Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หญ้าหวาน

หญ้าหวาน

Published by phakin.x, 2020-12-29 07:19:13

Description: หญ้าหวาน

Search

Read the Text Version

หญา้ หวาน

หญ้าหวาน หญ้าหวาน ช่ือสามญั Stevia (สตีเวีย) หญ้าหวาน ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Stevia rebaudiana (Bertoni) Bertoni (ชื่อพอ้ งวทิ ยาศาสตร์ Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.) จดั อยใู่ นวงศท์ านตะวนั (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) เป็นพืช พ้นื เมืองของประเทศบราซิลและทางภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวยั ในทวีปอเมริกาใต้ ทําไมถึงเรียกว่าหญ้าหวาน ? นน่ั เป็นเพราะวา่ ในส่วนของใบหญา้ หวานน้นั มีความหวาน มากกวา่ น้าํ ตาลถึง 10-15 เทา่ แตเ่ ป็นความหวานท่ีไม่ก่อใหเ้ กิดพลงั งาน และที่สาํ คญั กค็ ือสาร สกดั ท่ีไดจ้ ากหญา้ หวานท่ีมีช่ือวา่ สตีวิโอไซด์ (Stevioside) น้นั เป็นสารท่ีใหค้ วามหวานมากกวา่ น้าํ ตาลถึง 200-300 เท่า ! และดว้ ยความท่ีมนั มีคุณสมบตั ิพิเศษอยา่ งน้ี หญา้ หวานจึงเป็นพชื ที่ กาํ ลงั ไดร้ ับความสนใจจากผรู้ ักสุขภาพเป็นอยา่ งมาก โดยไดม้ ีการนาํ ไปใชใ้ นดา้ นอตุ สาหกรรม ตา่ ง ๆ อยา่ งเคร่ืองดื่ม ยาสมุนไพร และดา้ นการแพทย์ ซ่ึงแน่นอนวา่ ชาวพ้ืนเมืองในประเทศ ปารากวยั กร็ ู้จกั นาํ หญา้ หวานมาสกดั เพอื่ ใชใ้ นการบริโภคหลายศตวรรษแลว้ โดยนาํ มาใชผ้ สม ในเคร่ืองด่ืม ชงกบั ชา ฯลฯ และสาํ หรับตา่ งประเทศ อยา่ งประเทศญ่ีป่ ุนกไ็ ดม้ ีการใชส้ ารสกดั ดงั กล่าวมานานมากเป็นสิบ ๆ ปี แลว้ โดยนาํ ไปใชผ้ สมกบั ผลิตภณั ฑอ์ าหารต่าง ๆ เช่น เตา้ เจ้ียว ซีอิ๊ว ผกั ดอง เน้ือปลาบด เป็นตน้ สาํ หรับในประเทศไทย หญา้ หวานไดเ้ ร่ิมเขา้ มามีบทบาทในภายหลงั และไดม้ ีการนาํ เขา้ มาปลูกในช่วงปี พ.ศ.2518 โดยไดม้ ีการนาํ มาเพาะปลกู ในภาคเหนือ ซ่ึงจะเพาะปลกู กนั มากใน จงั หวดั เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลาํ พนู เน่ืองจากพืชนิดน้ีจะชอบอากาศท่ีค่อนขา้ งเยน็ ใน พ้นื ท่ีท่ีมีอุณหภมู ิประมาณ 20-26 องศาเซลเซียส และพชื ชนิดน้ีจะเจริญเติบโตไดเ้ ป็นอยา่ งดีเม่ือ เพาะปลูกในพ้นื ท่ีท่ีมีความสูงจากระดบั น้าํ ทะเลประมาณ 600-700 เมตร

หญ้าหวานสมุนไพรอนั ตราย สู่สมนุ ไพรเพอื่ สุขภาพ หญา้ หวานมีการใชก้ นั อยา่ งกวา้ งขวางยาวนานโดยนกั วิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาใต้ เมื่อปี ค.ศ.1887 ซ่ึงในขณะน้นั ยงั ไม่มีรายงานวา่ มนั เป็นอนั ตรายแตอ่ ยา่ งใด จนกระทงั่ ตอ่ มาในปี ค.ศ. 1985 ก็ไดม้ ีผลงานวิจยั ทางดา้ นลบของหญา้ หวานออกมา โดยนกั วิทยาศาสตร์ท่ีชื่อ John M. Pezzuto และคณะ ซ่ึงเป็นนกั วิทยาศาสตร์ชาวอเมริกนั ไดส้ รุปผลการวจิ ยั และตีพมิ พล์ งใน วารสาร Proc. Nati. Acad. Sci. โดยระบุวา่ หญา้ หวานน้นั อนั ตราย เพราะทาํ ใหเ้ กิดการ Mutagenic สูงมากในหนูทดลอง ซ่ึงจากผลงานวจิ ยั น้ีเอง ส่งผลใหอ้ งคก์ ารอาหารและยาของ สหรัฐ (FDA) ออกมาประกาศวา่ หญา้ ชนิดน้ีไมป่ ลอดภยั และหา้ มใชเ้ ป็นสารปรุงแตง่ ในอาหาร และส่งผลกระทบเป็นวงกวา้ งไปทว่ั โลกรวมถึงประเทศไทยดว้ ย (ขณะน้นั นายอานนั ท์ ปันยา รชุน เป็นนายกรัฐมนตรี) ตอ่ มาในปี ค.ศ.1991 มีนกั วทิ ยาศาสตร์ท่ีช่ือวา่ Emily Procinska และคณะ ไดอ้ อกมาคน้ ควา้ รายงานวจิ ยั ของ John M. Pezzuto วา่ อาจมีขอ้ ผิดพลาด โดยตีพมิ พใ์ น วารสาร Mutagenesis ระบวุ า่ หญา้ หวานไมม่ ีผลทาํ ใหเ้ กิด Mutagenic แต่อยา่ งใด ท้งั น้ีไดท้ าํ การทดลองซ้าํ อยหู่ ลายคร้ัง หลงั จากน้นั เป็ นตน้ มาก็ไดม้ ี รายงานต่าง ๆ ออกตามมาอีกมากมายที่ระบุวา่ ผลของ mutagenic ในสารสกดั หญา้ หวานมีผล นอ้ ยมาก หรืออาจจะมีผลบา้ งเลก็ นอ้ ย และตอ่ มาไดม้ ีการตรวจสอบความเป็นพษิ พบวา่ งานวิจยั ส่วนมากระบุวา่ หญา้ หวานไมม่ ีพษิ และไมม่ ีหลกั ฐานใด ๆ ระบวุ า่ หญา้ ชนิดน้ีอาจจะทาํ ใหเ้ กิด ขอ้ บกพร่องหรือเกิดโรคมะเร็งแต่อยา่ งใด แตก่ ระน้นั ก็ตาม FDA ของสหรัฐเองกย็ งั ไมส่ ่งั ระงบั การหา้ มใชห้ ญา้ หวานแต่อยา่ งใด จนในท่ีสุดองคก์ ารอนามยั โลกหรือ WHO (World Health Organization) ไดย้ น่ื มือเขา้ มาไกล่เกล่ีย และไดร้ ายงานการประเมินผลอยา่ งละเอียดจากงานวจิ ยั ตา่ ง ๆ และไดร้ ะบุวา่ หญา้ ชนิดน้ีไม่เป็นอนั ตรายแต่อยา่ งใด และในท่ีสุดเม่ือปี ค.ศ.2009 ท่ีผา่ น มา FDA สหรัฐฯ กไ็ ดม้ ีการประกาศวา่ หญา้ หวานเป็ นพืชท่ีปลอดภยั และใหก้ ารยอมรับวา่ เป็น GRAS (Generally Recognized As Safe)

และจากผลงานวจิ ยั ของทีมวจิ ยั มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ ไดข้ อ้ สรุปวา่ สารสกดั จากหญา้ หวานมี ความปลอดภยั ในทุก ๆ กรณี โดยค่าสูงสุดท่ีกินไดอ้ ยา่ งปลอดภยั คือ 7,938 มลิ ลิกรัม/กิโลกรัม ซ่ึงสูงมากถา้ เทียบกบั การผสมในเคร่ืองดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถว้ ยตอ่ วนั ซ่ึงเป็ นไปไม่ไดแ้ น่นอน เพราะคนส่วนใหญก่ ินกนั ประมาณ 2-3 ก็ถือวา่ มากเพียงพอตอ่ วนั แลว้ ซ่ึงการใชห้ ญา้ หวานอยา่ ง ปลอดภยั คือ ประมาณ 1-2 ใบต่อเคร่ืองดื่ม 1 ถว้ ย ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมและไมห่ วานมาก จนเกินไป ในปัจจุบนั สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ไดม้ ีการข้ึนทะเบียนให้ สามารถใชส้ ารสตีวโิ อไซดเ์ พอื่ การบริโภคแทนน้าํ ตาลได้ เพราะมีความปลอดภยั สูง มีพษิ เฉียบพลนั ต่าํ ไม่เป็นอนั ตรายหรือมีผลขา้ งเคียงใด ๆ และท่ีสาํ คญั หญา้ หวานยงั จดั ใหอ้ ยใู่ น หมวดพชื สมนุ ไพรชนิดหน่ึงอีกดว้ ยฤทธ์ิในการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซดจ์ ะไม่ เหมือนกบั น้าํ ตาลซะทีเดียว เนื่องจากสารสตีวโิ อไซดจ์ ะออกรสหวานชา้ กวา่ น้าํ ตาลทราย เลก็ นอ้ ย และรสหวานของสารสตีวโิ อไซดจ์ ะจางหายไปชา้ กวา่ น้าํ ตาลทราย นอกจากน้ีสาร ดงั กลา่ วยงั เป็นสารที่ไมม่ ีคุณค่าทางอาหารแต่อยา่ งใด เพราะมีแคลอรีต่าํ มากหรือไมม่ ีเลย และจะ ไม่ถกู ยอ่ ยใหเ้ กิดเป็นพลงั งานกบั ร่างกาย แตจ่ ากขอ้ ดอ้ ยตรงน้ีน่ีเองก็ถือเป็นจุดเด่นท่ีเหมาะอยา่ ง มากสาํ หรับผทู้ ่ีเป็นโรคเบาหวาน ความดนั โลหิต โรคอว้ น และโรคหวั ใจ ลกั ษณะของหญ้าหวาน ตน้ หญา้ หวาน เป็นพชื ลม้ ลกุ อายปุ ระมาณ 3 ปี ลกั ษณะเป็นพมุ่ เต้ีย มีความสูงประมาณ 30-90 เซนติเมตร มีลาํ ตน้ แขง็ และกลม ลกั ษณะ ทว่ั ไปคลา้ ยตน้ โหระพา ขยายพนั ธุด์ ว้ ยวิธีการใชเ้ มลด็ และการใชก้ ่ิง ชาํ ปลูก ใบหญา้ หวาน ใบเป็นใบเด่ียว ลกั ษณะของใบคลา้ ยรูปหอกหัวกลบั ขอบใบหยกั คลา้ ยฟันเล่ือย มี รสหวานมาก ใชแ้ ทนน้าํ ตาลได้

ดอกหญา้ หวาน ออกดอกเป็นช่อที่ปลายก่ิง ดอกมีสีขาว ดอกเลก็ กลีบเป็นรูปไข่สีขาวเลก็ มาก มีเกสรตวั ผเู้ ป็ นสี ขาวงอไปมา ยน่ื ออกมาเล็กนอ้ ย สรรพคณุ ของหญ้าหวาน สมนุ ไพรหญา้ หวานช่วยเพิ่มกาํ ลงั วงั ชา ช่วยใหเ้ ลือดไปเล้ียงสมองมากข้ึน ช่วยในการรักษาผปู้ ่ วยโรคเบาหวาน ลดระดบั น้าํ ตาลในเส้นเลือด เหมาะสาํ หรับผทู้ ่ีตอ้ งการ ควบคุมระดบั น้าํ ตาลในเลือด ช่วยลดไขมนั ในเลือดสูง ช่วยลดความเส่ียงของการเกิดโรคหวั ใจ ความดนั โลหิตสูง และโรคอว้ น ช่วยบาํ รุงตบั ช่วยสมานแผลท้งั ภายในและภายนอก ประโยชนข์ องหญา้ หวาน ช่วยเพิม่ การรับประทานอาหารและช่วยลดความขมในอาหารได้ ใชเ้ ป็นสารใหค้ วามหวานแทนน้าํ ตาล โดยไมท่ าํ ใหน้ ้าํ ตาลในเลือดสูง หญา้ หวานทางเลือกของคนอว้ น ใหค้ วามหวานเหมือนน้าํ ตาล แต่ไม่ใหพ้ ลงั งาน รับประทานเท่าไหร่กไ็ มอ่ ว้ น จึงช่วยในการควบคุมน้าํ หนกั ไดเ้ ป็นอยา่ งดี มีการนาํ หญา้ หวานไปแปรรูปเป็นผลิตภณั ฑส์ าํ เร็จรูปต่าง ๆ โดยปัจจุบนั นิยมบริโภคหญา้ หวาน อยดู่ ว้ ยกนั 5 รูปแบบ โดยเรียงลาํ ดบั จากมากไปนอ้ ย ไดแ้ ก่ ใบอบแหง้ , ใบแหง้ บดสาํ หรับชง แบบสาํ เร็จรูป (ชาหญา้ หวาน), ใบสด, ใบแหง้ บดสาํ หรับใชแ้ ทนน้าํ ตาล (หญา้ หวานผง), และ แบบสารสกดั จากใบแหง้ ดว้ ยน้าํ โดยจะนิยมนาํ มาชงเป็นชาดื่ม รองลงมาก็คือ การนาํ มาตม้ และ เค้ียว แตจ่ ะไมค่ อ่ ยนิยมนาํ มาบริโภคในแบบผสมกบั อาหารเท่าใดนกั มีการนาํ สารสกดั จากหญา้ หวานมาใชแ้ ทนน้าํ ตาล หรือใชท้ ดแทนน้าํ ตาลบางส่วน เพราะสารสตี วิโอไซดน์ ้นั มีความทนทานตอ่ กรดและความร้อนไดเ้ ป็นอยา่ งดี จึงสามารถนาํ มาใชใ้ นอาหาร และเคร่ืองด่ืมตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งหลากหลาย เช่น น้าํ อดั ลม น้าํ ชาเขียว ขนมเบเกอรี แยม เยลลี

ไอศกรีม ลกู อม หมากฝร่ัง ซอสปรุงรส ฯลฯ (ล่าสุดไดย้ นิ มาวา่ เคร่ืองด่ืมแบรนดด์ งั อยา่ งโคคา โคลา่ กไ็ ดม้ ีจดสิทธิบตั รและไดท้ าํ การผลิตโดยใชส้ ารสกดั น้ีแลว้ เหมือนกนั แตย่ งั ไม่เห็น จาํ หน่ายในไทย ซ่ึงถา้ มีมาเมื่อไหร่กถ็ ือเป็นทางเลือกที่ดีสาํ หรับผทู้ ่ีไมอ่ ยากดื่มน้าํ ตาลเป็นซองๆ) ในอุตสาหกรรมอาหาร สารสกดั จากหญา้ หวานถือวา่ มีขอ้ ดีหลายอยา่ ง เช่น การไมถ่ กู ยอ่ ยสลาย โดยจุลินทรีย์ เมื่อนาํ มาใชก้ บั อาหารจึงไมท่ าํ ใหอ้ าหารเกิดเน่าบดู ไมท่ าํ ใหอ้ าหารเกิดสีน้าํ ตาล เม่ือผา่ นความร้อนสูง ๆ และที่สาํ คญั กค็ ือ จะไม่ถูกดดู ซึมในระบบยอ่ ยอาหาร จึงเหมาะอยา่ งมาก สาํ หรับผทู้ ่ีเป็นโรคอว้ น โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหิต และโรคหวั ใจ สารสตีวโิ อไซด์ นอกจากจะใชใ้ นอาหารและเคร่ืองด่ืมแลว้ ปัจจุบนั ยงั มีการนาํ ไปใชแ้ ทนน้าํ ตาล ในการผลิตยาสีฟันอีกดว้ ย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook