การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (Problem Besed Learning : PBL) อะไรหนักหนาชวี ิตนี้ เกิด มาทำไมนี้ เมื่อเราเกดิ มาแล้วจะทำ ไงได้ v ชีวติ คือการตอ่ สู้ เพ่ือการอยู่รอดใน สงั คม โดยใช้ปัญหาเป็ นฐานในการเรียนรู้
การเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem Besed Learning : PBL) เมือ่ ดจู ากค าศัพท์ Problem–based Learning ก็คือ วธิ กี ารเรยี นรู้วิธีหนึง่ ทม่ี รี ปู แบบการ เรยี นรู้ โดยการน าปัญหามา เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) เป็น รปู แบบการ เรยี นรูท้ เี่ กดิ ขึน้ จากแนวคดิ ตามทฤษฎกี ารเรยี นร้แู บบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) โดยให้ผู้เรยี นสร้าง ความร้ใู หม่ จากการใชป้ ัญหาท่เี กิดข้นึ จรงิ ในโลกเปน็ บริบทของการเรียนรู(้ Learning Context) เพื่อใหผ้ ู้เรียน เกดิ ทักษะ ในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา รวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษา ไปพร้อม กันด้วย การเรียนรู้ โดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐานจงึ เปน็ ผลมาจากกระบวนการท างานที่ต้องอาศยั ความเข้าใจและการ แกไ้ ขปัญหาเป็นหลกั ถา้ มอง ในแง่ของยุทธศาสตร์การสอน PBL เป็นเทคนิคการสอน ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติด้วยตนเอง เผชิญหน้ากับ ปัญหาด้วยตนเอง จะท าให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการคิดหลายรูปแบบ เช่น การคิดวิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิดสรา้ งสรรค์ ฯลฯ หลายท่านอาจมีความสงสัยว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และการเรียนรู้เพื่อการ แก้ปัญหา (problem solving learning) ตา่ งกนั อย่างไร ความแตกตา่ งท่ีชดั เจนคอื การเรยี นรู้โดยใช้ปัญหา เปน็ ฐานจะเนน้ ท่ีการ กำหนดสิ่งที่จะเรียนรู้และกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ใหม่เพื่ออธิบายปัญหาที่พบ ส่วน การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาจะ เน้นทกี่ ารประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีอยู่และตดั สินใจทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการ แกป้ ญั หานนั้ ๆ จะเหน็ วา่ การเรียนรู้ท้ัง สองแบบไม่ใช่เปน็ สิ่งเดยี วกัน แต่จะมีความสัมพันธ์กนั และเvปน็ กระบวนการท่ีตอ่ เน่ืองกนั ลกั ษณะสำคัญของการเรียนรแู้ บบ PBL รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ PBL มลี กั ษณะสำคญั ดังน้ี 1. ให้ผ้เู รียนเป็นศูนยก์ ลางของการเรียนรูอ้ ยา่ งแท้จรงิ (student-centered learning)
2. จดั ผู้เรียนเปน็ กลุ่มย่อย ๆ ใหม้ จี ำนวนกล่มุ ละประมาณ 5–8 คน 3. ผู้สอนทำหน้าที่ เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรอื ผใู้ หค้ ำแนะน า (guide) v 4. ใชป้ ญั หาเป็นตวั กระตุ้น (สงิ่ เรา้ ) ใหเ้ กิดการเรยี นรู้
5. ลักษณะของปัญหาที่นำมาใช้ ต้องมีลักษณะคลุมเครือ ไม่ชัดเจน มีวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่าง หลากหลาย อาจมีค าตอบไดห้ ลายคำตอบ 6. ผูเ้ รยี นเปน็ ผ้แู ก้ปญั หาโดยการแสวงหาขอ้ มูลใหม่ ๆ ดว้ ยตนเอง (self-directed learning) v 7.การประเมินผล ใช้ การ ประเมินผลจากสถานการณ์จริง (authentic assessment) ดูจาก ความสามารถในการปฏิบัติของผู้เรียนในขณะทำ กิจกรรมการเรยี นร(ู้ Learning process) และพจิ ารณาจาก ผลงานทเ่ี กิดข้ึนจากการเรียนรู้ (Learning product) รูปแบบการเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning: PBL) จากการศึกษาผลงานวิจัยด้านพัฒนาการเรียนสอนที่ใช้ PBL ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและ ระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่อาศัยลักษณะส าคัญของการจัดการเรียนรู้แบบ PBL เป็น กรอบใน การออกแบบขั้นตอนการจัดการเรียนรู้พบว่ามีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่แตกต่างกันตาม ขั้นตอนของ กจิ กรรมการเรียนรู้ เรม่ิ จากรปู แบบพ้ืนฐานทมี่ ี7 ขนั้ ตอนหลกั แล้วมีการปรับขยายหรือเพิ่ม ขน้ั ตอนกิจกรรมการเรียนรู้
จนมีถึง 11 ข้นั ตอน ในที่นี้ขอเสนอ 4 รูปแบบคือ แบบ 7, 9, 10 และ 11 ขนั้ ตอน เพ่ือให้ศึกษาความแตกตา่ งของแต่ ละรูปแบบ จะได้เลอื กใช้ใหเ้ หมาะสมกับระดบั ของผ้เู รียนและลกั ษณะเฉพาะ ของเนอ้ื หาวิชาที่จะจดั การเรยี นรดู้ ้วย PBL รูปแบบที่ 1 แบบ 7 ขัน้ ตอน ลกั ษณะสำคัญของกิจกรรมการเรยี นรใู้ นแตล่ ะข้นั ตอนมดี ังนี้ 1. Clarifying unfamiliar terms กลุ่มผู้เรยี นทำความเข้าใจคำศัพท์ ข้อความที่ปรากฏอยู่ในปัญหาให้ชดั เจน โดยอาศัยความรู้ พน้ื ฐานของสมาชิกในกลมุ่ หรือการศึกษาคน้ คว้าจากเอกสารตำราหรอื ส่ืออนื่ ๆ 2. Problem definition v กลุ่มผู้เรียนระบุปัญหาหรือข้อมูลสำคัญ ร่วมกัน โดยทุกคนในกลุ่มเข้าใจปัญหา เหตุการณ์ หรือ ปรากฏการณ์ใดที่ กล่าวถึงในปัญหานน้ั 3. Brainstorm กลุ่มผู้เรียนระดมสมองวิเคราะห์ปัญหา ตา่ งๆ และหาเหตผุ ลมาอธบิ าย โดยอาศยั ความรูเ้ ดิมของ สมาชิก กลุ่ม เป็นการช่วยกันคิดอย่างมีเหตุมีผล สรุปรวบรวมความรู้ และแนวคิดของกลุ่มเกี่ยวกับ กลไกการเกิดปัญหา เพื่อน าไปสู่ การสร้างสมมติฐานทสี่ มเหตสุ มผลเพื่อใช้แกป้ ัญหาน้นั
4. Analyzing the problem กลุ่มผู้เรียนอธิบายและตั้งสมมติฐานที่เชื่อมโยงกันกับปัญหาตามที่ได้ระดม สมองกัน แล้วน าผลการ วิเคราะห์มาจัดล าดับความส าคัญ โดยใช้พื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน การ แสดงความคิดอย่างมี เหตผุ ล v 5. Formulating learning issues กลุ่มผู้เรียนกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อค้นหาข้อมูลที่จะอธิบาย ผลการวิเคราะห์ท่ีตัง้ ไว้ ผเู้ รยี นสามารถบอกได้ว่าความรสู้ ว่ นใดร้แู ลว้ ส่วนใดตอ้ งกลบั ไปทบทวน ส่วนใดยัง ไม่รู้หรอื จ าเปน็ ต้อง ไปค้นควา้ เพิ่มเตมิ
6. Self-study ผู้เรียนค้นคว้ารวบรวมสารสนเทศจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะการ เรียนรู้ ดว้ ยตนเอง (Self-directed learning) 7. Reporting จากรายงานข้อมูลสารสนเทศใหม่ที่ได้เข้ามา กลุ่มผู้เรียนนำมาอภิปราย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตาม วตั ถุประสงคท์ ีต่ ้ังไว้ แลว้ นำมาสรุปเป็นหลักการและแนวทางเพ่อื นำไปใชโ้ อกาสต่อไป v
Search
Read the Text Version
- 1 - 7
Pages: