Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 2

หน่วยที่ 2

Published by pinnarat.stvc, 2020-01-07 01:55:55

Description: หน่วยที่ 2

Search

Read the Text Version

เอกสารประกอบการเรียนการสอน วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การจัดการอาชีพ (3001-2001) ตรงตามหลกั สตู ร ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ช้ันสงู (ปวส.) พทุ ธศกั ราช 2557 ประเภทวชิ าบรหิ ารธุรกิจ สาขาวิชาการบัญชี เรยี บเรยี งโดย พนิ รฎั สตี ลวรางค์ บธ.บ. การบัญชี บธ.บ. การจดั การท่วั ไป แผนกวิชาการบญั ชี วิทยาลยั อาชีวศกึ ษาสุโขทัย สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา

1 หนว่ ยที่ 2 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หวั ข้อเร่ือง 1. ความหมายของคอมพวิ เตอร์ 2. ประเภทของคอมพิวเตอร์ 3. องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ 4. รูปแบบการประมวลผลของคอมพวิ เตอร์ 5. ข้อจากดั ของคอมพวิ เตอร์ จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม 1. สามารถบอกความหมายของคอมพิวเตอร์ได้ 2. สามารถจาแนกประเภทของคอมพวิ เตอร์ได้ 3. สามารถบอกองค์ประกอบของระบบคอมพวิ เตอร์ได้ 4. สามารถอธบิ ายรูปแบบการประมวลผลของคอมพวิ เตอร์ได้ 5. สามารถบอกข้อจากัดของคอมพิวเตอร์ได้  ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ (Computer) คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic device) ที่มนุษย์ใช้เป็น เครือ่ งมอื ในการจัดการกบั ขอ้ มลู (Data) ทง้ั ตัวเลข ตัวอักษร หรอื สญั ลักษณ์อื่นทใี่ ช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ โดยปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมของชุดคาส่ังที่อยู่ในหน่วยความจาของคอมพิวเตอร์เอง เพื่อทาการคานวณ และแสดงผลลัพธ์ออกทางอุปกรณ์แสดงผล โดยที่ผลลัพธ์เหล่านี้จัดว่าเป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล และ เรียบเรียงแลว้ จะเรยี กผลลัพธ์นีว้ ่า “สารสนเทศ (Information)”  ประเภทของคอมพิวเตอร์ เราสามารถแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ออกได้ 2 แบบ คือ แบ่งตามลักษณะของขอ้ มูล และแบ่งตาม สมรรถนะ ขนาด และราคา 1. ประเภทของคอมพิวเตอร์แบง่ ตามลกั ษณะของข้อมูล แบ่งไดเ้ ป็น 3 ประเภท คือ 1.1 อนาลอกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ท่ีสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพ่ือใช้กับงานเฉพาะด้าน มีการทางานโดยใช้หลักในการวัด มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทา หนา้ ที่เป็นตวั กระทา และฟงั ก์ชนั ทางคณิตศาสตร์ โดยใชค้ ่าระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลักในการคานวณ และการ รับข้อมูล จะรับในลักษณะของปริมาณท่ีมีค่าต่อเน่ือง ส่วนการรับข้อมูลสามารถรับข้อมูลได้โดยตรงจากแหล่ง เกิดข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรืออ่านค่าได้จากเครื่องวัด และแทนค่าเป็นอุณหภูมิ ความเร็ว หรือความดัน มีความละเอียด และสามารถคานวณได้น้อยกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) ไม่

2 สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมากเหมือนกับดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ได้แก่ เคร่ืองที่ใช้วัดปริมาณทางฟิสิกส์ ซึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาในรูปของกราฟ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสภาพอากาศ และที่ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เครื่องตรวจวดั สายตา ตรวจวัดคลนื่ สมองและการเตน้ ของหัวใจ เปน็ ตน้ 1.2 ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทางานโดยใช้หลักใน การคานวณแบบลูกคิด หรือหลักการนับ และทางานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคานวณจะแปลง เลขฐานสิบก่อน แล้วจึงประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาอยู่ในรูปของตัวเลข ซ่ึง คอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพ่ือแสดงให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย มีความสามารถในการคานวณ และมีความ แม่นยามากกว่าอนาลอกคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมาก จึงต้องใช้ส่ือในการบันทึกข้อมูล เชน่ จานแมเ่ หล็ก และเทปแม่เหล็ก เปน็ ต้น เนอื่ งจากดิจิทลั คอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างๆ เป็นมาตรฐาน เดยี วกนั และใช้กบั งานได้อยา่ งแพร่หลายในปัจจุบัน ทาให้ดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาให้สามารถทางานได้ เหมาะสมกับสภาพงานทั่ว ไป เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคานวณ งานวิจัยเปรียบเทียบค่าทางสถิติ งานบันทึก นัดหมาย งานส่งข้อความในรูปเอกสาร ภาพและเสียง ตลอดจนงานกราฟิกเพื่อนาเสนอในรูปแบบต่างๆ เปน็ ตน้ 1.3 ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) เป็นเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีใช้กับงานเฉพาะด้าน มีประสิทธิภาพสูง และสามารถทางานที่ซับซ้อนได้ เน่ืองจากมีการนาเทคนิคการทางานของอนาลอก คอมพิวเตอร์และดิจิทัลคอมพิวเตอร์ มาใช้งานร่วมกัน เช่น การส่งยานอวกาศขององค์การนาซา จะใช้เทคนิค ของอนาลอกคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการหมุนของตัวยานอวกาศ ซ่ึงเกี่ยวข้องกับความกดดันอากาศ อุณหภมู ิ ความเร็ว และใชเ้ ทคนคิ ของดิจทิ ัลคอมพวิ เตอร์ในการคานวณระยะทางจากพน้ื ผวิ โลก เปน็ ต้น 2. ประเภทของคอมพิวเตอร์แบง่ ตามสมรรถนะ ขนาดและราคา แบ่งไดเ้ ป็น 5 ประเภทคือ 2.1 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เปน็ คอมพิวเตอร์ท่ีมีขนาดใหญ่ที่สุด รุ่นแรก สร้าง ในปี ค.ศ. 1960 ที่องคก์ ารทหารของสหรฐั อเมรกิ า สร้างสามารถประมวลผลไดก้ วา่ 100 ล้านคาส่งั ต่อวินาที จึง ทาใหท้ างานไดร้ วดเร็วและมีประสิทธภิ าพสงู มรี าคาแพงที่สุด เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานคานวณท่ี ตอ้ งคานวณตัวเลขจานวนมหาศาล ให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น โดยต้องอยู่ในห้องท่ีมีการควบคุมอุณหภูมิ และปราศจากฝุ่นละออง มักใช้กับองค์กรท่ีมีขนาดใหญ่เท่านั้น เนื่องจากสามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้ จานวนมากพร้อม ๆ กันได้ เรียกว่า มัลติโปรเซสซ่ิง (Multiprocessing) อันเป็นการใช้หน่วยประมวลผลหลาย ตัว เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถทางานหลายงานพร้อม ๆ กันได้ จึงนิยมใช้กับงานท่ีการคานวณท่ีซับซ้อน เช่น การพยากรณ์อากาศ การทดสอบทางอวกาศ การคานวณทางวิทยาศาสตร์ การบิน อุตสาหกรรมน้ามัน ตลอดจนการวิจัยในห้องปฏิบัติการ ทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน เป็นต้น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดีใน ปัจจุบนั ได้แก่ Cray Supercomputer 2.2 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มี ความเรว็ ในการประมวลผลสงู รองลงมาจาก ซเู ปอร์คอมพิวเตอร์ ต้องอยู่ในห้องทค่ี วบคมุ อุณหภูมิและปราศจาก ฝุ่นละออง และได้รับการพัฒนาให้มีหน่วยประมวลผลหลายหน่วยทางานพร้อม ๆ กันเช่นเดียวกับซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ แต่มจี านวนหน่วยประมวลผลท่ีน้อยกว่า จึงทาให้สามารถประมวลผลคาส่ังได้หลายสิบล้านคาส่ัง

3 ตอ่ วินาที ระบบคอมพิวเตอร์ของเครื่องเมนเฟรมส่วนมากจะมีระบบคอมพิวเตอร์ย่อย ๆ ประกอบอยู่ด้วย เพ่ือ ช่วยในการทางานบางประเภทให้กับเครื่องหลัก มีราคาแพงมาก (แต่น้อยกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์) เหมาะกับ งานที่มีข้อมูลท่ีมีปริมาณมากต้องประมวลผลพร้อมกันโดยผู้ใช้นับพันคน (Multi-user) ใช้กับองค์กรใหญ่ ๆ ทั่วไป เช่น งานด้านวิศวกรรมคอมพวิ เตอร์ วทิ ยาศาสตร์ การควบคุมระบบเครือข่าย งานพัฒนาระบบ งานด้าน ธุรกิจ ธนาคาร งานสามะโนประชากร งานสายการบิน งานประกนั ชวี ติ และมหาวิทยาลยั เป็นตน้ 2.3 มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) เป็นเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีมีขนาดกลางที่มีประสิทธิภาพ ในการทางานนอ้ ยกว่า เมนเฟรมแต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการทางานจากผู้ใช้หลายร้อยคน (Multi-user) ในการทางานทแ่ี ตกตา่ งกัน (Multi Programming) เชน่ เดียวกบั เครอื่ งเมนเฟรม แต่ส่ิงท่ีแตกต่าง กันระหว่างเคร่ืองเมนเฟรมและเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ คือ ความเร็วในการทางาน เน่ืองจากมินิคอมพิวเตอร์ ทางานได้ช้ากว่า และควบคุมผู้ใช้งานต่าง ๆ ในจานวนท่ีน้อยกว่า รวมท้ังส่ือที่เก็บข้อมูลมีความจุน้อยกว่า เมนเฟรม จงึ เหมาะกบั องคก์ รขนาดกลาง เพราะมีราคาถูกกว่าเครอื่ งเมนเฟรมมาก ทางานเฉพาะด้าน เช่น การ คานวณทางด้านวิศวกรรม การจองห้องพักของโรงแรม การทางานด้านบัญชีขององค์การธุรกิจ เป็นต้น ใน สถานศกึ ษาต่าง ๆ และบางหนว่ ยงานของรัฐนิยมใชค้ อมพิวเตอรป์ ระเภทนี้ 2.4 เวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ (Workstation Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบต้ังโต๊ะ ท่ีสนับสนุนการทางานของคอมพิวเตอร์เครือข่าย ซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แฟ้มข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องพิมพ์และอุปกรณ์อ่ืน ๆ โดยการเชื่อมโยงกับเทอร์มินัล (Terminal) หลาย ๆ เครื่อง อีกท้ังได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการคานวณด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรอื งานอ่นื ๆ ทีเ่ น้นการแสดงผลดา้ นกราฟิก เช่น การนามาช่วยออกแบบภาพกราฟิกท่ีมีความ ละเอียดสูง ทาใหเ้ วริ ค์ สเตชันใช้หนว่ ยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงและมีหน่วยเก็บข้อมูล สารองจานวนมาก ด้วย ผู้ใช้บางกลุ่มจะเรียกเคร่ืองระดับเวิร์คสเตชันนี้ว่า ซูเปอร์ไมโคร (Supermicro) เพราะถูกออกแบบให้ใช้ งานแบบตั้งโต๊ะ แต่ชิปท่ีใช้ทางานน้ันแตกต่างกันมาก เนื่องจากเวิร์คสเตชันส่วนมากใช้ชิปท่ีลดจานวนคาส่ังท่ี สามารถใชส้ ง่ั งานให้ เหลือเฉพาะท่ีจาเป็น เพ่อื ใหส้ ามารถทางานได้ด้วยความเร็วสูง 2.5 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เปน็ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ราคาถูกสามารถ เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า เคร่ืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer หรือ PC) มีการพัฒนาข้ึนใน ปี ค.ศ. 1975 ซ่ึงได้รับความนิยมเป็นอันมาก เม่ือ IBM ได้สร้างเคร่ือง IBM PC ออกมา ซึ่งความแตกต่าง ระหว่างเวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ และไมโครคอมพิวเตอร์ได้ลดน้อยลงเร่ือย ๆ เน่ืองจากเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร์ระดับสูงในปัจจุบันมีประสิทธิภาพ และมีความเร็วในการแสดงผลที่ดีกว่าเวิร์คสเตชัน คอมพิวเตอร์มาก สามารถใช้งานโดยใช้คนเดียว (Stand-alone) หรือเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายเพ่ือติดต่อสื่อสาร กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ จากการที่เทคโนโลยีที่ก้าวนาสมัยทาให้ PC สามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตติดต่อส่ือสารกับคนอ่ืนได้ ท่ัวโลก เหมาะกับงานท่ัวไป เช่น การประมวลผลคา ( Word Processing) การคานวณ (Spreadsheet) การบัญชี (Accounting) จัดทาสิ่งพิมพ์ (Desktop Publishing) และงานที่เกยี่ วขอ้ งกับฐานข้อมลู เปน็ ตน้ เราสามารถแบ่งคอมพวิ เตอร์ส่วนบุคคล ไดด้ ังน้ี  คอมพวิ เตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer)

4  โน๊ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (Notebook Computer)  คอมพิวเตอร์แทปเลท (Tablet Computer)  คอมพิวเตอร์พกพา (Handheld Computer)  PDA ในปจั จบุ ันทน่ี ยิ มได้แบง่ ออกเปน็ สองแบบ คือ พีดีเอในกลมุ่ ของปาล์ม (Palm) ซ่งึ ใช้ Palm OS จากบริษัทปาล์มตา่ ง ๆ และ PDA ในกลมุ่ ของพ๊อกเกต็ พซี ี ( Pocker PC)  องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอรป์ ระกอบดว้ ยส่วนสาคัญ 5 สว่ น คอื 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ส่ิงท่ีมองเห็นและจับต้องสัมผัสได้ทั้งหมดท่ีเก่ียวข้องกับ คอมพวิ เตอร์ ไมว่ ่าจะเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ (Case) เมนบอร์ด (Mainboard) และอุปกรณ์ต่อพ่วงรอบข้าง (Peripheral) ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) แป้นพิมพ์ (Keyboard) เม้าส์ (Mouse) หน่วย ประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อ่ืน ๆ ฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถทางานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนามาต่อเช่ือมเพื่อทางานร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า “ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)” ที่ โครงสร้างของระบบจะทางานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ จาแนก หน้าท่ีของฮารด์ แวร์ตา่ งๆ สามารถแบ่งเป็นสว่ นสาคัญ 5 สว่ น คอื 1.1 หนว่ ยรับขอ้ มูล (Input Unit) ทาหนา้ ทร่ี บั โปรแกรมคาส่งั และข้อมลู เข้าสูเ่ ครื่องคอมพิวเตอร์ ฮารด์ แวรท์ ่ที าหน้าทเี่ ป็นหนว่ ยรับข้อมูลมหี ลากหลายอปุ กรณ์ ได้แก่ 1.1.1 คีย์บอร์ด (Keyboard) อุปกรณ์รับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทาการเปล่ียนเป็นรหัส เพ่ือบอกให้คอมพิวเตอร์รู้ว่ามีการกดตัวอักษรอะไร แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานของเคร่ือง พมิ พ์ดดี ซงึ่ ระบบรบั รหสั ตวั อกั ขระทีใ่ ชใ้ นทางคอมพวิ เตอรเ์ ปน็ รหัส 7 หรือ 8 บิต (Operator) 1.1.2 เมาส์ (Mouse) อุปกรณ์นาเข้าข้อมูลโดยการเล่ือนเมาส์เพื่อบังคับตัวชี้ไปยังตาแหน่ง ต่างๆ บนหน้าจอ เมาส์ทนี่ ยิ มใชม้ ีด้วยกนั 3 ประเภท ได้แก่ - แบบทางกล (Mechanical) ใช้ลูกกลงิ้ กลม - แบบใช้แสง (Optical mouse) - แบบไรส้ าย (Wireless Mouse) 1.1.3 OCR (Optical Character Reader) อุปกรณ์นาเข้าข้อมูล โดยใช้วิธีการอ่านข้อมูล ด้วยลาแสงในลักษณะพาดขวางบนเอกสารท่ีมีข้อมูลอยู่ แล้วแปลงรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปเก็บในเคร่ือง คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โอซีอาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจาวัน ได้แก่ เครื่องอ่านรหัสแท่ง ( Barcode reader) 1.1.4 OMR (Optical Mark Reader) อุปกรณ์นาเข้าที่ทางานโดยการอ่านข้อมูลจากการ ทาเครือ่ งหมายดว้ ยดินสอและปากกาลงบนกระดาษคาตอบ (Answer sheet) ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

5 1.1.5 เครื่องอ่านพิกัด (Digitizer) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูล มีลักษณะเป็นแผ่นกระดาน ส่ีเหลี่ยม มีสายไฟฟ้าและอุปกรณ์คล้ายแว่นขยายท่ีมีเครื่องหมายกากบาทตรงกลาง พร้อมกับปุ่มสาหรับกด โดยปกติมกั ใช้ในการอ่านจุดพิกดั ของแผนที่ หรือตาแหน่งของภาพกราฟิกตา่ งๆ 1.1.6 สแกนเนอร์ (Scanner) เปน็ อปุ กรณ์นาเข้าข้อมูลที่เป็นเอกสาร รูปภาพ หรือ รูปถ่าย สแกนเนอร์สามารถแบง่ ออกได้ 3 ประเภท คอื - แบบเลื่อนกระดาษ (Sheet-Fed Scanner) สแกนเนอร์แบบนี้จะรับกระดาษแล้วค่อยๆ เล่ือนหน้ากระดาษให้ผา่ นหวั สแกนซ่ึงอยู่กับที่ - แบบแท่นนอน (Flatbed scanner) สแกนเนอรแ์ บบนี้จะมกี ลไกคลา้ ยกบั เครอื่ งถา่ ย เอกสาร เหมาะสาหรับใช้กับเอกสารทัง้ ทีเ่ ป็นแผ่นเดยี วและเอกสารท่ีเปน็ เลม่ - แบบมือถือ (Hand-held Scanner) สแกนเนอรแ์ บบมอื ถือไดร้ วมเอาข้อดีของสแกนเนอร์ ทงั้ สองแบบเข้าไวด้ ้วยกัน 1.1.7 ปากกาแสง (Light Pen) เป็นอุปกรณ์ทางานคล้ายกับเมาส์ในการติดต่อกับ คอมพวิ เตอร์ เป็นอุปกรณท์ ี่เหมาะสาหรบั งานวาดภาพ 1.1.8 จอยสติก (Joy Sticks) เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้ในการควบคุมทิศทางของวัตถุบนหน้าจอ คอมพิวเตอร์ สว่ นใหญจ่ ะใชใ้ นการเลน่ เกมคอมพิวเตอร์ มที ั้งทีเ่ ป็นแบบแบน แบบคนั โยก หรอื แบบพวงมาลยั 1.1.9 จอสัมผัส (Touch Screen) เป็นจอภาพชนิดพิเศษที่ใช้ระบบสัมผัสแทนการใช้ คยี บ์ อร์ดและเมาส์ นิยมนามาใชก้ ับงาน 1.1.10 เครื่องเทอร์มินลั (Point of Sale Terminal) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลอีกอย่างหน่ึงท่ี นิยมใชใ้ นร้านค้า เครือ่ งเทอรม์ ินลั น้ีจะมีแป้นพิมพ์สาหรบั กรอกข้อมูล มจี อภาพเล็กๆ เพื่อใช้แสดงผลต่างๆ และ มเี คร่ืองพมิ พส์ าหรบั พิมพ์รายการ ทั้งนี้สามารถนาเคร่ืองอ่านรหัสบาร์โค๊ดเข้ามาช่วยในการรับข้อมูลได้ ซ่ึงช่วย ลดความผิดพลาดอนั อาจเกดิ จากการกรอกข้อมลู ทมี่ จี านวนมาก 1.1.11 แผ่นสัมผัส (Touch Pads) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลโดยการใช้น้ิวสัมผัสลงบนแผ่น สมั ผัส น้าหนกั ที่กดสงไปจะถกู เปลย่ี นเป็นสญั ญาณไฟฟ้า มักเหน็ อยูใ่ นเคร่อื งคอมพวิ เตอร์โน้ตบกุ๊ 1.1.12 กล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลเข้าสู่เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ที่ สามารถแปลงข้อมูลภาพเป็นสัญญาณดิจิทัล มีลักษณะการใช้งานเหมือนกล้องถ่ายภาพทั่วไป แต่ต่างกันตรงท่ี ไม่ต้องใช้ฟิล์มในการบันทึกข้อมูล ข้อมูลภาพที่ได้สามารถถ่ายลงสู่เคร่ืองคอมพิวเตอร์และสามารถเรียกดูได้ ทันที หรือจะใชโ้ ปรแกรมชว่ ยตกแต่งภาพให้ดสู วยงามข้นึ ก็ได้ 1.1.13 อุปกรณ์รับข้อมูลเสียง (Voice Input Devices) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไมโครโฟน เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลในรูปแบบเสียง โดยจะทาการแปลงสัญญาณเสียงเป็นสัญญาณดิจิทัลแล้วจึง ส่งไปยังคอมพิวเตอร์ 1.2 หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (Central Processing Unit – CPU) เรียกอีกช่ือหนึ่ง ว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสาคัญมากท่ีสุดของฮาร์ดแวร์ เพราะมี

6 หน้าท่ีในการประมวลผลข้อมูล ที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาทางอุปกรณ์นาเข้าข้อมูลตามชุดคาสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ ตอ้ งการใช้งาน หนว่ ยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสาคญั 3 สว่ น คือ 1.2.1 หน่วยคานวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU) ทาหน้าที่ เหมือนกับเครื่องคานวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทางานเกี่ยวกับการคานวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร อกี ทั้งยังมีความสามารถอีกอย่างหน่ึงท่เี คร่ืองคานวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะ ศาสตร์ หมายถงึ ความสามารถในการเปรียบเทยี บตามเงือ่ นไข และกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คาตอบ ออกมาว่าเง่ือนไข นน้ั เป็น จรงิ หรอื เท็จ ได้ 1.2.2 หน่วยควบคุม (Control Unit) ทาหน้าที่ควบคุมลาดับขั้นตอนการประมวลผล รวมไปถึงการประสานงานกับอุปกรณ์นาเข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความจาสารองด้วย ซีพียูท่ีมี จาหน่ายในท้องตลาด ได้แก่ Pentium III , Pentium 4 , Pentium M (Centrino) , Celeron , Dulon , Athlon 1.2.3 หน่วยความจา (Memory Unit) ทาหน้าที่เก็บข้อมูลหรือคาสั่งท่ีส่งมาจากหน่วยรับ ข้อมูล เพ่ือเตรียมส่งไปประมวลผลยังหน่วยประมวลผลกลาง และเก็บผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประมวลผลแล้ว เพ่ือเตรียมส่งไปยังหน่วยแสดงผล เป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลท่ีทางานได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งสามารถจาแนกตาม ลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ 1.2.3.1 หน่วยความจาหลัก (Main Memory) หรือเรียกว่า หน่วยความจาภายใน (Internal Memory) สามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ - รอม (Read Only Memory – ROM) เป็นหน่วยความจาที่มีโปรแกรมหรือข้อมูลอยู่แล้ว สามารถเรียกออกมาใช้งานได้ แต่จะไม่สามารถเขียนเพิ่มเติมได้ และแม้ว่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงให้แก่ ระบบขอ้ มูลก็ไม่สูญหายไป - แรม (Random Access Memory) เป็นหน่วยความจาท่ีสามารถเก็บข้อมูลได้เม่ือมี กระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่าน้ัน เมื่อใดไม่มีกระแสไฟฟ้ามาเลี้ยงข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจาชนิดน้ีจะหายไป ทนั ที 1.2.3.2 หน่วยความจารอง (Second Memory) หรือหน่วยความจาภายนอก (External Memory) เป็นหน่วยความจาทตี่ อ้ งอาศยั สื่อบนั ทึกข้อมูลและอุปกรณร์ บั -สง่ ข้อมลู ชนิดตา่ งๆ ได้แก่ - ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) เป็นฮาร์ดแวร์ท่ีทาหน้าที่เก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ท้ัง โปรแกรมใช้งานต่างๆ ไฟล์เอกสาร รวมท้ังเป็นท่ีเก็บระบบปฏิบัติการที่เป็นโปรแกรมควบคุมการทางานของ เครือ่ ง คอมพวิ เตอร์ด้วย - ฟล็อบปี้ดิสก์ (Floppy Disk) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลท่ีมีขนาด 3.5 น้ิว มีลักษณะเป็น แผ่นกลมบางทาจากไมลาร์ (Mylar) สามารถบรรจขุ อ้ มูลไดเ้ พยี ง 1.44 เมกะไบต์ เท่าน้ัน - ซีดี (Compact Disk – CD) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบดิจิทัล เป็นส่ือที่มีขนาดความจุ สูง เหมาะสาหรับบันทึกข้อมูลแบบมัลติมีเดีย ซีดีรอมทามาจากแผ่นพลาสติกกลมบางท่ีเคลือบด้วยสารโพลี คารบ์ อเนต (Poly Carbonate) ทาให้ผิวหน้าเป็นมันสะท้อนแสง โดยมีการบันทึกข้อมูลเป็นสายเดียว (Single

7 Track) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 120 มิลลิเมตร ปัจจุบันมีซีดีอยู่หลายประเภท ได้แก่ ซีดีเพลง (Audio CD) วีซีดี (Video CD – VCD) ซีดี-อาร์ (CD Recordable – CD-R) ซีดี-อาร์ดับบลิว (CD-Rewritable – CD-RW) และ ดีวีดี (Digital Video Disk – DVD) 1.2.3.3 รีมูฟเอเบิลไดร์ฟ (Removable Drive) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีตัว ขับเคลื่อน (Drive) สามารถพกพาไปไหนได้โดยต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย Port USB ปัจจุบันความจุ ของรีมูฟเอเบิลไดร์ฟมีต้ังแต่ 8 , 16 , 32 , 64 , 128 จนถึง 1024 เมกะไบต์ ทั้งนี้ยังมีไดร์ฟลักษณะเดียวกัน เรยี กในชือ่ อืน่ ๆ ไดแ้ ก่ Pen Drive , Thump Drive , Flash Drive 1.2.3.4 ซิบไดร์ฟ (Zip Drive) เป็นส่ือบันทึกข้อมูลท่ีจะมาแทนแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ มีขนาด ความจุ 100 เมกะไบต์ ซ่ึงการใช้งานซิปไดร์ฟจะต้องใช้งานกับซิปดิสก์ (Zip Disk) ความสามารถในการเก็บ ขอ้ มูลของซิปดิสกจ์ ะเกบ็ ข้อมลู ได้มากกวา่ ฟลอ็ ปปดี้ ิสก์ 1.2.3.5 Magnetic optical Disk Drive เป็นสื่อเก็บข้อมูลขนาด 3.5 น้ิว ซ่ึงมีขนาดพอๆ กับฟลอ็ บป้ีดิสก์ แต่ขนาดความจุมากกว่า เพราะว่า MO Disk drive 1 แผ่นสามารถบันทึกขัอมูลได้ตั้งแต่ 128 เมกะไบต์ จนถงึ ระดับ 5.2 กิกะไบต์ 1.2.3.6 เทปแบ็คอัพ (Tape Backup) เป็นอุปกรณ์สาหรับการสารองข้อมูล ซ่ึงเหมาะกับ การสารองขอ้ มลู ขนาดใหญม่ ากๆ ขนาดระดับ 10-100 กิกะไบต์ 1.2.3.7 การ์ดเมมโมรี (Memory Card) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีขนาดเล็ก พัฒนาข้ึน เพอ่ื นาไปใช้กบั อปุ กรณเ์ ทคโนโลยีแบบต่างๆ เช่น กล้องดิจิทัล คอมพิวเตอร์มือถือ (Personal Data Assistant – PDA) โทรศัพท์มอื ถือ เป็นตน้ 1.3 หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทาหน้าท่ีแสดงผลข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ทาการประมวลผล หรือผ่านการคานวณแล้ว เป็นอุปกรณ์ส่งออก (Output device) ทาหน้าท่ีแสดงผลลัพธ์เมื่อซีพียูทาการ ประมวลผล 1.3.1 จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ที่เป็นภาพ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ชนดิ คอื จอภาพแบบ CRT (Cathode Ray Tube) และ จอภาพแบบ LCD (Liquid Crystal Display) 1.3.2 เคร่ืองพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์ท่ีทาหน้าท่ีแสดงผลลัพธ์ในรูปของอักขระหรือ รูปภาพที่จะไปปรากฏ อยู่บนกระดาษ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องพิมพ์ดอตเมตทริกซ์ (Dot Matrix Printer) เครื่องพมิ พแ์ บบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer) เครอื่ งพมิ พแ์ บบเลเซอร์ (Laser Printer) และ พล็อตเตอร์ (Plotter) 1.3.3 ลาโพง (Speaker) เป็นอปุ กรณ์แสดงผลลัพธท์ ี่อยู่ในรูปของเสียง สามารถเช่ือมต่อกับ คอมพวิ เตอร์ผ่านแผงวงจรเก่ียวกบั เสยี ง (Sound card) ซ่ึงมหี น้าท่ีแปลงขอ้ มูลดจิ ิทัลไปเป็นเสยี ง 1.4 อุปกรณ์ต่อพ่วงอ่ืนๆ (Peripheral Equipment) เป็นอุปกรณ์ที่นามาต่อพ่วงเข้ากับ คอมพิวเตอรเ์ พือ่ ชว่ ยเพ่มิ ประสิทธิภาพในการทางานใหม้ ากย่ิงขึน้ เช่น

8 1.4.1 โมเด็ม (Modem) มาจากคาว่า (modulate/demodulate) เป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยให้ ติดต่อกับโลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบันโมเด็มมีทั้งแบบติดต้ังภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกว่า Internal Modem และ แบบภายนอกเครื่องคอมพวิ เตอร์ ซง่ึ เรยี กวา่ External Modem 1.4.2 แผงวงจรเชื่อมตอ่ เครือขา่ ย (LAN card) เป็นอุปกรณ์ท่ีทาหน้าที่ในการรับ-ส่งข้อมูล ระหวา่ งเคร่ืองคอมพิวเตอร์หรือ เวริ ค์ สเตช่ัน (Workstation) และเคร่ืองให้บริการข้อมูล (Server) ดังน้ันเครื่อง คอมพิวเตอรท์ ตี่ อ้ งการเชอื่ มต่อกบั เคร่ืองคอมพวิ เตอรอ์ ่นื ๆ จาเปน็ ต้องตดิ ตัง้ แลนการด์ 2. ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรม (program) หรือชุดคาส่ัง ที่ควบคุมให้เคร่ือง คอมพิวเตอรท์ างานใหไ้ ดผ้ ลลพั ธต์ ามท่ตี ้องการ ซ่ึงคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ท่ีประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่ สามารถทางานได้ในทันที ต้องมีซอฟตแ์ วรซ์ ึ่งเป็นโปรแกรมหรือชุดคาส่ังที่ส่ังให้ฮาร์ดแวร์ทางานตามต้องการได้ โดยโปรแกรมหรือชุดคาส่ังนั้นจะเขียนจากภาษาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างข้ึน เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหน่ึง และมีโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรม เป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่าน้ันเขียนซอฟต์แวร์แบบ ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื 2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) คอมพิวเตอร์ประกอบด้วย หน่วยรับเข้า หน่วย ส่งออก หน่วยความจา และหน่วยประมวลผล ในการทางานของคอมพิวเตอร์จาเป็นต้องมีการดาเนินงานกับ อุปกรณ์พ้ืนฐานท่ีจาเป็น ดังน้ันจึงต้องมีซอฟต์แวร์ระบบเพ่ือใช้ในการจัดการระบบ หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ ระบบประกอบด้วย - ใชใ้ นการจดั การหน่วยรับเข้าและหนว่ ยส่งออก เช่น รับการกดแปน้ ต่าง ๆ บนแผงแป้นอักขระ ส่ง รหัสตัวอักษรออกทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่งออกอื่น ๆ เช่น เมาส์ อุปกรณ์ สังเคราะห์เสยี ง - ใช้ในการจัดการหน่วยความจา เพ่ือนาข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจาหลัก หรือ ในทานองกลับกัน คอื นาข้อมูลจากหน่วยความจาหลกั มาเกบ็ ไว้ในแผน่ บันทึก - ใช้เป็นตัวเชอ่ื มตอ่ ระหวา่ งผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานไดง้ า่ ยขนึ้ เช่น การขอดูรายการ สารบบในแผน่ บันทึก การทาสาเนาแฟ้มขอ้ มูล ซอฟต์แวร์ระบบพื้นฐานที่เห็นกันท่ัวไป แบ่งออกเป็น ระบบปฏิบัติการ และ ตัวแปลภาษา ซอฟตแ์ วร์ทงั้ สองประเภทนที้ าใหเ้ กดิ พัฒนาการประยุกตใ์ ช้งานไดง้ า่ ยขน้ึ ระบบปฏบิ ตั กิ าร หรอื ท่ีเรียกย่อ ๆ ว่า โอเอส (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ใช้ในการ ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการนี้ ระบบปฏิบัติการท่ี นิยมใช้กนั มากและเป็นทรี่ ูจ้ กั กันดี เช่น ดอส (Disk Operating System : DOS) วินโดวส์ (Windows) โอเอสทู (OS/2) ยนู ิกซ์ (UNIX) 2.1.1 ดอส (Disk Operating System : DOS) เป็นซอฟต์แวร์จัดระบบงานที่พัฒนามา นานแลว้ การใช้งานจงึ ใชค้ าส่ังเปน็ ตัวอกั ษร ดอสเป็นซอฟตแ์ วร์ทร่ี ู้จกั กันดใี นหมผู่ ูใ้ ชไ้ มโครคอมพวิ เตอร์

9 2.1.2 วินโดวส์ (Windows) เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อจากดอส เพ่ือเน้นการใช้งานท่ี ง่ายขึ้น สามารถทางานหลายงานพร้อมกันได้ โดยงานแต่ละงานจะอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างที่แสดงผลบน จอภาพ การใช้งานเน้นรูปแบบกราฟิก ผู้ใช้งานสามารถใช้เมาส์เล่ือนตัวช้ีตาแหน่งเพ่ือเลือกตาแหน่งท่ีปรากฏ บนจอ ภาพ ทาใหใ้ ช้งานคอมพวิ เตอรไ์ ด้งา่ ย วนิ โดวสจ์ งึ ได้รบั ความนยิ มในปจั จุบนั 2.1.3 โอเอสทู (OS/2) เป็นระบบปฏิบัติการแบบเดียวกับวินโดว์ส แต่บริษัทผู้พัฒนาคือ บรษิ ทั ไอบีเอม็ เป็นระบบปฏิบัติการท่ีให้ผู้ใช้สามารถใช้ทางานได้หลายงานพร้อมกัน และการใช้งานก็เป็นแบบ กราฟกิ เชน่ เดยี วกบั วนิ โดวส์ 2.1.4 ยูนิกซ์ (UNIX) เป็นระบบปฏิบัติการท่ีพัฒนามาต้ังแต่ครั้งใช้กับเคร่ืองมินิคอมพิวเตอร์ ระบบปฏบิ ัติการยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการท่ีสามารถใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน และทางานได้หลาย ๆ งาน ในเวลาเดียวกัน ยูนกิ ซจ์ ึงใช้ได้กบั เคร่อื งที่เช่ือมโยงและตอ่ กบั เครื่องปลายทางไดห้ ลาย เคร่ืองพรอ้ มกนั ระบบปฏิบัติการยังมีอีกมาก โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการท่ีใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพ่ือให้ คอมพวิ เตอรท์ างานร่วมกันเปน็ ระบบ เชน่ ระบบปฏบิ ัติการเน็ตแวร์ วินโดวส์ เอ็นที 2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น เพื่อใช้งานด้านใดด้านหน่ึงโดยเฉพาะตามท่ีผู้ใช้ต้องการ เช่น งานด้านการจัดทาเอกสาร การทาบัญชี การ จดั เก็บข้อมลู ขา่ วสาร ตลอดจนงานดา้ นอนื่ ๆ ตามแตผ่ ใู้ ช้ต้องการ การท่ีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการที่มีคอมพิวเตอร์ขนาด เลก็ ทาให้มกี ารใช้งานคลอ่ งตัวขน้ึ จนในปัจจุบนั สามารถนาคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กติดตัวไปใช้งานในที่ต่างๆ ได้ สะดวก การใช้งานคอมพิวเตอร์ ต้องมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซึ่งอาจเป็นซอฟต์แวร์สาเร็จท่ีมีผู้พัฒนา เพื่อใช้งาน ทั่วไป ทาให้ทางานได้สะดวกขึ้น หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ ซ่ึงผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาขึ้นเอง เพื่อให้ เหมาะสม กับสภาพการทางานของตน ในบรรดาซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่มีใช้กันทั่วไป ซอฟต์แวร์สาเร็จ (package) เปน็ ซอฟตแ์ วร์ ทีม่ คี วามนิยมใช้กนั สงู มาก ซอฟต์แวร์สาเร็จเป็นซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาข้ึนแล้วนา ออกมาจาหน่าย เพ่ือใหผ้ ู้ใช้งานซอื้ ไปใชไ้ ด้โดยตรง ไม่ต้องเสยี เวลาในการพฒั นาซอฟตแ์ วรอ์ ีก 2.2.1 ซอฟต์แวร์สาเร็จ (package) ซอฟต์แวร์สาเร็จที่มีจาหน่าย ในท้องตลาดท่ัวไป และเปน็ ที่นิยมของผู้ใชม้ ี 5 กล่มุ ใหญ่ ไดแ้ ก่ 2.2.1.1 ซอฟต์แวร์ประมวลคา (word processing software) เป็นซอฟต์แวร์ ประยุกต์ ใชส้ าหรบั การพิมพเ์ อกสาร สามารถแกไ้ ข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสารที่ พิมพไ์ ว้ จัดเป็นแฟ้มข้อมูล เรียกมาพิมพ์หรือแก้ไขใหม่ได้ การพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็มีรูปแบบตัวอักษร ให้ เลือกหลายรูปแบบ เอกสารจึงดูเรียบร้อย สวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถของซอฟต์แวร์ประมวล คาอกี มากมาย ซอฟตแ์ วร์ประมวลคาท่นี ยิ ม อยู่ในปัจจบุ นั เชน่ Microsoft Word 2.2.1.2 ซอฟต์แวร์ตารางทางาน (spread sheet software) เป็นซอฟต์แวร์ ท่ี ช่วยในการคิดคานวณ การทางานของซอฟต์แวร์ตารางทางาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะทางานที่มีกระดาษ ขนาดใหญว่ างไว้ มีเครื่องมือคล้ายปากกา ยางลบ และเครื่องคานวณ เตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษมีช่องให้ใส่ ตัวเลข ข้อความ หรอื สูตร สามารถ ส่ังให้ คานวณ ตามสูตร หรือเงื่อนไขที่กาหนด ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทางาน

10 สามารถประยุกต์ ใช้งานประมวลผลตัวเลขอื่นๆ ได้กว้างขวาง ซอฟต์แวร์ ตารางทางาน ที่นิยมใช้ เช่น Microsoft Excel 2.2.1.3 ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software) การใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง คือการใช้ เก็บข้อมูล และจัดการกับข้อมูลท่ี จัดเก็บใน คอมพิวเตอร์ จึงจาเป็นต้องมีซอฟต์แวร์จัดการข้อมูล การรวบรวม ข้อมูลหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ไว้ใน คอมพวิ เตอร์ เรากเ็ รยี กวา่ ฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล จึงหมายถึง ซอฟต์แวร์ท่ีช่วยในการเก็บ การ เรียกค้น มาใช้งาน การทารายงาน การสรุปผลจากข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลที่นิยมใช้ เช่น เอกเซล ดเี บส พาราด็อก ฟอ๊ กเบส 2.2.1.4 ซอฟต์แวร์นาเสนอ (presentation software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ สาหรบั นาเสนอขอ้ มลู การแสดงผลตอ้ งสามารถดึงดูดความสนใจ ซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่นอกจาก สามารถแสดงข้อความในลักษณะท่ีจะสื่อความหมายได้ง่ายแล้ว จะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และรูปภาพได้ ตวั อย่างของซอฟตแ์ วรน์ าเสนอ เชน่ Microsoft Powerpoint 2.2.1.5 ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (data communication software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่จะช่วยให้ไมโครคอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์อื่นในท่ีห่างไกล โดยผ่านทาง สายโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์ส่ือสารใช้เชื่อมโยงต่อเข้ากับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทาให้ สามารถใช้บริการอ่ืนๆ เพ่ิมเติมได้ สามารถใช้รับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอนย้ายแฟ้มข้อมูล ใช้ แลกเปล่ียนข้อมูลอ่านข่าวสาร นอกจากน้ียังใช้ในการเช่ือมเข้าหามินิคอมพิวเตอร์ หรือเมนเฟรม เพ่ือเรียกใช้ งานจาก เคร่ืองเหล่าน้ันได้ ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูลท่ีนิยมมีมากมายหลายซอฟต์แวร์ เช่น โปรคอม ครอส- ทอล์คเทลกิ 2.2.2 ซอฟตแ์ วรใ์ ช้งานเฉพาะ การประยุกต์ ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์สาเร็จ มักจะเน้นการใช้ งานทั่วไป แต่อาจจะนามาประยุกต์ โดยตรงกับงานทางธุรกิจบางอย่างไม่ได้ เช่น ในกิจการธนาคาร มีการฝาก ถอนเงิน งานทางด้านบัญชี หรือในห้างสรรพสินค้า ก็มีงานการขายสินค้า การออกใบเสร็จรับเงิน การควบคุม สินค้าคงคลัง ดังน้ัน จึงต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะสาหรับงานแต่ละประเภท ให้ตรงกับความ ต้องการของผู้ใช้แต่ละราย ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะมักเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาต้องเข้าไปศึกษารูปแบบการ ทางาน หรือความต้องการของธุรกิจนั้นๆ แล้วจัดทาขึ้น โดยท่ัวไปจะเป็นซอฟต์แวร์ท่ีมีหลายส่วนรวมกัน เพ่ือ รว่ มกันทางาน ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะที่ใชก้ นั ในทางธรุ กิจ เชน่ ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจาหน่าย ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม บรหิ ารการเงนิ และการเชา่ ซอ้ื 3. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information) คือ ข้อมูลต่างๆ ท่ีเรานามาให้คอมพิวเตอร์ทาการ ประมวลผลคานวณ หรือกระทาการอย่างใดอย่างหน่ึงให้ได้มาเป็นผลลัพธ์ท่ีเราต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูล บุคลากรเกี่ยวกบั รายละเอยี ดประวตั ิส่วนตวั ประวัติการศึกษา หรือประวัติการทางาน ซ่ึงอาจนามาจาแนกเป็น รายงานต่างๆ เกี่ยวกับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรือข้อมูลเก่ียวกับตัวเลขมาตรไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง ก็ใช้ สาหรับคานวณเปน็ ปริมาณไฟฟ้า ท่ใี ชใ้ นแต่ละเดือน แลว้ คิดเปน็ เงินท่จี ะตอ้ งชาระใหก้ ับการไฟฟา้

11 4. บุคคลากร (Peopleware) คือ เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ใน หน่วยงานน้ันๆ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์มีความสาคัญมาก เพราะการใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ทางานต่างๆ จะต้องมีการจัดเตรียมเปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดาเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซ่ึงไม่สามารถทาด้วย ตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนัก ดังนั้นเราจึงถือว่าบุคลากรเป็นส่วนประกอบที่สาคัญของ ระบบคอมพวิ เตอร์ดว้ ย ซงึ่ สามารถสรปุ เปน็ ประเภทใหญ่ ๆ ได้ดงั น้ี 4.1 เจา้ หน้าทปี่ ฏิบตั ิการ (Operator) 4.2 บคุ ลากรท่เี กย่ี วข้องกบั ระบบ (System) 4.3 ผู้จัดการศนู ยป์ ระมวลผลคอมพวิ เตอร์ (Electronic Data Processing Manager) 4.4 ผูใ้ ช้คอมพวิ เตอร์ (Computer user) 5. กระบวนการทางาน (Documentation/Procedure) เป็นขั้นตอนการทางานเพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทางานกับคอมพิวเตอร์จาเป็นท่ีจะต้องให้ผู้ใช้เข้าใจขั้นตอนการทางาน ต้องมีระเบียบปฏิบัติให้เป็นแบบเดียวกัน มีการจัดทาคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ให้ทุกคนเรียนรู้ และใช้อ้างอิงได้ นอกจากน้ันเม่ือการใช้มีมาตรฐาน ช่วยให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานย่อยๆ ราบร่ืน การจัดซ้ือจัดหา ตลอดจนการบารงุ รกั ษาเครอื่ งคอมพวิ เตอรแ์ ละซอฟตแ์ วร์กจ็ ะงา่ ยขึ้น เพราะทุกหน่วยงานใชม้ าตรฐานเดยี วกัน  รูปแบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ (Data Processing) การประมวลผลของคอมพิวเตอร์ พจิ ารณาตามลักษณะการประมวลผลขอ้ มูล แบ่งได้ 3 ประเภท คอื 1. การประมวลผลส่วนบุคคล (Personal Computing) ไมโครคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ส่วน บุคคล (Personal Computer: PC) จะมีการประมวลผลโดยใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์เคร่ืองเดียวท่ีเป็นอิสระจาก กัน เคร่ืองคอมพิวเตอร์แต่ละเคร่ืองจะไม่สามารถติดต่อส่ือสาร เชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันได้ ซ่ึงหากต้องการใช้ ข้อมลู ร่วมกนั จะต้องคัดลอกไปยังหน่วยความจาสารอง เชน่ แผน่ ดิสก์ จากเครือ่ งเพอื่ ถา่ ยโอนสอู่ กี เคร่อื งหนึ่ง 2. การประมวลผลแบบรวมศูนย์ (Centralized Computing) เป็นระบบที่นาอุปกรณ์ประมวลผล ทั้งฮาร์ดแวรแ์ ละซอฟต์แวร์มารวมไว้ในคอมพิวเตอร์เคร่ืองเดียว ใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ซ่ึงใช้คอมพิวเตอร์ชนิด เมนเฟรมคอมพวิ เตอร์ (Mainframe Computer) โดยมผี ้ทู าหนา้ ท่คี วบคมุ การประมวลผลเพยี งผู้เดียว ซ่ึงเป็นท่ี ยุ่งยากมาก ต่อมาจงึ มกี ารพฒั นาการประมวลผล โดยแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 วิธีคือ 2.1 การประมวลผลแบบแบทช์ (Batch Processing) เป็นระบบท่ีทางานในลักษณะ เตรยี มการประมวลผลในข้ันต่อไป โดยใชอ้ ุปกรณ์ประเภท Input/Output Unit ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ไม่อยู่ภายใต้ การควบคุมของ CPU เช่น เครื่องบันทึกเทป (Key to tape) เคร่ืองบันทึกจานแม่เหล็ก (Key to disk) บัตรเจาะรู (Punched Card) เป็นอปุ กรณ์นาเข้าและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล มีลักษณะการประมวลผลโดยมีการ รวบรวมข้อมูลไว้ช่วงเวลาหน่ึงก่อนท่ีจะนาข้อมูลมาประมวลผลพร้อมกัน การประมวลผลจะทาเป็นช่วงเวลา เช่น การทาบัญชีเงินเดือนพนักงานทุกสิ้นเดือน ระบบคิดดอกเบ้ียสะสม 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ของ ธนาคาร การบันทึกเกรดของนักศึกษาในแต่ละภาคเรียน จนถึงภาคเรียนสุดท้ายจึงพิมพ์ใบรับรองเกรดเฉล่ีย ข้อมูลการใช้โทรศพั ท์มือถอื ภายในชว่ งรอบบัญชี (1 เดือน) จะถูกเก็บสะสมจนสิ้นสุดรอบบัญชี การประมวลผล

12 แบบน้ีจะไม่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าระบบออฟไลน์ (Off-ling System) มขี อ้ ดี คือ ชว่ ยประหยดั คา่ ใช้จา่ ยในการใช้อุปกรณ์ ขอ้ เสีย คอื ขอ้ มูลจะไม่ทันสมยั 2.2 การประมวลผลแบบออนไลน์ (On-line Processing) เป็นวิธีที่ผู้ใช้สามารถใช้งาน พร้อม กันได้หลายคน (Multi-user) จะประมวลผลทันทีเมื่อรับข้อมูลเข้ามา โดยไม่ต้องรอรวมข้อมูลหรือสะสมข้อมูล ไว้ก่อน โดยมีการเช่ือมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ท่ีอยู่ในสถานท่ีอ่ืน มีความสามารถในการทางาน บางอย่างได้ เช่น เคร่ืองเอทีเอ็ม เครื่องตัดยอดของสินค้าทุกคร้ังเม่ือมีการสั่งซื้อ เป็นต้น ข้อดี คือ ทาให้ได้ ข้อมูลที่ทันสมัยเป็นปัจจุบันตลอดเวลา ข้อเสีย คือ หากมีข้อมูลมาก การประมวลผลจะช้าลง เน่ืองจากมีเพียง เครอื่ งแม่ขา่ ยเท่าน้นั ที่ทาการประมวลผล 3. การประมวลผลแบบกระจาย (Distributed Computing) เม่ือมีการใช้งานคอมพิวเตอร์ในองค์กร ท่ีมีขนาดใหญ่ข้ึน อาจมีการขยายสาขาออกไป ทาให้มีระบบการทางานท่ีมีขนาดใหญ่ จึงมีการนาการ ประมวลผลแบบกระจายจากศนู ยก์ ลางมาใช้ เพ่ือชดเชยขอ้ จากัดของการประมวลแบบรวมศูนย์ที่ค่อนข้างล่าช้า ส่งผลให้สามารถจดั สรรทรพั ยากร เพื่อกระจายและแจกจ่ายการใช้งานข้อมูลต่างๆ ร่วมกันได้ท่ัวท้ังองค์กรและ รวดเร็วมากข้ึน และระหว่างหน่วยงานย่อยขององค์กรด้วย เช่น ฐานข้อมูล ข่าวสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ เครอ่ื งพิมพ์ เคร่อื งโทรสาร และเครอื่ งสแกนเนอร์ เปน็ ตน้  ขอ้ จากัดของคอมพิวเตอร์ 1. การวางระบบคอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลานานมาก การที่หน่วยงานใดตัดสินใจนาคอมพิวเตอร์มาใช้ งาน ต้องวางระบบงานเสียก่อน ว่าจะนาคอมพิวเตอร์มาช่วยในการทางานด้านใดแล้วยังจะต้องมีการเรียน โปรแกรมคาส่ัง เพือ่ สงั่ ใหค้ อมพิวเตอรท์ างานตามที่ได้ออกแบบไว้ 2. การรวบกวนระบบงานปกติ เม่ือมีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในหน่วยงานท่ีไม่เคยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ มา ก่อน แน่นอนว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบงานเดิม การเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อจิตใจของพนักงาน และอาจสร้างความไม่พอใจ และก่อใหเ้ กดิ ความวนุ่ วายหลากประการขน้ึ ได้ 3. การทางานข้ึนอยกู่ ับมนุษย์ คอมพวิ เตอร์เป็นไดแ้ คเ่ คร่อื งมอื ช่วยมนุษย์ในการงาน ทั้งนี้เพราะเคร่ือง คอมพวิ เตอรไ์ มม่ ีความคิดเป็นของตัวเอง และทางานไดร้ ับคาสง่ั จากมนุษยเ์ ท่าน้ัน ไม่ว่างานที่สั่งให้ทาจะถูกหรือ ผิด เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักคิดหรือปรับปรุงวิธีการทางานให้ดีขึ้น นับเป็นข้อจากัดอย่างหน่ึงของเครื่อง คอมพวิ เตอร์ *****************************************

13 กจิ กรรมหนว่ ยที่ 2 ตอนที่ 1 จงตอบคาถาม ต่อไปนี้มาให้เขา้ ใจ 1. จงอธิบายความหมายของคอมพวิ เตอร์ 2. คอมพิวเตอร์แบง่ ตามลกั ษณะของข้อมลู มกี ปี่ ระเภท อะไรบา้ ง 3. คอมพิวเตอร์แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา มีกป่ี ระเภท อะไรบา้ ง 4. องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ มีกสี่ ว่ น อะไรบา้ ง 5. ฮารด์ แวร์ (Hardware) หมายถึง อะไร 6. จงยกตวั อย่าง อุปกรณ์ทที่ าหน้าที่เปน็ หน่วยรบั ข้อมูลของคอมพวิ เตอร์ มา 5 รายการ 7. หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสาคญั กสี่ ว่ น อะไรบา้ ง 8. รอม (Read Only Memory – ROM) และ แรม (RAM) คอื อะไร มีความแตกต่างกันอย่างไร 9. จงยกตัวอยา่ ง อุปกรณท์ ่ที าหนา้ ท่เี ปน็ หนว่ ยแสดงผลของคอมพวิ เตอร์ มา 3 รายการ 10. ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถงึ อะไร 11. ซอฟต์แวร์ (Software) แบง่ เปน็ กี่ประเภท อะไรบา้ ง 12. จงยกตวั อย่าง ซอฟตแ์ วร์ระบบปฏิบตั กิ าร ท่ีนยิ มใช้มา 3 โปรแกรม 13. ซอฟตแ์ วร์ประยุกต์ (Application Software) หมายถงึ อะไร 14. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information) หมายถงึ อะไร 15. บคุ ลากรทเี่ ปน็ สว่ นประกอบท่ีสาคญั ของระบบคอมพิวเตอร์ ไดแ้ กใ่ ครบา้ ง 16. การประมวลผลของคอมพวิ เตอร์ พจิ ารณาตามลักษณะการประมวลผลข้อมลู แบ่งได้กปี่ ระเภท อะไรบ้าง 17. การประมวลผลของคอมพวิ เตอร์แบบแบทช์ (Batch Processing) คอื อย่างไร และมีขอ้ ดี ข้อเสีย อยา่ งไร 18. การประมวลผลของคอมพวิ เตอรแ์ บบออนไลน์ (On-line Processing) คืออย่างไร และมีข้อดี ขอ้ เสยี อย่างไร 19. การประมวลผลของคอมพวิ เตอรแ์ บบกระจาย (Distributed Computing) คอื อยา่ งไร และมี ข้อดี ข้อเสียอย่างไร 20. การนาคอมพวิ เตอร์มาใช้ในองคก์ าร มีขอ้ จากัดอะไรบา้ ง  เกณฑก์ ารให้คะแนน ตอนท่ี 1 1. ตอบคาถามได้ถกู ต้อง ครบถ้วน (ขอ้ ละ 1 คะแนน) 2. ผลงานสะอาดเรียบร้อย (2 คะแนน) 3. ตง้ั ใจทางานด้วยตนเอง (2 คะแนน) 4. สง่ งานตรงเวลา (2 คะแนน)

14 ตอนท่ี 2 ในฐานะทีน่ กั ศกึ ษา เรียนในสาขาวชิ าการบัญชี ให้นักศึกษาวิเคราะห์ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มีความเกยี่ วข้องกับอาชพี ทางการบญั ชีอยา่ งไรบ้าง ( 9 คะแนน) ขอ้ กาหนดในการจดั ทา 1. เขียนใส่กระดาษ A4 ความยาวไม่นอ้ ยกวา่ 1 หนา้ 2. นาเสนอหน้าชัน้ เรยี น  เกณฑก์ ารให้คะแนน ตอนท่ี 2 (3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ควรปรบั ปรุง) 1. นักศึกษาสามารถนาความร้ทู ศี่ ึกษามาวิเคราะห์ไดอ้ ย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีเหตุมผี ล (3 คะแนน) 2. ผลงานถูกตอ้ ง เรยี บร้อย ส่งงานตรงเวลา (3 คะแนน) 3. การนาเสนอหนา้ ชนั้ เรียน (3 คะแนน)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook