สารสกัดจากธรรมชาติทม่ี ผี ลตอ การยบั ยัง้ เชอื้ ราในการเพาะเลย้ี งเนื้อเยอื่ โดย นายศุภณฐั เพชรหนุน ชั้น ม.605 เลขที่ 4 นายอมรเทพ นิลละเอียด ช้ัน ม.605 เลขที่ 6 เสนอ ครูประจํารายวิชาความคดิ สรา งสรรคและนวตั กรรม 2 รายงานนเ้ี ปน สว นหนงึ่ ของรายวชิ า ว30286 ความคดิ สรา งสรรคแ ละนวตั กรรม 2 โรงเรียนวทิ ยาศาสตรจุฬาภรณราชวทิ ยาลยั นครศรีธรรมราช ภาคเรยี นท่ี 1 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 6 ปการศึกษา 2564
สารสกดั จากธรรมชาติทีม่ ผี ลตอการยับยง้ั เชื้อราในการเพาะเลี้ยงเนอ้ื เยือ่ โดย นายศุภณฐั เพชรหนนุ ชนั้ ม.605 เลขท่ี 4 นายอมรเทพ นิลละเอยี ด ช้นั ม.605 เลขที่ 6 ครูท่ีปรกึ ษา ครูอาภรณ รบั ไซ รายงานนีเ้ ปน สวนหน่งึ ของรายวิชา ว30286 ความคิดสรา งสรรคและนวัตกรรม 2 โรงเรียนวิทยาศาสตรจ ุฬาภรณราชวทิ ยาลัย นครศรีธรรมราช ภาคเรยี นท่ี 1 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 ปก ารศึกษา 2564
คํานํา รายงานเลม นเ้ี ปนสว นหนึง่ ของวชิ า ความคดิ สรา งสรรคและนวตั กรรม 2 ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 6 เพ่ือใหได ศึกษาหาความรใู นเรอื่ งการทํานวัตกรรม และใหศกึ ษาอยา งเขา ใจเพือ่ เปนประโยชนในการทํานวัตกรรมตอไป การศึกษาคน ควา เรือ่ ง นวตั กรรม เลม น้ี ผจู ดั ทําไดว างแผนการศกึ ษาคนควาเปนเวลา 3 เดือน ศกึ ษาจาก แหลง ความรูตาง ๆ เชน บทความวชิ าการ หรือความรทู ไ่ี ดศกึ ษาในหองเรียน เพือ่ ใชในการดาํ เนินงานของ นวัตกรรมตอ ไป
กติ ติกรรมประกาศ ในการทาํ นวัตกรรมในหัวขอเรื่อง สารสกัดจากธรรมชาตทิ ี่มีผลตอ การยับยง้ั เชือ้ ราในการเพาะเลย้ี ง เน้อื เยอ่ื ทางคณะผูจ ัดทาํ ไดร ับการสนบั สนนุ จากบคุ คล ตา ง ๆ ดงั นี้ - นางอาภรณ รับไซ ครผู สู อนรายวิชาวิทยาศาสตร สาขาชวี วทิ ยา โรงเรยี นวิทยาศาสตรจุฬาภรณราช วทิ ยาลยั นครศรธี รรมราชทไี่ ดใ หค ําปรึกษาในการทําโครงงานครงั้ น้ี ทําใหนวัตกรรมในคร้งั นี้สาํ เรจ็ ลุลวงไปไดดวยดี - นายศุภณฐั เพชรหนนุ และนายอมรเทพ นิลละเอยี ดทอี่ ดทนฝา ฟน ปญหารว มกบั คูนวตั กรรมของ ตนเอง จนทาํ ใหนวัตกรรมนีส้ าํ เรจ็ ลุลวงไดด วยดี
สารบัญ เน้อื หา หนา คาํ นํา ก กิตตกิ รรมประกาศ ข สารบัญ ค ทม่ี าของนวัตกรรม วตั ถปุ ระสงค หลักการและขน้ั ตอน ลักษณะเดนของนวตั กรรม สงิ่ ที่แตกตางจากชิน้ งานเดมิ การใชป ระโยชนข องผลงานประดษิ ฐคดิ คน ภาคผนวก
ช่อื นวตั กรรม สารสกดั จากธรรมชาตทิ ่ีมผี ลตอ การยบั ยง้ั เช้ือราในการเพาะเลีย้ งเนอ้ื เยื่อ The Natural Extract Inhibited Fungi from Tissue Culture 1. ท่มี าของนวัตกรรม ในปจจุบันน้ันการเพาะเล้ียงเนือ้ เย่ือเปน ทางเลือกหนง่ึ ทส่ี ําคัญในการเพาะปลกู ย่ิงโดยเฉพาะพืชทเ่ี กิด โรคงายเชน ขงิ กลว ยไม เปน ตน และพชื เศรษฐกิจ เชน กหุ ลาบ ดาวเรอื ง ขาว แครอท คารเ นชั่น เยอรบีรา เปนตน ซ่งึ ในการเพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อน้ันสามารถใหผลผลิตทเ่ี หมือนกันกับตน แม (สง่ิ มีชวี ติ ตน แบบ) จาํ นวน มหาศาล แตส งิ่ ทม่ี ปี ระโยชนม หาศาลยอ มมาควบคกู บั กระบวนการทีล่ ะเอยี ดออน เนอ่ื งจากการเพาะเล้ียง เนือ้ เยื่อสามารถเกิดการปนเปอ น (contamination) ไดง าย ซ่งึ วธิ ีแกไ ขปญหาโดยทว่ั ไปคือใชสารกันเชื้อ ปนเปอ น PPM ซึง่ มรี าคาคอ นขางสงู (ประมาณ 50 บาท/มลิ ลลิ ติ ร) ในการทาํ การเพาะเลย้ี งเนื้อเยอ่ื แตละคร้งั ก็มตี นทนุ ในการทาํ คอนขางสูงและใชเ วลาคอ นขา งนาน ดังนั้นการเพาะเลยี้ งเน้ือเยือ่ จึงตอ งระวังมากเปนพเิ ศษ ในการเพาะเลี้ยงเนอ้ื เย่ือพืชน้นั จะใชส ูตรอาหาร MS ซง่ึ สูตรอาหาร MS คือสตู รอาหารสาํ หรบั เพาะเล้ยี งเนอ้ื เยอ่ื พชื สว นใหญ เปน องคป ระกอบหลักในการปฏบิ ัตกิ ารเพาะเล้ยี งเน้ือเยอ่ื พชื ทางผคู ิดคน นวตั กรรมจงึ ไดคิดคนสูตรอาหาร MS ผสมกับสารสกดั จากพชื ผกั ทไี่ ดส ืบคน หรอื ผานงานวิจยั มาแลว วา สามารถ ยับยง้ั เชื้อราไดและนํามาทําการทดลองเพอื่ ดูประสิทธิภาพ ซ่ึงนัน่ จะชว ยลดตนทุนในการเพาะเลย้ี งเน้ือเยื่อใน แตล ะครง้ั 2. วตั ถุประสงค 1. เพื่อลดคาใชในการเพาะเลย้ี งเนือ้ เยอื่ 2. เพื่อทดลองศึกษาเปรยี บเทยี บความสามารถในการยบั ยัง้ เช้ือราของสารสกดั จากพชื ท้ัง 3 ชนดิ ไดแ ก กระชาย ขม้นิ มะรมุ 3. เพือ่ ลดโอกาสในการปนเปอ น (contaminate) ในการเพาะเลย้ี งเนือ้ เยอื่ 3. หลกั การและขนั้ ตอน 1. อุปกรณ 1) สูตรอาหาร MS ดง้ั เดิม 2) อปุ กรณส าํ หรบั การสกดั สาร 3) ซองบรรจุภณั ฑ 4) ผลที่ตองการสกัด
2. (แบบรางนวัตกรรม) 3. เดือนกรกฏาคม – เดือนตลุ าคม 4. เรม่ิ ดว ยการนําสง่ิ ท่ตี อ งการสกดั (ขมน้ิ ,มะรมุ ,กระชาย) มาสกัดดวยการแชแอลกอฮอรเ ปน เวลา24 ชม. จากนั้นนาํ เขา เครอ่ื ง Rotary evaporator จนไดสารสกดั เขม เขนแบบเหลว นาํ สารสกัด ดงั กลาวเขา เครอ่ื ง Freeze dry เพอ่ื เปลีย่ นสารสกดั เขมขน แบบเหลวใหเ ปน แบบผง นาํ ผงสาร สกดั มาผสมกบั สตู รอาหาร MS ในอตั ราสว น 1:10 แลว นาํ เขาบรรจุภัณฑ 5. ประเมนิ นวัตกรรมดวยนาํ ไปใชใ นการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือจรงิ และสงั เกตถงึ ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ 4. ลกั ษณะเดน ของนวตั กรรม 1. ตนทนุ ในการผลติ ตาํ่ กวา สารกนั เช้ือปนเปอ น PPM ในทองตลาด 2. คาดวา จะมีเมื่อเสร็จสมบูรณจ ะมปี ระสทิ ธภิ าพมากกวา หรือใกลเ คยี งกับสารกนั เชื้อปนเปอ น PPM ใน ทอ งตลาด 5. สิ่งทแี่ ตกตา งจากชิน้ งานเดมิ 1. มรี อ ยละการปนเปอ น (contaminate) นอยลงเทียบจากสูตรอาหาร MS เดมิ 2. ทาํ ใหไ ดผ ลติ ภณั ฑจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมากขึน้ 6. การใชประโยชนของผลงานประดษิ ฐค ิดคน คาดวา นวตั กรรมช้ินน้ีจะเปน ผลดีแกผ ทู ่ที าํ การเพาะเล้ียงเนื้อเย่อื ไมว า จะเปน ทางการศกึ ษาหรอื ทางการคา ในเรือ่ งของการลดงบประมาณลง ในการซ้อื ยาปอ งกันเชื้อราท่ีแพงกวาและประสทิ ธิภาพใน การเจญิ เตบิ โตของช้นิ เนอ้ื พืชท่ีดกี วา
ภาคผนวก เอกสารและทใี่ ชใ นการศกึ ษา 1. ขมนิ้ ชนั ชื่อเคร่ืองยา ขมน้ิ ชัน ชื่ออื่นๆของเครือ่ งยา ไดจาก เหงา สด เหงาแหง ชือ่ พืชทใ่ี หเครอ่ื งยา ขมิน้ ชัน ชือ่ อนื่ (ของพชื ทใ่ี ห ขม้ิน(ท่ัวไป) ขมิน้ แกง ขมิ้นหยวก ข้ีมิน้ ตายอ สะยอ หมนิ้ (ภาคใต) ขมน้ิ หวั (เชยี งใหม) เคร่ืองยา) ชอ่ื วิทยาศาสตร Curcuma longa L. Amomum curcuma Jacq., Curcuma brog Valeton, Curcuma domestica ชอ่ื พอง Valeton, Curcuma ochrorhiza Valeton, Curcuma soloensis Valeton, Curcuma tinctoria Guibourt, Stissera curcuma Giseke, Stissera curcuma ช่ือวงศ Zingiberaceae ลกั ษณะภายนอกของเคร่อื งยา: เหงา รปู ไข มีแงง แขนงรูปทรงกระบอก หรอื คลายนวิ้ มอื ตรงหรอื โคง เลก็ นอ ย ยาว 4-7 เซนติเมตร กวาง 1-1.5 เซนติเมตร หนาประมาณ 1-1.8 เซนติเมตร ปลายทง้ั สองขา งตัด สีภายนอกสีนา้ํ ตาลถึงเหลอื ง เขม ๆ มรี อยยน ๆตามความยาวของแงง มีวงแหวนตามขวาง (leaf scars) บางทีมีแขนงเปน ปุมเล็กๆสนั้ ๆ หรอื เหน็ เปน รอยแผลเปนวงกลมทปี่ ุมนนั้ ถกู หักออกไป ผวิ นอกสเี หลอื งถึงสีเหลืองนํา้ ตาล สภี ายในสเี หลอื งเขม หรือ สสี ม ปนน้ําตาล เปน มนั แข็งและเหนยี ว เมอื่ บดเปน ผงมีสีเหลืองทองหรอื สเี หลืองสม ปนนํา้ ตาล กล่นิ หอม เฉพาะตวั รสขม ฝาด เฝอ น เผ็ดเลก็ นอย ลกั ษณะทางกายภาพและเคมที ีด่ :ี ปรมิ าณน้ําไมเกนิ 10% v/w ปรมิ าณส่งิ แปลกปลอมไมเ กนิ 2% w/w ปริมาณเถารวมไมเกิน 8% w/w ปริมาณเถา ทไี่ มละลายในกรด ไมเกนิ 1.0% w/w ปริมาณสารสกดั เอทานอล ไมนอ ยกวา 10% w/w ปริมาณสารสกดั นํา้ ไมน อ ยกวา 9% w/w ปรมิ าณน้าํ มันระเหยงา ย (volatile oil) ไมน อ ยกวา 6% v/w ปรมิ าณสารเคอรคูมินอยดไ มนอยกวา 5% w/w สรรพคณุ : ตาํ รายาไทย: ใชภายใน ชว ยเจริญอาหาร ยาบาํ รุงธาตุ ฟอกเลอื ด แกท อ งอดื เฟอ แนน จกุ เสยี ด ลด นํา้ หนัก ปวดประจาํ เดือน ประจาํ เดอื นมาไมปกติ อาการดีซาน แกอ าการวิงเวียน แกห วัด แกอาการชกั ลดไข ขับปสสาวะ รกั ษาอาการทอ งมาน แกไ ขผ อมแหง แกเสมหะและโลหิตเปน พิษ โลหติ ออกทางทวารหนกั และ เบา แกตกเลือด แกอาการตาบวม แกป วดฟนเหงือกบวม มีฤทธร์ิ ะงบั เชอื้ ตานวณั โรค ปอ งกนั โรคหนองใน แก ทอ งเสยี แกบ ดิ รกั ษามะเรง็ ลาม ใชภายนอก ชว ยลดอาการฟกช้าํ บวม ปวดไหลแ ละแขน บวมชํา้ และปวดบวม
แกป วดขอ สมานแผลสดและแผลถลอก ผสมยานวดคลายเสน แกเคล็ดขดั ยอก แกน ํา้ กัดเทา แกช นั นะตุ แก กลากเกลือ้ น แกโ รคผิวหนังผ่นื คนั สมานแผล รักษาฝ แผลพุพอง ลดอาการแพ อักเสบจากแมลงสตั วกดั ตอย ตาํ ใสแผลหา มเลอื ด รกั ษาผวิ บาํ รุงผิว นอกจากน้ีบญั ชียาจากสมนุ ไพร: ทม่ี ีการใชต ามองคค วามรูด้ังเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการ แหงชาตดิ า นยา ปรากฏการใชข มิน้ ชัน ในยารกั ษากลมุ อาการทางระบบทางเดินอาหาร ตํารบั ”ยาเหลอื งปด สมุทร” มสี วนประกอบของขมนิ้ ชนั เปน องคประกอบหลกั รวมกับสมุนไพรอ่ืนอีก 12 ชนดิ ในตาํ รับ มสี รรพคุณ บรรเทาอาการทองเสยี ชนิดทไ่ี มเกิดจากการติดเชอื้ เชน อุจจาระไมเ ปน มูก หรือมีเลอื ดปน และทอ งเสียชนดิ ท่ี ไมมีไข นอกจากน้ียงั จดั อยใู นบัญชียาพัฒนาจากสมุนไพรทส่ี ามารถใชเดย่ี ว เพอ่ื บรรเทาอาการแนน จกุ เสยี ด รปู แบบและขนาดวิธใี ชยา: ใชภ ายใน (ยารบั ประทาน): - ยาแคปซลู ทม่ี ผี งเหงาขมิน้ ชนั แหง 250 มิลลิกรมั รบั ประทานครั้งละ 2-4 แคปซูล วันละ 4 ครัง้ หลังอาหารและกอ นนอน อาจปน เปนลูกกลอนกบั นา้ํ ผึ้ง - เหงา แกสดยาวประมาณ 2 นว้ิ ขดู เปลือก ลา งนา้ํ ใหส ะอาดตาํ ใหละเอียด เตมิ นา้ํ ค้นั เอาแตน ้ํา รบั ประทานคร้ังละ 2 ชอนโตะ วนั ละ 3-4 ครัง้ ใชภ ายนอก: - ใชเหงาขมนิ้ แกสดฝนกบั น้ําสุก หรอื ผงขมน้ิ ชนั ทาบริเวณทเี่ ปน ฝ แผลพพุ อง หรืออักเสบจาก แมลงสตั วกัดตอย - เหงา แกแหง บดเปนผงละเอยี ด ทาบริเวณทีเ่ ปนเม็ดผื่นคนั - เหงา แหง บดเปนผง นาํ มาเคยี่ วกับนาํ้ มนั พชื ทาํ นํ้ามันใสแ ผลสด - เหงาแก 1 หัวแมม ือ ลา งสะอาดบดละเอียด เติมสารสม เลก็ นอ ย และน้าํ มนั มะพราวพอแฉะๆ ใชทาบรเิ วณท่ีเปนแผลพุพอง ทห่ี นังศรี ษะ องคป ระกอบทางเคม:ี สารกลุมเคอรค วิ มินนอยด (curcuminoids) ประกอบดวย เคอรค วิ มิน (curcumin), monodesmethoxycurcumin, bisdesmethoxycurcumin น้ํามนั ระเหยงาย (volatile oil) มสี ีเหลืองออน สารหลักคือเทอรเ มอโรน (turmerone) 60%, ซิงจิ เบอรนี (zingiberene) 25%, borneol, camphene, 1, 8 ciniole , sabinene, phellandrene การศึกษาทางเภสชั วิทยา: ฤทธิ์ยบั ย้ังเช้อื แบคทีเรยี กอโรคทางเดนิ อาหาร การทดสอบฤทธ์ิยับยั้งเชอื้ แบคทีเรียกอโรค ของสารสกดั เอทานอล เฮกเซน และสารเคอรค ูมินอยด (ประกอบดวยเคอรค มู นิ 86.5%, ดเี มทอกซเี คอรค มู ิน 13.4% และบสิ เมทอกซเี คอรค ูมิน 0.1%) ทีไ่ ดจากเหงา ขมิ้นชัน ทําการศึกษาในหลอดทดลอง ใชว ธิ ี disc diffusion method หาคาความเขมขนต่าํ สุดทีย่ บั ย้งั การ
เจริญของเชื้อ (MIC) ผลการทดสอบพบวาสารสกัดเอทานอลสามารถยบั ยั้งเชอื้ แบคทเี รียกอโรคที่เกย่ี วขอ งกับ ระบบทางเดินอาหาร ไดแก Bacillus cereus, Vibrio cholera, B. subtilis, Staphylococcus aureus และ V. parahaemolyticus โดยมคี า MIC เทา กับ 3.91, 15.63, 15.63, 31.25 และ 31.25 ppt ตามลําดับ สารสกดั เฮกเซนสามารถยบั ยั้งเช้ือ Staph. aureus, B. cereus, V. cholera และV. parahaemolyticus โดยมคี า MIC เทา กับ 250, 250, 500 และ 1000 ppt ตามลาํ ดบั และสารเคอรค มู ิ นอยดส ามารถยบั ยั้งเชอื้ Staph. aureus, B. cereus และ B. subtilis โดยมคี า MIC เทา กบั 3.91, 15.63 และ 125 ppt ตามลาํ ดบั โดยสรุปสารสกดั เอทานอล สารสกัดเฮกเซน และสารเคอรคมู นิ อยดจ ากเหงา ขมน้ิ ชนั สามารถยบั ยง้ั การเจริญของเชื้อกอ โรคทางเดินอาหารหลายชนดิ ไดแ ก B. subtilis, B. cereus ซึง่ กอ โรคอาหารเปน พิษ ทองรวง เช้ือ V. parahaemolyticus กอโรคอาหารเปน พษิ หรือทางเดนิ อาหารอักเสบ เชอื้ V. cholera กอโรคอหวิ าตกโรค เชอ้ื Staph. aureus ทาํ ใหเ กิดการตดิ เช้อื ท่เี กี่ยวของกบั ระบบทางเดนิ อาหาร ลําไสอกั เสบ อาหารเปนพษิ เปน ตน (Sincharoenpokai, et al., 2009) ฤทธิย์ ับยั้งเชอ้ื แบคทีเรียกอโรคทางผวิ หนัง การทดสอบฤทธ์ิตา นเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus (เปนสาเหตุของการติดเชือ้ ทีผ่ วิ หนงั ท่ี พบทั่วไป เชน ฝ หนอง แผลติดเชือ้ สามารถสรางสารพิษ endotoxin ทําใหเ กิดการติดเช้อื ที่เกยี่ วขอ งกบั ระบบทางเดนิ อาหาร ลําไสอ กั เสบ อาหารเปน พิษ เปน ตน และยังกอ ใหเ กดิ โรคติดเช้อื ฉวยโอกาสในผทู มี่ ี ภูมิคุมกันบกพรอง และเปนสาเหตขุ องการติดเชื้อในโรงพยาบาลอกี ดวย) ทดสอบโดยใชสารสกดั ปโตรเลียมอี เธอร, สารสกดั เบนซนี , สารสกัดคลอโรฟอรม, สารสกดั เมทานอล และสารสกดั น้ําจากเหงาขมนิ้ ชัน ดวยวิธี disc diffusion method หาบริเวณใสในการยบั ยง้ั เช้อื (zone of inhibition) ใชย า gentamycin เปน สาร มาตรฐาน แสดงผลในหนว ยรอยละของการยบั ยงั้ การเจริญของเช้อื ใชเช้อื ในการทดสอบ 2 ชนิด คือ เชื้อ มาตรฐาน S. aureus ATCC 6571 และ S. aureus ทแี่ ยกทางคลนิ ิก (clinical isolates) ผลการทดสอบ พบวา สารสกัดปโ ตรเลียมอีเทอร, เบนซีน, คลอโรฟอรม , เมทานอล และนํา้ สามารถยบั ยัง้ เชื้อมาตรฐาน S. aureus ATCC 6571โดยมคี า MIC เทา กับ 73, 84, 42, 100 และ 73% ตามลําดับ (ให gentamycin เทากบั 100%) และยบั ยง้ั เช้ือ S. aureus ท่ีแยกทางคลนิ กิ ไดเทา กบั 85, 107, 71, 42 และ 85% ตามลําดับ (ให gentamycin เทากับ 100%) โดยสรุปสารสกดั เมทานอลออกฤทธิ์ดีท่ีสดุ ในการยบั ยง้ั เช้ือมาตรฐาน S. aureus ATCC 6571 และสารสกัดเบนซนี ออกฤทธดิ์ ที ี่สดุ ในการยับย้งั เช้อื S. aureus ท่แี ยกทางคลนิ กิ (Gupta, et al., 2015) ฤทธต์ิ านเชอ้ื จลุ ชพี การทดสอบฤทธ์ติ า นเชื้อจลุ ชพี ของสารสกัดนํ้าท่ีไดจ ากเหงาขม้นิ ชัน ทาํ การศกึ ษาในหลอดทดลอง ตรวจสอบโดยใชว ิธี agar diffusion method เพ่ือหาบริเวณใสในการยบั ย้งั เชือ้ (zone of inhibiton) และใช วธิ ี agar dilution method เพื่อหาคา ความเขม ขน ตํ่าสดุ ทยี่ บั ยง้ั เชือ้ (MIC) และใชวิธี broth macro- dilution method เพ่อื หาคาความเขม ขน ต่าํ สดุ ในการฆา เชื้อ (MBC) ใชยา gentamicin sulphate เปน สาร มาตรฐาน ทาํ การทดสอบกับเชือ้ แบคทเี รียแกรมบวก 5 ชนิด ไดแ ก Staphylococcus aureus, S. epidermidis, Micrococcus luteus, Bacillus subtilis และ Lactobacillus plantarum และเชือ้
แบคทีเรยี แกรมลบ 5 ชนดิ ไดแก Escherichia coli, Klebsiella pneuminiae, Salmonella typhimurium, Pseudomonas aeruginosa และ Proteus vulgaris ผลการทดสอบพบวา สารสกัดน้ําท่ีได จากเหงา ขมิน้ ชันออกฤทธิ์ดใี นการยับยัง้ เชื้อหลายชนดิ ท่ีความเขมขนตาํ่ โดยสามารถยบั ย้งั เชอื้ 4 ชนดิ ไดแก S. aureus, S. epidermidis, E. coli และ K. pneuminiae โดยมีคา MIC เทากับ 6, 4, 4 และ 16 g/L ตามลําดับ และมคี า MBC เทากับ 32, 16, 16 และ 32 g/L สว นยามาตรฐาน gentamicin sulphate มี คา MIC ตอเชื้อทั้ง 4 ชนดิ นอ ยกวา 0.5 mg/L (Niamsa, et al., 2009) หมายเหตุ: S. aureus เปนเช้อื แบคทเี รียแกรมบวก ท่ีทําใหเ กิดการตดิ เชื้อผวิ หนงั ท่ีพบทวั่ ไป เชน ฝ หนอง แผลติดเช้ือ สามารถสรางสารพิษ endotoxin ทําใหเกิดการติดเชอื้ ท่เี ก่ียวของกับระบบทางเดินอาหาร ลําไส อกั เสบ อาหารเปน พิษ เปน ตน S. epidermidis เปนแบคทเี รียชนดิ แกรมบวก ทาํ ใหเกิดการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล ในผูทม่ี ี ภูมคิ ุมกนั บกพรอ ง หรือเด็กแรกเกิด หรือในผทู ่ีใสอปุ กรณท างการแพทย เช้อื สามารถเคล่ือนจากบรเิ วณ ผิวหนงั เขา สชู น้ั เน้ือเย่อื ทีล่ กึ ขน้ึ และเขาสูก ระแสเลอื ดได E. coli เปนเชื้อแบคทเี รียแกรมลบ โรคติดเชือ้ E. coli ที่สําคัญ ไดแ ก โรคทองรว ง โรคติดเชือ้ ใน ทางเดินปสสาวะ โรคตดิ เชื้อในทางเดนิ หายใจ และโรคตดิ เชอ้ื ที่ทําใหเ ยอื่ หุม สมองอกั เสบ เปน ตน K. pneuminiae เปน เช้ือแบคทเี รยี แกรมลบ ปกติจะอาศัยในลําไสม นุษย และไมก อใหเ กดิ โรค แต หากเชอื้ น้ีแพรไปอยใู นตาํ แหนงอน่ื ๆในรา งกาย ก็จะสามารถทาํ ใหเกิดโรคตา งๆข้ึนได โรคเหลานไ้ี ดแก โรคติด เช้อื ในปอด โรคตดิ เชอ้ื ในกระแสเลือด โรคตดิ เชื้อท่ีบาดแผล ทแี่ ผลผาตดั โรคเยื่อหมุ สมองอักเสบ โรคตดิ เชื้อ ในทางเดนิ ปสสาวะ เปนตน การศกึ ษาทางคลนิ ิก: ฤทธิ์ลดอาการแนน จุกเสยี ด การทดสอบผลในผูปว ยโรคทองอืดเฟอ ในโรงพยาบาล 6 แหง จาํ นวน 116 ราย แบงกลมุ ผปู วยโดยวิธี สุมเปน 3 กลมุ ไดแ ก กลมุ ท่ไี ดร ับแคปซูลยาหลอก กลมุ ทีไ่ ดรบั ยาแกทองอืด และกลุมทไ่ี ดร ับขมิ้นชัน ทกุ กลมุ รับประทานครัง้ ละ 2 แคปซลู วนั ละ 4 ครัง้ กอนอาหาร และกอ นนอน นาน 7 วนั พบวา กลมุ ทไ่ี ดรับยาหลอก อาการดขี ้นึ หรือหายไป 53% ขณะทกี่ ลมุ ที่ไดร บั ยาแกท อ งอดื หรือขมิน้ ชัน อาการดีข้นึ หรอื หายไป 83% และ 87% ตามลําดับ ซึ่งแตกตางจากกลมุ ทีไ่ ดร บั ยาหลอกอยา งมีนัยสําคญั อตั ราการเกิดผลแทรกซอ นที่เกดิ ขนึ้ ไม แตกตา งกันระหวาง 3 กลมุ เปน อาการท่ไี มร ุนแรง และหายเองได (คณะกรรมการแหงชาตดิ านยา, 2549) ฤทธ์ริ กั ษาแผลในกระเพาะอาหาร ทดสอบในผูปวยทปี่ วดทอ งเนอ่ื งจากโรคกระเพาะอาหารเปน แผล รบั ประทานคร้งั ละ 3 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง (รวม 4 กรัม) พบวา ไดผลดี ไดมีการทดลองผลการรกั ษาแผลในกระเพาะอาหารในคน พบวาใหผ ูปว ย รบั ประทานแคปซูลผงขม้ินชนั 2 แคปซลู วนั ละ 4 ครง้ั พบวา 5 คน หายใน 4 อาทติ ย และ 7 คน หายภายใน 4-12 อาทิตย (คณะกรรมการแหง ชาตดิ า นยา, 2549) จากการศกึ ษาประสิทธิผลในการรกั ษาโรคแผลในทางเดินอาหารในผปู ว ย 25 ราย ที่ไดรบั การสองกลอง เพอ่ื ดูตําแหนง และขนาดของแผล (เสนผานศูนยกลาง 0.5-1.5 เซนตเิ มตร) โดยใหผูปว ยรับประทานขม้นิ ชนั
(300 มิลลิกรัมตอแคปซลู ) ครงั้ ละ 2 แคปซลู วันละ 5 ครงั้ ครึง่ ถึง 1 ชว่ั โมง กอนรบั ประทานอาหาร เมอ่ื เวลา 16.00 น. และกอ นนอน พบวา 4 สัปดาห หลงั การรักษา แผลหายในผปู ว ย 12 ราย (48%), 8 สัปดาห หลัง การรกั ษา แผลหายในผูป ว ย 18 ราย (72%) และ 12 สปั ดาห หลงั การรกั ษา แผลหายในผูปวย 19 ราย (76%) (คณะกรรมการแหงชาติดานยา, 2549) ฤทธิ์ลดการอักเสบ การศึกษาฤทธ์ิตานอักเสบของขมิน้ ชันในผูปว ยหลงั ผาตัด โดยใหรับประทานขม้ินขนาด 400 มก. วันละ 3 ครง้ั เปนเวลา 5 วนั พบวา ขมน้ิ สามารถลดการอกั เสบไดอยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ิ การศกึ ษาฤทธติ์ า นการ อักเสบในผูป วยโรคขอรูมาตอยด จํานวน 18 คน โดยใหร บั ประทานขมน้ิ ขนาด 1,200 มก. วนั ละ 4 ครั้ง เปน เวลา 2 สปั ดาห พบวา ผูปวยมอี าการดขี น้ึ อยางมนี ัยสําคัญทางสถติ ิ โดยไมพบความเปน พิษ นอกจากนี้ยังมี การศึกษาที่พบวาการรับประทานขมนิ้ ขนาด 375 มก. วนั ละ 3 ครงั้ ทาํ ใหอ าการเยื่อบุตาอกั เสบเรื้อรังมี อาการดีขึ้น (สาํ นักงานขอมลู สมนุ ไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลยั มหดิ ล, 2552) ฤทธ์ิตานอลั ไซเมอร การศกึ ษาทางคลนิ ิกโดยเจาะเลือดจากผูป ว ยอัลไซเมอร 6 คน และอาสาสมคั รสุขภาพดี 3 คน แลว แยก macrophage มาทาํ การทดสอบ โดยใหสาร curcumin พบวา macrophage ของผูปวยทไ่ี ดร บั curcumin มีการเกบ็ และยอยสลาย amyloid protein เพิม่ ขึน้ อยา งมนี ัยสาํ คัญทางสถติ ิ เมอื่ เทียบกับ macrophage ของผปู วยท่ไี มไ ดร บั curcumin แสดงใหเหน็ วาเคอรควิ มนิ มีบทบาทชว ยระบบภูมิคุมกันของ รา งกายในการทาํ ลาย amyloid protein (สาํ นักงานขอมูลสมนุ ไพร คณะเภสชั ศาสตร มหาวทิ ยาลัยมหิดล, 2552) การศกึ ษาทางพิษวทิ ยา: การศกึ ษาพษิ เฉียบพลนั ของเหงา ขม้นิ ชันในหนูถบี จกั ร พบวา หนูทไ่ี ดรับผงขมน้ิ ชนั ทางปากในขนาด 10 มิลลิกรมั /น้ําหนักตวั 1 กิโลกรัม ไมแ สดงอาการพษิ และเมื่อใหสารสกดั ของเหงา ขม้นิ ชันดว ย 50% แอลกอฮอล โดยวิธีปอ นทางปาก ฉดี เขา ใตผ ิวหนงั และทางชองทองในขนาด 15 กรมั /กิโลกรมั พบวา ไมทําให เกดิ อาการพิษเฉยี บพลนั และหนูถบี จักรไมตาย ขนาดของสารสกัดทําใหห นูตายคร่งึ หนึ่ง (LD50) เมอ่ื ใหโดยวิธี ดงั กลา ว จึงมีคามากกวา 15 กรมั /กโิ ลกรัม (คณะกรรมการแหง ชาตดิ า นยา, 2549) การศึกษาพิษเรือ้ รังของขมน้ิ ชนั ในหนขู าวสายพนั ธวุ ิสตารท ่แี บงออกเปน 4 กลุม คอื กลมุ ควบคมุ ท่ไี ดร ับ นํ้า และกลมุ ทดลองทีไ่ ดรบั ผงขมนิ้ ชนั ทางปากในขนาด 0.039, 2.5 และ 5.0 กรัมตอกโิ ลกรัมตอ วนั ซงึ่ เทียบเทากับ 1, 83 และ 166 เทาของขนาดทีใ่ ชใ นคนคอื 1.5 กรมั ตอ 50 กโิ ลกรมั ตอ วัน เปนเวลานาน 6 เดอื น พบวา หนูเพศผูท ไ่ี ดร บั ขมิ้นชันขนาด 2.5 และ 5.0 กรมั ตอกโิ ลกรมั ตอ วัน มีน้าํ หนกั ตัว และการกิน อาหารนอ ยกวากลมุ ควบคุมอยางมนี ัยสาํ คัญ แตไมพ บการเปล่ียนแปลงนใ้ี นหนูเพศเมียทไ่ี ดรบั ยาขนาดเทากัน ขม้นิ ชนั ในขนาดตางๆ ทใี่ หแ กหนขู าวไมท าํ ใหเกิดอาการพษิ ใดๆ รวมทงั้ ไมมผี ลตอ คาทางโลหติ วทิ ยา หรอื คา เคมคี ลินกิ และไมทําใหเกดิ พยาธิสภาพตออวยั วะภายในของหนขู าวท้ังสองเพศ (คณะกรรมการแหง ชาติดาน ยา, 2549)
การศึกษาพษิ เรอ้ื รงั นาน 6 เดือน ของสารเคอรค วิ มนิ อยด ในหนขู าวสายพันธุวิสตาร ท่ีแบงออกเปน 6 กลุม กลมุ ละ 15 ตัวตอเพศ แบงเปน กลุมควบคุมทไี่ ดรับน้าํ กลมุ ควบคมุ ทไ่ี ดร ับ tragacanth และกลมุ ทดลองทไ่ี ดร ับนํา้ ยาแขวนตะกอนเคอรค ิวมินอยด ใน tragacanth ทางปากในขนาด 10, 50 และ 250 มลิ ลิกรมั ตอกิโลกรมั ตอ วัน ซง่ึ เทยี บเทา กบั 1, 5 และ 25 เทาของขนาดท่ีใชในคนตอวัน สวนหนทู ดลองกลุมที่ 4 ไดรบั นํา้ ยาแขวนตะกอนเคอรค วิ มนิ อยด ขนาด 250 มลิ ลกิ รมั ตอกโิ ลกรมั ตอ วัน นาน 6 เดือน แตห ยุดใหยา 2 สัปดาห กอ นผาซาก เพื่อดูวาหากมีอาการพิษจากเคอรควิ มนิ อยดเ กดิ ขึ้น จะกลบั มาหายเปนปกติไดห รือไม หลงั จากหยดุ ยา พบวาอัตราการเจรญิ ของหนเู พศผทู ไ่ี ดร บั เคอรค ิวมนิ อยด ขนาด 50 มิลลิกรมั ตอกิโลกรัมตอ วนั สูงกวากลุมที่ไดรบั tragacanth อยางมนี ัยสําคญั สารเคอรค วิ มินอยดไมท ําใหเ กดิ การเปลี่ยนแปลงของคา ทางโลหิตวทิ ยาใด ๆ ที่มคี วามสมั พันธก บั ขนาดของสารทีใ่ หใ นหนเู พศผทู ่ีไดรับเคอรควิ มินอยด ขนาด 250 มลิ ลิกรมั ตอ กิโลกรมั ตอวนั พบวานาํ้ หนกั จรงิ และน้ําหนักสัมพทั ธข องตบั และระดบั alkaline phosphatase สงู กวากลมุ ควบคุมท้ังสองกลมุ แตยงั อยูใ นชวงของคา ปกติ แมว าหนกู ลมุ น้ดี ูเหมอื นจะมีอุบัตกิ ารณข องไขมัน สะสมในตับ และช้นั cortex ของตอมหมวกไตสงู แตอบุ ัติการณด งั กลาวไมไ ดแตกตา งจากกลมุ ควบคมุ ทง้ั สอง อยา งมนี ยั สาํ คญั ผลการศึกษาช้ใี หเ หน็ วา การใหเคอรควิ มนิ อยด ในขนาดทใี่ ชในคน 10 มลิ ลิกรมั ตอกิโลกรัม ตอ วัน ตดิ ตอกันเปนเวลานาน ไมทําใหเ กิดพษิ ในหนขู าว อยา งไรกต็ ามเคอรค ิวมนิ อยด ในขนาดสูงอาจมีผลตอ การทํางาน และโครงสรางตับได แตเ ปน การเปล่ียนแปลงทกี่ ลับเปน ปกติไดเ มือ่ หยดุ ใชเ คอรค ิวมินอยด (คณะกรรมการแหง ชาตดิ า นยา, 2549) (ขอบคณุ ขอมลู จาก: http://www.thaicrudedrug.com/) 2. มะรมุ ชือ่ สมุนไพร มะรมุ ชื่ออนื่ ๆ / ช่ือประจาํ ถน่ิ ผกั อีฮุม (อีสาน) มะคอ นกอ ม (ภาคเหนือ) กาแนง เดิง (กะเหรย่ี ง กาญจนบรุ ี) ผัก เน้อื ไก (ชาวฉานแถบแมฮ อ งสอน) ชอ่ื สามญั Horse Radish Tree , Drumstick ชื่อวิทยาศาสตร Moringaoleifera Lam วงศ Moringaceae ถน่ิ กาํ เนดิ มะรมุ
ตนมะรมุ มปี ลูกอยูท ั่วโลก โดยมนษุ ยรูจกั พืชชนดิ นี้มากกวา 4000 ป แลว ในตางประเทศทําการวิจยั และสกัดเปน ผลติ ภัณฑ เพื่อบาํ รุงรา งกายมาหลายปแ ลว ตนไดรับความนยิ มอยา งสูง ท้งั ในยุโรป และอเมริกา เชื่อวา มีคณุ สมบตั ิชวยบําบดั โรคไดกวา 300 ชนดิ โดยเฉพาะโรคทสี่ าํ คัญ ๆ ของมนษุ ย เชน มะเร็ง ,ขาด สารอาหาร และเอดส เปนตน โดยมสี ายพันธอุ ยูทั้งหมด 13 สายพันธุ มถี นิ่ กาํ เนิดในประเทศแถบเอเชีย อนิ เดียแถบเทอื กเขาหมิ าลยั แตก พ็ บไดท ัว่ ไปในแอฟรกิ ารและเขตรอนของทวีปอเมรกิ า มะรมุ เปน พืชผกั สมนุ ไพรทมี่ คี วามสาํ คัญกับวถิ ีชีวิตของคนไทยในอดีตมาจนถึงปจ จุบนั สาํ หรบั ตน มะรุมทปี่ ลูกทัว่ ไปใน ประเทศไทย เรียกวา พนั ธุข าวเหนียว เปนสารพนั ธเุ ดียวกับตา งประเทศท่เี รยี กวา MoringaOleiferaและอกี สายพันธุที่เรียกวา สายพนั ธุก ระดกู (MoringaStenopatala ) ประโยชนแ ละสรรพคณุ มะรมุ 1. บาํ บัดโรคเบาหวาน 2. รกั ษาโรคความดันโลหิตสงู 3. ชวยรกั ษารักษาโรคมะเรง็ 4. ชวยรักษาโรคไขขอ อักเสบ 5. ชวยรกั ษาโรคเกาส 6. ชวยรักษาโรคกระดกู อกั เสบ 7. ชวยรกั ษาโรคมะเร็งในกระดูก 8. รักษาโรครูมาตซิ ่ัม 9. ชวยรกั ษาโรคลาํ ไสอักเสบ ทอ งเสีย ทอ งผูก 10.รกั ษาโรคพยาธิในลาํ ไส 11.รกั ษาโรคทางเดินของลมหายใจ 12.ชวยรกั ษาโรคปอดอกั เสบ 13.รกั ษาโรคตา 14.แกไ ขห วั ลม 15.เปนยาบาํ รงุ 16.ชวยขับปสสาวะ ขบั นํา้ ตา 17.ตา นอนุมลู อสิ ระ 18.เพม่ิ ภมู ติ านทานใหร างกาย 19.ชว ยบํารงุ รักษาผวิ ท่ีแหง ใชช มุ ชืน่ ชะลอความเหยี่ วยน ของผวิ 20.ชวยรักษาแผลสด ถกู มีดบาด หรือแผลสดเล็กๆ นอ ยๆ 21.ลดอาการผน่ื ผา ออ มในเดก็ 22.ชว ยบรรเทาอาการเกิดสวิ ชวยลดจดุ ดางดําหลงั จากโดนแดด 23.ใชนวดศรี ษะ รักษาราผวิ หนงั บรรเทาอาการผมรวง คันศีรษะ
24.แกอ าการบวม 25.บํารุงไฟธาตุ 26.ใชร กั ษาโรคขาดอาหารในเดก็ แรกเกดิ ถงึ 10 ขวบ 27.ชวยรกั ษาผปู ว ยโรคเอดสใ หอยใู นภาวะควบคุมได 28.นํ้ามันมะรมุ ใชห ยอดจมกู รักษาโรคภูมิแพ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ 29.ใชห ยอดหฆู าและปองกันพยาธิในหู 30.รกั ษาอาการเยอื่ บุหูอกั เสบ รักษาโรคหนู ํา้ หนวก 31.ชวยชะลอความแก 32.ปองกันมะเร็ง สารเบนซลิ ไทโอไซยาเนตไกลโคไซดชนิดหนง่ึ และสารไนอาซิไมซนิ (niazimicin) รปู แบบและขนาดวิธใี ชมะรมุ ตาํ ราพ้นื บา นใชใบมะรมุ ใชพ องแผลชวยหามเลอื ด ยอดออนลวกรบั ประทานมะรุมเปนอาหาร ดอกตากแหงชง เปนชาหรอื ตมรับประทานนํ้าเปนยา ฝก ใชป ระกอบอาหารรบั ประทาน เมลด็ ใชส กดั ทาํ เปน นา้ํ มนั มะรมุ เปลือกลาํ ตน และรากใชต มกรองกากเพ่อื รบั ประทานน้ําเปนยา ลกั ษณะทัว่ ไปของมะรมุ • Moringaoleifera Lamหรอื มะรุมพันธขุ าวเหนยี ว ลกั ษณะท่วั ไปของมะรุม เปน ไมยืนตน ขนาดกลาง ลาํ ตนมคี วามสงู ประมาณ 15 – 20 เมตร ลาํ ตน เปนพมุ โปรง เปลือกลาํ ตนเปนสีเทาออ น ผวิ คอนขางเรียบ เตบิ โตมคี วามสูงถึง 4 เมตร และออกดอกภายในปแ รกทปี่ ลูก ใบเปนใบประกอบแบบขนนก ชนดิ ทแ่ี ตกใบ ยอย 3 ชั้น ยาว 20 – 40 ซม.ออกเรียงแบบสลับ ใบยอยยาว 1 – 3 ซม. รูปไข ปลายใบและฐานในมน ผิวใบ ดา นลางสอี อ นกวาและมขี นเลก็ นอยขณะทใี่ บยังออ น ออกดอกในฤดหู นาว ดอกเปนดอกชอ สขี าว กลบี เรยี ง มี 5 กลบี กลบี ดอกมี 5 กลบี แยกกัน ผลเปน ฝก ยาว เปลือกสีเขียวมีสว นคอดและสวนมน เปนระยะ ๆ ตามยาวของฝกฝกยาว 20 – 50 ซม. เมล็ดเปนรูปสามเหล่ยี ม มปี กบางหุม 3 ปก เสน ผา ศูนยก ลางของเมลด็ ประมาณ ซม. • MoringaStenopatala หรอื มะรมุ พนั ธุก ระดกู ลกั ษณะมีขนาดเล็กสงู ไมถึง 12 เมตร หรอื ประมาณ 39 ฟตุ ลําตน ก็มหี ลายก่งิ ใบมี คลายแผนเชิงวงรรี ูปไขหรือรูปใบหู ดอกมีกลิน่ หอม มีกลีบเลยี้ งสีครีม ขาว ชมพู หรอื สีเหลือง มเี กสรตัวผูเ ปนสีขาว ฝก มีความยาว 30 – 60 ซม. การขยายพนั ธุมะรุม มะรุมเปนพชื ที่ปลกู งาย เจริญเตบิ โตไดดีในดินทกุ ชนิด ตอ งการนํ้าและความชน้ื ปานกลางการปลูกมะรุมได ดว ยการเพาะเมลด็ และการปก ชํา การปลูกการดแู ลรักษาก็งา ยไมย ุงยากซับซอ น เกษตรกรจึงมกั นยิ มปลูก มะรมุ ไวร ิมรั้วบานหรอื หลังบา น 1 – 5 ตน เพือ่ ใหเปน ผกั คบู านคคู รัวแบบพอเพยี งทีไ่ มตอ งซอื้ หา องคป ระกอบทางเคมีของมะรุม สมุนไพรมะรมุ มีสารฟลาโวนอยดส ําคัญคอื รูทินและเควอเซทนิ (rutinและ quercetin) สารอลั คาลอยด (alkaloid) สารลทู ีนและกรดแคฟฟโอลิลควนิ ิก(lutein และ caffeoylquinic acids)
รูปภาพองคป ระกอบทางเคมีของมะรมุ โครงสรา งพ้ืนฐานของฟลาโวนอยดP iettaPG.Flavonoids as (2000) สาร Alkaloid . wikimedia - Commons (Pubic Domain) การศึกษาทางเภสัชวิทยาของมะรมุ มกี ารศกึ ษาในคนเพียงชิน้ เดียว โดยมีเพยี งรายงานเก่ียวกับการใชยา Septillinซึ่งเปน ผลิตภัณฑท มี่ สี ารสกดั จากพชื 6 ชนดิ ไดแก มะรมุ บอระเพ็ด จิตรลดา มะขามปอ ม ชะเอมเทศ Balsamodendendronmukul( พชื อนิ เดีย) และเปลอื กหอยสงั ข โดยพบวา Septillinให • ฤทธิ์ลดความดนั โลหิต สารสกดั นาํ้ และเอทานอลของใบมะรุม สารสกดั เอทานอลของผลและฝก สารใน กลมุ glycosides ในสารสกดั เมทานอลของฝกแหงและเมลด็ แสดงฤทธลิ์ ดความดนั โลหิตในสนุ ชั และหนแู รท • ฤทธต์ิ านการเกดิ เนอื้ งอกและฤทธติ์ านมะเรง็ สาระสําคญั ในกลมุ thiocarbamateจากใบ สารสกัดเอทา นอลของเมลด็ แสดงฤทธ์ทิ ัง้ ยับย้ังการเจริญเติบโต และทาํ ลายเซลลม ะเรง็ เมือ่ ปอ นสารสกดั ของผลและฝก ขนาด 5 มก./กก. น้ําหนกั ตวั มผี ลลดจํานวนหนูเมาสท ี่เปนมะเร็งผวิ หนงั ได
• ฤทธิล์ ดระดับคอเลสเตอรอล สารสกัดนา้ํ ของสวนใบ มผี ลลดระดับคอเลสเตอรอลและลดการเกิด plaque ในหลอดเลือดของหนูแรทและกระตา ยซึง่ ไดรบั อาหารชนิดที่มไี ขมนั สงู การทดสอบโดยใหก ระตา ยทีม่ รี ะดบั คอเลสเตอรอลสงู และกระตายปกติ โดยใหกนิ ผลมะรมุ ขนาด 200 มก./กก. น้าํ หนกั ตัว ตอ วัน นาน 120 วัน เปรียบเทยี งกับยาลดไขมันโลวาสแตทนิ 6 มก./กก. นํา้ หนักตวั ตอวนั และใหอ าหารไขมนั มาก พบวา มีผลลด ระดับคอเลสเตอรอล, phospholipids, triglycerides, low density lipoprotein (LDL), very low density lipoprotein (VLDL), อัตราสว นระหวางคอเสลเตอรอลและ phospholipids และ atherogenic index ในกระตา ยกลุมแรกได • ฤ ทธิต์ า นการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร สารสกัด เมทานอลของใบ และสารสกดั เมทานอลจากสว นดอก สามารถยบั ยงั้ การเกิดแผลในกระเพาะอาหารชองหนแู รท ซึ่งถูกเหนี่ยวนําโดยแอสไพรินได ในขณะทสี่ ารสกดั นา้ํ จากใบมีผลปองกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารดวย • ฤทธป์ิ อ งกันตับ อักเสบ สารสกัด 80% เอทานอลจากใบ สารสกดั น้ําและสารสกดั เอทานอลจากดอก มี ฤทธ์ปิ อ งกนั การทําลายเซลลต ับหนแู รทท่ไี ดรบั aceteaminophen (ยาพาราเซตามอล) และสารสกดั นํา้ จาก สวนรากแสดงฤทธป์ิ องกนั ทาํ ลายเซลลตับหนูแรทจากการเหน่ยี วนําโดยยาไรแฟมพซิ ิน • ฤทธิต์ า นออกซิเดชันสารสกดั น้ําสารสกดั 80% เมทานอล และสานสกดั 70% เอทอนอลจากสวนใบ ผล แหงบดหยาบและสารสกดั นาํ้ จากเมลด็ และสารในกลมุ phenol จาก สว นราก สามารถตานและกําจัดอนุมลู อสิ นะได • ฤทธ์ติ า นเช้ือ แบคทเี รีย น้ําคน้ั สดของใบ สารประกอบคลาย pterygosperminของดอกสารสกดั อะซโี ตน และสานสกัดเอทอนอลของเปลอื กราก และสาร athominจากกเปลอื กราก มีฤทธย์ิ ับยง้ั การเจรญิ เตบิ โตของ เชือ้ แบคทีเรยี ไดห ลายชนิด นอกจากนีย้ ังมกี ารใชส ารสกัดนาํ้ มันจากเมลด็ ซ่ึงมีฤทธิ์ยบั ยัง้ การเจรญิ เติบโตของ เชือ้ แบคเรียเปน ผลติ ภณั ฑส ําหรับใช กบั ตา โดยพบวาใชไ ดดกี บั pyodermiaในหนูเมาส ท่มี สี าเหตมุ าจาก Staphylococcus aureus • ฤทธล์ิ ดระดบั น้าํ ตาล ผงใบแหง สารสกัด 95% เอทานอล และเถา จากเปลือกตน มีผลลดระดับน้ําตาลใน เลอื ดของหนูแรทปกติ และหนูท่เี ปนเบาหวาน สว นสารสกดั เมทานอลจากเปลือกรากแสดงฤทธิ์ละระดบั นํา้ ตาลในหนูเมาส • ฤทธ์ติ านการอักเสบ ชาชงนํา้ รอ นและสารสกัดเมทานอลจากราก มีฤทธย์ิ บั ยงั้ อาการบวมที่อุง เทาหลังของ หนเู รทและหนเู มา สท ่ถี กู เหนย่ี ว นาํ ดวยคาราจีแนน ในขณะทีเ่ มล็ดแกสเี ขยี ว สารสกดั เอทานอลจากเมลด็ แหง และสารสกัดเอทานอลจากเมลด็ มผี ลลดการอักเสบของทางเดินหายใจในหนูตะเภา ซึง่ ยนื ยันถงึ การใชมะรุม ในทางพืน้ บานเพื่อบาํ บัดอาการผิดปกตจิ ากภูมแิ พ เชน หอบหืด สารสกดั เอทานอลจากเมลด็ สามารถลดการ บวมขององุ เทาบรเิ วณขอของหนแู รท และพบวาสารสกัดมะรุมมผี ลลด oxidative stress ในสวนทเ่ี ก่ียวของ กับฤทธ์ิตานการอักเสบดว ย • ฤทธิช์ องสารสกดั ใบมะรุม ทสี่ กดั ดวยนํ้าและสกดั ดว ยเอทานอล ตอการสลายไขมนั ในเซลลไ ขมนั จากหนู ขาวพนั ธุ Wistarเพศผโู ดยแบง หนู 16 ตวั ออกเปน 2 กลมุ กลุมละ 8 ตวั เล้ยี งดว ยอาหารท่ีแตกตางกัน 2 ชนิด คอื อาหารปกติ (normal pellet diet; NPO) และอาหารที่มีไขมันสูง (high fat diet; HFD) เปน ระยะเวลา 3 สปั ดาห จากนน้ั ตดั แยกเน้ือเยอื่ ไขมนั บริเวณอณั ฑะมาเตรยี มเซลลไขมันโดยใชว ิธีการยอ ยดวย
เอนไซม collagenase ทดสอบสารสกัดใบมะรุมที่ความเขมขนตางๆ และทิ้งไวท่อี ุณหภมู ิ 37C̊ เปนเวลา 2 ชง่ั โมง พบวา สารสกัดใบมะรุมที่สกัดดว ยน้าํ ที่ความเขม ขน 1 และ 3 mg/mL เพิม่ การสลายไขมนั ไดอ ยา งมี นยั สําคญั ทางสถติ ิ (p<0.05; n=4) ทีส่ ภาพวะ basal lipolysis ทัง้ ในกลมุ หนู NFD และ HFD ในขณะทีส่ าร สกัดใบมะรมุ ทส่ี กัดดวยเอทานอลเฉพาะท่ีความเขมขนสูงสุด คือ 3 mg/mL ทีเ่ พิม่ การสลายไขมันไดอ ยางมี นยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p<0.05; n=4) ท่สี ภาวะ basal lipolysis ในกลมุ หนู NFD แตไมมผี ลในกลมุ หนู HFD ฤทธิข์ องสารสกบั ใบมะรุมตอการสลายไขมนั ทีเ่ กิดขน้ึ นี้ อาจมีความเก่ยี วของกบั กลไกการออกฤทธข์ิ องสาร สกัดใบมะรุมในการลดระดับนํา้ ตาลในเลือด การศึกษาทางพิษวิทยาของมะรุม มีการรายงานความเปนพิษของมะรมุ ในระดบั เซลลและในสตั วท ดลองวา • สาระสําคญั 4 (alpha-L-rhamnosyloxy) phenylacetonitrileจากเมลด็ แสดงความเปน พิษตอ เซลลใน Micronucleus test • สารสกัดน้าํ จากใบ หรือ 90% เอทานอล ในขนาด 175 มก/กก ของนาํ้ หนักแหง เมอ่ื ปอ นใหหนแู รททมี่ ี การผสมพนั ธุ สามารถทาํ ใหเ กิดการแทงได • สารสกดั น้ําของรากขนาด 200 มก/กก นา้ํ หนักตวั เมื่อใหก บั หนูแรท จะเหนี่ยวนําใหเ กดิ ทารกฝอ (foetalresorption) ในการต้ังครรภระยะสดุ ทา ย • สารสกัดเมลด็ ดว ย 0.5 M borate buffer มผี ลทาํ ใหเมด็ เลือดแดงของกระตายรวมตัวกัน • เมื่อใหห นูแรทกินผงของเมลด็ ดบิ ที่แกข องมะรมุ โดยไมจาํ กดั จาํ นวนเปนเวลา 5 วัน พบวาทาํ ใหค วาม อยากอาหาร การเจรญิ เตบิ โตและการใชโ ปรตนี ลดลง ขนาดของกระเพาะอาหาร ลําไส ตบั ตบั ออน ไต หวั ใจ และปอดใหญข น้ึ ในขณะทีต่ อ มไทมสั และมามมลี กั ษณะฝอ ลง โดยเปรยี บเทยี บกบั หนกู ลมุ ทไ่ี ดรบั อาหารท่มี ี ไขขาวเปนสวนประกอบ • การทดสอบความเปนพษิ โดยใหหนูเมา สก นิ สวนราก หรอื ฉดี สารสกัดไมร ะบุชนดิ ตัวทาํ ตัวละลายเขาใต ผวิ หนัง ในขนาด 10 ก./กก. นาํ้ หนักตวั ไมพ บความเปน พิษ (ขอบคณุ ขอมลู จาก: https://www.disthai.com/)
3. กระชาย ช่อื เครอื่ งยา กระชาย ชื่ออ่นื ๆของเครื่องยา ไดจาก เหงา และราก ชอ่ื พืชทใ่ี หเครอ่ื งยา กระชาย ชอื่ อ่ืน(ของพชื ทใ่ี หเ ครือ่ งยา) กะแอน ขงิ ทราย (มหาสารคาม) ละแอน (เหนอื ) วา นพระอาทิตย (กรงุ เทพฯ) จีป๊ ู ซีพู เปา ะซอเรา ะ เปา ะสี่ (กะเหรยี่ ง แมฮ องสอน) ขงิ แดง ขิงกระชาย ชื่อวทิ ยาศาสตร Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. Boesenbergia cochinchinensis ( Gagnep.) Loes., Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltr., Curcuma rotunda L., Gastrochilus ชื่อพอ ง panduratus (Roxb.) Ridl., Gastrochilus rotundus (L.) Alston, Kaempferia cochinchinensis Gagnep., Kaempferia ovata Roscoe, Kaempferia pandurata Roxb. ชอื่ วงศ Zingiberaceae ลกั ษณะภายนอกของเครื่องยา: เหงาสนั้ (เรียก “กระโปกกระชาย”) มรี ากสด แตกออกจากเหงาเปนกระจกุ จํานวนมาก อวบนา้ํ ตรงกลางพองกวาสว นหวั และทา ย รปู ทรงกระบอก ปลายเรยี วแหลม (เรียก “นมกระชาย”) กวาง 1-2 ซม. ยาว 4-10 ซม. ผิวสีนํา้ ตาลออ น เน้อื ในสเี หลือง มรี สเผด็ รอ น ขม กลิ่นหอมฉนุ ลักษณะทางกายภาพและเคมที ่ดี ี: นา้ํ มนั หอมระเหยจากเหงา และราก เปน ของเหลวใส ไมม ีสี มกี ลน่ิ เฉพาะตวั สรรพคณุ : ตาํ รายาไทย: เหงา ลดอาการทองอดื ทอ งเฟอ แนน จุกเสยี ด แกป วดมวนทอ ง ขบั ลม ชว ยให กระเพาะ และลําไสเ คลือ่ นไหวดีข้ึน แกโรคอนั เกิดในปาก แกม ุตกิด แกล มอันบังเกดิ แตกองหทัยวาต แกปาก เปอ ย ปากแหง ปากแตกเปนแผล แกปวดมวนในทอง แกบ ิดมกู เลอื ด แกปวดเบง รกั ษาลําไสใ หญอ ักเสบ บาํ รุงกําลัง ชวยเจริญอาหาร ขบั ระดขู าว แกใจสน่ั ราก(นมกระชาย) แกก ามตายดาน ทําใหก ระชมุ กระชวย
บาํ รุงความกําหนดั มีสรรพคณุ คลา ยโสม หมอโบราณเรียกวา “โสมไทย” หวั และราก ขบั ปส สาวะ แกกระษยั เบาเหลือง แดง เจบ็ ปวดบน้ั เอว บาํ รุงกําหนดั บาํ รุงหัวใจ บํารุงกําลงั แกใ จส่ันหวิว ขบั ปส สาวะ หัวใชเ ผาไฟ ฝนรับประทานกับนํ้าปูนใส เปนยาแกบดิ แกโรคบงั เกดิ ในปาก แกมตุ ะกติ บญั ชียาจากสมนุ ไพร: ทมี่ ีการใชต ามองคค วามรดู งั้ เดมิ ตามประกาศคณะกรรมการพฒั นาระบบ ยาแหงชาติ ในบัญชียาหลกั แหง ชาติ ระบตุ าํ รบั \"ยาเลอื ดงาม\" มสี วนประกอบของเหงากระชายรวมกับ สมุนไพรชนดิ อ่ืนๆ ในตาํ รับ มสี รรพคุณบรรเทาอาการปวดประจําเดือน ชวยใหประจําเดือนมาเปนปกติ แก มุตกดิ ตาํ รายาแผนโบราณของไทย: มกี ารใชกระชายใน “พิกัดตรีกาลพษิ ” คือการจํากัดจํานวนตวั ยาแก พิษตามกาลเวลา 3 อยา ง มรี ากกะเพราแดง เหงาขา และหวั กระชาย สรรพคุณบํารุงธาตุ บาํ รุงความกาํ หนดั แกไขสันนบิ าต แกเลอื ด เสมหะ แกก ามตายดาน ตาํ รายาพ้นื บานนครราชสีมา: ใชเ หงา แกโรคบิด โดยนําเหงายางไฟใหส ุกแลว โขลกใหล ะเอยี ดผสม กับนา้ํ ปูนใส รบั ประทานทัง้ น้าํ และเนือ้ ครงั้ ละครงึ่ แกว เชา เย็น และใชเ หงา แกกลากเกล้อื น โดยนําเหงามา โขลกใหล ะเอียดผสมกับเหลาโรงทาบรเิ วณทเ่ี ปนแผล ตาํ รายาพน้ื บานลา นนา: ใชเ หงา รักษาโรคทางดนิ ปสสาวะอักเสบ กลากเกลอื้ น ทองอืดเฟอ รปู แบบและขนาดวิธใี ชยา: 1. แกอ าการทอ งอืด ทอ งเฟอ แนน จุกเสยี ด และปวดทอง ใชเ หงา หรือรากประมาณครึ่งกํามือ(นํ้าหนักสด 5-10 กรมั แหง 3-5 กรมั ) ทุบพอแตกตมกบั นา้ํ พอเดือด ดื่มแตน ํ้า หรอื ปรงุ อาหารรับประทาน 2. แกบ ดิ (ปวดเบง และมมี กู หรืออาจมเี ลอื ดดวย) ใชเ หงาหรอื หวั สดครั้งละ 2 หัว (ประมาณ 15 กรมั ) ยา งไฟพอสุก ตํากบั นา้ํ ปูนใส คน้ั เอาน้าํ ดม่ื องคประกอบทางเคม:ี น้ํามนั ระเหยงา ย 0.08% ประกอบดว ย 1,8 cineol, boesenbergin A, dl-pinostrobin, camphor, cardamonin, panduratin สารกลุม flavonoid และ chromene ไดแ ก panduratin A (prenylated cyclohexenylchalcone), 6- dihydroxy -4 - methoxychalcone, pinostrobin, pinocembin (flavanone) การศึกษาทางเภสัชวทิ ยา: ฤทธ์ิตานเชื้อไวรัส covid 19 (Corona virus disease 2019) โรคโควดิ -19 เปนโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 มีชือ่ อยา งเปน ทางการวา severe acute respiratory syndrome corona virus-2 (SARS-CoV-2) เชื้อไวรัสน้ีตดิ ตอโดยผานการไดรับละอองฝอย จากการไอจามของผทู ีม่ ีเชอ้ื หรือเอามือไปสัมผสั พ้นื ผิวทปี่ นเปอ นเช้อื แลวนําเขา สรู างกายโดยผา นการขย้ตี า แคะจมกู หรือจบั ปาก หรือมกี ารสัมผสั ใกลช ดิ ผปู วย มีระยะฟก ตัว 2-14 วนั ไวรัส SARS CoV-2 มโี ปรตนี ส ไปค (spike) จบั ไดดกี บั โปรตีนตัวรับของ angiotensin-converting enzyme 2 (ACE-2 ) ของเซลลโ ฮสตท่ี
เยือ่ บุทางเดินหายใจ เมอ่ื มีการติดเชอ้ื ที่ปอดจะทําใหเ กิดการหลัง่ ไซโตไคนกระตนุ การอักเสบของปอด ทาํ ให เกิดความเสียหายของเนอ้ื เยอ่ื ในวงกวาง (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลยั อุบลราชธานี, 2564) ฤทธยิ์ ับย้งั เช้ือ SARS-CoV-2 ในหลอดทดลอง ของสารสกดั เอทานอล และสารบริสทุ ธ์ิ panduratin A ทแี่ ยกไดจ ากเหงา กระชาย ทดสอบฤทธิ์ในการยบั ยง้ั เข้อื ไวรสั กอนเขาสเู ซลล (Pre-entry) หรอื การปองกัน การตดิ เชื้อ และการยบั ย้งั ไวรัสภายหลงั จากไวรสั เขา สเู ซลลแลว (Post-entry) โดยการทดสอบแบบ Pre- entry จะทําการบม เพาะสารสกดั กับเช้อื ไวรสั กอนเปน เวลา 1 ช่วั โมง แลวจึงนําไปเติมลงในเซลลป กติ หลังจากนนั้ อีก 48 ช่วั โมง จึงนาํ มาวเิ คราะหผล สาํ หรบั post-entry จะทาํ ใหเซลลปกตติ ิดเชอ้ื ไวรัสกอ นเปน เวลา 2 ช่วั โมง แลว จงึ เติมสารสกดั หรือสารบรสิ ทุ ธท์ิ จี่ ะใชท ดสอบ หลังจากน้ันอีก 48 ช่วั โมง จึงนํามา วิเคราะหผ ล (cell เพาะเลีย้ งทีใ่ ชท ดสอบมี 2 ชนิด คือ Vero E6 ไดจ ากเน้ือเยอื่ ไตของลิง และ Calu-3 เปน เซลลเย่อื บุทางเดนิ หายใจมนษุ ย, เชอื้ SARS-CoV-2 ไดจากการ swab บรเิ วณเนอ้ื เยื่อหลังโพรงจมกู ของ ผปู ว ย COVID 19 ในประเทศไทย) ใชวิธีการทดสอบ 2 วิธคี ือ High content imaging system หลกั การคือ ใชแ อนตบิ อดีที่มคี วามจาํ เพาะกับ nucleoprotein ของเชือ้ SARS-CoV-2 เมอื่ สนิ้ สดุ ปฏกิ ริ ิยาแลวจะนาํ เซลล ที่ตดิ เชอ้ื มาวิเคราะหด วย fluorescence และแสดงผลเปน ภาพเซลล และคํานวณรอยละของเซลลทต่ี ิดเชื้อ วธิ ีทส่ี องคอื Plaque inhibition assay โดยการยอมสเี ซลล ตรวจดกู ารติดสยี อ มของเซลลติดเชือ้ และนบั ปรมิ าณ plaque ซงึ่ เปน บรเิ วณของเซลลท ีต่ ิดเชอื้ ไวรสั และไมติดสียอ ม แลว คํานวณหาปรมิ าณไวรัสโดยมี หนว ยเปน Plaque Forming Unit /ml (PFU/ml) และหาขนาดความเขม ขนทีย่ บั ยง้ั การสรา ง plaque ได รอ ยละ 50 (IC50) ตรวจสอบความเปนพิษตอเซลลป กตดิ วยวธิ ี 3-(4,5-dimethylthiazol-2-yl)-2,5- diphenyl tetrazolium bromide หรือ MTT assay และหาขนาดความเขม ขนทท่ี ําใหเกิดความเปน พษิ ตอ เซลล รอยละ 50 (CC50) ผลการวจิ ยั สมนุ ไพรไทยจํานวน 122 ชนิด ทดสอบแบบ Post-entry ดวยวิธี High content imaging system โดยใช Vero E6 cell พบวา กระชายออกฤทธิ์ดที ี่สุดในการยับยั้งเช้ือ โดยสารสกดั เหงา กระชาย และ panduratin A (สารบรสิ ทุ ธท์ิ แ่ี ยกไดจ ากเหงากระชาย) มีคา การยบั ย้ังเช้อื ไดรอยละ 50 (IC50) เทากับ 3.62 μg/ml และ 0.81 μM ตามลําดบั (CC50 เทา กบั 28.06 μg/ml และ 14.71 μM ตามลําดบั ) ยามาตรฐาน hydroxychloroquine คา IC50 เทากับ 5.08 μM การทดสอบดว ยวิธี Plaque inhibition assay พบวาคาความเขมขน ของสารสกัดกระชาย และ panduratin A ในการยับย้ังเชื้อไดอ ยา งสมบูรณ เทากบั 12.5 μg/ml และ 5 μM ตามลําดับ การทดสอบแบบ Pre-entry พบวาสารสกัดกระชาย และ panduratin A มคี า IC50 เทา กบั 20.42 μg/ml และ 5.30 μM ตามลําดับ (CC50 เทากับ>100 μg/ml และ 43.47 μM ตามลาํ ดับ)โดยขนาดความเขม ขนสาํ หรับ Pre-entry สงู กวา Post-entry ประมาณ 5 และ 6 เทา ตามลําดับ ยามาตรฐาน hydroxychloroquine คา IC50 เทา กบั 8.07 μM สําหรบั สมุนไพรอกี 2 ชนดิ ท่ีมฤี ทธย์ิ บั ย้ังเชอ้ื ไดดี รองจากกระชายคือ ฟาทะลายโจร และขิง โดยเม่ือทดสอบแบบ Post-entry ดวย วธิ ี High content imaging system โดยใช Vero E6cell พบวา สารสกดั ฟา ทะลายโจร และ andrographolide (สารบรสิ ทุ ธ์ทิ ่แี ยกไดจากฟาทะลายโจร) มคี า IC50 เทา กบั 68.06 μg/ml และ 6.58 μM ตามลําดบั (CC50 เทา กับ >100 μg/ml และ 27.77 μM ตามลาํ ดบั ) สารสกัดเหงา ขงิ และ gingerol (สาร
บรสิ ทุ ธทิ์ ่แี ยกไดจากเหงา ขิง) พบวา คา IC50 เทากบั 29.19 μg/ml และ >100 μM ตามลาํ ดบั (CC50 เทา กบั 52.75 μg/ml และ >100 μM ตามลาํ ดับ) ผลการทดสอบสาร panduratin A จากกระชาย เปรยี บเทยี บผลกับยามาตรฐาน remdesivir ทดสอบแบบ Post-entry โดยใช Vero E6 cell พบวา panduratin A เมอ่ื ทดสอบดวยวธิ ี High content imaging system และ Plaque inhibition assay ตามลําดบั สามารถยบั ยงั้ เช้ือไดโ ดยมีคา IC50 เทา กบั 0.81 และ 0.078 μM ตามลาํ ดบั ยา remdesivir มีคา IC50 เทากับ 2.71 และ 2.65 μM ตามลําดับ ผลการ ทดสอบเม่ือใช Calu-3 ซง่ึ เปน เซลลเยือ่ บุทางเดินหายใจมนษุ ย พบวา panduratin A สามารถยบั ยง้ั เชอ้ื ได โดยมคี า IC50 เทา กับ 2.04 และ 0.53 μM ตามลาํ ดบั ยา remdesivir เทา กบั 0.043 และ 0.086 μM ตามลําดบั โดยสรปุ สาร panduratin A จากเหงา กระชาย ซ่ึงเปนสารในกลมุ prenylated cyclohexenyl chalcone ออกฤทธด์ิ ใี นการยับย้งั เชอื้ SARS-CoV-2(COVID 19) ในหลอดทดลอง ท้ังการยับยง้ั เขอ้ื ไวรสั กอน เขาสเู ซลล (Pre-entry) หรือการปองกนั การตดิ เชือ้ และการยับยั้งไวรสั ภายหลังจากไวรัสเขาสเู ซลลแ ลว (Post-entry) หรือการรกั ษาภายหลังการติดเชือ้ แลว ทั้งนี้อาจเนอื่ งมาจากฤทธ์ติ า นอนุมลู อสิ ระ และตา นการ อักเสบไดดี ทมี่ รี ายงานในงานวิจัยหลายฉบับ ดังน้นั สาร panduratin A จากกระชาย จึงมีศกั ยภาพในการ นาํ ไปวจิ ัยตอ ในสัตวทดลอง และมนุษย เพอ่ื นาํ มาใชเ ปนยาเด่ยี ว หรือใชร กั ษารว มกับยาแผนปจ จบุ นั ในการ ตา นไวรัส SARS-CoV-2 เนือ่ งจากปน พชื ทีใ่ ชในการประกอบอาหาร พบไดท่วั ไปในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออก เฉยี งใต และหาไดงา ย ราคาไมแพง (Kanjanasirirat, et al., 2020) ฤทธ์ิตานการอกั เสบ การทดสอบฤทธิต์ านการอกั เสบในหลอดทดลอง ของ Boesenbergin A ซ่งึ เปน สารกลุมชาลโคนทีแ่ ยก ไดจ ากรากกระชาย โดยดผู ลการยบั ยง้ั การสรา งไนตรกิ ออกไซด (NO) ซึ่งเปน สารที่ทําใหเ กิดการอักเสบ ซึง่ หลง่ั จาก macrophage ของหนทู ่ถี กู กระตนุ ดว ย IFN-γ และ LPS (lipopolysaccharide) พบวา Boesenbergin A สามารถตานการอกั เสบไดอยางมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ ทคี่ วามเขม ขน 12.5 ถึง 50 μg/mL และไมมคี วามเปน พิษตอ เซลล monocytic macrophage RAW 264.7 ของหนู ท่คี วามเขมขน 50 μg/mL เมือ่ ทดสอบดว ยวธิ ี วิธี 3-(4,5-dimethylthiazol-2-yl)-2,5-diphenyltetrazolium bromide MTT assay (Isa, et al., 2012) ฤทธ์ยิ บั ยั้งเซลลมะเร็ง การทดสอบฤทธ์ิยบั ยง้ั เซลลม ะเร็งในหลอดทดลอง ของ Boesenbergin A ซง่ึ เปน สารกลมุ ชาลโคนท่ี แยกไดจากรากกระชาย ทดสอบในเซลลมะเรง็ 4 ชนดิ ทแ่ี ยกไดจ ากคน ไดแ ก เซลลม ะเร็งปอดชนิดท่ีไมใ ช เซลลข นาดเลก็ (A549), เซลลม ะเร็งตอ มลูกหมาก (PC3), เซลลม ะเรง็ ตบั (HepG2), เซลลม ะเร็งลาํ ไสใ หญ (HT-29) และเซลลตบั ปกติ (WRL-68) โดยใชการตรวจสอบดวยวิธี 3-(4,5-dimethylthiazol-2-yl)-2,5- diphenyltetrazolium bromide MTT assay พบวา มคี าการยับย้ังการเจรญิ ของเซลลม ะเร็ง โดยมีคาความ เขมขนท่ียับยง้ั ไดรอ ยละ 50 (IC50) เทากับ 20.22±3.15, 10.69±2.64, 20.31±1.34, 94.10±1.19 และ 9.324±0.24 μg/mL ตามลาํ ดบั เมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน Paclitaxel มีคา IC50 เทา กบั
5.81±1.03, 0.08±0.03, 1.18±0.24, 0.06±0.02 และ 0.10±0.05 μg/mL ตามลาํ ดับ แสดงวาสาร Boesenbergin A จากรากกระชาย เปนพิษตอเซลลม ะเรง็ หลายชนิด แตก็มพี ิษตอเซลลตบั ปกติสงู ดวย (Isa, et al., 2012) ฤทธิต์ า นอนุมลู อิสระ การทดสอบฤทธติ์ านอนมุ ูลอิสระในหลอดทดลอง ของ Boesenbergin A ซึง่ เปนสารกลมุ ชาลโคน ท่ี แยกไดจ ากรากกระชาย โดยใชการตรวจสอบดว ยวิธี ORAC assay (The oxygen radical absorbance capacity assay) ซ่ึงเปน การวัดความสามารถของสารทดสอบในการยบั ยัง้ อนุมูลเปอรออกซี (peroxy radicals) โดยใช quercetin เปนสารมาตรฐาน การรายงานผลเปน ความเขม ขนเทยี บเทากับ Trolox (สาร ตานอนมุ ลู อิสระ ที่เปน อนุพันธุของวิตามนิ อ)ี หรือ Trolox equivalents ผลการทดสอบพบวา Boesenbergin A ขนาด 20 μg/mL และ quercetin ขนาด 5μg/mL ออกฤทธิ์ไดเ ทียบเทา กับ Trolox 11.91±0.23 และ 160.32±2.75 μM ตามลําดับ (Isa, et al., 2012) การศกึ ษาทางคลนิ กิ : ไมมขี อ มูล การศกึ ษาทางพิษวิทยา: - ทดสอบความเปนพิษตอ การสรา งเซลลเ มด็ เลอื ดแดง ทดสอบความเปน พิษตอการสรางเซลลเม็ดเลอื ดแดง โดยใชนํ้าคน้ั จากเหงากระชายสด นาํ มาทดสอบ ดว ยวธิ ไี มโครนิวเคลยี ส (ไมโครนิวเคลยี ส (MN) มลี ักษณะเปนกอ นกลมทมี่ ีเสนผา นศูนยก ลางประมาณ 1-2 μm มีขอบเขตชัดเจน และเรียบ เปน ตวั บงชก้ี ารเกดิ ความเสยี หายตอ โครโมโซม) การทดสอบไมโครนิวเคลียส เปนการศกึ ษาในเซลล polychromatic erythrocytes (PCE) ซึ่งเปนเซลลเมด็ เลือดแดงที่ยังไมเจริญเต็มท่ี และ normochromatic erythrocytes (NCE) ซง่ึ เปนเมด็ เลือดแดงที่สมบูรณกวา ทดสอบในหนูขาวเพศผู สายพันธวุ สิ ตาร แบงออกเปน 4 กลุม โดยทก่ี ลมุ ควบคุมจะไดร ับนาํ้ กลน่ั 1 ml ตอ วนั และกลุมทดลองไดร ับ นํา้ กระชายค้ันขนาด 60, 120 หรอื 600 mg/kg ตอ วนั เปนระยะเวลา 30 วัน แลวเก็บตัวอยา งเลือด และ เซลลไขกระดกู ไปทดสอบ ประเมนิ ความเปนพษิ จากคาอตั ราสวน PCE ตอจาํ นวนเม็ดเลือดแดงทง้ั หมด (total erythrocytes) ผลการทดสอบความเปน พิษของนํ้ากระชายคั้นตอ เซลล PCE และ NCE ในไขกระดูก พบวา หนขู าวท่ีไดร ับนํ้ากระชายคนั้ ทกุ กลมุ มีจํานวน PCE MNPCE และ NCE ไมม คี วามแตกตางกบั กลุม ควบคุม แตมจี าํ นวน MNNCE และ MNNCE/NCEมากกวา กลุมควบคุมอยางมนี ยั สาํ คญั (P<0.05) อยา งไรก็ ตามคา อัตราสว นของ PCE ตอ total erythrocytes (PCE/ total erythrocytes ratio) ทใ่ี ชบ ง ช้ีความเปน พิษของสารตอ เซลลก ลับไมพบความแตกตางจากกลุมควบคมุ อีกทง้ั การทดสอบความเปน พิษของน้าํ กระชาย คนั้ ในเซลลเม็ดเลือดแดงในเลือด พบวา PCE, MNPCE, reticulocyte และ MN-reticulocyte ไมม คี วาม แตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั และพบวามจี านวนไมโครนวิ เคลยี สของเซลลเมด็ เลือดแดงในเลือดลดลง เม่ือเทียบ กับจาํ นวนไมโครนวิ เคลียสในเซลลเ ม็ดเลอื ดแดงในไขกระดกู ท้ังนี้อาจเนอ่ื งมาจากเซลลเ มด็ เลือดแดงทม่ี ไี ม โครนิวเคลยี สเหลา นี้ถูกกําจดั โดยการทาํ หนา ท่ีของมาม การศกึ ษานี้ยังพบวามไี มโครนิวเคลียสอยูใน reticulocyte ซ่งึ สวนใหญเปนไมโครนิวเคลยี สท่รี ปู รางกลม ท่ีมขี นาดใหญ หรอื มรี ูปรา งคลายพระจนั ทรเส้ียว
อาจเนือ่ งมาจากมา มไมสามารถกาํ จัดเซลลเ มด็ เลือดแดงท่มี ีไมโครนิวเคลียสขนาดใหญเ หลา นไี้ ด และที่คงพบ เซลล PCE ในเลือดกย็ ังอยใู นชวงเกณฑป กติทส่ี ามารถพบไดประมาณรอยละ 2 ผลจากการศึกษาสรุปไดว านาํ้ กระชายคั้นไมกอ ใหเ กดิ ความเปน พษิ ตอเซลลเมด็ เลอื ดแดงในไขกระดกู และในเลือดของหนขู าวเม่อื ทดสอบ ดว ยวธิ ีไมโครนิวเคลียส แมจ ะใหหนใู นขนาดความเขมขน สงู ถงึ 600 mg/kg ตอเนื่องกนั 30 วนั จงึ ใชเ ปนพชื สมุนไพรท่รี ับประทานสดในสภาวะปกติไดอยา งปลอดภยั (U-pathi and Sudwan, 2013) - การศกึ ษาความเปน พษิ ในสตั วท ดลอง ศกึ ษาความเปนพิษของสารบรสิ ุทธิ์ 2 ชนิด ไดแ ก สารพโิ นเซมบริน (5, 7-dihydroxyflavanone) และ สารพโิ นสโตรบนิ (5-hydroxy-7-methoxy flavanone) ซึง่ เปนสารในกลุมฟลาวาโนนทไ่ี ดมาจากเหงา กระชาย ทดสอบในหนขู าวโดยใหส ารพโิ นเซมบรนิ และสารพโิ นสโตรบิน แกหนูขาวเพศผู สายพันธวุ สิ ตาร ใน ขนาดความเขม ขน 500 mg/kg ผลการศึกษาพบวา สารทง้ั สองชนิดไมก อใหเกิดการตายในหนู และจากการ วเิ คราะหค วามเปนพษิ ตอ อวัยวะสําคญั ไดแ ก ปอด ตบั มา ม หัวใจ ไต อณั ฑะ ตอมไทมสั และคาทางชีวเคมี ของเลือด ไดแก aspartate aminotransferase (AST), alanine aminotransferase (ALT), alkaline phosphatase (ALP), ปรมิ าณโปรตีนรวม, อัตราสวนของ albuminกับ globulin, ปรมิ าณยเู รีย ตลอดจน นํ้าหนักตวั ของหนู ไมพบความผิดปกติเม่อื เทยี บกับกลุมควบคมุ (Charoensin, et al., 2010) - การทดสอบฤทธิ์กอกลายพนั ธุ จากการทดสอบฤทธทิ์ ําลายสารพันธุกรรม หรือการกอ กลายพันธุ ดวยการใหส ารพโิ นเซมบรนิ และพิ โนสโตรบินซง่ึ เปนสารในกลมุ ฟลาวาโนนท่ีไดม าจากเหงากระชาย ในขนาด 1, 10 หรอื 100 mg/kg แกหนู ขาวเปน ระยะเวลา 7 วนั พบวา สารท้งั สองชนดิ ดังกลา ว ไมเ หน่ยี วนาํ ใหเกดิ การแตกหกั ของโครโมโซม และ ไมม ีผลตอ ดัชนีการแบง ตัวของเซลลตบั (mitotic index) ดงั นน้ั จึงสรปุ ไดวา สารพิโนเซมบรนิ และพโิ นสโต รบินไมมคี วามเปน พษิ ในหนขู าว และไมมีความเปน พิษตอ สารพนั ธกุ รรมในเซลลตับหนูขาวในชวงความ เขมขน 1-100 mg/kg (Charoensin, et al., 2010) 4. อาหารสังเคราะหสาํ หรับเพาะเลยี้ งเน้ือเยื่อพชื ปจจัยทีม่ ีผลตอ ความสาํ เรจ็ ในการเล้ียงเน้ือเยอ่ื พืชท่ีสาํ คัญยิ่งประการหนึ่ง ไดแ ก อาหารสังเคราะหท่เี ตรยี มข้นึ เพือ่ เล้ียงเน้ือเยื่อพืช ซ่งึ ตอ งมีความเหมาะสม สามารถสงเสรมิ การเจริญของเซลลและเนือ้ เย่ือพืชได จาก การศกึ ษาทดลอง ของนักพฤกษศาสตรอ ยา งตอ เนื่อง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปท ี่ผานมา ทาํ ใหค น พบสตู ร อาหารท่ีเหมาะสม สาํ หรบั การเลยี้ งสวนตา งๆ ของพืชหลากหลายชนดิ ตามวัตถุประสงค ของการทดลองโดย องคป ระกอบหลกั ของ อาหารสังเคราะหส ตู รตางๆ โดยทัว่ ไป มีดังตอไปนี้ 3.1. เกลืออนนิ ทรีย ใหแรธ าตุท่ีจาํ เปนตอการเจริญเตบิ โตของพืชทว่ั ๆไป ไดแก ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) ซลั เฟอร (S) แมกนีเซียม (Mg) เหลก็ (Fe) แมงกานสี (Mn) สงั กะสี (Zn) โบรอน (B) ทองแดง (Cu) โคบอลต (Co) และโมลิบดนี ัม (Mo) บางสูตรเติมไอโอดนี (I) ดวย ซึ่งพบวาใหผ ลดี สาํ หรับการเจรญิ ของรากและแคลลสั ชนดิ และปริมาณ ของเกลือที่มีแรธาตุเหลานี้ มีความสาํ คัญตอการ เจริญเติบโตของเนอ้ื เย่อื และเซลลพืชมาก เชน ธาตไุ นโตรเจน (N) โดยทว่ั ไป มกั ใหอ ยางนอย ๒๕ - ๖๐ มลิ ลิ โมลาร ในรูปเกลือไนเทรต แตก ็พบวา การใชเ กลอื แอมโมเนียม ๒ - ๒๐ มลิ ลโิ มลารดวย กจ็ ะใหผ ลดยี ิ่งข้ึน
สาํ หรบั การเลยี้ งแคลลัสของยาสบู และการเพาะเมลด็ กลวยไมบ างชนดิ นอกจากนั้น เกลือแอมโมเนยี ม ยงั มี สวนชวยรักษาสมดลุ ของคา pH หรือระดับความเปน กรดดา ง ของอาหารเล้ยี งเน้ือเยอื่ พชื ดว ย เชนเดียวกบั การใชส ารอนิ ทรยี แตบางครง้ั พบวา เกลอื แอมโมเนยี ม อาจมผี ลยับยัง้ การเจรญิ ของเนื้อเยอื่ พชื บางชนดิ ได สว นธาตเุ หล็กมกั เตรียมใหอยูใ นรูปท่ีละลายนาํ้ ไดดี โดยรวมกบั ไดโซเดียมอดี ที เี อ เกบ็ ในทท่ี ่ีไมถ ูกแสง ท้ังนี้ เพ่ือใหเ หลก็ อยูในรูปทพ่ี ชื ใชไ ดน าน และทาํ ใหพ ืช ไมม ีภาวะขาดธาตุเหล็ก 3.2. คารโ บไฮเดรต ไดแก นํา้ ตาลซงึ่ จะใหพลงั งานแกเ นอ้ื เยอ่ื พชื เพ่อื ใชในการเจริญเตบิ โตในหลอดทดลอง นิยมใช ซูโครส (sucrose) เปน สว นใหญ ประมาณรอ ยละ ๒ - ๕ โดยนาํ้ หนกั 5
3.3. วิตามนิ ชวยใหก ารทาํ งานของเอนไซมต างๆ เปนไปไดอ ยา งดี ปกตพิ ืชสามารถสังเคราะหวิตามนิ ไดเ อง แตใ นหลอดทดลอง อาจสรางไดไ มเพยี งพอ จงึ มกั ตองเติม ใหเ สมอๆ คอื ไทอามีน (Thiamine) ๐.๑ - ๑.๐ มิลลิกรมั ตอ ลิตร นอกจากน้ี การใหวติ ามนิ เสรมิ จําพวกนโิ คทนิ กิ แอซดิ (Nicotinic acid), ไพรดิ อกซินไฮโดร คลอไรด (Pyridoxine hydrochloride) ไมโออินอซทิ อส (myoinositol) โฟลิกแอซดิ (folic acid) และ แคลเซยี มดเี พนโททิเนต (Ca D-pentothenate) เสรมิ ดวย ยงั ชว ยกระตุนการเจริญของเนอ้ื เย่อื พืชบางชนดิ อีกดวย 3.4. กรดแอมิโน กรดแอมโิ นเปน แหลง ใหไ นโตรเจนทพี่ ืชจะไดรับเร็วกวาจากเกลอื อนนิ ทรีย แตไ มส ามารถใช แทนกนั ไดท งั้ หมด แมวา กรดแอมโิ นจะไมใ ชส ารประกอบท่ีจําเปนตอ งเตมิ ในอาหารเล้ยี งเนอื้ เยอ่ื พืช แตมกี าร ทดลองทีแ่ สดงวา การเตมิ เคซีน-ไฮโดรไลเซต (casein hydrolysate) รอ ยละ ๐.๐๒ - ๑ ซง่ึ ประกอบดว ยกรด แอมโิ นหลายชนดิ ชว ยใหมกี ารพัฒนาของเนื้อเยือ่ เปนอวัยวะไดด ขี ึ้น และมรี ายงานการใชก รดแอมิโน เชน แอล-ไทโรซนี (L - tyrosine) แอล-อารจินนี (L - argenine) แอล-เซอรีน (L - serine) และเอไมดบ างชนิด เชน แอล-กลทู ามนี (L - glutamine) แอล-แอสพาราจีน (L - asparagine) ในการเลยี้ งเนอ้ื เย่ือพชื พบวา มี ผลชว ยชักนําใหเกดิ ยอด ราก และเอม็ บริโอ จากเซลลท ไ่ี มเ กย่ี วกับเพศดวย 3.5. กรดอินทรยี การเติมกรดอินทรียบ างตัว โดยเฉพาะทเ่ี ซลลพ ืชใชใ นวฏั จักร ไทรคาบอกซิเลต Tricarboxylic acid (TCA) ของปฏกิ ิริยาหายใจ เชน ซเิ ทรต (citrate) มาเลต (malate) ซกั ซิเนต (succinate) หรือ ฟูมาเรต (fumarate) ชวยใหเซลล และโพรโทพลาสตข องพืชเจริญได และยังบรรเทา ผลเสยี จากการใชแ อมโมเนยี ม เปน แหลงไนโตรเจนเพยี งอยางเดยี ว pyruvate มผี ลชว ยสงเสรมิ การเจริญ ของเซลลท เี่ ลีย้ งในปรมิ าณนอ ยๆ ได สว น ascorbic acid ชว ยลดการเกิดสนี ํา้ ตาล ของสารประกอบ phenolic ทเี่ นอ้ื เยอื่ พืชบางชนดิ สรา งขนึ้ และมผี ลยับย้งั การเจรญิ ได นอกจากน้ี กรดอินทรียบางชนิด เชน เมส (MES หรอื 2 (N-morpholino) ethane sulphonic acid) ยงั ชวยรักษาสมดลุ ของความเปนกรดดา ง ของอาหารสังเคราะหอกี ดว ย 3.6. สารประกอบจากธรรมชาติทีน่ ิยมใช เชน นํ้ามะพราว กลว ยบด มนั ฝร่งั สารสกดั จากมอลต สารสกดั จาก ยีสต อิมัลชันปลา ถา นกมั มนั ต (activated charcoal) สารประกอบจากธรรมชาตเิ หลา น้ี ในบางครง้ั ไม สามารถทดแทนกันได ดวยสารอนื่ ใด ในอาหารเล้ียงเนอื้ เย่ือพชื แตพ บวา ใหผลดีตอการเจริญ ของเน้ือเยื่อ พืชในหลอดทดลอง บางชนิดยงั ชวยทาํ หนาท่ีรกั ษาสมดุลของความเปน กรดดาง และบางชนิด ชวยดูดซับสาร ทีเ่ ปนพิษ เนื่องจากมีมากเกนิ ไปดวย 3.7. สารควบคมุ การเจรญิ ของพืช ซึ่งหมายรวมถึงฮอรโมนพชื ดว ย ทน่ี ยิ มใช ไดแ ก ออกซิน และไซโทไคนิน เนอ่ื งจากจะชวยกระตุนการแบง เซลล การเจริญเติบโต และการเกิดเปน โครงสรางตา งๆ ของเนอื้ เยื่อพืชใน หลอดทดลอง โดยที่ออกซนิ และไซโทไคนนิ ทีใ่ สใ นอาหารสงั เคราะห จะชว ยเสรมิ ฮอรโมน ท่ีเซลลพ ชื สรา ง ข้ึนเอง จากการทดลองเล้ียงเนอื้ เย่ือยาสูบ และพืชอกี หลายชนดิ พบวา ออกซนิ ชักนําใหเ กิดแคลลสั และใน พชื 6
ใบเลยี้ งคูหลายชนิดพบวา หากใชอ อกซินรวมกับไซโทไคนนิ จะชวยใหแ คลลัส เพมิ่ ปริมาณไดดขี น้ึ นอกจากนี้ จากการทดลองศกึ ษาการสรางยอดและรากในยาสบู พบวา หากไดรบั สดั สวนของปริมาณออกซนิ : ไซโทไค นนิ ตา่ํ เน้อื เยื่อที่เลย้ี งในหลอดทดลอง จะมีการพฒั นาเปน ยอด และจะพัฒนาเปน ราก เมอ่ื ไดรับสัดสวน ของ ปริมาณ ออกซนิ : ไซโทไคนนิ สูง สว นการเกิดโซมาติกเอม็ บรโิ อ เชน ในการเลี้ยงเนื้อเย่อื รากแครอตนนั้ มกั ตอ งถูกกระตุนดวยออกซนิ เชน ทูโฟร-ดี (2, 4-D หรือ 2, 4-dichlorophenoxyacetic acid) ในปรมิ าณสงู กอน แลวจึงลด หรอื งดการใหออกซนิ เพือ่ ใหเซลลข องแคลลสั พฒั นา เปน โซมาติกเอ็มบรโิ อ การตอบสนอง ตอ ฮอรโ มนในพืชแตล ะชนิด อาจตางกันได ทัง้ น้ี ขึ้นอยูก บั ชนดิ ของเนือ้ เยื่อ และชนดิ ของพืช ซ่งึ มีระดับ ฮอรโมนภายใน ทีแ่ ตกตา งกัน สว นฮอรโ มน เชน จบิ เบอเรลลินส (gibberellins) นํามาใชเพือ่ ชว ยใหยอด เจริญยืดตัวขึน้ ได แตม ักมผี ลยบั ยงั้ การเกดิ ยอด ราก และโซมาตกิ เอม็ บรโิ อ เม่ือใชใ นปริมาณมาก สาํ หรบั สาร ยบั ยงั้ การเจริญ เชน แอบซสิ ซกิ แอซดิ (abscissic acid) นิยมใชในการเพาะเลี้ยงเนือ้ เยือ่ คอนขา งนอ ย สวน สารชะลอการเจรญิ เชน แพกโคลบวิ ทราโซล (paclobutrazol) อาลาร (alar) ฯลฯ ใชอยบู า ง ในกรณีที่ ตองการชะลอการเจริญเติบโตของยอด เพ่ืออนุรักษพันธพุ ชื ในหลอดทดลอง 3.8. สารท่ที าํ ใหอ าหารแขง็ ตัวและวสั ดุพยงุ เน้อื เยอื่ พืช โดยทัว่ ไปมักใชวนุ (agar) และเจลาตินผสมลงใน อาหารเพ่อื ทาํ ใหแข็งตวั คุณภาพ และราคา ของสารทีใ่ ชทาํ ใหอ าหารเลย้ี งเน้ือเย่ือพืชแข็งตวั มีหลายระดับ ควรระมดั ระวงั การใชส ารคณุ ภาพต่าํ เนื่องจากไอออน แปง และไขมนั ทปี่ ะปนอยจู ะไปทําปฏิกริ ยิ ากบั องคป ระกอบอ่ืนๆ ของอาหาร และมีผลยบั ยง้ั การเจริญของเน้ือเย่ือพืช นอกจากน้ี วัสดพุ ยุงเน้อื เย่อื ในกรณี เล้ยี งในอาหารเหลว อาจใชก ระดาษกรอง ทพี่ ับเปนสะพาน เพ่ือวางเน้ือเยือ่ พชื ไมใหจ มลงไปใตอ าหารเหลว สําลี และใยสังเคราะห ก็สามารถชวยพยงุ เนอื้ เยื่อพืชในอาหารเหลวได (ขอบคณุ ขอมลู จาก: http://www.thaicrudedrug.com/) 4. สารยบั ยง้ั การเจรญิ ของจุลนิ ทรยี รา แบคทีเรยี PPM
PPM เปนสารผสมในกลมุ preservative/Biocide เกิดจากการผสมสารเคมหี ลายชนดิ มีประสทิ ธิภาพใน การปอ งกนั หรอื ลดการปนเปอ นเชอ้ื ในการเพาะเลย้ี งเนื้อเยือ่ พืช โดยไมสงผลกระทบตอการงอกของเมลด็ การเกิดแคลลสั และการพัฒนาเปนตน ของพืชที่เพาะเลย้ี งในหลอดทดลอง ใชง า ย เพียงแคเติมในอาหาร สามารถเตมิ ไดท้งั กอ นและหลังนึ่งฆา เชอ้ื (Autoclave) เน่อื งจากสามารถทนความรอ นสูงได สามารถปองกัน การปนเปอ นเช้อื จากทางอากาศ ทางนํ้า และการสัมผสั ไดเปน อยา งดี PPM เปนสารผสมทสี่ ามารถฆา เซลลแ บคทเี รียและเช้ือรา ปอ งกันการงอกของสปอรเ ชื้อรา และหากใชใ น ความเขมขนทม่ี ากขนึ้ จะสามารถกาํ จดั เชอ้ื ทอ่ี าศยั อยูภายในตนพืช (endophyte) ได กลไกการทํางานของ PPM คือ สว นผสมของ PPM จะแทรกซมึ ผา นเยื่อหมุ เซลลของแบคทีเรยี และเช้อื ราและเขาไปยบั ยั้งเอนไซม ในกลไกการเผาผลาญอาหารหรอื เมทาบอลซิ ึม เชน การหายใจและการถา ยทอดอิเลคตรอนของแบคทเี รียและ เชื้อรา รวมถงึ กลไกการดูดซมึ นาํ้ ตาลและกรดอะมโิ นจากอาหารของแบคทีเรียและเช้ือรา ทําใหแ บคทเี รยี และ เช้ือราไมส ามารถเจรญิ เตบิ โตได และตายในท่ีสุด แตท ัง้ นี้ เนือ่ งจากประสทิ ธภิ าพของ PPM จะลดลงหากมี เช้ือจาํ นวนมากปนเปอ นอยใู นชน้ิ เนอื้ เย่ือ ดังนัน้ จึงจําเปน ตอ งใชค วามเขมขนที่มากขน้ึ ในกรณีท่พี ืชมกี ารตดิ เช้อื อยกู อนแลว รวมถึงชนิ้ สวนทอี่ าจมเี ชื้อเกาะตดิ อยูมากเชน เมล็ดพืช, ราก/เหงา เปนตน จําเปน ตอ งมกี าร ฟอกฆาเชอ้ื เบ้ืองตนเพอ่ื ลดปรมิ าณเชอ้ื ท่ีผวิ กอ นโดยใชค ลอร็อกซห รือวธิ กี ารอนื่ ๆ ที่เหมาะสม (ขอบคุณขอมูลจาก: https://www.plantmedialab.com/)
Search
Read the Text Version
- 1 - 28
Pages: