ำ แบ่งได้เป็น 3 บริเวณใหญ่ๆ คือ บริเวณชำยฝั่ง บริเวณผิวน้ำและบริเวณน้ำช้ันล่ำง เป็นระบบนิเวศแบบปิด เป็น แหล่งน้ำขนำดเล็กที่มีน้ำขังตลอดปี น้ำในแอ่งน้ำจะหยุดนิ่งอยู่กับ ท่ี กำรเติมน้ำจะได้รับจำกน้ำฝน น้ำจำกแผ่นดินหรือกำรท่วมล้น ของแม่น้ำท่ไี หลเขำ้ มำในแอ่งนำ้ เท่ำน้นั สำหรับกลุ่มของสิง่ มีชวี ติ ที่พบจะแตกต่ำงกนั ไปตำมบริเวณสว่ นตำ่ ง ๆ ภำยในสระนำ้ โดยบริเวณผิวน้ำจะพบแพลงกต์ อนพชื แพลงกต์ อนสัตว์ สำหร่ำย และพืชลอยนำ้ เชน่ จอก แหน ผกั แว่น ไขน่ ้ำ ฯลฯ ถัดลงมำกลำงน้ำ พบส่ิงมีชีวิตว่ำยน้ำอย่ำงอิสระ ลูกปลำ ลูกกบ ปลำดุก ปลำช่อน มวนน้ำ จิงโจ้น้ำ จระเข้ งู ส่วนพื้นน้ำจะพบสัตว์ หน้ำดิน เช่น หอย กุ้ง และพืชไม้ใต้น้ำ เช่น สำหร่ำยหำงกระรอก สำหร่ำยพุงชะโด สันตะวำใบพำย พืชน้ำจำพวกหยั่งลึกในดิน เช่น หญ้ำ บวั กก ธปู ฤำษี โดยครูสกุ ฤตา โสมล ธู)ฤาษี 31
2) แหลง่ นำ้ ไหล (lotic ecosystem) ได้แก่ เกำะแก่ง แอ่งน้ำ แม่น้ำ ลำธำร น้ำตก ลำคลอง เป็นบริเวณ ท่ีมีกำรไหลของน้ำตลอดเวลำ ปริมำณออกซิเจนสูง มีกำร หมนุ เวยี นของสำรค่อนขำ้ งสงู ระบบนิเวศแหลง่ นำ้ ไหลแบง่ ออกได้ เป็น 2 บริเวณ คือ บริเวณที่เป็นเกำะแก่งหรือบริเวณน้ำไหลเช่ียว และบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำ เป็นระบบนิเวศแบบเปิด มีกระแสน้ำ ไหลเวียน พัดพำแร่ธำตุ สำรอำหำรไปยังแหล่งน้ำอื่นๆ ได้อยู่ ตลอดเวลำ พนั ธ์ุพชื ทพ่ี บไดแ้ ก่ เฟิรน์ มอส ไทร ไครน้ ้ำ เนอ่ื งจำกเป็นควำมชมุ่ ชืน้ ของละอองน้ำ พชื ส่วนใหญ่บนผิวน้ำมลี กั ษณะเปน็ กอลอยไปตำมนำ้ เช่น ผกั ตบชวำ ผกั เป็ด ผักบงุ้ นอกจำกน้ยี ังมีพชื ตำมแนวชำยฝัง่ และบริเวณนำ้ ต้นื เชน่ ต้นกก สัตว์ที่อำศัยอยู่ในแหล่งน้ำไหลจะมีกำรปรับตัว เช่น มีรูปร่ำงเพรียวเพื่อลด แรงต้ำนทำนของกระแสน้ำ เช่น ปลำบำงชนิดมีรูปร่ำงแบนรำบไปกับผิวที่ เกำะ ตัวอ่อนของแมลงบำงชนิดสำมำรถเกำะติดแน่นกับพ้ืนผิวท่ีอำศัยอยู่ เช่น แมลงหนอนปลอกน้ำ ฟองน้ำน้ำจืด สัตว์บำงชนิดสำมำรถสร้ำงเมือก เหนียวเพ่ือให้ยึดเกำะ เช่น พลำนำเรีย หอยฝำเดียว หอยสองฝำ สัตว์บำง ชนิดปรบั เปล่ียนพฤตกิ รรมโดยกำรว่ำยทวนนำ้ เชน่ ปลำพลวง ปลำเลยี หนิ ต้นกก 32 โดยครูสกุ ฤตา โสมล
ระบบนเิ วศนำ้ กรอ่ ย (brackish water) หรอื ชะวำกทะเล (estuaries) เปน็ บริเวณรอยต่อระหว่ำงแหล่งน้ำจืดและแหล่งน้ำเค็ม พบบริเวณ ปำกแม่น้ำ ปำกอ่ำวและช่องแคบ มีควำมแปรผันของค่ำควำม เข้มข้นของเกลือในรอบวันตำมปัจจัยของน้ำข้ึนน้ำลง รวมทั้ง ปริมำณหยำดน้ำฟ้ำ ควำมเค็มของน้ำมีค่ำ 1-35 ppt เป็นบริเวณท่ี มีควำมอุดมสมบูรณ์ของธำตุอำหำรสูง อุณหภูมิและกระแสน้ำ เปลย่ี นแปลง พบสง่ิ มชี ีวิตไดห้ ลำกหลำยบริเวณนี้ กจิ กรรมอนุรักษส์ งิ่ แวดล้อม : ปลูกป่ าชายเลน โกงกำงใบใหญ่ของ The End Ep.1 33 ป่ำชำยเลนช่วยดูด ซบั โลหะหนัก ในประเทศไทยพบตำมแนวชำยฝั่งทะเลและปำกแม่น้ำ เช่น ชำยฝั่งทะเลอ่ำวไทยและชำยฝั่งทะเลอันดำมัน มีป่ำชำยเลนซ่ึง เปน็ ป่ำไมไ้ ม่ผลดั ใบประเภทหน่งึ โดยครูสกุ ฤตา โสมล
Search
Read the Text Version
- 1 - 33
Pages: