มนษุ ยสมั พนั ธ์ ในองคก์ าร Start!
มนษุ ยสมั พนั ธใ์ นองคก์ าร ในการดารงชวี ิตของมนษุ ยน์ นั้ ยอ่ มตอ้ งมกี ารเก่ยี วขอ้ งสมั พนั ธก์ นั เป็ นความสมั พนั ธ์ระหวา่ งมนษุ ย์ ความสมั พนั ธข์ องมนษุ ยจ์ ึงกลายเป็ นสว่ นหนง่ึ ของวิถีชวี ิตมนษุ ย์ เพื่อสง่ เสริมใหม้ นษุ ยส์ ามารถทางานร่วมกนั และ ดารงชวี ิตร่วมกนั อย่างมีคณุ ภาพและราบรื่น ดว้ ยธรรมชาตขิ องมนษุ ยท์ ไี่ มอ่ าจดารงชวี ิตในโลกนไ้ี ดเ้ พียงลาพงั แตต่ อ้ ง พ่ึงพาและอยรู่ ่วมกนั กบั ผอู้ ่ืน ชว่ ยเหลือเกื้อกลู ซ่ึงกนั และกนั ดงั นน้ั การตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ ับผอู้ ่ืนจึงเป็ นเร่ืองทห่ี ลกี เล่ยี งไมไ่ ด้ การศึกษาใหเ้ ขา้ ใจและฝึ กปฏิบตั เิ กย่ี วกบั วิธีการสรา้ งมนษุ ยสมั พนั ธห์ รือการสรา้ งสมั พนั ธท์ ีด่ ีกบั บคุ คลอ่ืนนน้ั ยอ่ มสง่ ผล ตอ่ สมั พนั ธภาพอนั ยงั่ ยืนของมนษุ ยน์ น้ั เอง มนษุ ยสมั พนั ธจ์ ึงมบี ทบาทสาคญั ทจี่ ะชะลอความคิดในดา้ นมงุ่ เอาชนะ และ ทาลายกนั เพียงเพ่ือความอย่รู อดของตน ทงั้ ยงั ชว่ ยสง่ เสริมความเขา้ ใจและเสริมสรา้ งเจตคตทิ ี่ดี ในการสรา้ งสมั พนั ธอ์ นั ดตี อ่ กนั
ความหมายของมนษุ ยสมั พนั ธ์ คาวา่ “มนษุ ยสมั พนั ธ”์ ภาษาองั กฤษใชค้ าวา่ “Human Relations” เม่อื แยกคา แลว้ จะไดค้ าว่า “มนษุ ย”์ (Human) หมายถึง สง่ิ มีชวี ิตที่มีสมองสาหรับคิดและสง่ ผลให้ เกดิ สตปิ ัญญาในการแกป้ ัญหาไดซ้ ึ่งเป็ นลกั ษณะสาคญั ของความเป็ นมนษุ ย์ และอีกคา หนงึ่ คือคาวา่ “สมั พนั ธ”์ (Relation) หมายถึง ความผกู พนั เกยี่ วขอ้ งกนั มนษุ ยสมั พนั ธ์ จึงหมายถึง ความสมั พนั ธเ์ ก่ยี วขอ้ งระหว่างมนษุ ยด์ ว้ ยกนั หรือความสมั พนั ธร์ ะหว่าง บคุ คลกบั บคุ คล บคุ คลกบั กลมุ่ บคุ คล คณะบคุ คล หรือสงั คม โดยมจี ดุ ประสงคเ์ พื่อให้ บคุ คลทางานไดส้ าเร็จอย่างมปี ระสิทธิภาพ ดว้ ยการใหค้ วามรว่ มมอื กนั ทางานดว้ ย ความพึงพอใจทงั้ ดา้ นความตอ้ งการทางดา้ นวตั ถแุ ละความพึงพอใจทางดา้ นจิตใจและ สงั คม
ความสาคญั ของมนษุ ยสมั พนั ธ์ 1. ดา้ นการดาเนนิ ชวี ิต การมีมนษุ ยสมั พนั ธก์ บั บคุ คลอ่ืน ทาใหเ้ ราไมร่ สู้ กึ โดดเด่ียว วา้ เหว่า แตท่ าใหเ้ รา รสู้ ึกอบอนุ่ มนั่ คง ปลอดภยั ทาใหเ้ ราไดร้ บั ความรกั และ การยอมรบั ในสงั คม ซ่ึงเป็ นพ้ืนฐานในการดารงชวี ิตของ มนษุ ย์ 2. ดา้ นการบริหารจดั การ ในสถานประกอบการหรือในองคก์ ารทกุ แห่ง ปัจจยั ทีส่ าคญั ท่สี ดุ ก็คือคน ซ่ึงเป็ นผทู้ ที่ าใหก้ จิ การประสบความสาเร็จหรือลม้ เหลวได้ ผทู้ เ่ี ขา้ มาตดิ ตอ่ เก่ียวขอ้ งก็คือคนอีกเชน่ เดยี วกนั ดงั นน้ั ผบู้ ริหาร ผปู้ ฏิบตั งิ าน และผทู้ ่มี าตดิ ตอ่ จึงจาเป็ นตอ้ งใชห้ ลกั มนษุ ยสมั พนั ธใ์ นการบริหารและประสาน งานกนั เพ่ือให้ บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคข์ องแตล่ ะฝ่ าย
ความสาคญั ของมนษุ ยสมั พนั ธ์ 3. ดา้ นเศรษฐกจิ ในกจิ การอตุ สาหกรรมใดๆ ก็ตาม คนเป็ นปัจจยั การผลติ ที่สาคญั และหลกั มนษุ ย สมั พนั ธจ์ าเป็ นในการสรา้ งแรงจงู ใจ ใหพ้ นกั งาน เพื่อใหเ้ กิดความกระตอื รือรน้ ในการทางาน และเกดิ ประสทิ ธิภาพ สงู สดุ เศรษฐกิจการคา้ ระหวา่ งประเทศ ก็จาเป็ นตอ้ งใชห้ ลกั มนษุ ยสมั พนั ธใ์ นการตดิ ตอ่ ประสานงานเช่นกนั 4. ดา้ นการเมือง มนษุ ยสมั พนั ธม์ คี วามสาคญั ทง้ั ในการเมืองระดบั ทอ้ งถ่ิน ระดบั ประเทศ และระดบั ชาติ เป็ นสิ่งทช่ี ว่ ยสรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งประชาชนกบั นกั การเมอื งหรือขา้ ราชการ ระหว่างนกั การทตู กบั ประเทศ ตา่ งๆ เป็ นตน้
ประโยชนข์ องมนษุ ยสมั พนั ธ์ 1. ทาใหเ้ ขา้ ใจธรรมชาตดิ า้ นตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ 2. ทาใหเ้ ขา้ ใจความตอ้ งการพื้นฐานของมนษุ ยแ์ ละสามารถสนองความตอ้ งการพื้นฐานที่เหมอื นกนั และแตกตา่ งกนั ได้ 3. ทาใหเ้ กิดความราบร่ืนในการคบหาสมาคมกบั ผอู้ ่ืน 4. ทาใหไ้ ดร้ บั ความรกั ใคร่ เชอื่ ถือ ศรทั ธา จากบคุ คลในครอบครวั องคก์ ารและสงั คมได้ 5. ทาใหเ้ กิดความร่วมมือรว่ มใจในการทางานใหบ้ รรลเุ ป้ าหมายได้ โดยเฉพาะผบู้ ริหารมนษุ ยส์ มั พนั ธ์จะชว่ ยใหง้ าน สาเร็จได้
ประโยชนข์ องมนษุ ยสมั พนั ธ์ 6. ชว่ ยลดปัญหาความขดั แยง้ ในการทางานและในการอย่รู ว่ มกนั 7. ทาใหบ้ คุ คลมแี รงจงู ใจในการทางาน มีความสามคั คีกลมเกลยี ว รกั องคก์ ารและทาใหอ้ งคก์ ารมคี วามมนั่ คงเป็ นปึ กแผน่ 8. เป็ นปัจจยั สาคญั ในการประสานประโยชนข์ องสงั คม ป้ องกนั และแกป้ ัญหาสงั คมและเศรษฐกจิ การเมอื งได้ 9. มนษุ ยส์ มั พนั ธท์ าใหท้ กุ คนมีความรสู้ ึกเป็ นพวกเดยี วกนั พรอ้ มท่จี ะตอ่ สเู้ พ่ือประโยชนร์ ว่ มกัน 10. ทาใหต้ นเองมคี วามสขุ ผอู้ ื่นมีความสขุ และสงั คมมีความสขุ
องคป์ ระกอบสาคญั ของมนษุ ยสมั พนั ธ์ มนษุ ยสมั พนั ธท์ ดี่ เี ป็ นบอ่ เกดิ ของการทางานท่มี ีประสิทธิภาพที่ทาใหอ้ งคก์ รประสบความสาเร็จ การที่มนษุ ย สมั พนั ธจ์ ะเกิดขนึ้ ไดน้ น้ั ตอ้ งมีองคป์ ระกอบหลกั ๆ 3 ประการดว้ ยกนั นนั่ คือ 1.เขา้ ใจตนเอง : ทกุ คนตอ้ งรจู้ กั ตวั เราเองใหม้ ากที่สดุ รวู้ า่ อะไรคือจดุ อ่อน จดุ แข็ง ควรจะปรบั แกจ้ ดุ ออ่ นอย่างไรใหด้ ี ขน้ึ ควรจะใชจ้ ดุ แข็งของตนใหเ้ ป็ นประโยชนอ์ ย่างไร ขอ้ ดี ขอ้ เสีย ของตนเองคืออะไร อะไรทีจ่ ะทาใหก้ ารทางานไมเ่ กิด ปัญหา อะไรท่เี ราโดดเดน่ ที่จะชว่ ยเพ่ิมความสาเร็จของงานไดด้ ี เมื่อเรารจู้ กั ตนเองดอี ยา่ งถอ่ งแทแ้ ลว้ เราก็จะสามารถ ประเมนิ สถานการณต์ า่ งๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสมว่าอะไรควรหรือไมค่ วรทา อะไรทเ่ี กิดประโยชน์ อะไรทท่ี าแลว้ จะสรา้ ง ผลกระทบ เป็ นตน้
องคป์ ระกอบสาคญั ของมนษุ ยสมั พนั ธ์ 2.เขา้ ใจผอู้ ่ืน : เมอ่ื เรารจู้ กั ตนเองอยา่ งดแี ลว้ เราก็ควรทีจ่ ะเรียนรกู้ ารรจู้ กั ผอู้ ื่นดว้ ยเชน่ กนั การเรียนรนู้ ยี้ งั หมายถึง การใสใ่ จ ใหค้ วามสาคญั ระหวา่ งกนั รวมไปถึงการเคารพซึ่งกนั และกนั ดว้ ย การรจู้ กั ความสามารถ จดุ ออ่ น จดุ แข็ง ของผอู้ ื่น ทาใหเ้ ราสามารถปรบั ตวั ในการทางานรว่ มกนั ไดด้ ี หรือชว่ ยสนบั สนนุ เกอ้ื กลู กนั ได้ ชว่ ยอดุ ชอ่ งโหว่ใหแ้ ก่ กนั ตลอดจนรขู้ อ้ บกพร่องทน่ี าไปสกู่ ารชว่ ยกนั แกป้ ัญหาไดด้ ี เป็ นตน้
องคป์ ระกอบสาคญั ของมนษุ ยสมั พนั ธ์ 3.ยอมรบั ความแตกต่างระหว่างบคุ คล : เม่อื รเู้ ขารเู้ ราแลว้ ก็ควรท่จี ะเรียนรคู้ วามแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล ไมม่ ี ใครในโลกนที้ เี่ หมือนกนั ทกุ คนย่อมมีความคิดเป็ นของตวั เอง แตท่ กุ คนก็ตอ้ งเรียนรทู้ จี่ ะฟังความคิดเห็นของผอู้ ื่น และยอมรบั ในความแตกตา่ งระหว่างกนั การยอมรบั ความแตกตา่ งไมใ่ ชก่ ารทจี่ ะตอ้ งปรบั ความคิดใหเ้ หมือนกนั หรือไปในทิศทางเดยี วกนั เสยี หมด การเห็นตา่ งนน้ั ไมใ่ ชส่ ิ่งผดิ แตก่ ารยอมรบั ฟังจะทาใหเ้ ราสามารถเห็นขอ้ มลู ได้ รอบดา้ นขนึ้ วิเคราะหไ์ ดห้ ลายมิตขิ น้ึ และอาจไดห้ นทางการแกป้ ัญหาที่ดที สี่ ดุ ก็ได้ แลว้ ก็ตอ้ งเขา้ ใจวา่ ความแตกตา่ ง ไมใ่ ชก่ ารแบง่ พวก แบ่งฝักแบง่ ฝ่ าย แตเ่ ป็ นการแสดงความคิดเห็นท่มี ีเหตผุ ลคนละรปู แบบ เห็นตา่ งได้ แตก่ ็ตอ้ ง ยอมรบั ความเห็นตา่ งระหว่างกนั และทา้ ยทส่ี ดุ ตอ้ งยอมรบั ขอ้ สรปุ สดุ ทา้ ยรว่ มกนั ใหไ้ ด้ เพ่ือที่จะดาเนนิ ร่วมกนั ใน ทศิ ทางเดยี วกนั
ความหมายของมนษุ ยสมั พนั ธใ์ นองคก์ าร (Human Relations of Organization) หมายถึง ความสมั พนั ธข์ องบคุ ลากรท่อี ย่ใู นรปู แบบขององคก์ าร ซึ่งมสี มั พนั ธภาพระหว่างบคุ คลตอ่ บคุ คล กลมุ่ บคุ คลตอ่ กลมุ่ บคุ คลดว้ ยกนั เพื่อใหม้ คี วามผกู พนั เป็ นไมตรีตอ่ กนั มีความสขุ ในการ ทางานร่วมกนั ในองคก์ าร ความสมั พนั ธท์ ีด่ ตี อ่ กนั จะเป็ นปัจจยั สาคญั ท่ียึดเหย่ียวใหบ้ คุ ลากรอยกู่ บั องคก์ ารท่มี ีทศั นคตทิ ีด่ ตี อ่ งานและองคก์ ารไวไ้ ด้
แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ 1. กฎทองคา (Golden) กฎทองคา มีทม่ี าจากศาสนาคริสต์ ทีไ่ ดบ้ ญั ญตั วิ า่ “จงปฏิบตั ติ อ่ คนอื่นเหมอื นกบั ทท่ี า่ น ตอ้ งการใหค้ นอ่ืนปฏิบตั ติ อ่ ทา่ น” ตามกฎนเ้ี ชอ่ื ว่ามคี นจานวนมากทมี่ คี วามคิดเชน่ น้ี โดยใชต้ นเอง เป็ นตวั กาหนดว่าตนเองตอ้ งการใหผ้ อู้ ่ืนปฏิบตั อิ ยา่ งไรตอ่ ตนก็ปฏิบตั อิ ยา่ งน้ันกบั ผอู้ ื่นกอ่ น
แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ 2. กฎทองคาขาว (Platinum Rule) กฎทองคาขาว มีใจความว่า “จงปฏิบตั ติ อ่ ผอู้ น่ื ตามท่เี ขาตอ้ งการใหเ้ ราปฏิบตั ”ิ (ฮนั เสค เคอรแ์ ละอเล็กแซนดรา, 1980: 32 อา้ งถึงใน สรุ างค์ มนั ยานนท,์ 2542: 102) จะเห็นไดว้ า่ กฎ ทองคาขาวมคี วามคิดตรงขา้ มกบั กฎทองคา เพราะกฎทองคาจะทาอะไรตอ้ งยึดตวั เราเป็ นหลัก แต่ กฎทองคาขาวตอ้ งพิจารณาความตอ้ งการของคนทีเ่ ราเกย่ี วขอ้ งดว้ ยเป็ นหลกั ซ่ึงคนอ่ืนๆท่เี ราตอ้ ง เก่ยี วขอ้ งดว้ ยนนั้ มีความหลากหลายแตกตา่ งกนั จึงไดร้ บั การยอมรบั ว่าเป็ นกฎทเ่ี ป็ นไปตามหลกั จิตวิทยาท่วี า่ ดว้ ยความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลมากทส่ี ดุ เพราะบางครงั้ เขากบั เราก็มีธรรมชาตทิ ี่ แตกตา่ งกนั ดงั นน้ั กฎนสี้ อนใหว้ ิเคราะหบ์ คุ คลอ่ืนๆแลว้ จึงปฏิบตั ใิ หเ้ หมาะสม
แนวคิดและทฤษฎีเกย่ี วกบั มนษุ ยสมั พันธ์ 3. สงั คหวตั ถ ุ 4 หลกั ธรรม สงั คหวตั ถุ 4 นบั ไดว้ า่ เป็ นหลกั ธรรมทใี่ ชก้ บั การครองคนไดด้ ที ส่ี ดุ เพราะเป็ นหลกั ปฏิบตั สิ าหรบั ท่ี จะใหม้ นษุ ยส์ ามารถอย่รู ว่ มกนั และทางานรว่ มงานไดอ้ ยา่ งมีความสขุ และความพอใจ มีหลกั ปฏิบตั อิ ยู่ 4 ประการ คือ 3.1 ทาน หมายถึง การให้ การใหม้ ีอยู่ 2 ประการ คือ การใหท้ างวาจา และการใหท้ างใจ 3.2 ปิ ยวาจา หมายถึง การใชว้ าจาดี คาวา่ วาจาดี คือ การพดู ชมเชย ยกยอ่ งผอู้ ่ืนในโอกาสที่เหมาะท่ีควร ไมพ่ ดู เสยี ดสี และไมพ่ ดู ยนุ งใสร่ า้ ยผอู้ ื่น 3.3 อตั ถจริยา หมายถึง กริ ิยาทเ่ี ป็ นประโยชน์ ไดแ้ ก่ การประพฤตปิ ฏิบตั ดิ ี กระทาในสิ่งที่ดงี าม ไมข่ ดั ตอ่ ขนบธรรมเนยี มประเพณีและวฒั นธรรมอนั ดงี านของสงั คม มคี วามรจู้ กั ทาตนเป็ นคนอ่อนนอ้ ม และประพฤตปิ ฏิบตั ิ ตนไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งตามกาลเทศะ 3.4 สมานตั ตา หมายถึง การประพฤตติ นปฏิบตั ติ นใหเ้ ป็ นคนทมี่ คี วามเสมอตน้ เสมอปลาย เชน่ เม่อื อารมณด์ ี จะแสดงหรือพดู ดี แตเ่ ม่อื อารมณข์ นุ่ มวั จากสาเหตใุ ดๆก็จะแสดงพฤตกิ รรมอีกอยา่ งหนงึ่ เชน่ นจี้ ะทาใหผ้ ทู้ ่ีอย่รู ว่ มดว้ ยปรบั ตวั ไมถ่ กู และสรา้ งความไมพ่ ึงพอใจในท่สี ดุ
แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกบั มนษุ ยสมั พันธ์ 4. หลกั ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลของโรเจอร์ (Carl R. Roger) หลกั ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลของโรเจอรน์ มี้ ีความสาคญั วา่ บคุ คลทจี่ ะสามารถสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั ผอู้ ่ืนไดด้ ี จะตอ้ งมีส่งิ สาคญั 3 ประการตอ่ ไปนี้ 4.1 ความจริงใจ คือ การคิด การพดู การปฏิบตั ิ และการแสดงทา่ ทางประกอบออกมาตรงตามความเป็ นจริง ไมม่ กี ารเสแสรง้ แบบที่เรียกวา่ “ปากกบั ใจตรงกนั ” ถา้ บคุ คลทต่ี อ้ งเก่ยี วขอ้ งกนั มีความจริงใจตอ่ กนั คิดอย่างไรก็พดู อยา่ งนน้ั แสดงอย่างทคี่ ิดทีร่ สู้ กึ ไมว่ ่าจะในแงบ่ วกหรือลบก็ตาม 4.2 ความเขา้ ใจ หมายถึง การทาความเขา้ ใจบคุ คลอื่นในสภาพท่ตี รงตามความเป็ นจริง ปัญหาประการหนึ่ง ทเ่ี ป็ นอปุ สรรคในการเสริมสรา้ งมนษุ ยสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คลก็คือการขาดความเขา้ ใจในสภาพการณท์ ีถ่ กู ตอ้ ง คนเรามกั จะมอง และตดั สินคนอ่ืนๆจากพฤตกิ รรม หรือผลของการกระทาโดยไมศ่ ึกษาดวู า่ สาเหตขุ องพฤตกิ รรมจริงๆเหลา่ นน้ั คืออะไร 4.3 การยอมรบั คา่ ของคน หมายถึง การใหค้ วามสาคญั แกค่ นทกุ คนวา่ บคุ คลนน้ั ๆ มคี ณุ คา่ และความสาคญั ตอ่ สงั คม ในหนว่ ยงานหนงึ่ ๆการดาเนนิ งานของหนว่ ยงานนน้ั จะตอ้ งประกอบไปดว้ ยความร่วมมอื รว่ มใจจากทกุ คนในหนว่ ยงาน ทง้ั จากบคุ คลทมี ีความสาคญั มากและนอ้ ย ถา้ ขาดความร่วมมือจากบคุ คลหนงึ่ บคุ คลใด ย่อมมผี ลกระทบกระเทอื นตอ่ ความสาเร็จของงานในหนว่ ยงานนนั้
แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ 5. ทฤษฎีลงิ 3 ตวั ของขงจื๊อ ขงจ๊ือเป็ นนกั ปราชญช์ าวจีน และเป็ นเจา้ ของทฤษฎีลงิ 3 ตวั ซึ่งมสี ญั ลกั ษณ์ ดงั นี้ ลงิ ตวั ท่ี 1: ปิ ดหู ลิงตวั ท่ี 2: ปิ ดตา ลิงตวั ท่ี 3: ปิ ดปาก
แนวคดิ และทฤษฎเี กย่ี วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ ลงิ ตวั ที่ 1: ปิ ดหู สญั ลกั ษณข์ องการท่ีลิงเอามือปิ ดหนู น้ั หมายถึง การที่เรารจู้ กั ควบคมุ การไดย้ ิน การไดฟ้ ัง นนั่ ก็คือ รจู้ กั ปิ ดหู ถา้ เราตอ้ งการจะสรา้ งมนษุ ยส์ มั พนั ธก์ บั ผอู้ ่ืน เราจะตอ้ งพยายามควบคมุ หขู องเราใหไ้ ดว้ า่ อะไรควรฟังหรือไมค่ วร อะไรควรไดย้ ินหรือไมค่ วรไดย้ ิน ถึงแมว้ ่าเราไดฟ้ ังไดย้ ินแลว้ เราจะตอ้ งรจู้ กั ควบคมุ ตวั เราเองใหไ้ ดว้ ่ามีอะไรบา้ งท่ีควรเก็บเอาไปคิดหรือไมค่ วรเก็บเอาไปคิด สง่ิ ใดควรเชอ่ื หรือส่งิ ใดไมค่ วรเชอ่ื ถา้ เราไปเชอื่ ทกุ ส่งิ ทกุ อย่างทเี่ ราไดย้ ินไดฟ้ ังมาหมดเกี่ยวกบั บคุ คลคนหนง่ึ ทีเรารจู้ กั แนน่ อนเหลือเกินว่า สง่ิ ทเี่ ราไดย้ ินไดฟ้ ังมานน้ั อาจจะไมใ่ ชข่ อ้ เท็จจริงเก่ียวกบั บคุ คลผนู้ น้ั ก็เป็ นไปได้ การทเ่ี ราไดร้ บั รถู้ ึงขอ้ เสียหายของบคุ คลอื่นๆ จะทาใหเ้ รามคี วามรสู้ กึ ทีไ่ มด่ ีตอ่ บคุ คลนนั้ ซ่ึงยอ่ มจะ เป็ นอปุ สรรคในการเสริมสรา้ งมนษุ ยสมั พนั ธร์ ะหว่างเราและเขา
แนวคิดและทฤษฎเี กยี่ วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ ลงิ ตวั ท่ี 2: ปิ ดตา สญั ลกั ษณข์ องการท่ลี ิงเอามือปิ ดตา หมายถึง การควบคมุ การมอง คือรวู้ า่ สิง่ ใดควรมองสงิ่ ใด ไมค่ วรมอง คนเรานน้ั มนี สิ ยั ไมช่ อบใหใ้ ครมาสอดรสู้ อดเห็นในเร่ืองบางอยา่ งของตน ถา้ เขาไม่ อยากใหเ้ รามองหรือเห็นแลว้ เราพยายามซอกแซกมองหรือเห็นจนได้ ซึ่งถา้ เขาทราบว่าเราเห็น แลว้ เขาย่อมจะตอ้ งไมพ่ อใจและโกรธเป็ นอยา่ งย่ิง ถา้ เป็ นตวั เราเองเราคงไมช่ อบใหใ้ ครมาสอดรู้ สอดเห็นในเรื่องทีเ่ ราไมอ่ ยากใหค้ นอ่ืนรเู้ ป็ นแน่
แนวคิดและทฤษฎีเกย่ี วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ ลงิ ตวั ที่ 3: ปิ ดปาก สญั ลกั ษณ์ของการท่ีลิงเอามือปิ ดปาก หมายถึง การควบคุมการพดู น้นั คือรู้วา่ ส่ิงใดท่ีควรพดู หรือส่ิงใดไม่ควรพดู
แนวคดิ และทฤษฎีเกยี่ วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ 6. ทฤษฎวี วั สองตวั ( TWO Cow Theory ) ตามธรรมชาตขิ องคน ถา้ อย่คู นเดยี วก็มกั จะเรื่อยเฉ่ือยไปเร่ือย ๆ ไมม่ อี ะไรเป็ นตวั กระตนุ้ ให้ เกิดความรสู้ กึ อยากแขง่ ขนั เปรียบเสมือนววั ท่ยี ืนกนิ หญา้ อย่ใู นทงุ่ ทอ่ี ย่ใู นลักษณะท่ีเรียกว่าเค้ียวเอ้ือง ไมแ่ สดงอาการรีบรอ้ น แตถ่ า้ มีววั ตวั ใดตวั หนง่ึ เดนิ ผา่ นมาและทาทา่ จะกนิ หญา้ ในบริเวณนน้ั ววั ตวั ท่ี ยืนอย่กู อ่ นจะแสดงอาการรีบรอ้ นทนั ที จากท่ีกินชา้ ก็เป็ นกินเร็วขนึ้ เพ่ือแขง่ กับววั ตวั ใหม่
แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ 7.ทฤษฎจี ิตวิเคราะหข์ องฟรอยต์ ( Sigmunnd Freud ) ฟรอยต์ เชอื่ วา่ ธรรมชาตขิ องมนษุ ยป์ ระกอบดว้ ย 2 สว่ น คือ 1) จิต แบง่ เป็ น 3 สว่ น คือ 2) แรงขบั พ้ืนฐาน มี 3 ชนดิ คือ - จิตไรส้ านกึ ( Unconscious ) - แรงขบั ท่จี ะดารงชวี ิตอยู่ - จิตใตส้ านกึ ( Subconscious ) - แรงขบั ท่ีจะทาลาย - จิตสานกึ ( Conscious ) - แรงขบั ทางเพศ
แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ ฟรอยต์ แบง่ โครงสรา้ งทางจิตของบคุ ลิกภาพออกเป็ น 3 ระบบ คือ Id - เป็ นความตอ้ งการทีจ่ ะแสวงหาความสขุ ความสบายใหก้ บั ตนเองไมว่ ่าดว้ ย วิธีการใดๆ Ego - เป็ นความตอ้ งการใชเ้ หตผุ ลและศีลธรรมเขา้ มารว่ มพิจารณาเกี่ยวกบั การ กระทาตา่ งๆ ของคนเรา Super ego - ไดแ้ ก่ มโนธรรม วฒั นธรรม ประเพณี รวมถึงความเสียสละตา่ งๆ ใน การดาเนนิ ชวี ิตเพื่อใหต้ นเองสงบสขุ
แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกบั มนษุ ยสมั พันธ์ 8. ทฤษฎีของมาสโลว์ ( Abraham Maslow ) มาสโลวแ์ บง่ ลาดบั ความตอ้ งการของมนษุ ย์ เป็ น 5 ขนั้ 1. ความตอ้ งการดา้ นรา่ งกาย ( อาหาร ท่อี ยู่ อาศยั ยารกั ษาโรค การพกั ผอ่ น ) 85 % 2. ความตอ้ งการความปลอดภยั ( ความปลอดภยั ทางดา้ นรา่ งกาย – ความปลอดภยั ทางดา้ นเศรษฐกจิ หรือองคก์ ร ) 70 % 3. ความตอ้ งการทางสงั คม ( ความรกั ความเป็ นเจา้ ของ ความปรารถนาท่จี ะมเี พื่อนพอ้ ง มีสถานภาพทางสงั คมสงู ขึ้น ) 50 % 4. ความตอ้ งการทางเกียรตยิ ศ ชอ่ื เสียง การยกย่องนบั ถือ ( ความเดน่ ในสงั คม ความสาเร็จ ความรคู้ วามสามารถ ) 40 % 5. ความตอ้ งการท่จี ะไดร้ บั ความสาเร็จตามความนกึ คิด ( เป็ นขน้ั สงู สดุ ) 10 %
แนวคดิ และทฤษฎเี กยี่ วกบั มนษุ ยสมั พนั ธ์ 9. ทฤษฎีหนา้ ต่าง 4 บาน ของ โจฮารี ( Johari Window ) 1) สว่ นท่ีเราเองรู้ คนอ่ืนก็รู้ เรียกว่า บริเวณเปิ ดเผย ( พฤตกิ รรม เจตนาหรือ บคุ ลิกลกั ษณะทท่ี ง้ั ตนเองและผอู้ ื่นเขา้ ใจร่วมกนั ) 2) สว่ นที่ตวั เราเองรู้ แตค่ นอื่นไมร่ ู้ เรียกวา่ บริเวณซ่อนเรน้ ( พฤตกิ รรมท่ตี นเองรดู้ แี ตเ่ ก็บ ซ่อนไวไ้ มเ่ ปิ ดเผยใหผ้ อู้ ื่นรู้ ) 3) สว่ นท่ตี วั เราเองไมร่ ู้ แตค่ นอื่นรู้ เรียกว่า บริเวณจดุ บอด ( พฤตกิ รรมทต่ี นเองแสดงออก โดยไมร่ ตู้ วั แตผ่ อู้ ื่นสงั เกตเห็นและรบั รไู้ ด้ ) 4) สว่ นทตี่ วั เราเองไมร่ ู้ คนอื่นก็ไมร่ ู้ เรียกวา่ บริเวณอวิชชา ( พฤตกิ รรมหรือความรสู้ กึ ที่ กระทาไปโดยทง้ั ตนเองและผอู้ ่ืนไมร่ ู้
คณุ ลกั ษณะของบคุ คลที่มีมนษุ ยสมั พนั ธท์ ี่ดี การอย่ใู นองคก์ ารท่ีเป็ นทร่ี วมของบคุ ลากรเป็ นจานวนมาก มีความแตกตา่ งใน เรื่องบคุ ลิกภายนอกและภายใน อาจเป็ นสาเหตทุ าใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ เพราะสมาชกิ ทกุ คนมองตา่ งมมุ กนั มีวิสยั ทศั นไ์ มเ่ หมอื นกนั การสรา้ งบรรยากาศของมนษุ ยสมั พนั ธท์ ่ีดี จะเป็ นสายใยท่ีพาทกุ คนมาสเู่ สน้ ทางของไมตรีจิต ความผกู พนั ความจงรกั ภกั ดี และ รว่ มมือรว่ มใจกนั
ผทู้ ี่มีมนษุ ยสมั พนั ธท์ ี่ดีควรมีคณุ ลกั ษณะดงั น้ี 1.มที า่ ทางทีดี (Handsome) 9. การสรา้ งสรรค์ (Constructive) 2. มบี คุ ลกิ ภาพดี (Personality) 10. มอี ารมณด์ ี (Good Emotion) 3. มคี วามเป็ นเพ่ือน (Friendliness) 11. มคี วามกระตอื รือรน้ (Enthusiasm) 4. มีความออ่ นนอ้ ม (Modesty) 12. มีความรบั ผดิ ชอบ (Responsibility) 5. มีนา้ ใจชว่ ยเหลือ (Helpful) 13. มีความอดทน (Patient) 6. ใหค้ วามร่วมมือ (Cooperation) 14. มคี วามขยนั (Diligent) 7. มีความกรณุ า (Kindness) 15. มคี วามพยายาม (Attempt) 8. สรา้ งประโยชน์ (Contribution) 16. มปี ฏิภาณ (Intelligence)
สามารถสรปุ ไดว้ ่า คนทจี่ ะมีมนษุ ยสมั พนั ธก์ บั ผอู้ ื่นไดน้ นั้ จะตอ้ งมกี ารกระทาตวั ท่ดี เี ป็ นหลกั จะตอ้ งเป็ นคนที่เขา้ หาผอู้ ื่น มคี วามเป็ นมติ ร ยอมเสียสละประโยชนส์ ว่ นตน เพ่ือประโยชนส์ ว่ นรว่ มเพ่ือสรา้ งความสงบสขุ ใหเ้ กดิ ขน้ึ แกท่ ้ังสองฝ่ าย นน้ั เอง
ปรชั ญาพ้ืนฐานของมนษุ ยสมั พนั ธท์ ี่ควรคานึงถึงไดแ้ ก่ 1. มนษุ ยเ์ ราไมส่ ามารถอยคู่ นเดยี วได้ ตอ้ งมีความสมั พนั ธก์ นั พ่ึงพาอาศยั กันและกนั 2. มนษุ ยท์ กุ คนมีศกั ดศิ์ รี ในการตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ บั มนษุ ยน์ น้ั ตอ้ งยอมรบั ว่าทกุ คนมคี ณุ ค่า ความเป้ นคนเทา่ เทียมกนั 3. มนษุ ยต์ อ้ งการจงู ใจ โดยเฉพราะในการปฏิบตั งิ านย่อมเกิดจาก ความตอ้ งการทาง ร่างกาย และการนาไปสกู่ ารทางานทมี่ ปี ระสิทธิภาพ 4. มนษุ ยต์ อ้ งการความสขุ ความรกั สนั ตภิ าพ มติ รภาพ
มนษุ ยสมั พนั ธใ์ นการทางาน สรา้ งความราบรื่นในการทางานรว่ มกนั สรา้ งความเขา้ ใจอนั ดแี ละความสามคั คี กอ่ ใหเ้ กดิ ความ รกั ใครแ่ ละความสาเร็จในการทางานร่วมกนั เป็ นปัจจยั ที่ชว่ ยเพ่ิมผลผลติ และเป็ นเคร่ืองมือชว่ ย ในการแกป้ ัญหาและขดั ความขดั แยง้
การสรา้ งมนษุ ยสมั พนั ธร์ ะหว่างผบู้ งั คบั บญั ชากบั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ไดแ้ ก่... ➢เอาใจใสใ่ นทกุ ขส์ ขุ และความสะดวกสบาย ➢ มคี วามจริงใจและใหค้ วามยตุ ธิ รรมแกผ่ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ➢ อยา่ ใชอ้ ารมณใ์ นการแกป้ ัญหา ➢ ทาตนเป็ นคนใจกวา้ ง ไมเ่ อารดั เอาเปรียบและโอบออ้ มอารี ➢ ย้ิมแยม้ แจม่ ใส ใหค้ วามเป็ นกนั เองกบั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ➢ สรา้ งกจิ กรรมในกลมุ่ สมั พนั ธต์ า่ ง ๆ ขนึ้ มาเพ่ือใหเ้ กดิ ความสามคั คีและรกั ใคร่กลมเกลยี ว กนั ➢ ยกย่องชมเชยผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาเมอื่ เขาทางานดเี พื่อเป็ นการสรา้ งขวญั และกาลงั ใจในการ ทางานใหม้ ปี ระสิทธิภาพดยี ิ่งขน้ึ
การสรา้ งมนษุ ยสมั พนั ธร์ ะหว่างผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชากบั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ไดแ้ ก่... ➢ใหค้ วามเคารพยกย่องสรรเสริญผบู้ งั คบั บญั ชาในโอกาสตา่ ง ๆ ➢ ปฏิบตั งิ านตามคาสงั่ หรือที่ไดร้ บั มอบหมายอยา่ งเต็มความรคู้ วามสามารถใหบ้ งั เกิด ผลดที ่สี ดุ ➢ เขา้ พบผบู้ งั คบั บญั ชา เพื่อปรึกษาหารือ ขอคาแนะนาในการทางาน ➢ อย่าโกรธหากผบู้ งั คบั บญั ชามคี วามคิดเห็นไมต่ รงกบั ความคิดเห็นของเรา ➢ เรียนรนู้ สิ ยั การทางานของผบู้ งั คบั บญั ชาเพื่อศึกษาสว่ นดี เพื่อนามาเป็ นแนวทางปฏิบตั ิ
การสรา้ งมนษุ ยสมั พนั ธร์ ะหว่างผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชากบั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ไดแ้ ก่... ➢จิตใจร่าเริงแจม่ ใส สรา้ งความเป็ นมติ รกบั บคุ คลทกุ คน ➢ทาความเจริญกา้ วหนา้ มีความคิดริเริ่ม มีเหตผุ ล มีการตดั สนิ ใจในการทางานดว้ ยความเชอ่ื มนั่ ➢สนใจทจ่ี ะศึกษาหาความรู้ ความชานาญและประสบการณใ์ หม่ ๆ ➢สรา้ งความไวว้ างใจใหแ้ กผ่ บู้ งั คบั บญั ชา อย่าบน่ ถึงความยาก ลาบากในการปฏิบตั งิ าน ➢ประเมนิ ผลตนเองเป็ นระยะ ๆ ทง้ั ในเร่ืองความกา้ วหนา้ ของงาน ในความยากลาบากใน การปฏิบตั งิ าน
วิธีสรา้ งมนษุ ยส์ มั พนั ธก์ บั เพ่ือนรว่ มงาน 1.Positive Thinking 2. ใหเ้ กียรตผิ อู้ ื่นอย่เู สมอ 3. สื่อสารใหเ้ ป็ น 4. ตดั สินใจอย่างเหมาะสมหากเกดิ ความขดั แยง้ 5. ระมดั ระวงั ความสมั พนั ธ์ ในองคก์ ร 6. ออ่ นนอ้ ม ถอ่ มตน และเปิ ดใจ 7. ยอมรบั ถึงวฒั นธรรม และลกั ษณะของบคุ คลทแ่ี ตกตา่ งกนั
คาถาม Question Start
Search
Read the Text Version
- 1 - 34
Pages: