คูม่ ือ การปอ้ งกนั ผลประโยชน์ทบั ซอ้ น องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั กาญจนบรุ ี กองการเจา้ หนา้ ท่ี ฝา่ ยวนิ ยั และสง่ เสรมิ คณุ ธรรม
คมู่ ือการปอ้ งกันผลประโยชนท์ บั ซอ้ น คานา ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ถือเป็นการคอร์รัปชันประเภทหน่ึง ซ่ึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลโดยการละเมิดกฎหมายและจริยธรรม เมื่อผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเก่ียวข้องส่งผลให้มีการใช้อานาจไปแทรกแซงการ ใช้ดุลพินิจในกระบวนการตัดสินใจ และทาให้ละท้ิงคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าท่ี ขาดความเป็นอสิ ระ ความเป็นกลางและความเป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อประโยชน์ ท่ีประชาชนจะได้รับ ทาให้ผลประโยชน์หลักขององค์กร หน่วยงาน โดยเฉพาะ ผลประโยชน์ของประชาชนในชมุ ชนต้องเสยี หาย การแก้ไขปญั หาดังกลา่ วได้แก่ การ ใชม้ าตรการทางกฎหมาย โดยการกาหนดหลักการไว้ในรัฐธรรมนูญ และมาตรการ ไว้ในพระราชบัญญัตติ า่ ง ๆ ดังนั้น ข้าราชการ ลูกจ้างประจา และพนักงานจ้างขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี จึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับการป้องกัน ผลประโยชน์ทับซ้อน เพ่ือให้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเครื่องมือให้บุคคลอื่นแสวงหา ผลประโยชน์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี หวังเป็นอย่างย่ิงว่า “คู่มือ การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน” ฉบับน้ี จะเป็นประโยชน์แก่ข้าราชการ ลกู จ้างประจา และพนักงานจ้างขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวัดกาญจนบุรี ตอ่ ไป ฝา่ ยวนิ ัยและสง่ เสรมิ คุณธรรม กองการเจ้าหน้าที่ องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั กาญจนบรุ ี กองการเจ้าหน้าที่
คูม่ ือการปอ้ งกันผลประโยชนท์ บั ซอ้ น สารบัญ หน้า เรอื่ ง ๑ ๕ บทที่ ๑ นยิ ามศพั ทผ์ ลประโยชน์ทับซอ้ น ๑๓ บทที่ ๒ กฎหมายเก่ียวกบั การป้องกันผลประโยชน์ทับซอ้ น ๒๔ บทที่ ๓ แนวทางปฏบิ ตั เิ พอ่ื ปอ้ งกนั “ผลประโยชนท์ ับซ้อน” ๓๑ บทท่ี ๔ กรณศี ึกษาเกี่ยวกบั ผลประโยชนท์ ับซอ้ น บรรณานุกรม องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดกาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ที่
นิยามศัพท์ผลประโยชนท์ บั ซ้อน : หนา้ ๑ ๑บทที่ นยิ ามศัพทผ์ ลประโยชน์ทับซ้อน องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กองการเจ้าหน้าท่ี
นิยามศัพทผ์ ลประโยชนท์ ับซอ้ น : หนา้ ๒ บทท่ี ๑ นยิ ามศพั ทผ์ ลประโยชนท์ บั ซอ้ น ------------------------------------- ความหมายของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น (Conflict of Interests) ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ ส่วนรวมหรือผลประโยชน์ขัดกัน หมายถึง การท่ีเจ้าหน้าท่ีรัฐปฏิบัติหน้าท่ี โดยคานึงถึงประโยชน์ ส่วนตนหรือพวกพ้องเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นความผิดเชิงจริยธรรมและเป็นความผิดข้ันแรกที่จะ นาไปส่กู ารทจุ ริต ?ผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์สว่ นรวม ผลประโยชนส์ ่วนตวั Private Interest เป็นผลตอบแทนทบ่ี คุ คลได้รับโดยเห็นว่ามีคุณคา่ ที่จะสนองตอบความต้องการของตนเองหรือของกลุ่มที่ตนเองเก่ียวข้อง ผลประโยชน์เป็นสิ่งจูงใจ ให้คนเรามีพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการทั้งหลาย ผลประโยชน์ส่วนตน มี ๒ ประเภท คอื ที่เก่ียวกับเงิน (pecuniary) และทีไ่ ม่เกี่ยวกับเงนิ (non-pecuniary) ๑. ผลประโยชน์ส่วนตนที่เกี่ยวกับเงิน ไม่ได้เก่ียวกับการได้มาซึ่งเงินทองเท่าน้ัน แต่ยัง เก่ียวกับการเพิ่มพูนประโยชน์ หรือปกป้องการสูญเสียของส่ิงที่มีอยู่แล้ว เช่น ท่ีดิน หุ้น ตาแหน่ง ในบริษัททีร่ ับงานจากหน่วยงาน รวมถงึ การไดม้ าซึ่งผลประโยชน์อ่นื ๆ ทไี่ มไ่ ด้อยูใ่ นรูปตัวเงิน เช่น สมั ปทาน ส่วนลดของขวญั หรอื ของทีแ่ สดงน้าใจไมตรีอ่นื ๆ ๒. ผลประโยชน์ท่ีไม่เกี่ยวกับเงิน เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ครอบครัว หรือ กิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรมอ่ืน ๆ เช่น สถาบันการศึกษา สมาคม ลัทธิแนวคิด มักอยู่ในรูป ความลาเอียง/อคติ/เลือกที่รักมักท่ีชัง และมีข้อสังเกตว่า แม้แต่ความเชื่อ/ความคิดเห็นส่วนตัว กจ็ ัดอยใู่ นประเภทนี้ องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั กาญจนบุรี กองการเจา้ หนา้ ท่ี
นิยามศัพท์ผลประโยชนท์ ับซ้อน : หนา้ ๓ ผลประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์สาธารณะ Public Interest สิ่งใดก็ตามที่ ให้ประโยชน์สุขแก่กลุ่มบุคคลทั้งหลายในสังคม ผลประโยชน์สาธารณะยังหมายถึงหลักประโยชน์ ต่อมวลสมาชิก การระบุผลประโยชน์สาธารณะไม่ใช่เร่ืองง่าย แต่ในเบ้ืองต้นเจ้าหน้าท่ีภาครัฐ สามารถให้ความสาคัญอนั ดับตน้ แกส่ งิ่ น้ีโดย ทางานตามหน้าท่ีอย่างเตม็ ทแี่ ละมปี ระสิทธภิ าพ ทางานตามหนา้ ที่ตามกรอบและมาตรฐานทางจริยธรรม ระบุผลประโยชน์ทับซ้อนท่ตี นเองมี หรอื อาจจะมแี ละจดั การอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ใหค้ วามสาคัญอันดับต้นแกผ่ ลประโยชนส์ าธารณะ มีความคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่ต้องจากัด ขอบเขตท่ีประโยชน์สว่ นตนจะมามีผลต่อความเปน็ กลางในการทาหนา้ ท่ี หลีกเล่ียงการตัดสินใจหรือการทาหน้าที่ท่ีมีผลประโยชน์ทับซ้อน หลีกเล่ียงการกระทา/ กจิ กรรมสว่ นตนท่อี าจทาใหค้ นเหน็ วา่ ไดป้ ระโยชน์จากข้อมลู ภายใน หลีกเลี่ยงการใชต้ าแหน่งหนา้ ทหี่ รอื ทรพั ยากรของหน่วยงานเพอ่ื ประโยชน์สว่ นตน ปอ้ งกนั ข้อครหาว่าได้รับผลประโยชน์ที่ไมส่ มควรจากการใชอ้ านาจหนา้ ท่ี ไม่ใช้ประโยชน์จากตาแหน่งหรือข้อมูลภายในท่ีได้ขณะอยู่ในตาแหน่ง ขณะท่ีไปหา ตาแหนง่ งานใหม่ หน้าที่สาธารณะ (public duty) หน้าที่สาธารณะของผู้ท่ีทางานให้ภาครัฐคือ การให้ ความสาคัญอันดับต้นแก่ประโยชน์สาธารณะ (public interest) คนเหล่านี้ไม่จากัดเฉพาะ เจ้าหน้าท่ีของรัฐท้ังระดับท้องถ่ินและระดับประเทศเท่าน้ัน แต่ยังรวมถึงคนอื่น ๆ ท่ีทางานให้ ภาครัฐ เช่น ที่ปรกึ ษา อาสาสมคั ร องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั กาญจนบุรี กองการเจา้ หนา้ ที่
นิยามศพั ทผ์ ลประโยชนท์ บั ซอ้ น : หน้า ๔ สานักงาน ก.พ. ได้นิยามความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ทับซ้อนและผลประโยชน์ ส่วนรวม หรือ Conflict of Interests หมายถึง สถานการณ์หรือการกระทาท่ีบุคคลไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง ข้าราชการ พนักงานบริษัท หรือผู้บริการ มีผลประโยชน์ส่วนตัวมากจนมีผลต่อ การตัดสินใจหรือการปฏิบัติหน้าที่ในตาแหน่งหน้าท่ีท่ีบุคคลน้ันรับผิดชอบอยู่ และส่งผลกระทบ ต่อประโยชน์ของส่วนรวม กล่าวคือ การท่ีเจ้าหน้าท่ีของรัฐตัดสินใจหรือปฏิบัติหน้าที่ในตาแหน่ง ของตน อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซ่ึงการกระทา ดังกล่าวจะเกดิ ข้นึ อยา่ งรตู้ ัวหรือไมร่ ู้ตัว ทั้งเจตนาและไม่เจตนาในรปู แบบทห่ี ลากหลาย จนกระทั่ง กลายเป็นธรรมเนียมปฏบิ ัตทิ ไี่ ม่เหน็ วา่ เป็นความผดิ ตวั อยา่ งการกระทาดังกลา่ วมใี หพ้ บเหน็ ไดม้ ากในสังคมสง่ ผลให้บุคคลนั้นขาดการตัดสินใจ ท่ีเที่ยงธรรม เนื่องจากการยึดผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ได้ส่งผลเสียหายให้เกิดข้ึนกับ ประเทศชาติ ก่อให้เกิดการกระทาท่ีผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ของรัฐท่ีต้อง คานึงถึงประโยชน์สาธารณะ แต่ทาหน้าที่กลับตัดสินใจหรือปฏิบัติหน้าท่ีโดยคานึงถึงประโยชน์ ส่วนตนหรือพวกพอ้ งเปน็ หลกั ความขดั แยง้ Conflict หมายถึง สถานการณท์ ข่ี ัดกนั ไม่ลงรอย เปน็ เหตกุ ารณ์อันเกิดขึ้น เมอ่ื บุคคลไมส่ ามารถตัดสินใจกระทาอย่างใดอย่างหน่ึง ความขัดแย้งอาจเกิดข้ึนได้จากความไม่ลง รอยกนั ในเรอื่ งความคดิ แนวทางปฏิบัตหิ รอื ผลประโยชน์ องคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั กาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ที่
กฎหมายเกย่ี วกบั การปอ้ งกันผลประโยชนท์ ับซ้อน : หนา้ ๕ ๒บทท่ี กฎหมายเกี่ยวกบั การปอ้ งกนั ผลประโยชนท์ ับซอ้ น องคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั กาญจนบรุ ี กองการเจา้ หนา้ ที่
กฎหมายเกย่ี วกบั การปอ้ งกันผลประโยชนท์ ับซ้อน : หนา้ ๖ บทท่ี ๒ กฎหมายเกี่ยวกับการปอ้ งกนั ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ------------------------------------- กฎหมายท่ีเกยี่ วข้อง ๑. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และแก้ไขเพิม่ เติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๑๐๐ หา้ มมิให้เจา้ หน้าทข่ี องรัฐผูใ้ ดดาเนนิ กจิ การ ดงั ต่อไปน้ี (๑) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทากับหน่วยงานของรัฐท่ีเจ้าหน้าที่ของ รฐั ผู้น้ันปฏิบัติหน้าท่ีในฐานะท่ีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซ่ึงมีอานาจกับกับดูแลควบคุมตรวจสอบหรือ ดาเนินคดี (๒) เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงาน ของรฐั ทเ่ี จา้ หนา้ ท่ีของรัฐ ผู้น้ันปฏิบัติหน้าท่ีในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ซ่ึงมีอานาจกากับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรอื ดาเนนิ คดี (๓) รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกิจ หรือราชการส่วนทอ้ งถิ่น หรอื เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกจิ หรือราชการส่วนทอ้ งถิ่น อันมลี กั ษณะเป็นการผูกขาดตดั ตอน ทงั้ น้ี ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็น คู่สญั ญาในลกั ษณะดังกลา่ ว (๔) เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้าง ในธุรกิจของเอกชน ซ่ึงอยู่ภายใต้การกากับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่ เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าท่ีในฐานะเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ซ่ึงโดยสภาพของ ผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ ทางราชการหรือกระทบตอ่ ความมีอิสระในการปฏิบัติหนา้ ท่ีของเจา้ หนา้ ทีข่ องรัฐผู้นั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐตาแหน่งใดท่ีต้องห้ามมิให้ดาเนินกิจการตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตามท่ี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กาหนดโดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ให้น าบทบัญญัติในวรรคหน่ึงมาใช้บังคับ กับคู่สมรสของเจ้าหน้าท่ีของรัฐตามวรรคสอง องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดกาญจนบรุ ี กองการเจา้ หนา้ ที่ องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดกาญจนบุรี กองการเจา้ หนา้ ที่
กฎหมายเกย่ี วกับการปอ้ งกนั ผลประโยชนท์ ับซอ้ น : หนา้ ๗ ให้นาบทบัญญัติในวรรคหน่ึงมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของ รัฐตามวรรคสอง โดยให้ถือวา่ การดาเนนิ กจิ การของคสู่ มรสดังกลา่ ว เป็นการดาเนนิ กจิ การของเจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐ มาตรา ๑๐๑ ให้นาบทบัญญัติมาตรา ๑๐๐ มาใช้บังคับกับการดาเนินกิจการของผู้ซ่ึง พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีโดยอนุโลม เว้นแต่การเป็นผู้ถือหุ้นไม่เกิน ร้อยละห้าของจานวนหุ้นทั้งหมดท่ีจาหน่ายได้ในบริษัทมหาชนจากัด ซ่ึงมิใช่บริษัทที่เป็นคู่สัญญา กับหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๐๐ (๒) ท่ีได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และ ตลาดหลกั ทรพั ย์ มาตรา ๑๐๒ บทบัญญัติมาตรา ๑๐๐ มิให้นามาใช้บังคับกับการดาเนินกิจการของ เจ้าหน้าท่ีของรัฐ ซ่ึงหน่วยงานท่ีมีอานาจกากับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบการดาเนินงานของ บริษัทจากัดหรือบริษัทมหาชนจากัด มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทจากัดหรือบริษัทมหาชน จากัดท่หี น่วยงานของรฐั ถือหุน้ หรือเข้ารว่ มทนุ มาตรา ๑๐๓ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สิน หรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎข้อบังคับท่ีออกโดยอาศัย อานาจตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย เวน้ แต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจานวนทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. กาหนด บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่ง พ้นจากการเป็นเจา้ หน้าทข่ี องรฐั มาแล้วยงั ไม่ถงึ สองปดี ้วยโดยอนุโลม มาตรา ๑๐๓/๑ บรรดาความผิดท่ีบัญญัติไว้ในหมวดน้ี ให้ถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อ หนา้ ท่หี รอื ความผิดตอ่ ตาแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตาม ประมวลกฎหมายอาญาด้วย องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั กาญจนบรุ ี กองการเจา้ หน้าที่
กฎหมายเกย่ี วกับการปอ้ งกนั ผลประโยชนท์ บั ซ้อน : หนา้ ๘ ๒. ประกาศคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ การรับทรัพยส์ ินหรือประโยชนอ์ ่นื ใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๓ อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ จึงกาหนดหลักเกณฑ์และจานวนทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดท่ีเจ้าหน้าท่ี ของรัฐ จะรบั จากบคุ คลได้โดยธรรมจรรยาไว้ ดงั นี้ ข้อ ๑ ประกาศน้ีเรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ เร่ือง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๓” ขอ้ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคบั ตั้งแต่วนั ถัดจากวันประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเป็นตน้ ไป ขอ้ ๓ ในประกาศนี้ “การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดโดยธรรมจรรยา” หมายความว่า การรับทรัพย์สิน หรือประโยชนอ์ ื่นใดจากญาติหรือจากบุคคลท่ีให้กันในโอกาสต่าง ๆ โดยปกติตามขนบธรรมเนียม ประเพณีหรือวฒั นธรรม หรอื ให้กนั ตามมารยาทท่ปี ฏบิ ตั ิกันในสังคม “ญาติ” หมายความว่า ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วม บิดาหรือมารดาเดียวกัน ลุง ป้า น้า อา คู่สมรส ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส บุตรบญุ ธรรมหรือผ้รู บั บุตรบญุ ธรรม “ประโยชน์อ่ืนใด” หมายความว่า ส่ิงท่ีมีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับ ความบนั เทงิ การรบั บริการ การรับการฝกึ อบรม หรอื สิ่งอ่ืนใดในลกั ษณะเดียวกนั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดกาญจนบุรี กองการเจา้ หน้าท่ี
กฎหมายเกยี่ วกับการปอ้ งกนั ผลประโยชนท์ ับซอ้ น : หน้า ๙ ข้อ ๔ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับ ที่ออกโดยอาศัย อานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดโดยธรรมจรรยา ตามท่ีกาหนดไวใ้ นประกาศน้ี ขอ้ ๕ เจ้าหนา้ ท่ขี องรัฐจะรบั ทรัพยส์ ินหรือประโยชน์อ่นื ใดโดยธรรมจรรยาได้ ดังต่อไปน้ี (๑) รับทรัพยส์ ินหรอื ประโยชน์อื่นใดจากญาติซ่ึงให้โดยเสน่หาตามจานวนที่เหมาะสมตาม ฐานานุรปู (๒) รบั ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับ จากแตล่ ะบคุ คล แต่ละโอกาสไมเ่ กนิ สามพนั บาท (๓) รับทรัพยส์ นิ หรือประโยชน์อน่ื ใดท่กี ารให้นัน้ เปน็ การให้ในลักษณะใหก้ ับบคุ คลท่วั ไป ข้อ ๖ การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากต่างประเทศ ซ่ึงผู้ให้มิได้ระบุให้เป็นของ ส่วนตวั หรือมีราคาหรอื มลู คา่ เกนิ กวา่ สามพนั บาท ไมว่ า่ จะระบุเป็นของส่วนตัวหรือไม่ แต่มีเหตุผล ความจาเป็นที่จะต้องรับไว้เพ่ือรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรายงานรายละเอียดข้อเท็จจริงเก่ียวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ ดงั กลา่ ว ให้ผูบ้ ังคบั บัญชาทราบโดยเรว็ หากผบู้ ังคบั บญั ชาเหน็ ว่าไมม่ ีเหตุท่ีจะอนุญาตให้เจ้าหน้าท่ี ผู้นน้ั ยึดถือทรพั ย์สินหรอื ประโยชน์ดังกล่าวนน้ั ไวเ้ ป็นประโยชน์ส่วนบุคคล ให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้น้ัน สง่ มอบทรพั ย์สนิ ให้หน่วยงานของรัฐ ทเ่ี จ้าหนา้ ที่ของรฐั ผู้น้ันสังกดั โดยทนั ที ข้อ ๗ การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือมีราคาหรือ มีมูลค่ามากกว่าที่กาหนดไว้ในข้อ ๕ ซึ่งเจ้าหน้าท่ีของรัฐได้รับมาแล้วโดยมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ี ต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้น้ัน ต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประ โยชน์น้ันต่อผู้บังคับบัญชา ซ่ึงเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน สถาบัน หรือองค์กรท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้น้ันสังกัดโดยทันทีท่ีสามารถกระทาได้ เพ่ือให้วินิจฉัยว่า มีเหตุผลความจาเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือ ประโยชนน์ ้ันไว้เป็นสทิ ธิของตนหรอื ไม่ องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กองการเจ้าหน้าที่
กฎหมายเกยี่ วกบั การป้องกนั ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น : หน้า ๑๐ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานหรือสถาบันหรือ องค์กรท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด มีคาสั่งว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ก็ให้คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นแก่ผู้ให้โดยทันที ในกรณีที่ไม่สามารถคืนให้ได้ ให้เจ้าหน้าท่ี ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผ้นู ้นั สังกัดโดยเร็ว เมื่อได้ดาเนินการตามความในวรรคสองแล้ว ให้ถือว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นไม่เคยได้รับ ทรพั ยส์ ินหรือประโยชน์ดงั กลา่ วเลย ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามวรรคหน่ึงเป็น ผู้ดารงตาแหน่ง ผู้บังคับบัญชา ซ่ึงเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า หรือเป็นกรรมการหรือ ผ้บู ริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกจิ หรอื เปน็ กรรมการหรอื ผบู้ ริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ ให้แจ้ง รายละเอียดข้อเท็จจริงเก่ียวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์น้ันต่อผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอน ส่วนผู้ที่ดารงตาแหน่งประธานกรรมการและกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดารงตาแหน่งที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาท่ีมีอานาจถอดถอน ให้แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทง้ั น้ี เพ่ือดาเนนิ การตามความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ในกรณีที่เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ดารงตาแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาท้องถ่ิน ให้แจ้งรายละเอียด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์น้ัน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธาน วุฒสิ ภา หรือประธานสภาทอ้ งถ่ินทเี่ จ้าหน้าทข่ี องรฐั ผนู้ ั้นเป็นสมาชิก แล้วแต่กรณี เพ่ือดาเนินการ ตามวรรคหน่งึ และวรรคสอง ขอ้ ๘ หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามประกาศ ฉบบั นี้ ให้ใช้บังคบั แกผ่ ูซ้ ึ่งพน้ จากการเป็นเจ้าหนา้ ท่ขี องรัฐมาแลว้ ไมถ่ งึ สองปดี ว้ ย องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั กาญจนบรุ ี กองการเจา้ หนา้ ที่
กฎหมายเกยี่ วกบั การป้องกันผลประโยชนท์ บั ซอ้ น : หนา้ ๑๑ ๓. ประมวลจรยิ ธรรมขา้ ราชการพลเรอื น ๓.๑) ส่วนคาปรารภได้กล่าวถึงค่านิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรมสาหรับผู้ดารง ตาแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ๙ ประการของสานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ๙ ข้อ ดังน้ี (๑) การยึดม่ันในคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม (๒) การมีจิตสานึกทีด่ ีซื่อสตั ยส์ ุจริตและรับผดิ ชอบ (๓) การยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและไม่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน (๔) การยนื หยดั ทาในส่งิ ทีถ่ กู ต้องเปน็ ธรรมและถกู กฎหมาย (๕) การใหบ้ ริการแกป่ ระชาชนดว้ ยความรวดเร็วมอี ธั ยาศัยและไมเ่ ลือกปฏิบัติ (๖) การใหข้ อ้ มลู ขา่ วสารแก่ประชาชนอยา่ งครบถว้ นถูกต้องไม่บดิ เบือนข้อเท็จจริง (๗) การม่งุ ผลสมั ฤทธข์ิ องงานรกั ษามาตรฐานมคี ุณภาพโปรง่ ใสและตรวจสอบได้ (๘) การยดึ มัน่ ในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (๙) การยดึ มั่นในหลักจรรยาวิชาชีพขององค์กร ๓.๒) หมวด ๒ ข้อ ๕ ให้ข้าราชการต้องแยกเร่ืองส่วนตัวออกจากตาแหน่งหน้าที่และ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของ ประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดงั น้ี (๑) ไม่นาความสมั พนั ธ์ส่วนตัวทต่ี นมตี ่อบุคคลอ่ืนไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องพรรคพวก เพื่อนฝูงหรือผู้มีบุญคุณส่วนตัว มาประกอบการใช้ดุลยพินิจให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลน้ัน หรือปฏิบัตติ ่อบคุ คลนนั้ ตา่ งจากบุคคลอน่ื เพราะความชอบหรือชงั (๒) ไม่ใช้เวลาราชการ เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ หรือส่ิงอานวย ความสะดวกของทางราชการไป เพ่ือประโยชน์ส่วนตัวของตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาต โดยชอบด้วยกฎหมาย (๓) ไม่กระทาการใดหรือดารงตาแหน่งหรือปฏิบัติการใดในฐานะส่วนตัว ซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลง หรือสงสัยว่าจะขัดกับประโยชน์ส่วนรวมท่ีอยู่ในความรับผิดชอบ ของหน้าท่ี ทั้งนี้ ในกรณีมีความเคลือบแคลงหรือสงสัยให้ข้าราชการผู้น้ันยุติการกระทาดังกล่าว ไว้ก่อน แล้วแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการและคณะกรรมการจริยธรรมพิจารณา เมอ่ื คณะกรรมการจริยธรรมวนิ ิจฉยั เปน็ ประการใดแลว้ จงึ ปฏบิ ตั ติ ามน้นั (๔) ในการปฏิบัตหิ นา้ ทที่ ี่รับผิดชอบในหน่วยงานโดยตรง หรือหน้าท่ีอ่ืนในราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การ มหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการต้องยึดถือประโยชน์ของทาง ราชการเป็นหลัก ในกรณีท่ีมีความขัดแย้งระหว่างประโยชน์ของทางราชการ หรือประโยชน์ สว่ นรวมกับประโยชน์ส่วนตน หรือส่วนกลุ่มอันจาเป็นต้องวินิจฉัยหรือช้ีขาด ต้องยึดประโยชน์ของ ทางราชการและประโยชนส์ ว่ นรวมเป็นสาคัญ องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดกาญจนบุรี กองการเจา้ หนา้ ที่
กฎหมายเกยี่ วกับการปอ้ งกนั ผลประโยชนท์ บั ซ้อน : หน้า ๑๒ ๓.๓) หมวด ๒ ข้อ ๖ ให้ข้าราชการต้องละเว้นจากการแสวงหาประโยชน์ท่ีมิชอบ โดยอาศัยตาแหน่งหน้าท่ี และไม่กระทาการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและ ประโยชน์ส่วนรวม โดยอย่างน้อยตอ้ งวางตน ดงั นี้ (๑) ไม่เรียกรับ หรือยอมจะรับ หรือยอมให้ผู้อ่ืนเรียกรับ หรือยอมจะรับของขวัญ แทนตน หรือญาติของตน ไม่ว่าก่อนหรือหลังดารงตาแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเก่ียวข้อง หรือไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าท่ีหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เป็นการให้โดยธรรมจรรยาหรือการให้ ตามประเพณหี รอื ใหแ้ ก่บุคคลทั่วไป (๒) ไม่ใช้ตาแหน่งหรือการกระทาการที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดเพราะ มอี คติ (๓) ไม่เสนอหรืออนุมัติโครงการ การดาเนินการ หรือการทานิติกรรมหรือสัญญา ซึง่ ตนเองหรือบคุ คลอน่ื จะได้ประโยชนอ์ ันมิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายหรือประมวลจรยิ ธรรมนี้ ๔. ประมวลจรยิ ธรรมข้าราชการองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดกาญจนบรุ ี พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๑๓ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ต้องไม่ใช้สถานะหรือตาแหน่ง ไปแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้สาหรับตนเองหรือผู้อ่ืน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สิน หรือไม่ก็ตาม ตลอดจนไม่รับของขวัญ ของกานัล หรือประโยชน์อ่ืนใดจากผู้ร้องเรียน หรือบุคคล ที่เกี่ยวข้องเพ่ือประโยชน์ต่าง ๆ อันอาจเกิดจากการปฏิบัติหน้าท่ีของตน เว้นแต่เป็นการให้ โดยธรรมจรรยาหรอื การให้ตามประเพณี องค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั กาญจนบุรี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
แนวทางปฏบิ ตั เิ พื่อป้องกนั “ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น” : หน้า ๑๓ ๓บทที่ แนวทางปฏบิ ัตเิ พอ่ื ปอ้ งกนั “ผลประโยชน์ทับซอ้ น” องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
แนวทางปฏิบัติเพ่ือปอ้ งกนั “ผลประโยชนท์ บั ซ้อน” : หนา้ ๑๔ บทที่ ๓ แนวทางปฏบิ ตั เิ พอื่ ปอ้ งกัน “ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น” ------------------------------------- ๑. แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันมิให้มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๐ แหง่ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ๑) การเตรยี มตัวก่อนเข้าสตู่ าแหน่ง (กอ่ นเปน็ เจ้าหนา้ ท่รี ฐั ) ก่อนเข้ามารับตาแหน่งเจ้าหน้าท่ีของรัฐ บุคคลนั้น ๆ จะต้องเตรียมตัว โดยตรวจสอบตนเอง คู่สมรส บุตรท่ียังไม่บรรลุนิติภาวะ ว่าได้มีการดาเนิน กจิ การใด ๆ บา้ ง ในขณะที่ตนเองอยู่ในสถานะของเอกชนท่ีได้ทาธุรกิจหรือทาการค้าไว้กับรัฐ โดยจะต้องตรวจสอบการเป็นคู่สัญญากับรัฐ การรับสัมปทานจากรัฐ หรือการ เป็นกรรมการผู้จัดการ การถือหุ้นหรือการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือการเป็น หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนต่าง ๆ ว่ามีหรือไม่อย่างไร และต้องสารวจกิจการต่าง ๆ ของคสู่ มรส รวมถงึ การศกึ ษากฎหมายที่เกย่ี วข้อง ๒) การปฏบิ ัติหนา้ ทหี่ รือดารงตนในระหว่างทีเ่ ปน็ เจา้ หน้าทข่ี องรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐในตาแหน่ง เช่น ตาแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน หรือผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ต้องไม่ดาเนิน กิจการใด ๆ ที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ตามที่กาหนดไว้ในมาตรา ๑๐๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๔๒ คู่สมรสของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ห้ามคู่สมรสมิให้ดาเนิน กิจการใด ๆ ท่ีเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ไวด้ ้วย องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัดกาญจนบรุ ี กองการเจา้ หน้าท่ี
แนวทางปฏบิ ตั ิเพ่ือป้องกัน “ผลประโยชนท์ ับซอ้ น” : หนา้ ๑๕ ๓) การดาเนนิ กจิ การในภายหลงั จากท่พี น้ จากตาแหนง่ (พน้ จากการเปน็ เจา้ หน้าท่ีของรฐั ยังไมถ่ งึ ๒ ป)ี พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๑๐๐ ได้บัญญัติ ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้ดาเนิน กิจการท่ีเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม โดยห้ามดาเนนิ กจิ การน้ันต่อไปอีกเป็นเวลา ๒ ปี นับแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้น้ันได้ พ้นจากตาแหน่งเจ้าหน้าท่ีของรัฐในตาแหน่งน้ัน ๆ แล้ว ทั้งนี้ ได้ห้ามการ ดาเนินกจิ การของคู่สมรสของเจ้าหนา้ ที่ของรัฐด้วย I QUIT องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
แนวทางปฏิบัตเิ พื่อป้องกัน “ผลประโยชนท์ ับซ้อน” : หนา้ ๑๖ ๒. กรณีการรบั ของขวัญหรอื ผลประโยชน์ คาแนะนา : ทา่ นควรดาเนนิ การดังนี้ ในการรับของขวัญหรือผลประโยชน์ใด ๆ ท่านควรพิจารณาตอบคาถาม ๓ ข้อน้ี เพอ่ื ใช้ในการตดั สินใจ ว่าจะรับหรือไม่รบั ของขวญั หรือผลประโยชนน์ ้ัน ๆ ดังนี้ ๑) เราควรรับหรือไม่ : ตามหลกั การทางจริยธรรม แม้ว่าเราไมค่ วรรับ แตม่ หี ลายโอกาส ท่ีเราไม่สามารถปฏิเสธได้ หรือเป็นการรับในโอกาสที่เหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมหรือให้กันตามมารยาทท่ีปฏิบัติกันในสังคม อย่างไรก็ตาม มีหลายโอกาสที่ไม่เป็นการ เหมาะสมท่จี ะรับอย่างยง่ิ ดงั นี้ ถ้าเป็นการให้เงิน ท่านต้องปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใด ๆ หรือการรับเงินสด หรือส่ิงใด ๆ ท่ีสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ เช่น หุ้น พันธบัตร หรือลอตเตอรี่ ฯลฯ ลว้ นเข้าขา่ ยการรบั สินบน และเปน็ การฝ่าฝืนกฎหมาย ทง้ั นี้ หากไดร้ บั การเสนอส่ิงใด ๆ นอกเหนือจากเงิน สิ่งท่ีควรนามาเป็นเหตุผล ในการตัดสินใจ ให้พิจารณาว่า ทาไมเขาจึงเสนอของขวัญหรือผลประโยชน์ ดังกล่าวให้เรา และการเสนอของดังกล่าวน้ันมีผลต่อการตัดสินใจในการ ปฏิบัติตนหรือไม่ หรือควรพิจารณาบนหลักการปฏิบัติงานในภาครัฐ ที่อยู่ บนพ้ืนฐานว่า การกระทาและการตัดสินใจใด ๆ จะต้องกระทาด้วยความ เป็นกลาง ปราศจากการมีส่วนได้ส่วนเสียในการให้บริการ และปกป้อง ผลประโยชน์ของสังคมไทยโดยรวม ดังน้ัน องค์กรหรือบุคคลใด ๆ ไม่ควรใช้ของขวัญหรือผลประโยชน์มาแสวงหาความชอบ ผลประโยชน์ให้กับองค์กรของตนหรือตนเอง เหนือองค์กรหรือบุคคลอื่น ทาให้ส่ันคลอน ความเชอื่ ถือไวว้ างใจท่ปี ระชาชนมตี อ่ รฐั และทาใหเ้ กิดความไม่เป็นธรรมในสงั คม องคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั กาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
แนวทางปฏิบัติเพ่อื ปอ้ งกนั “ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น” : หน้า ๑๗ ๒) เราควรรายงานการรบั หรือไม่ : ท่านควรมแี นวทางพจิ ารณา ดังน้ี ของขวัญทั้งหมดที่มีค่าทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม เช่น งานศิลปะ พระพุทธรูป เครื่องประดับโบราณ ฯลฯ แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็ถือว่าของขวัญ นั้น ๆ เป็นทรัพย์สนิ ขององคก์ ร ไม่วา่ จะมีราคาเทา่ ใด ของขวญั หรือผลประโยชน์ท่ีได้รับเม่ือเทียบกับราคาตลาด มีค่าน้อยกว่า ๓,๐๐๐ บาท ไม่ต้องรายงาน หรืออาจเก็บเป็นของตนเองได้ ทั้งน้ี เพื่อปฏิบัติตาม ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เร่ือง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ ของรฐั พ.ศ. ๒๕๔๓ ของขวัญหรือผลประโยชน์ใด ๆ เมื่อเทียบกับราคาตลาดมีค่าเกิน ๓,๐๐๐ บาท ตอ้ งรายงานหน่วยงาน และลงทะเบยี นไว้ ถ้าของขวัญหรือผลประโยชน์ท่ีมีค่าทางการตลาด ระหว่าง ๓,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ บาท และเจ้าหน้าที่มีความจาเป็นต้องรับ ให้องค์กรโดยหัวหน้าส่วนราชการ ตัดสิน ว่าสมควรให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐคนน้ัน ๆ รับทรัพย์สิน ดงั กลา่ วหรือไม่ ถ้าของขวัญหรือผลประโยชน์มีค่าทางการตลาดมากกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ให้ส่งมอบเป็นทรัพย์สินขององค์กร เพ่ือใช้ประโยชน์สาธารณะหรือตาม ความเหมาะสม องค์กรอาจพิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ผู้น้ันเก็บรักษาของไว้เป็นกรณีไป เช่น ของขวัญในการย้ายหน่วยงานขณะดารง ตาแหนง่ เดิม ของขวัญในโอกาสเกษียณอายรุ าชการ หรอื ลาออกจากงาน เป็นตน้ องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดกาญจนบรุ ี กองการเจา้ หน้าที่
แนวทางปฏบิ ตั ิเพ่ือป้องกนั “ผลประโยชนท์ ับซอ้ น” : หนา้ ๑๘ ถา้ ในปงี บประมาณใด ๆ คุณค่าของของขวัญและหรอื ผลประโยชนท์ ่ีได้รับจากผู้ให้ คนเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน หรือผู้ให้มีความสัมพันธ์กันหลาย ๆ ครั้ง เม่ือรวมกัน ทั้งปีมีค่ามากกว่า ๓,๐๐๐ บาท ต้อง รายงานของขวัญหรือผลประโยชน์ แตล่ ะอยา่ งท่ไี ดร้ ับ ถา้ ในปงี บประมาณใด ๆ ไดข้ องขวัญและหรอื ผลประโยชน์ท่ีได้รับจากผู้รับบริการ แม้จะต่างคนต่างกลุ่ม เพื่อเป็นการขอบคุณในการให้บริการท่ีดี แต่เมื่อรวมกัน แล้วมีค่ามากกว่า ๓,๐๐๐ บาท ต้องรายงาน ของขวัญหรือผลประโยชน์ แตล่ ะอย่างนั้น ของขวัญและหรือผลประโยชน์ใด ๆ ท่ีได้รับการเพ่ือเป็นการขอบคุณจาก ผู้รับบริการ (ประชาชนและองค์กรเอกชน) ที่ได้อย่างสม่าเสมอบ่อยคร้ัง อาจทา ให้เกดิ ขอ้ สงสยั จากประชาชนวา่ มอี ทิ ธพิ ลบิดเบือน ก่อให้เกิดอคติในการให้บริการ ของข้าราชการหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐ หรืออาจก่อให้เกิดความรู้สึกชอบและ คาดหวังว่าจะได้รับของขวัญหรือผลประโยชน์เมื่อมีผู้มารับบริการ ควรปฏิเสธ การรบั เงนิ สดหรือส่ิงใด ๆ ท่ีสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ ต้องปฏิเสธไม่รับ ไม่ว่าจะอยู่ใน สถานการณใ์ ด ๓) เราสามารถเกบ็ ไว้เป็นของตนเองไดห้ รือไม่ ปกติสามารถเก็บรักษาไว้เอง หากของขวัญหรือผลประโยชน์น้ันมีค่าไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท หากมีราคาทางการตลาดระหว่าง ๓,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ บาท ส่วนราชการต้อง พิจารณาตดั สนิ วา่ ขา้ ราชการหรือเจา้ หนา้ ทีข่ องรฐั นัน้ ๆ จะเกบ็ ไว้เองไดห้ รอื ไม่ หากราคามากกวา่ ๑๕,๐๐๐ บาท จะต้องให้เป็นทรัพย์สินของส่วนราชการ และ ส่วนราชการพจิ ารณา ตดั สนิ วา่ จะใชป้ ระโยชนอ์ ย่างไร องค์การบริหารสว่ นจังหวดั กาญจนบรุ ี กองการเจา้ หน้าท่ี
แนวทางปฏบิ ตั ิเพ่ือปอ้ งกัน “ผลประโยชนท์ ับซอ้ น” : หน้า ๑๙ ๓. หากฝา่ ฝืนจะมีโทษอยา่ งไร เจ้าหน้าท่ีรัฐต้องเป็นผู้ที่มีจิตสานึกที่ถูกต้องและมีจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพ่ือส่วนรวมตลอดเวลา พฤติกรรมความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม อาจเกิดข้ึนได้โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ถือเป็นพฤติกรรมท่ีฝ่าฝืนระเบียบหรือ กฎหมายเก่ียวกบั การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ย่อมส่งผลให้ถูกลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดข้ันเงินเดือน ปลดออก จนกระท่ังถึงขั้นไล่ออก ข้ึนอยู่กับความร้ายแรงของการฝ่าฝืน นอกจากนี้หากพฤติกรรมความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม เข้าข่ายการรับสินบน ฉ้อฉลทุจริต และสามารถพิสูจน์ไ ด้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นมีการรับ ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเข้าร่วมการมีพฤติกรรมดังกล่าว ซ่ึงมีผลต่อความเป็นธรรม ก่อให้เกิด ผลประโยชน์แก่ผู้ให้โดยมิชอบ หากถูกตัดสินว่าผิดจริง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนอาจมีส่วนร่วมใน การรบั โทษทางอาญาดว้ ย ๑) ประมวลกฎหมายอาญา ในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙ และที่แก้ไขเพ่ิมเติมใน พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ และพระราชบัญญัติแก้ไข เพ่ิมเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กาหนดความผิดต่อตาแหน่ง หน้าท่ีราชการไว้ในภาค ๒ ภาคความผิด ลักษณะ ๒ ความผิดเก่ียวกับการปกครอง หมวด ๒ ต้งั แต่ มาตรา ๑๔๗ ถงึ ๑๖๖ อาทิ มาตรา ๑๔๗ ผใู้ ดเปน็ เจ้าพนกั งาน มีหน้าที่ซื้อ ทา จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบัง ทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อ่ืนเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจาคุกตลอดชีวิต และปรับต้ังแต่หนึ่งแสนบาทถึง ส่แี สนบาท องค์การบริหารสว่ นจงั หวัดกาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ที่
แนวทางปฏบิ ัติเพอื่ ป้องกนั “ผลประโยชนท์ ับซ้อน” : หน้า ๒๐ ตัวอย่าง : ฎกี าจาคกุ ๘๘๒ ปี ยักยอก “คา่ ปรับ” โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ ๑๐ ก.พ. ๔๖ - ๓๐ เม.ย. ๔๗ ต่อเนื่องกัน จาเลยมีหน้าที่ ทาบัญชีรายรับรายจ่าย นาเงินค่าเปรียบเทียบปรับต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก แต่จาเลย กลับปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบเบียดบังเงินทรัพย์รวม ๓๕๓ คร้ัง เป็นเงินจานวน ๕๑๒,๓๔๒ บาท เป็นของตนเองโดยทุจริต ทาให้ราชการได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจาเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๑๔๗ และ ๑๕๗ ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น ว่าจาเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จาคุกกระทงละ ๕ ปี รวม ๓๕๓ กระทง เป็นเวลา ๑,๗๖๕ ปี จาเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหน่ึง คงจาคุก ๘๘๒ ปี แต่ตามกฎหมายให้ จาคุกจาเลยไวส้ ูงสุดมกี าหนด ๕๐ ปี และใหค้ ืนเงิน จานวน ๕๐๔,๙๓๒ บาท แกร่ ฐั มาตรา ๑๕๑ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าท่ีซื้อ ทา จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้ อานาจในตาแหนง่ โดยทุจรติ อันเปน็ การเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่ห้าปีถึงย่ีสิบปี หรือจาคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึง ส่แี สนบาท ตวั อย่าง : ใชร้ ถหลวง งานแตง่ งานลกู สาว โจทก์ฟ้องว่า จาเลยขณะดารงตาแหน่งคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ฯ ได้ใช้อานาจหน้าท่ี โดยทุจริต ดว้ ยการสัง่ ให้เจ้าหนา้ ทน่ี าเกา้ อ้ี ๑๐๐ ตัว พร้อมผ้าปลอกคุมเก้าอี้, เคร่ืองถ่ายวิดีโอ ๒ เคร่ือง, เคร่ืองเล่นวิดีโอ, กล้องถ่ายรูป และผ้าเต็นท์หลายผืน เพื่อนาไปใช้ในงานวิวาห์บุตรสาว จาเลยที่บ้านพักส่วนตัว รวมทั้งรถยนต์ รถตู้ส่วนกลางอีก ๔ คัน เพ่ือใช้รับส่งเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธี และขนย้ายอุปกรณ์ ท้ังท่ีบ้านพักและงานฉลองมงคลสมรสท่ีโรงแรม ซ่ึงล้วนเป็น ทรพั ยส์ ินของทางราชการ อนั เปน็ การเสียหายแก่รฐั และเปน็ เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ และ ๑๕๗ ศาลเห็นว่า การกระทาของจาเลยเป็นการทุจริตต่อตาแหน่งหน้าที่ตามฟ้อง จึงพิพากษา ให้จาคุก ๕ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท คาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษใหก้ ึ่งหน่งึ คงจาคกุ จาเลยไว้ ๒ ปี ๖ เดอื นและปรบั ๑๐,๐๐๐ บาท องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั กาญจนบรุ ี กองการเจา้ หนา้ ที่
แนวทางปฏิบตั เิ พื่อป้องกนั “ผลประโยชนท์ บั ซ้อน” : หน้า ๒๑ มาตรา ๑๖๒ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าท่ีทาเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลง ในเอกสาร กระทาการดังต่อไปน้ี ในการปฏิบตั กิ ารตามหน้าที่ (๑) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทาการอย่างใดข้ึน หรือว่าการอย่างใดได้กระทาต่อ หน้าตนอนั เป็นความเทจ็ (๒) รบั รองเปน็ หลกั ฐานวา่ ไดม้ ีการแจ้ง ซง่ึ ขอ้ ความอนั มไิ ด้มกี ารแจ้ง (๓) ละเวน้ ไม่จดข้อความ ซงึ่ ตนมีหน้าที่ตอ้ งรับจด หรอื จดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่นว่านั้น (๔) รบั รองเปน็ หลักฐาน ซงึ่ ข้อเทจ็ จรงิ อนั เอกสารน้นั มุ่งพิสูจน์ความจรงิ อันเปน็ ความเทจ็ ตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกนิ เจ็ดปีและปรบั ไม่เกินหนึง่ แสนสีห่ มนื่ บาท ตวั อยา่ ง : เป็นกรรมการตรวจรับงาน ต้องตรวจให้ดี !!! จาเลยท่ี ๒ ถึงที่ ๘ ได้รับแต่งต้ังเป็นคณะกรรมการควบคุมงานและกรรมการตรวจ การจ้าง มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจและควบคุมงานให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียด และข้อกาหนดในสัญญาจ้างแต่ละโครงการ เมื่องานในแต่ละโครงการทาไม่เสร็จครบถ้วนตาม สัญญา จาเลยท่ี ๒ ถึงท่ี ๘ กลับลงลายมือช่ือในใบควบคุมงานและเอกสารการตรวจการจ้าง เป็นเทจ็ วา่ มกี ารทางานถูกต้องครบถ้วนตามสญั ญา การกระทาดงั กล่าวเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ (๑) องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั กาญจนบุรี กองการเจ้าหน้าที่
แนวทางปฏบิ ัตเิ พอ่ื ป้องกัน “ผลประโยชนท์ บั ซ้อน” : หนา้ ๒๒ ๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และทแ่ี กไ้ ขเพิ่มเตมิ ในหมวด ๙ มีการระบุถึงการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม โดยมีมาตราทเี่ ก่ียวข้อง ตัง้ แต่มาตรา ๑๐๐ ถงึ มาตรา ๑๐๓ โดยมาตรา ๑๐๐ ห้ามมิให้เจ้าหน้าท่ี ของรัฐเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทากับหน่วยงานของรัฐ เป็นหุ้นส่วนในห้าง หุ้นส่วน หรือบริษัทท่ีเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทาน จากรัฐ หรือเข้าไปเป็นกรรมการท่ีปรึกษา พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจเอกชน อย่างไรก็ตาม ในมาตรา ๑๐๐ - ๑๐๒ น้ัน จากัดเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศ ซึ่งปัจจุบันกาหนดไว้เพียงตาแหน่ง ดังน้ี ๑. นายกรัฐมนตรี ๒. รัฐมนตรี ๓. ผู้บริหารท้องถิ่น และ ๔. รองผู้บริหารท้องถ่ิน รวมถึงคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น ในหัวข้อน้ีจะ แสดงเฉพาะมาตรา ๑๐๓ เรอ่ื งการรับทรัพย์สิน มาตรา ๑๐๓ ห้ามมิให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สิน หรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎข้อบังคับท่ีออกโดยอาศัย อานาจตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย เวน้ แต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑแ์ ละจานวนทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. กาหนด บทบัญญัติในวรรคหน่ึง ให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซ่ึง พน้ จากการเปน็ เจ้าหน้าทีข่ องรัฐมาแลว้ ยงั ไมถ่ งึ สองปดี ้วยโดยอนโุ ลม องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดกาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
แนวทางปฏบิ ัติเพอ่ื ป้องกัน “ผลประโยชนท์ ับซ้อน” : หนา้ ๒๓ หลกั เกณฑก์ ารรบั ทรพั ยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ นื่ ใดโดยธรรมจรรยา ของเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั พ.ศ. ๒๕๔๓ ขอ้ ๕ เจา้ หน้าทข่ี องรฐั จะรับทรพั ย์สนิ ฯ โดยธรรมจรรยา สรุปได้ดงั นี้ ๑. รับจากญาติตามจานวนท่ีเหมาะสมตามฐานะ ๒. รับจากบคุ คลอ่ืน มรี าคาหรือมมี ลู ค่า แต่ละครง้ั ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ๓. รับทรพั ย์สนิ หรือประโยชนท์ ่ีเป็นการใหใ้ นลักษณะให้กบั บุคคลทว่ั ไป มาตรา ๑๐๓/๑ บรรดาความผิดท่ีบัญญัติไว้ในหมวดนี้ ให้ถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อ หนา้ ทห่ี รือความผิดตอ่ ตาแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตาม ประมวลกฎหมายอาญาดว้ ย บทลงโทษ : หากเจ้าหน้าทขี่ องรฐั ฝ่าฝนื จะต้องไดร้ บั โทษ คือ จาคุกไม่เกนิ ๓ ปี หรอื ปรบั ไม่ เกนิ ๖๐,๐๐๐ บาท หรือท้งั จาทง้ั ปรบั องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัดกาญจนบุรี กองการเจา้ หน้าที่
กรณีศึกษาเกย่ี วกับผลประโยชนท์ บั ซ้อน : หนา้ ๒๔ ๔บทท่ี กรณศี ึกษาเก่ียวกับผลประโยชนท์ บั ซอ้ น องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั กาญจนบุรี กองการเจ้าหน้าที่
กรณศี ึกษาเกี่ยวกบั ผลประโยชนท์ ับซ้อน : หน้า ๒๕ บทที่ ๔ กรณีศกึ ษาเกย่ี วกบั ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ------------------------------------- กรณีทีภ่ รรยาและญาตเิ ป็นผ้รู ับเหมา จากการรวบรวมข้อมูลพบวา่ หลายกรณีผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถ่ินไม่ได้เป็นเจ้าของ กจิ การเอง แต่เป็นกิจการของคู่สมรส มีทั้งจดทะเบียนไม่จดทะเบียน หรือเดิมจดทะเบียนแล้วมา หย่าขาดกันก่อนมาเป็นคู่สัญญากับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเป็นของญาติสนิทบิดา มารดาและพี่น้อง บุตร บางกรณีดูเหมือนเป็นความจงใจเล่ียงกฎหมาย ตัวอย่างเช่น กรณีของ เทศบาลตาบล ก. ได้รับความสนใจจากสาธารณชนมาก เพราะเกิดการลอบวางเพลิงที่ว่าการ อาเภอ ข. ซึ่งตารวจเผยว่ามาจากความขัดแย้งในเทศบาล นอกจากน้ี ยังรายงานว่าจังหวัดกาลัง สอบสวนหาข้อเท็จจริง การกล่าวหาว่าสมาชิกสภาเทศบาลฝ่ายค้านร้องว่า ฝ่ายบริหารมีส่วนได้ ส่วนเสียในสัญญาจ้างก่อสร้างถนนคู่สัญญาเป็นพ่ีน้องกัน ส่วนฝ่ายบริหารก็ร้องว่าภรรยาสมาชิก เทศบาลฝ่ายค้านทาสัญญาซ้ือขายน้ามันกับเทศบาลตาบล ก. ซ่ึงกรณีนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจรติ แห่งชาติ การจัดซอ้ื ท่ดี ินของตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมาองค์กรปกครองท้องถ่ินเข้าไปเก่ียวข้องกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ จาเป็นต้องมีการจัดซื้อที่ดินเพื่อทาโครงการ เช่น สถานท่ีทาการขององค์กรปกครองท้องถิ่น โรงบาบัดน้าเสีย ท่ีดินสาหรับการกาจัดขยะ หรือสถานีน้าประปา พบว่าหลายครั้งไม่สามารถซ้ือ ท่ีดินตามราคาที่ได้รับงบประมาณ หรือรัฐเสียเงินมากขึ้นเพราะราคาที่ดินแพงเกินความเป็นจริง และมขี ่าวการทุจริตควบค่ไู ปกบั การจัดซ้ือท่ีดินเสมอ ซ่ึงสาเหตุหน่ึงของปัญหานี้มีต้นตอจากการที่ ผ้บู รหิ ารมีความขัดแยง้ กันระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม โดยหาประโยชน์ ส่วนตัวเก็งกาไรจากราคาที่ดิน ท้ังในรูปใช้ข้อมูลภายในเป็นประโยชน์ไปซ้ือที่ดินไว้ก่อน หรืออาจ เป็นในรูปแบบที่กาหนดที่ต้ังโครงการในพื้นท่ีที่ตนเองมีที่ดินอยู่ เพ่ือขายที่ดินของตนเองในราคา ทสี่ งู ทง้ั ทต่ี นเองเปน็ บคุ คลทต่ี อ้ งรกั ษาประโยชนข์ องสาธารณะ องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัดกาญจนบุรี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
กรณศี ึกษาเก่ยี วกับผลประโยชนท์ บั ซอ้ น : หนา้ ๒๖ กรณนี ายก อบจ.ก. เช่ารถบรษิ ัทตนเอง กรณีน้ีไดร้ ับความสนใจมากเนอื่ งด้วยความขัดแย้งในองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก มีมาก ข้อเท็จจริงคือจากนายก อบจ.ก. ได้ทาสัญญาเช่ารถกับบริษัท ข. จากัด ซ่ึงนายก อบจ.ก. เป็นกรรมการของบริษัทและเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท เพื่อไปทัศนศึกษาตามโครงการสัมมนาและ ทัศนศกึ ษาดงู านของคณะผู้บริหารและขา้ ราชการ อบจ.ก. ในกรณเี ดิมจังหวัด ก. วินิจฉัยว่า นายก อบจ. เป็นผู้มีสว่ นไดส้ ่วนเสยี ในสัญญาแตต่ ่อมาสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่า นายก อบจ. ไม่ต้องให้พ้นจาก ตาแหน่ง เพราะใน พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ การเข้า เป็นคู่สัญญากับ อบจ. ท่ีต้องพ้นจากตาแหน่งต้องเป็นสัญญาสัมปทานเท่าน้ัน สัญญาท่ี นายก อบจ.ก. ทากับบริษัทเป็นเพียงสัญญาธรรมดา แต่ในที่สุด นายก อบจ. ต้องพ้นจากตาแหน่งด้วย เหตุความขดั แย้งใน อบจ. ซึ่งประเด็น “สัญญาสัมปทาน” ใน พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด แสดงความลักลั่นในกฎหมายที่กาหนดลักษณะห้ามเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน ระหวา่ งประเภทองค์กรปกครองท้องถิ่น กรณีการซือ้ ขายนา้ มนั ของเทศบาล ก. เรื่องของเทศบาลตาบล ก. เป็นกรณีที่ทาให้มีการตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งกัน ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม เพราะจากกรณีน้ีมีนายกเทศมนตรีและ สมาชิกสภาเทศบาล ๒ คนพ้นจากสมาชิกภาพตามคาวินิจฉัยของสานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา เหตุเพราะมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งทางตรงและอ้อมในห้างหุ้นส่วนจากัด ข. ซ่ึงมีสัญญาขาย น้ามนั เชื้อเพลงิ ให้กบั เทศบาลตาบล ก. โดยสมาชิกคนหน่ึงเป็นหุ้นส่วน สมาชิกอีกคนหน่ึงเป็นสามี โดยชอบด้วยกฎหมายของหุ้นส่วนอีกคนของห้างฯ ส่วนนายกเทศมนตรีเป็นพ่ีสาวร่วมบิดามารดา ของหุ้นส่วนของห้างฯ ท้ังที่ในระยะบริเวณรัศมี ๑๐ กิโลเมตร ของสานักงานเทศบาลตาบล ก. สถานีบริการแห่งน้ีใกล้กับสานักงานฯ มากท่ีสุด สถานีอ่ืน ๆ อยู่ห่างไปถึง ๘ – ๑๕ กิโลเมตร ซึ่งสานกั คณะกรรมการกฤษฎกี ากว็ ินจิ ฉยั ว่าเป็นผู้มสี ่วนได้สว่ นเสยี และใหพ้ ้นสมาชิกภาพ ในกรณีน้ี สมาชิกสภาทั้งสองคนได้ลาออกก่อนการวินิจฉัย ส่วนนายกเทศมนตรีจังหวัด ก. มีข้อเท็จจริงว่า นายกเทศมนตรีไม่ได้เป็นหุ้นส่วน ซ่ึงแม้เป็นพ่ีน้องกับหุ้นส่วนของห้างฯ ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ใน กจิ การของห้างฯ แตอ่ ย่างใด ผู้ว่าราชการจังหวัดจงึ วนิ จิ ฉัยวา่ มิได้เปน็ ผมู้ สี ่วนได้เสียใน สัญญาซ้ือ ขายน้ามัน องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั กาญจนบุรี กองการเจา้ หน้าที่
กรณีศึกษาเกย่ี วกบั ผลประโยชนท์ ับซอ้ น : หนา้ ๒๗ การใหเ้ ชา่ ที่ดินของสมาชิกเทศบาลตาบล ก. สาหรับในกรณขี องเทศบาลตาบล ก. ไม่ใช่การท่ีสมาชิกสภาเทศบาลขายสินค้าและบริการ ของบริษัทตนให้เทศบาล หากเป็นเร่ืองของสมาชิกสภาให้เทศบาลเช่าที่ดินเพ่ือเก็บพัสดุและท่ีพัก คนงาน ในระยะแรกประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เนื่องจากเทศบาลไม่มีท่ีดิน สมาชิกสภาท่านนี้ อนุญาตให้เทศบาลใช้โดยไม่คิดมูลค่า แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ สมาชิกสภาได้แจ้งต่อทางเทศบาลว่า ต้องการใชท้ ี่ดนิ ดังกล่าว แตห่ ากเทศบาลตอ้ งการใช้ก็ให้เช่าเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ซ่ึงเทศบาลก็ทา สัญญาเช่าท่ีดินกับสมาชิกท่านนี้ มีระยะเวลา ๓ ปีจาก ๒๕๔๑ – ๒๕๔๓ และได้ต่อสัญญาอีก ๓ ปี คือ ๒๕๔๔ – ๒๕๔๗ แต่นายกเทศมนตรีคนใหม่ท่ีเพ่ิงเข้าดารงตาแหน่งได้ร้องเรียนเร่ืองน้ีขึ้น ว่าสมาชิกสภามีส่วนได้เสียในสัญญาท่ีทากับเทศบาล สมาชิกสภาดังกล่าวจึงบอกเลิกสัญญาและ คืนเงนิ คา่ เชา่ พรอ้ มทั้งลาออกจากการเป็นสมาชกิ สภาเทศบาลและลงสมัครเลือกต้ังซ่ึงก็ได้รับเลือก กลับมาอีก การเปน็ ผ้รู บั เหมาก่อสร้างในโครงการขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ลักษณะน้ีอาจเห็นเป็นเรื่องปกติสาหรับแวดวงองค์กรปกครองท้องถ่ิน ท่ีสมาชิกสภา ท้องถนิ่ หรือผ้บู รหิ ารเปน็ เจา้ ของหรอื มีหุ้นส่วนในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ท้ังทางตรงหมายถึงเป็น เจ้าของเอง หรือทางอ้อมหมายถึงมีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกัน บางกรณีดาเนินธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว และในหลายกรณีเริ่มมธี รุ กิจเมอ่ื เข้ามาเป็นสมาชกิ หรือผบู้ ริหารองคก์ รปกครองท้องถน่ิ จนมักจะมี การพดู กนั ว่าสภาทอ้ งถน่ิ เป็น “สภาผรู้ ับเหมา”จริงอยู่ว่าการเป็นเจ้าของหรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัท รับเหมาก่อสร้างน้ันไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สถานการณ์ความขัดแย้งเกิดข้ึนเมื่อสมาชิกสภาหรือ ผู้บริหาร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเข้ามาดูแลเพ่ือประโยชน์สาธารณะกลับเข้ามา รับเหมางานในองค์กรปกครองท้องถิ่นเสียเอง ทาให้สมาชิกสภาและผู้บริหาร มีบทบาทที่ขัดแย้ง กันคือในบทบาทของผู้ว่าจ้างและในบทบาทของผู้รับจ้าง และจากกรณีศึกษาบทบาทที่ขัดแย้งนี้ นาไปสู่ความไมโ่ ปร่งใสในการบรหิ ารงานและการทจุ รติ ในรปู แบบตา่ ง ๆ องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัดกาญจนบุรี กองการเจ้าหน้าท่ี
กรณีศกึ ษาเกี่ยวกบั ผลประโยชนท์ ับซ้อน : หน้า ๒๘ กรณคี ่าโง่ขดุ ลอกห้วยขององค์การบริหารส่วนจังหวดั ก. กรณีนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๔๕ โดย อบต.ข. ได้ร้องเรียนว่า อบจ.ก. อนุมัติ โครงการซ้าซ้อนและมีการแอบอ้างเบิกเงินโดยไม่ได้ทางานจริง ข้อเท็จจริงคือ อบต.ข. ได้ทา โครงการขุดลอกลาห้วย โดยได้รับงบประมาณจากส่วนราชการในการพัฒนาแหล่งน้าธรรมชาติ จานวน ๕๑๐,๓๐๐ บาท ซึ่งไดด้ าเนนิ โครงการดังกล่าว ตงั้ แต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ และ เสร็จสิ้นแล้ว ต้ังแต่กลางเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ พร้อมกับปักป้ายช่ือโครงการและเบิกจ่าย เรียบรอ้ ยแลว้ ตอ่ มา อบจ.ก. ได้อนมุ ัติโครงการขุดลอกลาห้วย ซ่ึงบรรจไุ ว้ในข้อบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจาปี ๒๕๔๕ แต่เจ้าหน้าที่พัสดุได้บันทึกขออนุมัติดาเนินโครงการขุดลอกฯ เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๔ งบประมาณ ๕๘๐,๐๐๐ บาท ซ่ึง นายก อบจ. ได้ลงนามอนุมัติเห็นชอบให้ ดาเนินการในวันเดียวกัน ปรากฏว่า อบจ.ก. ได้จัดจ้าง หจก.ค. เป็นผู้รับจ้างให้ขุดลอกคลองยาว ๙๖๙ เมตร และได้ทาสัญญาจา้ ง ลงวนั ที่ ๒๕ ธนั วาคม ๒๕๔๔ โดย หจก.ค. เข้าดาเนินการวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๔ และส่งมอบงานในวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๕ โดยนาเคร่ืองจักรไปขุดลอก ต่อท้ายโครงการท่ีขุดลอกฯ ของ อบต.ข. ที่ทาเสร็จไปแล้วอีก ๙๓ เมตร พร้อมทั้งปักป้าย โครงการและถ่ายภาพป้ายโครงการเป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายจาก อบจ.ก. ซ่ึงคณะกรรมการตรวจรับงานเม่ือวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๕ และเบิกจ่ายงบประมาณให้ผู้รับจ้าง เม่ือวันท่ี ๘ มกราคม ๒๕๔๕ นอกจาก หจก.ค. ปักป้ายของ อบจ.ก. แล้ว และยังทาลายป้าย โครงการเดิมของ อบต.ข. ทิ้ง แต่ชาวบ้านไปพบเข้าจึงนามาให้ อบต.ข. เพ่ือดาเนินการร้องเรียน เรื่องนจ้ี งึ ปรากฏแก่สาธารณะ องค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดกาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
กรณศี ึกษาเกย่ี วกับผลประโยชนท์ ับซอ้ น : หน้า ๒๙ กรณีคณะเทศมนตรเี ทศบาลเมอื ง ก. ส่วนกรณีเทศบาลเมือง ก. พบว่า นายกเทศมนตรีและเทศมนตรีขายสินค้าหรือบริการ ของบริษัทตนเองให้กับเทศบาลเทศบาลเมือง ก. ซ้ือรถจักรยานยนต์จากบริษัทจากัด ซ่ึงนายกเทศมนตรีเป็นกรรมการบริษัท โดยนายกเทศมนตรีเมือง ก. เป็นผู้ลงนามในฐานะผู้ซื้อ ร ว ม ท้ั ง ก า ร ท่ี เ ท ศ บ า ล น า ร ถ เ ท ศ บ า ล ย่ี ห้ อ นิ ส สั น ไ ป ต ร ว จ เ ช็ ค ส ภ า พ ท่ี บ ริ ษั ท นิ ส สั น จ า กั ด ซึ่งนายกเทศมนตรีเป็นกรรมการบริษัท โดยกล่าวว่าเป็นศูนย์นิสสันแห่งเดียวในจังหวัด นอกจากนั้นเทศมนตรีในฐานะผู้จัดการและเจ้าของโรงพิมพ์ฯ ได้เป็นผู้รับจ้างเทศบาลพิมพ์ หนังสือพิมพ์เทศบาลเมือง ก. รวมท้ังเทศมนตรีอีกท่านในฐานะหุ้นส่วน ของห้างหุ้นส่วนวีดีโอ ซ่ึงเทศบาลเมือง ก. ได้ทาการซื้อวัสดุอุปกรณ์จากห้างฯ น้ี รวมท้ังคอมพิวเตอร์ในกรณีสุดท้าย เทศมนตรี ได้แจ้งว่าได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างฯ สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัยว่าในกรณีของเทศบาลเมือง ก. ท้ังนายกเทศมนตรีและเทศมนตรีท้ัง ๒ คน มีส่วนได้เสีย ในสัญญาสาหรับเทศมนตรีท่ีลาออกจากเป็นหุ้นส่วนน้ัน คาวินิจฉัยช้ีว่ามิได้ลาออกจริงเนื่องจาก หา้ งฯ น้มี ีหุน้ สว่ นอยเู่ พียง ๒ คน ถ้าลาออกจริงและเหลือผู้ถือหุ้นเพียง ๑ คน ซึ่งไม่อาจคงสภาพ ห้างฯ มีผลเป็นการเลิกห้างฯ โดยปริยายหากแต่เทศมนตรีก็ยังทาการค้าขายกับห้างน้ี นนั่ แสดงวา่ เทศมนตรยี ังคงเป็นหนุ้ สว่ นของหา้ งฯ การขายบริการหรอื วัสดุอปุ กรณห์ รอื ให้เช่าทรพั ยส์ นิ กับองค์กรปกครองทอ้ งถนิ่ นอกจากการเข้าเป็นผู้รับเหมาในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ดังกล่าวไปแล้ว ยังพบอีกว่า สมาชิกสภาท้องถ่ินและผู้บริหาร อยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งของผลประโยชน์ได้ ในกรณีที่ ดาเนินธุรกิจขายบริการและวัสดุอุปกรณ์กับองค์ปกครองท้องถ่ิน ที่ตนเองเป็นสมาชิกเพราะอาจ ถูกมองว่าหาผลประโยชน์จากเทศบาลลักษณะเชน่ น้พี บเห็นมาก องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัดกาญจนบุรี กองการเจ้าหนา้ ท่ี
กรณีศึกษาเกย่ี วกบั ผลประโยชนท์ บั ซ้อน : หนา้ ๓๐ กรณีที่สมาชิกสภาและผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับเหมาเองหรือ เปน็ หนุ้ ส่วน การศึกษาพบว่ามีหลากหลายลักษณะของการที่สมาชิกสภาเทศบาลและผู้บริหารเข้ามา รับเหมางานของเทศบาล กรณีท่ีพบจะมีท้ังท่ีเข้ามาโดยตรงในฐานะของหุ้นส่วนเช่นกรณีของ เทศบาลตาบล ก. ได้ทาสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจากัดก่อสร้าง ให้ก่อสร้างสะพานข้ามคลอง ตาบล ก. โดยมีหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ เป็นผู้ลงนามซึ่งการก่อสร้างกาหนดแล้วเสร็จ ภายใน วันท่ี ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ ต่อมาหุ้นส่วนผู้จัดการได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างฯ และลง รับสมัครเป็นสมาชิกสภา และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเม่ือวันท่ี ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และได้ ขอเปลี่ยนให้บิดาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างแทนตน ซึ่งในกรณีน้ีสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัยว่า ถึงแม้จะลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการก่อนวันเลือกตั้ง แต่ก็ยังมีฐานะเป็น หุน้ สว่ นของห้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น และหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างได้ทาหลังจากวันที่ได้รับเลือกต้ังเข้ามา จึงถือว่าเป็นคู่สัญญากับ เทศบาลซึ่งต้องถูกถอดถอนสมาชิกภาพ แม้แต่เมื่อเปล่ียนให้บิดาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการก็ยังถือว่า สมาชิกสภาผู้นี้มีผลประโยชน์จากบริษัทก่อสร้างอยู่ดี ซึ่งยังเป็นคู่สัญญากับเทศบาล กรณีนี้ ช้ีให้เห็นถึงปัญหาทางกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการเลือกตั้งเทศบาล มิได้มีข้อห้าม บุคคลที่เป็นคู่สัญญากับเทศบาลลงสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาเทศบาล จึงทาให้รัฐต้อง สูญเสยี งบประมาณในการเลอื กต้งั ซ่อม องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดกาญจนบรุ ี กองการเจา้ หนา้ ที่
คมู่ อื การป้องกันผลประโยชนท์ บั ซอ้ น : หน้า ๓๑ บรรณานุกรม ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาต.ิ (๒๕๕๙). คู่มือการป้องกนั ผลประโยชน์ทับซอ้ น. กรุงเทพฯ. สานักกฎหมาย สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ. (๒๕๕๖), คู่มือการปฏิบัติสาหรับเจา้ หนา้ ที่ของรัฐ เพ่อื มิให้ดาเนินกิจการท่ีขัดกันระหว่างประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมตามมาตรา ๑๐๐ แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต. นนทบุรี : สานักงานคณะกรรมการ ป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติ สานักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น สป. เอกสารเรื่องความ ขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม : กรณีศึกษาองค์กร ปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ สานักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น. ประมวลจริยธรรมขา้ ราชการพลเรือน. ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย. (๒๕๖๐), คู่มือการป้องกันผลประโยชน์ ทบั ซ้อน. กรงุ เทพฯ. องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดกาญจนบรุ ี กองการเจ้าหนา้ ที่
ทีป่ รกึ ษา ๑. นายวรงค์กฤษณ์ จตภุ ัทร์วงศา ผอู้ านวยการกองการเจ้าหนา้ ๒. นางสาวกาญจนา แกว้ บัวดี หัวหนา้ ฝา่ ยวินัยและส่งเสรมิ คุณธรรม ผจู้ ดั ทา นางสาวพลอยพมิ เกิดสขุ นติ ิกรปฏิบัติการ
Search
Read the Text Version
- 1 - 35
Pages: