Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-BOOK631081201

E-BOOK631081201

Published by amonthep12122546, 2021-09-29 11:43:34

Description: โครงสร้างความรับผิดทางอาญา ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

Search

Read the Text Version

รายงาน เรื่อง ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน จัดทำโดย นางสาวพัชรีภรณ์ นิลละเอียด รหัสนิสิต 631081201 นิสิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา เสนอ อาจารย์วิรัตน์ นาทิพเวทย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชากฎหมายอาญา 2 ภาคความผิด ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

คำ นำ รายงานฉบั บนี้ เป็ นส่ วนหนึ่ งของรายวิ ช ากฎหมายอาญา 2 ภาคความผิ ด ในระดั บ ปริ ญญาตรี ชั้ นปี ที่ 2 มี จุ ดประสงค์ เพื่ อศึ กษาค้ นคว้ าความรู้ ความเข้ าใจเกี่ ยวกั บเรื่ องความผิ ด ฐานดู หมิ่ นเจ้ าพนั กงานและความผิ ดฐานให้ สิ บบนเจ้ าพนั กงาน ทั้ งนี้ ในรายงานฉบั บนี้ มี เนื้ อหา ขององค์ ประกอบความผิ ด และแนวคำพิ พากษาฎี กาที่ แสดงให้ เห็ นแนวทางและรู ปแบบของ การกระทำความผิ ด ที่ เป็ นสาระสำคั ญของรายงานฉบั บนี้ ผู้ จั ดทำได้ เลื อกหั วข้ อนี้ ในการทำรายงาน เนื่ องจากข้ อเท็ จจริ งและประเด็ นดั งกล่ าวนั้ น เป็ นประเด็ นที่ น่ าสนใจ และพบได้ บ่ อยในการดำรงชี วิ ตประจำวั น ผู้ จั ดทำต้ อง ขอขอบคุ ณ อาจารย์ วิ รั ตน์ นาทิ พเวทย์ ผู้ ให้ ความรู้ ความเข้ าใจและแนวทางในการจั ดทำรายงานฉบั บนี้ และหวั งว่ ารายงานฉบั บนี้ จะให้ ประโยชน์ แก่ ผู้ อ่ านทุ ก ๆ ท่ าน หากมี ข้ อเสนอแนะประการใด ผู้ จั ดทำขอรั บไว้ ด้ วยความขอบพระคุ ณยิ่ ง นางสาวพั ชรี ภรณ์ นิ ลละเอี ยด ผู้ จั ดทำ ก

ส า ร บั ญ หน้ า 1 6 10 เรื่ อง 11 บทที่ 1 คำอธิ บายเชิ งโครงสร้ างความรั บผิ ดทางอาญา บทที่ 2 คำอธิ บายจากบรรทั ดฐานคำพิ พากษาศาลฎี กา บทที่ 3 สรุ ปเนื้ อหา บรรณานุ กรม ข

บทที่ 1 คำ อ ธิ บ า ย เ ชิ ง โ ค ร ง ส ร้ า ง ค ว า ม รั บ ผิ ด ท า ง อ า ญ า ความผิ ดฐานดู หมิ่ นเจ้ าพนั กงาน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ในประมวลกฎหมายอาญา ปรากฎในมาตรา 136 ที่บัญญัติ ว่า มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงานโดยตรง เป็นการกระทำทางวาจาหรือทางกายก็ได้โดยตรงต่อตัวเจ้า พนักงาน องค์ประกอบความผิด องค์ประกอบภายนอก 1) ผู้ใด 2) ดูหมิ่น 3) เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ องค์ประกอบภายใน 1) เจตนาธรรมดา ผู้ใด เป็นองค์ประกอบภายนอกความผิดในส่วนของผู้กระทำ หมายถึงบุคคลทุกคนที่มีความสามารถในการกระ ทำความผิด ดูหมิ่น เป็นองค์ประกอบภายนอกในส่วนของการกระทำ หมายความว่า แสดงอาการดูถูกเหยียดหยาม ว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ดีหรือ ต่ำต้อยกว่า ด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษรหรือกริยาท่าทางก็ได้ เช่น การยกนิ้วกลางให้ การเขียนกระทู้เผยแพร่ว่าตำรวจเลือก ปฏิบัติ การยกส้นเท้าให้ กล่าวว่า “ลื้อชุ่ยมาก” คำว่า “นายสถานีรถไฟเป็นหมา ไม่ใช่คน” เป็นต้น ซึ่งการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา136 ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน กระทำลับหลังเจ้าพนักงานก็มี ความผิดได้ แตกต่างกับการดูหมิ่นบุคคลทั่วไป ตามความผิดและลหุโทษมาตรา 393 ที่ต้องกระทำซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ฉะนั้นแล้วหากเป็นการดูหมิ่นทางโทรศัพท์ก็เป็นความผิดตามมาตรา 136 เช่นกัน โดยศาสตราจารย์ ดร.จิตติ ติงศภัทิย์ ได้อธิบายไว้ว่า การดูหมิ่น คือ ดูถูก เหยียดหยาม ทำให้อับอาย เสียหาย สบ ประมาท หรือด่า ไม่เพียงแต่คำหยาบคาย ไม่สุภาพ คำแดกดัน คำสาปแช่งหรือคำขู่อาฆาต ซึ่งเป็นการใส่ความทำให้ผู้ถูกใส่ ความเสียหายและการดูหมิ่นเป็นการลดคุณค่าของผู้ถูกดูหมิ่นลงโดยไม่ต้องกล่าวต่อบุคคลที่สาม 1

โดยการดูหมิ่นมีความหมายคล้ายคลึงกับการหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ถึงมาตรา 328 ซึ่งมีลักษณะแตก ต่างกันบางประการ การดูหมิ่นจะเป็นลักษณะของการด่า ดูถูก เหยียดหยาม หรือทำให้อับอาย เสียหาย สบประมาท โดยไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามก็ได้ การดูหมิ่นนี้ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ และเหตุยกเว้นความผิด และไม่สามารถยอมความ ได้ แตกต่างกับการหมิ่นประมาทที่เป็นการใส่ความให้เกิดความเสียหาย ผู้ถูกหมิ่นประมาท จะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังจากบุคคลที่สาม หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้หมิ่นประมาท ต้องการที่จะให้บุคคลที่สาม เข้าใจผิดในทางที่เสื่อม เสียแก่ผู้ที่ถูกดูหมิ่นประมาท โดยการใส่ความในเรื่องต่างๆและความผิดในการหมิ่นประมาทนี้มีเหตุยกเว้นโทษตาม มาตรา 330 และเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 329 และ 331 แต่อย่างไรก็ดีถ้าเป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทในขณะเดียวกัน สามารถอ้างเหตุยกเว้นโทษ ตามมาตรา 330 และเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 329 และมาตรา 331 ได้ ซึ่งการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทสามารถเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้ อาทิเช่น ด่าผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลอื่นว่า “ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ ไอ้ทองสุกโกงบ้านโกงเมือง” คำว่า “ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์” เป็นการดูหมิ่น เพราะเป็นถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยาม และคำว่า “โกงบ้านโกงเมือง” เป็นการหมิ่นประมาท เพราะ เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท กรณีเช่นนี้จำเลยสามารถอ้างเหตุ ยกเว้นโทษและเหตุยกเว้นความผิดได้ คำว่า “ใส่ความ” หมายถึงพูดหาเหตุร้าย กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ประมวลกฎหมายอาญาได้ให้ความหมายของคำว่าเจ้าพนักงานไว้ในมาตรา 1(16) ที่บัญญัติว่า เจ้าพนักงาน หมายความถึง บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ราชการ ไม่ว่าจำเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ จากคำนิยามดังกล่าว จำกัดความว่าต้องเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการจึงจะได้ รับความคุ้มครองในฐานะเจ้าพนักงานตามมาตรา 136 ดังนั้นคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายการเมืองเมื่อทำหน้าที่ กำหนดนโยบาย ออกนโยบายจึงไม่ได้ทำหน้าที่ของทางราชการ เช่นเดียวกับข้าราชการ ทั่วไป จึงไม่จัดให้อยู่ในความคุ้มครองของมาตรา 136 วัตถุแห่งการกระทำของมาตรานี้ได้แก่ เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ซึ่งเจ้าพนักงานนั้นจะต้องกระทำการตามอำนาจหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่โดยตรงเท่านั้น ในที่นี้ไม่ หมายความรวมถึงเจ้าพนักงานที่กระทำการนอกหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่เกษียณหรือลาออกไปแล้ว โดยการที่เจ้า พนักงานกระทำการตามหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าเจ้าพนักงานนั้น จะทำไป เพราะความเข้าใจผิด หากมีการดูหมิ่นเกิดขึ้นในขณะนั้นผู้ดูหมิ่นย่อมมีความผิดตามมาตรานี้ตัวอย่างเช่น ตำรวจจะผู้ ต้องหาลักเล่นการพนันและมีหมายจับมาหลายคน แม้ผู้นั้นจะไม่ได้กระทำความผิดจริง แต่มีการด่าตำรวจขึ้นผู้นั้นก็ ย่อมมีความผิดตามมาตรา 136 เพราะแม้ว่าจะเข้าใจผิด แต่เป็นการกระทำตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่ ปราศจากอำนาจหรือโลกเหนือหน้าที่ 2

เจ้าพนักงานซึ่งกะทำการตามหน้าที่ หมายถึง ในขณะที่เจ้าพนักงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น บุคคลใดจะเข้าไปดูหมิ่นไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ก็ตาม และความผิดมาตรานี้ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงด้วยว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกำลังกระทำการตามหน้าที่ ตามมาตรา 59 วรรค 3 และมาตรา 62 วรรคท้าย เนื่องจากฐานะดังกล่าวนั้นเป็นเหตุที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นกว่า การดูหมิ่นบุคคลทั่วไป ดูหมิ่นเจ้าพนักงานเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นไปแล้ว และผู้กระทำไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่นั้นจึงได้พูดจา เหยียดหยาม ทำให้เสียหาย เช่นนี้ผู้กระทำมีความผิดตามมาตราเช่นนี้ผู้กระทำมีความผิดตามมาตรา 136 ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน ในประมวลกฎหมายอาญา ได้ปรากฎในมาตรา 144 ที่บัญญัติว่า มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิ ชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานมีลักษณะคล้ายคลึงกับความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน ตามมาตรา 143 แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ มาตรา 144 เอาผิดแค่ตัวผู้ให้สินบนเจ้าพนักงาน แต่มาตรา 143 เอาผิดแค่ตัวคนกลางเรียกหรือรับสินบน องค์ประกอบความผิด องค์ประกอบภายนอก 1) ผู้ใด 2) กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ 2.1 ให้ 2.2 ขอให้ 2.3 รับว่าจะให้ 3) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด 4) แก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล องค์ประกอบภายใน 1) เจตนาธรรมดา 2) เจตนาพิเศษ-เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ 3

ให้ คำว่า “ให้” หมายความว่า มอบให้หรือยื่นให้เพราะถูกเรียก ความผิดจะสำเร็จเมื่อมีคนรับ ขอให้ คำว่า “ขอให้” หมายความว่า ขอมอบให้โดยส่งหรือยื่นให้โดยไม่ได้ถูกเรียก ความผิดสำเร็จทันทีเมื่อมีการขอให้ รับว่าจะให้ คำว่า “รับว่าจะให้” หมายความว่า สัญญาว่าจะมอบให้ในภายหน้า ไม่ว่าจะถูกเรียกหรือไม่ก็ตาม ความผิด สำเร็จทันที แม้ว่ายังไม่ได้ยื่นทรัพย์สินหรือประโยชน์ให้หรือเจ้าพนักงานยังไม่ทันรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินนั้น ตัวการในการกระทำความผิดตามมาตรานี้ ให้พิจารณาในขณะที่ “ให้” \"ขอให้” หรือ “รับว่าให้” แก่เจ้าพนักงาน เท่านั้น ไม่รวมถึงบุคคลที่ไม่ได้เป็นตัวการแม้ว่าจะร่วมตกลงด้วยกันก่อนลงมือทำ หรือนำทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด มาให้เจ้าพนักงานหลังจากที่ผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้สินบนนั้นไม่มีความผิดฐานให้สินบน แก่เจ้าพนักงานเพราะความผิด สำเร็จตั้งแต่เวลาที่มีการขอให้หรือรับว่าจะให้แล้ว ผู้นั้นจะมีความผิดที่ “ให้” ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้า พนักงานซึ่งเป็นความผิดแยกต่างหาก ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เช่น เงินค่ะเคลียร์แรงงานต่างด้าวที่ให้แก่ตำรวจเพื่อมิให้ถูกดำเนินคดี ความผิดตามมาตรานี้วัตถุแห่งการกระทำคือเจ้าพนักงาน ต้องมีหน้าที่ถ้าไม่มีหน้าที่หรือหมดหน้าที่ไปแล้วก็ไม่มี ความผิดตามมาตรานี้ จำเลยให้สินบนแก่ตำรวจที่จับกุมเพื่อจูงใจให้เบิกความในศาลเป็นคุณแก่จำเลย ไม่มีความผิดตาม มาตรานี้ เพราะการเบิกความต่อศาลมิใช่หน้าที่โดยตรงของตำรวจแต่เป็นหน้าที่อย่างเดียวกันกับประชาชนทั่วไป เจตนาพิเศษ ความสำคัญของความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอยู่ที่เจตนาพิเศษ คือ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำ การหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ 1) เพื่อจูงใจให้กระทำการ อันมิชอบด้วยหน้าที่ เช่น ให้สินบนเพื่อให้ตำรวจ เรียนข้อหาจากหนักเป็นเบา 2) เพื่อจูงใจให้ไม่กระทำการ อันมิชอบด้วยหน้าที่ เช่น เมื่อถูกจับก็ให้สินบน เพื่อไม่ให้ตำรวจจับกุม 3) เพื่อจูงใจให้ประวิงการกระทำ อันมิชอบด้วยหน้าที่ เช่น ให้สินบนเพื่อให้หน่วงคดีเอาไว้จนหมดอายุความ เป็นต้น การให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำ อันชอบ ด้วยหน้าที่ ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 144 แต่ตัวเจ้าพนักงานยังคงมีความผิดตามมาตรา 149 เนื่องจากกฎหมาย ไม่ประสงค์จะลงโทษบุคคลใดที่กระทำไปเพียงแต่เป็นการเร่งรัดการทำงานของเจ้าพนักงานเท่านั้น 4

ประเด็นเพิ่มเติมที่น่าสนใจ การที่คนกลางเรียกรับสินบนนำทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลหนึ่งไปให้แก่เจ้าพนักงานที่เรียกสินบนนั้น คนกลางและบุคคลที่ ผู้ให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่คนกลางดังกล่าวนั้นมีความผิดอย่างไรในทางกฎหมายอาญา ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กรณี ดังต่อไปนี้ 1) กรณีบุคคลขอให้คนกลางนำทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่เจ้าพนักงาน ในกรณีที่คนกลางมีทั้งความผิดในส่วนความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา143 และความผิดอีกส่วน คือความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 144 อีกด้วยเนื่องจากเป็นผู้ให้สินบนแก่เจ้าพนักงานโดยตรง ส่วนคนที่ขอให้คนกลางนำทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไปให้แก่เจ้าพนักงาน บุคคลดังกล่าวอยู่ในฐานะของผู้ใช้ให้ผู้อื่น กระทำความผิดตามความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 144 ประกอบมาตรา 84 ต้องระวางโทษเสมือน ตัวการ นอกจากนี้เพราะบุคคลดังกล่าวก่อให้คนกลางกระทำความผิดฐานให้สินบนแก่พนักงานด้วยวิธีการจ้างวาน ในกรณีนี้ ถ้าคนที่คนกลางถูกใช้แล้วแต่ยังไม่ทำ ผู้ใช้ก็ยังคงต้องรับโทษในความผิดฐานผู้ใช้ต้องระวางโทษ หนึ่งในสามของโทษที่กฎหมาย กำหนดไว้ในมาตรา 144 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 84 วรรค 2 อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ใช้ให้คนกลางทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไปให้แก่เจ้าพนักงานไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการ ผู้ ใช้หรือผู้สนับสนุนในความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตาม มาตรา 143 อีก เพราะเป็น “บุคคลที่จำเป็นต้องมี อยู่”บุคคลนั้นก็ไม่ต้องรับผิด ตามมาตรา143แต่อย่างใด 2) กรณีคนกลางเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อไปให้แก่เจ้าพนักงาน กรณีดังกล่าวสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณีดังต่อไปนี้ 2.1กรณีคนกลางนำทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่เจ้าพนักงาน คนกลางก็มีความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา 143 และฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา144 ด้วย เหตุผลที่กล่าวไว้ในข้อ1 สำหรับบุคคลที่คนกลางเรียกรับสินบนนั้นมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้คนกลางกระทำความผิดฐานให้สินบนแก่ เจ้าพนักงาน มาตรา 144 ประกอบ มาตรา 86 มิใช่ให้กระทำความผิด คนกลางไปให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน นอกจากนี้ บุคคลยังกล่าวยังไม่ใช่ตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนฐานเป็นตัวกลางเรียกรับสินบน ตามมาตรา 143 เนื่องจากเป็นบุคคล ที่จำเป็นต้องมีอยู่ด้วย 2.2กรณีคนกลางไม่ได้นำทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไปให้แก่เจ้าพนักงาน คนกลางมีความผิดฐานคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา 143 แต่ไม่ผิดฐานให้สินบน บุคคลที่ให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่คนกลางยังไม่มีความผิดเพราะการช่วยเหลือในการให้ความสะดวกใน การให้สินบนแก่เจ้าพนักงานยังไมาเกิดขึ้นนอกจากนี้บุคคลดังกล่าว ยังไม่เป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนในความผิดฐานเป็น คนกลางเรียกรับสินบน ตามมาตรา 143 เพราะเป็นบุคคลที่จำเป็นต้องมีอยู่ดังกล่าวไว้ข้างต้นแล้ว 5

บทที่ 2 คำอธิบายจากบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา แนวคำพิพากษาฎีกา มาตรา 136 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน 1. แนวคำพิพากษาที่ตัดสินว่ามีความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2504 การที่จำเลยไม่หลีกทางให้รถยนต์ตำรวจซึ่งบีบแตรขอทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยังกล่าวว่า 'รถยนต์ตำรวจกลัวแม่ มันหยัง' ซึ่งหมายความว่า รถยนต์ตำรวจกลัวแม่มันทำไม นั้น นอกจากจะเป็นคำหยาบคาย ไม่สมควรกล่าวต่อเจ้าพนักงาน ผู้กำลังกระทำตามหน้าที่แล้วยังเป็นถ้อยคำกล่าวเหยียดหยามดูถูกดูหมิ่นโดยเกลียดชังเจ้าพนักงานและกำลังกระทำการตาม หน้าที่ด้วย ย่อมเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 จากคำพิพากษาฉบับนี้วิเคราะห์ได้ว่า คำว่า “กลัวแม่มันหยัง” เป็นการดูหมิ่นดูถูก เหยียดหยามอย่างเกลียดชัง ในขณะที่เจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ ผู้กระทำจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 คำพิพากษาฎีกาที่ 1081/2505 เจ้าพนักงานตำรวจจราจรอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จับจำเลยในข้อหาว่าขับรถรับจ้างรับคนโดยสารเกินจำนวนมี รถยนต์ส่วนบุคคลคันหนึ่งบรรทุกคนวิ่งผ่านไป จำเลยกล่าวดูหมิ่นตำรวจผู้จับจำเลยว่า \"รถคันนี้ทำไมไม่จับกุม คนก็แน่น เหมือนกัน หรือจะแกล้งจับเฉพาะผมคนเดียวเท่านั้น จราจรลำพูนไม่ให้ความยุติธรรม\" ดังนี้แสดงว่า จำเลยกล่าวโดยตั้งใจ เป็นการกล่าวดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่ใช่กล่าวในลักษณะปรับทุกข์ ติชม ปรารภ หรือขอความเห็นใจ จำเลยจึงมีความผิดฐานดูหมิ่น เจ้าพนักงานตามมาตรา 136 จากคำพิพาษฉบับนี้วิเคราะห์ได้ว่า คำว่า แกล้งจับ จากเจตนาหลักในการกล่าวออกมาโดยตั้งใจของผู้กระทำ แสดงให้เห็นว่าเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะกระทำการตามหน้าที่ ไม่ใช่การกล่าวลักษณะการปรับทุกข์ หรือขอให้ เห็นใจผู้กระทำ จึงผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 คำพิพากษาฎีกาที่ 1398/2506 พนักงานสอบสวนจับจำเลยมาโดยอัยการผู้ช่วยแจ้งความว่าถูกจำเลยด่า ต่อมาจำเลยไปด่าพนักงานสอบสวนด้วย ถ้อยคำหยาบคาย และมีความหมายว่า พนักงานสอบสวนนั้นเป็นขี้ข้าหรือลูกน้องอัยการ ทำงานอยู่ใต้อาณัติของอัยการ ดังนี้ เป็นความผิดฐานดูหมิ่น เจ้าพนักงานเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตามมาตรา 136 และเมื่อเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานอยู่ เช่นนี้แล้ว ดังไม่เข้าบทที่จะลงโทษจำเลยฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดาตามมาตรา 393 อีก และการที่จำเลยด่าซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งที่หน้าประตูบ้านผู้เสียหาย ในเวลากลางคืนอันเป็นเวลาหลับนอนของผู้เสียหายซึ่งอยู่ ในบ้าน ถือได้ว่าเป็นการทำให้ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อน รำคาญ การกระทำเช่นนี้จึงผิดมาตรา 397 ด้วย แต่นับว่าเป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลย่อมลงโทษตามมาตรา 136 แต่บทเดียว จากคำพิพากษาฉบับนี้วิเคราะห์ได้ว่า คำว่า “ขี้ข้า” เป็นการดูถูกเหยียดหยามด้วยถ้อยคำหยาบคาย และยังมี การด่าซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ที่หน้าบ้านตอนเวลากลางคืน เป็นการรบกวน ก่อความเดือดร้อน จึงมีความผิดตามมาตรา 397 ด้วย ศาลย่อมลงโทษบทที่หนักที่สุดคือ มาตรา 136 แต่บทเดียว 6

2. แนวคำพิพากษาที่ตัดสินว่าไม่มีความผิด คำพิพากษาฎีกาที่ 8016/2556 จำเลยกล่าวถ้อยคำว่า “ตำรวจแม่ง…ใช้ไม่ได้” เพราะรู้สึกว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำชี้แจงของตน ทำให้จำเลยรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงกล่าวตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ อันเป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่ สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นมุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียดหยามหรือสบประมาทเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตราจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 จากคำพิพากษาฉบับนี้วิเคราะห์ได้ว่า เจตนาหลักของผู้กระทำไม่ได้ต้องการ ดูถูก เหยียดหยาม สบประมาท หรือด่า แต่เป็นเพียงการกล่าวที่ไม่สมควรแก่เจ้าพนักงานเท่านั้น เนื่องจากเข้าใจว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงไม่ถือเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 คำพิพากษาฎีกาที่ 4327/2540 การกระทำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 คือ \"ดูหมิ่น\" ซึ่งหมายถึงการด่า ดูถูกเหยียดหยามหรือสบประมาทให้อับอายถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อ ข. เจ้าพนักงานซึ่ง กระทำตามหน้าที่ว่า \"แน่จริงมึงถอดเสื้อมาต่อยกับกูเลย\" เป็นการกล่าวท้าทายให้ ข. ออกมาต่อสู้กับจำเลยเป็นเพียงคำ กล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นที่พอจะให้เข้าใจว่าจำเลยมีความมุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียดหยามหรือ สบประมาทให้ ข. อับอายแต่อย่างใดการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 จากคำพิพากษาฉบับนี้วิเคราะห์ได้ว่า การกระทำดังกล่าวของผู้กระทำเป็นเพียงการท้าทาย และเจตนาหลักยัง ไม่ถึงขั้นดูหมิ่น ผู้กระทำจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 แนวคำพิพากษาฎีกา มาตรา 144 คำพิพากษาฎีกาที่ 2221/2519 จำเลยเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทรับเหมาก่อสร้างได้มอบเงินจำนวน50,000บาทแก่นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุญาตให้ทำการก่อสร้างอาคารในเขตเทศบาลเพื่อจูงใจให้นายกเทศมนตรีอนุมัติเพื่อให้ จำเลยปลูกสร้างอาคารได้โดยเร็ว ทั้งที่เรื่องราวการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารยังไม่เรียบร้อยพอที่จะอนุญาตได้ อันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา144 จากคำพิพากษาข้างต้น เจตนาของจำเลยเป็นเจตนาพิเศษเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการขอให้สินบนแก่นายกเทศมนตรีดังกล่าว จำเลยจึงมีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 7

คำพิพากษาฎีกาที่ 2390/2527 จ่าสิบตำรวจ ป.ถูกส่งตัวไปช่วยราชการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน มีตำแหน่งหน้าที่เป็นหัวหน้าชุด คุ้มครองตำบล เมื่อเจ้าหน้าที่ตำตรวจผู้นี้มาถึงที่เกิดเหตุเพื่อจะจับกุมผู้กระทำความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จึง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อจำเลยได้ให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ จ่าสิบตำรวจ ป. เพื่อจูงใจมิให้ จับกุมจำเลยกับพวกในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครอง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 144 แม้จ่าสิบ ตำรวจ ป. จะยังมิได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานหรือแสดงความประสงค์ที่จะเข้าตรวจค้นหรือจับกุมจำเลยกับพวกหรือมิได้แต่ง เครื่องแบบก็หาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดไม่ จากคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้น จำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานไม่กระทำการ อันมิชอบด้วยหน้าที่ โดย การให้สินบนแก่นายตำรวจผู้นั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 คำพิพากษาฎีกาที่ 435/2520 จำเลยที่ 1 นำเอกสารปลอมพร้อมด้วยเงิน 5,000 บาทมอบให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทำหน้าที่ช่วยเสมียน ทะเบียนยานพาหนะ เพื่อให้จัดการจดทะเบียนรถยนต์ให้ จำเลยที่ 2 รับเอกสารปลอมกับเงินนั้นไว้ โดยตกลงรับดำเนินการ ให้ โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 มีความ ผิดฐานให้เงินเจ้าพนักงานเพื่อให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับเงินสำหรับตนเองเพื่อ กระทำการโดยมิชอบด้วยหน้าที่อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อีกกระทงหนึ่ง จากคำพิพากษาข้างต้นจำเลยที่1มีความผิดฐานให้เงินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจมห้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่2มีความผิดฐานรับเงินสำหรับตนเองเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ คำพิพากษาฎีกาที่ 4212/2550 ส. และสามีมิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และทางราชการมิได้ยึดทรัพย์สินของ ส. การที่ ส. มอบเงิน 305,000 บาท แก่จำเลย สืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจำเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่ ส. หรือสามี กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ส. มอบเงินแก่จำเลยเพื่อให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ ส. หรือสามีพ้นจาก ความผิด จึงถือไม่ได้ว่า ส. ได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ส. ย่อม เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงได้ จากคำพิพากษาข้างต้น ส.และสามีไม่ได้มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 แล้วยังเป็นผู้เสียหายจากการหลวงลวงของจำเลยอีกด้วย ส. ยังมีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ฐานฉ้อโกงได้ 8

คำพิพากษาฎีกาที่ 342/2506 ความผิดฐานให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จะต้องเป็นเรื่องให้ หรือขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งอยู่ใน อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นเอง การที่จำเลยให้เงินกำนันเพื่อให้กำนันช่วยเหลือไปติดต่อกับเจ้าพนักงานอำเภอหรือ พนักงานอสบสวนให้กระทำการให้คดีของจำเลยเสร็จไปในชั้นอำเภออย่างให้ต้องถึงฟ้องศาลเนื่องจากกำนันรายงานกล่าว โทษจำเลยไปอำเภอ และอำเภอเรียกพยานทำการสอบสวนไปแล้ว ดังนี้ เป็นการพ้นอำนาจหน้าที่ของกำนันแล้ว จำเลยย่อม ไม่มีความผิดฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวนั้น เจ้าพนักงานไม่มีหน้าที่โดยตรงแล้วคือหมดหน้าที่โดยตรงแล้ว แม้นจำเลยจะให้เงิน เจ้าพนักงานจำเลยย่อมไม่ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน เนื่องจากเป็นเพียงการเร่งรัดการทำงานของเจ้าพนักงานเท่านั้น 9

บทที่ 3 สรุปเนื้อหา มาตรา 136 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้ ต้องการให้ประชาชนให้เกียรติเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นคุณธรรมทางความคิดของ กฎหมายมาตรานี้ ต้องการคุ้มครองอำนาจรัฐและเกียรติของเจ้าพนักงาน เนื่องจากอำนาจเด็ดขาดที่มอบให้กับเจ้าพนักงาน รัฐ ประชาชนทุกคนต้องยำเกรงและให้เกียรติจะไปดูหมิ่นเจ้าพนักงานไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดีมาตรา 136 ไม่มีวัตถุประสงค์ห้าม ประชาชนวิพากย์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ การดูหมิ่นตามมาตรานี้ไม่จำกัดวิธี อาจจะเป็นวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือกิริยาท่าทางก็เป็นการดูหมิ่นได้ และต้องเป็นการดูหมิ่นที่ดูหมิ่นขณะที่เจ้าพนักงานจะต้องการะทำการตามหน้าที่ที่ กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่ในทางนั้นโดยตรง ในที่นี้ไม่รวมถึงเจ้าพนักงานที่กระทำนอกหน้าที่ ที่ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ อำนาจกระทำได้ นอกจากนี้ถ้าเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานผู้ใดที่เกษียณหรือลาออกไปแล้วก็ไม่ถือเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136 และการดูหมิ่นในที่นี้ไม่จำเป็นต้องกระทำซึ่งหน้า และต้องเฉพาะเจาะจงได้ด้วยว่าเป็นเจ้าพนักงานคนใด หากบอกไม่ได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานคนใดก็ไม่มีความผิดตามมาตรานี้เช่นกันเนื่องจากไม่มีผู้เสียหาย และการกระทำนั้นเป็นการ ที่ผู้กระทำนั้น ว่าผู้ถูกดูหมิ่นนั้นเป็นเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด เพราะฐานะของบุคคลดังกล่าว ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าการดูหมิ่นคนทั่วไป มาตรา 144 ความผิดฐาน ให้สินบนเจ้าพนักงาน การกระทำความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา144นั้นมุ่งเอาผิดตัวผู้ให้สินบนเจ้า พนักงาน โดยการ “ให้” “ขอให้” หรือ “รับว่าจะให้”เนื่องจากมีเจตนาพิเศษต้องการจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการ ไม่กระทำ การ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย อาจจะเพื่อผลประโยนช์หรือการปกปิดความผิดโดยมีการให้ทรัพย์สินหรือ ประโยชน์ต่างๆในการตอบแทน ซึ่งความผิดตามมาตรานี้อาจจะมีบุคคลหลายคนเข้ามาเกี่ยวข้องและจะมีความผิดในฐานที่ แตกต่างกันไป 10

บรรณานุกรม รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียร์ติ มีนะกนิษฐ/กฎหมายอาญา ภาคความผิดและลหุโทษ//พิมพ์ครั้งที่ 5./:2552 ศาสตร์จารย์ ดร.คณพล จันทน์หอม/กฎหมายอาญา ภาคความผิด เล่ม1//พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ:วิญญูชน ,2564. วรสารนิติ รัฐกิจ และสังคมศาสตร์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 วรสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปีที่ 8 ฉบับพิเศษ 11


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook