การเรียนร้แู บบสบื เสาะ: กระบวนการเรียนรู้เพือ่ ปฏิรปู ชนั้ เรยี น ENQUIRY - BASED LEARNING: LEARNING PROCESS TO TRANSFORM CLASSROOM ยุวพร ดวงศรี1 บญุ สม ทับสาย2 1 นกั ศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาหลกั สูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครปฐม * [email protected] 2 คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครปฐม บทคดั ย่อ สื่อสังคมและสังคมสารสนเทศ เป็นยคุ ที่สื่อมีผลกระทบอยา่ งแทจ้ ริงต่อวถิ ีชีวติ ของบุคคล การศึกษา ท่ีมีคุณภาพเป็ นเครื่องมือสาคญั ประการหน่ึงสาหรับการพฒั นาคุณภาพชีวิตความเป็ นอยู่และการพฒั นาที่ ยง่ั ยืน การจดั การเรียนการสอนที่มีคุณภาพสาหรับผูเ้ รียนต้งั แต่ในวยั เยาว์ คือ การเรียนการสอนท่ีสามารถ พฒั นาทกั ษะที่สาคญั และจาเป็ นเพ่ือการดารงชีวิตที่มีคุณภาพของผูเ้ รียน อาทิ ทกั ษะด้านการคิดอย่างมี วิจารณญาณ การแก้ปัญหา ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทนั ส่ือ การเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Enquiry Based Learning) เป็ นกระบวนการจดั การเรียนรู้ท่ีเน้นผูเ้ รียนเป็ นสาคญั ส่งเสริมให้ผูเ้ รียนสร้าง ความรู้ดว้ ยตนเองผา่ นกระบวนการเสาะแสวง และการต้งั คาถามจากสถานการณ์ที่เกิดข้ึนในโลกความจริง กระบวนการจดั การเรียนรู้น้ีจะช่วยให้ผเู้ รียนสามารถพฒั นาทกั ษะการคิด การใชเ้ หตุผล และการตดั สินใจใน การแกไ้ ขปัญหา บทความน้ีจึงมุ่งนาเสนอแนวคิดและกระบวนการของการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เพื่อเป็ น แนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน พร้อมเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ประยุกต์ กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะเพ่ือพฒั นาทกั ษะการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณสาหรับนกั เรียนประถมศึกษา คาสาคัญ: การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ การเรียนรู้แบบสืบเสาะ การส่ือสารสารสนเทศและรู้เทา่ ทนั ส่ือ
ABSTRACT Social media and the information society, an era in which media has a real impact on people’s lives. Quality education is one of the important tools for improving people’s lives and sustainable development. Implementation of quality instruction provides young students a set of strong skills; critical thinking and problem solving, communications, information and media literacy skills to serve them in their futures. Enquiry-based learning is student-centred learning approach enables students to construct their own knowledge through the process of enquiry and create their own questions about real-world events. Enquiry based learning enhances students thinking skills, reasoning and decision making problem- solving skills. This article aims to describe concept and the process of enquiry based learning as well as suggestion on the instructional guidelines applying enquiry based learning process for enhancing primary students critical thinking skills. Keywords: critical thinking, enquiry-based learning, communications, information and media literacy skills 1. บทนา กระแสการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนในศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงเป็ นโลกของเศรษฐกิจการคา้ โลก สิ่งแวดลอ้ ม พลงั งาน โลกาภิวตั น์และเครือข่าย ความเป็ นสังคมเมือง ความอยูด่ ีมีสุข การมีอายุยืนยาวลว้ นส่งผลต่อการ ดารงชีพของคนในสังคมอยา่ งชดั เจนท้งั ทางบวกและทางลบ การจดั การเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพสาหรับ ผู้เรี ยนต้ังแต่ในวยั เยาว์ จะต้องเป็ นการจัดการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนาทักษะสาคัญสาหรับ การดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ไดอ้ ยา่ งมีคุณภาพ อาทิ การอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) คณิตศาสตร์ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะด้านการส่ื อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันส่ื อ (Communications, Information and Media Literacy) ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร (Computing and ICT Literacy) ทกั ษะอาชีพและทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Leaning Skills) (วจิ ารณ์ พานิช, 2555: 18-21) ผูเ้ ขียนมีความเห็นว่า ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็ นทักษะสาคญั ประการหน่ึงท่ีจะช่วย เส ริ มส ร้างภูมิคุ้มกันท่ี ดี ในตัวของผู้เรี ยน ซ่ึ งเป็ นคุณ ลักษณ ะท่ี ส ามใน ปรัชญ าของเศรษ ฐกิ จ พอเพียง นอกเหนือจากคุณลกั ษณะดา้ นความพอประมาณและดา้ นความมีเหตุผล (อุดมพร อมรธรรม, 2549) การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็ นกระบวนการคิดที่ประกอบด้วยเจตคติ ความรู้ และทกั ษะโดยเน้นที่เจตคติ ในการแสวงหาความรู้ การยอมรับการแสวงหาหลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้างใช้ความรู้ในการอนุมาน การสรุปผล การประเมินผล และตัดสิ นความถูกต้องของข้อความอย่างเหมาะสม กระบวนการคิด
อยา่ งมีวจิ ารณญาณจึงน่าจะเป็ นเคร่ืองมือในการสร้างภูมิคุม้ กนั ท่ีดีในตวั ผเู้ รียนซ่ึงเป็ นการส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียน สามารถจดั องค์ประกอบของการดาเนินการต่าง ๆ ให้มีสภาพพร้อมรองรับต่อผลกระทบอนั เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงท้ังภายนอก และภายในได้เป็ นอย่างดี เน่ืองจากการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็ นความคิด ที่รอบคอบสมเหตุสมผล ผ่านการพิจารณาปัจจยั รอบด้านอย่างกวา้ งขวาง ลึกซ้ึง และผ่านการพิจารณา กลนั่ กรอง ไตร่ตรอง ท้งั ดา้ นคุณ-โทษ และคุณค่าที่แทจ้ ริงของสิ่งน้นั มาแลว้ (ทิศนา แขมมณี, 2548: 304-305) ซ่ึงสอดคล้องกับ Watson & Glaser (1964: 24) และ Ennis (1985: 122-131) ท่ีได้กล่าวไวว้ ่า การคิดอย่าง มีวิจารณญาณ คือ การคิดพิจารณาไตร่ตรองอยา่ งมีเหตุผล มีจุดหมายเพื่อการตดั สินใจว่าส่ิงใดควรเชื่อหรือ สิ่งใดควรทา ช่วยให้ตดั สินใจสภาพการณ์ไดถ้ ูกตอ้ ง อาจกล่าวไดว้ า่ ท่ามกลางขอ้ มูลข่าวสารท่ีมีมากมายใน ปัจจุบนั ทกั ษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณจึงมีบทบาทหน้าท่ีสาคญั ในการกลนั่ กรองข้อมูล และใช้เป็ น เคร่ืองมือในการคิดพิจารณาไตร่ตรองเกี่ยวกบั ขอ้ มูลหรือสถานการณ์ที่เป็ นปัญหาอยา่ งรอบคอบ อนั นาไปสู่ การสรุปอยา่ งสมเหตุสมผลได้ การจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีหลากหลายวิธี เช่น การสอนโดยใช้คาถาม การสอนโดยการสืบค้น การสอนโดยใช้แผนผงั มโนทศั น์ การสอนแบบปัญหา เป็ นหลกั การสอนแบบระดมความคิด การสอนแบบการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การสอนแบบสะทอ้ นความคิด การสอนท่ีใช้การวิจยั เป็ นฐาน (อรพรรณ ลือบุญธวชั ชัย, 2543) และการจดั การเรียนการสอนอีกวิธีหน่ึง ที่จะฝึ กผูเ้ รียนให้มีทักษะในการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้น้ัน คือ การสอนด้วยกระบวนการเรียนรู้ แบบสืบเสาะ (Enquiry Based Learning) ซ่ึงเป็ นกระบวนการท่ีผูเ้ รียนจะตอ้ งแสวงหาหรือคน้ ควา้ ความรู้ ด้วยตนเอง เริ่มจากการให้ผูเ้ รียนฝึ กต้งั คาถามจากสถานการณ์จริงที่พบ และดาเนินการหาคาตอบตาม กระบวนการของตน รับผิดชอบในการวิเคราะห์และนาเสนอผลลพั ธ์พร้อมหาหลกั ฐานเพ่ือมาสนบั สนุน ความคิดของตน ผูส้ อนมีหน้าที่อานวยความสะดวก และสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อผูเ้ รียนจะได้ใช้เป็ น แนวทางการศึกษา และก้าวไปสู่การเป็ นอิสระในการสร้าง และแบ่งปันความรู้ พฒั นาทกั ษะในการคิด การใชเ้ หตุผล การตดั สินใจ เพอ่ื การนามาแกไ้ ขปัญหา เป็ นกระบวนการท่ีฝึกใหร้ ู้จกั การสงั เกตและต้งั คาถาม กบั สิ่งที่สนใจ แลว้ ทาการคน้ หาด้วยวิธีการท่ีเป็ นระบบ (University of Reading, 2016; Kahn & O’Rourke, 2004; เบญจวรรณ พิททาร์ด, 2553) ซ่ึงกระบวนการเหล่าน้ีสามารถนาไปสู่การคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ ประกอบกับการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เป็ นการสอนท่ีได้รับความนิยมมากรูปแบบหน่ึงท่ีมหาวิทยาลัย ในต่างประเทศเลือกใช้ในการจดั การเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจกั ร ซ่ึงประสบ ความสาเร็จในการพฒั นาผูเ้ รียนให้มีคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ตามความตอ้ งการของหลกั สูตรและสังคม จึงทาใหก้ ารเรียนรู้แบบสืบเสาะ เป็นอีกทางเลือกหน่ึงท่ีน่าสนใจในการนามาใชใ้ นการจดั การเรียนการสอน 2. แนวคิดการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ (Critical thinking) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความหมาย ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ Critical thinking ซ่ึงใช้กนั ในคาท่ี หลากหลายในความหมายภาษาไทย เช่น การคิดวจิ ารณญาณ การคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิด
เชิงวจิ ารณ์ การคิดเชิงเหตุผล และโยนิโสมนสิการ เม่ือพิจารณาในภาพรวมจะพบความหมายท่ีเหมือนกนั โดย ลกั ษณะการคิดน้ีหมายถึง ความสามารถในการตดั สินขอ้ ความหรือปัญหาว่า สิ่งใดเป็ นจริง ส่ิงใดเป็ นเหตุ เป็ นผลกนั ซ่ึงกระบวนการคิดจะประกอบดว้ ย เจตคติ ความรู้และทกั ษะ โดยเน้นท่ีเจตคติในการแสวงหา ความรู้ การยอมรับการแสวงหาหลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้าง ใช้ความรู้ในการอนุมาน การสรุปผล การประเมินผล และตัดสินความถูกต้องของข้อความ โดยผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ มีหลกั เกณฑ์ หลักฐานท่ีเชื่อถือได้ เพ่ือนาไปสู่การสรุปตดั สินใจที่มีประสิทธิภาพ ว่าสิ่งใดถูกตอ้ ง สิ่งใด ควรเชื่อ ส่ิงใดควรเลือก หรือส่ิงใดควรทา (Hilgard, 1962 ; Watson & Glaser, 1964; สุวทิ ย์ มูลคา, 2549) เน่ืองจากการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็ นกระบวนการทางความคิดท่ีมีการตดั สินใจหลังจากท่ีมี การคิดวิเคราะห์ประเมินดว้ ยเหตุผลหรือหลกั ฐาน ดงั น้ันจึงตอ้ งมีการอาศยั องค์ประกอบหลายอย่างมาใช้ ประกอบในกระบวนการคิด ซ่ึงสภาแห่งชาติเพื่อความเป็ นเลิศด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Center for Critical Thinking Sonoma State University, 1996: 3-9) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการคิดอย่าง มีวิจารณญาณท่ีสาคญั ไว้ 7 ประการ คือ 1) จุดหมาย คือ เป้าหมายหรือวตั ถุประสงค์ของการคิด เพื่อหา แนวทางแก้ปัญหาหรือคิดเพ่ือหาความรู้ 2) ประเด็นคาถาม คือ ปัญหาหรือคาตอบที่ต้องการรู้โดยผูค้ ิด สามารถระบุปัญหาสาคญั ท่ีตอ้ งการแกไ้ ข หรือคาถามสาคญั ท่ีตอ้ งการรู้คาตอบ 3) สารสนเทศ คือ ขอ้ มูลหรือ ความรู้ตา่ ง ๆ เพ่ือใชป้ ระกอบการคิด ขอ้ มูลต่าง ๆ ท่ีไดม้ าควรมีความกวา้ ง ลึก ชดั เจน ยืดหยนุ่ ไดแ้ ละมีความ ถูกตอ้ ง 4) ขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์ คือ ขอ้ มูลท่ีไดม้ าน้นั ตอ้ งเชื่อถือได้ มีความชดั เจน ถูกตอ้ ง และมีความเพียงพอ ในการใชเ้ ป็ นพ้ืนฐานของการคิดอย่างมีเหตุผล 5) แนวคิดอยา่ งมีเหตุผล คือ แนวคิดท้งั หลายที่มีอาจรวมถึง กฎ ทฤษฎี หลกั การซ่ึงแนวคิดดงั กล่าวมีความจาเป็นสาหรับการคิดอยา่ งมีเหตุผล แนวคิดที่ไดม้ าแลว้ น้นั ตอ้ ง เกี่ยวข้องกบั ปัญหาหรือคาถามท่ีต้องการหาคาตอบ และต้องเป็ นแนวคิดที่ถูกตอ้ งด้วย 6) ขอ้ สันนิษฐาน เป็ นองค์ประกอบสาคัญของทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะผู้คิดต้องมีความสามารถในการต้ัง ขอ้ สนั นิษฐานใหม้ ีความชดั เจน สามารถตดั สินไดเ้ พ่ือประโยชน์ในการหาขอ้ มูลมาใชใ้ นการคิดอยา่ งมีเหตุผล และ7) การนาไปใชแ้ ละผลท่ีตามมาเป็ นองคป์ ระกอบสาคญั ของการคิดอย่างมีเหตุผลซ่ึงผูค้ ิดตอ้ งคานึงถึง ผลกระทบ สามารถมองการณ์ไกล มองถึงผลที่ตามมารวมกบั การนาไปใชไ้ ดห้ รือไม่เพียงใด นอกเหนือจาก การพิจารณาถึงองค์ประกอบของความคิดข้างต้นแล้ว ก็ยงั มิอาจกล่าวได้ว่าจะสามารถเกิดการคิดอย่าง มีวิจารณญาณ ดงั น้ันจึงต้องอาศยั กระบวนการทางความคิดของสมองที่ดาเนินไปอย่างมีลาดับข้นั ตอน จนนาไปสู่ผลลพั ธ์ปลายทาง ซ่ึง สุวทิ ย์ มูลคา (2549: 13) ไดอ้ ธิบายถึงกระบวนการท่ีสามารถนาไปสู่การคิด อยา่ งมีวจิ ารณญาณ ซ่ึงประกอบดว้ ย 6 ข้นั ตอน คือ 1) การกาหนดปัญหา หมายถึง การรู้จกั และทาความเขา้ ใจ กบั ปัญหาโดยพิจารณารวบรวมประเด็นปัญหา แยกแยะปัญหา และจัดลาดับปัญหาเพื่อกาหนดปัญหา ขอ้ โตแ้ ยง้ หรือขอ้ มูลที่คลุมเครือ รวมท้งั การนิยามความหมายของคาหรือขอ้ ความ สิ่งเร้าท่ีเป็ นจุดเริ่มตน้ ของ การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณคือปัญหาน้นั เอง 2) การรวบรวมขอ้ มูล หมายถึง การแสวงหาส่ิงต่าง ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง กบั ปัญหา ขอ้ โตแ้ ยง้ จากแหล่งต่าง ๆ รวมท้งั การเลือกขอ้ มูลหรือความรู้จากประสบการณ์เดิมที่มีอยูม่ าใช้ ดงั น้ัน วิธีการรวบรวมขอ้ มูลที่จาเป็ นสาหรับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ได้แก่ การสังเกต ด้วยตนเองและ
การรวบรวมข้อมูลจากรายงานผลการสังเกตของผูอ้ ่ืน 3) การจัดระบบข้อมูล หมายถึง การพิจารณา ความน่าเชื่อถือของแหล่งขอ้ มูล ความเพียงพอของขอ้ มูล การจดั ระบบของขอ้ มูล ขณะเดียวกนั ก็ตอ้ งประเมิน ความถูกตอ้ งและความเพียงพอของข้อมูลท่ีรวบรวมได้ ว่าจะนาไปสู่การอา้ งอิงได้หรือไม่ โดยแยกแยะ ความแตกต่างของขอ้ มูล คือ จาแนกความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ชัดเจนกับขอ้ มูลที่คลุมเครือ ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหา การระบุข้อตกลงเบ้ืองต้นเพ่ือนามาจดั กลุ่ม และจัดลาดับ ความสาคญั ของขอ้ มูลเพื่อใชเ้ ป็ นแนวทางในการต้งั สมมติฐาน 4) การต้งั สมมติฐาน หมายถึง การพิจารณา แนวทางสรุปอา้ งอิงปัญหาขอ้ โตแ้ ยง้ โดยนาขอ้ มูลท่ีมีการจดั ระบบแลว้ มาเช่ือมโยงหาความสัมพนั ธ์เพื่อสรุป แนวทางท่ีน่าจะเป็ นไปไดม้ ากท่ีสุด 5) การสรุปอา้ งอิงโดยใชห้ ลกั ตรรกศาสตร์ หมายถึง การพิจารณาเลือก แนวทางท่ีสมเหตุสมผลที่สุดจากขอ้ มูล และหลกั ฐานท่ีมีอยู่ในการตดั สินสรุป ซ่ึงคุณลกั ษณะของการคิด อยา่ งมีวจิ ารณญาณมีความสมั พนั ธ์กบั การใชเ้ หตุผลแบบตรรกศาสตร์หรือใชเ้ หตุผลแบบอุปมานและอนุมาน และ 6) การประเมินสรุปอา้ งอิง หมายถึงการประเมินความสมเหตุสมผลตามหลกั ตรรกศาสตร์โดยประเมินวา่ สมเหตุสมผลหรือไม่ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ไดห้ รือไม่ ผลที่เกิดข้ึนจะเป็ นอย่างไร ถา้ ขอ้ มูลท่ีไดร้ ับมี การเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการกาหนดองคป์ ระกอบและการจดั องคป์ ระกอบใหม้ ีความสัมพนั ธ์กบั กระบวนการอยา่ งเป็ น ลาดบั ข้นั ตอนก็จะสามารถนาไปสู่การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณได้ Watson & Glaser (1964: 1) ไดส้ รุปตวั บ่งช้ี ที่สะทอ้ นให้เห็นถึงคุณสมบตั ิของบุคคลที่มีความสามารถในการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณไว้ ประกอบไปดว้ ย 1) สามารถจาแนกความน่าจะเป็ นของขอ้ สรุปและการแยกความคิดเห็นออกจากขอ้ เท็จจริง ท่ีคาดคะเนจาก สถานการณ์ท่ีกาหนดไว้ 2) สามารถจาแนกไดว้ า่ ขอ้ ความใดเป็ นขอ้ ตกลงเบ้ืองตน้ ท่ีตอ้ งยอมรับก่อนมีการ โต้แย้ง 3) สามารถจาแนกได้ว่าข้อสรุปใดเป็ นผลมาจากความสัมพันธ์ของสถานการณ์ท่ีกาหนดไว้ 4) สามารถจาแนกได้ว่าข้อสรุปใดเป็ นลักษณะหรือคุณสมบตั ิท่ัวไปที่ได้จากสถานการณ์ที่กาหนดไว้ 5) สามารถจาแนกได้ว่าการอา้ งเหตุผลใดมีความหนักแน่นเชื่อถือได้หรือไม่หนักแน่นเมื่อพิจารณาตาม ความสาคญั และความเก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นปัญหา ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของบุคคล ท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ จดั เป็ นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออก หากบุคคลไดแ้ สดงพฤติกรรมน้นั ๆ ออกมา ก็สามารถ สรุปไดว้ า่ บุคคลน้นั เป็นผทู้ ่ีมีความสามารถในการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ การฝึ กคิดอย่างมีวิจารณญาณอยู่เสมอจะทาให้บุคคลน้ันเป็ นผู้ท่ีรู้จักต้ังเป้าหมาย วางแผน งานล่วงหนา้ ทางานเป็ นระบบมากข้ึน ก่อนตดั สินใจในเร่ืองใดจะตอ้ งมีขอ้ มูลหลกั ฐานประกอบ เขา้ ใจท่ีจะ ประเมิน แยกแยะ จดั ลาดบั ขอ้ มูล ประมวลความคิดแล้ววิเคราะห์ดว้ ยเหตุผลก่อนสรุปเหตุผลขอ้ มูลหรือ ประเด็นต่าง ๆ ไม่ด่วนตัดสินใจโดยขาดข้อมูล เป็ นผูท้ ี่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดี รู้จกั ใฝ่ หาทางออกที่ หลากหลายมากข้ึน
3. แนวคดิ กระบวนการเรียนร้แู บบสบื เสาะ (Enquiry-Based Learning) ในบริบทการจดั การเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Enquiry-Based Learning) ซ่ึงคา ว่า “Enquiry” น้ี เป็ นคาที่ใช้ อธิบายถึงรูปแบบของการเรียนรู้ที่ขับเคล่ือนด้วยคาถามและความอยากรู้ อยากเห็นท่ีเกิดข้ึนจากความสนใจของตวั ผูเ้ รียน ซ่ึงพจนานุกรมภาษาองั กฤษ (Oxford) ให้ความหมายของ คาว่า “Enquiry” ไวว้ ่า “เป็ นการกระทาของการแสวงหาความจริง ความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับบางสิ่ง, การคน้ หา, การวจิ ยั , การตรวจสอบ” มีความแตกต่างกนั เลก็ นอ้ ยในรายละเอียด ในความหมายของ “Inquiry” และ “Enquiry” ซ่ึง Hutchings (2007) ไดศ้ ึกษาในส่วนของประวตั ิศาสตร์ทางภาษาศาสตร์ และให้เหตุผลวา่ “Enquiry” แสดงถึงรากศพั ทข์ องทางภาษาฝร่ังเศสแบบเก่า ในขณะที่ “Inquiry” เกิดข้ึนจาก นกั ภาษาศาสตร์ (antiquarians ) ตามแนวคิดและรากศพั ท์ของภาษาละตินเดิมใน inquaerereg เช่นเดียวกับการศึกษาทาง วทิ ยาศาสตร์มกั นิยมใชค้ าวา่ “Inquiry” หลกั สาคญั ของ “Enquiry” คือ การใชค้ าถาม ซ่ึงถือเป็นจุดเริ่มตน้ ของ การเรียนรู้ที่สาคญั เนน้ ความอยากรู้และความสนใจของตวั ผเู้ รียน ไม่ใช่คาถามที่เกิดจากผสู้ อนหรือบุคคลอ่ืน สร้างข้ึน กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Enquiry-Based Learning) ท่ีใช้กันอยู่ในขณะน้ีจึงเป็ นคาที่มี ความหมายโดยรวมเพ่ือใชอ้ ธิบายวิธีการเรียนรู้ที่ขบั เคล่ือนโดยกระบวนการสืบเสาะ เป็ นการจดั การเรียนรู้ ท่ีเน้นผูเ้ รียนเป็ นศูนยก์ ลาง ผูเ้ รียนจะตอ้ งแสวงหาหรือคน้ ควา้ ความรู้ดว้ ยตนเอง เพื่อเพ่ิมประสบการณ์ใน การเรียนรู้ของตน เริ่มจากการใหผ้ เู้ รียนฝึ กต้งั คาถามจากสถานการณ์จริงท่ีพบ และดาเนินการหาคาตอบตาม กระบวนการของตน รับผิดชอบในการวิเคราะห์และนาเสนอผลลพั ธ์พร้อมหาหลกั ฐานเพ่ือมาสนบั สนุน ความคิดของตน ผูส้ อนมีหน้าที่อานวยความสะดวก สนับสนุนการเรียนรู้ เพ่ือผูเ้ รียนจะใช้เป็ นแนวทาง การศึกษาและกา้ วไปสู่การเป็ นอิสระในการสร้างและแบ่งปันความรู้ พฒั นาทกั ษะในการคิด การใชเ้ หตุผล การตดั สินใจ เพื่อการนามาแกไ้ ขปัญหาท่ีอาจกาลงั จะเกิดข้ึนในอนาคต เป็ นกระบวนการที่ฝึ กให้รู้จกั การ สังเกตและต้งั คาถามกบั ส่ิงท่ีสนใจ แลว้ ทาการคน้ หาดว้ ยวธิ ีการท่ีเป็ นระบบ (University of Reading, 2016; Kahn & O’Rourke, 2004; เบญจวรรณ พิททาร์ด, 2553) 3.1 ลกั ษณะของกระบวนการเรียนรู้แบบสบื เสาะ (Enquiry-Based Learning) จากการศึกษาลกั ษณะของกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ สามารถสรุปได้ ดงั น้ี 3.1 เป็นการเรียนรู้ท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็ นศูนยก์ ลาง 3.2 ผูเ้ รียนมีประเด็นปัญหาหรือสถานการณ์ท่ีตอ้ งการหาคาตอบหรือหาแนวทางการแกไ้ ข ดว้ ยตนเอง 3.3 ผเู้ รียนต้งั คาถามกบั ปัญหาหรือสถานการณ์ท่ีพบ 3.4 ผูเ้ รียนระบุความรู้หรือประสบการณ์เดิมและระบุส่ิงท่ีตอ้ งการรู้เพ่ิมเติมที่เก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาหรือสถานการณ์
3.5 ผูเ้ รียนรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง และแบ่งปันการเรียนรู้ มีแนวทางในการ แสวงหาขอ้ มูล วเิ คราะห์ขอ้ มูล และนาเสนอหลกั ฐานเพือ่ สนบั สนุนคาตอบหรือวธิ ีการที่คน้ พบ 3.6 ผเู้ รียนจะทางานกนั เป็นกลุ่มและประเมินผลการเรียนรู้ดว้ ยตวั เอง 3.7 มีทรัพยากรหรือแหล่งขอ้ มูลเพอื่ สนบั สนุนการเรียนรู้ของผเู้ รียน 3.8 ผสู้ อนเป็ นผูอ้ านวยความสะดวกหรือให้คาแนะนา กระตุน้ ความสนใจ ตรวจสอบความ คืบหนา้ ของการทางาน อาจกล่าวไดว้ ่าการจดั การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ผูเ้ รียนไม่เพียงแต่ไดร้ ับ ความเข้าใจอย่างลึกซ้ึงเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาเท่าน้ัน แต่ยงั มีทักษะการพัฒนาความรู้ การคิดวิเคราะห์ การแกป้ ัญหาและการตดั สินใจ พฒั นาการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพฒั นาทกั ษะความเป็นผูน้ าท่ีจาเป็ นสาหรับ การแกไ้ ขปัญหาท่ีซบั ซอ้ นท่ีเกิดข้ึนในโลกแห่งความเป็นจริงอีกดว้ ย 3.2 กระบวนการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ (Enquiry-Based Learning) จากการศึกษากระบวนการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Enquiry-Based Learning) ตามแนวคิดของ Hutchings (2007: 24) ซ่ึงไดก้ าหนดข้นั ตอนของการจดั การเรียนการสอนไว้ 17 ข้นั ตอนแต่ข้นั ตอนท้งั หมด น้ีไม่ไดก้ าหนดเป็ นข้นั ตายตวั เพียงแต่นาเสนอไวเ้ พื่อเป็ นแนวทางการจดั การเรียนการสอน ให้ผูส้ อนนาไป ปรับใชใ้ หเ้ ขา้ กบั บริบทของรายวชิ าและตวั ผเู้ รียนซ่ึงผเู้ ขียนขอสงั เคราะห์เป็น 6 ข้นั ตอน ดงั น้ี กระบวนการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ ขนั้ ตอนการเรยี นรทู้ ี่ไดจ้ าก (Enquiry-Based Learning) กระบวนการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ (Enquiry-Based Learning) (Hutchings, 2007: 24) ข้นั ท่ี 1 สร้างความสนใจและกาหนดปัญหา หมายถึง การ • ชื่อเร่ือง/ปัญหา ทาความเขา้ ใจปัญหา การต้งั คาถามเก่ียวกบั ประเด็นปัญหา • การสร้างขอ้ คาถาม วเิ คราะหป์ ัญหาเพอ่ื ระบปุ ระเดน็ สาคญั ของปัญหา • การวเิ คราะห์หวั ขอ้ เพือ่ ระบุประเด็นสาคญั ข้นั ท่ี 2 การรวบรวมขอ้ มูล หมายถึง การระบุและอภิปราย • การระบุความรู้เดิมท่ีมีอยเู่ ก่ียวกบั เร่ืองหรือปัญหาน้นั ๆ ประเด็นท่ีเกิดจากความรู้เดิม และระบุส่ิงท่ียงั ไม่รูห้ รือสิ่งท่ี • อภิปรายประเดน็ ท่ีเกิดจากความรู้ท่ีเดิม ตอ้ งคน้ หาขอ้ มูลเพิ่มเติมพร้อมระบุที่มาของแหล่งขอ้ มูล • การระบุส่ิงที่ยงั ไมร่ ู้และส่ิงที่ตอ้ งคน้ หาขอ้ มูลเพมิ่ เติม • การระบุแหลง่ ที่มาของขอ้ มลู • การแจกจ่ายงานระหวา่ งกลุ่มนกั เรียนเพอ่ื คน้ หาหลกั ฐานท่ี ถูกตอ้ งและมีความเกี่ยวขอ้ งกบั เรื่องหรือปัญหาน้นั ๆ
• การประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั ฐานเพือ่ ระบุประเด็น ข้นั ท่ี 3 การจดั ระบบขอ้ มลู หมายถึง การพจิ ารณาความน่า • อภิปรายเกี่ยวกบั ประเด็นท่ีเกิดข้นึ จากความรู้ใหม่ เช่ือถือของขอ้ มูลโดยการการตีความประเมินหลกั ฐาน และ จดั ระบบขอ้ มลู ใหม่ • การตีความและการประเมินหลกั ฐาน • การจดั ระบบขอ้ มลู ใหม่ ข้นั ท่ี 4 การสร้างทางเลือก หมายถึง การพจิ ารณาแนวทาง ดว้ ยการประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั ฐานที่คน้ พบ และอภิปรายเก่ียวกบั • การตดั สินใจเก่ียวกบั รูปแบบของผลลพั ธ์ : อาจจะเป็ นไป ประเดน็ ที่เกิดข้ึนจากความรู้ใหม่เก่ียวกบั ปัญหา ตามขอบเขตหรือขอ้ กาหนดท่ีต้งั ไวต้ อนตน้ • การนาเสนอผลลพั ธ์ ข้นั ท่ี 5 การสรุปอา้ งอิง หมายถึง การนาเสนอ ผลการตดั สิน • การสะทอ้ นผลลพั ธแ์ ละกระบวนการเรียนรู้ ใจตามขอบเขตหรือขอ้ กาหนดที่ต้งั ไวด้ ว้ ยเหตผุ ลแบบ ตรรกศาสตร์ • การประเมิน ข้นั ที่ 6 การประเมินผลและขยายความรู้ หมายถึง การ • การสร้างหวั ขอ้ ใหม่ ประเมนิ ผลของการตดั สินใจและนาความรู้ไปประยกุ ตใ์ ช้ ในสถานการณ์ใหม่ แผนภาพท่ี 1 การสงั เคราะห์กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Enquiry-Based Learning) จากข้นั ตอนที่สรุปได้ ผูเ้ ขียนเห็นว่ามีความสอดคล้องกับกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ที่สุวิทย์ มูลคา (2549: 13) ได้กล่าวถึงไวต้ อนตน้ คือ 1) การกาหนดปัญหา 2) การรวบรวมข้อมูล 3) การ จดั ระบบ 4) การต้งั สมมติฐาน 5) การสรุปอา้ งอิงโดยใช้หลกั ตรรกศาสตร์ และ 6) การประเมินสรุปอา้ งอิง จึงเห็นว่า กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Enquiry-Based Learning) เป็ นอีกหน่ึงวิธีการสอนที่สามารถ นามาพฒั นาความสามารถในการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณของผเู้ รียนได้ ซ่ึงจากการท่ีผเู้ ขียนไดศ้ ึกษางานวจิ ยั ที่มี การนากระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะไปใช้ในการจดั การเรียนการสอนท้งั ในและต่างประเทศ พบว่า สามารถทาให้การเรียนรู้ของผูเ้ รียนตรงกบั ความตอ้ งการของตนเองและเส้นทางอาชีพในอนาคต สิ่งน้ีมีผล ต่อการสร้างแรงบนั ดาลใจท่ีสาคญั และนาไปสู่การริเริ่มของความคิดเพ่ือสะทอ้ นความตอ้ งการของผูเ้ รียน อีกท้งั ยงั สามารถช่วยจดั ระเบียบรูปแบบการเรียนรู้และรูปแบบการทางานของผูเ้ รียน นาไปสู่การปฏิบตั ิที่ดี ข้ึน ในเวลาเดียวกนั สามารถช่วยพฒั นาทกั ษะการคิด ทกั ษะการต้งั คาถาม ทกั ษะการสืบคน้ ขอ้ มูล ทกั ษะ การทางานเป็ นทีม ทกั ษะการส่ือสาร ซ่ึงเป็ นทกั ษะชีวติ ท่ีสาคญั ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Ventura-Medina et al., 2007; เบญจวรรณ พิททาร์ด, 2553) ในศตวรรษที่ 21 นายจ้างกาลังมองหาผูส้ าเร็จการศึกษาที่มี ความสามารถในการเรียนรู้ ทกั ษะที่หลากหลาย เช่น การทางานเป็ นทีม ความเป็ นผูน้ า มีความคิดริเร่ิมและ ความคิดสร้างสรรค์ ทกั ษะการแกป้ ัญหาและการจดั การโครงการ กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Enquiry-
Based Learning) ช่วยพัฒนาทักษะที่มีความหลากหลายเหล่าน้ี และโปรแกรมการศึกษาที่ครอบคลุม การเรียนรู้และการประเมินผลท่ีมุ่งเนน้ ทกั ษะเหล่าน้ี จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการหางานของผูเ้ รียนได้ (Dawson, Jackson and Rhodes, 2006) 4. แนวทางการจัดการเรียนการสอนด้วยกระบวนการเรยี นร้แู บบสบื เสาะ จากข้นั ตอนการเรียนรู้ของกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 6 ข้นั ตอน ดงั กล่าวขา้ งตน้ ในท่ีน้ีผเู้ ขียน เสนอแนวทางการประยกุ ต์ข้นั ตอนการจดั การเรียนการสอนดว้ ยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะในรายวชิ า สุขศึกษาช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 5 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเลือกซ้ืออาหารและผลิตภณั ฑ์สุขภาพ เวลา 2 ชวั่ โมง ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี ขนั้ การกาหนดปญั หา 1) ผสู้ อนสนทนาสร้างความสมั พนั ธ์อนั ดีกบั นกั เรียนดว้ ยประเดน็ สนทนา เช่น - ปัจจุบนั ผเู้ รียนรับชมสื่อโฆษณาไดจ้ ากช่องทางใดบา้ ง - ลกั ษณะการนาเสนอสินคา้ เป็นอยา่ งไร - ผเู้ รียนมีเกณฑใ์ ดในการพจิ ารณาตดั สินใจเลือกซ้ือสินคา้ 2) ผูส้ อนยกตัวอย่างโฆษณาอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากส่ือออนไลน์ให้ผูเ้ รียนใช้เป็ น กรณีศึกษา จากน้นั แบ่งกลุ่มผูเ้ รียนกลุ่มละ 4-5 คน พร้อมแจกใบบนั ทึกกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การเลือกซ้ือ อาหารและผลิตภณั ฑส์ ุขภาพเป็นรายกลุ่ม โดยมีประเดน็ ดงั น้ี 1. สมาชิกทุกคนในกลุ่มช่วยกนั ต้งั คาถามจากส่ือโฆษณาตวั อยา่ งใหไ้ ดม้ ากที่สุด 2. สมาชิกทุกคนช่วยกนั ระบุความรู้เดิมที่เกี่ยวขอ้ งกบั ส่ือโฆษณาตวั อยา่ ง 3. สมาชิกทุกคนในกลุ่มช่วยกนั ระบุสิ่งท่ียงั ไมร่ ู้และส่ิงท่ีตอ้ งคน้ หาขอ้ มูลเพ่ิมเติมจากสื่อโฆษณา ตวั อยา่ ง พร้อมระบุวา่ จะหาขอ้ มูลเพมิ่ เติมไดจ้ ากแหล่งใดไดบ้ า้ ง 4. สมาชิกทุกคนในกลุ่มช่วยกนั ระบุความรู้ใหม่ที่ไดจ้ ากการศึกษาคน้ ควา้ พร้อมระบุหลกั ฐาน อา้ งอิง 5. สมาชิกทุกคนช่วยกนั สร้างทางเลือกในการเลือกรับสื่อโฆษณาอาหารและผลิตภณั ฑส์ ุขภาพ 6. สมาชิกทุกคนในกลุ่มระบุการตดั สินใจในการเลือกรับส่ือโฆษณาอาหารและผลิตภณั ฑ์เพ่ือ สุขภาพ พร้อมระบุเหตุผลประกอบ 3) ผสู้ อนให้ผเู้ รียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและฝึ กต้งั คาถามจากส่ือโฆษณาตวั อยา่ ง แลว้ บนั ทึกลงในใบกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นการรวบรวมขอ้ มูล 4) ผูเ้ รียนแลกเปล่ียนความคิดเห็นและอภิปรายประเด็นเก่ียวกับประสบการณ์หรือความรู้เดิมที่ เก่ียวขอ้ งกบั ส่ือโฆษณาตวั อยา่ ง เช่น ซ้ือมาแลว้ ใชไ้ ม่คุม้ ค่า หรือสินคา้ ไมไ่ ดป้ ระสิทธิภาพตามคาโฆษณา
5) ผเู้ รียนแตล่ ะกลุ่มช่วยกนั ระบุส่ิงท่ียงั ไม่รู้และสิ่งที่ตอ้ งคน้ หาขอ้ มูลเพิ่มเติมจากสื่อโฆษณาตวั อยา่ ง พร้อมระบุว่าจะหาขอ้ มูลเพิ่มเติมไดจ้ ากแหล่งใดไดบ้ า้ งแลว้ บนั ทึกลงในใบกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีผูส้ อน คอยช่วยส่งเสริมในเร่ืองทรัพยากรและคอยใหค้ าแนะนา 6) ผูเ้ รียนแต่ละกลุ่มดาเนินการศึกษาขอ้ มูลเพ่ิมเติม จากแหล่งต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือ วารสาร/ส่ือ ส่ิงพิมพ์ เวป็ ไซด์ เพื่อหาความความกระจ่างชดั ในส่วนท่ีเป็ นขอ้ สงสัย โดยมีผูส้ อนคอยสนบั สนุน แนะนา ส่งเสริมการใชท้ รัพยากรท่ีหลากหลายของผเู้ รียน ขั้นการจัดระบบขอ้ มูล 7) ผเู้ รียนแตล่ ะกลุ่มนาขอ้ มูลใหม่ท่ีไดม้ า ร่วมกนั อภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็นถึงความน่าเช่ือถือ ของข้อมูล และเชื่อมโยงกับความรู้เดิมเพ่ือจดั ระบบข้อมูลใหม่ โดยมีผู้สอนให้คาแนะนาและติดตาม ความกา้ วหนา้ ในการเรียนรู้ ขั้นการสร้างทางเลือก 8) ผูเ้ รียนแต่ละกลุ่มใชห้ ลกั ฐานเพื่อสร้างทางเลือกในการเลือกรับส่ือโฆษณาอาหารและผลิตภณั ฑ์ สุขภาพ แลว้ บนั ทึกผลลงในใบกิจกรรมการเรียนรู้ ขัน้ การสรปุ อ้างอิง 9) ผูเ้ รียนแต่ละกลุ่มระบุการตดั สินใจในการเลือกรับส่ือโฆษณาอาหารและผลิตภณั ฑ์เพื่อสุขภาพ แลว้ บนั ทึกผลการตดั สินใจลงในใบกิจกรรมการเรียนรู้ 10) ผูเ้ รียนแต่ละกลุ่มออกมาอภิปรายผลหน้าช้ันเรียนพร้อมระบุเหตุผลโดยมีหลักฐานอ้างอิง ประกอบ ขั้นการประเมินผล 11) ผูเ้ รียนร่วมกนั ประเมินผลการตดั สินใจของแต่ละกลุ่ม สนทนาแลกเปล่ียนและสรุปบทเรียน ร่วมกนั โดยมีผสู้ อนคอยใหค้ าแนะนาและเพ่ิมเติมความรู้ใหม้ ีความสมบูรณ์มากข้ึน 5. บทสรปุ การเรียนรู้แบบสืบเสาะ เป็ นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยพฒั นาทกั ษะในการคิด การใชเ้ หตุผล เพื่อการ นามาแกไ้ ขปัญหาท่ีอาจจะเกิดข้ึนในอนาคต เป็ นกระบวนการที่ฝึ กให้ผูเ้ รียนรู้จกั สังเกตและต้งั คาถามสิ่งที่ สนใจ แลว้ ดาเนินการคน้ หาดว้ ยวิธีการท่ีเป็ นระบบ การจดั การเรียนการสอนดว้ ยกระบวนการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ จึงเป็ นแนวทางหน่ึงสาหรับครูในศตวรรษท่ี 21 นาไปประยุกต์สาหรับการปรับวิธีการเรียน และ เปลี่ยนวิธีการสอนในช้นั เรียนของตน เพื่อพฒั นาผเู้ รียนให้สามารถใชค้ วามรู้ดว้ ยความรอบคอบ ระมดั ระวงั และมีคุณธรรมเป็ นพ้ืนฐานในการตดั สินใจและการกระทา ส่งเสริมผเู้ รียนใหม้ ีคุณลกั ษณะสามประการตาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกนั ที่ดีในตวั อนั จะ นาไปสู่การพฒั นาท่ีสมดุลและยงั่ ยนื
เอกสารอ้างองิ ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตรก์ ารสอน : องค์ความรูเ้ พอื่ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ทีม่ ปี ระสิทธิภาพ. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 4). กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพมิ พ.์ เบญจวรรณ พิททาร์ด. (2553). รูปแบบการสอนโดยใช้ Enquiry-Based Learning ในเร่ืองกฎหมายท่ี เก่ียวข้องกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาล. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 25(2), 116-129. วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วิถีการเรียนรเู้ พื่อศิษยใ์ นศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิวงศ.์ สุวทิ ย์ มูลคา. (2549). กลยุทธก์ ารสอนคิดอย่างมีวิจารณญาณ (พมิ พค์ ร้ังท่ี 3). กรุงเทพฯ: ภาพพมิ พ.์ อุดมพร อมรธรรม. (2549). ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงพระเจ้าอย่หู ัว. กรุงเทพฯ: แสงดาว. อรพรรณ ลือบุญธวชั ชัย. (2543). การคิดอย่างมีวิจารณญาณ:การเรียนการสอนทางพยาบาลศาสตร์. กรุงเทพฯ: ธาเพรสแอนดก์ ราฟฟิ ค. Center for Critical Thinking Sonoma State University. (1996). Critical thinking workshop handbook. California: Foundation for Critical Thinking. Dawson, I., Jackson, A. & Rhodes, M. (2006). Graduate skills and recruitment in the city. Retrieved 27 September 2016, from http://www.cityoflondon.gov.uk/NR/rdonlyres/77A68583-D0B5-4B33- BAFB-4077DC6D1F3B/0/BC_RS_ graduateskills _0610_FR.pdf Ennis, R. H. (1985, October). A logical basic for measuring critical thinking skill. Educational Leadership, 43 (2), 122-131. Hilgard, E. R. (1962). Introduction of psychology. New York: Harcourt Brace and Word. Hutchings, W. (2007). Enquiry-based learning: Definitions and rationale. Manchester: University of Manchester. Kahn, P. & O’Rourke, K. (2006). Guide to curriculum design: Enquiry-based learning. Manchester: University of Manchester.
University of Reading. (2016). CETL in applied undergraduat research skills. Retrieved 27 September 2016, from http://www. reading.ac.uk/cetl-eurs/Linking Teachingand Research/Enquiry BasedLearning/What_is_ Enquiry_Based_Learning_(EBL).aspx Ventura-Medina, E., Roberts, T,. Lue, L., Garforth, A. & Holmes, R. 2007. Embedding enquiry based learning in the first year chemical engineering curriculum. Retrieved 27 September 2016, from www.campus.manchester.ac.uk/ceebl/projects/casestudies/21 Watson, G. & Glaser, E. M. (1964). Watson-Glaser critical thinking appraisal manual. New York: Harcourt Brace and Word.
Search
Read the Text Version
- 1 - 12
Pages: