Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารการสอนภาษาอังกฤษ

เอกสารการสอนภาษาอังกฤษ

Published by wirat, 2018-12-29 12:08:18

Description: ติวสอบชลบุรี

Search

Read the Text Version

CONTENT PAGE1. Grammar Brush-up 2-4Word Forms 5Parts of Speech 6-9 10- Noun 11-14- Pronoun 15-19- Verb 20- Adjective 21-26- Adverb 27-31- Preposition 32-33- Conjunction 34- Interjection 35-36 37-45Sentence Structure 46Agreement of Subject and Verb 47-48Tense 49-50Active - Passive Voice 51-54Conditional Sentences (If-clause)Subjunctive 55-73Appendix2. Error Identification & Sentence Completion 74-87- ตัวอย่างแนวข้อสอบ 88-108 109-1123. Listening Comprehension- ตัวอย่างแนวข้อสอบ4. Reading Comprehension- หลักในการทำข้อสอบ- ตัวอย่างแนวข้อสอบ 1

Word Forms ข้อสอบภาษาอังกฤษส่วนใหญ่มักต้องการวัดความรู้เรื่องไวยากรณ์และคำศัพท์ จึงมักนำเรื่อง WordForms มาเป็นส่วนหนึ่งในข้อสอบเสมอ โดยทั่วไป Word Forms มีด้วยกัน 4 รูปแบบ ได้แก่1. Verb Form (รูปกริยา)2. Noun Form (รูปนาม)3. Adjective Form (รูปคุณศัพท์)4. Adverb Form (รูปกริยาวิเศษณ์)เราสามารถระบุหน้าที่ของคำศัพท์ (Part of Speech) แต่ละคำได้ โดยดูที่ Suffix (คำปัจจัย) ที่วางไว้ท้ายคำนั้นๆcreate (V.) สร้าง / creation (N.) การสร้าง / creative (Adj.) ที่สร้างสรรค์ / creatively (Adv.) อย่างสร้างสรรค์add (V.) เพิ่ม / addition (N.) การเพิ่มเสริมเข้าไป / additional (Adj.) ที่เพิ่มเติม / additionally (Adv.) นอกจากนี้ Suffix สำคัญที่ควรทราบ1. Suffix ที่เติมแล้วเป็น Noun Form เช่นeducation การศึกษา, information ข้อมูล, argument ข้อโต้แย้ง, friendship มิตรภาพ, happiness ความสุข,victory ชัยชนะ, geologist นักธรณีวิทยา, childhood วัยเด็ก, country ประเทศ, employee ลูกจ้าง, importanceความสำคัญ, patience ความอดทน, confidence ความมั่นใจ, manager ผู้จัดการ, doctor หมอ, pleasure ความพอใจ, nature ธรรมชาติ เป็นต้น2. Suffix ที่เติมแล้วเป็น Adjective Form เช่น 2

active ที่กระตือรือร้น, creative ที่สร้างสรรค์, expensive แพง, fruitful ที่อุดมสมบูรณ์, beautiful ที่สวยงาม,careless ที่สะเพร่า, useless ไร้ประโยชน์, famous โด่งดัง, dangerous ที่อันตราย, foolish โง่, accurate แม่นยำ,immediate ทันที, capable ที่สามารถทำได้, possible ที่เป็นไปได้, handsome หล่อ เป็นต้น3. Suffix ที่เติมแล้วเป็น Verb Form เช่นstrengthen ทำให้แข็งแรง, brighten ทำให้สว่าง, frighten ทำให้กลัว, enlarge ขยาย, enchant ทำให้หลงใหล,encourage ให้กำลังใจ, encounter เผชิญหน้า, advertise โฆษณา, realize ตระหนัก, analyze วิเคราะห์,synthesize สังเคราะห์, identify ระบุ, terrify ทำให้หวาดกลัว, clarify ทำให้เข้าใจ, participate เข้าร่วม,anticipate คาดการณ์, motivate กระตุ้น เป็นต้น4. Suffix ที่เติมแล้วเป็น Adverb Form เช่นsideways ข้างทาง, endways ไปจนสุดทาง, afterwards ภายหลัง, backwards ถอยหลัง, onwards ไปข้างหน้า,otherwise มิฉะนั้นแล้ว, lengthwise ตามยาว, extremely อย่างยิ่ง, suddenly โดยทันทีทันใด, perpetually ตลอดกาล, possibly อย่างเป็นไปได้, notably อย่างโดดเด่น, automatically โดยอัตโนมัติ, specifically โดยเฉพาะ,systemically อย่างเป็นระบบ เป็นต้นNote : คำที่ลงท้ายด้วย ly บางคำ เป็น Adjective เช่นcostly แพง, lovely น่ารัก, lively ร่าเริง, friendly ที่เป็นมิตร, cowardly ขี้ขลาด, early ก่อน, ugly น่าเกลียด 3

แนวข้อสอบเรื่อง Word Forms1. One of the essence(1) features of the modern skyscraper(2) is(3) the elevator(4) .“หนึ่งในลักษณะที่สำคัญของตึกระฟ้าสมัยใหม่คือลิฟท์”2. John became(1) an entirely(2) differ(3) student because he had been caught(4) in his examination .“จอห์นกลายเป็นนักเรียนที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง เพราะว่าเขาถูกจับได้ในการสอบ”3. Several(1) educational theories(2) emphasize the worthy(3) and dignity of the individual(4) student .“ทฤษฎีทางการศึกษาหลายทฤษฎีเน้นเรื่องคุณค่าและศักดิ์ศรีของนักเรียนแต่ละคน” 4

Parts of Speechคือหน้าที่ของคำ มีทั้งหมด 8 ชนิด ได้แก่1. Noun คำนาม คำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งต่างๆ เช่น Tony โทนี่ (ชื่อคน), man ผู้ชาย (คน), table โต๊ะ (สิ่งของ), Bangkok กรุงเทพ (สถานที่), cat แมว (สัตว์), kindness ความกรุณา (คุณสมบัติ)2. Pronoun คำสรรพนาม คำที่ใช้แทนคำนาม เพื่อไม่ต้องพูดคำนามนั้นซ้ำไปซ้ำมา เช่น I ฉัน, you คุณ, พวกคุณ, we พวกเรา, they พวกเขา, พวกมัน, he เขา, she เธอ, it มัน3. Verb คำกริยา คำที่ใช้แสดงการกระทำของคำนาม (หรือสรรพนาม) เช่น buy = ซื้อ, know = รู้, รู้จัก, like = ชอบ, want = ต้องการ, see = เห็น, sell = ขาย, go = ไป4. Adjective คำคุณศัพท์ ทำหน้าที่ขยายคำนามและสรรพนาม เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนมากขึ้น เช่น white = ขาว, black = ดำ, small = เล็ก, big = ใหญ่, good = ดี, bad = เลว5. Adverb กริยาวิเศษณ์ คำที่ใช้ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ และขยายกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง มักจะลงท้ายด้วย ly แต่ไม่ลงท้ายด้วย ly ก็มีเช่นกัน เช่น He learns hard everyday. = เขาเรียนหนักทุกวัน (hard ขยาย learn) I walk very carefully. = ฉันเดินอย่างระมัดระวังมาก (carefully ขยาย walk / very ขยาย carefully)6. Preposition คำบุพบท คำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Noun (หรือ Pronoun) กับคำอื่นๆ ในประโยค เช่น He lays his book on the table. (แสดงสถานที่) = เขาวางหนังสือบนโต๊ะ He will go with me. (แสดงสัมพันธ์ สรรพนามกับกริยา) = เขาจะไปกับผม He came here before me. (แสดงเวลา) = เขามาที่นี่ก่อนผม7. Conjunction คำสันธาน คำที่ใช้เชื่อมประโยค วลี กริยา เข้าด้วยกัน ทั่วไปมักจะเชื่อมคำชนิดเดียวกัน เช่น Chris and Lookkade are friends. (เชื่อมนามกับนาม) = คริสกับลูกเกดเป็นเพื่อนกัน You and I go to school everyday. (สรรพนามกับสรรพนาม) = คุณและฉันไปโรงเรียนทุกวัน He likes coffee as well as tea (เชื่อมนามกับนาม) = เขาชอบกาแฟเช่นเดียวกับชา8. Interjection คำอุทาน คำอุทานแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เช่น Oh!, Wow!, Ah!, What a pity! น่าเสียดายจัง, How beautiful you are! เธอสวยจัง 5

1. เรื่องสำคัญที่ควรทราบของ Noun เรื่องนี้จะช่วยเราตอนทำข้อสอบในการหาประธานของประโยค ซึ่งประธานของประโยคสามารถเป็นได้ทั้ง Noun (นาม), Noun Phrase (นามวลี) หรือ Noun Clause (อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นนาม)- คำนามสามารถแบ่งได้เป็น 1. นามที่นับได้ (นับจำนวน 1, 2, 3, 4, .....ได้) เช่น man, student, hospital, brush etc. ซึ่งนามนับได้หากมีมากกว่า 1 (พหูพจน์) จะต้องทำตามกฎต่อไปนี้ - เติม s ท้ายคำ เช่น students, hospitals, cars, trees - เติม es ท้ายคำที่มี s, ss, sh, ch, o, x, z เช่น toothbrushes, dresses, potatoes, foxes - คำที่ลงท้ายด้วย o หากหน้า o เป็นสระ a, e, i, o, u เติม s ได้เลย เช่น radios, studios - คำที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นสระ a, e, i, o, u เติม s ได้เลย เช่น toys, boys, days, keys - คำที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ เปลี่ยน y เป็น ies เช่น flies, strawberries, lorries - คำที่ลงท้ายด้วย f, fe ให้เปลี่ยน f, fe เป็น ves เช่น wives, lives, knives, leaves, thieves - คำบางคำต้องเปลี่ยนรูปไปเลย เช่น tooth - teeth, woman - women, person - people, mouse - mice - คำบางคำเติม en, ren เช่น ox - oxen, child - children - คำบางคำไม่ว่าจะมีกี่อันก็ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ เช่น trousers, scissors, series, species - คำบางคำใช้รูปเดิมทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ เช่น fish, sheep, deer, salmon, series, species 2. นามที่นับไม่ได้ ( ของเหลว ของที่จับต้องไม่ได้ อาการนาม นามธรรม เป็นต้น) เช่น hair, rice, happiness, politics, news, luggage, baggage, information, health, knowledge, bread etc.- Article (A, An, The) คำ article แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ A. Indefinite Article ได้แก่ a, an (ใช้กับคำนามที่ไม่เจาะจง)1. ใช้ an นำหน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ a, e, i, o,u หรือออกเสียงสระแม้จะขึ้นต้นด้วยพยัญชนะก็ตามเช่น ________________________________________________________________________________2. ใช้ a นำหน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ หรือออกเสียงเป็นพยัญชนะแม้จะขึ้นต้นด้วยสระก็ตามเช่น ________________________________________________________________________________3. ใช้ a, an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่นับได้เสมอที่มีความหมายเป็น “หนึ่ง”เช่น ________________________________________________________________________________4. ใช้ a, an นำหน้านามเอกพจน์ที่แปลเป็น ต่อ...(หน่วย) เช่น ____________________________________5. ใช้ a กับการเจ็บไข้ได้ป่วย เช่น _________________________________________________________ 6

B. Definite Article ได้แก่ the (ใช้กับคำนามที่เจาะจง)1. the + N. ที่มีสิ่งเดียว อันเดียว เช่น _______________________________________________________2. the + ขั้นสูงสุด / the ขั้นกว่า .......... , the ขั้นกว่า ..........เช่น ________________________________________________________________________________3. the + ดนตรี เช่น ____________________________________________________________________4. the + หนังสือพิมพ์, ธนาคาร, สะพาน, โรงแรม, โรงหนัง, โรงละคร, ภัตตาคาร, พระราชวัง,พิพิธภัณฑ์, หอสมุด, ตึกที่มีชื่อเสียงไม่เหมือนใครเช่น ________________________________________________________________________________5. the + nationality ที่ลงท้ายด้วย ch, sh, se, ss, s เช่น __________________________________________6. the + เทือกเขา, หมู่เกาะ, แม่น้ำ, ลำคลอง, มหาสมุทร, ทะเล, ทะเลทราย, กลุ่มทะเลสาป, ช่องแคบเช่น ________________________________________________________________________________7. the + ประเทศ ดังนี้ เช่น _______________________________________________________________8. the + ตำแหน่ง เช่น __________________________________________________________________**แต่ถ้ามีชื่อตามมาไม่ต้องใช้ the เช่น _____________________________________________________9. the + ADJ. = พวก… จัดเป็นพหูพจน์ เช่น _________________________________________________ กรณีที่ไม่ใช้ Articles (A, An, The)1. ชื่อมื้ออาหาร เช่น ___________________________________________________________________2. ชื่อภาษา, ชื่อวิชา เช่น _______________________________________________________________3. ชื่อวัน เช่น ________________________________________________________________________4. เทศกาล, ฤดู เช่น ___________________________________________________________________5. ชื่อเมือง, รัฐ, ประเทศ, ทวีป เช่น ________________________________________________________6. ชื่อกีฬาทุกชนิด เช่น _________________________________________________________________ 7

- Quantifier คือ คำแสดงปริมาณ ที่จะวางไว้หน้าคำนาม แบ่งตามการใช้งานได้ 4 ประเภท1. a large number of + นามนับได้พหูพจน์ + (กริยาพหูพจน์) a good number of a great number of a couple of a good many few a few many several The large number of + นามนับได้พหูพจน์ + (กริยาเอกพจน์) The good number of The great number ofA good number of cars are imported from Japan.The good number of cars is imported from Japan.A large number of police officers have come to the crime scene.The large number of police officers has come to the crime scene.2. + นามนับไม่ได้ + (กริยาเอกพจน์) a large amount of a large quantity of a great deal of a good deal of a sum of the sum of little a little muchShe has a large quantity of orange juice in the fridge.We have little information about that company.3. + นามนับได้พหูพจน์ และนามนับไม่ได้ a lot of I have no money. lots of All of my students are diligent. plenty of none of 8 all of most of some some of any any of half of no

4. + นามนับได้เอกพจน์ + กริยาเอกพจน์ every one each either neither many aMany a car runs so fast in the city.Every boy and girl needs love, care, and understanding.- Compound Nouns1. N. + N. เช่น mineral water, key card, car insurance, history book2. N. ’s N. เช่น cow’s milk, students’ books, school’s rules3. N. of N. เช่น information of Thailand, knowledge of Science4. V.ing (Gerund) + N. เช่น recording machine, drinking glass, hearing aid5. Adj. + อวัยวะ -ed + N. เช่น a blue-eyed girl, a long-legged boy6. Adj., Adv. + V.3 + N. เช่น well-educated person, well-known actress7. แสดงปริมาณ + หน่วย + N. เช่น a six-year-old boy, a three-storey house- Noun Phrase คือ กลุ่มนามที่มีคำชนิดอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย ทำหน้าที่เหมือนนามทุกประการ แต่ยังไม่มีคำกริยาเช่น All students need to pass the exam. My sister kicked a barking dog. These gifts are for your lovely son.- Noun Clause นามานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นนาม มีกริยาในตัวเอง แต่ใจความยังไม่สมบูรณ์มักขึ้นต้นด้วย what, where, when, who, whom, why, which, whose, that, how to โดยมีโครงสร้าง ดังนี้(what, where, when, why, who, whom, which, whose, that) + Subject + Verb(who, what, which) + V. เช่น What you said was considered impractical.how to + V.1 I don’t know what to do.what to + V.1 Please tell me who makes you cry. Why he loves me is still unknown. 9

2. เรื่องสำคัญที่ควรทราบของ PronounSubject Object Possessive Reflexive I me Adjective Pronoun myself You you yourself, yourselves We us my mine They them ourselves He him your yours themselves She her It our ours himself it herself their theirs itself his his her hers its itsสังเกตการใช้ Pronoun1. Subject ________________________ เช่น She is my friend.2 Object _________________________ เช่น They give it to me.3. Possessive Adj. แสดงความเป็นเจ้าของ ______________________ เช่น This is my book.4. Possessive Pron. แสดงความเป็นเจ้าของ _______________________ เช่น This book is hers.5. Reflexive เอาไว้สะท้อนการกระทำของ ______________________ เช่น We draw this picture by ourselves. 10

3. เรื่องสำคัญที่ควรทราบของ Verb ในการทำข้อสอบแต่ละครั้ง เราจำเป็นจะต้องดูโครงสร้างประโยคให้ออก และมองหา “กริยาแท้” ของประโยคนั้นให้เจอ ซึ่งรูปแบบของคำกริยาก็มีมากมาย ดังจะกล่าวต่อไปนี้- กริยาแบบไหนถึงจะเรียกว่า กริยาแท้ (ทำหน้าที่แสดงใจความสำคัญหลักของประโยค)1. กริยาที่เปลี่ยนรูปไปตาม Tense เช่นShe goes to school every day.She is going to school now.She went to school yesterday.She will go to school tomorrow.2. กริยาที่เปลี่ยนรูปตาม Voice เช่นHe kills a tiger. >>> A tiger is killed by him.Suda has studied English. >>> English has been studied by Suda.Note : กริยาแท้จะรวมถึง Modal Verb ได้แก่ will, would, shall, should, can, could, may, might, must, oughtto, has to, have to, need, need to, had better, would rather, used to และ V.to be, V.to do, V.to haveโครงสร้างการใช้ Modal Verb Modal Verb + V.infinitive ใช้กับเหตุการณ์ในปัจจุบันและอนาคต เช่น We should call him tonight. พวกเราควรโทรไปหาเขาคืนนี้ Modal Verb + have + V.3 ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น We should have called him last night. พวกเราควรจะโทรไปหาเขาเมื่อคืนนี้- กริยาไม่แท้ เป็นแบบไหนบ้าง (ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยาที่แสดงใจความหลักของประโยค)1. อยู่หลัง to เช่น I want to eat chicken.2. ทำหน้าที่เป็น Gerund (V. ที่เติม ing แล้วเป็น N.) เช่น She enjoys playing the piano.3. อยู่ในรูป Present Participle (V.ing) และ Past Participle (V.3) เช่น A girl stealing a dog is crazy. ___________________________________ A dog stolen by a girl is pitiful. __________________________________4. อยู่หลัง Relative Pronoun เช่น The book which was given yesterday is missing.5. อยู่หลัง Preposition เช่น I’m interested in teaching English.- V. infinitive คืออะไร_______________________________________________________________________________________ 11

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่1.) Infinitive with to ( to + V.inf ) >> กริยาที่มักตามด้วย to + V.inf ได้แก่ want (ต้องการ), attempt (พยายาม), invite (เชื้อเชิญ), aim (มีเป้าหมาย), pretend (เสแสร้ง), decide (ตัดสิน ใจ), choose (เลือก), force (บังคับ), persuade (ชักชวน), plan (วางแผน), expect (คาดการณ์), hesitate (ลังเล), refuse (ปฏิเสธ), agree (ตกลง), allow (อนุญาต), tend (มีแนวโน้ม), lead (นำไปสู่), remind (เตือน ความจำ), encourage (สนับสนุน), ask (ถาม), deserve (สมควรได้รับ), be likely (น่าจะ), arrange (เตรียม การ), intend (ตั้งใจ), claim (อ้าง), offer (เสนอให้), prepare (เตรียม), V. to be + Adj.I want to go to Phuket.Yoke plans to study Chinese next year.I am happy to see you here.My parents allowed me to travel alone.My professor encourages me to do this project.2.) Infinitive without to ( V.inf ) >> กริยาที่มักตามด้วย V.inf ได้แก่ modal verb เช่นYou can trust me.They must stop when they see the red light.The students had better tell this problem to their teacher.I would rather stay here than go out with him.* กริยาที่แสดงอาการรับรู้ see, hear, smell, feel, notice, observe, watch + ___________________ เช่นI smell something burn / burning in the kitchen.We hear birds sing / singing outside our house. * Causative Verb “ให้ใครทำอะไรให้” 12 Active let make have (help) get Passive have get

- Gerund คืออะไร_______________________________________________________________________________________กริยา หรือวลีที่ต้องตามด้วย Gerund (ทำนองเพลง HBD) mind, enjoy, keep, quit, finish / miss, mention, fancy, require defer, detest, delay, dislike / advise, suggest, recommend consider, recall, risk, deny / imagine, feel like, anticipate admit, discuss, excuse, postpone / complete, forgive, understand look forward to, avoid, be used to / be tired of, be sick of, be busy can’t help, can’t stand, can’t bear, it’s worth / Would you mind, it’s no use, focus onเช่น I am used to living alone. We are looking forward to seeing you. Suda enjoys eating pizza. Teacher keeps telling us not to make loud noise in the classroom.Note : คำบางคำสามารถตามได้ทั้ง to V.inf และ Gerund ซึ่งให้ความหมายเหมือนกัน หรือต่างกัน ดังนี้I. ให้ความหมายเหมือนกัน (start, begin, love, like, hate, dislike, plan, intend, prefer) เช่น We start to learn at 8 o’clock. = We start learning at 8 o’clock. I love to cook Italian food. = I love cooking Italian food.II. ให้ความหมายต่างกัน (forget, remember, mean, stop, try, regret, need) เช่น We stop talking for a while. เราหยุดคุยกันครู่หนึ่ง We stop to talk for a while. เราหยุด(ทำอย่างอื่น)เพื่อมาคุยกันครู่หนึ่ง I try eating crocodile. ฉันลองทานเนื้อจระเข้ I try to eat crocodile. ฉันพยายามทานเนื้อจระเข้- Participle เรื่องสำคัญ จดจำให้ดี คือ กริยาในรูป V.ing และ V.3 ทำหน้าที่เป็นได้ทั้งกริยาไม่แท้ (และ Adj. นำหน้านาม) เพื่อขยายนามนั้น1. Present Participle (V.ing) ทำหน้าที่ขยายว่า คำนามนั้น_________________________________เช่น The performing woman on the stage is my favourite actress. The woman performing on the stage is my favourite actress. Performing on the stage, the woman is my favourite actress. The boy standing over there bought me a flower. I saw a man stealing that girl’s wallet. 13

2. Past Participle (V.3) ทำหน้าที่ขยายว่า คำนามนั้น______________________________________เช่น The stolen bag is expensive. That cake baked by John is on the table. Bitten by a snake, Mike was taken to the hospital. Jack, kicked by his friends, is sent to the hospital. My mom washed the cars parked in the garage.***แต่ระวัง อย่าสับสนกับ Gerund เพราะ Gerund คือคำนาม มีความหมายว่า การ..., ความ... ไม่ได้ใช้เพื่อขยายนามตัวใดทั้งนั้น เช่น Swimming every day is good for your health. I love shopping and watching movies with my sister.- Special Verb คือกริยาพิเศษที่เกี่ยวกับความรู้สึก amaze (ทำให้ประหลาดใจ), annoy (ทำให้รำคาญ), bore (ทำให้เบื่อ), confuse (ทำให้สับสน), depress (ทำให้หดหู่), disappoint (ทำให้ผิดหวัง), disgust (ทำให้ขยะแขยง), embarrass (ทำให้อับอาย), frustrate (ทำให้หมดความอดทน), fascinate (ทำให้หลงใหล), interest (ทำให้สนใจ), relax (ทำให้ผ่อน คลาย), surprise (ทำให้ประหลาดใจ), tire (ทำให้เหนื่อย), excite (ทำให้ตื่นเต้น), terrify (ทำให้กลัว)แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามหน้าที่ในประโยค1. เป็นกริยาแท้ของประโยค แปลว่า ทำให้... เช่น ______________________________________________________________________________2. เติม ing เพื่อใช้เป็น Adj. วางไว้หลัง V.to be และ Linking V. แปลว่า น่า... เช่น ______________________________________________________________________________3. เติม ed เพื่อใช้เป็น Adj. วางไว้หลัง V.to be และ Linking V. แปลว่า รู้สึก... เช่น ______________________________________________________________________________- Linking Verb คือกริยาที่จะต้องตามหลังด้วย ADJECTIVE เสมอ seem (ดูเหมือนว่า), sound (ดูเหมือนว่า), stay (ยังคง), เช่น Everything goes wrong. go (กลายเป็น), get (เริ่มจะ), grow (เริ่มจะ), Jim remains rude. taste (มีรสชาติ), turn (กลายเป็น), be (V.to be), Please keep quiet. become (กลายเป็น), look (ดูเหมือนว่า), remain (ยังคง), Mary grew angry. I found English interesting. keep (รักษา), drive (ทำให้), find (รู้สึกว่า, เห็นว่า), smell (มีกลิ่น), feel (รู้สึก), appear (ท่าทาง) 14

4. เรื่องสำคัญที่ควรทราบของ Adjective ทำหน้าที่ ขยายคำนามหรือสรรพนาม เพื่อบอกลักษณะเพิ่มเติม เช่น สี ขนาด รูปร่าง สัญชาติ เป็นต้นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องจำคือ ตำแหน่งของ Adj. ที่วางอยู่ในประโยค ซึ่งมีดังต่อไปนี้1.) ________________________________________เช่น A clever student can pass a difficult examination.2.) ________________________________________เช่น Everyone feels nervous before the oral exam.3.) ________________________________________เช่น She is intelligent because she is diligent and ambitious.4.) ________________________________________เช่น They always make me angry.- การเปรียบเทียบ Adjective (และ Adverb*) มีดังต่อไปนี้I. เปรียบเทียบเพื่อแสดงความเท่าเทียม* เช่น A is as tall as B.เปรียบเทียบเพื่อแสดงความไม่เท่ากัน* เช่น A is not as tall as B.แสดงความเหมือนกัน A is not so tall as B.แสดงความต่างกัน เช่น A is similar to B. A has the same colour as B. เช่น A is different from B. 15

II. เปรียบเทียบขั้นกว่า*เช่น A is taller than B. A is more beautiful than B.Note : สามารถใช้ much, far นำหน้า Adj. เพื่อสื่อความหมายว่า “กว่า...มาก” เช่น India is far hotter than Thailand. และสามารถใช้ many more นำหน้านามพหูพจน์ เพื่อสื่อความหมายเดียวกัน เช่น Yoke has many more lovely friends than Ploy. * ยิ่ง… ก็ยิ่ง...เช่น The fewer mistakes you have in you essay, the better it is. The less you eat, the healthier you are. The sooner, the better. The more problems, the less motivation.III. เปรียบเทียบขั้นสูงสุด*เช่น A is the tallest girl in this class. A is the most beautiful girl in the world.Note : การเปรียบเทียบขั้นกว่า และขั้นสูงสุด บางคำมีการเปลี่ยนรูป เช่นfar farther farthest far further furthest worse worstgood, well better best bad, badly elder eldestold older oldest old less leastmuch, many more most little 16

- Adjective Clause (Relative Clause) Relative Clause เป็นอนุประโยคที่ยังมีความหมายไม่สมบูรณ์ในตัวเอง มีหน้าที่ขยายนามและสรรพนามเหมือนกับ Adjective ช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่ คือ สิ่งใด หรือ ใครกันแน่ และจะวางไว้หลังนามและสรรพนาม โดยเวลาใช้จะตามหลัง Relative Pronoun (who, whom, which, that, whose) และสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ 1. Defining Relative Clause 2. Non-defining Relative Clause เราใช้ defining relative clause เพื่อบอกถึงสิ่งที่เรากำลังพูดถึง (หากขาดไปก็จะไม่สามารถทราบได้ว่าพูดถึงอะไร) เช่น I like the woman who lives next door. (ถ้าเราไม่บอกว่า ‘who lives next door’ ก็จะไม่ทราบเลยว่าหมายถึงผู้หญิงคนไหน). เราใช้ non-defining relative clause บอกถึงข้อมูลเพิ่มเติมของสิ่งที่เรากำลังพูดถึง (เราไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลนี้เพื่อที่จะเข้าใจว่าพูดถึงอะไร) เช่น I live in London, which has some fantastic parks. • (ทุกคนทราบดีว่าลอนดอนอยู่ที่ไหน ดังนั้น ‘which has some fantastic parks’ ถือเป็นข้อมูลเพิ่มเติม จะมี หรือไม่มีก็ได้).**รูปแบบการใช้ Defining relative clausesDefining Relative Clause โดยปกติแล้วจะมีลักษณะดังนี้ 1. ทำหน้าที่คล้าย Adjective เพื่อไปขยายนามที่อยู่ข้างหน้า ให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนว่า หมาย ถึง ใคร สิ่งไหน หรือ ของใคร เป็นต้น 2. ไม่มีเครื่องหมาย comma (,) คั่นระหว่างนามกับ Defining Relative Clause 3. จะขึ้นต้นด้วยคำสรรพนาม (Relative Pronoun) ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับนามที่ขยาย เช่น ถ้าขยายนาม ที่เป็นคน Relative Pronoun ก็ต้องเป็นคำที่ใช้แทนคน ฯลฯหน้าที่ของ Relative Pronoun จะมีหน้าที่อยู่ 3 ประการหลัก คือ 1. ทำหน้าที่เป็นประธาน มี 2 แบบ คือ1.1 ถ้าเป็นคนใช้ who + V. เช่น • I’m looking for a secretary who can use a computer well. ฉันกำลังมองหาเสมียนที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี • She has a son who is a doctor. เธอมีลูกชายคนหนึ่งที่เป็นหมอ1.2 ถ้าเป็นสัตว์หรือสิ่งของใช้ which หรือ that + V. เช่น • We bought a house which / that is 200 years old. เราซื้อบ้านซึ่งอายุ 200 ปี • The iPad which / that is on the table is from America. ไอแพด ตัวที่อยู่บนโต๊ะ มาจากอเมริกา 17

2. ทำหน้าที่เป็นกรรม มี 2 แบบ คือ2.1 ถ้าเป็นคนใช้ whom + S. + V. เช่น • The woman whom I talked to yesterday is our new boss. ผู้หญิงที่ฉันคุยด้วยเมื่อวานคือเจ้านายใหม่ ของเรา2.2 ถ้าเป็นสัตว์หรือสิ่งของ ใช้ which หรือ that + S. + V. เช่น • I like the puppy which Gabriel bought last week. ฉันชอบลูกสุนัขที่กาเบรียลซื้อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 3. ทำหน้าที่เป็นเจ้าของ มี 2 แบบ คือ3.1 เป็นคน ใช้ whose + N. เช่น • The man whose car is blue is Mark. ผู้ชายที่รถของเขาสีน้ำเงินคือ มาร์ค3.2 ถ้าเป็นสัตว์หรือสิ่งของให้ใช้ of which + N. เช่น • The cabinet of which drawer is broken has already been repaired. ตู้ที่ลิ้นชักเสียมีคนมาซ่อมแล้ว**รูปแบบการใช้ Non-defining relative Clause มีลักษณะที่สำคัญ อยู่ 3 ประการ 1. เป็น clause ที่เพิ่มเข้ามา ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค เพียงแต่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้ได้ความ ละเอียดมากขึ้น 2. ต้องมีเครื่องหมาย comma ข้างหน้าและข้างหลัง clause เสมอ 3. ต้องใช้ relative pronouns ซึ่งไม่ชี้เฉพาะเจาะจง เช่น who, whom ,whose หรือ which เท่านั้น จะใช้ that ไม่ได้เลยตัวอย่างเช่น • My boss, who is very nice, lives in Manchester. • My sister, whom I live with, knows a lot about cars. • My bicycle, which I’ve had for more than ten years, is falling apart.**ตัวอย่างและรูปแบบการใช้งาน Relative AdverbsRelative adverb (where/when/why) + S. + V. จะถูกใช้แทนที่ Relative Pronoun และ PrepositionThat’s the restaurant in which we had dinner last night.→ That’s the restaurant where we had dinner last night.I’ll never forget the day on which I met you.→ I’ll never forget the day when I met you.The reason why I decide to marry you is still unknown. 18





















สรุปโครงสร้างการใช้งานคำเชื่อมที่สำคัญ1. ……………………. or ……………………. and2. ……………………. but …………………….3. ……………………. than …………………….4. ……………………. because ……………………. since for as seeing that now that5. Due to …………………… , …………………… Owing to Thanks to As a result of On account of Because of6. Though …………………… , …………………… Although Even though Even if7. Despite …………………… , …………………… In spite of8. No matter what …………………… , …………………… No matter how 29

9. ……………….. So, .……………….. Thus, Hence, Therefore, Thereby, Consequently, Accordingly,10. ……………….. Besides, .……………….. Moreover, Furthermore, In addition,11. ……………….. Still, .……………….. But, Yet, However, Never the less, None the less,12. ……………….. For all that, .……………….. On the other hand,13. ……………….. , for example , .……………….. , for instance , ……………….. such as .………………..14. ……………….. to .……………….. in order to so as to ……………….. so that .……………….. in order that 30

15. ……………….. while .……………….. meanwhile whereas where as16. ……………….. Likewise, .……………….. Similarly, Correspondingly,17. ……………….. In contrast, .……………….. On the contrary,18. ……………….. or .……………….. or else otherwise if not19. ……………….. in case .……………….. just in case20. ……………….. both… and… .……………….. either…or… neither…nor… not only…but (also)… from…to… 31

8. เรื่องสำคัญที่ควรทราบของ Interjection เป็นคำ วลี หรือประโยคที่อุทาน หรือพูดออกมาเพื่อแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ ตกใจ เจ็บปวด ตื่นเต้นโกรธ สนุกสนาน โดยมีเครื่องหมาย ! (Exclamation Mark) ปิดท้าย ตัวอย่างเช่น Oh! Ah! Yum! Hooray! That’samazing! เวลาอยู่ในประโยคมักวางไว้ข้างหน้าสุด โดยมีเครื่องหมาย ! (Exclamation Mark)Interjection ที่ขึ้นต้นด้วย What และ How วิธีการใช้ดังนี้ What + a….!What a pity!What a shame!What a mess!What a relief! What + a (an) + adjective + คํานามเอกพจน์นับได้What a beautiful day!What an amazing car!What a kind man!What a beautiful flower! What + a (an) + adjective +คํานามเอกพจน์นับได้ + ประธาน + กิริยาWhat a beautiful day it is!What an amazing car you have!What a beautiful smile she has! What + adjective + คํานามเอกพจน์นับไม่ได้ (+ ประธาน + กิริยา)What pleasant weather!What bad luck!What bad luck they had! What + adjective + คำนามพหูพจน์What lovely children!What beautiful flowers! What + adjective + คำนามพหูพจน์ + ประธาน + กริยาWhat stupid things you say!What interesting books they are! How + adjective 32How lovely!How amazing!How nice!How fast!

How + adjective/adverb + ประธาน + กริยาHow nice it is!How cold it is!How fast the train goes!How foolish she is! How + adjective + กริยา + ประธานHow clever am I!How crazy is that!“How adjective + กริยา + ประธาน” การอุทานแบบนี้มักจะพบใน American EnglishInterjection ที่ใช้ so และ such ร่วมอยู่ด้วย so + adjective!You are so sweet!She is so beautiful!He is so kind! such + a/an + (adjective) + คํานามเอกพจน์นับได้Such a great experience!He is such a nice boy! such + (adjective) + คํานามเอกพจน์นับไม่ได้หรือคำนามพหูพจน์They are such kind people!He talks such nonsense! นอกจากใช้สื่ออารมณ์ความรู้สึกต่างๆแล้ว interjection ยังสามารถนำมาใช้เพื่อการอวยพร โห่ร้อง หรือแสดงความชื่นชมยินดีได้อีกด้วย เช่นLong live the king!Have a good trip!Good luck for you all! 33

Sentence Structure1. S + V : He likes me.2. S who V : The girl who is smiling is my sister. which + v. that3. - - : Suda, who is my teacher, is kind. : : ส่วนขยาย ;V S; , , ) (4. S v.ing V : The girl sitting there is my sister. v.ed/3 : The boy bitten by a snake is my son.v.ing …………, S+V…………. : Seeing a snake, she ran away.v.ed/3 : Bitten by a snake, the boy was taken to hospital.คำเชื่อม v.ing : When he is pressed harder, he must tell you. ………., S ……….. : When pressed a little harder, the boy must confess. v.ed/35. S + Prepositional Phrase + V : The books on the shelf (is / are) interesting. 34

Agreement of Subject and Verb คือ การเลือกคำกริยาให้สอดคล้องกับประธานของประโยค (เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)1. ประธานเอกพจน์คือมีหนึ่งเดียว กริยาเอกพจน์ และประธานมีหลายคนหรือหลายสิ่ง กริยาเป็นพหูพจน์ • This room is for our guests. • These children are sitting near my house.2. ถ้าประธานมี 2 ตัว เชื่อมด้วย “and” ให้ถือเป็นประธานพหูพจน์ กริยาจึงต้องเป็นพหูพจน์ • My brother and I are twins. ถ้าประธานที่เชื่อมด้วย “and” แต่เป็นสิ่งเดียวกันหรือเป็นหน่วยเดียวกัน ให้ถือเป็นเอกพจน์ และใช้กริยาเอกพจน์ เช่น• Bread and butter is my favorite breakfast. (ขนมปังและแยมหรือขนมปังทาแยมมันคือของชิ้น เดียวกัน มันจึงเป็นเอกพจน์)3. ประธานที่มีวลีหรือคำขยายต่อท้าย จะนับเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์นั้น ให้ดูประธานที่อยู่ข้างหน้าเป็นหลัก เช่น• Many boys including my brother like playing computer game.• Tammy together with her family has reserved the table at this restaurant.4. คำต่อไปนี้เมื่อเป็นประธานของประโยคให้ถือเป็นเอกพจน์anybody everybody someoneanyone everyone somebodyanything everything somethinganywhere everywhere somewhere neither + singular N.each + singular N. either + singular N. neither of + plural N.each of + Plural N. either of + Plural N.• Everyone agrees to your plan.• Each of the lessons takes an hour.5. ประธานซึ่งเชื่อมด้วยคำต่อไปนี้ กริยาให้ถือตามประธานตัวหลังor neither… noreither….or not only……but also• Not only Jim but also his friends are coming to the party tonight.• Neither the Prime minister nor his representatives are to attend the meeting.6. คำต่อไปนี้ถ้าใช้แทนคำนามนับได้ ถือเป็นพหูพจน์เสมอall both (a) fewmany several some • • All are going to miss the train. • Few are attending the meeting. Many were invited to the lunch but only twelve showed up. 35

7. คำบอกปริมาณ แยกเป็นกลุ่มได้ดังนี้7.1 วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ถ้าตามด้วยนามเอกพจน์ กริยาต้องใช้เอกพจน์ถ้าตามด้วยนามพหูพจน์กริยาต้องใช้พหูพจน์a lot of plenty of most of some oflots of all of none of percent of• I think a lot of English wine is too sweet.• Plenty of people are in the room.7.2 วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ใช้กับคำนามนับได้ที่เป็นพหูพจน์ และกริยาก็ต้องเป็นพหูพจน์ตามด้วย ซึ่งได้แก่คำว่าa number of manya large number of a good manya great number of a great many• A number of students are playing football.• A large number of tourists get lost because of that sign.7.3 วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ เมื่อใช้กับนามนับไม่ได้ กริยาต้องใช้รูปเอกพจน์ตลอดไปmuch a large number ofa great deal of a large amount ofa good deal of a large quantity of• A large amount of money was stolen from the bank.8. ประธานที่ขึ้นต้นด้วย Infinitive Phrase (วลีที่นำหน้าด้วย to) หรือ gerund (Ving) ถือว่าเป็นเอกพจน์ กริยาต้องเป็นรูปเอกพจน์ • To get up early is my habit. • Swimming is my favourite sport.9. ประโยคที่มี who, which, that เป็น Relative Pronoun กริยาของ Relative Pronoun จะใช้รูปของเอกพจน์หรือพหูพจน์ให้ยึดตามคำที่มันแทนซึ่งอยู่ข้างหน้า • The students who are trying hard will pass the exam. (who = students) • That girl who wears pink dress is my younger sister. (who = girl)10. จำนวนเงินหรือมาตราต่างๆ ถือเป็นเอกพจน์ • Twenty thousand bahts is too high for this camera. • Two hundred miles is a long way.11. เศษส่วนของคำนามพหูพจน์ ใช้กริยาเป็นพหูพจน์ เศษส่วนของคำนามเอกพจน์ ใช้กริยาเป็นเอกพจน์ • Two-thirds of the boys are absent. • Two-thirds of the wall has been painted. 36

Tense 37

1. Present Simple Tense (ปัจจุบันกาล)ประธาน + กริยาช่องที่ 1 (ถ้าประธานเอกพจน์ + กริยาช่องที่ 1 เติม s หรือ es) เช่นShe sings a song. แปลว่า หล่อนร้องเพลงWe are not drivers. หรือ We aren’t drivers. แปลว่า พวกเราไม่ใช่คนขับรถประโยคปฏิเสธและคำถามเราจะใช้ Verb to do (Do/Does) มาช่วย เช่นYou do not like apple. หรือ You don’t like apple.She does not eat meat. หรือ She doesn’t eat meat.Do you like it? / Does he like it?หลักการใช้ Present Simple Tense สรุปได้ดังนี้ 1. แสดงลักษณะความจริงอยู่เสมอ ไม่ว่า เหตุการณ์จะผ่านไปเท่าใดก็ตาม เช่นThe earth moves around the sun. โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์The sun rises in the east and sets in the west. ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกThe earth is round. โลกกลมWater freezes at 0 C. น้ำมีจุดเยือกแข็งที่ 0 องศาเซลเซียส 2. การกระทำที่เกิดขึ้นเสมอๆ, เกิดขึ้นจนเป็นนิสัย หรือ ประเพณีนิยม มักจะมี adverb of frequencyประกอบในประโยค เช่น every day, always, usually, often, sometimes, generally, rarely, barely, hardly, scarcely, seldom, never, frequently, naturally etc.He runs every morning. เขาวิ่งทุกๆเช้าJohn often drinks beer. จอห์นมักจะดื่มเบียร์ 3. ใช้กับสุภาษิต คำพังเพย เช่นNew brooms sweep clean. ไม้กวาดใหม่ย่อมกวาดสะอาดกว่าMoney makes friend. เงินทองอาจทำให้ท่านมีเพื่อนฝูงมากHealth is wealth. ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ 38

2. Present Continuous Tense (ปัจจุบันกาลกำลังจะทำ)I + am + กริยาช่องที่ 1 เติม ingประธานเอกพจน์ + is + กริยาช่องที่ 1 เติม ingประธานพหูพจน์ + are + กริยาช่องที่ 1 เติม ingShe is running.Is he playing football now?I am not sleeping.หลักการใช้ Present Continuous Tense 1. แสดงการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะพูด และคาดว่าจะสิ้นสุดลงในไม่ช้ามักมีคำเหล่านี้ คือ now, right now, at present, at the moment, คำสั่ง, ตกใจ! etc. เช่นTom is running now. 2. แสดงการกระทำเริ่มก่อนพูดเป็นเวลานาน ขณะที่พูดนี้เหตุการณ์อาจไม่ได้กำลังเกิดขึ้นจริงๆ มักมีคำว่า this week, this month etc. เช่นI am working with my teacher this summer. ฉันกำลังทำงานกับครูของฉันในฤดูร้อนนี้(ขณะที่พูดอาจทำ หรือไม่ทำอาการนี้ก็ได้)Tom is working for an examination. ทอม กำลังดูหนังสือสำหรับการสอบในครั้งนี้(ขณะพูดอาจจะไม่ได้ดูหนังสือก็ได้) 3. ใช้แทนอนาคตกำลังจะมาถึงในไม่ช้า หรืออนาคตอันใกล้มักมี adverb of time(tomorrow, next week, next month etc.) เช่นI am asking him tomorrow (= I will ask him tomorrow.) ฉันจะถามเขาพรุ่งนี้He is leaving on Sunday (= He’ll leave on Sunday.) เขาจะออกเดินทางในวันอาทิตย์ 4. กริยาที่ไม่นิยมใช้รูป Present Continuous Tense4.1กริยาแสดงความรู้สึกทางประสาททั้ง 5see = เห็น notice = สังเกต smell = ดมกลิ่น taste = ชิม hear = ได้ยิน recognize = จำได้ etc.4.2กริยาที่แสดงความรู้สึกทางอารมณ์ เช่นlove = รัก dislike = ไม่ชอบ forgive = อภัย care = เอาใจใส่ hate = เกลียด want = ต้องการ like = ชอบ4.3กริยาแสดงความคิด เช่นthink = คิด know = รู้ understand = เข้าใจ believe = เชื่อ forget = ลืม trust = เชื่อ remember = จำได้4.4กริยาอื่นๆ เช่นseem = ดูราวกับว่า hold = บรรจุ belong = เป็นของ own = เป็นเจ้าของ contain = บรรจุ possess = เป็นเจ้าของappear (=seem) consist = ประกอบด้วย 39

3. Present Perfect Tense (ปัจจุบันกาลสมบูรณ์)ประธาน + has, have + Past Participle V.3We have eaten American foods.She has not(hasn’t) eaten Thai foods.Has he smoked cigarettes?หลักการใช้ Present Perfect Tense 1.แสดงถึงการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วเหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน(ตอนพูด) และมีแนวโน้มว่าจะเนินต่อไปในอนาคตมักจะมีคำว่า since, for เช่นDr.Helen has lived in Bangkok since 1958. ดร.เฮเลน อยู่ที่กรุงเทพตั้งแต่ ค.ศ.1958I have studied in America for four years. ฉันเคยเรียนที่อเมริกามาเป็นเวลา 4 ปี 2.แสดงการกระทำซึ่งเกิดขึ้นในอดีต และพึ่งเสร็จสมบูรณ์ไปไม่นาน มักมี adverbเช่น just, yet, already etc. ประกอบด้วย เช่นI have just passed my friend’s house. ฉันพึ่งผ่านบ้านเพื่อนของฉันมาThey have already finished housework. พวกเขาทำงานบ้านเสร็จแล้ว 3.แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ผลของการกระทำนั้นยังคงมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด เช่นI have read this book before. ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วHe has opened the door. เขาได้เปิดประตูแล้ว (ผลของการกระทำยังอยู่คือประตูเปิด) 4.เหตุการณ์ที่เคยทำซ้ำๆกันหลายหนแล้วในอดีต อาจจะทำต่อไปในอนาคตแต่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อใดอาจไม่ได้บ่งเวลาได้ มักมี adverb of time เช่น many times, several times ในประโยคด้วย เช่นShe has read this book three times. หล่อนเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ 3 ครั้งแล้วHe has eaten Thai food several times. เขาเคยกินอาหารไทยหลายครั้งแล้ว4.Present Perfect Continuous Tense (ปัจจุบันกาลสมบูรณ์กำลังกระทำ)ประธาน + has, have + been + กริยาเติม ingShe has been living here for 2 weeks. หล่อนอาศัยอยู่ที่นี่มา 2 สัปดาห์แล้วHe has been studying hard all year. เขาเรียนหนังสือหนักมาตลอดปีหลักการใช้ Present Perfect Continuous Tense 1.ใช้แสดงการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต และดำเนินมาโดยไม่ขาดตอน เช่นJohn has been living in America since 1984. จอห์นได้มาอยู่อเมริกาตั้งแต่ปี 1984 40

Note : Present Perfect Continuous Tense นี้ ใช้เหมือน Present Perfectต่างกันที่ว่า Present Perfect Continuous Tense ใช้เพื่อต้องการเน้นย้ำว่าการกระทำติดต่อกันมาตลอด และกริยา ที่ใช้มักเป็นกริยาที่มีลักษณะต่อเนื่องได้ ปัจจุบันไม่นิยมใช้มากนัก5.Past Simple Tense (อดีตกาลธรรมดา)ประธาน + กริยาช่อง 2 (ประโยคคำถามและปฏิเสธให้เอา Did เข้ามาช่วย)She went home. เธอกลับบ้านI came here last night. ฉันมาที่นี่เมื่อคืนหลักการใช้ Past Simple Tense 1.ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และจบสิ้นลงไปแล้วในอดีตเช่นกัน มักมีคำว่า once, ago, last night,last week, last year etc. เช่นI got sick yesterday. ฉันป่วยเมื่อวานนี้I lived in Phuket 3 years ago. ฉันอยู่ที่ภูเก็ตเมื่อ 3 ปีที่แล้วShe went to the university last week. หล่อนไปมหาวิทยาลัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 2.แสดงเหตุการณ์ที่เป็นนิสัย ที่ทำประจำในอดีต (ปัจจุบันไม่ได้กระทำแล้ว) มักมี adverb ความถี่อยู่ด้วยเช่น always, every, frequently etc.Chris walked every morning. คริสเดินทุกๆเช้า (เป็นนิสัยในอดีต ปัจจุบันไม่ได้กระทำแล้ว)He always woke up late last year. เขาตื่นนอนสายเสมอๆเมื่อปีที่แล้วWhen I was young. I listened to the radio every night. เมื่อฉันเป็นเด็ก ฉันฟังวิทยุทุกคืน6.Past Continuous Tense (อดีตกาลกำลังกระทำ)ประธาน + was, were + กริยาเติม ingI was drinking a glass of water. ฉันกำลังดื่มน้ำ 1 แก้วThey were playing football in the field. เขากำลังเล่นฟุตบอลอยู่ในสนามหลักการใช้ Past Continuous Tense 1.ใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ 2 อย่าง เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นและดำเนินอยู่ก่อนแล้วเราจะใช้ Past Continuous และมีเหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้น จะใช้ Past Simple เช่นWhile I was cooking, the telephone rang. ขณะฉันทำอาหารโทรศัพท์ก็ดังขึ้นWe were walking along the street when it began to rain. พวกเรากำลังเดินไปตามถนนฝนก็เริ่มตก 41

2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในอดีต เช่นHe was sleeping in the class. ฉันกำลังหลับในห้องเรียนHe was running in the morning เขากำลังวิ่งในตอนเช้า 3.แสดงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ในเวลาเดียวกัน มักมีคำว่า while, as ในประโยค เช่นWhile I was watching T.V, my brother was reading a book. ขณะที่ฉันดูทีวี น้องชายของฉันอ่านหนังสือShe was sleeping while he was talking with his friends. หล่อนกำลังนอนหลับ ขณะที่เขากำลังพูดคุยกับเพื่อนของหล่อน7.Past Perfect Tense (อดีตกาลสมบูรณ์)ประธาน + had + Past Participle (กริยาช่อง 3)She had slept. หล่อนได้นอนหลับแล้วHe had not worked. เขาไม่ได้ทำงานI had eaten foods before you came. ฉันได้รับประทานอาหารก่อนที่คุณจะมาหลักการใช้ Past Simple Tense 1.แสดงเหตุการณ์ 2 อย่าง ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน เราจะใช้ PastPerfect Tense อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดทีหลัง เราจะใช้ Past Simple Tense เช่นWhen I had finished my housework, I played T.V games.เมื่อฉันทำงานบ้านเสร็จฉันก็เล่น T.V เกมส์ (ทำงานบ้านเสร็จก่อนแล้วจึงเล่น) 2.เปลี่ยน Past Simple หรือ Present Perfect ให้เป็น Past Perfect ใน Indirect Speech (เอาคำคนอื่นมาเล่าต่อ) เช่นDirect Speech : “I have stayed in America for 2 years.” She said หล่อนพูดว่า “ฉันเคยอยู่อเมริการมา 2 ปีแล้ว”Indirect Speech : She said that she had stayed in America for 2 years. เธอพูดว่าเธอเคยอยู่อเมริกามา 2 ปีแล้วDirect Speech : He said “I worked in Bangkok many years.” เขาพูดว่า”ฉันเคยทำงานในกรุงเทพหลายปี”Indirect Speech : He said that he had worked in Bangkok many years. เขาพูดว่าเขาเคยทำงานในกรุงเทพหลายปี8.Past Perfect Continuous Tense. (อดีตกาลสมบูรณ์กำลังกระทำ)ประธาน + had been + กริยาเติม ingI had been sleeping. ฉันกำลังนอนหลับShe had been waiting for two hours. หล่อนคอย 2 ช.ม. แล้วHe had not (hadn’t) been walking before you came. เขาไม่ได้กำลังเดินก่อนคุณมา 42

หลักการใช้ Past Perfect Continuous Tense 1.ใช้คล้ายๆกับ Past Perfect เราใช้ก็ต่อเมื่อเกิดมีเหตุการณ์ 2 อย่าง เกิดขึ้นในอดีต เพื่อเน้นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดตอน เราใช้ Past Perfect Continuous Tense แล้วเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นเราจะใช้ Past Simple Tense เช่นShe had been living in America before she moved to Bangkok. หล่อนอยู่อเมริการก่อนที่ย้านมาอยู่ที่กรุงเทพI had been waiting two hour before He arrived. ฉันคอยเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนที่เขามาถึงShe had been reading for several hours when I saw her. หล่อนกำลังอ่านหนังสือหลายชั่วโมง เมื่อฉันเห็นหล่อน9.Future Simple Tense (อนาคตกาล)ประธาน + will, shall(I,We) + V.infประธาน + is, am, are + going to + V.infI will go to see you tomorrow. ฉันจะไปพบคุณพรุ่งนี้I shall go. ฉันจะไปMary will run. แมรี่จะวิ่งหลักการใช้ Future Simple Tense. 1.ใช้แสดงเหตุการณ์หรือการกระทำในอนาคต มักมี adverb of time อยู่ด้วย เช่น tonight, tomorrow,next week, next month etc. เช่นI will see the movie tomorrow. ฉันจะไปดูหนังพรุ่งนี้She is going to see the doctor next week. หล่อนจะไปหาหมอสัปดาห์หน้าThe plane will arrive at the airport in a few minutes. เครื่องบินจะมาถึงท่าอากาศยานในอีก 2-3 นาทีการใช้ be going to แทน will, shall 1.ใช้ be going to + V.inf เพื่อแสดงถึงความตั้งใจที่ได้คิดไว้ ล่วงหน้าแล้ว หรือ เชื่อว่าเป็นจริง เช่นนั้นโดยไม่สงสัย เช่นI am studying hard: I am going to try for scholarship.ฉันกำลังเรียนหนังสืออย่างหนัก ฉันพยายามเพื่อสอบชิงทุนการศึกษาShe is going to write to her parents. หล่อนตั้งใจว่าจะเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ของเธอShe has bought flour: She is going to make cake. หล่อนซื้อแป้งมาและจะทำเค้ก 2. ใช้be going to + V.inf เพื่อแสดงการคาดคะเนI think it is going to rain. ฉันคิดว่าฝนจะตก(อย่างแน่นอน) 43

10.Future Continuous Tense(อนาคตกาลกำลังกระทำ)ประธาน + will, shall(I,We) + be + กริยาเติม ingI shall be running. ฉันกำลังวิ่งI will be working tomorrow. ฉันกำลังจะทำงานพรุ่งนี้We shall be drinking. เรากำลังจะดื่มหลักการใช้ Future Continuous Tense 1.แสดงเหตุการ์หรือการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเหตุการณ์นั้นกำลังดำเนินอยู่ เช่นAt ten o’clock tomorrow morning. I will be waiting my friend. เวลา 10 โมงเช้าพรุ่งนี้ ฉันจะกำลังรอเพื่อนI will be cooking at 5 o’clock tomorrow evening. ฉันจะทำอาหารตอน 5 โมงเย็นพรุ่งนี้He will be sleeping at 4 o’clock tomorrow morning. เขากำลังหลับตอน 4 โมงเช้าพรุ่งนี้ 2.ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดก่อนใช้ Future Continuous Tenseส่วนเหตุการณ์หลังใช้ Present Simple Tense เช่นThey will be playing football when you arrive at their house.เขาจะกำลังเล่นฟุตบอลอยู่ เมื่อคุณมาถึงบ้านของเขา (เล่นก่อนที่คุณจะถึงบ้าน)When he calls to you, she will be going to the market. เมื่อเขาโทรมาหาคณ หล่อนกำลังจะไปตลาด11.Future Perfect Tens (อนาคตกาลสมบูรณ์)ประธาน + will, shall + have + กริยาช่อง 3I shall have eaten. ฉันจะกินอยู่แล้วSri will have gone. ศรีจะไปอยู่แล้วHe will have finished his work. เขาจะเสร็จงานของเขาอยู่แล้วหลักการใช้ Future Perfect Tense 1.ใช้เมื่อคิดว่า เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์หรือการกระทำจะสิ้นสุดลง มักมีคำเหล่านี้ เช่น bythat time, by then, by tomorrow, by next year, by next week, by at ten o’clock, in two hours etc.I will have slept in three hours. ฉันจะนอนเสร็จภายใน 3 ชั่วโมงThey will have finished the new road by next week. พวกเขาจะทำถนนใหม่เสร็จในสัปดาห์หน้า 2.ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน คาดว่าเมื่อถึงเวลานั้น เหตุการณ์หนึงจะเสร็จสมบูรณ์ เราจะใช้ Future Perfect Tense กับ เหตุการณ์นี้และจะเกิดเหตุการณ์ที่ 2 ตามมา เราจะใช้Present Simple Tense กับประโยคนี้ เช่นBy the time you arrive, I will have finished homework. เมื่อเวลาที่คุณมาฉันก็ทำการบ้านเสร็จพอดี 44

She will have eaten foods before you came. หล่อนรับประทานอาหารเสร็จก่อนที่คุณจะมาThe movie will have started before we reach the theater. หนังเริ่มฉายก่อนที่พวกเราจะมาถึงโรงภาพยนตร์12.Future Perfect Continuous Tens (อนาคตกาลสมบูรณ์กำลังกระทำ)ประธาน + will, shall(I,We) + have + been + กริยาเติม ingI shall have been working. เราคงจะทำงาน (ติดต่อกัน)He will have been running. เขาคงจะวิ่ง (ติดต่อกัน)หลักการใช้ Future Perfect Continuous TenseTenseนี้ เน้นให้เห็นถึงการต่อเนื่องของการกระทำว่าถึงเวลานั้นในอนาคต การกระทำนั้นยังคงดำเนินอยู่และจะดำเนินต่อไปอีก (ยังไม่หยุด) เช่นBy ten o’clock I shall have been working without a rest.ถึงเวลา 10 นาฬิกา ฉันได้ทำงาน (ติดต่อกันมา) โดยไม่พักWhen you arrive, she will have waiting for three hours.เมื่อคุณมาถึง หล่อนคงจะได้รอคุณ (โดยไม่หยุดรอ) เป็นเวลา 3 ชั่วโมง 45

Active - Passive Voice(be+V.3) Present Past Future S + V.1 S + V.2 S + will, shall + V.inf S + will, shall + be + V.ingSimple S + will, shall + have + V.3 S + will, shall + have + been + V.ing S + is, am, are + V.ing S + was, were + V.ingContinuous S + has, have + V.3 S + had + V.3Perfect Perfect S + has, have + been + V.ing S + had + been + V.ingContinuousNOTE :________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ 46

Conditional Sentences (If-clause) ประโยคเงื่อนไข ประกอบด้วยประโยคย่อยสองประโยค ประโยคหนึ่งขึ้นต้น ด้วยคำว่า If กับอีกประโยคหนึ่งมีหน้าตาเหมือนประโยคสมบูรณ์ทั่วไป สังเกตว่า ประโยคสองประโยคนี้สลับที่กันได้ จะยกประโยคไหนขึ้นต้นก็ได้ แล้วแต่การเน้นและ ความหมาย1. ZERO Conditional Sentencesวิธีใช้: ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริงZero conditional sentences ใช้สำหรับพูดถึงความจริงทั่วไป โดยใช้ present simple ในประโยคทั้งสองประโยคIf + present simple, .... present simple. (If + subject + V1, subject + V1)ประโยคแบบ zero conditional sentences ใช้พูดถึงกรณีที่ถ้าเกิดสิ่งหนึ่ง ต้องเกิดอีก สิ่งหนึ่งเสมอ • If people eat too much, they get fat. ถ้ากินมากจะอ้วน • If you touch a fire, you get burned. ถ้าแตะไฟก็จะโดนลวก • People die if they don’t eat. คนเราจะตายถ้าไม่กินอาหาร • Snakes bite if they are scared. งูจะกัดเวลารู้สึกกลัว • If babies are hungry, they cry. ทารกจะร้องไห้ถ้ารู้สึกหิว2. FIRST Conditional Sentences วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ใช้สำหรับพูดว่าถ้าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้น โดยใช้ If + present simple, future simple (if + present simple, ... will + infinitive) ใช้พูดถึงเหตุการณ์เฉพาะซึ่งอาจเป็นไปได้ หรือผู้พูดคิดว่าจะเกิดขึ้น เช่น • If it rains, I won’t go to the park. ถ้าฝนตก ฉันจะไม่ไปสวนสาธารณะ • If I study today, I‘ll go to the party tonight. ถ้าวันนี้ฉันอ่านหนังสือ คืนนี้จะไปปาร์ตี้ • She‘ll be late if the train is delayed. เธอจะไปสายถ้ารถไฟมาช้า • She‘ll miss the bus if she doesn’t leave soon. เธอจะไม่ทันรถเมล์ถ้าไม่ออกจากบ้านตอนนี้ • If I see her, I‘ll tell her. ถ้าพบเขาฉันจะบอกเขา 47






Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook