Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การปลูกถั่วฝักยาว

การปลูกถั่วฝักยาว

Published by Library13001, 2020-05-24 23:22:23

Description: การปลูกถั่วฝักยาว

Search

Read the Text Version

ทม่ี า : เอกสารคาํ แนะนําที่ 167 การปลกู ถว่ั ฝก ยาว กรมสงเสริมการเกษตร ก า ร ป ลู ก ถ่ั ว ฝ ก ย า ว • ถ่ัวฝก ยาว • ดินฟา อากาศทเ่ี หมาะสม • แหลง ปลกู • พันธถุ ว่ั ฝก ยาว • ฤดปู ลกู • ดินและการเตรยี มดนิ • การปลูก • การดแู ลรกั ษา • ศัตรถู ว่ั ฝก ยาว • โรคถว่ั ฝก ยาว • การตดั แตง ฝก • การเกบ็ เกย่ี ว • การเกบ็ เมลด็ ไวท ําพนั ธุ • เอกสารอา งองิ ถั่วฝกยาว จัดเปนพืชผักในตระกูลถั่ว ปลกู ไดต ลอดป แตปลูกไดผลที่สุด คอื ชวงเดอื นกุมภาพันธถ งึ พฤศจิกายน เปน ผักชนิดหนึ่งท่ีชาวเอเซียนิยมบรโิ ภคโดยเฉพาะชาวฮอ งกง และ สงิ คโปร นอกจากตลาดเอเซียแลว ตลาดตา งประเทศทางยโุ รป ซึ่งมีคนเอเซียอพยพเขาไปอยูอาศัยเปนจํานวนมาก เชน ฝรง่ั เศส อังกฤษ และเยอรมนั ตะวนั ตก ตลอดจนประเทศทางแถบตะวนั ออกกลาง ก็นับวา เปน ตลาดทค่ี อ นขา งจะมคี วามตอ งการสงู จึง นับไดวา ถั่วฝกยาวเปนพืชผักชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคทั้งภายใน และนอกประเทศ ถ่ัวฝกยาวเปนพืชตระกูลถ่ัวที่มีความสําคญั ชนดิ หนง่ึ ของ ประเทศไทย นอกจากจะใชป รงุ อาหาร บางชนดิ ใชบ รโิ ภคสด ในชีวิตประจําวันแลว ยังใชเปนวัตถุดิบในดานอุตสาหกรรม บรรจกุ ระปองและแชแข็งดว ย

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 2 ถ่ัวฝกยาวมถี น่ิ กําเนดิ อยใู นประเทศจนี และอนิ เดยี เปน พชื ตระกลู ถง่ั ทม่ี ลี ําตน เปน เถาเลอ้ื ย การ เล้ือยของเถา มที ศิ ทางการพนั ทวนเขม็ นาฬกิ า การปลูกโดยการทําคางจะทําใหผ ลผลติ สงู ขน้ึ ถั่วฝกยาวนอกจากจะเปนพืชผักที่มีคุณคาทางอาหารแลว การปลูกถั่วฝกยาวจะชวยปรับปรุงบํารงุ ดินดวย เพราะโดยธรรมชาตแิ ลว ระบบรากของพชื ตระกลู ถว่ั จะมกี ารตรงึ ไนโตรเจน จากอากาศมาไวใ น ดิน นับวาเปนพืชที่มีประโยชนหลายอยาง ดนิ ฟา อากาศทเ่ี หมาะสม ดินฟาอากาศที่เหมาะสม ถั่วฝกยาวปลูกไดทั่วทุกภาคของประเทศ ชอบอากาศคอนขางรอน ชว งอณุ หภมู ทิ เ่ี หมาะสมอยใู นระหวา ง 16-24 องศาเซลเซียส สามารถปลูกไดในดินทุกชนิด แตป ลกู ไดด ใี นดนิ รว นปน ทราย มกี ารระบายน้ําไดด ี สภาพความเปน กรดดา ง (pH) อยูระหวาง 5.5-6.0 และเปน พชื ทต่ี อ งการแสงแดดตลอดวนั แหลงปลูก แหลงปลูกที่สําคญั ไดแก ราชบรุ ี นครปฐม สระบรุ ี ปทมุ ธานี อา งทอง นครนายก นครราชสมี า หนองคาย อุดรธานี บรุ รี มั ย มหาสารคาม รอ ยเอด็ นครศรธี รรมราช สรุ าษฎรธ านี ตรงั นครสวรรค เชยี งใหม ลําปาง เปน ตน พันธุถั่วฝกยาว อาจแบงพันธุของถั่วฝกยาว โดยอาศยั แหลง ทม่ี าและอาศยั สขี องเมลด็ คอื ก.แบง ตามแหลง ทม่ี าของพนั ธุ 1) พนั ธขุ องทางราชการ ไดแก พันธุ ก 2-1A (จากกรมวิชา การเกษตร),พันธุ มก.8(จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร) 2) พันธุของบรษิ ัทเอกชน ไดแก พันธุ RW 24, พนั ธสุ องสี, พนั ธเุ ขยี วดก, พันธุกรีนพอท, พนั ธแุ อรโ รว, พันธุเอเชียน พันธุ มข. 25 (ไมตองใชคาง) นโิ กร, พันธุเกาชุง เปน ตน 3) พันธุพื้นเมือง ไดแก พนั ธพุ น้ื เมอื งของทอ งถน่ิ ตา งๆ เชน พันธุถั่วดวง (สระบรุ ี) พนั ธดุ ําเนนิ (ราชบรุ ี) พนั ธพุ น้ื เมอื ง (ตรงั ) พนั ธพุ น้ื เมอื ง (หนองคาย) เปน ตน ข.แบง ตามลกั ษณะสขี องเมลด็ พนั ธุ 1) เมล็ดสแี ดง ดอกสมี ว งออ นหรอื สมี ว ง ฝกสีเขียว หรอื เขยี วเขม 2) เมลด็ สแี ดงเขม ดอกสมี ว ง ฝก สมี ว งเขม 3) เมลด็ สขี าว ดอกสคี รมี ฝก สเี ขยี วออ น ภาพเมล็ดพันธุถั่วฝกยาว

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 3 4) เมลด็ สดี ํา ดอกสมี ว ง ฝก สเี ขยี วเขม 5) เมลด็ สแี ดงดา งขาว ดอกสมี ว ง ฝกสีเขียว นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยขอนแกนไดพัฒนาพันธุถ่ัวพุม ซ่ึงใหฝกที่มีลักษณะเชนเดียวกับถ่ัว ฝกยาว แตไ มต อ งใชค า งทนตอ สภาพแหง แลง ไดแก พันธุ มข. 25 ฤดปู ลกู ถั่วฝกยาวเปนผักที่ปลูกไดทุกฤดูกาลใน เขตรอ น ชอบอากาศคอ น ขางรอน ฝนไมช กุ ถา อากาศรอ นเกนิ ไปหรอื ฝนตกชกุ จะทําใหด อกรว ง และฝกรวง ถาอากาศหนาวเกินไปจะชะงักการเจริญเติบโต เนอ่ื งจากระบบ รากไมทํางาน ดงั นน้ั ถว่ั ฝก ยาวมกั ใหผ ลผลติ ในชว งฤดแู ลง สงู กวา ในฤดฝู น แตในชวงฤดูฝนหากมีการดูแลรักษาท่ีดี คุณภาพของฝกที่ไดจะสมบูรณ กวา ในชว งฤดรู อ น ดนิ และการเตรยี มดนิ 1. ถ่ัวฝกยาวสามารถเจรญิ เตบิ โตไดด ใี นดนิ แทบทกุ ชนดิ แตล กั ษณะดนิ ทม่ี คี วามเหมาะสมใน การปลูก คือดินรว นทราย หรอื ดนิ รว นปนทราย และความเปน กรดและดา งของดนิ (pH) มคี า ระหวา ง 5.5-6 2. การเตรยี มดนิ ถัว่ ฝก ยาวเปนพืชที่มีระบบรากละเอยี ดออน การเตรียมดินที่ดีจะชวยใหการ เจริญเติบโตสมบรู ณแ ละสม่ําเสมอ ขน้ั ตอนแรกใหไ ถพรวน ความลกึ ประมาณ 6-8 นว้ิ ตากดนิ ทง้ิ ไว 5-7วัน เพื่อทาํ ลายไขแ มลง และศตั รพู ชื บางชนดิ เก็บเศษวัชพืช ออกจากแปลงใหหมด จากนน้ั จงึ ไถคราด ควรใสปยุ คอกหรอื ปยุ หมักที่สลายตวั แลว เพอ่ื ปรบั ปรงุ โครงสรา งของดนิ ใหด ขี น้ึ การ ยกรองสําหรับถ่ัวฝกยาวนน้ั ปกตจิ ะยกรอ งกวา งประมาณ 1- 1.2 เมตร โดยใหความยาวเหมาะสมกับสภาพแปลง และเตรยี ม รองระหวา งแปลงสําหรบั เขา ไปปฏบิ ตั งิ าน กวา งประมาณ 0.5- 0.8 เมตร ในสภาพพื้นที่ ทไ่ี มเ คยมกี ารวเิ คราะหด นิ มากอ น ควรเก็บตัวอยางดินเพ่ือนําไปวิเคราะหเคมี เพื่อใหทราบถึงความจําเปนและไดขอมูลในการปรับปรุง บํารงุ ดนิ ใหเ หมาะสมตอ ไป การปลกู 1.การเตรยี มเมลด็ พนั ธุ ปกติในการปลกู ถว่ั ฝก ยาวในเนอ้ื ท่ี 1 ไร ใชเ มลด็ พนั ธุ 3-4 กิโลกรัม นําเมลด็ พนั ธไุ ปทดสอบ ความงอก คัดเมลด็ ทม่ี ตี ําหนอิ อก และควรคลกุ เมลด็ ดว ยสารเคมปี อ งกนั กําจดั แมลง เพอ่ื ปอ งกนั แมลง เขา ทําลายดว ย

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 4 2.การเตรยี มหลมุ ปลกู ใหใชจอบขุดหลุมใหระยะระหวางแถวหางกัน 0.8 เมตร ระยะ ระหวางหลุม 0.5 เมตร โดยใหหลุมลกึ ประมาณ 4-6 นว้ิ ใชป ยุ เคมี สตู รที่เหมาะสมกับถั่วฝกยาว เชน 15-15-15, 13-13-21,12- 24-12, 5-10-5 หรือ 6-12-12 ใสห ลมุ ละ 1/2 ชอนแกง (10- 15 กรัม) คลกุ เคลา ใหเ ขา กนั 3. การปลกู โดยหยอดเมลด็ หลุมละ 4 เมลด็ แลว กลบดนิ ใหลกึ ประมาณ 5 เซนตเิ มตร แลว จงึ รดน้ําทันที สําหรับการใหน ํ้าระยะ 1-7 วัน ควรใหน ้ําทุก วันๆ ละ 1 ครง้ั ทั้งนี้ใหพิจารณาสภาพภูมิอากาศ และสภาพดิน ดว ย 4. การถอนแยก หลังจากหยอดเมลด็ แลวประมาณ 5-7 วัน เมลด็ จะเรม่ิ งอก เมอ่ื มใี บจรงิ ประมาณ 4 ใบ ให ถอนแยกเหลือตนแข็งแรงไว 2 ตน ตอ หลมุ ขณะที่ถอนแยกใหพรวนดินและกําจัดวัชพืช เพื่อไมใหวัชพืช มาแยง น้ํา และอาหารจากถั่วฝกยาว การดแู ลรกั ษา ถ่ัวฝกยาว เปนพืชท่ีตอ งการการดแู ลรกั ษาอยา งใกลช ดิ การดแู ลรกั ษาทด่ี จี ะมผี ลตอ ปรมิ าณ และคุณภาพของผลผลติ อยา งมาก ขน้ั ตอนตา งๆ ของการดแู ลรกั ษานน้ั มดี งั น้ี 1. การใหน ้ํา ถั่วฝกยาวเปนพืชที่ใหนํ้าอยา งสม่ําเสมอ แตไมควรแฉะเกิน ไป ระยะเจริญเติบโตหลังจาก ถอนแยกแลวควรใหน ํ้าทุก 3-5 วนั ตอ คร้ัง ใหตรวจสอบความชื้นในดินใหเหมาะสมกับการเจริญเติบโต ระบบการใหนํ้าอาจใชวิธีการใสน้ําเขา ตามรอ ง หรืออาจจะใชวิธีการ ตักรดโดยตรง ขน้ึ อยกู บั แหลง น้ําที่มีสภาพพื้นที่ปลูกและความชํานาญ ของผปู ลกู 2. การปก คา ง ถ่ัวฝก ยาวเปน พชื ทต่ี อ งอาศยั คา งเพอ่ื เกาะพยงุ ลําตนใหเจริญเติบโต ไมที่ใชสําหรับทําไมค า งนน้ั ใชไมไผ หรอื ไมอ น่ื ๆ ทห่ี าไดง า ยในทอ งถน่ิ โดยความยาวของไมม คี วามยาวประมาณ 2.5-3 เมตร หรือ อาจจะสรางโครงเสาแลวใชลวดขึงดานบน และใชเชือกหอยลงมายังลําตน ถว่ั ฝก ยาวใหเ ลอ้ื ยขน้ึ ระยะ เวลาการใสค า งถว่ั ฝก ยาวนน้ั จะเรม่ิ ใสห ลงั จากงอกแลว 15-20 วัน โดยจับตนถั่วฝกยาวใหพัน เลื้อยขึ้น คา งในลกั ษณะทวนเขม็ นาฬกิ า วิธีการปกคางทําไดหลายวิธี เชน

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 5 2.1 ปก ไมค า งหลมุ ละ 1 คา งโดยใหตงั้ ฉากกบั ผิวดนิ 2.2 ปกไมค า งหลมุ ละ1คา ง โดยใหเ อยี งเขา หารอ งเปน คแู ละ มัดปลายเขา ดว ยกนั ใชไ มไ ผพ าดยดึ คา งดา นบนใหแ ขง็ แรง 2.3 ปกไมค างหลมุ ละ 1 คา ง โดยใหเ อยี งเขา หากนั กลางรอ ง เปน คู แลว มดั ปลายเชน เดยี วกบั ขอ 2.2 แตใชไมคํ้ายนั แตล ะคเู ปน แบบกระโจม 2.4 การใชเชือกแทนคาง พบวาในแหลงที่หาคางยาก ผปู ลกู พยายามใชเชือกแทนคาง ซง่ึ มคี วามเปน ไปไดส งู ดงั นน้ั การปลกู ถว่ั ฝกยาว ควรมกี ารทดสอบการใชเ ชอื กแทนคา ง เพอ่ื หาขอ มลู สําหรับ การลดตน ทนุ การผลติ ตอ ไป 3. การใสป ยุ ถั่วฝกยาวเปนพืชท่ีตองการธาตุฟอสฟอรัสสูงในการสราง ดอก ในทางวิชาการแนะนําใหใชปุยอัตราสว นของไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P2O5) และโปรแตสเซียม (K2O) คอื 1:1.5-2:1 ปุย สูตรดงั กลา วไมม จี ําหนา ยในทอ งถน่ิ อาจใชส ตู ร 15-15-15 ซง่ึ ใช ในสภาพดนิ ทเ่ี ปน ดนิ เหนยี ว หรือ สตู ร13-13-21 ในสภาพดินที่ เปน ดนิ ทราย สาํ หรบั การใสน น้ั ควรแบง ใสด งั น้ี คอื ก. ใสข ณะทเ่ี ตรยี มหลมุ ปลกู ตามทไ่ี ดก ลา วแลว ขา งตน ข. ใสเ มอ่ื ตน ถว่ั อายปุ ระมาณ 15 วัน โดยการพรวนดนิ แลว โรยปุยรอบๆ ตนใหหางจากโคนตนประมาณ 10 เซนตเิ มตร ใน อัตรา 1 ชอนแกง (25-30 กรัม) ตอ หลมุ แลว ใชด นิ กลบเพอ่ื ปอ งกนั ไมใหปุยสูญเสียไป การใสป ยุ รว มกบั ปยุ คอกในระยะน้ี จะทําใหการใชปุยเคมีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ค. ใสเมอ่ื เกบ็ ผลครง้ั แรกเมอ่ื อายปุ ระมาณ 55 วัน โดยใสป ยุ ประมาณ 2 ชอ นแกงตอ ตน และ หลังจากนั้นใหใสปุยทุก ๆ 7-10 วัน การใสป ุยระหวางชวงเก็บเก่ียวอยา งสมํ่าเสมอ และปรมิ าณพอจะ ทําใหเกบ็ ถว่ั ฝก ยาวไดน าน โดยผลผลิตมีคุณภาพดี และปรมิ าณผลผลติ ตอ ไรส งู ขน้ึ 4.การกําจดั วชั พชื หลังจากถั่วฝกยาวงอกแลว ตอ งคอยดแู ลวชั พชื ในแปลงปลกู โดยทั่วไปแลวจะกําจัดวัชพืช หลัง จากเมล็ดงอกแลว ประมาณ 10-15 วัน หรอื กอ นทจ่ี ะปก คา งหลงั จากนน้ั จงึ คอยสงั เกตจํานวนวชั พชื ใน แปลง หากพบวัชพืชควรกําจัด และเมอ่ื ตน ถว่ั เจรญิ เตบิ โตคลมุ แปลงแลว จะทําใหก ารแขง ขนั ของวชั พชื ลดลง ในการกําจัดวัชพืชในระยะท่ีถ่ัวฝกยาวเร่ิมออกดอกน้ัน ตองเพิ่มควรระมัดระวังเปนพิเศษ เนื่องจากการกําจดั วชั พชื อาจกระทบกระเทอื นรากอนั เปน สาเหตใุ หด อกรว งได

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 6 ศตั รถู ว่ั ฝก ยาว แมลงศตั รถู ว่ั ฝก ยาว พบวา ถวั่ ฝกยาวมีแมลงศตั รูท่สี ําคญั หลายชนิด ไดแก 1.หนอนแมลงวนั เจาะตน ถว่ั หนอนชนิดนี้จะเขาทําลายตนถั่วตั้งแตถั่วฝกยาวเริ่มงอก ทําใหใบเห่ียวเฉาแหงตาย นับเปนแมลงศัตรูที่สําคัญตัวหน่ึง ลักษณะเปนแมลงวันขนาดเล็กสีดํา ลําตัวยาว 0.2-0.3 เซนติเมตร ในขณะท่ีแดดจัดจะพบบริเวณใบออนเมื่อทําลายแล วจะเกิดจุดสีเหลืองซีด ถาระบาดมากใบจะแหง ตวั แกจ ะวางไข บริเวณขอและยอดออ น ตวั หนอนเลก็ รปู รา งรสี ขี าว ลักษณะที่ หนองทําลายจะเกดิ รอยแตก ใบรว ง และเฉาเหี่ยวตายไปในที่สุด การปอ งกนั กําจดั ใชส ารเคมปี อ งกนั กําจดั แมลงศัตรูพืชพวกคาร โบฟูราน (carbofuran) เชน ฟรู าดาน หรอื ครู าแทร รองกน หลมุ อตั รา 2 กรัม/หลุม ซง่ึ จะมผี ลควบคมุ แมลงศัตรูไดประมาณ1 เดอื น สารเคมีประเภทนี้ควรใชเฉพาะการหยอด รองกอ นหลมุ พรอ มเมลด็ เทา น้ัน ไมควรหยอดเพม่ิ ระยะหลงั เพราะอาจมพี ษิ ตกคา งในผลผลติ ได หากไมไ ดใ ชว ธิ กี ารขา งตน ใหป อ ง กันโดยใชสารเคมีกํ าจัดแมลงพวกไดเมทโธเอท (dimethoate) หรือพวกโมโนโครโตฟอส (monocrotophos) ฉีดพนทุก 5-7 วัน โดยใชอ ตั รา 3-4ชอ นแกงตอ น้ํา 20 ลติ ร หรอื ใชต ามฉลากคํา แนะนําจนถว่ั ใกลอ อกดอก 2.หนอนเจาะฝก ถว่ั เปน หนอนทท่ี ําลายถว่ั หลายชนดิ หนอนในระยะแรกจะ กัดกินภายในดอก ทาํ ใหด อกรว งกอ นตดิ ฝก เมอ่ื หนอนโตขน้ึ จะ เจาะเขา ไปกดั กนิ ภายในดอก ทําใหเ กดิ ดอกรว งกอ นตดิ ฝก ทํา ใหเกิดความเสียหาย ในลักษณะของแมลงศัตรูตัวแกเปนผีเสื้อ กลางคืนขนาดเล็ก วางไขข นาดเลก็ (0.5-0.81 มลิ ลเิ มตร) ตามกลีบเล้ียง อายฟุ ก ไขป ระมาณ 3 วัน แลว จงึ เขา ไประหวา งรอยตอ ของกลบี ดอก และเมอ่ื เจรญิ ขน้ึ หนอนจะเขา ไปทําลายดอกและฝกถั่วฝกยาว การปอ งกนั กําจดั ใชส ารเคมปี อ งกนั กําจัดแมลงท่ีมีฤทธิ์ ตกคา งสน้ั พวกเฟนวาเลอเรท (fenvalerate) ไดแก ซูมิไซดิน, ซมู ิ 35 หรือไซ เปอรเ มทรนิ (cypermethrin) ไดแก ซิมบุซ เปน ตน หรอื สารเคมกี ลมุ อน่ื ทง้ั น้ี ตองคํานงึ ถงึ ความปลอดภยั ของผบู รโิ ภคดว ย 3. เพลย้ี ออ น มักเขา ทําลายยอดออ นและฝก ของถว่ั ฝก ยาว โดยดดู กนิ น้ําเลย้ี งทําใหต น แกร็น ดอกรว ง ไมต ดิ ฝก และหากฝก ออ นถกู ดดู กนิ น้ําเลี้ยงจะทําใหไ ดฝ ก ขนาด เลก็ ลง การปอ งกนั กําจดั ใชส ารเคมพี วกเมทามโิ ดฟอส (methamidophos)

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 7 เชน ทามารอน โซนาตา มอลตา โมนิเตอร เอฟ 5 เปน ตน ฉดี พน ในอตั ราทก่ี ําหนดไวใ นฉลากคมู อื การ ใชส ารเคมปี อ งกนั และกําจดั แมลง โรคถวั่ ฝก ยาว โรคถ่ัวฝก ยาวนน้ั แมว า จะไมแ สดงอาการของโรคใหเ หน็ ทนั ทหี ลงั จากเช้อื โรคเขา ทําลาย หากแต การทําลายของโรคพชื นน้ั สรา งความรนุ แรง และความเสยี หายไดมาก แกไขไดยากกวาการทําลายของ แมลงศตั รพู ชื โรคของถั่วฝกยาวที่สําคญั ไดแก 1.โรคใบจดุ ลักษณะอาการ ถั่วฝกยาวมีโรคใบจุดชนิดหนึ่งทําใหเ นอ้ื เยอ่ื แผลแหง เปน วงกลม หรือเกือบจะกลม สนี ้าํ ตาลตรงกลางแผล มจี ดุ ไขป ลาสดี ําเลก็ ๆ ซึ่ง เปนกลุมของเชื้อราท่ีขึ้นเปนกระจุก และเรียงเปนวงกลมซอนกันมอง เห็นชัดดวยตาเปลา ทําใหมองเห็นแผลเปนวงกลมซอนกันหลายช้ัน ขนาดของแผลประมาณ 1-2 เซนตเิ มตร มักจะเกิดกับใบแกที่อยูตอน ลางๆ สาเหตขุ องโรค เกดิ จากเชอ้ื รา Cercospora sp. การปอ งกนั กําจดั ควรพน สารปอ งกนั กําจดั เชอ้ื ราเมอ่ื พบโรคน้ี โดยใชส ารไดเทนเอม็ 45 เดอโรซานบาวสิ ตนิ หรือ เบนเลท อยางใดอยา งหนง่ึ อตั ราตามขา งฉลากฉดี พน ทกุ 5-7 วัน 2. โรคราสนิม ลักษณะอาการ อาการปรากฎดานใตใบเปนจุดสีสนิม หรือนํ้าตาลแดง จุดมี ขนาดเล็ก ใบทเ่ี ปน โรคมาก จะมองเหน็ เปน ผงสนี ้ําตาลแดง โรคนี้มักจะ เกิดกับใบแกท างตอนลา งของลําตน กอ น แลว ลามขน้ึ ดา นบน มักจะเร่มิ พบเม่ือตน ถว่ั อยใู นระยะออกดอก ถา เปน รนุ แรงมากจะทําใหใบแหงรวง หลนไป สาเหตุของโรค เกดิ จากเชอ้ื ราUromyces fabae Pers การปอ งกนั กําจดั 1. ใชกํามะถนั ผงชนดิ ละลายน้ําอตั รา 30-40 กรัม/น้าํ 20 ลติ ร พน สปั ดาหล ะครง้ั ไมค วรใช ในขณะท่ีแดดรอ นจดั และหา มผสมสารเคมชี นดิ อน่ื 2. ใชสารเคมีแพลนทแวกซ (plantvax) อตั รา 10-20 กรมั น้ํา 20 ลติ ร

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 8 3. โรคราแปง ลักษณะอาการ อาการมองเห็นไดช ดั เจนดว ยตาเปลา บนใบมองเหน็ คลา ยมผี งแปง จบั อยู ถา อาการไมม ากนกั ผงแปงน้ีจะเกาะอยบู นใบเปน กลมุ ๆ แตถ า เปน มากจะเหน็ ผวิ ใบถกู เคลอื บอยดู ว ยผงแปง เหลา น้ี อาการ ท่ีรุนแรงจะทําใหใบเหลืองและรวง โรคน้ีมักจะไมทําใหตนตายอยาง รวดเรว็ กวา ปกติ สาเหตขุ องโรค เกดิ จากเชอ้ื รา Oidium sp. การปอ งกนั กําจดั 1. ใชกํามะถนั ผงเหมอื นกบั โรคราสนมิ 2. ใชค าราเทนหรอื ซาพรอน อตั ราตามคําแนะนําทฉ่ี ลาก ฉดี พน 7-10 วัน 4.โรคใบดา ง ลักษณะอาการ ถั่วจะแสดงอาการใบดางเหลืองมากนอยแตกตางกันไปตาม สภาพแวดลอม อาการจะมองเห็นไดชัดเจนบนใบแกเปนสีเขียวเขม สลับกับสีเหลือง หรอื ดา งเปน ลาย บางครง้ั สเี หลอื งออ นเกอื บเปน สขี าว สลับกับสีเขียวแกของใบ มีท้ังชนิดลายแลวใบเปน คลน่ื และดา งลายใบ เรียบ ใบอาจจะมวนงอหรือแผตามปกติ ในกรณีที่เปนโรคอยาง รุนแรง โดยเฉพาะในระยะตน ออ นและตายในทส่ี ดุ สาเหตขุ องโรค เกดิ จากเชอ้ื ไวรัสในกลมุ PVY การปอ งกนั กําจดั 1. เลือกใชเ มลด็ พันธทุ ีป่ ราศจากโรค โดยการเลอื กเกบ็ จากตน ทป่ี ราศจากโรคใบดา ง 2. ถอนตน ทม่ี อี าการของโรค ทาํ ลายเผาทิ้ง 3. ใชส ารเคมปี อ งกนั กําจดั แมลงฉดี พน แมลงพาหะ การตัดแตงฝก ควรมีการตัดแตง ฝก ทอ่ี ยรู ะดบั ลา งออกบา ง เพอื่ มใิ หตน ถ่ัวฝก ยาวโทรมกอ นถงึ อายกุ ารเก็บเก่ยี ว จริง และทําใหฝ ก ทอ่ี ยสู ว นยอดเตง งามไมล บี โดยเฉพาะเมอ่ื ปลกู ในฤดฝู น จะเปนการชวยไมใหฝกนอน อยูบนผิวดิน ซง่ึ จะปอ งกนั ไมใ หเ กดิ โรคระบาดไดง า ย และลดปญ หาเมลด็ แกง อกในฝก

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 9 การเกบ็ เกย่ี ว ถั่วฝกยาวจะเก็บเกี่ยวไดหลังจากปลูกประมาณ 55-75 วัน ขึ้นอยูกับสายพันธุและสภาพแวด ลอมท่ีเก่ียวของ การเกบ็ นน้ั อาจจะสงั เกตจากลกั ษณะฝก ทต่ี รงตามความตอ งการของตลาด หรืออาจจะ นับวันโดยเร่ิมจากวันผสมเกสรซ่ึงจะอยูในชวงประมาณ 10-15 วัน วธิ กี ารเกบ็ ใหป ลดิ ขว้ั ระวงั ไมใ หด อกใหมห ลดุ เสียหาย เพราะจะกระทบกระเทอื นตอ ปรมิ าณผลผลติ ลักษณะการเก็บใหทยอยเก็บทุก ๆ 2-4 วัน โดยไมป ลอ ย ใหฝกแกตกคาง ปกตแิ ลว ระยะเวลาการใหผ ลผลติ ของถว่ั ฝกยาวอยูในชวง 1-2 เดอื น หรอื อาจเกบ็ ได 20-40 ครง้ั ข้ึนอยูกบั การดแู ลรกั ษาและสายพนั ธทุ ป่ี ลกู ขณะนน้ั หลัง จากเก็บเกี่ยวถั่วฝกยาวแลวใหนําเขา รม ทนั ที ไมค วรวางไว กลางแดด แลวนําลงบรรจใุ นภาชนะ เชน ตะกรา หรอื เขง ซง่ึ บดุ ว ยวสั ดทุ ป่ี อ งกนั การขดู ขดี ผลผลติ ได แก ใบตอง หรอื วสั ดอุ น่ื ๆ ที่ใชทดแทนกันได การบรรจนุ น้ั ไมค วรบรรจปุ รมิ าณมากเกนิ ไป เพราะจะทํา ใหผ ลผลติ บอบช้ําเสียหายได ลักษณะถว่ั ฝก ยาวทต่ี ลาดตอ งการ แบง ไดด งั น้ี 1) ความตอ งการของตลาดในประเทศ ตอ งการถว่ั ฝกยาวที่มีความยาว ฝก 50-70 เซนตเิ มตร สเี ปลอื กเขยี ว ฝกไมพอง แตค วามตอ งการในแตล ะทอ งถน่ิ นน้ั จะแตกตา ง กันไปข้ึนอยูกับความนิยมของผูบริโภค และลักษณะการ ประกอบอาหารของแตล ะแหลง ดว ย 2) ความตอ งการของตลาดตา งประเทศ ตอ งการ ถั่วฝกยาวที่มีความยาวฝกประมาณ 36-40 เซนตเิ มตร ขนาดสม่ําเสมอ สดไมบ อบช้ํา เกบ็ ออ นกวา ปกต1ิ -2 วัน การเกบ็ เมลด็ ไวท ําพันธุ ไมควรปลอยใหฝกของถ่ัวฝกยาวแหงคาตน พอฝกเร่ิม เหลืองและพองตวั กส็ ามารถเกบ็ มาแกะเมลด็ นําออกตาก เพื่อเก็บ ไวเปน เมลด็ พนั ธตุ อ ไป ถาปลูกในฤดูฝน การเก็บเมล็ดพันธจุ ะยงุ ยากพอสมควร เพราะถาปลอ ยใหแกค าตน เมลด็ ในฝก จะงอกหรอื เกดิ เชอ้ื รา ทําลายเมล็ด ฉะนน้ั ควรระมดั ระวงั และดูจังหวะเวลาเก็บเกี่ยวใหดี

การปลกู ถว่ั ฝก ยาว 10 เอกสารอา งองิ กรมวิชาการเกษตร. การปรบั ปรงุ คณุ ภาพผลไมแ ละผกั สดเพอ่ื การสง ออก กรุงเทพฯ : โรงพิมพ คุรุสภา ลาดพรา ว. กรมสงเสริมการเกษตร. 2528. รายงานผลการสมั มนาเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร เรอ่ื งการปลกู ถว่ั ฝก ยาว ระยอง : สํานกั งานสง เสรมิ การเกษตรภาคตะวนั ตก. กรมสงเสรมิ การเกษตร. 2535. โครงการพฒั นาการผลติ เมลด็ พนั ธฝุ ก รนุ ท่ี 5 วันที่ 28-30 กรกฏาคม 2535, กองขยายพันธุพืช. กรมสงเสรมิ การเกษตร. 2535 สถติ กิ ารปลกู ฝก , ฝายวิเคราะหประสานงานวิจัยและพัฒนาพืช ผัก, กองแผนงานและโครงการพเิ ศษ. เฉลมิ เกยี รติ โภคาวฒั นาและภสั รา ชวประดิษฐ. 2536. ถั่วฝกยาว (พิมพครั้งที่ 1) กองสง เสรมิ พืชสวน, กรมสง เสรมิ การเกษตร. สภาวิจัยแหงชาติ. 2534. รายงานการประชุมวิชาการพืชผักแหงชาติ ครง้ั ท่ี 10 วันที่ 19-22 มีนาคม 2534. คณะอนกุ รรมการประสานงานวจิ ยั และพฒั นาพชื ผกั . สภาวิจัยแหงชาติ. 2536. โรคของผกั : การประชุมวิชาการพืชผักแหงชาติ ครง้ั ท่ี 12 วันที่ 31 มีนาคม-3 เมษายน 2536 คณะอนกุ รรมการประสานงานวจิ ยั และพฒั นาพชื ผกั . จดั ทําเอกสารอิเลก็ ทรอนิกสโดย : สาํ นกั สง เสรมิ และฝก อบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook