Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่4

หน่วยที่4

Published by srumsuk1980, 2020-06-05 20:49:34

Description: หน่วยที่4

Search

Read the Text Version

แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ กศน. แบบบรู ณาการ ตามรปู แบบ ONIE Model หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 หวั เรื่อง ประหยัดพลงั งานวนั นี้ เพื่อชาติพฒั นา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น ภาคเรยี นที่ ……….. ปีการศึกษา ……………. สานักงานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจังหวดั กาญจนบรุ ี สานักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธิการ

คานา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมืองกาญจนบุรีได้ดาเนินการ จดั ทาแผนกจิ กรรมการเรียนรู้ กศน.แบบบรู ณาการ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 หัวเร่ือง ประหยัดพลังงานวันนี้ เพ่ือ ชาติพัฒนา เพ่ือให้ครูผู้สอนใช้เป็นคู่มือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างมี คุณภาพตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษา ตอนตน้ ภาคเรียนที่ ......... ปีการศึกษา ................ .... เอกสารประกอบการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กศน.แบบบูรณาการ หน่วยการ เรียนรู้ท่ี 4 หัวเร่ือง ประหยัดพลังงานวันนี้ เพื่อชาติพัฒนา ประกอบด้วยแผนผังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กศน. แบบ ONIE Mode แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ กศน.แบบบูรณาการ ใบความรู้ แบบประเมินการจัด กิจกรรมการเรยี นรู้ แนวตอบ และแบบบันทกึ หลังการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ การดาเนินการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กศน.แบบบูรณาการ หลักสูตร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียน ที่ .......... ปีการศึกษา ............. ในครั้งนี้ ประสบความสาเร็จได้ด้วยดี ต้องขอขอบพระคุณ นายศักดิ์ชัย นาคเอย่ี ม ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอเมืองกาญจนบุรี นางสาวชมพู จันทนะ ครูชานาญการเป็นอย่างสูงที่เป็น ผู้ให้คาปรึกษา ในการดาเนินการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กศน.แบบบูรณาการหน่วยการเรียนรู้ ที่ 4 หัวเร่ือง ประหยัดพลังงานวันนี้ เพ่ือชาติพัฒนา หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียน ท่ี ………… ปีการศึกษา ………………… มาโดยตลอดทาให้ การดาเนินการจดั ทาแผนการเรยี นรู้แบบบูรณาการบรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ จดั ทาโดย กศน.อาเภอเมืองกาญจนบุรี

สารบญั หน้า เรอื่ ง คานา สารบญั แผนผงั การจัดหน่วยการเรียนรู้ กศน.แบบบรู ณาการ แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ กศน.แบบบรู ณาการตามรูปแบบ ONIE MODEL ใบความรทู้ ี่ 1 เรอื่ งพลังงานไฟฟา้ ใบความรู้ที่ 2 เร่อื งไฟฟ้ามาจากไหน ใบความรทู้ ี่ 3 เรอ่ื งวงจรไฟฟา้ และอปุ กรณ์ไฟฟ้า แบบประเมินการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ แนวตอบแบบประเมนิ การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ บนั ทกึ หลงั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ บรรณานุกรม คณะทางาน

แผนผังหน่วยการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ กศน. แบบบูรณาการ หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ภา รายวชิ าการใช้พลงั งานไฟฟ้าใน รายวิชา สังคมศกึ ษา (สค21001) หัวเรอ่ื ง 3. เศรษฐศาสตร์ ชวี ติ ประจาวนั 2 (พว22002) เน้ือหา 1.2 ระบบเศรษฐกจิ ในประเทศไทย หัวเร่อื ง ไฟฟา้ มาจากไหน เนอ้ื หา - เชื้อเพลิงและพลงั งานที่ใช้ในการผลิต ไฟฟ้า - โรงไฟฟา้ กับการจัดการด้าน สิง่ แวดลอ้ ม รายวิชาการใช้พลงั งานไฟฟ้าใน หน่วย ชีวติ ประจาวัน 2 (พว22002) หวั เร่ือง “ประหยดั พลังงานว หัวเรอื่ ง พลังงานไฟฟ้า สภาพปญั หา เนือ้ หา 1. อ่านคา่ ไฟไม่ออก 2. การแตง่ กายของนักศึกษา - การกาเนิดของไฟฟ้า 3. การตดิ เพ่อื น ติดเกม และต - สถานการณพ์ ลังงานไฟฟา้ ของประเทศ 4. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ไทย และประเทศในอาเซียน - หนว่ ยงานทเี่ กี่ยวขอ้ งด้านพลงั งานไฟฟ้า ในประเทศไทย

ร หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 หัวเรอื่ ง ประหยดั พลงั งานวนั นี้ เพอ่ื ชาติพฒั นา บการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 าคเรียนที่ ........ ปกี ารศึกษา ............ รายวิชา ภาษาไทย (พท21001) รายวชิ า การพัฒนา ตนเอง ชุมชน สงั คม (สค หัวเร่อื ง การเขยี น 21003) เนอ้ื หา หัวเรอื่ ง 2. พัฒนาชุมชน สังคม 2. หลกั การเขยี นแผนภาพความคดิ เนื้อหา 2. ความหมาย ความสาคญั ประโยชนข์ องขอ้ มูล ดา้ นการศกึ ษา ยที่ 4 เนื้อหาเสรมิ ประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย (สค22020) วันน้ี เพ่อื ชาติพัฒนา” หัวเรอ่ื ง มรดกไทยสมัย กรงุ ศรอี ยธุ ยาและกรุงธนบุรี เนือ้ หา ตดิ ยาเสพติด 3.2 ภาษาในสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา เน้ือหาเสริม(ภาษาอังกฤษ) 5 คา คาศัพทภ์ าษาองั กฤษทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั ศาสนา ประเพณี อาหาร การแต่งกาย วฒั นธรรม ฯลฯ 1. Religon = ศาสนา 2. Tradition = ประเพณี 3. Food = อาหาร 4. The dress = การแต่งกาย 5. Culture = วฒั นธรรม

การกาหนดประเด็น/ปัญหา/สิ่งจาเป็นทีต่ อ้ งเรยี นรู้ การจัดกิจกร 1. ผู้เรยี นไมช่ อบอา่ นหนงั สอื ไมเ่ ห็นความสาคญั ของการอ่าน 1. ใหผ้ ้เู รยี นฝ 2. ผู้เรียนบางคนแข่งขันการแต่งกายเลียนแบบดาราทาให้ไม่เอาใจใส่ เสนอหน้าหอ้ การเรยี นรภู้ ายในกลุ่ม 2. ใหผ้ ู้เรียนแ 3. ผูเ้ รยี นขาดความเอาใจใสใ่ นการเรยี นเน่อื งจากติดเพื่อน ตดิ เกม ใหผ้ ูเ้ รยี น นา และนาไปสู่การติดยาเสพติด 3. ให้ผู้เรียน 4. ผเู้ รียนส่วนมากมผี ลสัมฤทธ์ทางการเรยี นตา่ จากแหล่งเรีย 4. จดั สอนเส กศน.ตาบล โ

รรมการเรียนรู้ ฝกึ ทกั ษะการอ่านจากสื่อท่ีช่นื ชอบจากห้องสมดุ แหล่งเรยี นรู้ แลว้ ให้เขยี นสรุปเปน็ ชิ้นงาน องเรียนในวันพบกล่มุ โดยครูและผู้เรียนรว่ มกันสรปุ บทเรยี น พร้อมใหบ้ ันทึกลงใน กรต. แสดงบทบาทสมมุติ เปน็ ดาราทช่ี ื่นชอบ และสรปุ ถงึ ขอ้ ดี ข้อเสยี ของการแต่งกาย พร้อมอบหมาย าเสนอ โดยจดั เป็นบอร์ดความรู้ หน้าชั้นเรยี นในวนั พบกลุ่มโดยครแู ละผู้เรียนร่วมกนั สรุป นแบง่ กลมุ่ ศกึ ษาค้นคว้าถึงขอ้ ดี ขอ้ เสีย ของการเล่นเกม และยาเสพตดิ จากอนิ เทอร์เน็ต ยนรู้ นามาสรุปหนา้ ชั้นเรยี นโดยครแู ละผเู้ รียนร่วมกนั สรุปบทเรยี น พรอ้ มให้บันทึกลงใน กรต. สรมิ และคา่ ยวิชาการ ใหก้ ับผู้เรยี นในรายวชิ าทย่ี ากโดยเชิญวทิ ยากร ผรู้ ู้มาใหค้ วามรแู้ ก่ผู้เรียนใน โดยครแู ละผเู้ รยี นร่วมกันสรุปองค์ความรูท้ ่ีไดร้ บั

แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ก หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4 หวั เรือ่ ง ประ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับกา ระดบั มัธยมศ ภาคเรยี นท่ี .......... ปีกา ครั้งท่ี วนั /เดือน/ ปี ตัวชวี้ ัด เนือ้ หาสาระการ หวั เร่ือ 4. มีทกั ษะในการ เรียนรู้ หนว่ ยที่ 4 ปฏิบตั ิตน รายวิชา ประหยดั พลังงา เพอื่ ชาตพิ ฒั นา การใช้พลงั งาน สภาพปญั หา ไฟฟา้ ใน 1. อ่านค่าไฟไม 2. การแต่งกาย ชีวิตประจาวนั 2 นักศกึ ษา 3. การตดิ เพื่อน พว22002 และตดิ ยาเสพต 4. ผลสัมฤทธิ์ท หวั เรอ่ื ง เรยี น พลังงานไฟฟ้า - การกาเนิดของ ไฟฟา้ - สถานการณ์ พลังงานไฟฟา้ ของ ประเทศไทย และ ประเทศในอาเซียน - หน่วยงานที่ เกย่ี วข้องด้าน

กศน. ตามรูปแบบ ONIE Model ะหยัดพลงั งานวันน้ี เพอื่ ชาตพิ ฒั นา ารศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ศกึ ษาตอนต้น ารศกึ ษา ..................... อง ประเดน็ /ปัญหา/ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ หมายเหตุ ส่ิงจาเปน็ ท่ีตอ้ งเรียนรู้ 1. ผู้เรียนไม่ชอบอา่ น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ านวันนี้ หนังสอื ไมเ่ หน็ 1. ให้ผเู้ รียนฝกึ ทกั ษะการ า อา่ นจากสอ่ื ที่ช่ืนชอบจาก ความสาคญั ของการ ห้องสมุด แหล่งเรยี นรู้ แล้ว ม่ออก อ่าน ยของ ใหเ้ ขยี นสรุปเป็นช้ินงาน 2. ผู้เรยี นบางคน เสนอหน้าห้องเรยี นในวนั พบ น ติดเกม แข่งขนั การแตง่ กาย ตดิ เลียนแบบดาราทาให้ กลุม่ โดยครูและผู้เรียน ทางการ รว่ มกนั สรุปบทเรยี น พร้อม ไม่เอาใจใสก่ ารเรียนรู้ ใหบ้ นั ทึกลงใน กรต. ภายในกลุม่ 2. ให้ผ้เู รยี นแสดงบทบาท 3. ผู้เรยี นขาดความเอา สมมตุ ิ เปน็ ดาราที่ชื่นชอบ ใจใส่ในการเรยี น เนอื่ งจากตดิ เพอื่ น ติด และสรปุ ถงึ ขอ้ ดี ขอ้ เสยี ของ การแต่งกาย พร้อมอบหมาย เกม และนาไปสูก่ ารตดิ ให้ผู้เรียน นาเสนอ โดย ยาเสพติด จดั เป็นบอร์ดความรู้ หนา้ ชน้ั 4. ผ้เู รยี นส่วนมากมี ผลสัมฤทธ์ทางการ

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ ปี ตัวช้วี ัด เน้อื หาสาระการ หวั เรื่อ เรียนรู้ พลงั งานไฟฟ้าใน ประเทศไทย ไฟฟา้ มาจากไหน - เชอ้ื เพลิงและ พลงั งานท่ใี ชใ้ นการ ผลิตไฟฟา้ - โรงไฟฟ้ากับการ จดั การดา้ น ส่งิ แวดล้อม วงจรไฟฟ้าและ อุปกรณไ์ ฟฟ้า - อปุ กรณ์ไฟฟ้า - วงจรไฟฟ้า - สายดินและหลกั ดิน การใชแ้ ละการ ประหยัดพลงั งาน ไฟฟา้ - กลยทุ ธก์ าร ประหยดั พลังงาน ไฟฟา้ 3 อ. - การเลือกซื้อ การ

อง ประเดน็ /ปญั หา/ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ หมายเหตุ สิ่งจาเป็นทตี่ อ้ งเรียนรู้ เรียนต่า เรยี นในวันพบกลมุ่ โดยครู และผู้เรียนร่วมกันสรปุ 3. ใหผ้ ู้เรยี นแบ่งกลุ่มศกึ ษา คน้ คว้าถงึ ขอ้ ดี ขอ้ เสยี ของการเลน่ เกม และยาเสพ ติด จากอนิ เทอรเ์ น็ต จาก แหลง่ เรียนรู้ นามาสรุปหนา้ ช้นั เรยี นโดยครูและผ้เู รยี น รว่ มกันสรปุ บทเรียน พร้อม ให้บันทึกลงใน กรต. 4. จัดสอนเสรมิ และค่าย วิชาการ ใหก้ บั ผูเ้ รยี นใน รายวิชาที่ยากโดยเชญิ วทิ ยากร ผู้รู้มาใหค้ วามรู้แก่ ผเู้ รียนใน กศน.ตาบล โดยครู และผเู้ รียนรว่ มกันสรุปองค์ ความรู้ท่ีไดร้ บั

ครั้งท่ี วัน /เดอื น/ ปี ตัวช้วี ัด เน้อื หาสาระการ หวั เรื่อ เรียนรู้ ใช้ และการดูแล รกั ษา เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ใน ครัวเรือน - การคานวณคา่ ไฟฟ้าในครวั เรือน

อง ประเดน็ /ปญั หา/ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ หมายเหตุ สิ่งจาเปน็ ที่ต้องเรยี นรู้

ใบความรู้ พลงั งานไฟฟ้าในชีวติ ประจาวนั ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งท่ีมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจาวันของเรามากท่ีสุด หลอดไฟให้แสง สว่าง เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ ต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ต้องใช้พลังงาน ไฟฟ้าปัจจุบนั เรามีรถไฟฟา้ เปน็ ยานพาหนะชนดิ ใหม่ลา่ สุด เม่ือต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจะเคล่ือนท่ี ทาให้มีกระแสไฟฟ้าผ่าน เครื่องใช้ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอ่ืนตามชนิดของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เมื่อต่อ หลอดไฟกบั แหลง่ กาเนิดไฟฟ้า จะไดพ้ ลงั งานแสงสวา่ ง ถา้ ตอ่ เตาไฟฟา้ เข้ากบั แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้า จะได้พลังงาน ความรอ้ นถา้ ตอ่ แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ เข้ากับเครื่องซกั ผ้า พัดลม และสวา่ นไฟฟา้ ก็จะไดพ้ ลังงานกล เปน็ ต้น 1. ไฟฟ้าสถิต มนุษยเ์ ร่ิมสังเกตเห็นอานาจของไฟฟ้าตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว นักปราชญ์ชาวกรีก ช่ือ เทลีส ได้นาแท่งอาพันซึ่งเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม แล้วนาแท่งอาพันไปแตะกับเศษฟาง เขาขยะว่าเศษฟาง เล็กๆ เหล่านัน้ จะเกาะติดกับแท่งอาพัน พลังงานที่สามารถดูดวัตถุเหล่านี้ได้คือ ไฟฟ้านั่น-เอง ชาวกรีกเรียก อาพันว่า “ อเิ ลก็ ตรอน ” ภายหลังจึงตั้งช่ือไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า “ อิเล็กตริกซิต้ี ” ไฟฟ้าชนิดน้ี เรียกว่า ไฟฟ้าสถติ ซึง่ เกดิ จากการนาวตั ถุ 2 ชนดิ มาขดั ถหู รือเสยี ดสีกัน วัตถุแต่ละชนดิ จะมีประจไุ ฟฟ้าบวก (+) และ ประจไุ ฟฟ้าลบ (-) อยใู่ นตัว เท่าๆกนั เรยี กวา่ เป็นกลาง เมือ่ เกิดเสียดสขี ึ้นประจไุ ฟฟ้าลบ (-) ท่ีเบากว่าประจุ ไฟฟ้าบวก (+) กจ็ ะเคล่ือนท่รี ะหวา่ งวัตถทุ ้งั สอง ทาใหแ้ สดงอานาจไฟ-ฟา้ ขนึ้ ประจไุ ฟฟ้าในวัตถุทั้งสอบก็จะไม่ เป็นกลางอีกตอ่ ไป วัตถุชนดิ หนง่ึ แสดงประจไุ ฟฟา้ บวก และอกี ชนิดหนึง่ แสดงประจไุ ฟฟ้าลบ พลังงานไฟฟ้าที่ เกดิ ข้ึนจะทาใหเ้ กดิ แรงดดู หรือแรงผลกั ถ้านาวตั ถทุ ม่ี ปี ระจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้า มปี ระจไุ ฟฟ้าตา่ งชนิดกนั จะเกดิ แรงดูดซ่งึ กนั และกนั 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้าท่ีเราใช้กันท่ัวไป เกิดข้ึนจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนาไฟฟ้า จากจดุ หนึ่งไปยงั อีกจดุ หน่ึง เรยี กว่า ไฟฟ้ากระแส แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ กระแสมีหลายวิธี ไดแ้ ก่ 1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกามะถันเจือจางโดยวางให้ ห่างกัน ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง หลอดไฟจะติดสว่าง เซลล์ไฟฟ้านี้เรียกว่า เซลล์เปียก หรือ เซลล์ไฟฟา้ ของโวลตา ซ่งึ เกดิ ปฏิกิริยาเคมีระหวา่ งแผน่ โลหะกบั กรดกามะถัน จะทาใหเ้ กดิ กระแสไฟฟ้าไหลใน วงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เรียกว่า เซลล์แห้ง ไฟฟ้าท่ีได้จากปฏิกิริยาเคมี มีทิศทางการไหล แน่นอนจากข้ัวบวกไปยังข้ัวลบ เช่น ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย แบตเตอร่ีรถยนต์ เรียกการไหลนี้ว่า ไฟฟ้า กระแสตรง

2. ไฟฟ้าจากเครื่องกาเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าที่เราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าที่เกิดจากเคร่ืองกาเนิด ไฟฟา้ หรือที่เรียกวา่ ไดนาโม หรอื เจเนอเรเตอร์ ซึ่งภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนท่ีตัดเส้นแรง แม่เหลก็ หรอื อาจเคล่อื นทแ่ี มเ่ หล็กตัดขวดลวดทองแดงท่ีอยู่กับท่ี ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไป กลับมาระหวา่ งข้วั บวกและขวั้ ลบ เรียกว่า ไฟฟ้ากระแส-สลบั 3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า โซล่าเซลล์ หรื อ เซลลแ์ สงอาทิตย์ท่ีทาหน้าทเี่ ปลย่ี นพลงั งานแสงอาทิตยใ์ ห้เปน็ พลงั งานไฟฟา้ ได้ นอกจากน้ีมนษุ ย์ยังพยายามนา พลังงานจากธรรมชาติอื่นๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น พลังงานลม พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ พลังงาน จากคลื่นในทะเล เป็นต้น

ใบงานที่ 1 วิชา การใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ในชวี ติ ประจาวัน พว22002 1. ให้นกั ศกึ ษาเขยี นบอกการกาเนดิ พลงั งานไฟฟ้า พร้อมยกตวั อยา่ ง อยา่ งน้อย 3 วธิ ี 1.1 ....................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2.2 ....................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3.3 ....................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. จงยกตวั อยา่ งพลังงานทดแทนทม่ี ีอยใู่ นชมุ ชนของตวั เอง 1 ชนดิ พรอ้ มทงั้ อธิบายกระบวนการผลิต .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. จงบอกถึงความสาคัญของสายดินและหลักดิน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. ยกตัวอย่างพลงั งานทดแทนทม่ี อี ยใู่ นชมุ ชนของตัวเอง 1 ชนดิ พรอ้ มอธิบายและกระบวนการผลิต .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

ใบความรู้ พลังงานไฟฟา้ ในชีวติ ประจาวนั ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งท่ีมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจาวันของเรามากที่สุด หลอดไฟให้แสง สว่าง เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ ต่างๆ เช่น โทรทศั น์ วทิ ยุ เครอื่ งคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ต้องใช้พลังงาน ไฟฟ้าปัจจุบนั เรามรี ถไฟฟา้ เปน็ ยานพาหนะชนดิ ใหมล่ า่ สุด เม่ือต่อเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจะเคลื่อนท่ี ทาให้มีกระแสไฟฟ้าผ่าน เครื่องใช้ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นตามชนิดของเคร่ืองใช้ไฟฟ้า เช่น เมื่อต่อ หลอดไฟกบั แหลง่ กาเนิดไฟฟ้า จะได้พลงั งานแสงสวา่ ง ถา้ ตอ่ เตาไฟฟ้าเขา้ กับแหลง่ กาเนิดไฟฟา้ จะไดพ้ ลังงาน ความร้อนถา้ ตอ่ แหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ เขา้ กบั เครื่องซกั ผา้ พัดลม และสว่านไฟฟา้ กจ็ ะไดพ้ ลังงานกล เป็นต้น 1. ไฟฟ้าสถิต มนุษยเ์ ร่ิมสังเกตเห็นอานาจของไฟฟ้าต้ังแต่ 2,000 ปีมาแล้ว นักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อ เทลีส ได้นาแท่งอาพันซึ่งเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม แล้วนาแท่งอาพันไปแตะกับเศษฟาง เขาขยะว่าเศษฟาง เล็กๆ เหล่านัน้ จะเกาะติดกับแท่งอาพัน พลังงานที่สามารถดูดวัตถุเหล่าน้ีได้คือ ไฟฟ้านั่น-เอง ชาวกรีกเรียก อาพันว่า “ อเิ ลก็ ตรอน ” ภายหลังจึงต้ังชื่อไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า “ อิเล็กตริกซิตี้ ” ไฟฟ้าชนิดนี้ เรียกว่า ไฟฟ้าสถติ ซงึ่ เกดิ จากการนาวตั ถุ 2 ชนิด มาขัดถหู รอื เสียดสีกนั วัตถุแต่ละชนดิ จะมปี ระจุไฟฟ้าบวก (+) และ ประจไุ ฟฟ้าลบ (-) อยใู่ นตัว เท่าๆกนั เรยี กวา่ เปน็ กลาง เมอื่ เกิดเสยี ดสขี นึ้ ประจไุ ฟฟ้าลบ (-) ที่เบากว่าประจุ ไฟฟ้าบวก (+) ก็จะเคล่ือนท่รี ะหว่างวตั ถุท้ังสอง ทาใหแ้ สดงอานาจไฟ-ฟ้าขนึ้ ประจุไฟฟ้าในวัตถุท้ังสอบก็จะไม่ เป็นกลางอีกต่อไป วัตถุชนดิ หนง่ึ แสดงประจุไฟฟา้ บวก และอกี ชนิดหนึง่ แสดงประจไุ ฟฟ้าลบ พลงั งานไฟฟ้าท่ี เกดิ ขึน้ จะทาใหเ้ กดิ แรงดูดหรือแรงผลัก ถา้ นาวัตถุทีม่ ีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้า มปี ระจไุ ฟฟ้าต่างชนดิ กนั จะเกดิ แรงดดู ซงึ่ กันและกนั 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้าท่ีเราใช้กันทั่วไป เกิดข้ึนจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนาไฟฟ้า จากจดุ หนึ่งไปยังอีกจุดหน่ึง เรยี กวา่ ไฟฟ้ากระแส แหลง่ กาเนิดไฟฟ้ากระแสมีหลายวิธี ไดแ้ ก่ 1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกามะถันเจือจางโดยวางให้ ห่างกัน ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง หลอดไฟจะติดสว่าง เซลล์ไฟฟ้าน้ีเรียกว่า เซลล์เปียก หรือ เซลล์ไฟฟา้ ของโวลตา ซ่งึ เกิดปฏิกิริยาเคมีระหวา่ งแผ่นโลหะกับกรดกามะถัน จะทาให้เกิดกระแสไฟฟา้ ไหลใน วงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เรียกว่า เซลล์แห้ง ไฟฟ้าที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี มีทิศทางการไหล แน่นอนจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ เช่น ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย แบตเตอร่ีรถยนต์ เรียกการไหลนี้ว่า ไฟฟ้า กระแสตรง

2. ไฟฟ้าจากเครื่องกาเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าที่เราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าที่เกิดจากเคร่ืองกาเนิด ไฟฟา้ หรือที่เรียกวา่ ไดนาโม หรอื เจเนอเรเตอร์ ซึ่งภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนท่ีตัดเส้นแรง แม่เหลก็ หรอื อาจเคล่อื นทแ่ี มเ่ หล็กตัดขวดลวดทองแดงท่ีอยู่กับท่ี ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไป กลับมาระหวา่ งข้วั บวกและขวั้ ลบ เรียกว่า ไฟฟ้ากระแส-สลบั 3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า โซล่าเซลล์ หรือ เซลลแ์ สงอาทิตย์ท่ีทาหน้าทเี่ ปลย่ี นพลงั งานแสงอาทิตยใ์ ห้เปน็ พลงั งานไฟฟา้ ได้ นอกจากน้ีมนษุ ย์ยังพยายามนา พลังงานจากธรรมชาติอื่นๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น พลังงานลม พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ พลังงาน จากคลื่นในทะเล เป็นต้น

ใบงานท่ี 2 วชิ า การใช้พลังงานไฟฟ้าในชวี ติ ประจาวัน พว22002 1. ทาการทดลองการต่อวงจรไฟฟา้ แบบอนกุ รม โดยใชแ้ ผงสาธิตการตอ่ วงจรไฟฟา้ ปฏบิ ัตติ ามขัน้ ตอนท่ี กาหนดให้ แล้วเขียนผลการทดลอง พร้อมทัง้ สรุปผลการทดลอง ภาพแผงสาธิตการตอ่ วงจรไฟฟ้า (วงจรอนกุ รม) ขน้ั ตอนท่ี 1 ประกอบวงจรอนุกรมตามภาพแผงสาธิตการต่อวงจรไฟฟา้ (วงจรอนุกรม) โดยใส่หลอด LED ลงในฐานเสยี บหลอด LED จานวน 3 หลอด จากนนั้ เปดิ เบรกเกอรแ์ ละเปดิ สวิตซ์ไฟ โดย หลอด LED โดยทกุ หลอดต้องติด ข้นั ตอนที่ 2 ทาการถอดหลอด LED ออก 1 หลอด สงั เกตการณ์เปล่ยี นแปลงและบนั ทกึ ผล ขน้ั ตอนท่ี 3 ปดิ เบรกเกอร์ และสรปุ ผลการทดลอง ผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สรุปผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

ใบความรู้ พลังงานไฟฟ้าในชีวติ ประจาวัน ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจาวันของเรามากที่สุด หลอดไฟให้แสง สว่าง เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ ต่างๆ เช่น โทรทศั น์ วทิ ยุ เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น และเคร่ืองซักผ้า ต้องใช้พลังงาน ไฟฟ้าปัจจุบนั เรามีรถไฟฟ้าเป็นยานพาหนะชนิดใหม่ลา่ สดุ เม่ือต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจะเคล่ือนท่ี ทาให้มีกระแสไฟฟ้าผ่าน เครื่องใช้ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจะถูกเปล่ียนเป็นพลังงานรูปอื่นตามชนิดของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เมื่อต่อ หลอดไฟกบั แหลง่ กาเนิดไฟฟ้า จะได้พลังงานแสงสว่าง ถา้ ตอ่ เตาไฟฟา้ เข้ากับแหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ จะไดพ้ ลงั งาน ความร้อนถา้ ตอ่ แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้าเข้ากับเครื่องซกั ผ้า พดั ลม และสว่านไฟฟ้า ก็จะไดพ้ ลังงานกล เปน็ ตน้ 1. ไฟฟ้าสถิต มนษุ ย์เร่ิมสังเกตเห็นอานาจของไฟฟ้าตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว นักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อ เทลีส ได้นาแท่งอาพันซ่ึงเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม แล้วนาแท่งอาพันไปแตะกับเศษฟาง เขาขยะว่าเศษฟาง เล็กๆ เหล่านัน้ จะเกาะติดกับแท่งอาพัน พลังงานท่ีสามารถดูดวัตถุเหล่านี้ได้คือ ไฟฟ้านั่น-เอง ชาวกรีกเรียก อาพันว่า “ อเิ ลก็ ตรอน ” ภายหลังจึงตั้งชื่อไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า “ อิเล็กตริกซิต้ี ” ไฟฟ้าชนิดน้ี เรียกว่า ไฟฟ้าสถติ ซึง่ เกดิ จากการนาวัตถุ 2 ชนิด มาขดั ถหู รือเสยี ดสกี นั วตั ถแุ ตล่ ะชนิดจะมปี ระจุไฟฟ้าบวก (+) และ ประจไุ ฟฟ้าลบ (-) อยใู่ นตัว เทา่ ๆกัน เรยี กวา่ เป็นกลาง เม่ือเกดิ เสยี ดสขี นึ้ ประจุไฟฟ้าลบ (-) ที่เบากว่าประจุ ไฟฟ้าบวก (+) กจ็ ะเคล่ือนที่ระหวา่ งวตั ถุทั้งสอง ทาใหแ้ สดงอานาจไฟ-ฟา้ ข้ึนประจไุ ฟฟ้าในวัตถุท้ังสอบก็จะไม่ เป็นกลางอีกตอ่ ไป วัตถุชนดิ หนึ่งแสดงประจไุ ฟฟ้าบวก และอกี ชนิดหน่ึงแสดงประจไุ ฟฟา้ ลบ พลังงานไฟฟ้าที่ เกดิ ขึน้ จะทาใหเ้ กิดแรงดดู หรอื แรงผลัก ถ้านาวตั ถทุ ีม่ ีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้า มปี ระจไุ ฟฟ้าตา่ งชนิดกนั จะเกดิ แรงดูดซึ่งกนั และกนั 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้าที่เราใช้กันท่ัวไป เกิดข้ึนจากการเคลื่อนท่ีของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนาไฟฟ้า จากจดุ หนึ่งไปยงั อีกจดุ หน่ึง เรียกว่า ไฟฟา้ กระแส แหล่งกาเนิดไฟฟ้ากระแสมหี ลายวิธี ไดแ้ ก่ 1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกามะถันเจือจางโดยวางให้ ห่างกัน ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะท้ังสอง หลอดไฟจะติดสว่าง เซลล์ไฟฟ้าน้ีเรียกว่า เซลล์เปียก หรือ เซลล์ไฟฟา้ ของโวลตา ซ่ึงเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีระหวา่ งแผ่นโลหะกบั กรดกามะถนั จะทาใหเ้ กิดกระแสไฟฟ้าไหลใน วงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เรียกว่า เซลล์แห้ง ไฟฟ้าท่ีได้จากปฏิกิริยาเคมี มีทิศทางการไหล แน่นอนจากข้ัวบวกไปยังข้ัวลบ เช่น ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย แบตเตอร่ีรถยนต์ เรียกการไหลน้ีว่า ไฟฟ้า กระแสตรง

2. ไฟฟ้าจากเครื่องกาเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าที่เราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าท่ีเกิดจากเคร่ืองกาเนิด ไฟฟา้ หรือที่เรียกวา่ ไดนาโม หรอื เจเนอเรเตอร์ ซึ่งภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนท่ีตัดเส้นแรง แม่เหลก็ หรอื อาจเคล่อื นทแ่ี มเ่ หล็กตัดขวดลวดทองแดงท่ีอยู่กับท่ี ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไป กลับมาระหวา่ งข้วั บวกและขวั้ ลบ เรียกว่า ไฟฟ้ากระแส-สลบั 3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า โซล่าเซลล์ หรือ เซลลแ์ สงอาทิตย์ท่ีทาหน้าทเี่ ปลย่ี นพลงั งานแสงอาทิตยใ์ ห้เปน็ พลงั งานไฟฟา้ ได้ นอกจากนมี้ นุษย์ยังพยายามนา พลังงานจากธรรมชาติอื่นๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น พลังงานลม พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ พลังงาน จากคลื่นในทะเล เป็นต้น

ใบงานท่ี 3 วิชา การใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าในชวี ิตประจาวัน พว22002 1. ปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ สถานการณ์พลงั งานของโลกมอี ะไรบา้ ง เพราะอะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. ภาวะวกิ ฤตที่เกี่ยวข้องกบั พลังงานของโลกมีอะไรบ้าง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. พลงั งานมคี วามสมั พนั ธ์ต่อวิ่งแวดล้อมอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. การอนรุ กั ษ์พลงั งาน หมายถงึ อะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. จงยกตวั อยา่ งมาตราการของการอนรุ ักษพ์ ลงั งานเบอื้ งตน้ ในที่สาธารณะ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 6. จงอธิบายประโยชน์ของการประหยดั พลังงานในอุปกรณเ์ คร่อื งใช้ไฟฟา้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

บนั ทกึ หลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี ……… วันท่ี …………. เดอื น …………………………………..……….. พ.ศ. …………….. ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ จานวนนกั ศึกษา ทง้ั หมด....................คน ชาย................คน หญิง..................คน จานวนนกั ศึกษาท่ีเข้าเรียน ทงั้ หมด....................คน ชาย................คน หญงิ ..................คน จานวนนกั ศึกษาทีข่ าดเรยี น ทั้งหมด....................คน ชาย................คน หญงิ ..................คน ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................... สภาพการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ปัญหาทีพ่ บและการแกไ้ ขปญั หา ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ การดาเนนิ การแก้ไข/พฒั นา ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ข้อเสนอแนะ/ความคิดเหน็ ผ้นู ิเทศ ……………………………………………………………………………………………………………………………….……….………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… (ลงชอื่ ) ................................................... (ลงชือ่ ) ................................................... ผ้นู ิเทศ (........................................) (........................................) ………….. /….……… /…….…… ………….. /….……… /…….…… (ลงช่ือ) ………………………………..…………............. ผอ.กศน.อาเภอเมอื งกาญจนบรุ ี (นายศักด์ิชยั นาคเอี่ยม) ………….. /….……… /…….……

บรรณานกุ รม แหลง่ ทม่ี า https://sites.google.com/site/krutubtib/withi-elea-thaksa-kar-sxn/withi-sxn-doy-chi- kar-saedng-bthbath-smmti-role-playing แหลง่ ทีม่ า https://sites.google.com/site/prapasara

คณะผู้จดั ทา แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กศน. แบบบูรณาการ ตามรูปแบบ ONIE MODEL หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น ภาคเรียนท่ี .......... ปกี ารศึกษา ................... ที่ปรึกษา ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอเมอื งกาญจนบรุ ี นายศักด์ชิ ัย นาคเอย่ี ม ครพู เ่ี ลีย้ ง จนั ทนะ ครชู านาญการ นางสาวชมพู คณะผจู้ ัดทา 1. ครูอาสาสมัครการศกึ ษานอกโรงเรียน กศน.อาเภอเมืองกาญจนบุรี 2. ครู กศน.ตาบล กศน.อาเภอเมอื งกาญจนบรุ ี 3. ครู ศรช. กศน.อาเภอเมอื งกาญจนบรุ ี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook